All Blog
--- วิ่ ง เ ก็ บ ร ะ ย ะ เ ดื อ น พ ฤ ษ ภ า ค ม 2 5 6 0 ---

















เดินเพซ 11 -- 3 กิโล
จ๊อกกิ้ง 3 กิโล
ทักทายเฉาก๊วย เป็นมิตรกันแล้ว ไม่น่าเชื่อ
อากาศร้อนมากแม้ฝนเพิ่งตกไปเมื่อวาน
แต่จุกเพราะอิ่มจัด วิ่งไม่ค่อยไหว เอวัง

ขอแนะนำเพื่อนใหม่รอบสระ
ผมชื่อเฉาก๊วยครับ
1 พฤษภาคม 2560















ฉลองให้กับการอ่านหนังสือแปลที่ถูกใจผู้อ่านอย่างฉันมากที่สุดในรอบต้นปีนี้

อูเว ชายวัย 59 ผู้รักความยุติธรรม ซื่อตรง ทำงานหนักและศรัทธาในโลกที่ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด เขารักพ่อของเขามาก รักศักดิ์ศรี รักเมีย รักความเป๊ะ เขาตั้งปณิธานไว้ตั้งแต่แปดขวบว่า ชีวิตนี้จะไม่ขับรถอะไรทั้งนั้นนอกจากซาบ (ยิ่งรู้ที่มาของปณิธานนี้ ยิ่งซาบซึ้ง)

เขามีคำถามมากมายกับวิถีชีวิตกับโลกยุคใหม่ ที่เราฟังแล้วสะดุ้ง

อูเวทำให้ฉันยิ้มได้ หัวเราะได้ ร้องไห้ สะเทือนใจจนบอกไม่ถูก ใครต่อใครด่า ดูแคลน เหยียดหยามเขา ทำร้ายเขา แต่อูเวไม่ทำร้ายใคร หลายอย่างในตัวเขาที่เราต้องเคารพ คนทั้่วไปเรียกเขาว่า มองคนในแง่ร้าย เป็นพวกต่อต้านสังคม ว่าเขาไม่มีทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ เปล่าหรอก คนรุ่นเขาไม่ได้ถูกเตรียมความพร้อมกับโลกปัจจุบัน โลกที่ทุกคนโม้กันสนั่นว่าได้ทำนั่นทำนี่ แม้ว่าสิ่งที่พูดถึงจะไม่มีค่าพอที่จะลงมือทำอักต่อไปแล้ว และวิถีชีวิตใหม่ที่สามารถใช้เงินซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ สิ่งต่าง ๆ จะเหลือคุณค่าอะไรอีก มนุษย์จะเหลือคุณค่าอะไรอีก และจู่ ๆ เขาก็กลายเป็นคนรุ่นเก่าไป ฯลฯ จนเกิดความรู้สึกเข้าอกเข้าใจมนุษย์ลุงขี้หงุดหงิดคนนี้อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

เขาเสียดสีโลกอย่างชาญฉลาดด้วยภาษาเรียบง่ายและเปี่ยมเสน่ห์

การทำความเข้าใจผู้ชายอย่างอูเวนั้น ต้องเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า เขาเป็นคนที่อยู่ผิดยุค เป็นคนที่ต้องการอะไรไม่กี่อย่างในชีวิต

ขอยกให้เป็นหนังสือแปลในดวงใจอีกเล่มที่จะอยู่ในใจฉันอีกนาน

A Man called OVE
ขอบคุณค่ะ

::

วันนี้วิ่งได้แค่นี้ ร้อนตับแล่บ
ลากขาไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวป่วย

เก็บระยะไป 8 กิโล
2 พฤษภาคม 2560





















ฉันซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะชื่อผู้แปลท่านนี้ค่ะ คุณนันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ เล่มก่อนหน้านี้คือเรื่อง อ ย่ า ไ ป ไ ห น หรือ Don't Move เป็นเรื่องเกี่ยวกับศัลยแพทย์ฝีมือดีที่กำลังเผชิญวิกฤตชีวิตอีกครั้งเมื่อลูกสาวประสบอุบัติเหตุรุนแรง ช่วงนี้ที่เขาคิดถึงความหลังเก่า ๆ เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยมีชู้รักที่รักมากเสียจนเกือบจะตัดสินใจทิ้งภรรยาและลูกสาวไป

นอกจากอ่านหนังสือแล้ว ฉันยังมีโอกาสไปไล่ดูหนังในยูทูปอีกด้วย ....เพเนโลปี้ ครูซ เล่นเป็นอิตาเลีย นักแสดงหญิงชาวสเปนคนนี้ธรรมดาเสียที่ไหน เธอถอดออกมาจากหนังสือเลย เห็นท่าเดินแล้วใช่..ฉันชอบศัลยแพทย์คนนี้มั้ยนะถ้าเป็นเธอ แล้วฉันจะเชื่อเขาดีหรือเปล่านะตอนที่เขาบอกรัก ฉันจะเชื่อมั้ยตอนที่จะจากกันแล้วเขาบอกว่า ชีวิตนี้เขาขาดฉันไม่ได้ ใช่..เขารักเธอ แม่หญ้าแพรก เจ้าของรองเท้าคัทชูสีไวน์คู่นั้น.. แม้ว่าเขาจะมีภรรยาและลูกแล้วก็ตาม

แต่ทุกอย่างก็เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตทั้งคู่เท่านั้น

ฉันชอบการบรรยายในหนังสือ ส่วนของหนังก็ดีมาก เพลงเพราะ และ...เศร้า

แต่เล่มนี้ แ ว่ น ต า ก ร อ บ ท อ ง เป็นเรื่องราวของนายแพทย์อีกเช่นกัน เขาคือ อาตอส ฟาดิกาติ ผู้มาจากเวนิส มาตั้งคลินิกที่แฟร์รารา ความโดดเด่นเฉพาะของหมอนั่นคือ แว่นตากรอบทองคู่นั้นซึ่งแวววาวน่ามองภายใต้สรีระที่อ้วนตุ๊ต๊ะแต่ดูไม่น่ารำคาญ

คลินิกของหมอโอ่อ่า สะอาด ตัวเขาก็สุภาพและมีมารยาทและการแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่าไม่หวังประโยชน์และมีจิตเมตตาต่อผู้อื่นพอควรต่อผู้ป่วยที่ยากจน

หมอฟาดิกาติมีชีวิตลับเหมือน เฟดริก มาริช ในเรื่อง Dr. Jekyll and Mr. Hyde แต่ใครล่ะ ที่ไม่มีความลับ

หมอจะดำดิ่งเวลาพูดถึงดนตรี อุปรากรในทริสทาน ดื่มด่ำในค่ำคืน ยิ้มอย่างเคลิบเคลิ้มกับสิ่งเหล่านี้

ความประพฤติอันไร้ที่ติช่วยให้ผู้คนเกิดความรู้สึกยอมรับความต่างนั้น

ทุกคนสงสัยว่าหมอวัย 40 เพียบพร้อมทุกอย่างแต่ทำไมไม่ยอมมีครอบครัว มีเหตุผลอะไรที่ไม่แต่งงาน

เรื่องก็เริ่มตรงนี้ เพราะเรื่องนี้จะเล่าโดยชายหนุ่มอีกคน ต่างวัยกับหมอ เขาอายุแค่ 20 เป็นชาวอิตาเลียน เชื้อสายยิว และคุณหมอฟาดิกาติที่ทุกคนที่บอกว่ายอมรับเขาแต่ก็อย่างว่าแหละ เป็นสังคมผู้ดีที่ปากว่าตาขยิบ เมื่อความลับของหมอไม่เป็นความลับอีกต่อไปเพราะรู้ว่าหมอมีรสนิยมรักร่วมเพศ

'... เพื่อนเอ๋ย ถ้าเป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็นแล้วทำให้คุณเป็นมนุษย์มากขึ้น คุณจะปฏิเสธมันทำไม ต่อต้านมันทำไม...'

ท่ามกลางกระแสการต่อต้านยิวในอิตาลีซึ่งมุสโสลินีรับมาจากฮิตเลอร์ก่อนโศกนาฏกรรมอันป่าเถื่อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ทั้งคู่ต้องเผชิญความโดดเดี่ยวอันเป็นบทลงทัณฑ์ของความต่าง พวกเขาจะตัดสินชะตากรรมไปในทางทิศใด จะตอบโต้หรือยอมเป็นเหยื่ออันน่าสังเวช

เศร้านะ แต่ก็ละเลียดอ่านจนจบ

::

วันนี้วิ่งสั้น ๆ แต่พยายามจะวิ่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
เพซ 6.2 ได้ 3 กิโลพอดี

3 พฤษภาคม 2560


















































วันนี้เจอน้องบี หมาของหมอพลอย
มาวิ่งเล่นเป็นเพื่อนยามเช้า

เก็บระยะได้ 16 กิโล 2 ชั่วโมง
6 พฤษภาคม 2560

::
หมายเหตุ

เช้านี้ไม่ทันได้ดู Breaking 2 ไนกี้
มาราธอน 2 ชั่วโมง
เอลิอุด คิปโซเก้ คือ ตัวแทนของมนุษย์ทั้งโลก
ตัวแทนของทุกคนที่รู้จักความพยายาม
( ซ้อม 3 ปีหลายพันกิโลเพื่อจะวิ่ง 2 ชั่วโมงให้ดีที่สุด)
พอผ่านการซ้อมทุ่มเทมาแล้ว เขาวิ่งนิ่งสุดใน 3 คนเลย
แต่เราก็ชอบทีมเพซเซอร์มากเลยนะ
ถึงวันนี้จะยังทำไม่สำเร็จ
แต่นี่คือความมหัศจรรย์ของมนุษย์



















e n o u g h
07052017















วิ่งพอแระ
วันนี้เหนื่อยโฮกกกกกกกกกก
8 พฤษภาคม 2560

เดี๋ยวเจอกันนะฮะลุงทอม 😘


::





ไม่ทราบว่าข้าพเจ้าจะเริ่มบันทึกถึงหนังสือเล่มนี้ตรงไหนก่อนหรือจะเป็นประโยคไหนดี ยิ่งอ่านก็ยิ่งอัดอั้นตันใจ น้ำตาคลอเบ้าจนเอ่อล้นไปทุกบททุกตอน แต่ก็วางหนังสือลงไม่ได้ ลุ้นชะตากรรมของตัวละครที่มีเลือดเนื้อและชีวิตเหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ ภาวนาอย่าให้เขาทำร้ายจริงอยากปากว่าแต่คำภาวนากลืนหายไปกับพายุความโหดเหี้ยม มีทางไหนที่ทาสผืวดำจะพบอิสระ เสรีภาพและความสุขเหมือนคนอื่นเสียที


'...พวกนิโกรไม่มีความรู้สึกเหมือนพวกผิวขาวในเรื่องที่ต้องพลัดพรากจากผัวเมียหรือลูกหรอกครับเพราะการพลัดพรากจากกันเป็นของธรรมดาเสียแล้วสำหรับฅนพวกนี้...'


อ่านแค่ประโยคนี้ก็จุกอก เราจะพบกับเหตุการณ์พลัดพรากครั้งแล้วครั้งเล่ากับทาสผิวดำ เศร้าจนร้องไห้ไม่ออก ความทุกข์โศกเหมือนตอกติดตัวทาสนิโกรไปทุกหนทุกแห่งจนกว่าจะไปพบกับพระเจ้า ด้วยความเชื่อในพระคัมภีร์และเชื่อในความรักที่มีต่อพระองค์

เปิดฉากแรก มิสเตอร์เชลบีจำต้องขายลุงทอมและแฮรี(ลูกชายของทาสสาวผิวดำ)ให้มิสเตอร์ฮาเลย์ด้วยปัญหาทางการเงินเสียแล้ว

ครอบครัวเชลบีเป็นครอบครัวที่ดีครอบครัวหนึ่งที่เคนทักกี้ มีเมตตากรุณาและเอาใจใส่ต่อพวกทาสของตนอย่างดี พวกทาสของเขาได้รับความสะดวกสบายใจทุกอย่าง เพราะเหตุนี้เอง มิสเตอร์เชลบีจึงได้จับจ่ายใช้สอยอย่างมากมายเกินตัว จนกระทั่งเป็นหนี้สินแทบสิ้นเนื้อประดาตัว มิสเตอร์เชลบีเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการขายทาสที่ดีที่สุด ซื่อสัตย์ที่สุดให้แก่พ่อค้าทาส ซึ่งนั่นคือลุงทอม ผู้มีรูปร่างใหญ่โต ไหล่กว้าง ล่ำสันแข็งแรง ซื่อสัตย์ สง่าผ่าเผยและอ่อนน้อมถ่อมตนที่สุดก่อนที่มิสซิสเชลบีจะทราบภายหลัง เธอไม่เห็นด้วยและเศร้าเสียใจเพราะเชื่อว่าดวงวิญญาณดวงหนึ่งมีค่ามากกว่าทรัพย์สมบัติ้ทั้งโลก แต่ยามคับขัน ก็ต้องยอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาคนส่วนใหญ่ไว้และสัญญาว่าจะรีบหาเงินไปไถ่ลุงทอมคืนให้ได้ คุณยอร์ช ลูกชายของครอบครัวเชลบีรักลุงทอมมาก เขาโกรธพ่อแม่ที่ขายลุงทอมไป

ลุงทอมต้องพลัดพรากจากภรรยาและลูก ๆ แต่เมื่อนายตัดสินใจแบบนี้แล้ว ก็จำต้องไปเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณนาย แม้ไม่รู้หนทางข้างหน้าว่าจะได้ไปอยู่กับนายเช่นไร ใครต่อใครเล่าขานว่าการถูกขายไปทางใต้เพื่อไปทำไร่ฝ้ายนั้น ลำบากมากและไม่มีใครได้กลับมาอีกเลย กฎหมายใหม่ก้ห้ามไม่ให้เราให้อาหารและน้ำท่าแก่ทาสนิโกรที่เดินผ่านบ้านเขา ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่า กฎหมายเหล่านี้จะออกโดยชาวคริสเตียน

ส่วนเอลิเซียนั้น พอทราบว่านายขายลูกชายของเธอให้แก่พ่อค้าทาสไปพร้อมกับลุงทอม เธอจึงพาลูกชายหนีคืนนั้น แม้จะต้องไปตายเอาดาบหน้าก็ตาม แต่โลกไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด มุมสวยงามดี ๆ ยังมีให้เห็นประปรายตลอดทั้งเรื่อง อย่างเช่น จอน เขาซื้อที่ดินที่รัฐโอไฮโอไว้และมีทาสนิโกรมากมายสำหรับทาสจะได้มีที่ทำมาหากิน

สามีของเอลิเซียเองก็เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี เอางานเอาการ อ่านหนังสือได้ ทำงานดีและซื่อสัตย์ บุคลิกภาพโดดเด่นกว่านายจ้างจนขัดหูขัดตา ถูกกดไปทำงานหนักและถูกทารุณกรรม เขาแอบมาบอกลาเอลิเซียครั้งสุดท้ายก่อนหนีไป ความฝันของเขาคือจะไปแคนาดาและจะกลับมารับเธอไปด้วย




เกิดคำถามขึ้นในใจตลอดเวลาว่า
พ่อค้าทาสทำไมถึงใจคอโหดร้ายเหลือเกิน
แล้วใครเล่าทำให้เกิดพ่อค้าทาสเหล่านี้
ใครเล่าควรจะถูกติถูกโทษมากที่สุด
พวกที่บอกว่าตัวเองเป็นผู้ดีหรือพ่อค้าทาสเอง
เพราะตัวพ่อค้าทาสคิดว่านี่คืออาชีพที่สุจริต อาชีพที่เลี้ยงชีพ


แต่จะพูดอะไรออกไปก็เท่านั้น พ่อค้าทาสเลือดเย็น เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน ผัวเมียถูกพรากจากกันด้วยจิตใจแตกสลาย ผู้มีกำลังกดขี่ข่มเหงผู้อ่อนแอ สิ่งเหล่านี้เป็นของธรรมดาที่ผู้คนพบเห็นเป็นสามัญ


ใจระโหยไปกับลุงทอมในช่วงที่ฮาเลย์ซื้อตัวไปและเดินทางโดยเรือ ลุงทอมคิดถึงลูกเมียแต่เขียนหนังสือไม่เป็นและไม่รู้จะติดต่ออย่างไร เขาเป็นตัวแทนของทาสอีกหลาย ๆ คนที่เมื่อถูกซื้อแล้ว ชีวิตก็ล่องลอยไป ไม่รู้จะสิ้นสุดที่ตรงไหน ทุกนายจ้างก็พูดเหมือนกันว่า
จะไปไถ่ตัวกลับ แต่ก็เป็นคำปลอบประโลมใจที่ดีที่สุดในยามนั้น และแทบจะไม่มีใครทำตามที่พูดได้เลย


เราพอจะได้หายใจหายคอได้ก็ช่วงที่ลุงทอมเจออีวา (อีแวนเจอรีน เซนต์แคล) สาวน้อยรูปร่างบางระหง แบบบาง กิริยาท่าทางเป็นผู้ดีมีตระกูล ดวงตาสีฟ้าคล้ายเทพธิดาในความฝัน จิตใจดีราวกับนางฟ้าจากสวรรค์ที่ทำให้คนรอบข้างมีความสุข เธอรักทาสในบ้านของเธอทุกคน และเธอขอให้พ่อซื้อลุงทอมต่อจากฮาเลย์

นับเป็นช่วงเวลาที่ดีอีกครั้งหนึ่งที่ลุงทอมได้มีชีวิตในปกครองของออกัสติน เซนต์แคล พ่อของอีวา เขาเลี้ยงทาสไว้มากมายและมีเมตตาต่อทาสที่นี่ เขาปกครองทาสปราศจากการเฆี่ยนตี เขาปรารถนาจะให้ทุกหนทุกแห่งเลิกทาส แต่ก็ไม่ได้ผลักดันมันอย่างเต็มแรงเสียที

ระหว่างที่ลุงทอมอยู่ที่บ้านของเซนต์แคลนั้น มิตรภาพระหว่างลุงทอมกับอีวาแน่นแฟ้นและมั่นคงมากขึ้นทุกวัน อีวาช่างงดงาม ละเอียดอ่อน เธอเป็นสิ่งประเสริฐจากสรวงสวรรค์ เธอเป็นที่รักของทุกคน เธอเป็นสาวน้อยที่คิดและมองอะไรลึกซึ้ง อยากสอนหนังสือให้ทาส เพราะอยากให้พวกเขาสามารถอ่านพระคัมภีร์เองได้ เธอเชื่อว่า พวกเขาก็ต้องการคัมภีร์ เธอพยายามบอกพ่อเธอเสมอว่า ทำไมพ่อไม่ชักชวนให้ใครต่อใครเลิกทาส นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระเจ้าใช้เด็กเล็ก ๆ เป็นผู้สอนผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ให้คิดและรู้สึก

ตัวเซนต์แคลเองเป็นคนที่มีธรรมชาติละเอียดอ่อนและสามารถเข้าใจเกี่ยวกับศาสนาได้ดียิ่งกว่าพวกที่เป็นคริสเตียนแต่เพียงในนาม แต่เขาไม่เชื่อศาสนาอย่างจริงจัง เขาเพียงยึดอุดมคติที่ว่า การที่เราจะไม่ทำสิ่งหนึ่งเสียเลยดีกว่าทำสิ่งนั้นอย่างบกพร่อง


เซนต์แคลพยายามจัดเตรียมร่างเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อจะปลดปล่อยลุงทอมให้เป็นอิสระ ลุงทอมดีใจมากจนเซนต์แคลร์ใจหายว่า ทำไมลุงทอมจึงดีใจขนาดนี้ อยู่บ้านเขาไม่มีความสุขหรือไร ทำไมถึงอยากกลับบ้านนักหนา

'คุณเป็นนายที่แสนใจดี แต่ผมชอบมีเสื้อผ้าถูก ๆ มีบ้านที่ยากจนและทุกสิ่งทุกอย่างเลว ๆ แต่เป็นของ ๆ ผม เองมากยิ่งกว่าจะมีสิ่งที่ดีที่สุด แต่สิ่งนั้นเป็นของฅนอื่น ๆ ...'


เซนต์แคลร์มักจะซื้อทาสเด็กผิวดำมาเลี้ยงดูที่บ้าน ท็อบสีเป็นตัวอย่างหนึ่งของเด็กผิวดำที่มาเขย่าหัวใจโอฟีเลีย(ญาติหญิงของเซนต์แคล)ที่มาช่วยดูแลอีวาเพราะแม่ของอีวานั้นเจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลา จากที่เธอเกือบหมดใจในการสอนเด็กผิวดำคนนี้ในคราวแรก เธอได้เร่งขอเอกสารจากเซนต์แคลให้มอบเด็กคนนี้ให้เธอดูแลและทำเอกสารให้ลุงทอมได้เป็นอิสระ

แต่ทุกอย่างก็ไม่ทันการ ลุงทอมถูกเลหลังอีกครั้ง ถูกเก็บไปโรงเก็บสินค้าทาสเพื่อขายทอดตลาดทาส ต่อมน้ำตาแตกอีกครั้งเพราะเขาต้องเจอกับนายจ้างที่โหดร้ายที่สุด


มีคำกล่าวว่า วิธีลงโทษมนุษย์อย่างร้ายแรงที่สุดคือการแขวนคอ
แต่ชีวิตแห่งการเป็นทาสนี้สิยิ่งกว่าถูกแขวนคอหลายพันเท่า



แม้จะสะเทือนใจ น้ำตาตื้นอยู่เกือบตลอดเวลา แต่คำบรรยาย ความงาม ความหวังของลุงทอมที่มีต่อพระเจ้าทำให้จิตใจหนักแน่นขึ้นมา




นี่เป็นเพียงบทเรียนบทหนึ่งในประวัติการณ์ของมนุษยชาติที่น่าศึกษาและจดจำ ทำให้คนตื่นตัวในเรื่องมนุษยธรรม หลั่งน้ำตาด้วยเวทนาปรานีทาสผิวดำ เป็นหนังสือที่เชิญชวนให้มนุษย์มีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและมีความเห็นไม่ต่างกันคือเลิกทาสเสียเถอะ มันเป็นความอัปยศอดสูที่สุดในโลก

นอกเหนือจากความขัดแย้งเรื่องทาสผิวดำในอเมริกาแล้ว ยังบันดาลผลให้มีการเลิกทาสหลายแห่งในโลกอีกด้วย รวมไปถึงการกดขี่ ข่มเหง ทุก ๆ เชื้อชาติและทุก ๆ สัญชาติ ไม่ใช่แต่เพียงนิโกรในอเมริกาเท่านั้น

ให้ระลึกไว้เสมอว่า พวกเขามีชีวิต มีความรู้สึกและมีเลือดเนื้อเหมือนเราโดยสมบูรณ์










บันทึกการอ่าน กระท่อมน้อยของลุงทอม
ีUNCLE TOM'S CABIN
แฮเรียต บีชเช่อร์ สโตว์ : เขียน
อ.สนิทวงศ์ : แปล



ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
9 พฤษภาคม 2560











walking 😝
10052017








บั น ทึ ก ก า ร อ่ า น
A Man called OVE : ช า ย ชื่ อ อู เ ว
Fredrik Backman เขียน : ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี แปล





เปิดฉากหนังสือด้วยการที่อูเวไปขอซื้อไอแพดที่ร้านและซักถามเกี่ยวกับการใช้ไอแพดต่าง ๆ นานาจนคนขายชักสีหน้า รำคาญตาแก่นี่มากและรู้สึกเสียเวลาทำมาหากินที่ต้องอธิบายเรื่องที่ชาวโลกรู้กันไปทั่ว แต่เราเพียงสงสัยว่า เขานึกยังไงหนอมาหาซื้อไอแพดที่ว่านี่ ...


อูเว ชายวัย 59 ปี มนุษย์ผู้จงรักภักดีกับรถซาบและปณิธานว่าจะขับรถซาบอย่างเดียวตลอดชีวิต เขาตั้งปณิธานว่าจะเป็นเหมือนพ่อ ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง และไม่รู้จักการยืดหยุ่นที่สุดในโลก เป็นผู้มีคำถามมากมายกับวิถีชีวิตกับโลกยุคใหม่ ที่เราฟังแล้วสะดุ้ง บางอย่างก็หลุดโลก บางอย่างก็ขำ ๆ อย่างเช่น




❀ เขาไม่เข้าใจคนที่ตื่นสายแล้วอ้างว่านาฬิกาไม่ปลุก เกิดมาเขาไม่เคยมีนาฬิกาปลุก



❀ เขาค่อนแคะว่าคนสมัยนี้ไม่รู้จักวิธีเขียนหนังสือด้วยปากกาอีกต่อไป แล้วต่อไปโลกจะเป็นอย่างไรถ้ามนุษย์ไม่รู้จักแม้แต่วิธีต้มกาแฟและจับปากกา




❀ เขาปิดเครื่องทำความร้อน หม้อต้มกาแฟและไฟทุกดวงในบ้าน เอาน้ำมันชะโลมเคาเตอร์ไม้ในห้องครัวถึงแม้ว่าอิเกียบอกว่าไม้ชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องชะโลมน้ำมันก็ตาม


❀ เขาสบถ..ไอ้เวรพวกนี้เป็นเหมือนกันหมด ถีบราคาที่พักอาศัยให้สูงขึ้นสำหรับคนที่ทำมาหากินสุจริต ราวกับว่าบ้านจัดสรรแห่งนี้เป็นที่พักสำหรับชนชั้นสูง



❀ เขาผ่อนบ้านจนไม่มีหนี้สิน และมองว่าพวกขี้โอ่สวมเสื้อผ้าราคาแพงไม่มีทางพูดอย่างนี้ได้เพราะทุกวันนี้ทุกอย่างซื้อด้วยเงินกู้




❀ อูเวจ่ายเงินค่าบ้านครบ และปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เขาไปทำงาน ไม่เคยลาป่วยแม้แต่วันเดียว... ทุกวันนี้เอะอะก็ต้องพึ่งคอมพิวเตอร์ เอะอะก็วิ่งโร่หาที่ปรึกษา เต็มไปด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เที่ยวคลับเต้นระบำเปลื้องผ้า แอบทำสัญญาเช่าอพาร์ตเมนท์กันใต้โต๊ะ หลบเลี่ยงภาษีและเอาเงินส่วนต่างมาแบ่งกัน ไม่มีใครอยากทำงาน ทั้งประเทศมีแต่คนที่อยากนั่งกินมื้อเที่ยงไปตลอดทั้งวัน


❀ อูเวมองผู้ชายขี้โอ่กำลังวิ่งจ๊อกกิ้งด้วยความรู้สึกขัดหูขัดตา ...สิ่งที่ไม่เข้าใจคือ ทำไมคนเราถึงทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องสำคัญนักหนา ทุกคนจะยิ้มหน้าระรื่นราวกับว่าการวิ่งครั้งนี้จะช่วยรักษาถุงลมโป่งพองให้กับตนเอง



❀ นักจ๊อกกิ้งทุกคนทำสีหน้าแบบนั้น ไม่ว่าจะเดินเร็ว ๆ หรือวิ่งเหยาะ ๆ มันเป็นวิธีที่ผู้ชายวัยสี่สิบบอกกับโลกนี้ว่า เขาไร้น้ำยาจนไม่รู้ว่าอะไรถูกต้องเหมาะควร ทุกคนแต่งตัวเหมือนนักยิมนาสติกจากโรมาเนียวัยสิบสี่ หรือทีมแข่งเลื่อนหิมะในกีฬาโอลิมปิก จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องทำแบบนั้น กะอีแค่ออกมาลากขาอย่างไร้จุดหมายในละแวกบ้านเป็นเวลาสี่สิบห้านาที



❀ บ้านของอูเวและภรรยา จะมีกล่องอเนกประสงค์ ซึ่งคนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีของพวกนี้ติดบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นของไร้สาระมากกว่า เช่น รองเท้ายี่สิบคู่ ไม่เคยรู้ว่าวางช้อนใส่รองเท้าไว้ตรงไหน ทุกบ้านจะมีเตาไมโครเวฟกับทีวีจอแบน




❀ คนพวกนั้นทั้งเล่นอินเทอร์เน็ตและจิบเอสเปรสโซ เราจะหาความรับผิดชอบอะไรจากคนแบบนั้นได้



❀ เขาสงสัยว่าทำไมเพื่อนบ้านต่างชาติจึงไม่สอบใบขับขี่รถยนต์ คนที่ขับได้แค่หุ่นยนต์พาหนะจากญี่ปุ่นแต่ขับรถจริง ๆ ไม่เป็น ยังสมควรจะได้ใบขับขี่ไหม



❀ เรดาร์ถอยหลังเซ็นเซอร์จอดรถ กล้องติดรถ ของเส็งเคร็งพรรค์นั้น ใครก็ตามที่ต้องพึ่งของพวกนี้ กะอีแค่ถอยรถพ่วง ไม่สมควรสะเออะมาถอยมันตั้งแต่แรก


❀ ไอ้พวกขี้โอ่ที่อายุแค่สามสิบเอ็ด วัน ๆ ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ และดื่มกาแฟแบบที่คนธรรมดาดื่มกันไม่ได้ ใช้ชีวิตในวงสังคมที่ไม่มีใครรู้วิธีถอยรถพ่วงเข้าจอด และยังมีหน้ามาบอกว่า เขาไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป



❀ แรก ๆ ที่อูเวเข้ามาอยู่ทีนี่มีบ้านจัดสรรเพียงหกหลัง ทุกวันนี้มีเป็นร้อย แน่นอนว่าทุกหลังต้องกู้เงินมาซื้อ คนสมัยนี้ใช้ชีวิตแบบนี้ ซื้อของด้วยเงินเชื่อ ขับรถพลังงานไฟฟ้า ต้องตามช่างมากะอีแค่เปลี่ยนหลอดไฟ ปูพื้นบ้านด้วยกระดานสำเร็จรูป ใช้เตาผิงไฟฟ้า นั่นคือวิถีของคนปัจจุบัน




❀ เขาไม่เข้าใจคนที่ตั้งหน้าตั้งตารอให้ถึงวันเกษียณเลยจริง ๆ มีเหตุผลอะไรที่คนเราจะเฝ้ารอทั้งชีวิตให้ถึงวันที่ตนเองจะกลายเป็นคนไร้ค่า ใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างไร้จุดหมาย กลายเป็นภาระของสังคม คนแบบไหนกันที่ปรารถนาสิ่งเหล่านี้


❀ อูเวมองบรรดาเสื้อโค้ทของภรรยาที่แขวนอยู่บนตะขอตัวอื่น ๆ อย่างครุ่นคิด นึกสงสัยว่าทำไมมนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างเธอจึงมีเสื้อโค้ทเยอะแยะขนาดนี้



❀ อูเวไม่ได้ไม่ชอบคนอ้วน เปล่าเลย ใครอยากมีรูปร่างแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น เขาแค่ไม่เข้าใจคนพวกนี้ นึกไม่ออกว่าพวกเขาอยู่กันอย่างไร คนเราจะกินอะไรเข้าไปได้สักแค่ไหน และต้องทำอย่างไรจึงเปลี่ยนแปลงตนเองให้มีรูปร่างใหญ่กว่าเดิมเป็นสองเท่าแบบนั้นได้ เขาคิดว่าสิ่งนี้ต้องอาศัยความมุ่งมั่นตั้งใจมหาศาล





❀ คนเราไม่ควรทำอะไรสักอย่างเพื่อเหรียญรางวัล ใบประกาศเกียรติคุณหรือการลูบหลังแสดงความขอบคุณแต่ควรทำเพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำ
ฯลฯ


ลุงแกปากร้ายเอาการเหมือนกันนะ แต่นั่นแหละ มารู้จักลุงคนนี้ไปด้วยกันค่ะ







❀❀❀




พ่อของอูเวทำงานการรถไฟ เขาประสบอุบัติเหตุ โดนรถไฟพุ่งชน ขณะยืนอยู่บนรางรถไฟ ของที่พ่อให้ไว้ดูต่างหน้าคือรถซาบ บ้านโทรม ๆ หนึ่งหลัง นาฬิกาข้อมือบุบ ๆ เรือนเก่า

ที่มาของรถซาบ ๙๒ เก่าบุโรทั่ง เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ผลิตโดยบริษัทซาบ เป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า เครื่องยนต์วางเฉียงไปด้านข้างและส่งเสียงดังเหมือนเครื่องบดกาแฟ

รถของผู้อำนวยการรถไฟคันนี้ยับเยินจนเกินจะซ่อมได้ เขาถามพ่อของอูเวว่า จะจัดการมันอย่างไรดี พ่อของอูเวพูดหนักแน่นว่าซ่อมได้ จบคำพูดนั้น ผอ.ก็ยกรถให้กับพ่อของอูเวซ่อมไว้ใช้ตั้งแต่นั้นมา

อูเวไม่เคยเห็นมนุษย์คนไหนเปี่ยมล้นไปด้วยความภูมิใจเท่ากับพ่อของเขาในคืนนั้น เมื่ออูเวอายุแปดขวบ เขาตั้งปณิธานแน่วแน่ในคืนเดียวกันนั้นว่า ชีวิตนี้จะไม่ขับรถอะไรทั้งนั้นนอกจากรถซาบ อูเวตัดสินใจที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ให้เหมือนพ่อมากที่สุด

อูเวสวมนาฬิกาบุบ ๆ เรือนเก่าซึ่งเคยเป็นของพ่อ พ่อได้รับมันมาจากพ่อของแกตอนอายุสิบเก้า จากนั้นส่งต่อมายังอูเวอีกทอดตอนอายุสิบหก หลังจากพ่อลาโลกนี้ไปได้ไม่กี่วัน เขาเลิกมีความสุข เลิกไปโบสถ์และต่อว่าว่า พระเจ้าองค์นี้ไม่เอาไหน

วันที่พ่อตาย อูเวไปที่แผนกรับเงินเพื่อรับเงินเดือนของพ่อ และเอาส่วนที่เกินมาคืนโดยอ้างว่า พ่อเขาตายวันที่ 16 แต่กลับจ่ายให้พ่อเขาทั้งเดือน เขารับส่วนที่เหลือนั่นไม่ได้

ผอ. ไม่มีทางเลือกจึงเสนอให้เขามาทำงานแทนพ่อให้ครบเดือน เพื่อจะมีสิทธิ์ในเงินเดือนนั้นโดยสมบูรณ์ อูเวยอมรับข้อเสนอ ลาโรงเรียนมาทำงาน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กลับไปเรียนต่อและทำงานที่การรถไฟอีกห้าปี

การที่พ่อแม่ของอูเวจากไปกะทันหัน เขาต้องคิดเรื่องการเลี้ยงชีพตัวเองหลังจากที่เขาสำนึกในความถูกต้องและหน้าที่ตอนพ่อตาย




นับแต่พ่อจากไป อูเวจำแนกคนประเภทต่าง ๆ ได้แก่ คนที่ทำในสิ่งที่ควรทำ คนที่ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ เขาพูดน้อยลงและลงมือทำ

'พอคนเราไม่พูดมาก โอกาสที่จะพ่นอะไรหมา ๆ ออกจากปากก็หมดไป'

วันหนึ่ง เขามีปัญหากับทอม ทอมกล่าวหาว่าเขาขโมยเงิน โยนโทษใส่ทั้งที่เขาไม่ได้ทำแต่เขากลับปิดปากเงียบเพราะยึดถือแบบอย่างจากพ่อที่ว่า เขาไม่ใช่คนที่เอาเรื่องของคนอื่นมาโพนทะนา การนิ่งเงียบครั้งนี้ ทำให้ผอ.จำต้องไล่เขาออกจากงาน

ความเสียใจของอูเวไม่ได้อยู่ที่ใครจะว่าเขาอย่างไร แต่เป็นเรื่องที่เขาสูญเสียงานที่พ่อเขารัก

เขาพูดอะไรยาว ๆ ครั้งสุดท้ายก่อนก้าวออกจากงานว่า

'ค น เ ร า ต้ อ ง ดู ที่ ก า ร ก ร ะ ทำ
ไ ม่ ใ ช่ ที่ คำ พู ด '


ทำให้ผอ.นึกถึงคุณธรรมของพ่อกับอูเว ตอนนั้นอูเวอายุเพียงเก้าขวบ เขาเก็บกระเป๋าตังค์ผู้โดยสารบนรถไฟได้และไม่เคยปริปากว่าทอมเลย 'เราไม่ใช่คนที่จะเที่ยวเอาเรื่องของคนอื่นไปโพนทะนา'เขาคืนเงินที่เก็บได้และ ผอ. ก็เชื่อว่า เขาคงไม่มาเสียคนอะไรตอนนี้ เขาจึงได้กลับเข้าไปทำงานอีกครั้ง ราวกับว่า ทุกเส้นทางจะนำไปสู่จุดหมายที่ถูกกำหนดไว้กับเราก่อนหน้านั้นแล้ว



อูเวแทบไม่มีเพื่อนแต่ก็ไม่มีศัตรู



ในมุมมองของอูเว เขาคิดว่ามันไม่ถูกต้องที่คนเราใช้ชีวิตตามแนวคิดว่า ทุกอย่างสามารถถูกแทนที่ได้ ราวกับความจงรักภักดีไม่มีค่าอะไรเลยอย่างนั้น

ทุกวันนี้ผู้คนเปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้กันเป็นว่าเล่น และทักษะในการดูแลรักษาสิ่งต่าง ๆ ให้อยู่ได้นาน ๆ ก็หมดความจำเป็นไป คุณภาพน่ะรึ แทบไม่มีใครสน ...ทุกวันนี้การงานทุกอย่างแม้แต่สร้างบ้านสักหลังก็ต้องผ่านคอมพิวเตอร์ ราวกับว่าเราไม่มีทางสร้างบ้านเองได้ จนกว่าที่ปรึกษาที่ใส่เสื้อเชิ้ตรัดติ้วจะหาวิธีเปิดแล็บท็อปให้ได้ก่อน คนสมัยก่อนสร้างโคลอสเซี่ยมกับพีรามิดที่เมืองกิซาด้วยวิธีนี้กันหรืออย่างไร มนุษย์สร้างหอไอเฟลได้ตั้งแต่ปี ๑๘๘๙ แต่ทุกวันนี้กลับไม่มีปัญญาร่างแบบบ้านชั้นเดียวจนกว่าจะขอตัวออกไปชาร์จโทรศัพท์มือถือ

นี่คือโลกที่เรากลายเป็นคนตกยุคก่อนที่จะสิ้นอายุขัยของเราจริง ๆ คนทั้งประเทศพร้อมใจกันลุกขึ้นปรบมือสรรเสริญข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้อย่างถูกต้องเหมาะควรอีกต่อไป เฉลิมฉลองให้กับความดาด ๆ แกน ๆ กันอย่างออกนอกหน้า

โลกสมัยใหม่ที่ไม่มีใครเปลี่ยนยางรถยนต์เองได้ หรือต่อสวิตช์สำหรับหรี่ไฟ ปูกระเบื้อง ฉาบผนัง กรอกเอกสารยื่นภาษี องค์ความรู้เหล่านี้หมดความสำคัญลง เขายังเชื่ออีกว่าคนเราจะกลายเป็นผู้ชายเต็มตัวได้ก็ต่อเมื่อมีรถเป็นของตัวเอง


บ้านของพ่ออูเวกำลังจะถูกเวนคืนจากเทศบาล พ่อของเขาชำนาญแต่ซ่อมเครื่องยนต์ แต่ไม่ใช่บ้าน สภาพบ้านซอมซ่อ ไม่ต่างกับอูเวสักเท่าไหร่ พวกใส่สูทชอบที่อาศัยในละแวกที่มีพวกใส่สูทเหมือนกัน

ในที่สุด เขาไม่ยอมขายบ้านให้เทศบาล แต่จะซ่อมมัน !!

ทันที่เรื่องการซ่อมบ้านกระจายข่าวออกไป เพื่อนคนงานอาวุโสก็แวะเวียนมาถามไถ่ สอนวิธีคำนวณ สาธิตวิธีวัดระยะและให้กล่องเครื่องมือที่ผ่านการใช้งานมาแล้วแก่เขา บ้านของเขาค่อยเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างช้า ๆ น็อตถูกขันลงไปทีละตัว ๆ กระดานปูพื้นถูกใส่ไปทีละแผ่น ๆ แน่นอนไม่มีใครเห็น

'มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะต้องมาเห็น
งานที่เสร็จสมบูรณ์และมีคุณภาพ
นับเป็นรางวัลในตัวของมันเองอยู่แล้ว ...'

เขาค้นพบว่า เขาชอบบ้าน เหตุผลหลักอาจเพราะมันเป็นสิ่งที่สามารถทำความเข้าใจได้ สามารถคำนวณเป็นตัวเลขและวาดลงบนแผ่นกระดาษ มันจะไม่รั่วถ้าเราทำทุกอย่างอย่างให้รัดกุม ไม่พังถ้าเราวางรากฐานได้อย่างถูกต้อง บ้านเป็นสิ่งที่เที่ยงตรง พวกมันจะให้ในสิ่งที่เราสมควรจะได้ น่าเศร้าที่มนุษย์ไม่ใช่อย่างนั้น


เราภูมิใจไปกับอูเวอยู่ได้ไม่นาน ในที่สุด บ้านเขาถูกลอบวางเพลิง เสียน้ำตาให้กับอูเว สงสารเขา เกลียดคนใจดำทั้งหลาย บ้านวอดวาย ทิ้งรอยแผลเป็นไว้บนตัวของเขาเพื่อระลึกถึง อูเวนอนในรถซาบหลายคืน สุดท้ายก็ไม่มีใครมารับผิดชอบและเขาจำต้องเซ็นเอกสารที่ทางเทศบาลอ้างว่าที่ดินตรงนี้จะต้องถูกพัฒนาและก่อสร้างอาคารใหม่ ๆ อีกหลายหลังและซื้อที่ดินของเขาในราคาตลาด เขาไม่มีทางเลือก ทุกคนย่ำยีเขาทั้งทางกายและใจ



อาจเป็นเพราะทอมคอยใส่ร้ายเขา อาจจะเพราะโดนคนขายประกันกำมะลอมาหลอก หรือพวกคนใส่เชิ้ตขาวข่มขู่ หรือไม่ก็ทุกอย่างประดังประเดเข้ามาทดสอบความอดทนจนเกินขีดจำกัดของมนุษย์คนหนึ่ง


เมื่อถึงจุดหนึ่งในชีวิต เราทุกคนต้องตัดสินใจว่าอยากเป็นคนแบบไหน จะเป็นคนที่ยอมให้ใครต่อใครมาเหยียบย่ำหรือเปล่า และถ้าเราไม่เคยรู้เรื่องราวในช่วงเวลานั้นของคนนั้นมาก่อน เราจะไม่มีทางรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาได้เลย




อูเวอยากลองเป็นทหาร แต่ไม่ผ่านการตรวจร่างกาย หมอบอกว่าเขาเป็นโรคหัวใจพิการมาแต่กำเนิด เขาพยายามให้ทบทวนคำสั่งของหมอ แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ ทำให้เขาต้องกลับไปทำงานเป็นพนักงานกะกลางคืนที่ทำการรถไฟ แต่ไม่กี่เดือนหลังจากนี้ พรหมลิขิตมีจริง ชีวิตอูเวที่ใคร ๆ ว่ามีแค่ดำกับขาวจนกระทั่งเจอภรรยา เธอคือสีสัน เป็นสีสันทั้งหมดของชีวิตที่เขามีอยู่


เขาได้แต่งงานกับหญิงจิตใจดีคนหนึ่ง เธอกับเรือนผมสีน้ำตาลแดง ดวงตาสีฟ้าและเสียงหัวเราะอันเปี่ยมชีวิตชีวา ซอนยาทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาท่ามกลางโลกที่โหดร้ายกับอูเว

อูเวเรียนรู้ว่า ผู้หญิงไม่เคยเดินตรงตามแผน ไม่ว่าจะพยายามขีดเส้นให้ชัดเจนแค่ไหนก็ตาม ภรรยาของเขามาทำให้โลกของอูเวสมดุลขึ้นในความรู้สึกของเรา แม้จะเปลี่ยนอูเวไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ต้องเป็นแบบที่อูเวเป็น เธอจะเลือกทางตามความรู้สึก ช้า ๆ ก็ได้

มีสามสิ่งที่ซอนยารักอย่างไม่มีเงื่อนไขนั่นคือ หนังสือ พ่อของเธอและแมว

เธอเป็นคนสวย มองโลกในแง่บวกมาก ๆ ทุกคนเสียดายที่เธอเลือกอูเว แต่อูเวในสายตาของเธอคือ เขาไม่ใช่คนอมทุกข์ รุ่มร่ามหรืออารมณ์ร้อน เขาคือดอกไม้สีชมพูที่ออกจะเยิน ๆ ช่อนั้นในคืนที่เธอกับเขามีนัดกันมื้อแรก เขาคือสูทสีน้ำตาลตัวเก่าของพ่อที่ดูจะคับไปหน่อยโดยเฉพาะตรงไหล่ที่ดูห่อเหี่ยว เขามีศรัทธาในบางอย่างอย่างแรงกล้า นั่นคือ ความยุติธรรม ซื่อตรง ทำงานหนัก และศรัทธาในโลกที่ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด


ซอนยารู้ดีว่าเธอจะหาผู้ชายแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว เธอจึงไม่ยอมปล่อยให้เขาหลุดมือไป

ว่ากันว่า ความผิดพลาดทำให้เราได้บุรุษที่ดีที่สุด พวกเขามักจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้น และจะกลายเป็นคนดียิ่งกว่าถ้าเขาไม่เคยผิดพลาดอะไรเลย


ตลอดเวลาสี่สิบปีที่อูเวใช้ชีวิตคู่กับซอนยานั้น เธอสอนนักเรียนนับพันที่มีปัญหาในการเรียนรู้ให้อ่านหนังสือออกและเขียนหนังสือได้ เธอสอนให้เด็ก ๆ อ่านผลงานของเช็คสเปียร์ แต่ไม่เคยเคี่ยวเข็ญให้อูเวอ่านแม้แต่เรื่องเดียว แต่อูเวก็ทำชั้นหนังสือให้เธอสวยงามที่สุดในห้องนั่งเล่นของพวกเขา


อูเวไม่ใคร่จะชอบแมว มักว่ากันว่า คนที่ไม่ชอบแมวเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจ

พ่อของซอนยากับอูเวผูกสัมพันธ์กันผ่านการซ่อมเครื่องยนต์

เออร์เนสต์เป็นแมวโรงนาที่ตัวใหญ่ที่สุดในโลก ตอนเด็ก ๆ ซอนยาคิดว่ามันเป็นลูกม้า เธอตั้งชื่อให้มันตามเออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์
ซอนยารักเออร์เนสต์แบบไม่มีเงื่อนไข อูเวก็ไม่เคยพูดให้ร้ายในสิ่งที่เธอรัก การได้รับความรักจากเธอ ในขณะที่คนรอบข้างไม่เข้าใจว่ามันมีอะไรคู่ควรนั้นเป็นอย่างไร

อูเวรักษาระยะห่างกับเออร์เนสต์และพ่อของซอนยา เรื่องใด ๆ ในโลกล้วนเป็นเช่นนี้ เหลือช่องว่างให้กันบ้างจะได้ไม่อึดอัด

วันหนึ่งเออร์เนสต์เกิดอุบัติเหตุจนตาย ซอนยาเสียใจมาก และคำพูดที่ซาบซึ้งมากของอูเวหลังจากคำขอของเธอเมื่อเธอบอกว่า

' คุณต้องรักฉันให้มากกว่าเดิมสองเท่าแล้วละ'

อูเวจำต้องโกหกเธอเป็นครั้งที่สองและเป็นครั้งสุดท้ายว่า จะรักเธอแบบนั้น แม้ในใจรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้ เขาไม่สามารถรักเธอมากกว่าที่เป็นอยู่ได้อีกแล้ว


หลังจากนี้ไม่นาน ซอนยาพาอูเวไปเที่ยวกับทัวร์ที่สเปน ซอนยากำลังท้อง แต่รถทัวร์ประสบอุบัติเหตุจนเธอเสียลูกในท้องและตัวเธอก็ต้องทำกายภาพบำบัด นั่งวีลแชร์ อูเวโกรธบริษัททัวร์แทบคลั่งที่ไม่มีใครรับผิดชอบกับเหตุการณ์ประมาทครั้งนี้ เจ็บปวดใจที่ไม่มีใครไยดี

อูเวฟ้องร้อง เขียนคำร้องเรีัยนไปที่หนังสือพิมพ์ เขาสาดพวกมันด้วยความพยาบาทที่เอ่อล้นของพ่อคนหนึ่งที่โดนปล้นจนหมดตัว แต่ทุกที่ที่เขาไปร้องเรียน อูเวจะโดนชายเชิ้ตขาวยิ้มหน้าระรื่น พวกที่ไม่มีใครสามารถต่อกรกับพวกมัน ไม่ใช่เพราะอำนาจรัฐอยู่ข้างพวกมัน แต่พวกมันคืออำนาจรัฐ

พวกเชิ้ตขาวเป็นพวกเครื่องจักรมากกว่ามนุษย์ สายตาว่างเปล่า คอยบดขยี้คนธรรมดา ก่อนจะฉีกพวกเขาออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย


การทำความเข้าใจผู้ชายอย่างอูเวนั้น เราต้องเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า เขาเป็นพวกที่เกิดผิดยุค คนที่ต้องการอะไรไม่กี่อย่างในชีวิต

ซอนยามองเห็นทุกอย่าง ปล่่อยให้เขาระบายออกไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง แต่ทุกอย่างก็จบลงเมื่อซอนยาบอกเขาอย่างอ่อนโยนว่า 'พ อ เ ถ อ ะ อู เ ว ที่ รั ก ข อ ง ฉั น '

ซอนยาสมัครไปสอนหนังสือในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงว่าเลวร้ายที่สุด เด็กพวกนั้นเกินเยียวยา และนี่ไม่ใช่การศึกษาแต่คือการเอาของเสียมาเก็บไว้เป็นที่เป็นทางเท่านั้น


แ ม้ ใ ค ร จ ะ ว่ า อ ย่ า ง ไ ร
ซ อ น ย า รู้ ว่ า เ ธ อ สู้ เ พื่ อ อ ะ ไ ร
เ ธ อ สู้ เ พื่ อ สิ่ ง ดี ง า ม
เ พื่ อ ลู ก ที่ เ ธ อ ไ ม่ เ ค ย มี
แ ล ะ อู เ ว ก็ สู้ เ พื่ อ เ ธ อ

ซอนยาเป็นผู้หญิงที่งดงามที่สุด เธอเล่าถึงเด็กป่วนที่ถูกลากเข้ามาในห้องแต่เขาสามารถท่องบทกวียุคนี่ร้อยปีได้อย่างฉะฉาน เธอสอนให้เด็ก ๆ ของเธออ่านเช็คสเปียร์ เธอทำให้เด็ก ๆ เหล่านั้นเห็นคุณค่าในตัวเอง คุณค่าที่เจ้าตัวก็มองไม่เห็น ผลลัพธ์ที่เธอได้จากนี้ไม่เคยสูญเปล่า

การเอาชนะพวกคนในเชิ้่ตขาวนั้นเป็นไปได้ยาก
การเอาชนะโรคร้ายอย่างมะเร็งยิ่งเป็นไปไม่ได้
ซอนยาป่วยเป็นมะเร็ง

ซอนยาป่วยจนต้องกลับมารักษาตัวที่บ้าน เธอเขียนจดหมายถึงลูกศิษย์ เกือบทุกคนมาเยี่ยมเธอไม่ว่างเว้น พระเจ้าได้พรากลูกไปจากเธอ แต่พระเจ้าก็ชดเชยเธอด้วยเด็กเป็นพัน ๆ คน เธออยู่อีกเพียงสี่ปีก็ตาย

สีสันในชีวิตของอูเวจางหายไป คงเหลือแต่สีขาวกับสีดำอีกครั้ง

ความตายนับเป็นสิ่งแปลก คนเราอยู่มาทั้งชีวิตราวกับไม่คิดว่ามันมีอยู่จริง

อูเวไม่ได้ตายไปด้วยตอนที่ซอนยาจากไป เขาแค่หยุดมีชีวิตเท่านั้น

ความโศกเศร้าก็นับเป็นสิ่งแปลกเช่นกัน

อูเวคิดถึงซอนยา เขาคิดว่าเธอต้องชอบครอบครัวชาวต่างชาติท้องโย้ที่สติไม่สมประกอบนี้แน่ เขาคิดถึงเสียงหัวเราะของซอนยามาก จนเขาวางแผนฆ่าตัวตาย...






เรื่องราวในเล่มนี้ มีครบรส ทั้งยิ้ม ส่ายหัว หัวเราะและร้องไห้ไปกับเขาในวันที่ไม่มีทั้งงานและคนรักเหลืออยู่อีกต่อไป ทั้งซาบซึ้งในความรักและชิงชังการเอารัดเอาเปรียบจากคนกลุ่มหนึ่งที่น่ารังเกียจในสังคม ชอบน้ำเสียงประชดประชันไม่ชวนรำคาญ เปรียบเปรยด้วยถ้อยคำที่ชาญฉลาด เปี่ยมเสน่ห์ อารมณ์ขันลุ่มลึกจนเราต้องนิ่งฟัง เขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ ที่แบกภาระอันหนักอึ้งในแต่ละวันในชีวิตประจำวัน มองเผิน ๆ ก็เหมือนเขาเป็นคนขวางโลก ขวานผ่าซาก ปากตรงกับใจ เห็นอะไรก็ขัดหูขัดตาไปเสียหมด แต่หากลองฟังสิ่งที่เขาพูดจริง ๆ ก็มีแง่ให้คิดมากมายและจริง ฉันรักอูเวและซอนยามาก


หนังสือเล่มนี้เปิดเรื่องด้วยการที่มนุษย์สุดโต่งอย่างอูเวไปซื้อไอแพดที่ร้าน และเจอความหงุดหงิดจากคนขายเพราะอูเวทำให้พวกเขาเสียเวลาและต้องอธิบายอะไรก็ไม่รู้ให้คนหลงยุคคนนี้ฟัง แต่เรื่องมาเฉลยภายหลังว่า อูเวซื้อไอแพดนี้เพราะอะไร คุณจะยิ้ม น้ำตาซึมและรู้สึกได้ไม่ต่างกับฉันแน่นอน








❀❀❀

ขอให้มีความสุขทุกท่านนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
3 พฤษภาคม 2560


















ครั้งแรกจะวิ่งอินเทอร์วัล 400x 11 รอบ
แต่สภาพร่างกายไม่พร้อม
(เป็นผู้ชายหลายคน)

วิ่งเก็บระยะไปก่อนละกัน กิกิ
11052017

















เดินเพซ 11
เคยช้าแบบนี้ตอนเดินเทรลที่เขาใหญ่
แต่วันนี้คนละอาการ เราเดินเอากำลังเพราะเตรียมตัววิ่งยาว 18 กิโล
ในเช้าวันอาทิตย์

12 พฤษภาคม 2560

















เช้าวันอาทิตย์ที่ 14 ไม่ได้ซ้อมวิ่ง 18 กิโลตามโปรแกรม
เพราะต้องไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาลกะทันหัน อาการพ่อหนักขนาดใส่เครื่องช่วยหายใจ
ทำให้ทุกอย่างคลาดเคลื่อนออกไป แต่ก็ไม่สำคัญเท่าเรื่องที่ต้องทำตรงหน้า
ชีวิตก็เป็นแบบนี้ เราอายุครึ่งร้อยแล้ว พ่อแม่เราก็ต้องแก่เฒ่าเป็นธรรมดา
บ้านไหนก็ต้องเผชิญอาการเจ็บป่วยของคนที่รักและต้องดูแลคนที่เรารักกันทั้งนั้น
ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในแต่ละวัน

ฉันหันหลังให้พ่อเหมือนคนใจดำ พ่ออาการยังทรงอยู่ เราทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้
จ้างพยาบาลพิเศษเพื่อช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าของคนดูแล
ทุกคนต้องกลับมาทำงาน ฉันก็ต้องมาทำงาน
ปล่อยให้พ่ออยู่ในมือของแพทย์ที่โรงพยาบาลและคู่ชีวิตของเขา


เมื่อวาน ฉันเหนื่อย ปวดหัวหนึบเพราะพักผ่อนไม่พอ
ฝนตกหนักทั้งวัน อากาศเปลี่ยนแปลง ปรับใจและทำหน้าทีให้ดี

เข้าบ้านราว ๆ หกโมงเย็น ฝนหยุด อากาศดี
ไม่เห็นหมอกฝนฟูฟ่องคลุมดอยสีน้ำเงินหน้าบ้านมาพักใหญ่ ๆ แล้ว
รู้สึกเหมือนใจโปร่งสบายไปกับหมอกฝนนั่น
ฉันเปลี่ยนชุด ออกมาวิ่งรอบสระหน้าบ้าน วันนี้วิ่งคนเดียว
คาดว่า ทุกคนกะอารมณ์ฝนไม่ถูก ฝนตกหนักทั้งวันนี่นา


ฉันวิเคราะห์การวิ่งของตัวเองในครั้งหลัง ๆ หรือทั้งปีที่ผ่านมา
สังเกตได้ว่า วิ่งเพซช้าลงและเร่งฝีเท้าไม่ได้ นั่นเพราะเมื่อเราตั้งเป้าหมายจะวิ่งยาว
เราจะต้องเกลี่ยกำลังงานเพื่อจะได้วิ่งให้ครบระยะและไม่บาดเจ็บ

ทำให้สปีดฝีเท้าไม่ได้ ที่เห็นว่าวิ่งช้าลงนั้น เนื่องจาก ฉันอ่านบันทึกการฝึกซ้อมเมื่อสองปีที่ผ่านมาในแต่ละวัน ในระยะเดียวกัน แต่ฉันทำเวลาได้ดีกว่าปีนี้เยอะ

คนที่วิ่ง จะพอเข้าใจว่า เวลาห่างกันเพียงนาที สองนาที การวิ่งจะไม่เหมือนเดิม
แต่จะกลับไปสปีดให้เร็วขึ้น ก็อาจจะวิ่งไม่ถึง ลังเลเหมือนกัน
จึงเข้าใจคำว่า ปเ้าหมายกระเทย ของนักวิ่งท่านหนึ่งเขียนไว้
นั่นเพราะเรามีเป้าหมายในระยะวิ่งไม่เหมือนกัน
เมื่อวิ่งระยะยาว ก็ต้องฝึกซ้อมต่างกับวิ่งระยะสั้น

คาดว่า ปีหน้า อาจจะขอสมัครเป็นลูกศิษย์ครูดิน
เพื่อจะได้ปูพื้นฐานการวิ่งใหม่ทั้งหมด โฟกัสทางใดทางหนึ่ง
จะวิ่งระยะสั้นอย่างเดียวหรือระยะมาราธอนอย่างเดียว
จะได้ฝึกดริลและสตรายด์ การยืดหยุ่นร่างกาย ความแข็งแกร่ง
อยากเริ่มใหม่ทั้งหมด อยากเรียนรู้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้


แต่เย็นนี้ วิ่งสบาย ๆ ไม่ถึงเพซ 7 เพราะตั้งใจจะฟื้นกำลัง
ออกเหงื่อเพื่อจะได้นอนหลับ ฉันเหนื่อยเหลือเกิน
พักเต็มตา จะได้มรฃีแรงคิดเรื่องอื่น ๆ ต่อ



17 พฤษภาคม 2560















วิ่งตั้งแต่ห้าโมงครึ่ง แดดร้อนมาก
อยากวิ่งยาวให้ถึง 18 กิโล แต่มืดเกินไป กลัว
วันนี้วิ่งเพซ 7:06 ยังมีกำลังวิ่งต่อไปอีกได้
เลยจบแค่ 14 กิโลแทน

18 พฤษภาคม 2560

















เสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมา ป่วย นอนซม ลุกไม่ขึ้น
เข้าใจว่าเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน
และเราก็พักผ่อนไม่เต็มที่ ไหนจะเดินทาง เหนื่อย
แต่วันอาทิตย์นั้น เราต้องซ้อมวิ่งยาว 20 กิโล
แต่เราก็ลุกไม่ขึ้น ปวดกล้ามเนื้อ ตาลาย ยืนโคลงเคลง
จนต้องงด และนอนซมไข้ทั้งวัน นอนจนท้องอืด แน่นไปกลางหลัง
คิดว่าน่าจะเกิดจากอาการเครียดลงกระเพาะ ทรมานมากเพราะนอนไม่หลับ
ทั้งที่เพลียมาก ๆ กินยาขับลมเพราะแน่นท้อง เหมือนท้องมีแต่ลม

เช้าวันจันทร์อากาศเริ่มร้อนแต่เช้า และร้อนสาหัสเกือบทั้งวัน
อาการเราก็ไม่ค่อยสร่าง พยายามกินน้ำเกลือแร่พอให้มีแรงเดินไหว
กินอาหารเพื่อจะได้กินยาลดกรด

วันทั้งวัน เทียวไปเทียวมาดูหมาป่วย
คราวนี้หมาอาการหนัก ฉี่ข้นและทรมานมาก เขาร้องเพราะเจ็บหรือร้อน
แต่คิดว่าน่าจะทั้งสองอย่าง อากาศร้อนทำให้เขาทุรนทุราย
เราอาบน้ำ ล้างก้นให้ จะได้นอนสบาย แต่ก็ฉี่เลอะเทอะอยู่ดี
แดดบ่ายทารุณเหลือเกิน ปกติที่บ้านจะมีที่หลบร่มพอเย็นใจ
แต่เขาลุกไม่ไหว เราก็ต้องช่วยกันหามหาที่อยู่ให้เขาสบายขึ้น
เอาน้ำให้กินบ่อย ๆ เช็ดหน้าเช็ดตาให้ เปิดพัดลมเบา ๆ บรรเทาร้อน
วันนี้ร้อนมากกว่าเมษาที่เคยร้อนที่สุด
สำหรับเราไม่มีปัญหาเรื่องนี้หรอก เราไม่ค่อยเดือดร้อนนัก
แต่สงสารหมา แมว ต้องคอยดู เพราะสีตรังก็ตายเพราะอากาศร้อนจัด


ค่ำคืนนี้ คนที่บ้านจะวิ่งพักฟื้น 5 กิโล
ฉันขอตามไปด้วย จะได้ออกเหงื่อบ้าง เผื่อจะมีแรง

ปรากฏว่า แค่ร้อยเมตรแรก ขาสั่น หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม
น้องบุ๋นวิ่งอยู่ข้าง ๆ ปล่อยให้พ่อกับน้องบู๊วิ่งคู่กันนำหน้าไป
ฉันถามลูกว่า วิ่งช้าแบบนี้ วิ่งเป็นเพื่อนแม่เหรอ
ลูกตอบว่า จ่ะ แล้วก็วิ่งไปพร้อม ๆ กัน ตื้นตันใจ
แม้จะเป็นเพียงการซ้อมที่ไม่ได้เพื่อแข่งขันก็ตาม

ฉันพยายามวิ่งไปเรื่อย ๆ ยิ่งวิ่งก็เหมือนพอจะฟื้นกำลัง แต่เหนื่อยแทบตาย
ทั้งที่วิ่งเพซ 8 กว่า ๆ ใจสั่น ขาสั่น แต่ได้ผายลมตลอดทาง
เพราะยาไซเมททิโคนก็เป็นได้ รู้สึกหายแน่นท้อง

นึกถึงคนป่วยที่นอนนาน ๆ คงท้องอืดเหมือนฉันแน่
นึกถึงพ่อที่ยังบอกอะไรไม่ได้ พ่อจะทรมานมาก ถ้าแน่นท้อง

การป่วยไข้ ทำให้ชีวิตปกติไม่ปกติ
ทำอย่างไรจะดูแลจิตใจให้ไม่ผิดปกติ

ฉันคงต้องพักอีกหลายวัน

22 พฤษภาคม 2560


















เมื่อวานมีเวลานั่งดูหนังเรื่อง Midnight's Children ทารกเที่ยงคืน

จำได้ว่า ตอนอ่านหนังสือเล่มนี้ ทรมานมาก ตัวหนังสือเล็กและเยิ่นเย้อ รายละเอียดเยอะสไตล์วรรณกรรมที่ต้องใส่รายละเอียดยิบ ทั้งที่รากวัฒนธรรมของประเทศอินเดียนั้น เต็มไปด้วยเรื่องวรรณะ ความเชื่อ ความยากจน ประวัติศาสตร์ สงคราม และการเมือง ฯลฯ ว่ากันตามจริงแล้ว ไม่มีใครที่จะเขียนทุกสิ่งทุกอย่างได้ภายในหนังสือเล่มเดียว ถึงทำได้แต่ก็ยากมากและหนังสือคงหนาไม่ใช่เล่น

แต่พอมาเป็นหนัง ก็รวบรัดตัดตอนให้เห็นใจความเด่น ๆ สีสันของอินเดียก็เป็นที่ตื่นตาตื่นใจเช่นเคย

เนื้อหาที่น่าสนใจอันดับแรกมุ่งไปที่ทารกที่เกิดตอนเที่ยงคืนพร้อมกันจำนวนหนึ่ง พวกเขาเกิดในวันที่อินเดียประกาศเอกราชจากอังกฤษ เด็กเหล่านี้มีพลังพิเศษสามารถติดต่อกันทางโทรจิตได้ แต่เด็กทั้งหมดมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเรามากน้อยแค่ไหนนั้น ไม่เด่นชัดเท่าเด็กสองคนที่ถูกสลับครอบครัวโดยนางพยาบาลผู้มีแนวคิดตามคู่รักของเธอที่ว่า จะทำให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน เสมอภาคกัน คนรวยกับคนจนจะเท่าเทียมกัน เธอสลับตัวโดยเปลี่ยนทารกของเศรษฐีนักธุรกิจกับทารกของครอบครัวชาวสลัม

ฉันอึดอัดมากเพราะหนังเปิดเผยแต่แรก ทำให้รู้สึกไม่ดีกับซาลีม ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเขา เด็กชายชาวสลัมมาแทนที่ศิวะ ลูกที่แท้จริงด้วยชะตากรรมกำหนดไว้แต่แรกแล้วหรือเพราะโชคช่วยก็ตาม แต่เด็กสองคนก็นิสัยแตกต่างกันลิบลับ

คนที่เปลี่ยนชีวิตของเด็กทั้งคู่ก็ระทมใจไม่แพ้กันเมื่อเห็นความเป็นอยู่ของเด็กทั้งสองคนแทนที่จะรู้สึกสมใจในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องแต่แรก เราไม่ได้มีหน้าที่ไปกำหนดชะตาชีวิตใคร จนเธอต้องเปิดเผยในวันหนึ่งซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ พลิกผันไปจนแก้ไขอะไรไม่ได้ ทำให้เด็กถูกเกลียดชังเข้าไปอีก ไม่ต่างกับชะตากรรมของประเทศที่เปลี่ยนแปลง พลิกโฉมประวัติศาสตร์ รวมทั้งการแบ่งแยกศาสนา แยกประเทศ น่าเห็นใจลูกคนรวยที่โตมาตามยถากรรม เกเรและก้าวร้าว ราวกับบอกว่า เด็กจะดีหรือไม่ดีเพราะสิ่งแวดล้อม ตัวซาลีมเองก็เถอะ อยู่ในสิ่งแวดล้อมดีและได้รับความรักจากแม่มาโดยตลอด เป็นเราก็คงสับสน จากนี้ เขาต้องเร่ร่อนไปในที่ต่าง ๆ เพื่อค้นหาความหมายของคำว่าอิสรภาพและครอบครัว

แต่ชีวิตคนหรือความเป็นมาของชาติก็เป็นแบบนี้ ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์เดียวกันคือความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ามันจะเข้ามาแบบสุภาพหรือพลิกผันแบบเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ตาม ยกเว้นภายใน ควรมีฐานใจอันเข้มแข็ง มีศรัทธาในการมีชีวิต เมื่อเราเกิดจากความรัก เราก็กลับคืนสู่อ้อมกอดของความรักเช่นกัน

เป็นบทสรุปที่ฟังดูเชย ๆ แต่จริง

::

คืนนี้ว่าจะไม่วิ่งเพราะอาการไม่ค่อยดี ไม่มีแรงเลย
อากาศร้อนมากเป็นวันที่สอง ร้อนแทบละลาย
แถมลมไม่กระดิก อากาศอึดอัดมาก

ฉันวิ่งคู่พี่บุ๋น เราวิ่งได้แค่ 4 กิโลก็ต้องจอด
ปล่อยให้สามีกะน้องบู๊วิ่งกันต่อ

บางทีก็ห่วงสุขภาพตัวเองมากกว่าอย่างอื่น
ตอนที่ร่างกายไม่พร้อมก็ต้องพัก
เดินสายกลางบ้างก้ดี
วินัยก็ต้องมีคำว่าสายกลางอยู่เหมือนกัน


23 พฤษภาคม 2560



















เมื่อวานมีเวลานั่งดูหนังเรื่อง Midnight's Children ทารกเที่ยงคืน

จำได้ว่า ตอนอ่านหนังสือเล่มนี้ ทรมานมาก ตัวหนังสือเล็กและเยิ่นเย้อ รายละเอียดเยอะสไตล์วรรณกรรมที่ต้องใส่รายละเอียดยิบ ทั้งที่รากวัฒนธรรมของประเทศอินเดียนั้น เต็มไปด้วยเรื่องวรรณะ ความเชื่อ ความยากจน ประวัติศาสตร์ สงคราม และการเมือง ฯลฯ ว่ากันตามจริงแล้ว ไม่มีใครที่จะเขียนทุกสิ่งทุกอย่างได้ภายในหนังสือเล่มเดียว ถึงทำได้แต่ก็ยากมากและหนังสือคงหนาไม่ใช่เล่น

แต่พอมาเป็นหนัง ก็รวบรัดตัดตอนให้เห็นใจความเด่น ๆ สีสันของอินเดียก็เป็นที่ตื่นตาตื่นใจเช่นเคย

เนื้อหาที่น่าสนใจอันดับแรกมุ่งไปที่ทารกที่เกิดตอนเที่ยงคืนพร้อมกันจำนวนหนึ่ง พวกเขาเกิดในวันที่อินเดียประกาศเอกราชจากอังกฤษ เด็กเหล่านี้มีพลังพิเศษสามารถติดต่อกันทางโทรจิตได้ แต่เด็กทั้งหมดมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเรามากน้อยแค่ไหนนั้น ไม่เด่นชัดเท่าเด็กสองคนที่ถูกสลับครอบครัวโดยนางพยาบาลผู้มีแนวคิดตามคู่รักของเธอที่ว่า จะทำให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน เสมอภาคกัน คนรวยกับคนจนจะเท่าเทียมกัน เธอสลับตัวโดยเปลี่ยนทารกของเศรษฐีนักธุรกิจกับทารกของครอบครัวชาวสลัม

ฉันอึดอัดมากเพราะหนังเปิดเผยแต่แรก ทำให้รู้สึกไม่ดีกับซาลีม ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเขา เด็กชายชาวสลัมมาแทนที่ศิวะ ลูกที่แท้จริงด้วยชะตากรรมกำหนดไว้แต่แรกแล้วหรือเพราะโชคช่วยก็ตาม แต่เด็กสองคนก็นิสัยแตกต่างกันลิบลับ
คนที่เปลี่ยนชีวิตของเด็กทั้งคู่ก็ระทมใจไม่แพ้กันเมื่อเห็นความเป็นอยู่ของเด็กทั้งสองคนแทนที่จะรู้สึกสมใจในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องแต่แรก เราไม่ได้มีหน้าที่ไปกำหนดชะตาชีวิตใคร จนเธอต้องเปิดเผยในวันหนึ่งซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ พลิกผันไปจนแก้ไขอะไรไม่ได้ ทำให้เด็กถูกเกลียดชังเข้าไปอีก ไม่ต่างกับชะตากรรมของประเทศที่เปลี่ยนแปลง พลิกโฉมประวัติศาสตร์ รวมทั้งการแบ่งแยกศาสนา แยกประเทศ น่าเห็นใจลูกคนรวยที่โตมาตามยถากรรม เกเรและก้าวร้าว ราวกับบอกว่า เด็กจะดีหรือไม่ดีเพราะสิ่งแวดล้อม ตัวซาลีมเองก็เถอะ อยู่ในสิ่งแวดล้อมดีและได้รับความรักจากแม่มาโดยตลอด เป็นเราก็คงสับสน จากนี้ เขาต้องเร่ร่อนไปในที่ต่าง ๆ เพื่อค้นหาความหมายของคำว่าอิสรภาพและครอบครัว

แต่ชีวิตคนหรือความเป็นมาของชาติก็เป็นแบบนี้ ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์เดียวกันคือความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ามันจะเข้ามาแบบสุภาพหรือพลิกผันแบบเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ตาม ยกเว้นภายใน ควรมีฐานใจอันเข้มแข็ง มีศรัทธาในการมีชีวิต เมื่อเราเกิดจากความรัก เราก็กลับคืนสู่อ้อมกอดของความรักเช่นกัน

เป็นบทสรุปที่ฟังดูเชย ๆ แต่จริง
ขอบคุณค่ะ :)

::

ยังไม่ค่อยฟื้นไข้ แต่อยากออกเหงื่อสักนิด
อากาศไม่ร้อนเท่าสองวันที่ผ่านมา
ตั้งใจจะวิ่งสักสิบกิโล แต่ค่ำเร็วและเจองูเล็ก ๆ เลื้อยผ่าน
กลัว...พอดีกว่า

ไม่เหนื่อยเลย แต่ปวดท้อง
เพราะกินน้ำเย็นเกินไป ฌรคกระเพาะกำเริบ
ปวดมาอีกครึ่งคืนกว่าจะนอนได้
ต่อไปจะไม่กินน้ำเย็นจัดดับร้อนแบบนี้อีกแล้ว

24 พฤษภาคม 2560














โลกยังมีบางสิ่งที่พิษสงร้ายกว่ายาเบื่อหนูหลายเท่านัก
สิ่งนั้นเรียกว่า ความเกลียดชัง

บนดวงจันทร์ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ


::
ยอมรับว่า อ่านเล่มนี้เกือบไม่จบ กว่าจะอ่านได้ก็หยิบมาหลายครั้ง อ่านไม่ไป ติดขัดอะไรในใจไม่รู้ ไม่สนิทกับตัวหนังสือหรือไม่ใช่เวลา นะ.. อาจจะไม่ใช่เวลาของมัน

ครึ่งเล่มนั้นมีตัวละครสามตัวหลัก ตัวเล่าคือคนที่รอดตายจากการวางยาเบื่อหนู เธอเล่าปฏิกิริยาถูกเกลียดชังจนเห็นภาพ

เธอถูกรังเกียจ ไม่ใช่สิ...คนทั้งอำเภอเกลียดครอบครัวนี้ ทั้งรังเกียจและสร้างบทสนทนาไล่ เด็กเล็กเด็กน้อยก็ไล่นั่นเพราะผู้ใหญ่เอาเรื่องไม่ดีใส่หัวเด็ก ๆ มีแต่คำเสียดสี เยาะเย้ยต่าง ๆ นานา ทำให้คนอ่านอยากรู้ว่าสาเหตุอะไรร้ายแรงถึงถูกเกลียดชังได้ขนาดนี้ เมืองนอกไม่น่ามีผีปอบหรือไล่ปอบเพราะเห็นเป็นตัวกาลกิณีของหมู่บ้าน หรือว่าบ้านเมืองเขาก็มี

เห็นนักอ่านท่านนึง รีวิวไว้สักพารากราฟ ดูน่าสนใจ แต่เป็นแค่เรื่องเริ่มต้นชวนฉงน ยังไม่คลี่คลายใจจนต้องหาคำตอบเอง แต่ก็ยังเคว้งคว้าง 5555

ดวงจันทร์ของฉันอยู่ที่ไหน จะไปโหม่งดวงจันทร์เผื่อจะหายมึน อ่านอีกสักครั้งฉันอาจจะติดปีกไปอยู่บนดวงจันทร์กับสองพี่น้องนี้...

โจนัส ช่วยเล่าให้ป้าฟังที เมี๊ยวววว


::

เช้านี้รับข่าวทั้งดีและไม่ดีของพ่อ
พ่อกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง
แม้จะได้ทำใจไว้แล้ว แต่ในใจก็สงสารพ่อมาก ๆ
ภสวนาให้พ่อพอนั่งได้บ้าง
หายใจเองได้โดยไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจ
ได้แต่สวดมนต์ ส่งใจอวยพรให้พ่อตลอด



จ๊อกกิ้ง 5 กิโล
คืนนี้สมัครแอดมิชชั่นกับลูก
ขอให้เธอสมหวังกับคณะที่เธออยากเรียน

25 พฤษภาคม 2560

















ตื่นตีสี่ วิ่งตีห้า
วิ่งในวันที่ร่างกายและใจไม่สมบูรณ์ ใจผสมความเครียดไว้จนหนักอึ้งแบบไม่รู้ตัว ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องและจุกเสียด ใจสั่น ปวกเปียกและหมดแรง

ฉันรู้จักอาการนี้ดี คุ้นเคยและรักษามาเป็นปี ตอนนั้นเกิดจากการกินอาหารรสจัด แต่ตอนนี้เกิดจากอาการเครียดทั้งที่ทำใจได้ระดับหนึ่ง ครั้นพอคลี่คลายลงบ้าง แต่อาการปวดท้องไม่ทุเลา

ฉันต้องซ้อมวิ่งยาว ไม่มีเหตุให้พักซ้อม จะอ้างว่าเครียดได้อย่างไร แต่หัวใจหนักอึ้ง อ่อนล้า และเป็นสิวหัวช้างเต็มหน้า แต่ก็..นะ ตอนเช้าก็ใจสงบแล้ว รู้ว่าต้องวิ่งตามกำหนด

กิโลแรกก็ไปได้เรื่อย ๆ วิ่งเพซ 8 พยายามเกาะหลังคู่วิ่ง เราไม่ได้ซ้อมวิ่งพร้อมกันนานแล้ว ส่วนใหญ่ ฉันจะวิ่งตอนเย็นคนเดียวทุกวัน

ฉันยังตีคู่ไปเรื่อย ๆ แต่เสียงหายใจของฉันดังรุนแรง หอบและลากขาไม่ค่อยไป กว่าจะก้าวได้แต่ละก้าวแสนยาก ขาหนักและหนืด

เข้ากิโลที่ 5 สามีบอกว่า พักมั้ย ท่าจะวิ่งต่อไม่ไหวแล้ว ฉันได้แต่บอกว่า ซ้อมไปเถอะ เดี๋ยวจะพยายามซ้อมเอง ต่างคนต่างวิ่งละกัน ไม่อยากให้เขาต้องมาหยุดตามเพราะเราไม่พร้อม

ทุกครั้งการวิ่งสองชั่วโมง ฉันจะได้สัก 16-17 กิโล แต่วันนี้เฉื่อยสุด ๆ ทั้งที่พยายามจ๊อกกิ้งตลอด แต่ยกขาแทบไม่ไหว สมาธิอยู่ที่ก้าววิ่งก็จริงแต่ร่างกายมันไม่ไหว ฉันไม่ได้ฝืนให้ทะลุเป้าหมายอะไรหรอก แต่พยายามให้ครบสองชั่วโมง

แต่ละกิโลที่ผ่านไปนั้น ตาพร่ามัว วิ่งไม่มีความสุขเอาเสียเลย ถึงจะเป็นการซ้อม แต่เราก็ต้องจริงจังกับมัน ไม่ใช่เหนื่อยก็งอแง หยุดวิ่ง พักทบไว้วันหลังก็ไม่ได้

วันนี้เป็นวันที่เรียนรู้อีกครั้งแล้วว่า หากเรายังโศกเศร้าเรื่องใดหรือยังไม่ปล่อยวางความตึงเครียดนั้น การออกเหงื่อไม่ได้ช่วยอะไร ร่างกายไม่ไหวก็คือไม่ไหว มันอาจจะขับเคลื่อนไปได้ แต่ไม่มีประสิทธิภาพ ใจอย่างเดียวก็ไปไม่ไหว

จบลงที่ 14 กิโลแบบไม่ค่อยดี โชคดีที่การวิ่งอยู่ในโซน 1 ตลอด 2 ชั่วโมง ไม่เหนื่อยแต่วิ่งไม่ไหว ก้าวขาไม่ออก


ฉันต้องวางเรื่องการป่วยของพ่อลงบ้าง เราทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางอย่างก็ต้องแก้ไขไปแต่ละวัน เครียดก็ทำอะไรกว่านี้ไม่ได้ นอกจากเครียดลงกระเพาะและป่วย ช่วยเหลืออะไรใครไม่ได้ เป็นภาระของคนข้าง ๆ อีก

สองวันมานี้ ร้องไห้จนเหมือนน้ำตาจะหมดตัวแล้ว ร้องไปทำไม เหนื่อยกว่าวิ่งเสียอีก


28 พฤษภาคม 2560























มีโอกาสกลับมาอ่าน 1Q84 ทั้งสามเล่มอีกรอบอย่างต่อเนื่อง (รอบนี้อ่านช้ามาก อ่านเป็นอาทิตย์ แต่รอบแรก ต้องรอเล่มสามสักพักกว่าจะได้อ่าน) ยังชอบมากเหมือนเดิมและชอบเล่ม ๓ น้อยกว่าสองเล่มแรกเหมือนเดิม อาจจะไม่ชอบตอนจบแบบนี้ ใครคงคิดว่า ชอบแบบไหน เธอก็เขียนเองสิ นักเขียนไม่ได้มีหน้าที่ตามใจผู้อ่าน

จริงนะ...ไม่ได้ตำหนิอะไร แต่ช่วงที่อ่าน ก็แหงนดูพระจันทร์เผื่อจะเห็นเป็นสองดวง

เป็นนวนิยายเรื่องหนึ่งของมูราคามิที่ประทับใจมากจากหลาย ๆ เรื่องที่อ่านมา (บอกใครเนี่ย) เพราะคำว่ารักเลยทีเดียว

เสียดายอย่างเดียว หาคำผิดไม่เจอทั้งสามเล่ม (สุดยอดมาก) ขอบคุณค่ะ

::

วิ่ง 5 กิโล
วิ่งไม่ค่อยออกเหมือนเดิม
วิ่งจบ ฝนตกต่อ

29 พฤษภาคม 2560















เย็นนี้อากาศร้อนมาก ๆ แต่ก็ซ้อมวิ่งอยู่ อยากให้กำลังอยู่ตัว
ปีที่แล้ว วันนี้ วิ่ง 26 k ที่กว๊านพะเยา จำได้ว่า เกิดอาการเลือดจะไปลมจะมากิโลที่ 25
อาการนี้ไม่ใหม่เพราะช่วงที่ซ้อมเจออาการวูบแบบนี้บ่อยมาก บางทีกิโลที่ 9 บางทีกิโลที่ 15 จะหน้ามืดและไปต่อไม่ได้เลย ปีที่แล้วเจออาการวูบบ่อยมาก หรือเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงร่างกาย

ปีนี้ระมัดระวังมาก เพราะลงวิ่งยาวทั้งนั้น เมื่อตกลงปลงใจ เป้าหมายชัดเจนก็ต้องซ้อมให้อยู่ตัวแลพยายามจัดเวลาซ้อมให้ใกล้เคียงระยะจริง

เราไม่วิ่งระยะ 10 k ตามงานเหมือนเคย ได้แต่ติดตามบรรยากาศจากงานต่าง ๆ

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อน ๆ ลงวิ่งงาน Sumsung 10 k กันเยอะ ดีใจที่เพื่อนฝูงหันมาออกกำลังกายและมีกิจกรรมคล้าย ๆ กับเรา ยิ่งวิ่งกันทั้งครอบครัว เรายิ่งดีใจ

เห็นคลิปหนึ่งในงานซัมซุงคือ อาการของคนใช้ถนนที่ไม่พึงใจกับพวกที่ออกวิ่งและใช้เส้นทางเดียวกับพวกเขา ถนนเป็นของรถเท่านั้น พวกแกจะวิ่งก็ไปวิ่งกันที่อื่น

แต่ก่อนงานวิ่งไม่บูมขนาดนี้ เช้าวันอาทิตย์ที่เคยถนนโล่งและเหมาะกับการวิ่งกลับกลายเป็นวันที่รถติดแบบไม่มีวันหยุด

วิ่งกันไปทำไม กับ ทำไมไม่ออกมาวิ่ง

ยังเป็นความคิดเห็นแตกแยกแตกต่างที่ไม่นาน ก็คงต้องตระหนักร่วมกัน อาจจะเหลือแค่งานหลัก ๆ ปีละครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น

เราอยู่บ้านนอก อาจจะไม่คิดอะไรมาก เพราะเราวิ่งที่ไหนก็ได้ ขอเพียงแต่จัดการเอาตัวเองออกมาวิ่งได้ก็พอ

แต่ฉันชอบงานวิ่งนะ เพียงแต่ไปไม่ได้เท่านั้นเอง ขอให้มีทางออกที่ดีสำหรับทุกคน


เย็นนี้วิ่งเพซ 7 นิด ๆ ตั้งใจจะวิ่งเพซ 7 เป๊ะ แต่แรงไม่ถึง วิ่งอยู่คนเดียวทุกวัน โชคดีที่เป็นคนไม่สนโลก อยากทำอะไรก็ทำ คนทางนี้ยังอายที่จะทำอะไรแแบบนี้อยู่ กลัวคนทักถาม อายที่คนอื่นจะรู้ว่ามาออกกำลังกาย ต้องหาเพื่อนซึ่งฉันข้ามทุกอย่างตรงนี้ไปแล้ว มัวแต่คิดว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไรก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี ทำอะไรทุกวัน เขาก็จะชินตาไปเองและเลิกถาม แค่นั้นจริง ๆ

เราควรจะใส่ใจว่าเราต้องการอะไรมากกว่าคนอื่นจะคิดกับเราอย่างไร




8 กิโล 57 นาที
30 พฤษภาคม 2560





















Create Date : 05 พฤษภาคม 2560
Last Update : 31 พฤษภาคม 2560 8:58:38 น.
Counter : 537 Pageviews.

1 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณอุ้มสี

  

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
เนินน้ำ Travel Blog ดู Blog
ภูเพยีย Diarist ดู Blog

มอร์นิ่งแวะมาอ่านค่ะ
โดย: อุ้มสี วันที่: 5 พฤษภาคม 2560 เวลา:9:24:52 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13



ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]