1 วันที่ราชบุรี ตอนที่ 1


ตอนวางแผนว่าจะไปเที่ยวราชบุรีกัน นุ้ยและเพื่อนๆ ก็คิดว่าอยากจะไปแบบชิลๆ นั่งรถไฟไปเรื่อยๆ แต่พอวางแผนแล้วก็คิดว่าไปเที่ยวได้ไม่ครบตามที่ตั้งใจแน่ๆ กว่าจะไปแต่ละที่คงหารถสาธารณะลำบาก สุดท้ายก็ต้องขับรถยนต์กันไป ถ้าการเดินทางด้วยรถสาธารณะบ้านเราสะดวกและรวดเร็วก็คงจะดีกว่านี้นะคะ

นุ้ยเริ่มเดินทางกันตั้งแต่ 8 โมงเช้าของวันอาทิตย์ ใช้บริการ Google map นำทางไป จุดหมายแรก คือ พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดขนอน เสียดายที่ไม่ได้ไปชมการแสดงหนังใหญ่ด้วยซึ่งจะมีทุกวันเสาร์ เวลา 10.00 น. สำหรับพิพิธภัณฑ์ จะเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8.00-17.30 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม (แต่จะมีตู้บริจาคสำหรับผู้ที่อยากจะช่วยสนันสนุนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้คงอยู่ต่อไปนะคะ) เมื่อเข้าไปในบริเวณวัด จะเจอโรงมหรสพหนังใหญ่อยู่ทางซ้ายมือค่ะ



สร้างเมื่อปี 2461 ใกล้จะครบร้อยปีแล้วนะคะ



พิพิธภัณฑ์เป็นอาคารเรือนไทยที่ร่มรื่นมากค่ะ








วันนี้ไม่ได้ดูการแสดง ก็หยอดตู้ชมแบบนี้ก่อนก็ได้นะคะ



ด้านในพิพิธภัณฑ์











สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงมีพระราชดำริให้ทางวัด ช่วยอนุรักษ์หนังใหญ่ทั้ง 313 ตัว และจัดทำหนังใหญ่ชุดใหม่ขึ้น





ก่อนกลับแวะไหว้พระก่อนนะคะ









ตอนนี้กำลังมีการบูรณะภาพเขียนในโบสถ์อยู่ค่ะ



ลายแบบนี้นุ้ยไม่เคยเห็นที่อื่นนะคะ



วัดขนอน มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการอนุรักษ์หนังใหญ่ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทางวัดได้ร่วมกับภาครัฐและเอกชน ในการนำหนังใหญ่ วัดขนอนไปแสดงเผยแพร่ยังที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้วหลายครั้ง ในปี พ.ศ.2532 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีองค์อุปถัมภกมรดกไทยทรงเห็นคุณค่าในการแสดง และศิลปะหนัง ใหญ่ทรงมีพระราชดำริให้ทางวัด ช่วยอนุรักษ์หนังใหญ่ทั้ง 313 ตัว และจัดทำหนังใหญ่ชุดใหม่ขึ้น แสดงแทน โดยมีมหาวิทยาลัยศิลปากรรับผิดชอบงานช่างจัดทำ หนังใหญ่ทั้งหมด ได้นำหนังใหญ่ชุดใหม่ที่สร้างนี้ ทูลเกล้าถวาย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2538 ณ โรงละครแห่งชาติ และทรง พระราชทานให้ทางวัดขนอน นำมาใช้ ในการแสดงต่อไป ปัจจุบันทางวัดได้จัดพิพิธภัณฑ์สถานแสดงนิทรรศการหนังใหญ่ เปิดให้ประชาชนและผู้สนใจ เข้าร่วมชมศึกษา พร้อมทั้งการสาธิตการแสดงหนังใหญ่ ตลอดจนการฝึกเยาวชนให้เรียนรู้และสืบทอด ศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ครบทุกกระบวนการ เพื่อสนองโครงการตามพระราชดำริในสมเด็จ พระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีสืบต่อไป ข้อมูลจาก //www.paiduaykan.com/76_province/central/ratchaburi/watkhanon.html



Create Date : 22 มิถุนายน 2559
Last Update : 22 มิถุนายน 2559 14:40:08 น.
Counter : 594 Pageviews.

4 comment
ลุยดินแดน วงแหวนแห่งไฟ ลมหายใจแห่งเทพเจ้า ตอนที่ 3




คืนวันที่ 15 เมษายน พวกเราตื่นกันตั้งแต่เที่ยงคืนครึ่งค่ะ รีบลุกขึ้นมาแต่งตัวเตรียมขึ้นรถไปคาวาอิเจ้นซึ่งจะมารับพวกเราตอนตี 1 ที่โรงแรมเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว เป็นกาแฟ ขนมปังทาเนย 1 คู่ และไข่ต้ม แต่ตอนนั้นกินไม่ลงค่ะ เลยพยายามฝืนใจกินไข่ต้มและกาแฟไปจะได้พอมีแรงเดินขึ้นเขา

พอไปถึงที่ทำการอุทยานอีเจน-เมราปิมาลัง เราต้องใช้บริการไกด์ท้องถิ่นค่ะ ค่าบริการของพวกเรารวมอยู่ในแพคเกจกับค่ารถแล้ว แต่น้องคนไทยที่มากันเองบอกว่าค่าไกด์ (250,000 Rp.) ไกด์บอกว่าวันนี้คนไทยมาเที่ยวเยอะมาก ไกด์ของพวกเราชื่อฮาร์ดี้ น่ารักมากช่วยถือของให้กับพี่ๆ ที่เดินไม่ค่อยไหวตลอดทาง เราเริ่มเดินขึ้นเขากันตอนประมาณตี 2 ใครจะไปอย่าลืมไปฉายเลยนะคะสำคัญมาก เพราะทางมืดมาก ยิ่งตอนลงเหมืองไม่มีไฟฉายนี่จบเลยเดินลำบากแน่ๆ เดินๆ ไปแทบไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นระทางแค่ 3.8 กิโล นุ้ยรู้สึกว่ามันไกลมากๆ ปากปล่องอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,300 เมตร ตอนเดินขึ้นเขาก็เหนื่อยแทบขาดใจแล้วนะคะ พอมาถึงปากทางลงเหมืองนี่นุ้ยแทบลมจับเลยทีเดียว ทางลงเหมืองลึกมาก ไกลมาก และมืดมาก เห็นแต่ดวงไฟเล็กๆ สุดลูกหูลูกตา ใจก็คิดว่าไม่ไหวแน่ๆ กลัวมากๆ ค่ะ รู้สึกว่า 2 ข้างทางเดินมีแต่เหว

แต่เมื่อคนอื่นไปได้ เราก็ต้องไปได้ (มั้ง) ก็ค่อยๆ พยายามไต่ลงไปใช้ทั้งมือทั้งขา ไฟฉายก็ต้องถือ ขาตั้งกล้อง กระเป๋า น้ำตาจะไหล ช่วงไหนที่คนเดินขาดช่วงนุ้ยก็จะหยุดก่อน เพราะไม่รู้จะไปทางไหน รอให้มีกลุ่มคนเดินมาแล้วค่อยตามเค้าไป ส่วนไกด์เราดูแลพี่อีกคนที่เดินไม่ค่อยไหวอยู่ไกลๆ โน่นค่ะ แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็น่ารัก จะคอยบอกว่าเดินตรงไหน เหยียบตรงไหน กว่าจะไปถึงข้างล่างนุ้ยรู้สึกว่ามันยาวนานเหลือเกิน พอใกล้ๆ จะถึงบริเวณปล่องก็มีไกด์ของกรุ๊ปอื่นบอกว่า blue fire ใกล้จะดับแล้ว เหลือเวลาอีกแค่ประมาณ 10 นาที นุ้ยก็รีบบอกเพื่อน แล้วก็รีบเดินไป แต่ยังไปไม่ถึงหรอกค่ะ เห็นคนเยอะมากที่ตั้งขาก็ไม่มี ก็ลองส่องจากไกลๆ ก่อน 

ได้มาแค่นี้เองค่ะ พอคิดว่าจะขยับขยายที่ก็ไม่ทัน พายุควันตลบลงมาเสียก่อน ดีว่าเคยอ่านที่เค้ารีวิวกันมาบ้างแล้ว เลยรีบนั่งลงกับพื้น แล้วเอาหน้ากากมาครอบทับผ้าปิดจมูกอีกที แต่ก็เอาไม่อยู่นะคะ สำลักแทบแย่เหมือนกัน พอควันเริ่มจางเงยหน้าขึ้นไป blue fire ก็หายไปแล้ว ฮือๆๆ ตรงจุดที่พี่เค้านั่งอยู่ คือจุดที่ blue fire เคยลุกโชติช่วง แอบอิจฉาตะหงิดๆ เค้าคงได้รูปไฟสวยๆ ไปด้วย

 บริเวณปากปล่องที่เค้าทำเหมืองกำมะถัน

รูปที่ไกด์ท้องถิ่นถ่ายให้จากกล้องของเพื่อนนุ้ย

ถ่ายๆ กันอยู่ก็ต้องหนีเป็นพักๆ

ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวที่ไปก็จะถ่ายภาพคนแบกกำมะถันขึ้นมาจากเหมือง แต่พวกนุ้ยไม่เจอเลยนะคะ เจอแต่ตะกร้าตากอยู่ระหว่างทาง ไม่รู้ว่าเค้าขนกันตอนไหน นุ้ยเดินกันของนิดเดียวยังแย่ พี่ๆ เค้าขนกำมะถันหนักหลายๆ กิโลกันได้ยังไงเนี่ย 

ถ่ายรูปเล่นกันสักก็ได้เจอพี่ๆ เค้าแบกกำมะถันขึ้นมาแล้วค่ะ มีแค่รองเท้าบู๊ตยางแต่สามารถเดินขึ้นลงเหมืองได้โดยแบกของหนักๆ พวกเราสู้ไม่ได้จริงๆ 

พอควันเริ่มจางเราก็ได้เห็นทะเลสาบที่อุมไปด้วยกรดกำมะถันแล้ว สีสวยมากเลยนะคะ

เห็นทางกลับแล้วก็คิดในใจ เมื่อคืนลงมาได้ยังไง

หนทางอีกไกล แสนไกล

ดีที่มีวิวสวยๆ ค่อยช่วยปลอบใจ

ไม่รู้ว่าธรรมชาติสร้างสรร หรือเพราะฝีมือมนุษย์นะคะ

เห็นธรรมชาติบ้านเค้าแล้วก็พอทำให้หายเหนื่อย

สำหรับใครที่เดินไม่ไหว เค้ามีบริการรถแท๊กซี่ด้วยนะคะ ราคาแล้วแต่จะต่อรองกัน

มีเบอรี่ให้ชิมระหว่างทาง

เพื่อนร่วมกรุ๊ปก็ตาไว เห็นค่างจากยอดไม้ไกลๆ

ที่มาเล่นกันใกล้ๆ ก็มีนะคะ แต่ถ่ายรูปไม่ทัน มาเร็วเคลมไวมาก ระหว่างทางทีร้านกาแฟให้นั่งพักด้วย ก็จะเป็นกาแฟ 3 in 1 มีกาแฟขาว กาแฟดำ ที่อินโดนีเซียไม่ว่าจะไปที่ไหน กาแฟแก้วละ 5,000 Rp. เท่ากันหมดค่ะ ไม่ได้ขึ้นราคาเพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบบ้านเรา (ยกเว้นในที่พักนะคะ) นุ้ยกลับมาถึงรถกันเวลาประมาณ 9.30 น. ขนาดว่านุ้ยเข้าฟิตเนสและวิ่งวันละ 5 กม. เตรียมตัวมาเป็นเดือนๆ ก่อนเดินทางมายังแย่เลยค่ะ ปวดขาไปตามๆ กัน ถ้าจะกลับมาแก้มืออีกที คงต้องเตรียมตัวให้พร้อมกว่านี้ ออกจากอิเจ้นเราก็เดินทางต่อไปโบรโม่ค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ




Create Date : 25 เมษายน 2559
Last Update : 25 เมษายน 2559 14:29:54 น.
Counter : 396 Pageviews.

3 comment
ลุยดินแดน วงแหวนแห่งไฟ ลมหายใจแห่งเทพเจ้า ตอนที่ 2


เนื่องจากเราไปถึงที่พักเช้ามาก ทำให้ยังเข้าห้องพักไม่ได้ค่ะ แต่จะไปไหนก็ไม่มีแรง ต้องขอเติมพลังกันก่อน เมนูอาหารเช้าของที่พักมีให้เลือกไม่มากมายนัก แถมเป็นภาษาอินโดนีเซีย ดีที่เราเตรียมข้อมูลกันมาบ้างเลยพอจะเดาออกว่าแต่ละอย่างคืออะไร

เพื่อนๆ นุ้ยสั่งหมี่กัน ส่วนนุ้ยขอลองอาหารแปลกๆ บ้าง เค้าบอกว่าเป็นไก่ ผัก และน้ำพริก ชื่อว่า lalapan ราคาจานละ 25,000 Rp. (10,000 Rp.=26.50 บาท) นุ้ยชอบนะคะ น้ำพริกเผ็ดๆ กับผักลวก ไก่ทอด อร่อยค่ะ

กาแฟ ซัดซะเต็มอึก ปรากฏว่ามีกากค่ะ ไปอีกหลายๆ ที่ก็จะเจอกาแฟแบบนี้แทบตลอดทริป จะมีแต่ 3 in 1 ที่ไม่มีกาก

อิ่มแล้วเดินทางต่อไป Kawah Wurung ค่ะ

อากาศดีมากๆ ค่ะ สดชื่น หนาวเย็นนิดๆ 

น้องๆ กลุ่มนี้เป็นคนไทยค่ะ ช่วงนี้คนไทยมาเที่ยวเยอะมากๆ ไปที่ไหนก็เจอ

ดูเป็นภูเขาธรรมดาๆ แต่นุ้ยเห็นภาพมุมสูงจากอินเตอร์เน็ต เค้าจะมีปากปล่องอยู่ด้านบนด้วยค่ะ

ชมวิวรอบๆ กันนะคะ


รถมอเตอร์ไซด์ที่นี่จะติดป้ายทะเบียนที่หน้ารถด้วยค่ะ

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่กันพอสมควรจนได้เวลาเช็คอินเข้าที่พัก 

ห้องพักมีเฟอร์นิเจอร์ไม่กี่ชิ้น แต่ก็ไม่มีปัญหาพวกนุ้ยไม่ค่อยได้อยู่ในห้องกันสักเท่าไหร่

มีสระว่ายน้ำด้วยนะคะ

เช็คอินกันเรียบร้อยน้องฝนก็มาเลยค่ะ ตกๆ หยุดๆ กันอยุ่หลายรอบ เราจึงต้องพึ่งอาหารจากที่พักอีกหนึ่งมื้อ เมนูเดิม แต่ขึ้นราคาเป็น 35,000 Rp. ที่นี่ราคาอาหารขึ้นตามเวลาค่ะ มื้อเย็นขึ้นเป็น 65,000 Rp. โชคดีที่ช่วงเย็นมีร้านอาหารในหมู่บ้านเปิดเราจึงได้กินอาหารราคาถูกหน่อย เมนูเดิมๆ นี่แหล่ะค่ะ เค้ามีขายกันอยู่แค่นี้แต่ราคาร้านในหมูบ้านจานละ 15,000 Rp. เท่านั้น 

พอเราเห็นว่าฝนคงจะหยุดตกแน่นอน เราก็เดินทางไปน้ำตกกันค่ะ Blawan Waterfall ด้วยความอยากเดินชมหมู่บ้านเลยบอกคนขับรถว่าไม่ต้องไปส่ง เราจะเดินไปกันเอง ระยะทางก็แค่ 1 กม. เดินพ้นหมู่บ้านไปแค่นิดเดียวฝนก็กระหน่ำตกมาเลยค่ะ จนเราต้องเข้าไปหลบฝนที่บ่อน้ำร้อน

ฝนซาก็เดินทางต่อค่ะ ที่นี่ไม่ค่อยมีป้ายบอกทาง ก็เดินหลงๆ กันไปบ้าง จนคุณลุงที่เก็บค่าเข้าต้องเรียกบอกว่าเราไปผิดทาง เค้าเก็บพวกเรา 10,000 Rp. เจอน้องคนไทยที่น้ำตก มากัน 2 คน น้องบอกอ่านรีวิวเห็นว่าเสียคนละ 2,000 Rp. แต่น้องก็โดนเก็บ 10,000 Rp. สรุปแล้วเข้าเป็นกลุ่มคุ้มกว่านะคะ ที่นี่ไม่มีใบเสร็จซะด้วยสิ หลังจากผ่านด่านเก็บเงิน เราก็เดินวนไปวนมากันค่ะ เดินๆ ไป เหมือนจะไม่มีทางไปต่อก็เดินย้อนกลับออกมา จนมาเจอทางนี้

เดินไปจนสุดทางก็เจอบันไดลิงให้ปีนลงไปข้างล่าง ซึ่งลึกมาก ฝนตกๆ เจอบันไดไม้ไผ่นุ้ยถอดใจเลยค่ะ นุ้ยเองก็ไม่รู้จะลงไปรอดมั้ย ยิ่งกรุ๊ปเรามีเด็กยิ่งไม่น่าเสี่ยง ก็เดินคอตกกันกลับออกมา ดีที่มาเจอคนงานกำลังทำทางถึงได้ถามเค้า ปรากฏว่าน้ำตกไม่ได้เข้าทางนี้ค่ะ ต้องไปทางที่เราหาทางไปต่อไม่เจอนั่นแหล่ะ ทางเดินมันหักมุมเข้าเราเลยไม่เห็นทางกัน แล้วเค้าก็อาสาพาเราไปที่น้ำตก 

น่าอิจฉาเค้านะคะ ตอนนี้บ้านเรากำลังน้ำแล้งเลย แต่ที่อินโดนีเซียน้ำเยอะมาก ช่วงระหว่างทางก็จะมีบ่อน้ำร้อนเล็กๆ ซึ่งไหนต่อมาจากบ่อใหญ่ที่อยู่ในทางที่เราเดินไปเจอบันไดลิง

เดินกันเหนื่อยเหมือนกันนะคะ

สีน้ำน่ากลัวจังเลยนะคะ

พวกเราคิดไว้ว่าจะซื้อน้ำจากในหมู่บ้านไปตุนไว้ดื่มพรุ่งนี้ ราคาคงจะถูกกว่าที่โรงแรม ปรากฎว่าที่หมู่บ้านไม่มีน้ำดื่มขายนะคะ ตระเวณกันอยู่หลายร้านเหมือนมีแต่ขนม ที่เป็นคาเฟ่ก็ปิดทั้งนั้น ไม่รู้ว่าเค้าเปิดกันตอนไหน

มัสยิดประจำหมู่บ้าน

โรงเรียน

หมู่บ้านเค้าน่ารักนะคะ

แต่ละบ้านก็จะมีผักสวนครัวหน้าบ้าน แต่ก็จะเป็นแบบนี้เฉพาะบ้านที่อยู่ริมถนนนะคะ บ้านที่อยู่ในซอยด้านหลังไม่สวยงามขนาดนี้ 

ได้เวลาชิมขนมประจำท้องถิ่นซึ่งไม่รู้ว่าชื่ออะไร เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง รู้แบบนี้น่าจะพาคนขับรถมาด้วยจัง

น้ำพริกที่นุ้ยชอบทำมาจากพริก เกลือ และผงชูรส 555 มิน่าผมร่วงเยอะเชียว

เวลาจะกินก็เอาขนมมาจิ้มกับน้ำพริก อร่อยดีนะคะ นุ้ยแย่งเพื่อนกินซะเยอะเชียว ชิมขนมกันเสร็จก็เดินกลับไปที่พัก พอเจอราคาอาหารก็เดินกลับมาหาร้านอาหารในหมู่บ้าน อิ่มก็เตรียมตัวนอนแต่หัวค่ำเลยค่ะ เพราะรถจะมารับพวกเราไปอิเจ้นเวลาตี 1

แหะ แหะ บล๊อคนี้ยาวมากเลย สำหรับวันที่ 2 บนแผ่นดินอินโดนีเซียนุ้ยขอยกไปไว้ในตอนที่ 3 นะคะ

ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ




Create Date : 21 เมษายน 2559
Last Update : 21 เมษายน 2559 17:14:57 น.
Counter : 706 Pageviews.

2 comment
ลุยดินแดน วงแหวนแห่งไฟ ลมหายใจแห่งเทพเจ้า ตอนที่ 1


สวัสดีค่ะ ช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นวันหยุดยาวนุ้ยก็ได้เวลาออกเที่ยวอีกแล้วนะคะ เมื่อก่อนก็จะไปตามต่างจังหวัดบ้าง ไปประเทศลาวบ้าง แต่จากครั้งล่าสุดที่ผจญรถติดบนถนนยาวนานก็เข็ดเลยค่ะ ขอหนีไปทางเครื่องบินบ้างแล้วกัน จุดหมายปลายทางของทริปนี้อยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย

จริงๆ แล้ว กลุ่มนุ้ยเคยวางแผนจะไปที่นี่ตั้งแต่เมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อน แต่ก็โดนสายการบินยกเลิกเส้นทาง จากนั้นก็มีข่าวเครื่องบินตกเรื่อยมา สมาชิกก็ถอนตัวกันไป กว่าจะลงตัวก็ปีที่แล้วเลยจัดการจองตั๋วล่วงหน้ากันแบบยาวนานเพื่อความประหยัดค่ะ (ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับประมาณ 3,800 บาท ไม่รวมค่าโหลดกระเป๋า) แต่มีเวลานานก็ดีตรงที่เรามีเวลาเตรียมตัวหาข้อมูลกัน พอถึงช่วงเวลาที่ใกล้ๆ จะเดินทางเราก็ต้องมาเจอปัญหาการเปลี่ยนเวลาของสายการบินอีกรอบ ก็ต้องทำใจและปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางกันใหม่ ทริปนี้เหนื่อยตั้งแต่ก่อนเดินทางไปเลยนะคะ

พวกนุ้ยออกเดินทางกันวันที่ 13 เมษายน 2559 เวลา 15.30 น. ไปถึงสนามบินสุราบายาเวลาประมาณทุ่มครึ่ง ใครจะเดินทางไปพอลงจากเครื่องไปต้องรีบไปแย่งกันเข้าห้องน้ำจุดแรกนะคะ เพราะสนามบินนี้ห้องน้ำเยอะมาก ตลอดทางเลื่อนเข้าสนามบินจะมีห้องน้ำประมาณ 4-5 จุด สนามบินสะอาดและใหม่มากค่ะ แอบอายสนามบินดอนเมืองบ้านเราเลย ตอนนี้ห้องน้ำที่ดอนเมืองสกปรกและไม่เพียงพอมากๆ จะเข้าแต่ละครั้งต้องต่อคิวกันยาว ที่สนามบินมี Free WIFI ด้วย วิธีการเข้าก็จิ้มๆ ตามปุ่มที่ขึ้นมาให้เข้าเครือข่ายนั่นแหล่ะ (ไม่มีภาษาอังกฤษค่ะ) ที่สนามบินนี้เค้าจะไม่ให้คนที่ไม่ได้เดินทางเข้ามานะคะ จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วเครื่องบินที่ประตูเลย ถ้านัดรถมารับต้องเดินออกมาหาเค้าที่ด้านนอกเลยค่ะ 

ที่อินโดนีเซียสูบบุหรี่กันหนักมากค่ะ ออกมาจากสนามบินปุ๊บเจอมวลบุหรี่หนาแน่นมาก เล่นเอาหายใจแทบไม่ออกกันเลยทีเดียว มาถึงปุ๊บก็เจอปัญหาปั๊บ คนขับรถที่เราคุยไว้เค้าไม่มาด้วยตัวเองค่ะ ส่งคนอื่นมาแทนซึ่งสื่อสารภาษาอังกฤษได้น้อยมาก ตอนนั้นกลัวโดนหลอกก็กลัวเพราะพวกเรามีแต่ผู้หญิงและเด็ก มืดก็มืด แถมคุยกันก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องใช้ทักษะการสื่อสารทุกอย่างเลยค่ะ บอกให้พาพวกเราไปร้านอาหาร ก็ขับรถนานมากไม่ได้กินซักทีเราเลยตกลงที่จะซื้ออาหารในซุปเปอร์มาร์เก็ตมารองท้องแทน เห็นซุปเปอร์อยู่ข้างทางก็ชี้ให้จอดเลยค่ะ ของที่อินโดฯ ราคาไม่แพงนะคะ พอๆ กับบ้านเราเลย

ได้อาหารแล้วทีนี้ก็ต้องการซิมการ์ดค่ะ เผื่อว่าพวกเราหลงกันจะได้ติดต่อกันได้ เวลาล่วงไปจนเกือบเที่ยงคืนจนพวกเราตัดใจเค้าก็จอดข้างทาง ตอนนั้นกลัวนะคะ นึกว่าโดนหลอกมาปล้น 555 เค้าพามาร้านมือถือค่ะ ปัญหาเกิดเลย เจ้าของร้านสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้เลย คนขับรถก็งูๆ ปลาๆ เราใช้เวลากันเกือบครึ่ง ชม. เพื่อซื้อซิมการ์ด (ตอนนั้นขำมากกว่าจะหงุดหงิด ต้องเดาเอาว่าเค้าต้องการจะบอกอะไรเรา) ที่นี่ไม่มีที่ตัดซิมเป็นชิ้นเล็กสำหรับใส่ iphone 5 นะคะ ท้องอิ่ม มีซิมการ์ดแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลานอนค่ะ หลับๆ ตื่นๆ ไปตลอดทาง จนถึงจุดชมวิวก่อนถึงที่พักเค้าก็จอดให้พวกเราเก็บแสงเช้ากันประมาณตีสี่กว่าๆ อ้อ! ที่หมายแรกของพวกเราคือ คาวาอีเจ้น  และบริเวณใกล้เคียงค่ะ 

อากาศที่นี่ค่อนข้างเย็นมากเลยค่ะ นุ้ยกะไว้ว่าคงไม่เย็นเท่าไหร่เลยเอาเสื้อกันหนาวแบบบางไปตัวเดียว ยืนถ่ายรูปถึงกับสั่นเลย

ที่นี่สว่างเร็วมากค่ะ ตีห้าครึ่งฟ้าก็สว่างโร่แล้ว

ฟ้าสว่างแล้วได้เวลาเดินทางไปที่พักค่ะ .....




Create Date : 21 เมษายน 2559
Last Update : 21 เมษายน 2559 17:12:58 น.
Counter : 114 Pageviews.

0 comment
พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง บ้านคุณลุงสุชาติ ทรัพย์สิน


ลุงสุชาติ ทรัพย์สิน เป็นศิลปินหนังตะลุงและช่างทำรูป หนังตะลุงฝีมือดีเยี่ยมของเมืองนครศรีธรรมราช ที่ริเริ่มและสืบทอดวัฒนธรรมการ ทำตัว หนังตะลุง รวมไปถึงการเชิดหนังตะลุงจนที่เป็น ที่ยอมรับในระดับชาติ และนานาชาติ ทั้งยังทำนุบำรุงความเป็น ไทยคงใช้เครื่องดนตรีไทยที่เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติไทย โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นศิลปินท้องถิ่นผู้ซึ่งได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (ไทยแลนด์ทัวริสซึ่มอวอร์ด) ประจำปี 2539 รางวัลดีเด่นประเภท วัฒนธรรมและโบราณสถาน บ้านหนังตะลุงสุชาติเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายตัวหนังตะลุงและหนังใหญ่ อีกทั้งยัง มีการแสดงในลักษณะสาธิตในบริเวณบ้านหนังตะลุง นอกจากนี้ยังได้แบ่งพื้นที่เพื่อจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน และพิพิธภัณฑ์หนังตะลุงนานาชาติ...ข้อมูลจาก //www.paiduaykan.com/76_province/south/nakhonsithammarat/nangtalung.html 

บ้านคุณลุงสุชาติอยู่บริเวณตัวเมืองนะคะ ไม่ไกลจากวัดพระมหาธาตุเท่าไหร่ ภายในค่อนข้างร่มรื่นนะคะ มีต้นไม้เยอะเชียว 

อาคารหลังแรกจะเป็นที่ขายของที่ระลึกและสาธิตการทำหนังตะลุงค่ะ

 สินค้าราคาไม่แพงค่ะ นุ้ยยังซื้อมาฝากเพื่อนๆ หลายชิ้นเลย

สาธิตการทำหุ่นหนังตะลุง จะมากี่คน พี่เค้าก็ยินดีจะอธิบายและสาธิตให้ชมนะคะ ตอนนุ้ยเข้ามามากันแค่  2 คน ทั้งพี่สาว ซึ่งเป็นลูกของคุณลุงสุชาติและคุณแม่ซึ่งเป็นภรรยาก็เข้ามาอธิบายและตอบคำถามต่างๆ ให้กับพวกเราสองคนฟัง

พี่เค้าบอกว่าคุณพ่อตั้งใจอยู่แล้วว่าจะให้ที่นี่เป็นแหล่งการเรียนรู้เรื่องหนังตะลุง จึงยินดีที่จะให้ความรู้กับทุกคนเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านนี้ไว้ เพราะคุณพ่อได้เข้าเฝ้าในหลวง ท่านบอกให้รักษาและส่งต่อความรู้คุณพ่อจึงทำตามตามพระราชดำรัสเรื่อยมา จนมาถึงรุ่นลูกของคุณลุง

หนังที่ใช้ทำหุ่นหนังตะลุง ทำมาจากหนังวัวค่ะ เมื่อแห้งแล้วจะได้ออกมาเป็นแผ่นแข็งๆ แบบนี้

เครื่องมือที่ใช้ในการฉลุลาย

ลงสีด้วยก้านหวายและสีผสมอาหาร

เมื่อเดินออกมาจากอาคารแรก จะเจออาคารเล็กๆ หลังนี้ค่ะ คุณลุงสุชาติเสียชีวิตไปได้ปีกว่าๆ แล้ว แต่ลูกหลานก็พร้อมที่จะสืนสานศิลปะการทำหนังตะลุงนี้ต่อไป

ถัดมาเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์ ก็จะมีการจัดแสดงของโบราณต่างๆ และหุ่นหนังตะลุงค่ะ

อีกด้านนึงของอาคารนี้จะเป็นที่สาธิตการแสดงหนังตะลุงให้กับนักเที่ยวที่มาชมเป็นหมู่คณะค่ะ

ใครมาเที่ยวนครศรีธรรมราชอย่าพลาดมาชมที่นี่นะคะ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม ถ้าอยากสนับสนุนก็บริจาคลงกล่องและช่วยกันอุดหนุนสินค้าที่ระลึกนะคะ....ศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านเรานับวันยิ่งที่สูญหายไปเรื่อยๆ น่าชื่นชม ที่ลูกๆ ของคุณลุงยินดีและตั้งใจที่จะสืบสานงานต่อให้หนังตะลุงคงอยู่คู่ภาคใต้ต่อไป 

ขอบคุณที่มาเยี่ยมชมค่ะ




Create Date : 05 เมษายน 2559
Last Update : 5 เมษายน 2559 12:36:44 น.
Counter : 537 Pageviews.

3 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

BlogGang Popular Award#13



ท่องเที่ยวไปตามใจฉัน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



All Blog