All Blog
--- ป ร ะ ทั บ ใ จ . . . . เ ข า ป ร ะ ทั บ ช้ า ง เ ท ร ล 2 0 1 6 ---



























ผ่านไปอีกหนึ่งงานวิ่งที่อยากไปวิ่งมาก
ประทับใจ...เขาประทับช้างเทรล 2016
ชอบโลโก้ที่ว่า 'งานนี้...พี่ไม่ได้มาเล่น ๆ '
และป้ายข้อคิดเกี่ยวกับการวิ่งภายในบริเวณงาน 


งานนี้ฉันวิ่งดีที่สุดตั้งแต่เริ่มวิ่งมาอาจจะเพราะตัวเองได้ซ้อมอย่างต่อเนื่อง ก่อนลงวิ่งก็ได้พักเต็มที่ ร่างกายพร้อมและสนุกสนานกับเส้นทางการวิ่งที่มีการปีนเขาถึงสองครั้ง ชันประมาณ 80 องศา การจราจรติดขัดช่วงต่อคิวปีนขึ้นและลงเขาแต่ไม่เป็นปัญหาใด ๆ เส้นทางวิ่งสวยงามมาก ทางดินนุ่ม ต้นไม้กำลังเขียวเพราะเข้าฤดูฝน ร่มรื่นตลอดเส้นทาง บางครั้งที่วิ่งออกแดดก็เห็นฟ้าใสไร้เมฆ มองสูง มองต่ำเพราะต้องระวังหัว ระวังเท้า ต้องมีสติตลอดเวลา วิ่งตัวเปล่าสบายที่สุดหากไม่ไกลเกินไปนัก
ผู้จัดเตรียมน้ำเย็น ๆ ไว้ทุกสองกิโล มีเครื่องดื่มเกลือแร่และแตงโมให้กินก่อนปีนเขาแต่ละลูก ระยะวิ่งของเราไม่ไกล ผู้จัดจึงไม่ได้แจกข้าวเหนียวหมูปิ้งให้เราเหมือนนักวิ่ง 32 k มีหน่วยรักษาพยาบาลและการช่วยเหลือขั้นสูงให้แก่นักวิ่ง มีทหารและตำรวจมารักษาการณ์ทุกระยะเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาทรงเสด็จมาร่วมวิ่ง 21 k เป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งเราได้ร่วมงานวิ่งกับพระองค์ท่านเป็นครั้งที่สองตั้งแต่วิ่งรอบกว๊านเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว จึงได้ทราบพร้อมกันถ้วนหน้าถึงพระปรีชาสามารถในการวิ่งของพระองค์ท่าน ขอพระองค์มีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงและทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ขอบคุณทีมงานที่จัดงานได้สมกับที่รอคอย ชอบเสื้อวิ่ง เหรียญและเสื้อฟินิชเชอร์ หากมีโอกาสและสมัครทัน คงได้เจอกันครั้งต่อไปเพราะสิ่งที่ได้รับคือเรื่องราวดี ๆ ของเพื่อน ๆ นักวิ่งและสิ่งที่ทุกคนช่วยเหลือกันยามคับขัน พยายามที่เอาชนะตนเองจนถึงเส้นชัย มันคือความงามอย่างหนึ่งของการวิ่งมาราธอน

ขอบคุณสามีที่พาซ้อมวิ่ง พาไปงานที่เราอยากไป ดูแลทุกข์สุขจนจบรายการทุกครั้ง
ขอบคุณน้องออยที่เป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีเสมอ  อยากชวนเธอไปวิ่งด้วยกันอีกทุกงานถ้าเป็นไปได้
ขอบคุณร่างกายที่พาเราลุยได้จนจบอย่างสนุกสนานและมีความสุข โชคดีที่ไม่บาดเจ็บกันเลยทั้งสามคน
ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ส่งกำลังใจให้เราเสมอ ๆ นะคะ ขออนุญาตรายงานผลสั้น ๆ เพียงเท่านี้ก่อนค่ะ


ขอบคุณมากค่ะ
ภูพเยีย
19062016























บันทึกเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากงานวิ่งครั้งนี้
เป็นบทเรียนและได้รู้จักตัวเองมากขึ้น



เมื่อวานเหนื่อยจากการเดินทาง จึงไม่อยากรีบเขียนอะไร แต่ทุกอย่างชัดเจนอยู่ในใจเกี่ยวกับเส้นทางงานวิ่งและการตัดสินใจที่ไม่ดีของตัวเอง

เย็นวันศุกร์ เราเดินทางจากบ้านดอยเข้าเชียงใหม่ และดิ่งจากเชียงใหม่ไปราชบุรี เป็นการเดินทางไปวิ่งต่างจังหวัดที่ไกลมาก ครั้งแรกจะบินไปลงกรุงเทพฯและขอยืมรถน้องสาวไปจอมบึง แต่อยากแวะกินข้าวกับพ่อก่อน ตั้งใจอยู่แล้วว่า ไม่ว่าจะไปวิ่งที่ไหนก็อยากแวะเยี่ยมพ่อทุกครั้งแม้พ่อจะไม่เข้าใจแล้วว่า การวิ่งคืออะไร 10 กิโลไกลแค่ไหน การรับรู้เรื่องตัวเลขพ่อไม่เข้าใจแล้ว แต่รู้ว่าไปวิ่ง เราได้แต่บอกเขาว่า ถ้าวิ่งเสร็จ จะแวะมาหาพ่ออีกครั้ง กินข้าวมื้อเย็นด้วยกันอีกรอบก่อนกลับบ้านที่เชียงใหม่


เราแวะไหว้พระที่วัดพระปฐมเจดีย์ก่อน บ่าย ๆ จึงดิ่งไปที่งานเพื่อรับเสื้อและ BIB ครั้งแรกเขาหาหมายเลขที่เราลงทะเบียนไว้ไม่เจอ แอบใจหายนิดหน่อยถ้าเจอการผิดพลาดแล้วจะไม่ได้วิ่ง แหม...นะ ก็เรามาตั้งไกลและเป็นรายการวิ่งที่เรารอคอยเสียด้วย

เราเดินเก็บภาพนิดหน่อยรอบ ๆ งานไว้เป็นที่ระลึก มีเพื่อน ๆ นักวิ่งทยอยมารับเสื้อกันอย่างล้นหลาม และทางทีมงานแจ้งให้ทราบทางหน้าเพจแล้วเรื่องที่จอดรถในวันพรุ่งนี้เช้าว่าจะมีการปิดถนนก่อน ตี 5 เพราะครั้งนี้ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภาทรงเสด็จเป็นการส่วนพระองค์เพื่อร่วมงานวิ่งเทรลครั้งนี้ด้วยในระยะวิ่ง 21 k

เราจึงต้องเตรียมตัวมาให้เช้าที่สุดเพื่อจะได้หาที่จอดรถได้สะดวกขึ้น และรู้สึกดีใจมากที่พระองต์ท่านเสด็จมา เป็นเกียรติสูงสุดของชีวิตนักวิ่งคนหนึ่งที่ได้ร่วมงานวิ่งกับพระองค์ท่าน


เราออกงานวิ่งไปเช็คอินที่โรงแรมสินชัยก่อนออกไปหาอะไรกินเพราะหิวมาก ขับไปเจอร้านก๋วยเตี๋ยวเรือหน้าโรงพยาบาลราชบุรี กินเบิ้ลคนละสองชาม สั่งเพิ่มทั้งเกาเหลารวมและซื้อลูกชิ้นนึ่งจากรถเข็นที่เด็กหนุ่มขาย มีทั้งของร้อนและของเย็น ไอติมของเขาอร่อยมาก ๆ ข้นหวานอร่อยกว่าไอติมป่าตันบ้านเราเสียอีก เห็นเป็นคนหนุ่มขายของก็รู้สึกดีใจ ขยันทำมาหากินดีจัง อวยพรให้เขาขายของดี ๆ เขายิ้มให้ มีเหล็กดัดฟันสีสวยเชียว คิดเอาเองว่าน่าจะขายดีเพราะมีเงินไปจัดฟัน(ฮา)

จากนั้นก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะไปไหนแล้วเพราะไม่ได้นอนกันมาทั้งคืน เราอาบน้ำอาบท่าและตั้งใจว่า เดี๋ยวค่ำ ๆ ค่อยออกไปหาอะไรกินต่อ ปรากฎว่า ฉันหลับตั้งแต่ 6 โมงเย็น คงจะหลับลึก สะดุ้งตื่นอีกทีมาดูนาฬิกาปรากฎว่าเพิ่งจะทุ่มครึ่ง แต่เห็นทุกคนหลับอยู่เช่นกัน ฉันเลยนอนต่อ คราวนี้ตื่นมาเที่ยงคืนเป๊ะ แต่รู้สึกเลยว่า นอนอิ่มมากแล้ว กลับมานอนต่ออีกยก รอบสามตื่นตีสาม ตื่นครั้งนี้มานั่งกินขนมจากและข้าวหลามรองท้อง เริ่มหิวแล้ว เดี๋ยวฉันก็ต้องเตรียมกินให้พอดีท้องเพราะวิ่งท้องว่างไม่ได้ หิวแล้ววิ่งไม่สนุก อันนี้ประสบการณ์เก่า ๆ สอน อย่าปล่อยให้หิวระหว่างวิ่ง ทรมาน....


เราแวะ 7/11 เจอพี่ พยาบาลและคุณหมอมาหาซื้ออาหารเช้าเหมือนเรา ดีใจที่เห็นแผนก AOD ซึ่งคือเจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตขั้นสูง เป็นการเตรียมงานที่พร้อมดูแลและช่วยเหลือนักวิ่งมาก รู้สึกอุ่นใจเพราะพอเดาได้ว่า จะมีทหารและตำรวจคอยอารักขาพระองค์ท่านอย่างเหนียวแน่น ประชาชนตัวเล็ก ๆ อย่างเราเลยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านกันถ้วนหน้าด้วย

ฉันนั่งกินข้าวผัดไปครึ่งกล่อง แซนวิชอีกสองคู่และกาแฟ ปกติไม่กินกาแฟก่อนวิ่ง แต่วันนี้หิวกาแฟมาก รู้สึกสดชื่นและมาเดินเล่นตรงจุดปล่อยตัว เก็บภาพก่อนออกวิ่งในเช้านี้

ได้ยินเสียงพิธีกร พูดคุยอย่างสนุกสนาน พิธีกรรับเชิญคือคุณทนงศักดิ์ (ที่คนในวงการนักวิ่งเรียกพี่นงกัน ) มาพูดคุยบนเวทีทักทายและต้อนรับบรรดานักวิ่งทุกคนอย่างเป็นกันเอง

(อยากฟังบทกลอนก่อนออกวิ่งเป็นตัวหนังสืออีกรอบ เพราะแต่กลอนที่ท่านผู้ว่าฯอ่านก่อนปล่อยตัวมีความหมายและคุณค่าลึกซึ้งกินใจ เป็นกำลังใจให้นักวิ่งทุกคน )

ระยะ 32 k และ 21 k ปล่อยตัวห่างกันเพียง 15 นาที พิธีเปิดไม่เยิ่นเย้อ ตรงเวลา และได้ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างพร้อมเพรียงกัน

เราสามคนคุยกันแล้วว่า วันนี้ขอให้เราวิ่งให้สนุก เราอาจจะห่วงเพื่อนของเราเพราะเธอไม่ได้ซ้อมและนี่เป็นการวิ่งระยะไกล 21 กิโลครั้งแรกและเป็นเทรลแรกอีกเช่นกัน ได้แต่บอกเธอว่า ค่อย ๆ ไป อย่างไรก็ถึง เพราะจากการที่เราวิ่งด้วยกันมา เธอไม่เคยบ่นหรืออิดออดหรือวิตกกังวลกับการวิ่งจนเกินเหตุ ด้วยความคิดที่ว่า ยังไงก็ถึงนั้น บอกความคิดและพลังด้านบวกให้เรารับรู้เสมอ ยิ่งเธอเข้าใจหัวใจของการวิ่งมาราธอนด้วแล้ว เรายิ่งไม่ห่วง ห่วงเรื่องตะคริวและอาจเกิดการบาดเจ็บเท่านั้น เราได้แต่อวยพรให้กันและกัน


การอ่านบทกลอนของ 21 k เริ่มขึ้นแล้ว แต่เราฟังไม่จบ เพราะเสียงแตรปล่อยตัวแล้ว ความตื่นเต้นค่อย ๆ บรรเทาลงแต่ความฮึกเหิมและสนุกยังคงอยู่ เช้านี้แจ่มใส ร่าเริง เบิกบานกันทุกคน เราเริ่มต้นออกตัวกันแล้วและวิ่งเกาะกลุ่มไปอย่างช้า ๆ เพราะหนทางยังไกล อยากไปสบาย ๆ เก็บเกี่ยวบรรยากาศบนเส้นทางกับเพื่อนนักวิ่งคนอื่น ๆ ด้วย ฉันยังเพลิดเพลินกับการดูการแต่งตัวของนักวิ่งเทรลครั้งนี้ ที่แปลกตาก็คือรัดน่องของ compressor หลากสีสัน แต่ละคนมีการเตรียมพร้อมมาก อุปกรณ์ค่อนข้างเยอะแต่มันจำเป็นซึ่งความจำเป็นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ที่นี่อาจไม่บังคับมากเพราะมีการดูแลค่อนข้างพร้อมในทุก ๆ จุด สิ่งที่เราเตรียมคือเรื่องที่อาจจำเป็นเฉพาะเช่นเรื่องหยูกยาหรือยาหอม ยาดม ไม้เท้า ถุงมือกันหนามเพราะระหว่างขึ้นเขานั้น ภูเขาจะแหลมคม หรือไม่ก็ต้นไม้ที่ลำต้นมีหนาม อาจเกิดการบาดเจ็บได้ สำหรับฉันคือขอแค่รองเท้าเหมาะ ๆ สักคู่ มือถือเผื่อหลงป่าและซอฟเฟลกันยุง วิ่งอย่างตัวเบาที่สุดเพื่อความคล่องตัว แต่สามีสิ..เตรียมตัวให้ฉันทุกอย่าง เป้หลังของเขาคือทุกอย่างที่จะปฐมพยาบาลฉันหากฉันเป็นอะไร ได้แต่ภาวนาว่าเราจะไม่ต้องใช้ระหว่างทาง


เส้นทางวิ่งสวยงามและร่มรื่นมาก ๆ เป็นบุญจริง ๆ ที่ในประเทศของเรามีที่ทางสวยงามแบบนี้ ป่าเขียวดูชุ่มตาเพราะนี่ฤดูฝนด้วย ป่าฟื้นตัวหลังจากผ่านแล้งร้อนมาเหมือน ๆ กันทั่วประเทศ และโชคดีมาก ไม่ทราบใครไปปักตะไคร้หรือเปล่าจึงทำให้เช้านี้ไม่มีฝน ทางวิ่งไม่เฉอะแฉะ ดินนุ่มเท้าเพราะเราเคยชินกับการซ้อมวิ่งบนทางถนนมากกว่า เราวิ่งตาม ๆ กันไป วิ่งชิดซ้ายไว้เผื่อให้คนอื่นแซงเราไปด้วย เราจิบน้ำกันทุกจุดเหมือนที่ซ้อมเพราะฝึกรับน้ำมาตลอด ไม่รอจนกระหาย ให้น้ำหมุนเวียนในร่างกายเพื่อความชุ่มชื้นของชีวิตและรักษาสมดุลไว้

การวิ่งเทรลเหมือนจะสนุกกว่าวิ่งถนนหรือเปล่านะ หรือเราชอบบรรยากาศในธรรมชาติด้วยก็เป็นได้ ไม่รู้สึกเหนื่อย ผ่านกิโลเมตรที่ 9 ถึงจุดเช็คพ้อยต์และเตรียมตัวปีนเขากันแล้ว เราถ่ายรูปกันสามคน ดื่มน้ำเกลือแร่ กินแตงโมและเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ทำอย่างกับมาปิกนิกเสียอย่างนั้น ไม่กดดันตัวเอง ขอให้สนุกสนานเป็นพอ เวลาที่วิ่งเริ่มต้นเท่ากับที่ซ้อมมา ที่สำคัญคือไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแถมสนุกมากตอนที่เข้าคิวขึ้นดอยสูงที่คาดเดาว่าชันราว ๆ 80 องศา ไม่เป็นอุปสรรคเพราะไม่มีใครรีบได้ คนเยอะมากเนื่องจากนักวิ่งสองกลุ่มมาออกันที่นี่แล้ว ฟังเพื่อน ๆ นักวิ่งหยอกล้อและคุยกันสนุกสนาน ได้ยินบางคนบอกว่า ที่นี่ยังไม่โหดเท่าตะนาวศรีเทรล เราไม่รู้หรอกว่าที่ไหนเป็นอย่างไร เพราะที่นี่เป็นเทรลแรกของเราทั้งสามคน

ขาขึ้นดูไม่ยากเท่าขาลงเขา เพราะทางชันทำให้ต้องระมัดระวัง เหมือนกับดอยหลวงเชียงดาวที่เราปีนขึ้นดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าเลย แต่ที่นี่หินปูนแหลม ๆ เล็ก ๆ ต้องระวังมากหน่อย

พอลงถึงพื้นราบก็วิ่งออกทางซ้าย จะผ่านทางอุโมงค์ แต่เราวิ่งเข้าซ้ายต่อไปเพราะเริ่มแยกคนละทางกับพวก 32 k แล้ว เราสามคนยังวิ่งตามกันมาอย่างสบาย ๆ จากนั้น ฉันก็วิ่งออกหน้าเพราะสามีบอกว่า ไปก่อนเลย เขาจะดูแลน้องที่มาด้วยกันเอง ฉันมั่นใจว่าวันนี้ร่างกายโอเคสุด ไม่มีปัญหาอะไรเลย วิ่งดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา จึงขอออกนำไปก่อน แต่ไม่ไกลกันมากนักเพราะเขายังเห็นหลังฉันไกล ๆ ผ่านเช็คพ้อยต์กิโลที่ 15 ไปแล้ว ฉันยังแฮปปี้กับเส้นทางวิ่งมาก จนกระทั่งถึงจุดแยกหลังกิโลเมตรที่ 18 !!


น้องเสื้อสีส้มคนหนึ่งตะโกนให้ทางว่า 32 k ขึ้นไปเช็คพ้อยต์ข้างบน / 21 k ออกไปทางซ้ายครับ ฉันก็พุ่งไปทางซ้ายแบบไม่คิดอะไร วิ่งไป ๆ ทำไมมันเงียบเหงาไม่ทราบ วิ่งไปเรื่อย ๆ เห็นอุโมงค์ที่แยกกันระหว่าง 21 k และ 32 k และเลี้ยวทางซ้ายเป็นรอบที่สอง เอ๊ะ.. เรามาแล้วรอบนึงนี่ ตะกี๊ยังกินแตงโมรอสามีกับเพื่อนตรงนี้อยู่เลยก่อนขอวิ่งนำไปเพราะอยากทำเวลาแล้ว แรงไม่ตกเลยสักนิด แต่ก็ยังไม่เก็ต พอวิ่งไปเห็นป้ายกิโลที่ 13 เข่าอ่อนเลย ฉันหลงทาง ???? วิ่งมาซ้ำที่เดิม จะวิ่งกลับก็กลัวเขาว่าเราโกง(ไม่น่าโง่เลยเพราะเราผ่านเช็คพ้อยต์แล้ว มันโชว์ไปที่บอร์ดแล้ว แต่ฉันโง่) ยืนหมดอาลัยตายอยากอยู่คนเดียว เสียกำลังใจมาก กว่าจะวนไปถึงจุดกิโลที่ 18 ต้องวิ่งอีก 5 กิโล !!


ตอนนั้นใจเสียมาก เศร้าจนถึงเศร้าที่สุด จะเอาแรงไหนวิ่งนะ คือใจมันท้อน่ะ ทำไมโง่แบบนี้ ทำไมปากหนักไม่ถามเขาว่า เลี้ยวทางไหนกันแน่ ป้าย 21 k กับ 32 วางซ้อนกัน

มันไม่ใช่ความผิดของเขา แต่มันคือความไม่รอบคอบของเรา มันผิดที่เราเอง !!!

เป็นนักวิ่งแต่ขาดไหวพริบ ไม่สนใจเรื่องเส้นทางก่อนวิ่งเพราะทุกครั้งวิ่งตามสามี เขาเป็นเพซเซอร์ให้ทุกครั้งเพราะเขาวิ่งเร็วกว่า แต่งานนี้ เราไม่รีบเพราะอยากค่อย ๆ ไป ต้องดูแลเพื่อนที่ไม่เคยวิ่งไกล สามีจึงวิ่งรอเพื่อนที่กำลังตามมา แต่เขาก็อ่านใจฉันออกว่า ฉันอยากทำเวลาจึงบอกให้ไปก่อนเลย


ฉันไม่ยอมวิ่งแล้วตอนนั้น ยิ่งคิดว่าหลงทาง น้ำตาจะไหล เดินไปเรื่อย ๆ ไม่เอาแล้ว วิ่งอีก 5 กิโลกว่าจะถึงแยกไปกิโลที่ 19 !!


เดินผ่านจุดเช็คพอยต์กิโลที่ 15 น้ำตาตกในเลย สามีคงถึงเส้นชัยและต้องตามหาฉันแล้ว เขาต้องสงสัยอย่างมากว่า ฉันหายไปไหน และมือถือ เขาก็เก็บไว้ให้ตอนที่ปีนลงเขากิโลที่ 10 นั่นแหละ เพราะมือถือฉันเปียกเหงื่อมาก เลยใส่ในเป้หลังเขาไว้ อยากจะโทรฯบอกว่า ไม่ต้องห่วง ไม่เป็นอะไรแต่ก็ไม่มีมือถือที่ตัวเองเพราะไม่คิดว่าจะหลุดจากโคจรคนอื่น ๆ ต้องรอนานหน่อยนะเพราะหลงทางอยู่ และกำลังวนอีก 5 กิโลก่อนแยกออกทางขวาไปขึ้นถนนเป็นกิโลที่ 19 ก่อนขึ้นเขาลูกสุดท้ายนั่น


ฉันกดนาฬิกาจับเวลาตอนเดินครบ 21 k เสียใจมาก ใจไม่เอาอะไรแล้ว เดินฟังเพื่อน ๆ ที่ติดป้าย 32 k ผ่านหน้าคนแล้วคนเล่าแบบหมดอาลัยตายอยาก

แต่สักพัก ดูนาฬิกาว่ากี่โมงแล้ว ปรากฏว่า เพิ่งจะ 10 โมงครึ่ง เหลือเวลาอยู่ ไหน ๆ ก็มาแล้ว จะกลับมาซ่อม 21 k เป็นรอบสอง เราจะสมัครทันเหรอ แล้วใครจะวิ่งกับเรา สามีก็ถึงเส้นชัยแล้ว ป่านนี้คงหาเราวุ่นแน่ เพราะเขาเห็นเราวิ่งนำเขาลิบเลย

พอคิดแค่นี้ก็วิ่งต่อ วิ่งสุดกำลังที่มี ให้กำลังใจตัวเองอีกครั้งจนถึงทางแยกกิโลที่ 18 ตัดขึ้นไปทางขวาจนถึงถนนและข้ามถนนต่อไปยังกิโลที่ 19 ลองวิ่งให้สนุกกับมันอีกครั้งสมดังตั้งใจไว้แต่แรก

ฉันกินน้ำเกลือแร่หนึ่งแก้วและแตงโมอีกซีกและรีบไปต่อคิวเพื่อขึ้นเขาลูกสุดท้าย ดูเวลาตอนอยู่ตีนเขานั่น 11 นาฬิกาตรง

แต่ไม่รู้จะได้เดินขึ้นตอนกี่โมงเพราะขึ้นได้ทีละคน ต้องเข้าคิว อยากไปก่อนใจจะขาดก็ไปไม่ได้ ได้แต่ยืนทำใจ เป็นกังวลว่าสามีกับเพื่อนจะห่วงเราแค่ไหน

สเต็ปขึ้นเขาครั้งนี้ ฉันใช้มือประคองก้นเพื่อจะขึ้น มันทำให้ตัวเบามากและไม่เมื่อยขาเลยแม้จะขยับขึ้นไปทีละน้อย ๆ เพราะจราจรติดขัดอีกรอบ จึงเข้าใจเลยว่า ทำไมผู้จัดเผื่อเวลาให้มากมายนัก เพราะถึงช่วงขึ้นเขานี้ต้องมีน้ำใจนักกีฬาและมีมารยาทด้วย

กว่าฉันจะขึ้นถึงยอดเขาลูกที่สอง เป็นเวลา 11.30 นาฬิกา รู้สึกเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากเพราะมาถึงตรงนี้แล้ว ฉันไม่สนเวลาที่เสียไปกับ 5 กิโลนั่นแล้ว ฉันอยากได้เหรียญช้างแดงและเสื้อฟินิชเชอร์มาก ๆ ภาวนาขอให้เข้าเส้นชัยทันเวลาเป็นพอ แม้ความฝันจะพังทลายไปต่อหน้าต่อตาเพราะวิ่งเกินไปตั้ง 5 กิโลและเสียเวลาไปมากแล้วก็ตาม

พวกเราที่กำลังทยอยขึ้นเขาลูกสุดท้ายเห็นน้องผู้หญิงคนหนึ่งหน้าซีดและเป็นลม แต่หน่วยพยาบาลเตรียมผ้าใบมารับแล้ว ตอนฉันเดินผ่านน้องเห็นคุณหมอเมย์กำลังปฐมพยาบาลเธออยู่ แอบดีใจที่เห็นคุณหมอเมย์ตัวจริง น่ารักเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ ในเพจ ฉันแอบติดตามคลิปสอนสารพัดที่หมอเมย์แนะนำด้วย เห็นน้องคนนั้นยิ้มได้แล้ว สีหน้าดีขึ้น ยกมือไหว้รอบทิศ ขอบคุณทุก ๆ คนที่ช่วยเหลือเธอ ฉันวิ่งลงบันไดไปได้สักหน่อย เจอนักวิ่งชายคนหนึ่งนอนตะแคงตัวราบไปข้างทางและร้องเสียงดังเพราะความเจ็บปวด เขาเป็นตะคริวนั่นเอง แต่เพื่อนนักวิ่งชายกำลังช่วยคลายตะคริวกันอยู่ เห็นแล้วปวดแทนเลยค่ะ

ฉันไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือเขาหรอก แต่สัมผัสถึงมิตรภาพที่อยู่รายรอบเขา เห็นใจในความเจ็บปวดแล้วก็ดีใจที่เห็นความดีงามของเพื่อนร่วมวิ่งครั้งนี้


ฉันไม่เป็นอะไรหรอกเพราะซ้อมมาดีและได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ใจเต้นตึกตักเพราะลงถึงทางกรวดหินแล้ว อีก 400 เมตรก็จะเข้าเส้นชัยแล้ว ยิ้มออกมาได้เพราะไม่ได้กลับบ้านมือเปล่าแล้ว ฉันได้จับเหรียญและเสื้อฟินิชเชอร์ก่อนเวลา cut off อย่างเป็นทางการแล้ว


สามีและเพื่อนรออยู่ที่เส้นชัย เขามารับแล้วถามคำเดียวว่า หลงทางใช่มั้ย พูดแค่นี้ น้ำตาฉันก็ไหลเป็นทาง มันห้ามไม่อยู่ แต่เขาบอกว่า ไม่เป็นไร มาถึงก่อนเวลาก็ดีแล้ว ได้เหรียญแล้ว ถอด BIB มา เดี๋ยวไปรับเสื้อที่จุดลงทะเบียนให้

รับแล้วเราก็มาถ่ายรูปร่วมกัน ดีใจที่เพื่อนเข้าเส้นอย่างปลอดภัย เธอบอกว่า ตะคริวขึ้นสองลูกตรงเส้นชัยพอดี มีเพื่อนนักวิ่งมาช่วยยืดเส้นคลายตะคริวให้เพราะสามีฉันวิ่งไปตามจุดพยาบาลทุกจุดและไปที่จุดเช็คพ้อยต์ที่ 15 เช็คชื่อฉันผ่านจุดเช็คพ้อยต์ตั้งแต่ 9 โมง เป็นไปไม่ได้ที่จะหายไป หรือฉันเจ็บกะทันหัน แต่ก็ไม่มีวี่แววเพราะดูดีมากและฉันไม่บ่นเลยสักคำ เขาไปตามที่เขาเลี้ยงนักวิ่ง ไปรอที่ห้องน้ำ หาจนอ่อนใจและมารอที่เส้นชัยเหมือนเดิม โทรฯก็ไม่ได้เพราะฝากมือถือไว้ที่เขาตอนกิโลที่ 10 บนดอยนั่น แต่ถึงกระนั้น เขาโทรฯหาเพื่อนก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ จึงได้แต่รอ

ฉันทำให้สองคนนั่นเป็นห่วงมาก ไม่ได้กินข้าวกินปลาในงานนอกจากน้ำดื่มที่เขาเตรียมไว้ให้อย่างเหลือเฟือ แต่จริง ๆ แล้ว ฉันดีใจที่เพื่อนผ่านงานวิ่งเทรลแรกในระยะไกลที่สุดของเธอได้มากกว่า ส่วนสามีนั้น เราคุยกันแต่แรกแล้วว่า เธอไม่ต้องห่วงฉัน เธอไปก่อนได้เลยหากเธอมีแรงและอยากทำเวลา แต่เหตุการณ์กลับตาละปัตร ฉันที่เข้าเป็นที่สุดท้ายของเพื่อน ทั้งที่ควรจะได้มารอที่เส้นชัยก่อนใคร แต่เซ่อซ่าจนหลงทาง ไม่อายหรอกแต่ใจเสียและเกือบไม่เอาอะไรทั้งนั้นแล้ว โชคดีที่คิดใหม่ทัน พอใจฮึดสู้ว่า จะวิ่งให้ทันเวลาและจะเอาเหรียญกลับบ้านเท่านั้นแหละ ฉันวิ่งได้อย่างใจอีกครั้งเพราะร่างกายพร้อมมากสำหรับงานนี้ วิ่งดีที่สุดแต่เข้าในเวลาที่ไม่ประทับใจเลย เป็นบทเรียนที่ดีของฉัน เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ไม่ได้เตรียมใจไปก่อนเลยว่าจะเจอแบบนี้ คิดแต่เรื่องการบาดเจ็บของร่างกาย แต่ไม่คิดเรื่องของใจ พอเผชิญของจริงจึงได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้ตั้งสติให้ดีและเอาใหม่ สู้ใหม่ ให้กำลังใจตัวเองทุกเวลาว่าอย่าท้อหรือทิ้งทุกอย่างกลางคัน ทำทุกอย่างให้สุดกำลังจะได้ไม่เสียใจภายหลังและอย่าโทษคนอื่น

ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง งานนี้ไม่โทษใครนอกจากตัวเองเท่านั้น ขอบคุณที่ใจเปลี่ยน ฮึดสู้อีกครั้ง ไม่ท้อถอยในตอนที่ใจหายไปกับการหลงทาง เคว้งคว้างเหลือเกินเวลานั้น


เหรียญสวยงามมาก ๆ ค่ะ ภูมิใจมากนะคะแม้จะวิ่งอยู่คนเดียวรวมระยะแล้วก็ 26 กิโลเท่ากับที่วิ่งรอบกว๊านเลยค่ะ (ฮ่า ฮ่า ฮ่า ) หวังว่า เราจะได้เจอกันอีกในปีหน้า เราตั้งใจว่าจะมาพิชิต 32 km ที่นี่อีก สนุกและมีความสุขจนนาทีสุดท้าย ประทับใจกับงานวิ่งที่เขาประทับช้างเทรล 2016 ที่จัดขึ้นครั้งนี้ ขอขอบคุณทีมงานที่จัดงานได้ดีสมกับที่รอคอย ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขมาก ๆ ค่ะ


ขอบคุณมากค่ะ
ภูพเยีย
20 มิถุนายน 2559














Create Date : 21 มิถุนายน 2559
Last Update : 22 มิถุนายน 2559 20:52:52 น.
Counter : 1284 Pageviews.

1 comments
  
สวัสดีนะจ้ะ เราแวะมาเยี่ยมนะจ้ะ ^____^ สักคิ้ว 6 มิติ ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้วลายเส้น เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ
ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ
โดย: peepoobakub วันที่: 9 มีนาคม 2560 เวลา:14:46:11 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]