All Blog
--- ฟู ล ม า ร า ธ อ น ส่ ง ท้ า ย ปี 2 0 1 6 @ Muangthai Chiangmai Marathon 2016---






















งานวิ่ง เมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน 2016 ฉันลงสนามวิ่งนี้เป็นครั้งที่ 3 ครบสามระยะแล้ว

ปี 2014 เราวิ่งมินิมาราธอน

หลังจากฉันซ้อมวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าที่บ้านมาตลอดและเป็นครั้งแรกที่ฉันวิ่ง 10 กิโลรวดเดียวจบโดยไม่เดิน คราวนั้นเราสองคนไปยืนใต้ซุ้ม ' 42.195 เราจะไปมาราธอนด้วยกัน' ของคุณป๊อก อิทธิพล สมุทรทอง และมีความหวังอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะไปให้ถึงมาราธอนสักวัน แต่ขอเตรียมตัวอย่างน้อยสองปี อยากให้ร่างกายแข็งแรงกว่านี้


ปี 2015 เป็นการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนครั้งแรกที่สนามนี้

เราซ้อมวิ่งฮาล์ฟฯโดยใช้ตารางการฝึกซ้อมของครูดิน วินัยการฝึกซ้อมผ่านเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเนื้อหาการฝึกซ้อมเราทำได้แค่ 60 % เพราะเราไม่ผ่านการลงคอร์ทหรือการทำสปีดเวิร์ก ฉันเขียนบันทึกไว้ค่อนข้างละเอียดในแต่ละวันที่ฝึกซ้อมเพื่อดูความก้าวหน้า ซ้อมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองและกล้าที่จะลงระยะไกลกว่าที่เคยวิ่งอีกเท่าตัว

การวิ่งฮาล์ฟฯครั้งแรกนี้ ฉันเจ็บข้างขาข้างขวากิโลที่ 15 จนแทบก้าวไม่ไป แต่คู่วิ่งพูดไว้แล้วว่าจะไม่ทิ้งฉัน เขาวิ่งชะลอและช่วยลากฉันจนจบฮาล์ฟมาราธอนแรกได้แม้ไม่สวยงามในเรื่องของเวลาแต่มีอย่างอื่นน่าประทับใจมากกว่า

ตอนนั้นหวังสูงเหมือนกัน แอบคิดในใจว่า เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ในการวิ่งครั้งต่อ ๆ ไป ด้วยเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองที่มีอยู่ว่าจะทำได้แน่ เพราะหลังจากวิ่งวันนี้ อาทิตย์ต่อ ๆ ไป เราสามารถวิ่งฮาล์ฟมาราธอนได้อีกสี่ครั้งติดต่อกัน และคิดว่าระยะนี้พอจะวิ่งได้อีกหากมีโอกาสได้ลงวิ่งงาน


ปี 2016 วันที่ 18 ธันวาคมนี้

เราสมัครวิ่งมาราธอนไว้ล่วงหน้า ตั้งใจฝึกซ้อมเพื่อวิ่งงานนี้โดยเฉพาะ ฉันชอบบรรยากาศที่เชียงใหม่ อากาศเย็นกำลังสบายเพราะตัวเองไม่ค่อยจะสู้กับอากาศร้อนได้ เจอแดดทีไรพาลจะเลิกล้มความตั้งใจกลางคันทุกที

ตลอดปีที่ผ่านมา เราซ้อมวิ่งเกือบทั้งปี ลงแข่งตามงานบ้างถ้าว่าง ไม่ต้องใช้การสมัครใด ๆ เพื่อมากระตุ้นให้หายขี้เกียจเหมือนปีแรกที่หัดวิ่ง ตอนนั้นต้องลงสมัครมินิมาราธอนที่ไหนสักแห่งเพื่อเป็นแรงจูงใจในการออกมาซ้อม จนดูเหมือนนักวิ่งมีวินัยสูงไปโดยปริยาย ความจริงนั้นคือ หากไม่ซ้อม เกรงจะวิ่งไม่จบแน่แท้ ถึงวิ่งจบอาจจะเจ็บได้ซึ่งมันไม่คุ้มเท่าไหร่กับการที่จะวิ่งเพื่อสุขภาพแต่ต้องใช้ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อหรือบาดเจ็บจากการวิ่ง

ตั้งปต่ต้นปี 2016 เป็นต้นมา ฉันผ่านการวิ่งมินิมาราธอนมา 4 สนาม / ฮาล์ฟมาราธอน 2 สนาม /ฮาล์ฟเทรลมาราธอน 1 สนาม/มาราธอน 1 สนามและเทรลมาราธอน 1 สนาม

ฉันเพียงจะบอกว่า จากการลงวิ่งงานนั้น ฉันต้องเตรียมตัวซ้อมอย่างต่อเนื่อง ฉันซ้อมวิ่งเกือบจะทุกวัน(รวมวันพัก) ไม่เคยมีงานไหนวิ่งดิบหรือขาดการซ้อมเลย มีเรื่องเล่าประทับใจของแต่ละสนาม สนุกทุกงานและมีวิ่งหลงทางอีกด้วย ได้ประสบการณ์มาต่อเติมการฝึกซ้อมบ้าง ด้วยวัยของฉันที่ต้องสำเหนียกและพึงสังวรณ์เตือนตัวเองบ่อย ๆ ว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ไม่เคยหวังทุบสถิติการวิ่งของตัวเองเลยเพราะถือว่า ยังใหม่กับการวิ่งอยู่ ไม่รีบร้อนอะไรทั้งนั้น วิ่งตามกำลัง พยายามสุดกำลังโดยไม่เปรียบร่างกายของเรากับใคร แล้วก็ไม่สนุกเลยที่ถูกยกไปเปรียบเทียบกับคนนั้นคนนี้ แต่ก็ต้องปล่อยวางและค่อย ๆ หนีหายจากคนเหล่านั้นเพราะเราแก่แล้ว อยากอยู่ที่ชอบ ๆ อยู่กับคนที่คิดสร้างสรรค์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบวกของชีวิต ใจจะได้ไม่ห่อเหี่ยวหรือหดหู่นัก เหนื่อยที่จะต้องแก้ต่างแก้ตัวว่า ด้วยวัยของเรานั้นทำให้เราทะนุถนอมร่างกายมากขึ้นกว่าเดิม มีเรื่องที่เราทำได้และไม่ได้อีกมากมาย ใครชอบอะไรก็ทำไปอย่างนั้น ความสุขของคนเราต่างกัน ของฉันทำได้แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

ชัยชนะอย่างหนึ่งของฉันคือ การที่สามารถสมัครวิ่งในงานนั้น ๆ เพราะร่างกายมีศักยภาพพอ ไม่เคยคิดสักนิดเรื่องจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้ ทำได้ในฐานะเล่าสู่กันฟัง

การออกกำลังกายของคนเรามีหลายวิธี ใครชอบแบบไหนก็ทำแบบนั้น ไม่มีดีกว่า ด้อยกว่า เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้

การวิ่งมาราธอนครั้งนี้ เรามีเวลาเตรียมตัวมาพอสมควร แต่ถือว่าน้อยกว่าครั้งแรก ตอนนั้นเข้มข้นกว่า เราซ้อมหนักมากในแต่ละอาทิตย์และมีการซ้อมวิ่งยาวด้วย อย่างน้อยก็ 20 กิโลถึงสี่ครั้งและระยะยาวสุดคือ 35 กิโลก่อนลงแข่งจริงหนึ่งเดือน มีเวลาพักเพื่อความสดของร่างกายก่อนลงสนามจริง มันรู้สึกไปทุกอาการ ตื่นเต้น กลัว วิตกกังวลสารพัด กลัวไม่ถึง กลัวเจอปีศาจ กลัวชนกำแพง เพราะเป็นระยะที่ไกลเหลือเกิน ไกลจนดูรางเลือนเหมือนจะไปไม่ถึง แต่เราก็อยากวิ่งสักครั้งในชีวิต

เราผ่านมาราธอนแรกได้อย่างสวยงามสมความตั้งใจและจบแบบไม่เจ็บ ระยะห่างจากมาราธอนแรกมาครั้งที่สองนี้ทิ้งช่วงห่างมากคือต้นปีและท้ายปี

ในปีนี้ ฉันป่วยนานเกือบเดือนทั้งเดือนกันยายน ป่วยแบบไม่ทราบว่าเป็นอะไร เรี่ยวแรงหายไปหมด กินน้ำเกลือแห้งทุกวัน ไม่มีเรี่ยมีแรง ปวดหัวและมีไข้รุม ๆ ตลอด จำต้องพักการซ้อมวิ่งเพราะลุกจากเตียงไม่ไหว การป่วยครั้งนั้นนึกถึงวันปกติที่เดินเหินได้ กินได้แบบธรรมดา ไม่ต้องมีสุขภาพที่ดีเลิศหรือต้องแข็งแรงบึกบึนอย่างนักกีฬาหรอก แค่มีวิถีปกติธรรมดาก็สุขแล้ว หลายคนที่เคยป่วยย่อมรู้สึกคล้าย ๆ กันได้

คราวนั้นฉันห่วงสารพัดกลัวไม่ได้ซ้อมวิ่งเพื่อมาราธอนปลายปี ฉันกังวลเรื่องเวลากระชั้นชิด กลัวจะไม่ได้ซ้อมยาวก่อนการลงวิ่งจริง ฉันยังคงเป็นฉันคนเดิมที่ทำอะไรแล้วก็ตั้งใจจนสุดความสามารถ ไม่เหยาะแหยะ เอาจริงมากเกินไป ครั้นจะทิ้งไปก็คิดว่ายังพอมีเวลาแม้จะเหลือน้อยแต็มที เวลาน้อยนิดนั้น ฉันทุ่มเทมันอย่างคุ้มค่าจนไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอะไรภายนอกนอกจากเรื่องลุ้นสอบลุ้นเชียร์ลูกสอบโควต้า ทำหน้าที่และการงานในแต่ละวันไม่ให้ขาดตกบกพร่อง พักผ่อนใจด้วยการอ่านหนังสือ ได้ความสงบใจเป็นเพื่อน ถือเป็นการทำสมาธิที่ดีอย่างหนึ่ง


เราซ้อมวิ่งเพื่อมาราธอนครั้งนี้กันพอสมควรแต่ไม่เข้มข้นเท่าเมื่อซ้อมครั้งแรกและเราพักสนิทสี่วันก่อนการลงสนามเพื่อคืนความสดให้ร่างกายก่อนแข่ง รวมถึงการเลือกอาหารการกินและนอนหลับแต่หัววันทุกวัน


วันที่ 16-17 ธันวาคมนั้น อากาศที่เชียงใหม่ค่อนข้างแปรปรวน ฝนตกหนักและอากาศเย็นลง เราเข้าเชียงใหม่วันที่ 17 เพื่อรับ BIB และเสื้อวิ่ง ฟ้าครึ้มและมีฝนปรอย ๆ เราสองคนปวดหัวหนึบ ๆ จนต้องกินยาลดไข้ทั้งคู่ กังวลเรื่องเช้าวันอาทิตย์เหมือนกันว่า ถ้าฝนตกคงวิ่งไม่สนุกนัก จะเป็นไข้เอาได้ แต่เราเอาอะไรกับธรรมชาติไม่ได้ นอกจากปรับสภาพไปกับความแปรปรวนด้วยการเตรียมเสื้อกันฝนกันลม หมวก ถุงมือให้พร้อม ซ้อมมาแล้วมีหรือจะถอยกันง่าย ๆ


เย็นวันเสาร์ เรากินก๋วยเตี๋ยวปลา ไอติม กลับที่พักก็กินกล้วยกับกาแฟและเตรียมตัวนอนตอนหนึ่งทุ่ม เพราะต้องตื่นตีสองมากินอะไรรองท้องก่อนวิ่งหนึ่งชั่วโมง ต้องไปงานก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อซึมซับบรรยากาศและอบอุ่นร่างกาย ต้องยืดเหยียดให้ไม่ติดขัดก่อนปล่อยตัว

ปีนี้มีนักวิ่งเกือบหมื่นคน ที่น่าตื่นเต้นคือมีนักวิ่งมาราธอนเกือบ 3,000 คน โดยมีนักวิ่งหญิงเกือบ 800 ได้แต่อู้หู มากเป็นประวัติการณ์ของงานวิ่งเชียงใหม่มาราธอน เพราะไม่เคยมีนักวิ่งหญิงมาราธอนเยอะแบบนี้นะ ฉันอาจจะมือใหม่เลยไม่ทราบว่าที่อื่นมากกว่านี้หรือเปล่า แต่ปีที่แล้ว มาราธอนมีเพียง 1000 คนเท่านั้น ฉันพยายามคิดในทางที่ดีว่า ปีนี้มีเพื่อนวิ่งเยอะน่าจะสนุกขึ้น เราซ้อมมาก็น่าจะไปถึงเส้นชัยได้นะ

ก่อนนอนยังตื่นเต้นอยู่ ไม่พูดคุยกับใคร อยากทำสมาธิและอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด ฉันคิดว่า งานวิ่งนี่สำคัญมาก มันเหมือนการทดสอบพลังกายและใจไปในตัว

::
::


เช้าวันอาทิตย์ ตื่นขึ้นมาอย่างแจ่มใส นั่งกินสปาเก็ตตี้ไปหนึ่งชาม ดื่มน้ำ ทำธุระให้เรียบร้อยก่อนออกบ้าน

เช้านี้เราเจอคุณหมอณรงค์เดช จึงได้สวัสดีทักทาย พูดคุยกันนิดหน่อย คุณหมอแซวว่า เอาจริงสินะ เรายิ้ม ๆ เพราะจะลงวิ่งจริงแล้ว เราก็ต้องเต็มที่กับมัน คุณหมอถามว่าเราซ้อมวิ่งยาวกันที่ไหน เราก็ตอบตามจริงว่า วิ่งแถวบ้าน วิ่งในโรงพยาบาล วนไปหลาย ๆ รอบเอา ตามที่เราสะดวก แต่ก็ซ้อมถึง 30 กิโล ก็หวังว่าเราจะรอดงานนี้ไปได้ เราต่างให้กำลังใจกัน แต่ฝีเท้าเราต่างกัน คุณหมอวิ่งเก่งมาก ๆ นับเป็นนักวิ่งแนวหน้าคนหนึ่ง

เราขอตัวไปวอร์มร่างกาย ได้ยืดเส้นยืดสายพอสมควร อากาศไม่หนาวจัด ฝนไม่ตกแล้ว โชคดีจัง ฉันกับคู่วิ่งก็ให้กำลังใจกันว่า เราไปเรื่อย ๆ เหมือนตอนซ้อม จะกินกลูเจลกิโลเมตรที่ 30 ก็แล้วกันนะเพราะปกติไม่เคยใช้เจลเติมกำลังระหว่างวิ่งเลย เราเตรียมขวดน้ำไว้เพราะกิโลท้าย ๆ มักจะไม่เหลือน้ำพอสำหรับนักวิ่งแนวหลัง คงจะมีเท่านี้แหละที่เราเตรียมตัว ต้องดูแลตัวเอง และภาวนาว่าอย่าเป็นตะคริวเพราะการซ้อมที่ผ่านมาไม่เคยเป็นตะคริวเลย


เราให้กำลังใจกันว่า หลังกิโลที่ 30 หากเป็นไปได้ เราอยากทำเวลาให้ดีกว่าเดิม !


เรามาออกันอยู่ตรงซุ้มปล่อยตัว ยืนนิ่ง ๆ ทำใจให้สงบ ไม่มีพิธีรีตองมากนัก พิธีกรกล่าวต้อนรับนักวิ่ง มีกลองสะบัดชัยเรียกขวัญกำลังใจ เสียงแตรปล่อยตัวดังขึ้น เราสองคนอยู่กลาง ๆ ของเพื่อนนักวิ่ง 3 พันกว่าชีวิต กว่าเราจะวิ่งถึงจุดสตาร์ทก็ขยับขาตามอยู่หลายก้าว คลายความตื่นเต้น ตั้งสติบอกตัวเองเบา ๆ ว่า นี่ของจริงแล้วนะ อย่าสติแตกวิ่งกระโจนตามเขาไป วิ่งตามจังหวะของเรา แต่ก็ยังเร็วกว่าที่ซ้อมอยู่ดี

เราผ่านไปทีละกิโล ก็รู้สึกว่า ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ ก้าววิ่งสม่ำเสมอ แต่เร็วกว่าเพซที่เคยซ้อมแม้จะไม่เร็วกว่ามากนัก ผ่านกิโลที่ 10 เราทำเวลาเท่ากับที่ซ้อมมา ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เพราะยังไม่เหนื่อย เราพยายามคุมเพซเหมือนตอนซ้อมไปเรื่อย ๆ

ฉันไม่ได้มองกลับไปข้างหลังเลย จึงไม่ทราบว่า มีใครตามเรามาหรือเปล่า อยากอยู่กับตัวเองให้มากที่สุดไม่งั้นจะเสียพลังงาน ฟุ้งซ่านมากก็ไม่ดี มองไกลมากก็ไม่ได้ ค่อย ๆ ไป

เราเริ่มแวะจิบน้ำตั้งแต่กิโลที่ 4 หลังจากนั้นเราก็จิบน้ำทุกสองกิโลเหมือนที่ซ้อม เรื่องจิบน้ำนี่ เราเรียนรู้มาสักปีเมื่อเริ่มวิ่งยาวมากกว่ามินิมาราธอนเพราะร่างกายต้องการน้ำหมุนเวียนในร่างกายก่อนที่จะปล่อยให้กระหาย เป็นความรู้ใหม่ในเรื่องการรับน้ำ ไม่ต้องรอให้กระหาย ร่างกายจะนำไปใช้ไม่ทันซึ่งก่อนนี้ที่วิ่งมินิมาราธอนทั้งปี ไม่ว่าลงงานไหน ฉันไม่เคยแวะจิบน้ำเลย วิ่งรวดเดียวจบ ร่างกายก็ไม่ต้องการน้ำด้วย แต่วิ่งยาวทำแบบเดิมไม่ได้


เราวิ่งไปเงียบ ๆ แต่ก็เพลิดเพลินกับเสียงเพลงข้าง ๆ เป็นเพลงจากเครื่องเล่นอะไรสักอย่างของนักวิ่งจีน เขาแต่งตัวเหมือนกันหลายกลุ่ม ผลัดกันถือธงชาติสีแดง ดูพวกเธอแข็งแรงมาก แวะถ่ายรูปกันตลอดทางและวิ่งนำเราตลอดเส้นทางเช่นกัน เสียงนักวิ่งทักทายกันไปตลอดสาย ดูเป็นงานที่คุ้นเคยกันอย่างไรไม่ทราบ บางกลุ่มคุยกันแต่ขณะคุยก็วิ่งเร็วกว่าเรา บางคนก็ต้องขอหยุดพูดเพราะยอมรับว่าจะวิ่งต่อไม่ได้ หลายช่วงที่เราอยู่ในความมืดและเงียบ ๆ เสียงรองเท้าของนักวิ่งอยู่ในจังหวะสงบ เงยหน้ามองไปข้างหน้ายังเห็นนักวิ่งเรียงแถวยาวกันไปเป็นเส้นสาย นี่ระยะมาราธอนนะ ไม่ใช่ใกล้ ๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร่ง นี่เพิ่งเริ่มต้น ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย แต่เพื่อนร่วมทางช่างมากมาย ระยะมาราธอนที่ทรมานร่างกายที่ใครต่อใครแอบเรียกเหล่านักวิ่งว่าเป็นพวกอุปทานหมู่บ้างล่ะ ทรมานบันเทิงบ้างล่ะ ทัณฑ์ทรมานบ้างล่ะ มีแต่พวกนักวิ่งด้วยกันที่เข้าใจว่าทำไมเราถึงหลงเสน่ห์การวิ่งระยะไกลนี้เหลือเกิน ระยะที่คาดเดาอะไรไม่ได้จนกว่าจะวิ่งจบ ใครต่อใครที่วิ่งแซงเราไปก็อย่าเพิ่งตกใจ ดูกันยาว ๆ หนทางยังอีกไกล เหมือนกับการคบหากับใครต้องดูใจกันยาว ๆ ระยะขนาดนี้เป็นระยะที่วัดใจตลอดเส้นทางเพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ก้าวข้างหน้านี้ เราเองก็หวังว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด

เรานับกันไปทีละก้าว ทีละกิโล...



ทุกการวิ่งยาวที่ผ่านมา ฉันมีปัญหาทุกกิโลที่ 15 เช่นการเจ็บข้างขาหรือจู่ ๆ ตัวชาไปทั้งตัว หายใจไม่ทัน หรืออาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมเอาดื้อ ๆ รู้สึกแหยง ๆ ในใจว่าจะเจออะไรกิโลเมตรที่ 15 นี้หรือเปล่าในวันนี้

แต่มันก็ผ่านไปได้นะ พอถึงกิโลที่ 17 มันก็ผ่านไปได้อีก เราคุมเวลาได้ดีเหมือนซ้อมทุกอย่าง กำลังยังดี งานวิ่งครั้งนี้ฉันพร้อมมากทั้งกายและใจ ไม่ป่วยไข้เหมือนก่อนลงวิ่งเทรลที่เขาใหญ่

แต่พอเข้ากิโลเมตรที่ 22 แรงเริ่มตก แอบนึกในใจว่า เกิดอะไรขึ้นนะ นี่เพิ่งครึ่งทางเอง เราซ้อมมาถึง 30 กิโลนี่นา แต่ทำไมขาหนืดจนก้าวแทบไม่ออกอย่างนี้ เหมือนขาตาย แต่ฉันไม่ได้ยินคู่วิ่งของฉันพูดอะไร ได้ยินเสียงเขาหายใจดังเหมือนกัน

เราจิบน้ำและฉันหยิบกล้วยตากมากิน รู้สึกว่าสปาเก็ตตี้เมื่อเช้ามันย่อยไปหมดแล้ว ท้องเริ่มว่าง อยากกินข้าวเหนียวหมูปิ้งเติมกำลังเสียจริง พยายามคิดให้มันสนุกบ้างเพราะมีจริง ๆ ก็เคี้ยวไม่ได้ จะดื่มน้ำเกลือแร่มากก็ไม่ได้เพราะฉันท้องเสีย


อะไรที่ไม่เคยกิน อย่ากิน อะไรที่ไม่เคยทำ อย่าทำ รองเท้าใหม่ที่ไม่เคยใส่ตอนซ้อม อย่าใส่วิ่งงาน ถุงเท้าก็เช่นกัน

กฎเหล็กของฉันล่ะข้อนี้ ซ้อมมาอย่างไรก็ทำเหมือนเดิมหรืออย่าแตกต่างกับที่เคยทำมามากนัก ประสบการณ์สอนไว้อย่างนั้น

งานนี้ไม่มีแตงโมให้กินทุกโต๊ะหรือมีแต่กินไม่ทันเพราะวิ่งช้าแต่ก็ได้กินระหว่างวิ่งไปสองชิ้น กล้วยตากหนึ่งชิ้น จิบน้ำทุกจุดยกเว้นกิโลที่สองเพราะวิ่งชิดซ้ายแต่โต๊ะให้น้ำอยู่ด้านขวา จะตัดหน้านักวิ่งคนอื่นก็ไม่ดี เขาจะเสียจังหวะการวิ่ง


พอมาถึงกิโลที่ 25 ฉันเริ่มออกอาการ แรงตกฮวบ ดูนาฬิกา นี่วิ่งช้ากว่าปกติอีก นึกไม่ออกว่าความผิดพลาดเริ่มจากตรงไหน เราเริ่มต้นเร็วไปหรือเปล่า แรงจึงตกเร็ว จะเร่งฝีเท้าก็เร่งไม่ขึ้น เกรงใจคู่วิ่งมากและตัดสินใจบอกเขาว่า ไปก่อนได้เลย ตามไม่ทันแล้วและไม่อยากเป็นตัวถ่วง ตอนนี้สุขภาพกายใจโอเคมาก เพียงแต่วิ่งหนืดกว่าตอนซ้อม งงเหมือนกัน วิ่งไปก่อนได้เลย อยากไปเรื่อย ๆ คนเดียว

เขาถามว่าจะเอาอะไรไว้มั้ย สเปรย์ยาชา ลูกอม ฉันส่ายหน้า บอกว่ามียาดมแล้ว คิดว่าไม่มีปัญหาหรอกแต่เร่งไม่ขึ้น เหมือนจู่ ๆ ก็ขาตาย อย่าว่าแต่จะจ็อกเลย เดินก็เร่งไม่ขึ้น ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นอะไร

ฉันทู่ซี้วิ่งไปจนถึงกิโลที่ 28 --- ตอนนี้เจอของจริงแล้ว ขาตาย..ไปไม่ได้แล้ว อยากร้องไห้จริง ๆ เออนะ จู่ ๆ ก็มาเป็นอย่างนี้ซะแล้ว

บังเอิญว่า ฉันไม่มีกฏเหล็กกับตัวเองในข้ออื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นก่อนลงมาราธอนครั้งนี้ ตั้งเป้าว่าอยากจบแบบไม่เจ็บเหมือนเคย แต่ตอนนี้เหมือนจะไปต่อไม่ได้ เจ็บอะไรก็ไม่เจ็บแต่จะจบหรือเปล่าชักไม่แน่ใจ เริ่มวิตกกังวลอย่างแท้จริง

เมื่อวิ่งไม่ได้ ก็เดินไป แต่เดินก็เดินไม่ค่อยออก สับสนใจมากเพราะหากเดินแล้วเมื่อไหร่จะถึงกันนะ ฉันพยายามวิ่งไปเดินไปจนถึงกิโลที่ 32 กำลังจะข้ามถนน ออกาไนเซอร์ตะโกนดังมาก ๆ ว่า รอเดี๋ยวครับ เดี๋ยวค่อยข้ามถนนพร้อมกัน ตอนนี้นักวิ่งเริ่มมาออกันตรงจุดนี้หนาแน่น อยากจะหันไปมองว่าเหลือนักวิ่งแนวหลังอีกเยอะหรือเปล่าแต่ก็ไม่หันไป ถึงไม่สามารถเกาะกลุ่มกับแนวหน้าได้ก็ไม่อยากอยู่ท้ายสุด

ออกาไนเซอร์ตะโกนให้กำลังใจนักวิ่งต่ออีกว่า อีกหนึ่งมินิมาราธอนเท่านั้นครับ มาเกินครึ่งทางแล้วครับ

เราก็เข้าใจตามนั้น แต่ฉันน่ะ ไม่อยากได้อะไรแล้ว มันไปไม่ได้จริง ๆ แต่ภาวนาให้คู่วิ่งของฉันทำตามเป้าหมายของเขาไว้ด้วยเถิด

ฉันมองหลังใครสักคนที่คิดว่าจะเกาะไหล่ตามเขาไป แต่งานนี้มีนักเดินมาราธอนค่อนข้างเยอะ หรือเพราะฉันอยู่แนวหลังจริง ๆ จึงเห็นภาพเหล่านี้รวมทั้งตัวเองด้วย แม้แต่เดินก็ยังเร่งฝีเท้าไม่ขึ้น สปีดตกไปอยู่ที่เพซ 10 มันช้าเกินไป ไม่ได้การแล้ว เอาไงดีนะ เริ่มท้อใจ ทิ้งเหรียญสนามนี้ดีมั้ย จะ DNF สนามนี้สินะ ความสับสนกังวลใจก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ พยายามคิดถึงยามเช้าที่ตื่นตีสองมาซ้อมวิ่งตีสาม นึกถึงช่วงเวลาหนัก ๆ ที่ต้องกัดฟันซ้อมวิ่ง นึกถึงความมุ่งมั่นตั้งใจว่าจะวิ่งมาราธอนส่งท้ายวัย 49 เพราะปีหน้าก็จะเป็นรุ่น 50 แล้ว จะทิ้งมันไปหรือกลับไปซ้อมแล้วมาล้างตากันใหม่ เอาให้พร้อมกว่านี้ แข็งแรงมากกว่านี้ เอายังไงดี

ฉันอยากหยุดเดี๋ยวนั้นเลย อยากจะนั่งรถแดงไปยังประตูท่าแพ แต่จะข้ามแบริเออร์ไปอีกฝั่งรึก็ใช่เรื่อง เหมือนทิ้งเพื่อนร่วมทางแล้วหนีกลับบ้านคนเดียว มองไปข้างหน้า เขาก็ยังเดินกันอยู่ ตามพวกเขาไปก่อนดีมั้ย จะหนีขึ้นรถแดงก็ไม่มีเงินติดตัวสักบาท ไม่มีลูกอมอมเล่นเลย เห็นเขากินขนมกันก็อยากจะขอเขากิน หิวมาก เอายาดมมาดมเล่นแก้เก้อไปพลาง ๆ

ฉันทิ้งห่างพวกที่วิ่ง ๆ เดิน ๆ ข้างหน้าไกลพอควร ฉันไม่อยากเดินคนเดียวจึงพยายามวิ่งอีกครั้ง มันไปได้ไกลจนเกือบจะตามกลุ่มหน้าทันแต่ปรากฏว่า ตะคริวกำลังก่อตัวเป็นลูกขึ้นที่น่องซ้าย ตายแล้ว หยุดก่อนเถอะ ...อย่าอายใครเลย ล้มลงตรงนี้ไม่มีใครดูด้วยนะ คู่วิ่งก็ไม่ได้อยู่ข้าง ๆ พยายามเดินยาวอีกรอบ จนมาถึงกิโลที่ 35


อีก 7 กิโลเท่านั้น ไม่มีนรกอะไรหรอก เป็นเพียงนิวรณ์มาก่อกวนให้ฟุ้งซ่านว๊อบ ๆ แว๊บ ๆ แล้วก็ผ่านไป ยามเข้าตาจนก็เหมือนได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น สติมาเร็วกว่าที่คิด นิ่งมากขึ้น คิดเองเออเองว่าเราเป็นสัตว์สังคม เมื่อรู้สึกว่ายังมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกมากมายเมื่อคิดได้ก็พยายามเกาะกลุ่มเขาไปอย่างใจเย็น รสชาติของมาราธอนมันอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เหรอ จะไปต่อหรือหยุดก็อยู่ที่เราแล้ว

มีเพื่อนนักวิ่งเกาะหลังมาอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นนักวิ่งจีน รุ่นเดียวกับฉันเลย เขาสวมเสื้อสีฟ้า ถุงเท้ายาวถึงหัวเข่า กางเกงขาสั้นสีส้ม วิ่งถือธงสีแดงเป็นจังหวะเดียวกัน วิ่งไปคุยไปและนำไปเรื่อย ๆ ดูไปก็เพลินดี อยากจะวิ่งสวมรอยตามเขาแต่ก็ไม่มีแรง ได้แต่อวยพรให้เขาสนุกกับการมาวิ่งบ้านเราด้วยเถอะ อยากให้เขาได้ความประทับใจจากสนามบ้านเรา


มีนักวิ่งชายวิ่งมาตีคู่กับฉัน ถามว่า จากนี้จนถึงเลี้ยวขวาหน้าตลาดอีกไกลมั้ย ฉันว่า อีกประมาณ 2 กิโล พูดจบ เขาก็เขยกเท้าไปข้างหน้า โอ้โห...ใครมาเห็นบรรดานักวิ่งตอนนี้ คงงว่า พวกเธอจะมาทรมานร่างกายทำไมก๊านนนน เหนื่อยขนาดนี้ยังไม่ยอมหยุดอีก มาโซคิสม์หมู่หรือเปล่าเนี่ย

ฉันไม่คิดอะไรมาก ยังมีกำลังใจมาเรื่อย ๆ จนถึงทางเลี้ยวเลียบตลาดต้นพะยอม มีกรวยสีส้มกั้นให้นักวิ่งวิ่งเลนขวา แอบสงสัยว่าเช้าวันหยุดทำไมรถติดมากอย่างนี้นะ คนหน้าตลาดก็เยอะจริง ฉันพยายามวิ่งเปะปะ ๆ ไปเรื่อย ๆ ตามกลุ่มข้างหน้า ไม่ให้รู้สึกโดดเดี่ยวโดดเด่นเกินไป

ปีที่แล้ว วิ่งฮาล์ฟมาราธอน มาถึงหน้าตลาดได้ยืนตรงเคารพธงชาติ โมเมนต์นี้ ชาวต่างชาติอาจไม่เข้าใจ แต่เราได้พักเหนื่อยไปในตัว
แต่ปีนี้ รู้สึกหิวก๋วยจั๊บ อยากจะวิ่งเข้าไปกินก๋วยจั๊บในตลาดสักชาม เส้นทางคุ้นใจมากเพราะเราเคยพักอยู่ในซอยหลังตลาดสมัยทำงานเกือบสิบปี แต่วันนี้ ไม่มีเงินติดกระเป๋าสักบาท อยากจะนั่งรถแดงไปประตูท่าแพและกินอาหารที่เขาเตรียมให้นักกีฬาก็ไม่มีเงิน เห็นเพื่อนนักวิ่งกินขนมก็อยากจะให้เขาชวน เขาก็กินแบบไม่มองหน้าใคร อาจจะอายหรือเกรงใจเพื่อนคนอื่นที่วิ่งไปกินไป ผ่านเซเว่นฯก็อยากจะเข้าไปซื้อกาแฟมาจิบพอชื่นใจ หิวจนตาลายหรือ ก็ไม่ขนาดนั้นแต่อยากกินไปทุกอย่าง

แต่มีบางช่วงที่ต้องวิ่งตามให้ทันกลุ่มหน้า ระหว่างนั้นก็ไม่กล้ามองไปในถนน เขารีบเร่งกันไปไหนก็ไม่ทราบ ทำไมรถติดหนักตั้งแต่ตลาดต้นพะยอมจนถึงหน้าสวนดอกเลยนะ หวังว่าการกั้นทางให้นักวิ่งในวันนี้จะไม่ทำให้เขาเดือดร้อน ชาวเชียงใหม่จะรู้มั้ยนะว่า มีนักวิ่งต่างชาติมาวิ่งงานนี้มากมาย เขานำเงินเข้าประเทศ อย่างน้อยเขาไม่ได้มาแค่วันเดียว น่าจะอยู่เที่ยวเมืองเชียงใหม่อีกหลายวัน

การจราจรเริ่มติดขัด แต่ฉันยังวิ่งในกรวยกั้นอย่างสบาย ๆ แต่ไม่กล้าหันซ้ายหันขวามองสองข้างทาง โชคดีที่มีหมวกปิดหน้านักวิ่งที่วิ่งช้าที่ไม่ยอมถอดใจ

เรามาสิ้นสุดถนนแล้ว และรอข้ามถนนเลียบข่วงเพื่อเช็คอินกิโลที่ 39

ออกาไนเซอร์ตะโกนดังมากว่า มาถึงกิโลที่ 39 แล้วนะครับ อีก 3 กิโลเอง หวังว่าคงจะไม่มีใครหยุดแค่นี้นะครับ

ใช่เลย ไม่หยุดหรอก ไม่มีสภาพนั้นแล้ว อีกสามกิโลเท่านั้น ป่านนี้สามีฉันเข้าเส้นชัยไปแล้วล่ะ เขาคงกังวลใจเหมือนกันนะ

ฉันพยายามมากที่จะไม่เดิน พยายามเปะปะปลายเท้าไปเรื่อย ๆ ยกเท้าสูงไม่ได้เพราะตะคริวจะกินน่อง มีสัญญาณเตือนแล้ว เราต้องระมัดระวังอย่าให้เกิด ไปช้า ๆ ดีกว่าเจ็บ ไม่อยากมีประสบการณ์ที่ว่านี้เลย

ทั้งที่ยังไม่เข้าเส้นชัย แต่ฉันยิ้มได้แล้ว ความพยายามไม่เสียเปล่า แม้เวลาวิ่งจะไม่ดีเท่าไหร่แต่มันไม่เลวร้ายนี่นา เราตั้งเป้าไว้ก็จริง เมื่อทำไม่ได้ก็อย่าเพิ่งไปตีอกชกลมหรือเสียกำลังใจ กำลังใจจากข้างในเป็นเรื่องสำคัญมากเวลานี้

เข้าโค้งสุดท้ายแล้ว มีนักวิ่งต่างชาติชายตีคู่กันมา ทางซ้ายก็เป็นนักวิ่งชายจากจีน ฉันไม่อยากเดินเข้าเส้นชัย พยายามวิ่งเข้าเส้น รู้สึกดีมาก ๆ เลยวันนี้ ภูมิใจในตัวเองมาก ชมตัวเองในใจ ยิ้มให้ตัวเอง ฉันเห็นสามีถือกล้องรอที่เส้นชัยแล้ว ดีใจจริง ๆ ที่ทำได้ หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง !!


พอวิ่งเข้าเส้นแล้ว ยังนึกว่าฝันไปเหมือนกันเพราะเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เหมือนอยู่คนละโลก มีแต่ความลังเล ไม่แน่ใจ ไม่รู้จะวิ่งต่อทำไม แต่ก็กลัวตัวเองร้องไห้หากไม่ยอมวิ่งต่อหรือเดินออกจากการแข่งขัน ฉันจะแก้ต่างให้ตัวเองว่าอย่างไรในเมื่อยังทำได้แล้วไม่ทำ


เหรียญและเสื้อฟินิชเชอร์ที่ได้ในวันนี้ ทำให้ฉันอิ่มเอมใจอยู่ลึก ๆ แล้วก็ต้องทบทวนบทเรียนและประสบการณ์ที่ได้จากครั้งนี้จริงจังอีกครั้ง

การที่เราตัดสินใจกระโจนเข้าสู่เส้นทางระยะนี้นั้น ด้วยอายุของเรา ยังสนุกกับวิ่งระยะไกลขนาดนี้อยู่หรือเปล่า ยังสนุกกับมันอยู่หรือไม่ สังขารเราพร้อมที่จะวิ่งฟูลมาราธอนไหม หากอยากวิ่งอีก เราต้องซ้อมมากกว่านี้เยอะมาก ๆ เราจะพอแค่นี้หรือมีมาราธอนครั้งต่อไป อย่าเพิ่งรีบตอบในวันที่ร่างกายสะบักสะบอมและเหนื่อยอยู่


การวิ่งฟูลมาราธอนไม่ใช่แบบที่ใครเข้าใจว่า ' ใ ค ร ๆ ก็ วิ่ ง ไ ด้ 'นั้น ถูกเพียงครึ่งเดียว หากไม่มีการฝึกซ้อมแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือฝึกซ้อมจนเข้าฝักหรือสร้างรากฐานให้แน่นเสียก่อน อาจวิ่งไม่จบ ยิ่งกว่านั้นอาจจะบาดเจ็บจนเข็ดหรือกลับมาวิ่งอีกไม่ได้เลย คิดแล้วคงน่าเสียดาย

สำหรับฉันในวันนี้ เรื่องที่วิ่งไม่ออกนั้น อาจเกิดขึ้นได้แต่โดยรวมแล้วคือซ้อมไม่พอ แกร่งไม่พอ ไม่ทุ่มเทหรือจริงจังเท่าครั้งแรก แต่ไม่เคยคิดว่าจะมาลองสนามหรือเดิน ๆ วิ่ง ๆ เอาแค่ถึงหรือแค่ผ่านเวลาคัทออฟเท่านั้น

การวิ่งในงานนั้น ฉันใส่หัวใจเต็มที่ ทุ่มเทวิ่งตามแผนที่ซ้อมมาจนสุดกำลัง ต่อสู้กับปีศาจในใจในช่วงที่ไปไม่ไหว ไม่อยากโอดครวญให้ใครฟัง ถ้าซ้อมดี ผลก็น่าจะดีเพราะมันคือคุณธรรมของการซ้อม ยกเว้นมีอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง

จบจากการวิ่งครั้งนี้ ฉันเริ่มถามตัวเองเหมือนกันว่า ระยะไหนที่วิ่งแล้วมีความสุขที่สุด เพราะอายุขนาดฉันนี้ ไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ต้องเอาชนะหรือมีอะไรที่น่าท้าทายอีกแล้ว ฉันอยากเดินสายกลาง ยอมรับในสิ่งที่ทำได้และไม่ได้ ไม่บุ่มบ่าม ไม่โลภมากไม่ว่าจะเอาสถิติหรือเป็นที่หนึ่ง พยายามที่จะไม่เป็นที่โหล่ แต่หากเป็นที่โหล่หรือต้องวิ่งหนีรถพยาบาล ฉันคิดว่าฉันสามารถยิ้มกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างคนมีวุฒิภาวะได้เช่นกัน

มาราธอนครั้งนี้ สอนฉันหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องความไม่แน่นอน อะไรจะเกิดก็เกิด เราจะรับมือกับมันอย่างไร หากมาราธอนวิ่งกันง่าย ๆ ซ้อมแบบนี้ก็ต้องจบแบบนี้ รสชาติของมาราธอนคงหายไป ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น หรือแท้จริงแล้ว หัวใจเรายังสดเสมอและอาจไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำว่า เราเป็นมนุษย์ที่แสวงหารสชาติให้ชีวิต ชอบเติมความสดชื่น ความมีชีวิตชีวาให้โลกภายในไม่ชืดชาจนเกินไป แต่ก็อย่าลืมเรื่องสังขารที่แท้จริงของเราด้วย เราต้องทะนุถนอมอย่างยิ่ง อายุขนาดนี้วิ่งได้ก็ดีแล้ว อย่าหลงไปว่าต้องวิ่งหนักวิ่งไกลขนาดนี้จึงจะเก่ง อายุขนาดนี้ไม่ต้องการการยอมรับจากคนภายนอกแล้ว ความสุขมันเริ่มจากข้างในและพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีและทำได้ก็พอ



ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
18 ธันวาคม 2559






























Create Date : 20 ธันวาคม 2559
Last Update : 20 ธันวาคม 2559 8:06:20 น.
Counter : 415 Pageviews.

2 comments
  
Chiangmai Marathon 2015
21 ธันวาคม 2015 ·
#บันทึกนักวิ่งแนวหลัง
เชียงใหม่ มาราธอน 2015
::
::
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราลงวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอน 21 k เป็นระยะที่เราซ้อมตามโปรแกรมฝึกของครูดินมาตลอดจนจบ เคยฝึกวิ่งให้ถึงระยะจริงตั้งแต่สามชั่วโมงเต็ม แต่กะปรกกะเปรี้ย หน้ามืดเกือบจะเป็นลมในครั้งแรก และพยายามหนีสามชั่วโมงการถูก cut off เรื่องเวลา จากนั้นเวลาดีขึ้นมาห้านาทีเป็น 2:55 ชั่วโมง หลังจากนี้ลองซ้อมอีกสองครั้ง เวลาดีที่สุดตอนซ้อมคือ 2:33 ชั่วโมง ฉันแอบหวังลึก ๆ ว่า ตอนลงวิ่งจริงน่าจะดีกว่านี้นะ เพราะตอนซ้อมออมกำลังเพื่อให้วิ่งถึงเท่านั้นเอง
ทุกครั้งที่มีการวิ่งในงานต่าง ๆ แทบไม่มีครั้งไหนไม่ตื่นเต้น ทั้งที่เตรียมตัวก่อนการวิ่งทุกครั้ง ไม่ได้กังวลว่าจะวิ่งไม่ถึงแต่มันตื่นเต้น การวิ่งแต่ละสนามไม่เคยเหมือนกัน อารมณ์ อากาศ บรรยากาศการวิ่งก็ไม่เหมือนกัน บางงานวิ่งสนุกมาก เครื่องติดตั้งแต่เสียงปล่อยตัวดังขึ้น บางงานพร้อมมากแต่วิ่งไม่ได้ เป็นหมาหอบแดดตั้งแต่กิโลแรกเหมือนกัน แต่ไม่เคยมีงานไหนที่เจ็บระหว่างการวิ่ง จบงานก็แทบจะกินอะไรที่งานเลี้ยงไม่ลง ได้แต่เดินดูว่างานนี้เขาเลี้ยงอะไรบ้าง เคยลองน้ำเต้าหู้แต่ก็หวานปานจิบน้ำตาลฮันนี่มูน แทบทุกงานจะมีแตงโม กล้วยหอม (งานที่แพร่มีกล้วยน้ำว้า กล้วยชนิดนี้ฉันกินสดไม่ได้ จุกอก กินได้แต่กล้วยทอด กล้วยบวชชี) ข้าวต้มนี่มีทุกงาน งานใหญ่จะมีข้าวไข่เจียวที่เจียวหอม ๆ ตามคิว แต่ฉันกินไม่ลงหรอก ได้เหรียญก็บ้าเหรียญ จะกินเหรียญก็กลัวไม่มีไว้อวดตัวเอง ถ่ายรูปเฮฮากันแล้วก็ไปเที่ยวเมืองนั้น ๆ ต่อ มันเหมือนเป็นธีมการวิ่ง 'กินอร่อย วิ่งสนุก เที่ยวทั่วไทย' เหมาะสำหรับคนชอบเดินทางและชอบชิมไปเรื่อย ๆ เป็นกำไรระหว่างไปวิ่งงาน
หลายคนถาม ไปวิ่งนี่ เสียเงินหรือเปล่า
เสียค่ะ ค่าสมัครแต่ละรายการแตกต่างกันไป งานการกุศลก็เสีย 100 -150 บาท ให้เขาไปทำกิจกรรมอันเป็นกุศลตามจุดประสงค์ เราก็สนุกกับการวิ่งที่เขาจัด อย่างน้อยก็เป็นค่าจัดการระหว่างการวิ่ง ดูแลเรื่องการจราจรในเช้านั้น ส่วนเสื้อสำหรับงานวิ่งไม่มี เราเตรียมไปเอง เหรียญที่ระลึกตามงานการกุศล อาจจะมีบ้างแต่จำกัด สำหรับนักวิ่ง 200 คนแรกที่ฝีเท้าขั้นเทพ อย่างเรา ๆ อย่าไปนึกฝัน ยิ่งจำกัดมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ ไม่นึกน้อยใจสักนิดเพราะกำลังเราน้อยกว่าเขา แต่วิ่งจบปิดท้ายงานได้ทุกงานโดยปราศจากความอาย
สำหรับงานที่ใหญ่ขึ้นมา ค่สมัครก็จะ 250-400 สำหรับมินิมาราธอน/ 400-800 สำหรับฮาล์ฟ/ 1,000 อั้บ สำหรับมาราธอนเพราะรายการนี้จะมีเสื้อสำหรับฟินิชเชอร์เมื่อนักวิ่งผ่านเส้นชัยและต้องดูแลเรื่องเส้นทางและเวลาที่เนิ่นนานขึ้น แต่ไม่เคยอยู่ถึงคนสุดท้ายของนักวิ่งมาราธอน ไม่เคยถามความรู้สึกของเขา (นอกจากอ่านประสบการณ์นักวิ่งแนวหน้าและหน้าใหม่ขาแรง) รวมไปถึงอาหารรับรองของนักวิ่งมาราธอนคนท้าย ๆ ว่าได้กินอะไรกับเขาบ้างหรือเปล่า งานใหญ่ ๆ มีรับรองเมื่อเขาถึงเส้นชัยหรือไม่
รายการใหญ่จะมีสปอนเซอร์ มีของแจก อาหารการกิน มีงานเลี้ยงต้อนรับนักวิ่งในวันรับ BIB ( บิ๊บที่แปลว่าผ้าอ้อมกันน้ำลายเด็กนั่นแหละค่ะ แต่ในวงการวิ่ง เขาไม่ได้ให้เอามาเช็ดน้ำลายน้ำหมากนักวิ่งหรอก แต่เป็นหมายเลขประจำตัวนักวิ่ง ระยะทางที่วิ่ง มีชื่อ อายุและชื่องานนั้น บางคนสะสมบิ๊บไว้เป็นที่ระลึก เขียนความประทับใจของตัวเองไว้หลังป้ายวิ่งนี้ หยาดเหงื่อและความสนุกพร้อมกำกับเวลาไว้เป็นที่ระลึก เป็นความประทับใจส่วนตัว ) แต่ฉันนั้นไม่เคยอยู่งานเลี้ยงหรอก อย่างงานวิ่งที่สุโขทัยก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับนักวิ่งอลังการ ฉันก็หลบไปกินข้าวกับเพื่อน เพิ่งมาสังเกตภายหลังว่า เรามีเพื่อนแทบทุกจังหวัดที่ไปวิ่ง เพื่อนมาต้อนรับเราและอยากเลี้ยงข้าวและคุยกัน เป็นความสุขทุกครั้งที่ไม่ยอมลืม
งานแจกบิ๊บงานเชียงใหม่มาราธอนปีนี้ดีขึ้น เข้าแถวเดียวเหมือนรอโหลดกระเป๋าที่สนามบิน ลงทะเบียนก่อนแยกเข้าไปตามโต๊ะรายการระยะวิ่งที่เราสมัคร รับเสื้อและของแจก
เสื้อที่ฉันรับเป็นเสื้อกล้าม ปีนี้กล้ามฉันยังยักษ์เหมือนเดิม ซ้อมวิ่งเกือบทุกวันที่อยู่บ้านและสถาปนาว่าตัวเองเป้นนักวิ่งแต่หุ่นยังตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยเหมือนเดิม (ฉันขอเปลี่ยนเสื้อเป็นแขนสั้นซึ่งเหลือตัวสุดท้ายพอดี )อย่ากระนั้นเลย ข้อดีของฉันคือ หัวใจฉันแข็งแรงขึ้นเพราะการวิ่งนี่แหละ กินอิ่ม นอนหลับดีทุกวัน
งานนี้ฉันแอบไปชิงตัวน้องนักวิ่งคนหนึ่งที่มางานวิ่งเชียงใหม่มาราธอนนี้ อยากเจอน้องตั้งแต่จอมบึงมาราธอนครั้งที่แล้ว ฉันยังไม่ได้กลิ่นหรือสัมผัสจินตนาการของการวิ่งมาราธอนเลย มันอึงอลอุ่นอวลอยู่ในฝันอยู่ งานอย่างจอมบึงนั้นดูยิ่งใหญ่สำหรับนักวิ่งที่จะเป็นมาราธอนแรกเพราะเป็นงานที่อบอุ่นที่สุด ชาวบ้านแถวนั้นมาให้กำลังใจนักวิ่งตลอดเส้นทางการวิ่งสวยงาม น่าประทับใจ ฉันคิดว่าไปดูเขาวิ่งก็น่าสนุกแต่ครั้งนั้นไปไม่ได้เพราะคนที่บ้านติดประชุม เมื่อน้องมาวิ่งมาราธอนที่นี่ จึงอยากเจอและอยากกอดให้สมกับที่อยากเจอ ดีใจที่ได้รู้จักกันเพราะเธอเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันสนุกกับการวิ่ง รับรู้เรื่องราวและกระตุ้นเรื่องวิ่งของฉันเป็นระยะ ๆ ขอบคุณที่มาให้กอด
ฉันรั้งเวลาเธอไม่นาน เพราะเธอมากับเพื่อน และจากนี้ต่างคนก็ต้องพักเพราะเธอวิ่งมาราธอน ส่วนฉันก็วิ่งระยะยาวตามกำลังฉันเช่นกัน
เช้าวันอาทิตย์ เราตื่นตีสาม ฉันนั่งกินขนมปังจนหมดชิ้น กะว่าสองชั่วโมงก่อนวิ่งมันจะย่อยและพอท้อง ไม่หิวระหว่างการวิ่งของเรา เราวนไปรับน้องออย เพื่อนรุ่นน้องที่เริ่มวิ่งและร่วมวิ่งกับเรามาสี่งานแล้ว
ฉันอยากไปส่งกำลังใจให้น้องกระจิบ คุณหมอณรงค์เดช หมอลินดาซึ่งคาดว่าเธอน่าจะลงวิ่งมาราธอนด้วย (แต่ไม่ได้ถามกันก่อนว่าเธอวิ่งอะไร )และเพื่อน ๆ นักวิ่งในงานครั้งนี้ตอนปล่อยตัวนักวิ่งมาราธอน
อีกหนึ่งชั่วโมงคือความตื่นเต้นของฉันที่จะเริ่มขึ้น ณ จุดสตาร์ท มันตื่นเต้นจริง ๆ นะ
ฉันพร้อมนะทั้งร่างกายและใจ แม้ว่าทั้งอาทิตย์เป็นไข้รุม ๆ เพราะอากาศเปลี่ยน เจ็บคอ เสมหะเหนียวและน้ำมูกมาก ฉันกินยา ออกจ็อกกิ้งและพักตามปกติ และมันดีขึ้นก่อนวันวิ่งด้วย
เมื่อถึงเวลาปล่อยตัว รู้สึกดีมากเพราะก้าวแรกบอกเราว่า ฉันจะวิ่งได้ดี ไม่หอบเลย อากาศที่เชียงใหม่เช้านี้ดีมาก เย็นสบาย ไม่หนาวเหมือนที่บ้านดอย
การขอทางการจราจรมีบ้างที่แม่ค้าไม่แฮปปี้ แทรกรถเข้ามาในทางวิ่งที่ผู้จัดงานขอทางไว้ เธอตะโกนออกมาว่า นี่มันทางรถ คนจะทำมาหากิน ไปวิ่งกันที่อื่น ฉันได้แต่กังวลใจนิดนึงเพราะถ้ารถทะลุเข้ามาทางวิ่ง มันอันตรายมาก แต่ได้ยินเธอคนเดียว อารมณ์คนใช้รถคนอื่น ๆ ไม่รู้
กิโลที่ 4 ยังวิ่งสบาย ๆ คิดในใจว่า เวลาน่าจะดีกว่าเดิม
ที่สายบิ๊บของเรามีไฟแว๊บ แว๊บ เป็นสัญญาณเหมือนท้ายรถจักรยานให้คนใช้ถนนรู้ว่ามีมนุษย์สองขากำลังวิ่งข้างทางอยู่ ช่วยระมัดระวังหน่อยนะ
เส้นทางไม่มืดมาก ไม่ต้องตามเทียนเหมือนเมืองแพร่ เพราะไฟข้างทางสว่างพอ เราวิ่งตามpaceการซ้อมวิ่งของเรา ใครใคร่แซง แซงไปโลด
วิ่งผ่านกาดต้นพยอมแล้ว เห็นพระออกมาบิณฑบาต จากนี้เราจะโค้งเลาะไปตามคลองชลเพื่อกลับตัวที่แม่เหียะ ฟ้ายังมืดอยู่เลย ฉันรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ แต่ก็กลัวคู่วิ่งจะเสียเวลา จึงอั้นไว้ มันพอจะอั้นได้ -_-''
เราจิบน้ำทุกสามกิโลเมตร ฉันยังกลืนน้ำไม่ลงแม้จะพยายามเพราะไม่เคยกินน้ำก่อนกิโลที่ 10
เราวิ่งผ่านจุดเช็คพ้อยต์ และกลับตัวมา รู้สึกดีมากว่า ครึ่งทางผ่านไปแล้ว ฟ้าเริ่มสว่าง ถึงเวลาปล่อยตัวนักวิ่งมินิมาราธอนแล้ว ที่มีคนกว่า 7 พันคน ( ทราบอย่างไม่เป็นทางการว่า มีนักวิ่งมาราธอน 1,700 คน เท่ากับระยะฮาล์ฟเลยทีเดียว ) เพื่อนรุ่นน้องกำลังออกจากจุดสตาร์ทแล้วสินะ
แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นที่กิโลที่ 15 !!
จู่ ๆ ขาข้างขวาเกิดเจ็บแปล๊บบบบบ เจ็บลึก ก้าวขาแทบไม่ได้ หน้าเสีย ใจเสีย ทั้งที่ตอนซ้อมไม่มีเหตุการณ์นี้ เจ็บจนแทบจะก้าวไม่ออก ทั้งที่ยังไม่เหนื่อยเลย คู่วิ่งก็งง เขาอยากทำเวลาให้ดีกว่าที่ซ้อมด้วย ฉันอ่านอาการเขาออกเพราะเขาพูดขึ้นว่า จะวิ่งไปก่อนนะ ฉันเลยต้องบอกว่า เจ็บขามาก ไม่ได้หมดแรง เขาเลยวิ่งเหยาะ ๆ รอ ดูอาการ บอกให้ยกเท้าวิ่งสูงขึ้น ฉันน่ะแทบจะลากขาอยู่แล้ว ลองเดินสองสามก้าวและวิ่งเหยาะ ๆ เผื่อจะดีขึ้นซึ่งเป้าหมายที่ตั้งไว้ในใจคือ จะไม่เดิน ฉันอยากวิ่งจนสุดปลายทาง แต่ก็ทำไม่ได้ดังที่ตั้งใจ ตอนนี้เจ็บและหยุดเดินเสียแล้ว ต้องชั่งใจกันน่าดูเลยว่า จะไปต่อหรือจะ DNF ซะเลย ใจหนึ่งก็อยากจบฮาล์ฟแรกที่งานเชียงใหม่ ลังเล แต่ก็วิ่งต่ออีกหน่อย คู่วิ่งวิ่งหันรีหันขวางเมื่อไม่เห็นฉันวิ่งตามมาเหมือนเดิม เห็นใจเขามากที่ต้องมาหยุดรอ มันเสียจังหวะการวิ่งของเขา ฉันพยายามลากขาต่อไปจนถึงเขา ดีใจที่เขาบอกว่า ค่อย ๆ วิ่ง อีกแค่หกกิโลเอง
6 กิโลสุดท้ายกับอาการไม่สู้ดี ทำให้คิดมาก เพราะไม่อยากเจ็บและวิ่งไม่ได้อีก แต่สักพัก อาการที่ว่าก็หาย วิ่งต่อไปได้อีกสามกิโล เขาให้กำลังใจตลอดหลังจากนี้ ทุกครั้งที่วิ่ง 10 กิโลด้วยกัน หากฉันวิ่งไม่ออก จะไม่ลังเลเลยที่จะบอกว่า ไปก่อนเลย เพราะแน่ใจว่าตัวเองวิ่งถึงแน่ แต่งานนี้ไม่พูดเพราะรู้ว่า ถ้าไม่มีเขา ฉันวิ่งไม่จบแน่เพราะเจ็บ
โชคดีที่เขาไม่ทิ้ง รู้ว่าเจ็บจริง ปกติฉันจะไม่ใช่คนสำออย อยากวิ่งความเร็วเดียวกันด้วยกันจนจบเส้นทาง
รถราเริ่มวิ่งเต็มท้องถนน การจราจรต้องช่วยปิดทางให้นักวิ่ง ก่อนถึงโค้งนี้ มีรถคันหนึ่งทะเลาะกับจราจรโดยที่จราจรยืนเอามือกันหน้ารถและพูดเสียงดังว่า จะเข้าไปได้ยังไง เปิ้นกำลังวิ่งกันอยู่ ชนนักวิ่งแน่ รอแห๋มหน้อยก่า รถก็เร่งเครื่องไม่พอใจ ฉันใจหายเหมือนกัน
ก่อนตัดโค้งเข้าท่าแพ ต้องวิ่งข้ามถนน จราจรคนนั้นกวักมือเรียกนักวิ่งที่อาการเกือบพิการอย่างฉันว่า รีบ ๆ วิ่งมาครับ จะได้ปล่อยรถ ฉันแทบจะร้องไห้เพราะฉันวิ่งเป๋มาตลอดทางแล้ว สามีฉันวิ่งอยู่ข้าง ๆ ถามตลอดว่า ไหวมั้ย ๆ ฉันก็พยายามลากขาต่อไป
สามีฉันยังตลกก่อนโค้งสุดท้าย เขาบอกว่า อย่าทำหน้าเสีย ยิ้มไว้ ๆ เห็นกล้องหรือเปล่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันยังชูสองนิ้ว ยิ้มรับกล้องแม้ว่าหลังจากนี้อาจมีการฟ้องสคบ.เพราะฉันแทบจะวิ่งเป็นเต่าและหน้าเหยเก
แต่ละกิโลของฉันต่อจากนี้สภาพแย่ เหลืออีกห้าร้อยเมตรสุดท้ายก็เจ็บอีก เห็นป้าย FINISH สุดถนนก่อนถึงประตูท่าแพ เหมือนสวรรค์และนรกมารุมใจฉันเพราะแทบลากขาจะไม่ไหว น้ำตาจะไหล มันแปล๊บขาข้างขวาอีก ไม่เข้าใจอาการนี้เหมือนกัน น่าจะฟิตไม่พอ แรงไม่ถึงจริง ๆ เหมือนกับชีวิตจริงที่ต้องเผชิญเหตุการณ์ในแต่ละวัน แม้ว่าเราเตรียมตัวเตรียมใจดีแค่ไหนแต่เราไม่รู้ว่าสิ่งที่จะเกิดจริงนั้นเป็นอย่างไร ฉันเห็นใจสามีมากเพราะฉันทำให้เขาเสียจังหวะการวิ่งของเขา
ก่อนหน้านี้ เคยเห็นแต่รูปนักวิ่งแถวหน้าตามเว็บไซต์ นักวิ่งแถวหน้าเท่านั้นที่จะมีภาพเด็ด ๆ ระหว่างวิ่งและท่าเข้าเส้นชัยที่สวยงาม เราก็อยากมีแต่เราต้องพกไอพ็อดไปถ่ายกันเอง หลัง ๆ มา Shutter Running มีมากขึ้น มีทั้งมาช่วยงานฟรี ช่วยเก็บภาพนักวิ่งและแจกจ่ายภาพนั้นพร้อมกับมีลายน้ำของเขา ฉันชอบภาพที่มีลายน้ำด้วยจะได้รู้ว่าใครถ่ายให้ และขอบคุณได้ถูกตัว อย่างน้อยเขาอุตส่าห์เก็บภาพให้ และ Shutter Running มืออาชีพที่เก็บภาพนักวิ่งในงานแทบทุกคน นักวิ่งแนวหน้าอาจไม่ค่อยสนใจภาพการวิ่งเท่านักวิ่งปิดท้ายงานอย่างฉันหรอก ฉันนี้ล่ะของจริง เวลาวิ่งอะไรนั่นไม่สนใจเท่าไหร่นอกจากวิ่งข้ามเส้นชัยทุกงาน (แต่วิ่งเต็มแรงทุกครั้งนะ..ขอบอก)ถ้วยรางวัลนั่นก็เกินฝัน เอื้อมไม่ถึง สนแต่ว่ามีภาพตัวเองในงานวิ่งมั้ยและตามไปขอซื้อภาพมาอัดแปะฝาห้องครัว กินกาแฟไปก็ดูภาพตัวเองไป มันอิ่มใจมาก
แรงฮึดอีกสองร้อยเมตรสุดท้ายก็มาเพราะเห็นกล้องของ Shutter Running ที่รอถ่ายให้ที่เส้นชัย ฉันแข็งใจวิ่งและทำหน้าแช่มชื่นที่สุดก่อนเข้าเส้นชัยด้วยเวลาที่แย่กว่าการซ้อมมาก
งานนี้ฉันไม่รู้หรอกว่า ใครได้รับถ้วยรางวัลใหญ่บิ๊กเบิ้มหรือเล็กรองลงมา ไม่รู้เวลาดีที่สุดของแต่ละรุ่นทั้งชายและหญิง นักวิ่งเหล่านั้นคือผู้ยิ่งใหญ่และเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิ่งแนวหลังหลายต่อหลายคน ไม่รู้ว่ามีดารานักวิ่งจนกระทั่งเพื่อนบอก
แต่ละงาน จะมีนักวิ่งชั้นนำจำนวนหนึ่งไม่มากนักในแต่ละรุ่น ที่เปลี่ยนกันเป็นผู้ชนะ
แต่...ที่เหลืออีกเกือบหมื่นคนล่ะ เขาคือผู้แพ้หรือ ไม่นะ...
การวิ่งมันดีตรงนี้เพราะนักวิ่งแต่ละคนเมื่อข้ามเส้นชัยหรือข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ มันคือความยิ่งใหญ่และความภาคภูมิใจอย่างที่เจ้าตัวแต่ละคนรู้เอง เราคือผู้ชนะคนหนึ่งเช่นกัน
ฉัันก็เป็นแบบนั้น ดีใจจะตาย ปลื้มปริ่ม ยิ้มภูมิใจที่วิ่งถึงแม้จะเวลาไม่ดี หรือนั่นเท่ากับบอกตัวเองว่า เธอกลับไปซ้อมใหม่นะ แล้วกลับมาเจอกันอีกที
ครั้งหนึ่ง...ฉันเคยฝันว่าอยากวิ่งงานเดียวกับนักเขียนนักวิ่ง ตัวหนังสือของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันอยากวิ่งและเป็นนักวิ่งทาง (นักวิ่ง+นักเดินทาง) ฉันฝันมาเรื่อย ๆ และอ่านหนังสือของเขาเป็นเพื่อนในช่วงที่ต้องการแรงบันดาลใจ แต่ชีวิตจริง ฉันวิ่งกับสามีมาตลอด เราซ้อมด้วยกัน ช่วยกันหาข้อมูลจากหนังสือ อ่านประสบการณ์ของนักวิ่ง จากเพื่อนในชีวิตจริงและเป็นสมาชิกเว็บไซต์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการวิ่ง การดูแลเรื่องอาหารการกินก่อนวิ่งและหลังวิ่ง ลองผิดลองถูกมาด้วยกัน ระหว่างที่วิ่งจึงรู้ใจกันพอสมควรว่า สนามไหนที่วิ่งสับเท้าไปพร้อมกันได้ สนามไหนฉันหมดแรง วิ่งไม่ออกเลย สนามไหนเขาอยากทำเวลา เราปล่อยเขาไปเพราะมั่นใจตัวเองว่าไปถึง แต่งานเชียงใหม่มาราธอนนี้ ฉันปากหนัก ไม่บอกเขาเหมือนทุกครั้งว่าให้ไปก่อน ฉันไม่อยากถูกทิ้งตอนที่ฉันอยู่ในสภาพนี้ เขาเองก็รู้ว่า ถ้าปล่อยฉัน ฉันอาจจะหยุดเพราะกังวลเรื่องเจ็บและออกจากการวิ่งกลางคัน
ถึงกระนั้น การตัดสินใจแต่ละกิโลหลังกิโลที่ 15 คือความพยายามวิ่งให้ถึง บางช่วงก็หายเจ็บแต่บางช่วงก็แทบไม่ไหว
การวิ่งห้าร้อยเมตรสุดท้ายจึงเป็นการประคองความไม่สมบูรณ์ของร่างกายเข้าเส้นชัยด้วยความสุขกับสามีอีกครั้ง ขอบคุณเขามากเป็นพิเศษและเมื่อคุยกันทีหลัง เขาบอกว่า เรื่องเวลามันไม่สำคัญหรอกถ้าเข้าเส้นชัยโดยไม่มีฉัน ครั้งหน้าค่อยไปแก้มือกันใหม่นะ
ขอบคุณทุกแรงใจและแรงเชียร์ของเพื่อน ๆ ที่มีให้กันมาโดยตลอด

ขอบคุณมากค่ะ
ภูพเยีย
20 ธันวาคม 2015
โดย: ภูเพยีย วันที่: 21 ธันวาคม 2559 เวลา:16:27:40 น.
  
สวัสดีนะจ้ะ เราแวะมาทักทาย สักคิ้ว 6 มิติ ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้วลายเส้น เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ
ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ
โดย: nokyungnakaa วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:15:35:24 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13



ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]