All Blog
--- แ ม่ เ ม า ะ ฮ า ล์ ฟ ม า ร า ธ อ น # 2 6 ---



























หลังจากงานวิ่งเทรลที่หนองใหญ่จนมาถึงงานฮาล์ฟมาราธอนที่แม่เมาะ ห่างกันเกือบเดือนแต่เรายังซ้อมวิ่งอย่างต่อเนื่อง ซ้อมเพื่อจะได้ลดปัญหาการบาดเจ็บจากการวิ่ง ซ้อมเพื่อจะได้สนุกกับสนามที่เขาว่าโหดเพราะมีเนินไปกลับถึง 12 ลูก ซ้อมเพื่อจะได้วิ่งสนุกและไม่บ่นโอดโอยว่าจะไปไม่ถึง เพียงแต่ไม่ได้ซ้อมวิ่งระยะยาวเท่านั้นเพราะไม่อยู่บ้านถึงสองอาทิตย์ติดกัน อาทิตย์สุดท้ายก็วิ่งยาวสุด 8 กิโล เราต้องหยุดพักก่อนวิ่งอีกสามวัน วันวิ่งจริงก็ต้องรีบนอนแต่หัวค่ำ เตรียมกำลังลงสนามวิ่งยามเช้า 5.45 น.


ฉันได้ยินชื่อเสียงของเนินลูกระนาดที่แม่เมาะมาบ้าง ตอนนั้นยังวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนไม่ได้จึงได้แต่เก็บสนามนี้ไว้ในใจ ซ้อมถึงเมื่อไหร่จะไปวิ่งให้ได้สักวัน ลึก ๆ อยากได้ถ้วยพระราชทานเป็นที่ระลึกมากแต่ไม่มีปัญญาจริง ๆ ระดับฝีเท้ายังอยู่แนวหลังเหมือนเดิม ที่สำคัญ นักวิ่งฝีเท้าดีกันทั้งนั้น เรื่องที่สมควรดีใจและภูมิใจที่สุดคือได้สมัครมาวิ่งและร่วมวิ่งกับพวกเขาและพวกเรา

งานนี้เจอพรรคพวกชาววิดวะ'มอชอ มากันเป็นแก๊งค์ พวกเขาเป็นเพื่อนของเพื่อนของสามี เราก็ไปเป็นทีมสามคนยกเว้นเด็ก ๆ ของเรา คู่แฝดยังวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนไม่ได้ ต้องซ้อมให้ถึงระยะจริงเสียก่อนจึงค่อยลงวิ่ง

ยังคงมีคำถามเหมือนเดิมว่า
ทำไมต้องไปวิ่งตามงานวิ่ง
ทำไมต้องไปวิ่งแบบที่เสียตังค์
วิ่งตามสวนไม่ได้เหรอ


อืมนะ..เป็นคำถามอมตะจริง ๆ ลองหาคำตอบกันในใจนะคะสำหรับคนที่เคยวิ่งตามงานแล้ว คงเหมือนกับคำถามอมตะอีกหลาย ๆ คำถามเช่น ทำไมต้องวิ่งมาราธอน เหนื่อยจะตายแถมทำลายสุขภาพอีกต่างหาก


แต่งานแม่เมาะฮาล์ฟมาราธอนครั้งที่ 26 นี้ ผู้จัดบอกว่ามีนักวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนถึง 1,182 คน มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ส่วนระยะ มินิมาราธอน 11.6 กิโลเมตร มีนักกีฬาเข้าร่วม 1,920 คน / ไมโครมาราธอน และวิ่งเพื่อสุขภาพการกุศล 5 กิโลเมตร มีนักกีฬาเข้าร่วม 4,768 คน รวมทั้งสิ้น 7,870 คน

ฉันคิดในใจ ก็น่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าจัดงานดีแบบนี้ เรามาครั้งแรกยังรู้สึกดีเลยหรือเป็นเพราะเราไม่คาดหวังเรื่องการจัดงานสักเท่าไหร่ แต่ละงานย่อมมีข้อดีมากกว่าข้อเสียที่ต้องเสนอแนะแต่เชื่อว่า ผู้จัดเองก็ไม่อยากให้เสียชื่อ ไม่มีงานไหนที่สมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง หรือเพราะมาตรฐานเราไม่สูง ขอเพียงดูแลเรื่องเส้นทางวิ่ง น้ำดื่มระหว่างทาง การปฐมพยาบาลเบื้องต้นก็พอ

ตั้งแต่ต้นปีมานี้ ฉันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนสนามนี้เป็นสนามที่ 4 สภาพความพร้อมต่างกับลงวิ่งที่จอมบึงและงาน BDMS

ฮาล์ฟฯที่จอมบึงนั้น วิ่งหลังมาราธอนหนึ่งเดือน

หนึ่งเดือนนั้นคือการพักจริงจัง ออกวิ่งเหยาะ ๆ เพื่อฟื้นฟูอาทิตย์สุดท้ายก่อนงาน คิดว่ามาเยือนสนามอันดับหนึ่งของประเทศก่อน มาชิมบรรยากาศสนามในตำนานตามหนังสือที่เคยอ่าน จะประคองร่างไปเรื่อย ๆ ปรากฏว่า วิ่งคุมเพซไปได้แค่ 9 กิโลแรกเท่านั้น ช่วงหลังค่อนข้างแย่ ขนาดผ่านตรงช่วงหลวงพ่อพรมน้ำมนต์ให้แล้ว พลังก็เหือดหายไปเหมือนวิญญาณออกจากร่าง ล่องลอย ก็ยังฝืนสังขาร ลงข้างทางอัดยาดมไปสองรูจมูกและกลับมาจ็อกกิ้งต่อ วิ่งได้ไม่เต็มร้อย ใจกังวลแต่เรื่องเจ็บ กลัวการบาดเจ็บมากที่สุด เวลาออกมาไม่ค่อยดีแต่ก็ไม่เสียใจอะไรเพราะได้พยายามเต็มที่แล้ว

ส่วนงานวิ่งที่กรุงเทพฯ นั้น ฝันมานานแล้วว่าอยากวิ่งบนทางด่วนสะพานพระราม 8 งานนี้หมายมั่นปั้นมือมาตั้งแต่ตอนสมัคร แต่มีเหตุให้งานเลื่อนออกไป ผู้จัดพยายามหาเวลาให้ลงตัวเพื่อจะได้ไม่ชนกับงานอื่น แต่ก็ชนจนได้จนต้องเลือกวิ่งสักงาน

เขาปล่อยตัวฮาล์ฟมาราธอนตอนตีสอง นั่นหมายถึงว่า เราต้องตื่นเที่ยงคืน มาให้ทันก่อนลงวิ่งจริงสักหนึ่งชั่วโมงเพื่ออบอุ่นร่างกายก่อนวิ่ง

วันนั้น เราก็ทำตามที่เรากำหนดไว้ทุกอย่าง แต่สภาพอากาศร้อนจัด ไม่มีลมสักโบก วิ่งขึ้นสะพานเงียบกริบทั้งเสียงฝีเท้าของนักวิ่งและเสียงอื่น ๆ สไตล์นักวิ่งชาวกรุงเป็นแบบนี้นี่เองหรือเพราะฉันชินกับงานวิ่งแบบบ้าน ๆ ที่เขาทักทายกันสนั่น รู้เรื่องเวลามาราธอนของคุณลุงทั้งหลาย รู้เรื่องช้อปปิ้งรองเท้าราคาถูก ฟังเรื่องราวของสนามอื่นจากบรรดานักวิ่งอย่างเพลิดเพลิน ฯลฯ แต่นักวิ่งชาวกรุงเงียบกริบหรือมันดึก ยังไม่ค่อยตื่น ยังอยู่ในภวังค์หรือกำลังทำสมาธิ มีแต่ฉันที่กำลังฟุ้งซ่านเพราะอากาศร้อนเหลือและยังความอึงคะนึงในใจ หายใจแรงจนเหมือนใจจะขาด ยิ่งวิ่งยิ่งอยากกลับบ้าน ทุกก้าววิ่งคือความทรมานแสนสาหัส

ฉันกับคู่วิ่งตั้งใจจะวิ่งไปด้วยกัน แต่ก็ตามเขาได้แค่กิโลที่ 4 เท่านั้น ฉันไปไม่ไหวจนต้องบอกให้เขาไปก่อน ไม่อยากโทษอะไรทั้งสิ้น ซ้อมก็ซ้อม พักก็ได้พัก อากาศร้อนก็เคยซ้อมมาแล้ว แต่ทำไมวันนี้วิ่งไม่ได้ ฉันหาคำตอบจริงจังไม่ได้ ทำได้แค่วิ่งต่อไปเรื่อย ๆ คิดถึงอดีตเก่า ๆ ว่า เราเคยผ่านระยะนี้มาแล้ว อดทนช่วงแรกให้ผ่านไป เดี๋ยวทุกอย่างก็จะราบรื่น อย่าเพิ่งถอดใจ คิดแบบนั้นแต่ก็วิ่งอย่างทรมาน ไม่สนุกเอาเสียเลย ดีแต่ว่า วิ่งจนจบและไม่บาดเจ็บไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ แม้ว่าจะเลยสามชั่วโมงไปแต่ก็ไม่สะท้านสะเทือนใจ ไม่คิดว่าจะกลับมาแก้มือเพราะตอนวิ่งก็วิ่งเต็มที่แล้ว นอกจากระยะมาราธอนที่จะต้องมาเยือนในสักวันข้างหน้า

งานแม่เมาะก็เช่นกัน มีการเตรียมการซ้อมมาตามสมควร ไม่กังวลเรื่องเนินระนาดมากนัก ตั้งใจว่าจะไปตามกำลังตามแบบที่ซ้อม ก่อนวันวิ่งก็กินอาหารมากกว่าปกติ รีบกลับมานอนพักแต่หัววัน เรื่องการงานหรือเรื่องการเจ็บป่วยของญาติอันเป็นที่รักก็พักไว้ก่อน คิดแต่เรื่องที่จะต้องทำตรงหน้า

เช้าวันวิ่ง ฝนทำท่าจะตก ฟ้าปิด ได้แต่ภาวนาว่าอย่าตกหนักเหมือนเมื่อวานตอนบ่ายเลย งานจะกร่อยเพราะเคยวิ่งตากฝนหนัก ๆ งานเดียวคืองานวิ่งเทรลเขาใหญ่ สำหรับงานวิ่งถนนยังไม่เคยเจอและไม่อยากเจอ

ฉันอบอุ่นร่างกายแบบไดนามิค อยากให้มีแอโรบิคนำเหมือนงานสวนดอก แม้ว่าฉันยังตกอยู่ในบรรยากาศเดิม ๆ คือสมองปึก มือกับเท้าไม่สัมพันธ์กัน เต้นได้สเต็ปขา ไม่ได้แขน แต่ได้เหงื่อซึม ๆ และกระตุ้นร่างกายให้พร้อมที่จะวิ่ง


5.45 น. ได้เวลาปล่อยตัวนักวิ่ง สิ้นเสียงแตรลม ต่างคนก็ขยับแข้งขยับขากันออกไป พรรคพวกเราก็ทยอยออกตัวกันไป เริ่มไม่เห็นพวกเราแล้วเพราะต่างคนต่างวิ่ง กำลังใครกำลังมัน ต่างอวยพรให้กันและกัน

กิโลแรกนั้น ฉันทะยานไปกับเขา ไม่รู้หรอกว่ามันเร็วหรือช้า เขากรูกันไปข้างหน้าก็วิ่งตามเขาไป ไม่ได้ตื่นเต้นหรือกังวลใจอะไรเลย แต่พอผ่านไปหนึ่งกิโลเท่านั้น จึงรู้ว่า ตัวเองทะยานไปที่เพซ 6 ... เฮ้ย..มันเร็วไปนะ ขืนวิ่งตามเขาเพซนี้ รับรองกิโลที่สาม ต้องจอดแน่ ๆ เลย

พอกิโลที่สอง เป็นทางลงเนิน พยายามคุมเพซการวิ่งของตัวเองแล้ว แต่แรงเริ่มต้นยังดีอยู่ ก็คิดว่าจ็อกกิ้งไปเรื่อย ๆ แล้วนะ แต่จบกิโลที่สอง นาฬิกาบอกว่า อิป้าเร็วไป นี่มันเพซ 5.3 นะ ป้าไม่เคยวิ่งแบบนี้นะ ตายแน่ ๆ นะ เพซนี้ซ้อมก็ไม่เคยซ้อม คุมเพซเดี๋ยวนี้


สติ บางทีก็เหมือนรุ้งกินน้ำ
ไม่เคยปรากฎตัวจนกว่าพายุจะสงบ


พอได้สติ เริ่มกลับตัวกลับใจ กลับมาเข้าจังหวะชีวิตแบบเดิม แบบที่เป็นอยู่ ช้าแต่ชัวร์ 555 เพซ 8 ไงป้า จะรีบร้อนไปไหน นี่ยังไม่ครึ่งทางเลย วิ่งแบบนี้ครึ่งหลังไม่ต้องพูดถึง เดี๋ยวจะเป็นความผูกพันแบบนักวิ่งแนวหลังกับรถพยาบาลหรอก

จากนี้ ฉันก็วิ่งคุมเพซให้อยู่ราว ๆ 7 ไม่เกิน 8

การวิ่งเพซนี้ระยะยาวฉันจะวิ่งจบสบาย ๆ ตั้งใจแค่ว่าจะไม่เดินเข้าเส้นชัยแบบสะบักสะบอม

จะด้วยอากาศดีเป็นพิเศษก็ได้ แค่ไม่ร้อนก็นับว่าดีแล้ว แต่นี่มีฝนปรอย ๆ พอให้ชื่นใจ มีน้ำเย็นให้ดื่มทุกสองกิโลครึ่งก็ดีเพราะเหมือนฝึกจิบน้ำตอนซ้อม

เส้นทางขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่เป็นอุปสรรคมากนัก เป็นเนินยาว ๆ ยังจ็อกกิ้งขึ้นไปพอไหว ไม่ถึงกับเดินขึ้นเหมือนตอนวิ่งที่ดอยสามหงก ฉันยังก้มหน้าก้มตาวิ่ง เหลือบมองข้างหน้าเป็นระยะ ๆ ภาพแว๊บนั้นคือนักวิ่งชั้นนำนำอยู่สุดสายตา นอกจากเหาะได้เท่านั้นจึงจะไปถึงจุดสุดสายตานั่น ประสบการณ์สอนให้ไม่ต้องกังวลใจ เราก็วิ่งของเราไป

พอเข้ากิโลที่ 7 เห็นน้องออยวิ่งอยู่ข้างหน้า ฉันพยายามวิ่งให้ทันน้องออย น้องยังทักเลยว่า นึกว่าฉันอยู่ข้างหน้าลิบ ๆ โน่น ฉันได้แต่หัวเราะ แล้วเราก็วิ่งเหยาะ ๆ ไปด้วยกันจนถึงกิโลที่ 9

จากนั้นฉันก็เริ่มนำหน้าน้องไปเล็กน้อย ไม่ได้ทิ้งช่วงหรือทิ้งห่างกันนัก ยืนถ่ายรูปปล่องพ่นไอน้ำของโรงงานผลิตไฟฟ้าเป็นที่ระลึกก่อนวิ่งกลับตัว น้องก็ยังวิ่งตามมาติด ๆ

จากนั้นก็ไม่คิดอะไรมาก ไปเรื่อย ๆ แรงอยู่ตัวพอสมควร อาจจะเป็นเพราะได้พักเต็มที่ก่อนวิ่งจริงสามวัน ในใจก็คิดว่า น่าจะเกินสามชั่วโมงนะงานนี้ เนินเยอะ เขาบอกว่าจะให้เหรียญเฉพาะคนที่วิ่งไม่เกินสามชั่วโมง ก็ไม่รู้ว่าจะได้มั้ย แต่มาวิ่งทั้งทีก็อยากได้เหรียญที่ระลึกล่ะนะ ไม่เห็นมีอะไรซับซ้อนเลย

ขากลับก็เห็นกล้องเป็นระยะ ๆ แหม ชอบจัง แม้จะนึกท่าหน้ากล้องไม่ออก แต่ท่าชูสองนิ้วก็คือท่าง่ายไม่ต้องใช้ความคิดของฉันอย่างหนึ่งพอ ๆ กับสั่งข้าวกะเพราไข่ดาว มันอัตโนมัติ ท่าง่าย ๆ แหละเวิร์กสุดเพราะเคยคิดท่ามินิฮาร์ทไปแล้ว แต่ถึงเวลาจริงกลับยกมือจีบขึ้นมาเป็นกระจุก กลายเป็นนักวิ่งสอวอโชว์นิ้วล็อกไปซะงั้น

มีเพื่อนที่ไม่ได้เป็นนักวิ่งตั้งข้อสังเกตว่านักวิ่งมาราธอนทั้งหลายดูเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ

พวกเขาจะยิ้มให้กล้อง
หลายคนดูเหน็ดเหนื่อย
หลายคนท่าทางไม่ไหวแล้ว
ทำไมเขาต้องหันมายิ้มให้กล้องด้วยล่ะ
บางคนโบกมือ บางคนยกสองนิ้วสู้ ๆ
นั่นสิ
ทำไมพอเห็นกล้องแล้วต้องทำท่าแข็งแรงและยิ้มสดชื่นด้วย


ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันอยากบอกว่า งานวิ่งเป็นงานที่ฉันมีโอกาสได้เห็นภาพตัวเองมากที่สุดงานหนึ่ง ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน ถ้าทันเห็นกล้องข้างหน้าก็จะยิ้มไว้ก่อน บางทีก็คิดเสียว่า มองปัญหาให้เหมือนกล้องถ่ายรูปเมื่อเจอปัญหาให้หันหน้ายิ้มใส่ หรือไม่ก็ เหนื่อยแค่ไหนก็ยิ้มสู้เข้าไว้ เรามันมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่อยากดูดีในสายตาคนภายนอก เอาน่ะ ไม่ว่ากัน ใครจะรู้สึกกับหน้ากล้องอย่างไรก็ได้ แต่ข้างในต้องไม่หลอกตัวเอง

สำหรับภาพไหล่ตก เดินสะเปะสะปะ จูง ลาก ทะเลาะกันแบบอิลุงอิป้าข้างทางก็มี มันก็เหมือนระยะมาราธอนของชีวิตนั่นแหละ แต่จะไกลแค่ไหนก็ไม่ทิ้งกัน


ระหว่างทาง มีกล้วยหอมให้กิน แต่กินไม่ได้เพราะตอนซ้อมไม่ได้ซ้อมกินนอกจากซ้อมจิบน้ำ ฉันดื่มน้ำได้พอดี ไม่มากเหมือนตอนวิ่งงานโคลัมเบีย งานนั้นดื่มเหมือนอูฐ

เส้นทางนี้สวยงาม เห็นความร่วมมือของคนที่นี่ พร้อมเพรียงกันจอดรถ ไม่มีคันไหนฝ่าเข้ามาบนเส้นทางวิ่งเลย ให้ความรู้สึกปลอดภัยและการต้อนรับนักวิ่งทุกคน

ฉันวิ่งไปคุยไปกับน้องผู้ชายคนหนึ่ง เขามาจากเชียงใหม่เหมือนกัน วิ่งมาหลายปีแล้วแต่เพิ่งมางานแม่เมาะเป็นครั้งแรก เขาคอยบอกฉันว่า พี่ทิ้งช่วงหน่อย ข้างหน้ามีกล้อง อย่าวิ่งตามหลังเขาไป เดี๋ยวได้รูปไม่สวย เดี๋ยวพ้นโค้งนี้ไปค่อยออมแรง เอ้า...น้องว่าไงก็ว่าตามน้อง พยายามเก๊กกันสุดฤทธิ์ก่อนหันมาหัวเราะให้กัน ถ้ามีกล้องทุกสองกิโลนี่น่าจะดี ทำให้เราพยายามวิ่งมากขึ้น


ฉันไม่ได้หันไปมองข้างหลังเลย ยกนาฬิกาข้อมือดู รู้สึกว่าวิ่งเป็นธรรมชาติขึ้น คุมเพซไม่เกิน 8 ได้ ฉันวิ่งไม่ดีไปกว่านี้แต่อาจจะแย่ไปกว่านี้ได้ สำหรับวันนี้ถือว่าวิ่งดีมาก ไม่เหนื่อย และอยู่ในเวลาที่ตั้งใจไว้ ดูโซนการเต้นของหัวใจก็ดีมาก วิ่งอยู่ในโซน 2 และ 3 ตรงกับความเป็นจริง

ที่บอกว่าวิ่งสนุกนั้น เพราะซ้อมตามสมควร วิ่งไปได้เรื่อย ๆ ไม่ทุลักทุเล ได้กินดีและพักผ่อนดีพอควร หรือเพราะไม่คาดหวังเรื่องเวลา ไม่กดดันตัวเองเกินความจำเป็น (นั่นเพราะโลกกดดันเราอยู่แล้ว) วันไหนสนุกก็ว่าสนุก วันไหนวิ่งไม่ดีก็รู้ตัว มันก็แบบนี้แหละชีวิต ไม่รู้อะไรล่วงหน้าหรอกแม้จะเตรียมตัวพร้อมทุกอย่างแล้วก็ตาม อะไรเกิดขึ้นก็รับมือไปตามสถานการณ์นั้น ๆ และทำทุกอย่างตรงหน้าให้สุดกำลังก็พอ



ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
6 สิงหาคม 2560


















Create Date : 09 สิงหาคม 2560
Last Update : 10 สิงหาคม 2560 8:01:20 น.
Counter : 181 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13



ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]