All Blog
--- โ ค ลั ม เ บี ย เ ท ร ล ม า ส เ ต อ ร์ ซี รี่ ส์ 1 3 ---
























โ ค ลั ม เ บี ย เ ท ร ล ม า ส เ ต อ ร์ ซี รี่ ส์ 1 3
บั น ทึ ก นั ก วิ่ ง แ น ว ห ลั ง


::

ตั้งแต่ต้นปีมานี้ ฉันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนมาสองรายการคือที่ จอมบึง และงาน BDMS

ทั้งสองงานมีความแตกต่างกันทั้งบรรยากาศและอากาศ ฉันเคยเขียนเล่าไว้ทั้งสองงานแล้ว มีการเรียนรู้ใหม่ให้มานั่งนึก ตรึกตรองอยู่มากพอควร ขณะที่เราซ้อมสม่ำเสมอ ยืดเหยียดก่อนออกวิ่ง แต่การปล่อยตัวตอนตีสองกับอากาศร้อนอบอ้าวนั้น ร่างกายปรับไม่ทัน การวิ่งสี่กิโลแรกจึงเป็นการทรมานหัวใจอย่างที่สุด กว่าจะตั้งสติได้ รวบรวมสมาธิและกำลังใจว่า เรากำลังวิ่งอยู่ เราเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น มันอาจจะยากสักหน่อยแต่เราจะผ่านมันไปได้ ผ่านวิกฤติช่วงนี้ไปได้ อะไร ๆ ก็จะดีขึ้น

จะว่าด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาแม้จะไม่มากนัก ข้อดีของมันคือ เราไม่ตื่นตระหนกกับการที่นักวิ่งคนแล้วคนเล่าซอยเท้าผ่านหน้าไป เหลือบตาไปข้างหน้าก็เห็นนักวิ่งบนถนนหนาแน่น ไกลสุดลูกหูลูกตา เรื่องจะฮึดวิ่งตามนั้น ไม่มีเพราะเรามีจังหวะวิ่งของเรา ซ้อมอย่างไร วิ่งอย่างนั้น ครั้นจะหันไปดูว่ามีใครตามมาข้างหลังอีกเท่าไหร่ ฉันก็ไม่หันกลับไป ยังอยู่กับตัวเองและค่อย ๆ ไป ยังเชื่อว่าจะไม่ออกจากสนามเพียงเพราะวิ่งไม่ออกตั้งแต่กิโลแรกหรอก

งานนี้ก็ผ่านมาได้ด้วยกำลังใจของตัวเองแท้ ๆ มันทำให้เราคิดถึงทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต กำลังใจจากคนอื่นก็สำคัญ แต่ถ้าตัวเองไม่เอาด้วย ใครก็ช่วยอะไรไม่ได้

จากนั้น งานเขาค้อมาราธอนที่คิดว่าเป็นมาราธอนที่โหดสุดในชีวิตนักวิ่งแนวหลังอย่างฉันมาก สาเหตุเกิดจากการซ้อมไม่ดีพอ มาราธอนไม่มีปาฏิหาริย์ ดีที่สุดคือการฝึกซ้อม ยิ่งเมื่อรู้เป้าหมายของเราแต่แรกแล้ว การเตรียมตัวในการฝึกซ้อมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เราเลิกสนใจเสียงรอบข้างที่คอยกระแนะกระแหนเราแล้วว่าจะทรมานตัวเองไปทำไม เราเลิกอธิบายใครไปตั้งนานแล้ว ใครใคร่วิ่งก็วิ่ง ใครไม่ใคร่วิ่งก็ไม่ต้องวิ่ง ถามตัวเองและตอบตัวเองได้ก็พอ

ระยะทาง 42 กิโลนั้น จะเกิดปีศาจกิโลที่เท่าไรก็ได้ มันอาจจะเริ่มตั้งแต่กิโลแรกก็ได้ ใครจะรู้ ต่อให้เราเตรียมพร้อมมาอย่างดี แต่เราต้องไม่เลิกความพยายาม ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคบนทางวิ่งและไม่อายที่จะวิ่งข้ามเส้นชัยเป็นคนสุดท้าย

ฉันไม่ได้วิ่งตามงานมาเกือบสามเดือนเต็มหลังจากงานวิ่งศรีเมืองปง มินิมาราธอน แต่ก็ซ้อมวิ่งเป็นประจำ ตั้งเป้าหมายว่าซ้อมทุกวันรวมทั้งวันพักด้วย มีทั้งวิ่งสั้น วิ่งเร็วและวิ่งยาว อยากเพิ่มการเล่นเวทด้วยเพราะแกนกลางไม่ค่อยแข็งแรง การวิ่งต้องใช้ทั้งลำตัวไม่ใช่เฉพาะขาเท่านั้น ฉันเรียนรู้มาแบบนี้ เพราะแรกวิ่ง แทนที่จะเมื่อยขา ปวดเข่าแต่กลับเมื่อยแขน ปวดไหล่มาก ยิ่งวิ่งนานก็แทบจะยกแขนไม่ขึ้น พยายามหาคำตอบว่าเกิดจากอะไรกันแน่ แต่ที่ข้ามไปไม่ได้คือ ท่าวิ่งของฉันยังไม่ดีนัก ใครเห็นก็เมื่อยแทน ดูไม่ออกเดาไม่ได้ว่าฉันจะวิ่งจบมาราธอนได้อย่างไร

การเรียนรู้เรื่องการวิ่งจึงเหมือนนักเรียนนอกห้อง ใส่ใจในเรื่องที่ตนเองอยากรู้ แต่ข้อมูลส่วนใหญ่จะเป็นสำหรับนักวิ่งแถวหน้าซึ่งเราอ่านพอเข้าใจ แต่ทำไม่ได้ จะลงคอร์ทก็ไม่ได้ เคยใช้โปรแกรมฝึกซ้อมของคนอื่น ก็ทำได้แค่ 50 % ทำได้ดีที่สุดคือเรื่องของความมีวินัยและการซ้อมวิ่งยาวในแต่ละโปรแกรม นอกนั้นทำแทบไม่ได้เลย ทำได้แต่ไม่ครบ จากนั้นก็พยายามปรับโปรแกรมการวิ่งให้เหมาะกับตัวเอง ลดความกดดันไปเยอะ

ฉันตั้งเป้าหมายว่า ปีหนึ่งจะวิ่งสักหนึ่งมาราธอน งานไหนก็ได้ที่ชอบ เอาสนามที่สะดวกและสมัครทัน อยากไปสนุกและเก็บบรรยากาศการวิ่งกับนักวิ่งคนอื่น ๆ บ้าง

หลาย ๆ คนอาจจะได้มิตรภาพใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย มิตรภาพ คำนี้สำหรับฉันเป็นเรื่องสูงส่ง แต่มิตรภาพต้องเกิดจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่กระนั้น มิตรภาพที่เกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่ายก็ยังอิงเรื่องของโลกธรรมแปดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เคยชอบพอ สนิทสนม จริงใจ คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันเหลือล้น และแล้ววันหนึ่งก็เกิดจางไป หายไปเหมือนคนไม่รู้จักกัน ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนจริง ๆ จงใช้สติปัญญาหมั่นพิจารณาอยู่เนือง ๆ ว่า สิ่งใดมีเกิดขึ้น ก็ต้องมีเสื่อมไปเป็นของธรรมดา

สำหรับฉันก็มีมิตรภาพใหม่ ๆ ทำให้กระชุ่มกระชวยบ้าง สำหรับวงการวิ่งนั้น สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีคือการได้อยู่ร่วมกับคนที่เห็นค่าในสิ่งเดียวกัน ความสุขง่าย ๆ เกิดขึ้นเวลานั้น แค่ได้ยิ้มทักทายกันก็ดีใจแล้ว แต่ที่ดีใจและมีความสุขมากขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนพ้องน้องพี่ออกมาวิ่ง เรามีโอกาสเจอกันตามงานวิ่งในวัยที่สูงขึ้น และยังหวังว่าพวกเราจะอยู่กับกิจกรรมนี้ไปนาน ๆ

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เราลงวิ่งเทรล 25 k คิดว่าเหมาะสำหรับเรา เพราะ 50 k นั้น เกินความสามารถและร่างกายไม่พร้อม แข็งแรงไม่พอ จะทรมานร่างกายจนเกิดการบาดเจ็บได้ ไม่อยากเสี่ยง อายุมากแล้ว ไม่อยากทำอะไรด้วยความประมาท อาจจะไปได้แค่เช็คพ้อยต์แรก แต่ก็จบด้วยการดีเอนเอฟ เพราะดูสภาพสนามแล้ว ไม่ธรรมดา เราซ้อมไม่ถึง ร่างกายเราไม่หนาแน่นพอ ใจอย่างเดียว ไปไม่ถึงหรอก ฉันให้คุณค่าของการฝึกซ้อมมาก

ระยะ 25 k นี้ร่างกายเราพร้อม การฝึกซ้อมสม่ำเสมอและพอดี พักผ่อนดี ระยะทางที่ลงวิ่งก็ไม่กดดันอะไร อยากวิ่งสนุก ๆ ได้ชื่นชมทางวิ่งตลอดเส้นทาง ได้ยิ้มให้เพื่อนร่วมทางวิ่งบ้าง ได้ดูการแต่งกายของเพื่อนนักวิ่ง

เช้านั้นเราตื่นมากินอาหารแต่เช้า อิ่มพอท้อง ได้จิบกาแฟไปครึ่งแก้วพอกระตุ้นกระเตื้องร่างกาย โดยปกติ ก่อนวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนขึ้นไป ฉันจะไม่ดื่มกาแฟเพราะจะกังวลเรื่องการขับถ่าย งานวิ่งหลายงานไม่ค่อยพร้อมเรื่องห้องน้ำ ฉันก็ไม่คาดหวังเรื่องการบริการตรงนี้สูง เราต้องรู้ตัวเอง จัดการตัวเองให้ดี อย่าทำอะไรผิดแผกจากที่เคยทำ อย่ากินอะไรที่ไม่เคยกิน อย่าเพิ่งลองอะไรที่เสี่ยงต่อท้องไส้ พยายามกินและพักผ่อนให้เพียงพอและเหมือนที่เราซ้อมมามากที่สุด จบการวิ่งแล้วค่อยให้รางวัลตัวเอง

งานนี้ปล่อยตัวช้ากว่าเวลาที่บอกไว้ เรามายืนให้กำลังใจนักวิ่ง 50 k กัน ปรบมือไปเรื่อย ๆ นักวิ่งเยอะเหลือเกิน เห็นแล้วชื่นใจ เพราะไม่เชื่อว่าจะพวกเขาจะมือลั่นหรือมาเล่น ๆ ระยะนี้ต้องเตรียมร่างกายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวิ่ง

พอนักวิ่งคนสุดท้ายผ่านจุดสตาร์ทไป ออแกไนเซอร์ก็เริ่มบรีฟเส้นทางและจุดดื่มน้ำของนักวิ่งระยะ 25 k

มีจุดรับน้ำ 4 จุด (กิโลเมตรที่ 5.7 / 9.6 / 15.7 และ 22.6 )
แต่เราก็เตรียมน้ำสำหรับจิบไปเองด้วย

อุปกรณ์ที่ติดตัวไปก็มีน้ำกระบอกเล็ก ๆ ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก kit-kat หนึ่งอัน แว่นกันแดด มือถือและที่ขาดไม่ได้คือ ยาดม

เป็นนักกีฬาพกยาดมด้วยเหรอ พกค่ะ คนอื่นเขาแข็งแรง อาจไม่จำเป็น แต่ฉันพกยาดมติดกระเป๋าทุกครั้ง ของจำเป็นสำหรับนักวิ่งสอวอ สูงวัย ฉันอายุ 50 แล้วนะ วัยอลวนกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ช่วงเปลี่ยนจาก 49 มา 50 นั้น ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนไปมาก ที่แย่สุดก็คือเรื่องสายตา ที่รับมือไม่ไหวหลายต่อหลายครั้งคือเรื่องเลือดจะไปลมจะมา เป็นลมผิดเดือนที่ไม่ให้เราได้ตั้งตัว บางทีวิ่งอยู่ดี ๆ กิโลที่ 9 ดันวูบ พอรู้ตัวก็ต้องหยุดซ้อมเลย ฉันเจอภาวะนี้ปีที่แล้วเกือบทั้งปี วิ่งถึงกิโลที่ 15 จะเป็นลม สามารถล้มทั้งยืนได้ แต่พอรู้ตัวจะรีบนั่งลงและจะเป็นอะไรก็ว่ากันไป ได้ดมยาดมสักหน่อย จากนั้นก็ไปต่อได้จนจบ

แต่ปีนี้ อาการแบบนี้ยังไม่กลับมา ได้แต่ระมัดระวังและไม่ประมาท ต้องมีสติ รู้ตัวและตัดสินใจเร็ว ๆ ว่าจะเอาอย่างไร อย่าฝืนสังขารถ้าเห็นความผิดปกติของร่างกายไม่ว่าจะเรื่องการเต้นของหัวใจ มือชาหรือสัญญาณเตือน มีหัวใจใฝ่ฟังร่างกายของเราตลอดเวลา อย่าล้อเล่นกับชีวิต อย่าประมาท ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะต้อง DNF ระหว่างการวิ่งถ้าเราผิดปกติ อยากได้เหรียญที่ระลึกงานวิ่งก็จริงแต่ก็ทิ้งได้ ไม่ดันทุรัง

อายุขนาดนี้ก็มีความคิดแบบนี้นะ ไม่มุทะลุเหมือนตอนอายุ 15 ก็คิดว่าเหมาะสมแล้วเพราะหากอายุเพิ่มขึ้น ยังดันทุรังอยากเป็นที่หนึ่งเหมือนสมัยเรียนและเล่นกีฬาเป็นยาเสพติดนั้น ย่อมเป็นภาวะที่ไม่เติบโต ขาดวุฒิภาวะ ไม่ดูสังขารตัวเอง ไม่รู้ศักยภาพของตัวเอง ควรทำให้ดีเท่าที่เราจะดีได้ในแบบของเรา อย่าได้พยายามเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่น รู้จักชื่นชมนักวิ่งฝีเท้าดี วินัยเยี่ยมได้อย่างจริงใจ เรื่องเหล่านี้ต่างหากคือเสน่ห์ของการได้วิ่งและวิ่งได้ ภูมิใจที่ได้เข้ามาร่วมสังคมกับคนชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่งเหมือนกัน หล่อเลี้ยงหัวใจให้เราอยากวิ่งไปนาน ๆ

ย้อนกลับมาเรื่องการวิ่งเทรล ฉันผ่านสนามวิ่งเทรลมาไม่กี่สนาม พอจะบอกได้ว่า สนามโคลัมเบียนั้น ไม่ยากเกินไปแต่ก็ไม่ง่าย

เริ่มแรกก็วิ่งขึ้นถนนเป็นเนินยาวก่อนเลี้ยวเข้าป่าซึ่งดินนุ่มหนึบ ๆ โชคดีที่ไม่มีฝนตกตอนเช้าเหมือนที่เราเจองานวิ่งเขาใหญ่ งานนั้นลุยโคลนเละ ๆ และโคลนดูดรองเท้าทำให้ยกเท้ายากและดูดแรงไปมากพอควร ไปได้ช้า ต้องระมัดระวังเพราะลื่นล้มก็ต้องลุกเอง คงไม่มีใครอยากจะเลอะเทอะไปกับเราด้วย เป็นทุยน้อยสนุกกับการจมขี้โคลนไปคนเดียวเถอะ

ช่วงห้ากิโลเมตรแรกนั้น แรงหมดไปกับการวิ่งขึ้นเนินยาวและอากาศร้อน (น หนู สี่สิบห้าตัว) แต่ฉันโอเคนะ ไม่เป็นอะไร รู้สึกว่าไปได้เรื่อย ๆ แต่คู่วิ่งบอกว่า ไปช้า ๆ หน่อย ร้อน

อืม...ฉันเข้าใจ เรื่องแบบนี้เป็นแค่บางวัน บางงานเท่านั้น ปกติเราวิ่งกันคนละเพซ เราไม่ต้องมาวิ่งรอกัน ออกจากจุดสตาร์ท ต่างคนต่างวิ่ง งานนี้ฉันตั้งใจจะเกาะติดเขาไปสักครึ่งทางก็ดีใจแล้ว จากนั้นฉันก็จะพยายามไปให้ถึงที่หมายให้ได้ตามกำลังของฉัน

ทางวิ่งแบบนี้แหละที่ฉันชอบ ได้อยู่กับธรรมชาติ ร่มบ้างร้อนบ้างก็วิ่งไป ถึงจุดรับน้ำจุดแรกก็ดื่มน้ำซะ ปกติก็ดื่มน้ำเปล่าอร่อยอยู่แล้วนะ แต่งานวิ่งนี่เหมือนมันชื่นใจกว่า น้ำเย็นมีให้ดื่มเท่าที่จะดื่มได้ ฉันได้ล้างหน้าและดื่มตามที่เคยดื่มระหว่างซ้อมและออกวิ่งต่อ จะว่าทำเวลามั้ยก็ไม่ใช่แต่ก็ไม่อยากช้า อยากวิ่งเต็มกำลังเพื่อให้เกียรติตัวเองที่ได้ซ้อมมา

เรายังวิ่งสนุกกันไปเรื่อย ๆ อากาศก็ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน ขนาดว่าฉันเคยซ้อมตอนแดดร้อน ๆ มาแล้ว ซ้อมฝนปรอยก็ซ้อมมาแล้วเพื่อจะได้ไม่มีข้ออ้างเรื่องฟ้าฝนในการขาดวิ่ง มันไม่ใช่ข้ออ้าง เพื่อให้ร่างกายรู้จักและเตรียมรับสถานการณ์อันหนักหน่วงที่จะพบเจอ แต่มันก็ยังควบคุมอะไรไม่ได้

กิโลเมตรที่ 7 และ 8 ก็เริ่มชันขึ้นเหมือนกราฟที่เราดูก่อนวิ่ง เมื่อขึ้นก็ต้องมีลง ทางชื้นแฉะเล็กน้อย ตาติดอยู่ที่เท้าและเหลือบตามองไปข้างหน้าไม่ไกลนัก หลายช่วงที่เราวิ่งย่ำรอยเท้าคนอื่น กระชั้นชิดคนข้างหน้ามากก็ไม่ดี หากเขาสะดุดก็จะเบรกไม่ทัน ทิ้งช่วงสักนิดจะดีมากเพราะบนทางวิ่งจะมีรากไม้ ตอไม้ เถาวัลย์เกือบตลอด แต่ไม่ต้องระวังด้านบนมากเหมือนที่เขาประทับช้าง เพราะที่นั่นมีวิ่ง ๆ ก้ม ๆ หลายช่วง ขนาดคนตัวเตี้ยยังต้องก้มเลย

ผ่านกิโลเมตรที่ 8 เจอนักวิ่งต่างชาติคนหนึ่ง เขากำลังบอกเพื่อนนักวิ่งอีกคนว่า หมวกที่ใช้น่ะ ควรจะเปิดโล่งเพราะหมวกหนาแบบที่เธอใส่นั้นจะร้อนหัว ระบายอากาศไม่ดี เดี๋ยวกิโลที่ 9 ไป 10 นี้จะชันมาก อากาศร้อนทำให้เหนื่อยง่าย

แล้วทางช่วงนี้ก็เหมือนทางขึ้นดอยหลวงเชียงดาวช่วงสุดท้ายที่มันชัน ๆ แต่นั่นเราเดินไปเรื่อย ๆ งานนี้เราอยากวิ่งแต่ก็วิ่งขึ้นไม่ไหว คนข้างหน้าก็ร้องบอกว่า ขอโทษด้วยนะคะที่ช้า ไอ่เราก็อยากจะเร็วอยู่หรอกแต่เร็วกว่านี้ไม่ได้ นอกจากเร็วไม่ได้ก็ช้าไม่ได้เหมือนกันเพราะข้างหลังตามมา ทั้งก้าว ทั้งสาวเท้าขึ้นไป ไม่อยากจะมองบนแต่ก็เห็นคนบนสุดอยู่ดี ยังสูงขึ้นไปได้อีกและเหมือนไม่สิ้นสุด เราก็ตามไปได้เรื่อย ๆ เช่นกัน

เริ่มได้ยินเสียงจ็อกแจ๊กจอแจข้างบนแล้ว เขาหยุดถ่ายรูปกันตรงลานหิน ฉันกับคู่วิ่งก็ยิ้มให้กัน ยังไม่ครึ่งทางหรอก แต่สภาพดีทั้งคู่ ไม่รีบก็ดูเหมือนไม่ช้า

เราถ่ายภาพเก็บไว้หนึ่งภาพและไปต่อเพราะยังต้องขึ้นไปอีก มีคนบอกว่า ข้างบนสวยกว่านี้อีก

เราดึงตัวเองจนถึงไฮไลต์ของระยะฮาล์ฟงานนี้ มันคือวิวที่ลานหินกว้างและลาดลงไป เห็นวิวข้างหน้าเขียวสะท้อนแดด กว้าง ไกล ลมเย็น เบิกบานใจ มองไปยังปลายหินที่ลาดลงนั้นไม่มีอะไรกั้น หากลื่นลงไปก็หมดกัน อันตรายมากนะ ต้องระวัง !!

การวิ่งเป็นกิจกรรมใหม่ที่ปลุกวิญญาณส่วนลึกของฉันที่ฝังซ่อนอยู่ให้มีชีวิตชีวากับการออกกำลังกายอีกครั้ง

อาจจะเรียกว่าท้าทายความรู้สึกด้านในของเราก็ได้ แต่เราก็ไม่บ้าพอที่จะเอาตัวเองไปอยู่ปริ่มปลายหินและโพสต์ท่าลงเพื่อประกาศให้ใครต่อใครรู้ว่าเราเจ๋งนะที่ไปยืนตรงนั้น

ฉันรักตัวกลัวตาย มันน่ากลัวจริง ๆ หากรองเท้าลื่นและไหลลงไป ใครก็ช่วยใครไม่ได้ มีสติและระมัดระวังตัวให้ดี กรี๊ดได้แต่อย่าระเริงใจจนประมาท

เราเก็บภาพไว้พอประมาณ มีความสุขจัง เหนื่อยแต่ก็ยิ้มได้ วิ่งด้วยหัวใจที่ปลอดโปร่งก็ดีแบบนี้

เราออกวิ่งกันต่อ พอมีขึ้นก็ต้องมีลง ก็เหมือนชีวิตเรานี่แหละ มีขึ้นมีลงในแต่ละช่วงของชีวิต การวิ่งรู้ที่หมายปลายทาง มันไม่เลือนรางและไม่ไกลเกินเอื้อมถึง ช้าหรือเร็ว เราก็พบกันที่หมายปลายทาง แต่กับชีวิต ปลายทางสุดท้ายเหมือนกันก็จริง แต่เราไม่รู้ว่า แต่ละคนเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ การวิ่งกับชีวิตมีสิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างคือ ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด ทำเหตุให้ดี ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องปล่อยวาง

เรายังวิ่งตามกันไปเหมือนเดิม ฉันวิ่งนำหน้าคู่วิ่ง วันนี้ดีใจที่ไม่เป็นภาระให้เขา ฉันไม่ชอบให้ใครห่วง แต่เขาก็บอกระวังหิน ระวังตอไม้ วิ่งหลบไปมา ขึ้นลง ช่วงลงก็แทบจะไถลลงจนหัวทิ่มเพราะทางลื่น ดันลืมว่าจะลงยังไง ทางลื่นและชัน ไม่มีหินหรือต้นไม้ให้พักมือ ยันร่าง คนข้างหลังเห็นท่าไม่ค่อยดี เขาตะโกนมาว่า ลงทีละขาครับ เออ...เพิ่งนึกขึ้นได้ จริงด้วย ลงไปทีละขาสิ ค่อย ๆ ลงไป

การขึ้นเขาที่ว่ายากนั้น มันก็แค่เหนื่อย หนืด เป็นอุปสรรคที่วัดเรื่องความอึดและอดทนของร่างกายและใจ แต่ขาลงที่ดูเหมือนง่ายกว่า แค่ทิ้งขาลงไปตามแรงโน้มถ่วงของโลกแต่หากไม่ระวัง เราจะล้มไม่เป็นท่าและอาจลุกไม่ขึ้น ไปต่อไม่ได้...

ฉันวิ่งต่อไปได้ ทางยังขึ้น ๆ ลง ๆ ดินหนึบเหมือนเดิม ใกล้จะถึงจุดรับน้ำที่สามแล้ว กำลังยังดีอยู่

พอเข้ากิโลเมตรที่ 16 เท้าซ้ายของฉันเกี่ยวเถาวัลย์ พยายามจะยกให้พ้นขณะวิ่ง สะดุดไปอีกสองสามก้าวก่อนล้มไถลไปข้างหน้า ตะคริวขึ้นที่น่องซ้าย ฉันร้องบอกสามีว่า ตะคริว ๆ และหงายตัวขึ้น เขาเข้ามาดันปลายเท้า หืออออ...มันเจ็บมาก ไม่เคยเป็นตะคริวระหว่างวิ่งเลยสักครั้ง เพื่อนนักวิ่งก็มาช่วยพยุงลุกออกจากทางวิ่งเพราะฉันนอนทับรังมด แต่มันเจ็บนี่สิ

สามีบอกว่า เดี๋ยวค่อยไป ยืดน่องก่อน ไม่ต้องรีบ แต่ฉันว่าฉันโอเคนะ เสียแต่ว่า กลัวตะคริวจะขึ้นซ้ำเพราะไม่เคยเป็น ทางเทรลนี่ไม่เหมือนทางถนน หากวิ่งลงแล้วผิดท่าอีก ตะคริวขึ้นอีก จะวิ่งจบมั้ยเนี่ย เหลืออีก 10 กิโล

ฉันยืดเหยียดและออกวิ่งต่อ สามีก็บอกว่า ค่อย ๆ ไป ฉันก็ไปได้นะ ไม่คิดมาก นี่ครั้งแรกเลยที่เป็นตะคริวแต่มันเกิดจากการสะดุดล้ม

เริ่มได้ยินเสียงคนข้างหน้า เขาถือทอล์กเก้อวอล์กเกอร์ตามหาคนเป็นตะคริว แสดงว่า เพื่อนนักวิ่งเมื่อกี๊แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่ามีคนเป็นตะคริว ฉันเลยบอกว่า ดีแล้วค่ะพี่ วิ่งได้แล้ว ไม่เป็นอะไร ขอบคุณมากค่ะ เขาก็ว.2 เรียกว.4 เจอนักวิ่งที่เป็นตะคริวแล้ว ไม่เป็นอะไร ๆ ...

ก่อนถึงจุดรับน้ำที่ 3 เราต้องลงบันได ตะคริวไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการวิ่งของฉัน

จุดนี้มีรถพยาบาลหลายคัน มีนักวิ่งที่นอนบนเตียงสนามอยู่คนหนึ่ง ดูท่าจะไปต่อไม่ได้ เจ้าหน้าที่เดินมาถามฉันว่าจะไปกับรถพยาบาลมั้ย ฉันไม่ไปอยู่แล้ว อีกสิบกิโลเอง ไปได้แน่ แต่คงต้องระวังมากกว่าเดิม

เราดื่มน้ำมากกว่าปกติ ดื่มซันโวซึ่งเป็นเกลือแร่จนหมดขวด อาหารเช้าเหมือนจะย่อยหมดแล้วทั้งที่กินได้ไม่น้อยนะ ถือน้ำเปล่าไปอีกขวดเผื่อล้างเหงื่อที่ไหลลงตา

อุบัติเหตุจากการวิ่งทำให้ต้องระวังตัวมากขึ้น จากจุดนี้ไปโผล่ทางถนน แดดร้อนมากก่อนจะตัดเข้าไปในป่าอีกครั้ง ฉันหลงเสน่ห์ทางเทรลมากขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกว่ามันสนุกกว่าวิ่งทางถนน ได้เห็นใบไม้ ผู้คน น้ำคลอง สัมผัสกับลมหายใจสีเขียว ใบไม้ปรบมือกับสายลม นี่แหละที่ฉันชอบ เหนื่อยกายแต่ได้พักใจ ลืมโลกความจริงไปได้ขณะหนึ่ง

เรายังวิ่งกันมาสบาย ๆ จนถึงจุดรับน้ำสุดท้ายกิโลที่ 22 เห็นฟองน้ำรอเราแล้ว บีบฟองน้ำให้น้ำเย็น ๆ รดตั้งแต่หัวลงมา อาบน้ำทั้งชุด เย็นชื่นใจ แอบคิดถึงนักวิ่ง 50 k แล้วสิ เขาต้องแข็งแกร่งมาก เราแค่ครึ่งทางยังแรงตกฮวบ

เราต้องวิ่งขึ้นถนนกลางแดดเปรี้ยง อยากบอกว่าแว่นกันแดดช่วยได้เยอะ เป็นอุปกรณ์ที่พกมาแล้วคุ้มค่ามากพอ ๆ กับยาดม ฉันดมยาดมได้เท่าที่พอใจ ไม่เห็นจะแปลกอะไรเลยนะ หรือแปลก 555

ฉันไม่ใช่คนแข็งแรง เพียงแต่ฉันเริ่มออกกำลังกายแล้วแข็งแรงขึ้นกว่าเก่า ฉันนึกไม่ถึงว่าจะมีวันนี้ วันที่เข้ามามีส่วนร่วมในการวิ่งอะไรแบบนี้ในวัยนี้ ไม่คิดว่าจะมาอยู่บนสนามมาราธอนอย่างนี้กับเขาได้ มันไกลเกินฝันแล้ว ในเมื่อฉันทำได้ คนอื่นก็ทำได้ ส่วนจะทำดีแค่ไหนนั้น มันก็ดีขึ้นจากเดิมล่ะ ดีจากที่เราพยายามเท่าที่มันจะดีได้ ไม่ใช่ดีจากไม้บรรทัดของคนอื่น

งานนี้ไม่ผิดหวังอะไร เราวิ่งเต็มกำลังของเราแล้ว วิ่งสนุก เส้นทางสวยงาม ประทับใจมากตั้งแต่เริ่มวิ่งจนข้ามเส้นชัย

งานดี ทางวิ่งดี จุดรับน้ำดี น้ำเหลือเฟือ แตงโมมีให้กินเยอะแยะ ที่พักดี อาหารดี เหรียญสวย เจ้าหน้าที่ใส่ใจดีทุกจุด มีรถ AED หากจะติก็เรื่องเดียวคือ เรื่องห้องน้ำ อยากให้เตรียมให้มากกว่านี้








ฉันคิดว่า ฉันจะต้องกลับมาวิ่ง 50 k สักครั้งที่นี่ จะอีกสองปีหรือสามปีข้างหน้า ค่อยว่ากันอีกที



ขอให้ทุกท่านสุขภาพดีและมีความสุขมาก ๆ นะคะ
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
9 กรกฎาคม 2560















Create Date : 14 กรกฎาคม 2560
Last Update : 14 กรกฎาคม 2560 16:21:47 น.
Counter : 444 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]