Get more detail for your trip

ภูผาวารี
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 47 คน [?]




Since Aug 2009
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ภูผาวารี's blog to your web]
Links
 

 

รีิวิวเที่ยวสวนผึ้ง ถ้ำเขาบิน บ้านไร่ริมธาร Scenery ทัวร์เขากระโจม ปี 2009

เอารูปเก่าๆ สมัยที่ผมยังไม่ได้เริ่มเขียน Blog มาให้ชมบรรยากาศกันครับ ข้อมูลอาจจะมีไม่มากเหมือนรีวิวสมัยปัจจุบัน เนื่องจากความจำสั้นครับ (แต่รักยาวนะ :D)

ถ้ำเขาบิน

อยู่ก่อนถึง อ.สวนผึ้ง ใช้เส้นทาง 3087 ซึ่งมุ่มหน้าไปยังอ.จอมบึง พิกัด GPS N13 35.207 E99 39.960



มีไกด์เด็กพาเข้าไป ค่าไกด์ก็แล้วแต่เห็นควรครับ มีไฟฉายให้











ชอบวิวรูปนี้มากเลย





หินย้อยก้อนนี้น่าจะเป็นที่มาของชื่อถ้ำเขาบิน เป็นรูปนกกำลังบินอยู่



บ่อน้ำในถ้ำ ทายซิครับว่าในบ่อกมีอะไร... ตามสไตล์ไทยแท้เลยครับ มีเหรียญบาทเต็มไปหมด





บ้านไร่ริมธาร

เป็นที่พักของผมในการเดินทางครั้งนั้น เนื่องจากที่อื่นๆ เต็มหมด เพราะในสมัยนั้นรีสอร์ทในสวนผึ้งยังน้อยนัก บ้านไร่ริมธารใกล้กับรีสอร์ทชื่อดังอย่าง La Toscana พิกัด GPS บ้านไร่ริมธาร N13 35.329 E99 12.619



เจ๊เจ้าของรีสอร์ทอัธยาศัยดี บริการเป็นกันเอง ขนมหรือสินค้าในรีสอร์ทราคาปกติ ไม่โก่งราคา บริการจัดหารถขึ้นเขากระโจม แชร์กับคนอื่นราคาถูกจำได้ว่าผมขึ้นเขากระโจมคนละ 150 บาทเท่านั้นเอง เจ๊แกจัดการให้หมด มาปลุกตอนเช้าให้ด้วย กลัวผมตื่นไม่ทัน ประทับใจบริการที่นี่ ถ้าผมจะขึ้นเขากระโจมอีก คงติดต่อเจ๊แกนั่นแหละ แต่ข้อเสียคือบรรยากาศในห้องแค่พอนอนได้ ไม่ได้ดูดีอะไร เหมือนโฮมสเตย์มากกว่า บรรยากาศภายนอกโอเคครับ











Scenery Resort

ผมไปในยุคแรกเริ่มตั้งแต่ยังเปิดให้ผู้คนมาเลี้ยงแกะฟรีๆ เก้าอี้แดงตัดกับหญ้าสีเขียวเป็นรูปถ่ายอันโด่งดังของที่นี่



สมัยนั้นแกะยังคงกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย และมีการกระโจนใส่ผู้ให้อาหารเป็นบางครั้ง กินใบไม้เกลี้ยงเลย ต่างจากสมัยนี้ที่ผู้คนหลั่งไหลมาเที่ยวจนการกินของแกะถือเป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง
  • ดูรีวิวการเลี้ยงแกะที่ Scenery Farm ปี 2011 คลิ๊กที่นี่


























  • ทัวร์เขากระโจม น้ำตกผาแดง สวนผึ้งออร์คิด

    ทัวร์นี้ได้รับการอนุเคราะห์จากเจ๊เจ้าของบ้านไร่ริมธารซึ่งจัดการจองรถขับเคลื่อนสี่ล้อและแชร์กับคนอื่นทำให้ผมเสียค่าใช้จ่ายแค่คนละ 150 บาท ทัวร์สามที่คือ ดูพระอาทิตย์ขึ้นที่เขากระโจม แวะน้ำตกผาแดง และสวนผึ้งออร์คิด



    ช่วงที่ผมไปไม่มีทะเลหมอกเหมือนที่เคยเห็นในรูป เลยไม่ได้ประทับใจอะไรมาก



















    เส้นทางที่ใช้ขึ้นเขากระโจมต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อและเป็นผู้ชำนาญทางเท่านั้น





    น้ำตกผาแดง น้ำน้อยเหลือเกิน แวะที่นี่แป๊ปเดียวเอง เป็นชะโงกทัวร์เลย







    สวนผึ้งออร์คิดหรือฟาร์มกล้วยไม้ อันนี้สามารถขับรถไปเองได้ครับ โดยเลี้ยงขวาที่สามแยกทุ่งเจดีย์ซึ่งมีป้อมตำรวจอยู่ พิกัด GPS สวนผึ้งออร์คิด N13 31.487 E99 14.624





    มีแต่กล้วยไม้สวยๆ ดูราวกับว่ามีชีวิต


































     

    Create Date : 18 ตุลาคม 2554    
    Last Update : 18 ตุลาคม 2554 20:17:13 น.
    Counter : 5105 Pageviews.  

    รีวิวเที่ยวสวนผึ้ง 3 วัน 2 คืน: พร้อมข้อมูลกินเที่ยว แผนที่การเดินทางและพิกัด GPS อย่างละเอียด Part2

    เวลาจริงที่ใ้ช้ในการท่องเที่ยวสวนผึ้ง 3 วัน 2 คืน
    Fri 26 Aug 2011
    10:00 – 11:17 เดินทางจากนนทบุรีถึงราชบุรี
    11:17 - 11:52 แวะทานอาหารกลางวันที่ ก๋วยเตี๋ยวไข่คุณแหม่ม
    11:52 - 13:13 เดินทางไป The CAMP Boutigue Resortซึ่งเป็นที่พักของเราในคืนนี้ แวะซื้อของที่ Tesco Lotus Express ชัฎป่าหวาย (13 นาที)
    13:13 - 16:00 Check-in รอแม่บ้านทำความสะอาด (10 นาที) ทำงาน พักผ่อน ไม่ได้ออกไปไหนเนื่องจากฝนตก
    16:00 - 17:18 เดินทาง (20 นาที) ไปร้านอาหารเวียดนามทานอาหารเย็น
    17:18 - 19:10 ขับรถแบบหลงๆ (48 นาที) ไป The Banyan Leaf Resortเพื่อไปให้อาหารและเล่นกับแกะ
    19:10 - 19:50 กลับที่พัก

    Sat 27 Aug 2011
    9:00 - 10:00 อาหารเช้าที่ The CAMP Boutigue Resort
    10:00 - 11:10 เดินทาง (13 นาที) ไปเลี้ยงแกะที่ Bellissimo Cafe & Resort
    11:10 - 12:20 ถ่ายรูป ซื้อเทียนที่บ้านหอมเทียน
    12:20 - 13:05 ตั้งใจจะทานข้าวที่ร้านครัวกระเหรี่ยงแต่โต๊ะเต็มเพราะทัวร์ลง จึงไปทานกลางวันที่ ก๋วยเตี๋ยวไข่สูตรคุณยาย
    13:05 - 14:10 เดินทาง (15 นาที) ไป บ้านห้วยน้ำริน รีสอร์ทซึ่งเป็นที่พักของเราในคืนที่สอง พักผ่อน
    14:10 - 14:47 เดินทาง (23 นาที) แวะถ่ายรูปหน้ารีสอร์ท Swiss Valley Hip Resort
    14:47 - 17:07 Scenery Farm
    17:07 - 18:15 เดินทาง (7 นาที) ไปเที่ยว Panoza ร้านกาแฟ ถ่ายรูป ท่องเที่ยว แห่งใหม่ของพนาลีรีสอร์ท
    18:15 - 19:46 ไปธารน้ำร้อนบ่อคลึง แต่ปิดให้บริการแล้ว (8:00 - 17:00) จึงขับรถ (37 นาที) ไปทานข้าวเย็นที่ ครัวม่อนไข่
    19:46 - 20:45 นั่งทำงานศิลป์อยู่ที่แล่นฉิว Landchillแล้วจึงกลับที่พัก

    Sun 28 Aug 2011
    8:40 - 9:30 อาหารเช้าที่ บ้านห้วยน้ำริน รีสอร์ท
    9:30 - 11:17 เดินเล่น ถ่ายรูป ภายในรีสอร์ท เก็บข้าวของกลับบ้าน
    11:17 - 12:20 ขับรถ (28 นาที) ไปธารน้ำร้อนบ่อคลึงเดินไปดูตาน้ำและแช่เท้า
    12:20 - 13:13 ขับรถทานอาหารกลางวันที่ร้านไส้กรอกเยอรมันระหว่างทางแวะซื้อของที่เพิงตรงข้าม Swiss Valley Hip Resort
    13:13 - 14:10 ทานอาหารกลางท่ามกลางวิวขุนเขาที่ร้านไส้กรอกเยอรมัน
    14:10 - 14:54 เดินเล่น ถ่ายรูป ที่ La Toscana
    14:54 - 15:25 แวะจิบกาแฟที่อามันเต้ทำบุญให้อาหารกระต่าย และ LAmourก่อนเดินทางกลับบ้าน

    หลังจากนั่งชิลที่ Panoza ร้านค้าร้านกาแฟของพนาลีรีสอร์ทได้ชั่วโมงเศษ พวกเราก็มุ่งหน้าไปยังธารน้ำร้อนบ่อคลึงซึ่งปิดให้บริการไปตั้งแต่ห้าโมงเย็น เราจึงวกรถกลับมาทานอาหารเย็น มื้อนี้ฝากท้องไว้ที่ร้านดังของสวนผึ้ง ครัวม่อนไข่ ถือเป็นหนึ่งในแรงดึงดูดของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนสวนผึ้ง ถึงขนาดต้องโทรไปถามที่ร้านก่อนจะไปว่ามีโต๊ะว่างไหม



    อาหารรสชาติอร่อยสมชื่อครับ ผมชอบยำผักกูดและเห็ดโคนญี่ปุ่นผัดน้ำมันหอยเป็นที่สุด ราคาก็ไม่แพงด้วยครับ ถือเป็นร้านหนึ่งในดวงใจผมเลย ถ้าไปสวนผึ้งอีกก็คงไม่พลาดร้านนี้แน่นอน
  • ดูรีวิว เมนูแนะนำ ข้อมูลเดินทาง แผนที่ GPS ของครัวม่อนไข่อย่างละเอียด คลิ๊กที่นี่ครับ




  • ช่วงกลางคืนอย่างนี้สวนผึ้งช่างเงียบสงบเสียเหลือเกิน ไม่มีถนนคนเดิน ไม่มีกิจกรรมอะไรให้ทำ เห็นรถประจำทางคันหนึ่งจอดอยู่ข้างๆ ครัวม่อนไข่ เปิดไฟสว่างไสว เลยแวะเข้าไปเยี่ยมเยือนซักหน่อย



    รถประจำทางคันนี้มีชื่อว่าแล่นฉิว หรือถ้าเรียกศัพท์ฝรั่งก็ Landchill แค่ชื่อร้านก็โดนใจแล้ว มีความหมายโดดเด่นในตัวทั้งสองชื่อ



    รถประจำทางคันนี้มีเจ้าตัวนี้เป็นพนักงานขับรถ... ชาตินี้ก็คงไม่ได้ขับไปไหนแน่ๆ



    ภายในร้านมีสินค้าทำมือสวยๆ มากมาย เจ้าของอัธยาศัยดีมาก ให้ถ่ายรูปได้เต็มที่ ไม่กลัวลอกเลียนแบบ



    ที่ใส่ปากกา และแม่เหล็กติดตู้เย็นฝีมือภาพถ่ายของเจ้าของร้านและเพื่อนพ้อง



    โปสต์การ์ดก็เช่นกัน บ้างก็เป็นภาพวาด บ้างก็เป็นภาพถ่าย



    บรรยากาศโดยรวมบนรถเมล์อาร์ตๆ คันนี้ เสื้อผ้าทำมือก็มีเช่นกัน



    ได้ปลอกกุญแจรถยนต์สัญลักษณ์ของสวนผึ้งกลับบ้าน 3 อัน 100 บาท ถึงแม้ว่าสินค้าในร้านจะราคาแพงกว่าท้องตลาดทั่วไป แต่ด้วยการพูดคุยที่สนุกสนานของเจ้าของร้าน ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะซื้อของติดไม้ติดมือ



    และโปสต์การ์ดที่แสดงข้อความโดนๆ อีก 6 ใบ 100 บาท ซื้อเสร็จมีโปสต์การ์ดแถมมาให้อีกด้วย



    พร้อมกับตราประทับประจำร้าน



    ทางร้านมีอุปกรณ์เขียนโปสต์การ์ดต่างๆนานา ไม่ว่าจะเป็นปากกาเมจิกหลากสี หมึกพิมพ์ตัวอักษรและรูปต่างๆ นั่งเล่นไปก็พลางคุยกับเจ้าของร้านไป เธอคุยสนุกและอัธยาศัยดีจริงๆ ใช้เวลาในร้านนี้ชั่วโมงกว่า จึงกลับที่พัก



    วันที่สามซึ่งเป็นวันสุดท้ายของทริปนี้ หลังจากทานอาหารเช้าที่บ้านห้วยน้ำริน รีสอร์ทเสร็จเรียบร้อย เราก็ออกเดินทางไปยังธารน้ำร้อนบ่อคลึง โดยใช้เส้นทางที่จะไป Scenery Farm หรือน้ำตกเก้าชั้น พิกัด GPS ของธารน้ำร้อนบ่อคลึง N13 31.202 E99 14.776





    ธารน้ำร้อนบ่อคลึงเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 8:00 - 17:00 ค่าเข้าชมเพียงท่านละ 5 บาท รายละเอียดการให้บริการสามารถดูได้ด้านล่างครับ



    ซ้ายมือของทางเข้ามีบึงขนาดใหญ่ วิวสวยเชียว



    ที่นี่มีสระน้ำร้อนให้บริการ 2 สระคือสระดินตามรูปด้านล่าง ซึ่งมีอุณหภูมิประมาณ 38 - 45 องศาเซลเซียส สามารถใส่เสื้อผ้าลงไปแช่ตัวได้เลย ค่าบริการ 30 บาท อีกสระเป็นสระกระเบื้องซึ่งผมไมไ่ด้เข้าไปดูด้านใน นอกจากสองสระที่ว่ามาแล้วยังมีอ่างเล็กๆ ไว้แช่เท้าฟรีอีกด้วย แช่แล้วรู้สึกเท้าเบาขึ้นมากเลยทีเดียว



    อยากรู้จริงๆ เลยว่าต้นน้ำของธารน้ำร้อน หน้าตามันเป็นอย่างไร เลยตัดสินใจเดินไปดูกันซักหน่อย



    ก็เหมือนกับตาน้ำทั่วไป ที่แตกต่างคือตะไคร่น้ำสีเขียวเต็มไปหมด เนื่องจากไม่มีใครลงไปเล่นน้ำเลยเพราะมันร้อนมาก เอานิ้วจุ่มไปนิดเดียว นิ้วแทบสุก



    น้องๆ ถ้าก้าวพลาดนี่ ไข่สุกเลยนะ



    เดินตามธารน้ำลงมาเรื่อยๆ น้ำใสมาก



    ถ้าเป็นน้ำตกปกติ คงมีกระโจนใส่แล้ว น่าเล่นเสียจริง



    ใสสะอาด เห็นพื้นใต้น้ำเลย



    ในที่สุดมันก็ไหลมารวมกันที่บึงแห่งนี้ก่อนถูกส่งผ่านท่อไปบริการผู้คนด้านล่าง ต้นน้ำก็เป็นน้ำใสธรรมดา แต่ทำไมพอถึงบึงนี้มันกลายเป็นสีเขียวไปได้ เพราะตะไคร่น้ำเหรอ?



    และน้ำจากบึงก็ไหลลงมาสู่สระดินด้านล่าง ก็ยังเป็นสีเขียวอ่อนๆ อยู่ดี สีเขียวมาจากไหน?



    หลังจากแช่เท้าในน้ำร้อนพร้อมกับเก็บความสงสัยเรื่องสีเขียวในน้ำไว้ในใจแล้ว ก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน มื้อนี้ยอมลงทุึนขับรถอ้อมไปทาง La Toscana เพื่อไปทานข้าวที่ร้านไส้กรอกเยอรมัน ตามคำบอกเล่าเชิงเชื้อชวนของเจ้าของร้านแล่นชิวซึ่งคุยกันถูกคอตั้งแต่เมื่อคืน



    นอกจากจะเป็นร้านอาหารแล้วไส้กรอกเยอรมัน ยังมีจุดชมวิวทิวภูเขาที่สวยงามสบายตาอีกด้วย



    ถึงแม้ว่าราคาอาหารจะแพงไปนิด แต่ก็อร่อยสมราคาโดยเฉพาะเยอรมันโรลและไส้กรอกสไตล์เยอรมันแท้ๆ ซึ่งผมโปรดปรานเป็นพิเศษ
  • ดูรีวิว เมนูแนะนำ ข้อมูลเดินทาง แผนที่ GPS ของร้านไส้กรอกเยอรมันอย่างละเอียด คลิ๊กที่นี่ครับ




  • ขากลับจากร้านไส้กรอกเยอรมันก็แวะถ่ายรูปกันที่ La Toscana รีสอร์ทที่ซ่อนตัวอยู่ในเนินเขากันซักหน่อย ถ้าขับรถมาจากตัวอำเภอสวนผึ้ง ก็ขับเลยจากร้านครัวม่อนไข่ รถเมล์แล่นฉิว หรือร้านกาแฟอามันเต้ มาได้ซัก 500 เมตร ก็จะเจอกับสามแยกโรงเรียนสินแร่ ให้เลี้ยวขวาก็จะเจอ La Toscana อยู่ทางขวามือ พิกัด GPS N13 35.103 E99 13.668





    ภูมิประเทศที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาแบบนี้คล้ายกับหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งในอิตาลีที่ชื่อว่า Tuscany และเป็นที่มาของชื่อรีสอร์ท



    ที่ Lobby มีร้านกาแฟ ร้านขายน้ำหอมอโรม่า และร้านอาหาร Cucina ไว้บริการ



    บรรยากาศร้านอาหาร Cucina บริเวณชั้นสองของ Lobby ทานอาหารไปพลาง ชมวิวรีสอร์ทไปพลาง



    ลักษณะรีสอร์ทจะมีเอกลักษณ์โดยจับเอาลักษณะเด่นของ Tucany ที่น่าสนใจมาออกแบบใหม่



    ได้กลิ่นอายของความเป็นยุโรปชนบทสไตล์ Tuscan



    อ่านจากเวปไซต์www.latoscana-resort.comได้ความว่าบ้านทุกหลังของรีสอร์ทแห่งนี้สร้างด้วยอิฐทำมือ งานก่อสร้าง การตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์เกือบทุกชิ้นเกิดจากฝีมือและพรสวรรค์ของคนในชุมชนของหมูบ้านผาปกย่านนั้น ผมลองเดินเข้าไปถ่ายรูปในบริเวณรีสอร์ทก็ไม่มีใครว่าอะไร แถมยังบริการผมราวกับว่าเป็นแขกเข้าพักของที่นี่อีกด้วย พนักงานขับรถกอร์ฟผ่านก็ถามผมว่า "ต้องการใช้บริการรถรับส่งหรือเปล่าครับ" พนักงานทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสดีจัง



    บ้านแต่ละหลังก็มีชื่อและการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองในแบบ Italian Country Style ซึ่งเน้นพื้นที่ห้องน้ำและอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่



    บ้านหลังที่ใกล้ Lobby ที่สุด ซึ่งมีชายหนุ่มหุ่นดีมาเป็นนายแบบยืนอยู่บนดาดฟ้าของบ้านนี้มีชื่อว่า Artista เป็น Jacuzzi Suite



    ส่วนด้านหลังบ่อน้ำนี้มีชื่อว่า Veggie เป็น Party Suite โดยมีทั้งหมด 3 หลังติดกัน



    เยื้องกับ Veggie ก็มี Spa Suite 4 ห้องอยู่ชั้นล่างและ Penthouse Suite 2 ห้องอยู่ชั้นบน



    เดินต่อมาจาก Veggie อีกนิดจะเห็น Ceramica ซึ่งเป็น Party Suite มี 3 หลังติดกันเช่นกัน



    หลังนี้ติดกับสระน้ำของรีสอร์ทชื่อ Fiore เป็น Honeymoon Suite หลังโด่ดเพื่อความเป็นส่วนตัว



    บริเวณสระน้ำครับ ซึ่งสามารถขึ้นไปชั้นสองชมวิวมุมสูงของ La Toscana ได้



    เดินกลับมาที่ Lobby ก็ผ่าน Citrus ซึ่งเป็น Party Suite มี 3 หลังติดกันเหมือน Veggie และ Ceramica



    ที่นี่ยังมีบริการถ่ายรูปแต่งงานอีกด้วย ซึ่งวันที่ผมไปนั้นก็มีคู่บ่าวสาวมาใช้บริการอยู่เช่นกัน ก็เป็นอีกหนึ่งรีสอร์ทที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ที่โด่นเด่นสำหรับ La Toscana ซึ่งทางรีสอร์ทได้มาออกบู๊ทงานไทยเที่ยวไทยครั้งที่ผ่านมาพร้อมกับเสนอขาย "Voucher วัดดวง" (ผมตั้งชื่อให้เอง) ราคาเพียง 2900 บาท สามารถเลือกพักห้องไหนก็ได้ เลือกห้องที่แพงที่สุดอย่าง Jacuzzi Suite ซึ่งราคาปกติคืนละ 7000 บาทก็ได้ แต่มีเงื่อนไขข้อเดียวคือ จองล่วงหน้าได้แค่ 3 วัน ห้ามจองก่อนหน้านั้น ซึ่งผมก็ร่วมวัดดวงครั้งนี้ด้วย และถ้าผมดวงดีคงมีโอกาสมารีวิวเต็มรูปแบบเร็วๆ นี้ครับ



    ก่อนจะกลับบ้านแวะร้านกาแฟชื่อดังของสวนผึ้ง อามันเต้ Amante Coffee & Rabbit Camp ร้านนี้อยู่ตรงข้ามครัวม่อนไข่พอดี พิกัด GPS N13 34.972 E99 13.988



    ฝั่งตรงข้ามของร้านจะเป็นครัวม่อนไข่และรถเมล์แล่นฉิว



    ผมเคยมาเยือนสมัยที่อามันเต้เปิดใหม่ๆ ยังเป็นร้านกาแฟเล็กๆ ที่รสชาติกาแฟไม่เล็กตามขนาดของร้าน นอกจากร้านกาแฟยังมีธุรกิจพื้นที่ให้เช่ากางเต็นท์อยู่ด้านหลังร้าน มาวันนี้กลายเป็นร้านกาแฟและร้านอาหารใหญ่โต กิจการเต็นท์ก็เลิกไป แต่มีกิจกรรมการกุศลเกิดขึ้นมาแทน



    มีแก้วกาแฟใบยักษ์ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเป็นที่ระลึก



    และมุมถ่ายรูปอื่นๆ อีกมากมาย จนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของสวนผึ้ง



    ที่ว่ากิจกรรมการกุศลก็คือเจ้ากระต่ายน้อยเหล่านี้แหละครับ



    ทำบุญ 1 ได้กันถึง 3 ไม่ว่าจะเป็นเจ้ากระต่ายน้อย เด็กนักเรียน และ น้องหมา



    พื้นที่ด้านหลังร้านปรับเปลี่ยนจากลานกางเต็นท์กลายเป็นสวนกระต่ายน้อย ร่มรื่น ร่มเย็นและชื่นใจ



    เจ้ากระต่ายน้อยน่ารักไหมครับ



    เป็นอีกกิจกรรมดีๆ ที่อยากชวนเพื่อนๆ มาร่วมทำบุญร่วมกัน ได้ประโยชน์กันหมดทั้งกระต่าย ทั้งเด็กนักเรียน และสุนัขจรจัด



    และได้ประโยชน์กับตัวเองด้วย ลดความเห็นแก่ตัว จิตใจก็เบาสบาย



    หลังจากทำบุญสบายใจแล้ว มาลิ้มลองกาแฟอามันเต้ กันบ้างดีกว่าว่ายังอร่อยเหมือนเดิมหรือเปล่า



    ภายในร้านกาแฟห้องแอร์มีที่นั่งไม่มากนัก ที่นั่งส่วนใหญ่จะอยู่ด้านนอก พนักงานให้บริการเป็นกันเอง ราคากาแฟก็พอๆ กับร้านในกรุงเทพ



    ผมชิมสองแก้วคือกาแฟปั่นน้ำผึ้งซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของทางร้านหอมอร่อยได้รสน้ำผึ้งแท้ๆ แก้วนี้คะแนนเต็ม 5/5 เลยครับ อีกแก้วหนึ่งเป็นลาเต้ปั่นผสมไซรัปกลิ่นไวท์ชอค เป็นอีกแก้วที่เป็นสูตรเฉพาะของ Amante รสชาติคล้าย กาแฟใส่ฮาเซลนัทของ Coffee World แต่ได้ความกลมกล่อมมากกว่า แก้วนี้ปกติ 70 บาท เป็นลูกค้า AIS หรือเอาแก้วมาเอง ลดให้ 5 บาทด้วยครับ สำหรับแก้วนี้ คะแนนเต็มเช่นกัน 5/5



    ก่อนกลับกรุงเทพ ขับรถผ่านร้านกาแฟเล็กๆ แถวชัฎป่าหวาย เลยแวะเข้าไปลิ้มลองซักหน่อย ร้านนี้มีชื่อว่า LAmour (อ่านว่าละเมอรึเปล่า?)



    มีหลักกิโลเมตรเป็นของตัวเองด้วย



    กาแฟสดหอมกรุ่นรสชาติดี หน้าตาสวย



    ตกแต่งร้านได้สวยงาม



    ราคาก็พอๆ กับร้าน Amazon ซึ่งถูกกว่ากาแฟหลายเจ้าในสวนผึ้ง



    มีมิวสิควีดีโอของเกาหลีให้ดูไปพลางๆ ด้วย



    มีโต๊ะจัดเตรียมให้แค่เพียง 2 ถึง 3 โต๊ะเท่านั้น แต่บรรยากาศน่ารักน่านั่งมากเลย คุยกับเจ้าของได้ความว่าด้านหลังของร้านกาแฟยังเปิดเป็นรีสอร์ทราคาหลักร้อยอีกด้วย น่าสนใจจริงๆ



    จบทริปสวนผึ้ง 3 วัน 2 คืนแต่เพียงเท่านี้ครับ หวังว่าข้อมูลใน Blog คงเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อย ไว้เจอกันอีกที่สวนผึ้งเร็วๆ นี้ครับ




     

    Create Date : 12 ตุลาคม 2554    
    Last Update : 18 ตุลาคม 2554 20:44:01 น.
    Counter : 27567 Pageviews.  

    รีวิวเที่ยวสวนผึ้ง 3 วัน 2 คืน: พร้อมข้อมูลกินเที่ยว แผนที่การเดินทางและพิกัด GPS อย่างละเอียด Part1

    เวลาจริงที่ใ้ช้ในการท่องเที่ยวสวนผึ้ง 3 วัน 2 คืน
    Fri 26 Aug 2011
    10:00 – 11:17 เดินทางจากนนทบุรีถึงราชบุรี
    11:17 - 11:52 แวะทานอาหารกลางวันที่ ก๋วยเตี๋ยวไข่คุณแหม่ม
    11:52 - 13:13 เดินทางไป The CAMP Boutigue Resortซึ่งเป็นที่พักของเราในคืนนี้ แวะซื้อของที่ Tesco Lotus Express ชัฎป่าหวาย (13 นาที)
    13:13 - 16:00 Check-in รอแม่บ้านทำความสะอาด (10 นาที) ทำงาน พักผ่อน ไม่ได้ออกไปไหนเนื่องจากฝนตก
    16:00 - 17:18 เดินทาง (20 นาที) ไปร้านอาหารเวียดนามทานอาหารเย็น
    17:18 - 19:10 ขับรถแบบหลงๆ (48 นาที) ไป The Banyan Leaf Resortเพื่อไปให้อาหารและเล่นกับแกะ
    19:10 - 19:50 กลับที่พัก

    Sat 27 Aug 2011
    9:00 - 10:00 อาหารเช้าที่ The CAMP Boutigue Resort
    10:00 - 11:10 เดินทาง (13 นาที) ไปเลี้ยงแกะที่ Bellissimo Cafe & Resort
    11:10 - 12:20 ถ่ายรูป ซื้อเทียนที่บ้านหอมเทียน
    12:20 - 13:05 ตั้งใจจะทานข้าวที่ร้านครัวกระเหรี่ยงแต่โต๊ะเต็มเพราะทัวร์ลง จึงไปทานกลางวันที่ ก๋วยเตี๋ยวไข่สูตรคุณยาย
    13:05 - 14:10 เดินทาง (15 นาที) ไป บ้านห้วยน้ำริน รีสอร์ทซึ่งเป็นที่พักของเราในคืนที่สอง พักผ่อน
    14:10 - 14:47 เดินทาง (23 นาที) แวะถ่ายรูปหน้ารีสอร์ท Swiss Valley Hip Resort
    14:47 - 17:07 Scenery Farm
    17:07 - 18:15 เดินทาง (7 นาที) ไปเที่ยว Panozaร้านกาแฟ ถ่ายรูป ท่องเที่ยว แห่งใหม่ของพนาลีรีสอร์ท
    18:15 - 19:46 ไปธารน้ำร้อนบ่อคลึง แต่ปิดให้บริการแล้ว (8:00 - 17:00) จึงขับรถ (37 นาที) ไปทานข้าวเย็นที่ ครัวม่อนไข่
    19:46 - 20:45 นั่งทำงานศิลป์อยู่ที่แล่นฉิว Landchillแล้วจึงกลับที่พัก

    Sun 28 Aug 2011
    8:40 - 9:30 อาหารเช้าที่ บ้านห้วยน้ำริน รีสอร์ท
    9:30 - 11:17 เดินเล่น ถ่ายรูป ภายในรีสอร์ท เก็บข้าวของกลับบ้าน
    11:17 - 12:20 ขับรถ (28 นาที) ไปธารน้ำร้อนบ่อคลึงเดินไปดูตาน้ำและแช่เท้า
    12:20 - 13:13 ขับรถทานอาหารกลางวันที่ร้านไส้กรอกเยอรมันระหว่างทางแวะซื้อของที่เพิงตรงข้าม Swiss Valley Hip Resort
    13:13 - 14:10 ทานอาหารกลางท่ามกลางวิวขุนเขาที่ร้านไส้กรอกเยอรมัน
    14:10 - 14:54 เดินเล่น ถ่ายรูป ที่ La Toscana
    14:54 - 15:25 แวะจิบกาแฟที่อามันเต้ทำบุญให้อาหารกระต่าย และ LAmour ก่อนเดินทางกลับบ้าน

    นิตยสารผู้ถือหุ้นกู้ KTC ฉบับหนึ่งถูกส่งมาที่บ้านผมพร้อมเขียนเล่าบรรยากาศของสวนผึ้งในปัจจุบัน เลยทำให้ผมหวนนึกถึงวันวาน และเป็นที่มาของทริปนี้

    เริ่มต้นออกเดินทางจากนนทบุรีตรงไปสู่ราชบุรีก็พอดีกับเวลาอาหารกลางวันของพวกเราซึ่งผมมีร้านในใจอยู่แล้ว โดยการแนะนำของนิตยสารู้ถือหุ้นกู้ KTC ก๋วยเตี๋ยวไข่คุณแหม่ม



    เรื่องความอร่อยไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการมาเยือนที่นี่ ปัจจัยสำคัญที่นำผมมาถึงร้านนี้คือการได้มานั่งถ่ายรูปกับคำขวัญของร้าน



    ก๋วยเตี๋ยวที่นี่ก็อร่อยเหาะ ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ
  • ดูรีวิว เมนูแนะนำ ข้อมูลเดินทาง แผนที่ GPS ของก๋วยเตี๋ยวไข่คุณแหม่มอย่างละเอียด คลิ๊กที่นี่ครับ




  • จากนั้นก็เข้าที่พักสำหรับคืนแรกที่ The CAMP Boutigue Resortถึงแม้ว่าที่นี่จะถูกต่อว่าจากห้อง Blue Planet เกี่ยวกับ Voucher ไทยเที่ยวไทยอย่างมากก็ตาม



    ผมพักที่บ้านชมจันทร์ด้วยราคาเพียง 1650 บาท ห้องกว้างขวาง มีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ซึ่งสามารถอาบได้พร้อมกันสองคน



    ในมุมมองของผมจุดเด่นของรีสอร์ทนี้อยู่ที่ความคุ้มค่าบรรยากาศในห้องพักที่ดี มีอ่าบอาบน้ำขนาดใหญ่ รวมถึงไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวมากนัก เมื่อเทียบกับราคาห้องพักเพียงแค่ 1,650 บาท ได้ ทำให้รีสอร์ทนี้เป็นอีกหนึ่งรีสอร์ทที่ผมจะกลับไปพักอีก
  • ดูรีวิวอย่างละเอียดทุกแง่มุมของ The CAMP Boutigue Resort คลิ๊กที่นี่ครับ




  • ถือเป็นหน้าฝนของที่นี่ในช่วงเวลาที่ผมไปพัก ทำให้บ่ายวันนี้ใช้เวลาอยู่แต่ในห้องเนื่องจากฝนตกพร่ำ พอฝนหยุดตก ท้องก็เริ่มร้อง เลยออกไปทานข้าวเย็นกันที่ ร้านอาหารเวียดนามทีแรกไม่ได้ตั้งใจจะทานที่ร้านนี้ แต่บังเอิญว่าแฟนผมเห็นป้ายข้างทางทำให้เธออยากกินอาหารเวียดนามขึ้นมาทันที ส่วนตัวก็เคยได้ยินชื่อร้านนี้อยู่บ้าง



    อาหารที่นี่ดูเหมือนจะราคาแพง แต่เมื่อดูเครื่องเคียงที่มีผักนานาชนิดซึ่งเติมได้ไม่อั้น จึงทำให้ราคาอาหารนั้นไม่แพงจนเกินไปนัก จานที่ผมติดใจคือกุ้งพันอ้อยจุดแข็งของร้านนี้อยู่ที่น้ำจิ้มรสชาติกลมกล่อมเข้ากับผักได้เป็นอย่างดี
  • ดูรีวิว เมนูแนะนำ ข้อมูลเดินทาง แผนที่ GPS ของร้านอาหารเวียดนามอย่างละเอียด คลิ๊กที่นี่ครับ




  • หลังท้องอิ่มก็เริ่มหากิจกรรมทำ ในช่วงเย็นวันศุกร์ซึ่งเป็น week day แบบนี้สถานที่ท่องเที่ยวหลายทียังคงไม่เปิดให้บริการBellissimo Cafe & Resort ก็ยังปิดอยู่ จุดหมายของเราในวันนี้จึงเป็นฟาร์มเลี้ยงแกะของ Banyan Leaf Resortซึ่งโทรศัพท์ไปสอบถามแล้วว่าเปิดแน่นอน



    ถึงแม้ว่าแกะที่นี่จะกระโจนใส่ผู้ให้อาหารในบางครั้ง แต่มันก็แสดงถึงร่าเริงและแข็งแรง ประกอบกับคุณลุงผู้เลี้ยงแกะและพนักงานรีสอร์ทดูแลพวกเราอย่างดีทำให้ผมรู้สึกสะดวกสบายและไม่อึดอัดพร้อมๆ กัน ผมจึงชอบการให้อาหารแกะที่นี่มากที่สุดในทริปนี้



    นอกจากกิจกรรมเลี้ยงแกะแล้ว Banyan Leaf Resortยังมีร้านกาแฟบรรยากาศดี Coffee Nest และมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปอีกมากมาย
  • ดูรีวิวเลี้ยงแกะ ข้อมูลเดินทาง แผนที่ GPS ของ Banyan Leaf Resort คลิ๊กที่นี่ครับ




  • วันที่สองของทริป เป็นวัีนที่แดดค่อนข้างดี พวกเราก็ภาวนากันอยู่ว่าอย่าให้ฝนตกมาเลย หลังจากทานข้าวเช้าที่ The CAMP Boutigue Resortเรียบร้อยก็ออกเิดินทางไปยังที่พักในคืนที่สองของเราพร้อมทั้งแวะเที่ยวระหว่างทางไปด้วยเลย เริ่มต้นจาก ให้อาหารแกะที่ Bellissimo Cafe & Resort



    แกะที่นี่ไม่กระโจนใส่ผู้ให้อาหาร แต่ก็ยังไม่ค่อยคุ้นกับคนเท่าไรนัก การให้อาหารแกะที่นี่จึงเหมาะสำหรับเด็กหรือคนที่ยังไม่ค่อยคุ้นกับแกะนั่นเองนอกจากนั้นแกะที่นี่ยังเรียบร้อยแบบผู้ดีอังกฤษ คือ ต่อคิวกินหญ้า



    Bellissimo Cafe & Resortยังมีร้านกาแฟน่ารักๆ ไว้บริการอีกด้วย
  • ดูรีวิวเลี้ยงแกะ ข้อมูลเดินทาง แผนที่ GPS ของ Bellissimo Cafe & Resort คลิ๊กที่นี่ครับ




  • ขับรถมาอีกเพียงอึดใจเดียวก็จะถึงแหล่งท่องเที่ยวเก่าแก่ของสวนผึ้ง บ้านหอมเทียนพิกัด GPS N13 32.684 E99 18.844





    มีทั้งร้านอาหารที่หลายคนบอกว่าอร่อย กิจกรรมทำเทียนหอม และบ้านหอมเทียนซึ่งเป็นร้านขายเทียนนั่นเอง



    ไอติมกะทิ ลูกลาน และน้ำกระเจี๊ยบซ่าก็มี ส่วนตัวยังไม่เคยลิ้มลอง



    วันนี้มาเยี่ยมชมบ้านเทียนหอมต้องเสียค่าเข้าคนละ 25 บาทซึ่งใช้แทนเป็นเงินสดในการซื้อเทียนหรือกิจกรรมทำเทียนหอมได้



    ก่อนถึงทางเข้าด้านในก็มีร้านค้าเช่าหลายร้านด้วยกัน บ้างก็ปิดตัวเองไปแล้ว แต่ก็ยังคงบรรยากาศเดิมๆ มุมสวยๆ ไว้ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปได้



    ดูไปดูมาก็คล้ายร้านอาหารบ้านไม้ชายน้ำแถวปากช่องทที่ตกแต่งด้วยของสะสมและเครื่องใช้ไม้สอยสมัยอดีต



    ตุ๊กตุ๊กหัวเต่าเหมือนที่ตรังเดะเลย



    มุมถ่ายรูปสวยๆด้านในก็มีหลายมุม



    เดินไปจนสุดทางด้านใน วันนี้ท้องฟ้าเป็นใจ ไม่เหมือนเมื่อวานที่ฝนเอาแต่ตกตลอดทั้งบ่าย



    จากนั้นก็เดินกลับมา ผ่านอุโมงค์ก่อไผ่แปลกตาดี



    กิจกรรมทำเทียนหอมราคาก็ตามขนาด



    จะทำเทียนให้เป็นรูปแกะก็ได้ ถ้ามีฝีมือและมีเงินเพียงพอ



    เห็นเด็กๆ สนุกกันใหญ่ แต่พวกเราคงพ้นวัยนั้นมานานมากแล้ว เลยเห็นว่าซื้อเอาดีกว่าทำเอง



    เข้ามาที่ highlight ของที่นี่ บ้านหอมเทียน



    ภายในถูกตกแต่งด้วยแสงเทียนนับร้อย



    ต้นไม้แห่งแสงเทียนแต่ทำไมมันต้องมีแกะอยู่ทุกที่ด้วยเนี่ย หรือว่าแกะมันกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำสวนผึ้งไปแล้ว



    พุ่มไม้นี้ก็เต็มไปด้วยเทียน ...ไม่มีแกะสักรูปจะได้มั้ยเนี่ย



    บ้างก็มืด บ้างก็สว่าง แต่ทุกที่จะมีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง แกะ



    ภายในบ้านหอมเทียนก็ยังมีมุมสวยๆ ให้ถ่ายรูปเช่นกัน



    จะถ่ายรูปคู่กับผู้พันแซนเดอร์สก็ได้ ว่าแต่ผู้พันเกี่ยวอะไรกับเทียนหอมเนี่ย



    หรือจะเป็นมุมหลายสีสรรแบบนี้ก็สวยไปอีกแบบ



    เทียนที่นี่มีให้เลือกซื้อหลากหลายมาก



    ตั้งแต่เทียนรูปทรงสี่เหลี่ยมธรรมดา แต่เน้นที่ลวดลาย



    เทียนในถ้วยแก้วทรงกลม แต่ออกแบบให้ดูเก๋และแตกต่าง



    และเทียนหอมมากกล่องนี้ ก็ไม่รู้ว่าหอมกว่าแค่ไหน เพราะไม่ได้ซื้อมาลอง



    เทียนวันเกิด



    เทียนรูปทรงแกะที่ตัวกลมเหมือนน้อยหน่า



    เทียนรูปทรงไก่



    นอกจากเทียนแล้ว เชิงเทียนดีไซน์เก๋ก็ยังมีขายอีกด้วย



    เชิงเทียนใหญ่เป็นต้นไม้เลยก็มี



    ชอบแสงจากเชิงเทียนนี้จัง ดูมีสีสรรและสวยดี



    เสร็จจากการช๊อปปิ้งเทียนแสนสวย ก็ได้เวลาอาหารกลางวัน เราเลือกที่จะทานที่ร้านครัวกระเหรี่ยงแต่ทัวร์ลงร้านแน่นจนไม่มีโต๊ะว่างสำหรับเรา จึงเปลี่ยนใจมาทานที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไข่สูตรคุณยายเพราะเคยได้ยินชื่ออยู่ ประกอบกับคนมาใช้บริการพอสมควร



    ส่วนตัวรสชาติของร้านนี้ยังไม่ถูกปากผมเท่าไรนัก ราคาอาหารก็แพงเหมือนอยู่ในกรุงเทพ เลยไม่ประทับใจร้านนี้เท่าที่ควร
    ดูรีวิว เมนูแนะนำ ข้อมูลเดินทาง แผนที่ GPS ของก๋วยเตี๋ยวไข่สูตรคุณยายอย่างละเอียด คลิ๊กที่นี่ครับ



    หลังจากอิ่มท้องแบบไม่ค่อยอร่อยแล้ว เราก็เดินทางเข้าที่พักสำหรับคืนที่สองที่ บ้านห้วยน้ำริน รีสอร์ทเหมาะสำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง



    จุดเด่นของที่นี่อยู่ที่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่มถึง 7 ขวด ไดร์เป่าผม สเปรย์ฉีดกันยุ่ง เครื่องทำน้ำร้อน และอื่นๆ อีกมากมาย รวมไปถึงอาหารเช้าที่อร่อยและหลากหลาย



    และยังมีห้องอ่านหนังสือและคาราโอเกะให้ผู้เข้าพักใช้บริการฟรีอีกด้วย



    จัดแจงเก็บข้าวของเข้าห้องเรียบร้อย ก็เที่ยวกันต่อเลย ขับรถไปตามเส้นทางหลัก (3038) ผ่านหน้าอำเภอสวนผึ้งมาได้ซัก 5 กิโลเมตรจะเจอสามแยกซึ่งมีภูผาผึ้งรีสอร์ทอยู่ตรงสามแยกพอดี เลี้ยงซ้ายมาได้ซักพักก็จะเจอกับรีสอร์ทวิวสวยแห่งหนึ่ง Swiss Valley Hip Resortพิกัด GPS N13 30.846 E99 17.208







    วิวสวยจริงๆ ครับสมชื่อ Swiss Valley



    ใครๆ มาที่นี่ก็มักจะมาถ่ายรูปกับป้ายนี้ไม่รู้ทำไม ผมก็เหมือนกัน



    ที่นี่รักษาความเป็นส่วนตัวของผู้เ้ข้าพัก เฉพาะผู้เข้าพักเท่านั้นถึงจะเข้าไปในบริเวณรีิสอร์ทได้ซึ่งภายในมีกิจกรรมต่างๆ เช่น เลี้ยงแกะ ยิงธนู พัตกอร์ฟ ขี่จักรยานชมสวนองุ่น ฝูงเป็ด ฝูงหงส์ และกระต่าย จะมีเพียงแค่ร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหารที่เข้าไปใช้บริการได้



    ด้วยความเป็นส่วนตัวแบบนี้ ทำให้ผมอยากจะเข้าไปพักที่ Swiss Valley Hip Resort สักครั้งเหมือนกัน แต่ยังชั่งใจกับราคาที่พักซึ่งแพงอยู่เหมือนกัน สำหรับคนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างผม



    วันนี้ยังไม่ได้เข้าไปข้างใน แวะร้านขายของที่ระลึกของรีสอร์ทไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน



    ภายในร้านมีมุมให้ถ่ายรูปด้วยนะครับ แต่ลืมถ่ายรูปมาฝาก



    ตรงข้าม Swiss Valley Hip Resort มีเต็นท์ขายของเรียงรายแน่นข้างทาง ทีแรกก็นึกว่าจะขายราคาถูกกว่าร้านขายของที่ระลึกตามรีสอร์ท แต่พอสอบถามก็รู้ว่าราคาไม่ได้ต่างกันบางชิ้นขายแพงกว่าในรีสอร์ทหรือใน Scenery Farm เสียอีก แต่มีร้านขายไวน์คูลเลอร์อยู่ร้านหนึ่งรสชาติอร่อยเหมือนน้ำผลไม้ยี่ห้อ Full Moon Wine Coolerเหมาะสำหรับผู้ทานไวน์ไม่เป็นแต่อยากได้ความอร่อยจากไวน์ แฟนผมชอบมาก เหมามา 1 ลัง



    นอกจากเต็นท์ร้านค้าต่างๆ แล้ว ยังมีรีสอร์ทตรงข้าม Swiss Valley Hip Resort แห่งหนึ่ง อาศัยหากินกับวิวและบรรยากาศ Swiss Valley Hip Resort โดยใช้ชื่อว่า บ้านชมสวิส



    ัขับรถจาก Swiss Valley Hip Resort ไปได้ซักประมาณ 500 เมตร ก็จะถึงจุดหมายสำคัญของเราในวันนี้ Scenery Farm



    เล่นเกมส์งานวัดในบรรยากาศวินเทจฟาร์ม



    จุดเด่นของ Scenery Farm ที่ไม่เหมือนฟาร์มแกะอื่นๆ คือเจ้าแกะตัวน้อยน่ารักฝูงนี้
  • ดูรีวิวเลี้ยงแกะ ข้อมูลเดินทาง แผนที่ GPS ของ Scenery Farm คลิ๊กที่นี่ครับ




  • ใช้เวลาชิลๆ ไปกับ Scenery Farm อยู่พักใหญ่ ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยัง Panoza ซึ่งเป็นจุดชมวิว ร้านค้าและร้านกาแฟของพนาลีรีสอร์ทที่พึ่งเปิดตัวมาได้ไม่นาน พิกัด GPS N13 33.101 E99 16.491







    มีทั้งร้านขายผักปลอดสารพิษ ร้านขายของที่ระลึก และร้านขายตุ๊กตาหมี



    ห้องข้างประตูทางเข้า จัดโชว์กระบองเพชรหลากหลายสายพันธุ์ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในทะเลทรายในแอฟรีกา



    กระบองเพชรต้นยักษ์ถูกตกแต่งให้กลายเป็นน้ำพุใจกลาง Panoza



    ร้านขายน้องหมี ถูกใจแฟนผมเป็นที่สุด น่ารักและราคาก็ไม่แพงจนเกินไป



    มีให้เลือกหลากหลายทั้งหมีเล็กหมีใหญ่



    ห้องน้ำออกแบบได้เก๋ไก๋มาก ต้องลองมาใช้้บริการครับ



    ร้านกาแฟที่ให้บริการทั้งกาแฟสด ไอศครีมโฮมเมด และ เค้ก



    วิวทิวทัศน์หน้าร้านกาแฟ ชิลดีแท้



    อีกมุมจากร้านกาแฟ



    มีมุมนั่งชิลสบายๆ โดยรอบบริเวณ



    เนื่องจากตรงนี้เป็นภูเขา การออกแบบโครงสร้างจึงต้องเล่นระดับ และ Panoza ก็ถูกออกแบบมาได้อย่างลงตัว สามารถขึ้นไปดูวิวชั้นสองและบนหอคอยชั้นสามได้จากบันไดข้างๆ ร้านค้า



    วิวทิวทัศน์จากชั้นสองครับ



    มองไปอีกข้างจะเห็นพนาลีรีสอร์ท หลังใหญ่บนเนินเขา ออกแบบสวยงามจริงๆ ทีแรกก็กะจะมานอนที่บ้านหลังนี้ แต่จองไม่ทัน เต็มไปเสียก่อน



    ขึ้นมาถึงชั้นสามซึ่งเป็นชั้นบนสุดที่ถูกโฆษณาว่าชมวิวแบบ 360 องศา ก็จริงอย่างคำบอกครับ มองไปรอบๆ ตัว ก็เห็นวิวสวยๆ ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นวิวมุมสูงของ Panoza



    วิวพนาลีรีสอร์ท



    เป็นอีกรีสอร์ทหนึ่งที่ผมอยากเข้าพัก แต่ไม่มีโอกาสเสียที



    วิวทิวป่าสนด้านตรงข้าม Panoza



    ถนนและทิวเขาซึ่งมุ่งหน้าไปยังน้ำตกเก้าชั้นและธารน้ำร้อนบ่อคลึง



    หลังจากเพลิดเพลินกับการชมวิว 360 องศาจนเต็มอิ่ม ก็ลงมาเดินเล่นด้านล่าง เหลือบไปเห็นหมาหน้าเหมือนโลโก้ของ Hush Puppies น่ารักมาก เลยเข้าไปเล่นด้วย แต่ท่าทางเขาจะไม่สนใจผมเท่าไรนัก เจ้าของเลยให้แพนเค้กเพื่อหลอกล่อให้เจ้า "มีทอง" มาสนใจผม เพียงแค่มีแพนเค้กอยู่ในมือเท่านั้นแหละ จับมือโพสต์ท่าให้ถ่า่ยรูปได้ทันที



    จากการได้พูดจากับเจ้าของรีสอร์ททำให้รู้ว่าเจ้าของรีสอร์ทน่ารักและอัธยาศัยดีมากเลยครับ คุยกันได้ซักพัก เขาก็ปล่อยหมาออกมาอีกตัวชื่อ "มีิเงิน" เป็นหมาพันธุ์โกลเด้นตัวใหญ่ยักษ์ เข้ามาทักทายผมด้วยเสียงเห่าคำรามจนผมตกใจ เนื่องจากไม่เคยเจอโกลเด้นเห่าได้มาก่อน เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปเจ้ามีเงินมาฝากเพราะเล่นกับมันจนเพลินไปหน่อย ชื่อหมาที่รีสอร์ทนี้เป็นมงคลมากเลยครับ เจ้ามีเงินและเจ้ามีทอง



    ระหว่างผมเล่นกับเ้จ้ามีเงินมีทองอยู่นั้น แฟนผมก็กำลังสร้างสรรค์งานศิลปะอยู่ โดยซื้อหมีตัวน้อยมาระบายสี สนนราคาอยู่ที่ตัวละ 20 บาท พร้อมสีเลือกใช้ได้ตามใจชอบ



    ออกมาได้หมีสีชมพูัตัวนี้ครับ ก่อนทำเสร็จผมว่ามันสวยกว่านี้นะ พอเติมอะไรๆ มากไป มันเลยดูเยอะ



    หลังจากอยู่ที่นี่ได้ชั่วโมงกว่าจนตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ก็ถึงเวลาต้องจากลาPanoza



    ไว้วันหลังจะแวะมาอีกน้า Panozaและเจ้ามีเงินมีทอง



    ติดตามต่อ Part 2 คลิ๊กที่นี่ครับ




     

    Create Date : 09 ตุลาคม 2554    
    Last Update : 18 ตุลาคม 2554 20:44:42 น.
    Counter : 13709 Pageviews.  

    รีวิวเลี้ยงแกะสามฟาร์มสามสไตล์ที่ Banyan Leaf,Bellissimo และ Scenery สวนผึ้ง พร้อมข้อมูลอย่างละเอียด

    ไม่ได้มาสวนผึ้งนานมากตั้งแต่สมัยที่รีสอร์ทต่างๆ ยังไม่ผลุดขึ้นเป็นดอกเห็ดอย่างปัจจุบัน ในสมัยนั้น Scenery Resort ยังเป็นรีสอร์ทเปิดให้ผู้คนเข้าพัก ซึ่งต้องจองที่พักกันล่วงหน้าข้ามปีกันทีเลยีเดียว และยังเป็นสถานที่เดียวที่มีฟาร์มเลี้ยงแกะนักท่องเที่ยวก็ให้การตอบรับกับ ฟาร์มเลี้ยงแกะเป็นอย่างดี จนต่อมา Scenery Resort จำเป็นต้องเก็บค่าอาหารเลี้ยงแกะ เนื่องจากจำนวนคนมาใช้บริการที่มากขึ้น แต่ในปัจจุบันนั้นฟาร์มเลี้ยงแกะในสวนผึ้งเพิ่มขึ้นอีกมากมาย จนแทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำเภอสวนผึ้งและจังหวัดราชบุรีไปแล้ว ผมกับเพื่อนๆ ถึงกับแซวกันว่า คงต้องเพิ่มแกะเข้าไปในคำขวัญของจังหวัดราชบุรีในสักวัน

    วันนี้ผมจึงพาไปตระเวนเลี้ยงแกะตามที่่ต่างๆ ไปดูกันครับว่าที่แกะที่ไหนน่ากอดที่สุด

    เริ่มจากที่แรกBanyan Leaf Resortเป็นรีสอร์ทที่พึ่งเปิดตัวได้ไม่นาน และพึ่งมีฟาร์มเลี้ยงแกะเป็นของตัวเอง และเปิดบริการสำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งไม่จำเป็นต้องพักที่นี่ ก็สามารถมาให้อาหารแกะกอดขนนุ่มๆ ของมันที่นี่ได้



    Banyan Leaf Resort ค่อนข้างไกลจากตัวอำเภอสวนผึ้งและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่ก็ไม่ลำบากเกินไปสำหรับคนที่มีรถส่วนตัว โดยขับรถไปทางบ้านอ้อมกอดขุนเขา, The CAMP Boutigue Resort, หรือ ธีรมา คอทเทจ ตรงไปจากบ้านอ้อมกอดขุนเขาประมาณ 7 - 8 กิโลเมตร จะเจอสามแยกซึ่งสามแยกนี้จะถึงก่อนครัวม่อนไข่หรือร้านกาแฟอามันเต้และที่สามแยกนี้มีป้ายบอกทางของ Banyan Leaf Resort ด้วย เลี้ยวขวาจากสามแยกนี้ไปจะเจอสวนผึ้งออร์คิดทางด้านขวามือ ตรงไปเรื่อยๆ ประมาณ 16 กิโลเมตรก็จะเจอ Banyan Leaf Resort อยู่ทางด้านซ้ายมือพิกัด GPS The CAMP Boutigue Resort N13 42.324 E99 12.029สามารถคลิ๊กดูแผนที่ Google ได้ด้านล่างครับ ถ้าใครยังไปไม่ถูกสามารถโทรไปถามการเดินทางกับทางรีสอร์ทได้ที่เบอร์ 0814412743




    ถึงแม้ว่าฟาร์มเลี้ยงแกะที่นี่พึ่งเปิดให้บริการ แต่แกะที่นี่ค่อนข้างคุ้นกับคนเรียกได้ว่าไม่กลัวคนเลย



    อาหารเลี้ยงแกะที่นี่ค่อนข้างแปลกกว่าที่อื่น คือเป็นอาหารเม็ดไม่ใช่หญ้าลูซี่อย่างหลายๆ ฟาร์มในสวนผึ้ง แต่จากการพูดคุยกับคนเลี้ยงแกะส่วนใหญ่จะนิยมเลี้ยงแกะด้วยหญ้าลูซี่ในตอนเช้าและอาหารเม็ดในตอนเย็น สนนราคาของอาหารเม็ดอยู่ที่กระป๋องละ 50 บาท ไปสองคนซื้อแค่กระป๋องเดียวก็ได้ครับ ทางรีสอร์ทไม่บังคับ



    แกะที่ Banyan Leaf Resort นี้ดูร่าเริงและแข็งแรงดี



    ผมเดินไปทางไหนก็จะกรู่เข้ามารุมผมตลอดเวลา ก็แน่ละครับเพราะเป็นลูกค้าเพียงกลุ่มเดียวของรีสอร์ทในช่วงเย็นวันศุกร์แบบนี้ เลยเป็นการเลี้ยงแกะแบบส่วนตั๊วส่วนตัว



    ผมวิ่ง น้องแกะก็วิ่งตาม ออกกำลังกายยามเย็นกันหน่อย เป็นข้อพิสูจน์ว่าแกะที่นี่แข็งแรง ร่าเริง และไม่กลัวคนจริงๆ



    แท่นนี้ทางรีสอร์ทออกแบบมาเพื่อวางอาหารเม็ดเลี้ยงแกะครับ



    ดูท่าทางจะกินกันลำบากนะเนี่ย



    แต่ก็รุมกินโต๊ะกันใหญ่



    อาหารเม็ดกระป๋องแรกหมดอย่างรวดเร็ว น้องแกะหันมองมาด้วยแววตาน่าสงสาร เลยต้องซื้ออีกกระป๋อง



    ใกล้ชิดแบบกอดกันเป็นเกลียว กอดขนนุ่มๆ ของมัน



    ส่วนแฟนผมไม่กล้าเข้ามาให้อาหารแกะภายในรั้ว ทางรีสอร์ทเลยปล่อยลูกแกะตัวน้อยออกมา 3 ตัว



    แต่เธอก็โดนรุมเหมือนกัน



    หรือจะให้อาหารแบบนี้ก็ได้ครับ วางไว้ข้างๆ รั้ว น้องแกะก็สามารถครับ



    สาเหตุที่เธอไม่กล้าถือกระป๋องอาหารเข้าไปในรั่วเนื่องจากกลัวแกะกระโจนใส่ ด้วยความที่แกะที่นี่ไม่กลัวคนและ มีนิสัยร่าเริงแข็งแรง บางครั้งก็อาจจะกระโจนเข้าในผู้ให้อาหารได้ครับ ผมก็โดนกระโจนเหมือนกัน นอกจากการกระโจนแล้ว ตอนโดนรุมยังโดนน้องแกะเหยียบเท้าด้วยครับ แต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรนะครับ แต่คุณลุงผู้เลี้ยงแกะก็ดูแลพวกเราอย่างดี ทำให้ผมรู้สึกสะดวกสบายและไม่อึดอัดพร้อมๆ กัน ตอนเล่นกับแกะคุณลุงเลี้ยงแกะก็จะคอยดูแลความปลอดภัยอยู่ห่างๆ และดูความต้องการของเรา คอยเรียกแกะให้ เดินเล่นถ่ายรูปได้เต็มที่



    ทางรีสอร์ทค่อนข้างให้อิสระกับน้องแกะที่นี่ บางตัวก็มุดลอดรั้วออกมานอกคอก ก้ไม่มีใครว่าอะไร เดินเล่นได้ทั่วทั้งรีสอร์ทเลย ส่วนบ้านด้านหลังที่เห็นเป็นร้านขายของที่ระลึกครับ



    ให้อาหารไม่ทันใจ มุดหัวเข้าไปในกระป๋องซะเลย



    และแล้วอาหารกระป๋องที่สองก็หมดลง



    คุณลุงแกเลี้ยงแกะด้วยความรักจริงๆ ครับ สังเกตุจากที่แกคอยลูบหัวลูบตัวและดูแลน้องแกะเป็นอย่างดี แกะเดินตามแกโดยไม่ต้องต้อนเลยครับ และน่าจะเป็นอีกสาเหตุที่แกะที่นี่ไม่กลัวคน ร่าเริงและแข็งแรง



    ท้องฟ้าใกล้หมดแสงอาทิตย์แบบนี้ ได้เวลากลับคอกของน้องแกะแล้วครับ



    ถึงแม้จะร่าเริงมีอิสระ แต่ตอนกลับคอกก็เดินต่อแถวกันอย่างเรียบร้อย ข้ามลำน้ำไปทางด้านในรีสอร์ท



    ก่อนกลับคอก ขอแวะกินหญ้าซักครู่



    แล้วคุณลุงแกก็พาน้องแกะเดินลับไปทางด้านหลังรีสอร์ท



    หลังจากน้องแกะกลับคอกไป ผมก็มาเก็บบรรยากาศรอบๆ รีสอร์ท มีธารน้ำผ่านหน้ารีสอร์ทพร้อมที่นั่งชิลๆ



    สามารถลงไปเล่นน้ำได้ด้วย



    มีมุมถ่ายรูปสวยๆ กับเก้าอี้สีแดง



    เก้าอี้สีแดงตัดกับหญ้าสีเขียว และกิ่งไม้สีขาวนี่อาร์ตจริงๆ



    สวยทั้งกลางวันและกลางคืน



    บรรยากาศที่นี่ดีมากครับ เงียบสงบและเป็นส่วนตัว เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างยิ่ง



    ข้อเสียเล็กๆ ของรีสอร์ทนี้อยู่ที่ค่อนข้างไกลจากแหล่งท่องเที่ยวในสวนผึ้งพอสมควร



    สามารถเข้าไปถ่ายรูปด้านในรีสอร์ทได้นะครับ โดยให้้พนังงานพาเข้าไป แต่ผมเกรงใจผู้พักอาศัยเลยไม่ได้เก็บบรรยากาศภายในมาให้ ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาสได้พักผ่อนที่นี่จะเก็บบรรยากาศมาให้อย่างละเอียดเลยครับ



    ด้านข้างบ้านของน้องแกะ มีร้านกาแฟรังนก Coffee Nest



    การตกแต่งภายในร้านยึดตาม concept ของชื่อร้าน ไม่ว่าจะเป็นที่นั่งหรือโต๊ะล้วนออกแบบให้คล้ายกับรังนกโดยใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก



    ชาเขียวที่นี่เข้มข้นด้วยนม รสชาติอร่อยดี แต่ขาดความเข้มข้นของรสชาเขียวไป ไม่เหมาะสำหรับคนชอบทานชารสหนักๆ อย่างผม ราคาแก้วนี้ 50 บาทครับ



    นอกจากกาแฟแล้วยังมีปุหรือเหล้าของชาวเขา และไวน์คูลเลอร์ท้องถิ่นขายอีกด้วย



    ซึ่งผมก็ซื้อมาลองชิม 3 ขวด 100 บาท แต่ยังไม่ได้ชิมเลย ไม่รู้รสชาติเป็นอย่างไร



    ถือเป็นฟาร์มเลี้ยงแกะที่ผมประทับใจมากที่สุดในทริปนี้ ได้สัมผัสแกะที่แข็งแรงร่าเริง คุ้นเคยและเป็นกันเอง วิ่งเล่นโอบกอดได้อย่างสนุกสนาน ถ้ารีสอร์ทยังคงรักษาคุณภาพของการบริการและเลี้ยงแกะด้วยใจรักแบบนี้ ฟาร์มเลี้ยงแกะแห่งนี้จะดึดดูดผู้คนให้มาพักผ่อนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมของรีสอร์ทได้ที่ www.thebanyanleaf-resort.com




    มาต่อกันที่ฟาร์มเลี้ยงแกะแห่งที่สองBellissimo Cafe and Resort ซึ่งตอนที่ผมไปนั้นยังเป็นเพียงแค่ Cafe เพราะ Resort ยังไม่เปิดให้บริการ สอบถามกับทางเจ้าของร้านได้ความว่าจะเปิดให้บริการประมาณตุลาคม 2554 นี้

    ทำเลที่ตั้งของ Bellissimo Cafe and Resort ค่อนข้างได้เปรียบฟาร์มเลี้ยงแกะอื่นๆ เนื่องจากอยู่ติดถนนสายหลัก (3038) และห่างจากตัวอำเภอสวนผึ้งเพียงแค่สามกิโลเมตร อีกทั้งยังมีรถประจำทางราชบุรี-โรงเรียนสินแร่สยาม วิ่งผ่านอีกหน้ารีสอร์ทอีกด้วย จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้เดินทางด้วยรถส่วนตัว วิธีเดินทางด้วยรถส่วนตัวก็แสนง่าย แค่เพียงขับเลยตัวอำเภอสวนผึ้งไปทางบ้านเทียนหอมเลยบ้านเทียนหอมไปไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรก็จะเจอ Bellissimo Cafe and Resort อยู่ทางด้านซ้ายมือพิกัด GPS Bellissimo Cafe and Resort N13 32.681 E99 18.594สามารถคลิ๊กดูแผนที่ Google ได้ด้านล่างครับ



    ขับรถมาเรื่อยๆ จะเจอป้ายนี้โดดเด่นมากครับ หาเจอแน่นอน



    บรรยากาศโดยรวมของที่นี่เป็นสนามหญ้าโล่งๆ ต้นไม้ยังน้อยอยู่ เพราะรีสอร์ทยังเล็กอยู่ เพิ่งเริ่มก้าวเดิน เลยทำให้บรรยากาศดูร้อนๆ ไปนิด



    เข้ามาด้านในอีกนิดก็จะเจอร้านกาแฟสไตล์อิตาลี



    ข้างซ้ายของร้านขายกาแฟเป็นฟาร์มแกะ มีซุ้มซื้อตั๋วอยู่ด้านหน้า สนนราคาค่าเข้าอยู่ที่คนละ 40 บาทพร้อมอาหารสำหรับแกะ



    อาหารสำหรับแกะมีให้เลือกสองอย่างคือ นมขวด และ หญ้าลูซี่ ผมไปกันสี่คนเลือกนม 2 ขวดและหญ้าลูซี่ 2 กำ



    เมื่อเข้ามาในบริเวณรั้ว น้องแกะก็รีบวิ่งเข้ามาหาพวกเราทันที



    แต่บางตัวก็เดินกันมาเรื่อยๆ กินก็ได้ ไม่กินก็ได้ ไม่เหมือนที่ The Banyan Leaf เพราะแกะที่นั่นทุกตัวกรู่เข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว



    นมขวดสำหรับแกะน้อยที่แขวนกระดิ่งเท่านั้นนะครับ ซึ่งมีอยู่ 3 ตัว



    แกะที่นี่กินหญ้ากันแบบผู้ดี เรียบร้อยครับไม่กระโจนใส่คน



    เรียบร้อยขนาดที่ว่าต่อคิวกินหญ้า เหมือนผู้ดีอังกฤษจริงๆ



    เกิดมาก็พึ่งเคยเห็นนี่แหละครับแกะต่อคิวกินหญ้าUnseen in Thailand จริงๆ



    สาเหตุที่แกะเรียบร้อยและไม่กระโจนใส่คน ก็เพราะว่าน้องแกะยังไม่คุ้นเคยกับคนนั่นเอง พอเวลากินหญ้าก็จะกินห่างๆ จากตัวคน



    สังเกตุตอนให้อาหารก็จะเว้นระยะห่างจากคนตลอดเวลา



    ถึงแม้จะมารุมก็เป็นการรุมแบบเรียบร้อย ไม่กระโจนหาคนเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าเป็นที่ The Banyan Leaf ป่านนี้สองคนนั้นถูกแกะรุมรอบตัวจนถึงกับไม่มีที่ยืนไปแล้ว



    แกะที่นี่จึงเหมาะกับเด็กหรือคนที่กลัวโดนแกะทำร้ายร่างกายอย่างเช่นแฟนผมเป็นต้น



    ถ้าใครเมื่อย ขี้เกียจยืนร้อนๆ ก็มีเก้าอี้และร่ม สามารถนั่งให้อาหารได้



    เมื่อทำงานเสร็จ พวกเขาก็จะมาหลบร้อนที่เพิงแห่งนี้ ดูน้องแกะที่นี่ไม่ค่อยร่าเริงเท่าไรนัก หรืออาจเป็นนิสัยของแกะสายพันธุ์นี้ก็ได้นะครับ ต่างกับแกะที่ The Banyan Leaf ราวฟ้ากับเหว แต่ส่วนตัวผมชอบแกะที่ The Banyan Leaf มากกว่า ดูมีชีวิตชีวาดี แม้จะกระโจนใส่และเหยียบเท้าผมหลายๆ รอบก็ตาม



    พอได้เวลาทำงานก็วิ่งออกจากเพิงไปหาลูกค้า



    เสร็จงานก็เดินคอตกกลับเพิง



    บรรยากาศภายในรั้วน้องแกะ แต่งเติมสีสันอีกซักนิดจะสวยเลย



    มาดูในส่วนของร้านกาแฟกันบ้างดีกว่า การออกแบบภายนอกสีสันสดใสดี แต่ผมว่ามันดูเหลี่ยมๆ มากไปหน่อยร้านแบ่งออกเป็นสองส่วนคือส่วนที่เป็นร้านกาแฟภายในติดแอร์เย็นฉ่ำ อีกส่วนคือร้านขายของที่ระลึกดูมืดๆ ไปนิด ติดไฟและตกแต่งอีกซักหน่อยก็จะน่าเดินมากขึ้นครับ



    ภายในเป็นร้านกาแฟเล็กๆ ซึ่งตกแต่งร้านได้น่ารักน่านั่งเสียเหลือเกิน



    เก้าอี้เบาะนุ่มๆ โซฟา หนังสือ และเพลงเบาๆ



    นั่งจิบชายามบ่ายพร้อมวิวหญ้าเขียว ชิลดีแท้



    บลูฮาวายแก้วนี้ รสชาติเข้มข้นน้อยไปนิด ไม่ถูกปากผมเท่าที่ควร ไม่เปรี้ยวหวานเหมือนที่เคยทาน



    มีน้ำเปล่าบริการฟรี แก้วเก๋ไก๋เสียจริง



    ภายนอกห้องแอร์ก็จัดโต๊ะไว้น่านั่ง บรรยากาศสบายๆ



    โต๊ะและเก้าอี้หลากสไตล์



    แต่อากาศตอนนี้ร้อนมากเลย ถึงแม้นั่งในร่มก็แทบจะเป็นลม



    แอบเหลือบไปเห็นบ้านข้างๆ ร้านกาแฟ ซึ่งดูเหลี่ยมๆ เหมือนร้านกาแฟ
    เลยถามคุณลุงเจ้าของว่า "ที่นี่ให้พักคืนละเท่าไรครับ"
    คุณลุงตอบกลับมาว่า "หลังนั้นบ้านผมเอง ตอนนี้รีสอร์ทยังไม่เสร็จครับ เสร็จประมาณเดือนตุลา"



    มองไปข้างๆ บ้านเหลี่ยมหลังนั้นเลยเห็นพื้นที่ซึ่งกำลังก่อสร้างรีสอร์ทอยู่ ไม่รู้ว่าจะออกมาเหลี่ยมๆ เหมือนบ้านคุณลุงหรือเปล่า



    ถือเป็นฟาร์มแกะ ร้านกาแฟ และรีสอร์ทที่ทำเลดีมาก เดินทางสะดวก เหมาะกับผู้ที่โดยสารรถสาธารณะ บรรยากาศโดยรวมก็สบายๆ นั่งเพลินๆ น้องแกะก็กินอาหารอย่างสุภาพเรียบร้อย ด้วยทำเลและบรรยากาศแบบนี้ ประกอบกับมีฟาร์มแกะสำหรับนักท่องเที่ยว และเจ้าของยังคงใส่ใจดูแลทั้งสถานที่และลูกค้า ผมเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ Bellissimo Cafe and Resort จะเป็นรีสอร์ทและแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับต้นๆ ของสวนผึ้งเลยทีเดียว

    สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปดูได้ที่ facebook ของรีสอร์ท th-th.facebook.com/bellissimo.suanpeung




    ฟาร์มแกะฟาร์มสุดท้ายที่ผมจะพาไปในวันนี้ เป็นฟาร์มแกะแห่งแรกดั้งเดิมของสวนผึ้ง Scenery Resort ซึ่งทำให้สวนผึ้งเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว วันนี้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Scenery Farm โดยปิดบริการห้องพักและหันมาให้บริการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ให้นักท่องเที่ยวได้เต็มอิ่มกับกิจกรรมต่างๆ มากมาย



    ลองนึกถึงชนบทในแถบยุโรปย้อนยุค หรือวินเทจฟาร์ม บรรยากาศนี้แหละใช่เลย



    การเดินทางไป Scenery Farm ก็ไม่ยากสำหรับผู้ที่มีรถส่วนตัว เมื่อเลยอำเภอสวนผึ้งมาได้ซัก 5 กิโลเมตรจะเจอสามแยกซึ่งมีภูผาผึ้งรีสอร์ทอยู่ตรงสามแยกพอดี ให้เลี้ยงซ้ายซึ่งเป็นเส้นทางที่ไปน้ำตกเก้าโจนหรือธารน้ำร้อนบ่อคลึง เข้าไปประมาณ 5 กิโลเมตรก็จะเจอ Scenery Farm ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ Swiss Valley Hip Resort พิกัด GPS Scenery Farm N13 30.549 E99 17.384สามารถคลิ๊กดูแผนที่ Google ได้ด้านล่างครับ



    เสียค่าเข้าชมฟาร์มคนละ 40 บาท โดยจะได้คูปอง 1 ใบสำหรับแลกหญ้าลูซี่หรือเป็นส่วนลด 10 บาทในการเล่นเกมส์



    จริงจังเรื่องรักษาความสะอาดทั้งคนและแกะโดยล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลและพ่นตัวด้วยสเปรย์แอลกอฮอล์อีกทีหนึ่ง



    หลังจาเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนธุรกิจมาเป็น Scenery Farm ที่นี่ก็ดูมีอะไรๆ มากขึ้นกว่าเดิม



    ร้านของที่ระลึก มีทั้งน้ำผึ้ง รถเขนสุนัข โคมไฟ เหมาะสำหรับผู้ชื่อชอบการตกแต่งบ้านสไตล์วินเทจอย่างแท้จริง



    มีรังนกขายด้วยนะครับ แต่รังนกอันนี้ท่าทางจะกินไม่ได้ คงฟันหักก่อน



    เก้าอี้สีแดงตัดสนามหญ้าสีเขียว ต้นกำเนิดก็มาจากที่นี่แหละ



    มีมุมสวยๆ มากมาย ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกับ



    มาสวมบทบาทเป็นเจ้าของฟาร์มวินเทจแห่งนี้กันซักวัน



    ม้าแคระยืนเหงาใจ รอเด็กๆ มาขี่และเล่นด้วย



    ได้บรรยากาศของงานวัดโดยการเล่นเกมส์ทั้งปาเป้า เตะบอล ชู๊ตบาส น้องๆ พนักงานที่นี่น่ารักครับ ให้ซ้อมก่อนจนกว่าจะเก่งแล้วค่อยเล่นแบบเสียเงินก็ยังได้ ส่วนตัวตอนซ้อมปาตุกตาเข้าตะกร้าทุกตัวเลยแต่พอเล่นจริงไม่เข้าซักตัวเดียว เซ็งจริงๆ ใครขี้เกียจเลี้ยงแกะก็นำบัตรแลกหญ้าลูซี่มาเป็นส่วนลดเล่นเกมส์ก็ได้นะครับ



    ไปเลี้ยงแกะกันบ้างดีกว่า ที่นี่ผู้คนค่อนข้างพลุพล่านเนื่องจากเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวโดยทั่วไป เรียกได้ว่าใครที่เคยมาสวนผึ้งแล้วไม่รู้จักหรือไม่เคยมาที่ Scenery นี่ถือว่ามาไม่ถึงสวนผึ้งกันเลยทีเดียว



    ทั้งแกะและคนจึงเดินชนกันไปมา เพราะคนค่อนข้างหนาตา ผมเดินถือหญ้าลูซี่พาดบ่าไว้ แล้วหันตัวทำให้หญ้าที่พาดบ่าไปโดนหน้าสาวสวยคนหนึ่ง ผมหันไปมองพร้อมทั้งขอโทษเธอด้วยความจริงใจ เธอก็ยิ้มกลับมาแล้วบอกผมว่า "ไม่กินหญ้าค่ะ"...



    ผู้คนต่างมีความสุขกับการถ่ายรูปกับน้องแกะ



    เนื่องจากผู้คนต่างหลั่งไหลมาให้อาหารแกะกันที่นี่ แกะที่นี่จึงเลือกกินครับ หญ้าบางกำเอาไปวางไว้หน้าปาก มันยังไม่สนใจเลย



    แต่หญ้าบางช่อก็มารุมกินกันอย่างเอร็ดอร่อย



    แกะที่นี่นิสัยดีครับ ไม่กระโจนใส่ผู้ให้อาหารและคุ้นเคยกับมนุษย์เป็นอย่างดี (ก็แน่ล่ะ มนุษย์มากันวันละเป็นพันๆ คน) จะกอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างไรก็ไม่ว่า แต่ก็ดูไม่ร่าเริงเท่าไรนัก สงสัยจะกินกันเหนื่อย



    บ้างก็มายืนรวมตัวกันเป็นนายแบบให้มนุษย์ถ่ายรูปด้วย



    นี่มันแกะหรือวัวเนี่ย



    จุดเด่นของ Scenery Farm ที่ไม่เหมือนฟาร์มแกะอื่นๆ คือเจ้าแกะตัวน้อยน่ารักฝูงนี้



    ตัวเล็กตัวน้อยมารุมแทะเล็มหญ้าลูซี่กันเป็นการใหญ่



    ฟาร์มอื่นถึงแม้จะมีลูกแกะบ้าง แต่หน้าตาก็ไม่น่ารักเท่าที่นี่



    ป้อนอาหารไปพลาง ลูบหัวไปพลาง น่ารักเสียจริงเชียว



    น่ารักน่ากอดไหมครับ



    มองไปก็คลายพุดเดิ้ลเนอะ



    ดูแล้วน้องแกะตัวน้อยเหล่านี้มีความสุขในการกินมากกว่าพี่ๆ หรือพ่อแม่ของมัน อาจเป็นวัยกำลังโต พลอยทำให้ผู้ให้อาหารมีความสุขไปด้วย



    มีรั้วกั้นเป็นสัดสวดระหว่างน้องแกะตัวน้อยและบรรดาเหล่าแกะขนปุยตัวใหญ่



    ถ้าไปถูกเวลาจะมีพนักงานมาขายนมขวด สนนราคาอยู่ที่ขวดละ 30 บาท ซึ่งเจ้าตัวน้อยจะกรูกันเข้ามารุมล้อมรอบตัวผู้ที่มีขวดนมอยู่ในมืออย่างแน่นอน เพราะเจ้าตัวน้อยชอบดูดนมมากกว่าแทะเล็มหญ้าลูซี่มากนัก



    เป็นธรรมดาสำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนหลั่งไหลกันมาจากทุกสารทิศ ก็ัมักจะมีสภาพโทรมลงเล็กน้อย หญ้าที่เคยปูเต็มฟาร์มก็กลายเป็นดินลูกรัง



    เดินลึกเข้ามาจากฟาร์มแกะ จะเป็นส่วนของ Scenery Resort เดิมซึ่งมีศาลพระภูมิเป็นเอกลักษณ์มาก



    เดินเลยไปอีกนิดก็จะมีร้านขายของที่ระลึกดั้งเดิม ซึ่งห้ัามถ่ายรูปภายในร้าน ด้านหน้าร้านก็จัดมุมถ่ายรูปส่วนๆ ไว้ให้พวกเราได้ถ่ายกัน



    ข้างๆ มีเต็นท์ขายของที่ระลึกตั้งเรียงรายอยู่โดยรอบ ราคาน่าคบกว่าร้านติดแอร์ดั้งเดิม เช่นส้อมจิ้มผลไม้น้องแกะก็แค่อันละ 10 บาทเท่านั้น



    ว่าแต่ว่า อันนี้มันแกะหรือน้อยหน่า



    สุดท้ายเป็นโซนห้องพักซึ่งปิดให้บริการไปแล้ว ตั้งแต่มาที่นี่ครั้งแรกและได้เข้าไปทานข้าวในบริเวณด้านในของรีสอร์ท ก็หวังว่าซักวันหนึ่งจะมานอนตีพุงอยู่ฟังเสียงลำธารสบายๆ ซักคืนสองคืน แต่ด้วยความที่จองข้ามปีกว่าจะได้เข้าพัก เลยทำให้ไม่มีโอกาสมาที่นี่เลยจนกระทั่งปิดบริการไป



    แรงดึงดูดของ Scenery Farm สำหรับผม เห็นจะเป็นน้องแกะตัวน้อยน่ารักเหล่านั้น บรรยากาศชิลๆ สไตล์วินเทจฟาร์มแบบยุโรป มุมถ่ายรุปสวยๆ หลายๆ มุม ประกอบกับรอยยิ้มและการบริการของพนักงานทุกคน จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผมกลับมาที่นี่ครั้งแล้วครั้งเล่า

    จบรีวิวไปเลี้ยงแกะทั้งสามแบบสามสไตล์ ใครชอบแบบไหนก็ไปได้ตามใจเลยครับ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมบล๊อกผมครับ




     

    Create Date : 29 กันยายน 2554    
    Last Update : 18 ตุลาคม 2554 20:46:47 น.
    Counter : 21015 Pageviews.  

    รีวิวบ้านห้วยน้ำริน รีสอร์ท แบบ Deluxe Garden สวนผึ้ง พร้อมข้อมูลอย่างละเอียด

    ความคุ้มค่า 4/5
    บรรยากาศภายในห้องพัก 3/5
    ความสะอาด 5/5
    สิ่งอำนวยความสะดวก 5/5
    บรรยากาศโดยรอบรีสอร์ท 4/5
    การบริการ 5/5
    อาหารและเครื่องดื่ม 4/5
    Location 3/5

    บ้านห้วยน้ำรินรีสอร์ทนี้เพื่อนผมเป็นคนเลือกเนื่องจากชอบอยู่ท่ามกลางป่าไม้แบบธรรมชาติ ผมจองบ้านแบบ Deluxe Garden ซึ่งเป็นบ้านที่ราคาถูกที่สุด ในวันเสาร์เดือนสิงหาคมซึ่งถือว่ายังเป็น Low Season ด้วยราคา 2,000 บาท โดยจองตรงกับทางรีสอร์ทที่เวปไซต์ //www.baanhuaynamrin.com/ แล้วโอนเงินมัดจำครึ่งหนึ่งไป พร้อมกับเก็บสลิปไว้เป็นหลักฐาน

    บ้านห้วยน้ำริน ตั้งอยู่ก่อนถึงตัวอำเภอสวนผึ้งประมาณ 4 กิโลเมตร รีสอร์ทนี้ไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่ ต้องเข้าไปจากทางหลักอีกประมาณ 200 เมตร บริเวณหน้าทางเข้าจะมีป้ายรีสอร์ทบอกอยู่และยังมีร้านอาหารเพื่อนกันเป็นจุดสังเกตุอีกด้วย อาจจะไม่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว แต่ก็นับว่ารีสอร์ทนี้ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่าง บ้านหอมเทียน Scenery Farm แต่อาจจะไกลไปนิดสำหรับร้านครัวม่อนไข่ และร้านกาแฟอามันเต้ พิกัด GPS บ้านห้วยน้ำริน N13 32.442 E99 21.668 สามารถคลิ๊กดูแผนที่ Google ได้ด้านล่างครับ



    บรรยากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพัก

    ภายในบ้านแบบ Deluxe Garden ถูกออกแบบให้คล้ายกระท่อม ผนังบ้านโค้งเป็นวงกลมสีขาวดูสะอาดสะอ้าน เตียงนอนและผ้าห่มนุ่มสบาย สภาพห้องเหมือนใหม่ แสดงถึงการบำรุงรักษาห้องได้ดีมาก



    มีสไตล์ด้วยการตกแต่งไฟใต้เตียง ทำให้ห้องดูมีมิติ และมีปลั๊กเสียบไฟอยู่ทุกที่ที่เราต้องการใช้และสวิตช์เปิด-ปิดไฟจากหัวเตียงซึ่งทำให้ตอนนอนไปต้องเดินไปปิดไฟ ถือว่าใส่ใจรายละเอียดได้ดีมากเลยครับ ด้านข้างเตียงถูกออกแบบให้เป็นที่นั่งเล็กๆ ซึ่งส่วนตัวไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้เท่าไรนัก เพราะนั่งแล้วรู้สึกไม่สบายเท่าที่ควร หลังมันตรงเกินไป




    มีหนังสือให้อ่านก่อนนอนที่หัวเตียง เป็นหนังสือการใช้ชีวิตและสารคดี ซึ่งเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ถูกใจผมมาก



    และมีตะเกียงเก๋ๆ ไว้สำหรับจุดเพื่ออ่านหนังสืออีกด้วย

    <


    ด้านปลายเตียงเป็นมุมตั้ง โทรทัศน์ซึ่งได้สัญญาณจากจานดาวเทียมจึงมีให้เลือกดูเป็นร้อยๆ ช่อง แต่บางครั้งสัญญาณก็ขาดหายถ้ามีพายุเข้า ที่นี่ไม่มีเครื่องเล่น DVD นะครับ ส่วนด้านล่างถูกออกแบบให้เป็นที่เก็บกระเป๋าโดยมีผ้าม่านปิดอยู่



    ด้านข้างโทรทัศน์มีแก้วเทียนและไฟแช็ก ไว้สร้างความโรแมนติกอีกด้วย และยังมีสเปรย์กันยุ่งและไฟฉาย สำหรับเดินออกข้างนอกบ้านในเวลากลางคืน เนื่องจากยุงข้างนอกเยอะมาก เรียกได้ว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันจริงๆ



    รีโมทมีสองอัน สำหรับโทรทัศน์และจานดาวเทียม ส่วนกุญแจที่เห็นคือกุญแจบ้านเบอร์ 3 (3 จุด) ซึ่งก็คือบ้านที่ผมอยู่ กุญแจเก๋ไก๋ทีเดียว



    ด้านหลังโทรทัศน์ใกล้ประตูทางเข้าจะตู้เย็นและมุมชงกาแฟ



    ด้านล่างตู้เย็นถูกออกแบบให้เป็นที่เก็บกระเป๋า มีร่มกันแดดกันฝนจัดเตรียมไว้ให้ผู้พักอาศัยด้วย

    <


    กระติกน้ำร้อน เนสกาแฟ และ โอวัลติน ถูกจัดเตรียมไว้ให้โดยไม่มีชาร์ตเพิ่ม



    น้ำดื่มก็เช่นกัน จัดเตรียมไว้ให้ถึง 7 ขวด เรียกได้ว่าดื่มก็แล้วต้มก็แล้วก็ยังไม่หมด เป็นรีสอร์ทที่เข้าใจถึงความต้องการของนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง เพราะผมพักที่ไหนก็มักจะซื้อน้ำดื่มขวดใหญ่อย่างน้อยสองขวดเขาไปในรีสอร์ทด้วยเสมอ แต่ที่นี่ไม่ต้องเตรียมเลย



    อีกด้านของห้องจะเป็นส่วนอาบน้ำซึ่งอยู่ด้านหลังโทรทัศน์ ส่องสว่างด้วยไฟสีแดงซึ่งอาจจะเป็นข้อเสียสำหรับคนแต่งหน้าเพราะไฟสีแดงจะทำให้สีสรรบนใบหน้าเพี้ยนไป แต่ไม่ใช่ทุกห้องจะใช้ไฟสีแดง เพราะห้องเพื่อนผมใช้ไฟสีเหลือง ราวกับว่าสีของไฟเป็นเอกลักษณ์ประจำห้องแต่ละห้อง



    ภายในส่วนอาบน้ำประกอบไปด้วยห้องส้วม ห้องฝักบัว และอ่างล้างหน้า



    อ่างล้างหน้าดีไซน์สวยและแข็งแรง มีสบู่เหลวล้างมือในขวดปั๊มจัดเตรียมไว้ให้ ส่วนHome Fragrance (ไม่รู้จะเรียกภาษาไทยว่าอะไร น้ำหอมบ้าน ก็แปลกๆ) ขวดสีแดงนี้ส่งกลิ่นหอมเบาๆ สบายๆ และผ่อนคลายไปทั้งห้อง ถึงขนาดต้องจำยี่ห้อมาหาซื้อในกรุงเทพกันเลยทีเดียว ซึ่ง Home Fragrance แต่ละหลังกลิ่นก็ไม่เหมือนกัน ของเพื่อนผมเป็นขวดสีเหลือง สังเกตุเห็นว่าสีของขวด Home Fragrance นั้นเป็นสีเดียวกับไฟส่องสว่าง ไม่แน่ใจว่าเป็นความตั้งใจของคนออกแบบหรือเปล่า



    อีกด้านของอ่างล้างหน้ามีไดร์เป่าผมไว้บริการ และกระดาษทิชชูอีกสองม้วน แบบว่าใช้ยังไงก็ไม่หมด



    มีผ้าขนหนูผืนเล็กและผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่จัดเตรียมไว้ให้

    <


    อุปกรณ์อาบน้ำที่จัดเตรียมไว้ให้คือหมวกคลุมผมอาบน้ำสองใบ สบู่และแชมพูแบบอโรม่า และสบู่ก้อน ภายในห้องอาบน้ำพื้นที่ค่อนข้างจำกัด



    ฝักบัวอาบน้ำพร้อมเครื่องทำน้ำร้อน น้ำไหลช้าไปหน่อย แต่ไม่ถึงกับเป็นปัญหาในการอาบน้ำ



    เข้ามาดูที่ห้องส้วมกันบ้าง



    ชักโครกขนาดมาตราฐานนั่งสบาย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันไม่ว่าจะเป็น สายฉีดก้น สบู่ก้อน กระดาษทิชชู ถุงใส่ผ้าอนามัย



    ห้องนี้ไม่มีตู้เสื้อผ้า มีแต่ไม้แขวนกับตะขอสำหรับแขวนไม้ 2 อัน



    เนื่องจากบ้านนี้เป็นบ้านแบบ Deluxe Gardenซึ่งเป็นบ้านขนาดเล็กที่สุดของบ้านห้วยน้ำริน นอกจากเตียงนอนขนาดใหญ่และส่วนอาบน้ำแล้ว พื้นที่ของห้องค่อนข้างจำกัด ไม่มี space ให้ทำอะไรๆ เช่นนั่งเล่นกินดื่มได้เท่าไรนัก แต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยได้อยู่รีสอร์ทอย่างพวกเรา

    ระหว่างที่ผมอยู่ กระแสไฟฟ้าที่จ่ายมาไม่สม่ำเสมอหรือที่เรียกว่าไฟกระชาก ซึ่งอาจทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่างโดยเฉพาะรุ่นเก่าๆเสียหายได้ ไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร

    และที่บ้านพักไม่มี Free Internet WIFI และ โทรศัพท์ มีเฉพาะที่ Lobby นะครับ ด้วยความที่บ้านพักแต่ละหลังไกลจาก Lobby น่าจะมีโทรศัทพ์ไว้ติดต่อพนักงานที่ Lobby ยามฉุกเฉินนะครับ

    บรรยากาศหน้าบ้านพัก มีชุดโต๊ะเก้าอี้หน้าบ้าน เพื่อนผมใช้นั่งชิลทานกาแฟยามเช้า แต่หารู้ไม่ว่าดันเป็นอาหารเช้าของยุงแถวนั้นด้วย ที่นี่ยุ่งเยอะจริงๆ แต่ภายในห้องไม่มียุ่งเลยแม้แต่ตัวเดียว สือให้เห็นถึงการดูแลเอาใจใส่ห้องพักเป็นอย่างดี



    บ้านแต่ละหลังอยู่ห่างกันพอสมควรเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้แก่ผู้เข้าพัก และบ้านแต่ละหลังนั้นก็มีสไตล์ที่ต่างกัน ใช้วัสดุตกแต่งต่างกันไม่ว่าจะเป็น ผ้าม่าน แก้วน้ำ แก้วกาแฟ Home Fragrance ไฟส่องสว่าง สร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้บ้านแต่ละหลัง




    บรรยากาศโดยรอบรีสอร์ท

    บรรยากาศนั่งพักสบายๆ บริเวณ Lobby มีหนังสือพิมพ์และนิตยสารนานาชนิดไว้บริการ



    มาถึงรีสอร์ทเหนื่อยๆ ก็มีน้ำส้มคลายร้อนหรือที่เขาเรียกกันว่าWelcome Drink ไว้คอยบริการ จากนั้นก็ขนกระเป๋าพวกเราไปถึงห้องพักซึ่งไกลจาก Lobby พอสมควร เป็นสิ่งเล็กน้อยที่สร้างความประทับใจได้ดีทีเดียว



    ระหว่างทางเดินไปห้องพัก หนาแน่นด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด ร่มรื่นเสียจริงเชียว



    เนื่องจากวันนี้ฝนตกพรำๆ ทั้งวันตอนกลางคืนจึงมีหิงห้อย ให้ชมภายในบริเวณรีสอร์ทด้วย อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง



    ด้านหลังของ Lobby มีห้องอ่านหนังสือและคาราโอเกะให้ใช้บริการได้ฟรีอีกด้วยครับ



    บรรยากาศภายในห้องอ่านหนังสือและคาราโอเกะ



    เป็นบ้านดินจึงทำให้อุณหภูมิภายในห้องเย็นโดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ เก้าอี้นั่งนุ่มและนั่งสบาย เหมาะสำหรับสังสรรค์



    เนื่องจากบ้านห้วยน้ำริน รีสอร์ทมีเนื้อที่กว้างขวาง และบ้านแต่ละหลังอยู่ไกลกันและไกลจาก Lobby พอสมควร จึงมีจักรยานให้บริการขี่กลับบ้านพักหรือขี่เล่นรอบรีสอร์ท มีทั้งจักรยานแม่บ้านและเสือภูเขา ลองขี่กลับที่พัก ขาไปก็ขี่สบายอยู่ แต่ขากลับเนี่ยซิต้องปั่นขึ้นเขา เหนื่อยมาก



    สุดท้ายการกลับที่พักก็ใช้วิธีเดินเอาจะดีกว่า



    ขี่จักรยานไปด้านหลังรีสอร์ท มีคลองให้ลงเล่นน้ำ ด้วยนะครับน้ำใสดี จะน่าเล่นมากถ้ามาตอนเย็นๆ คิดถึงชีวิตสมัยเด็กๆ ที่โดดน้ำลงคลอง



    ด้านข้างคลองมีเก้าอี้ให้นั่งพักผ่อนและบริเวณอาบน้ำ ด้วย แต่บริเวณนี้ขาดการดูแลไปนิด



    ระบบรักษาความปลอยภัยที่นี่ดีเยี่ยมครับ คุณลุงยามจะคอยดูแลและเปิดปิดประตูรีสอร์ทให้กับผู้เข้าพัก ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีคนแปลกหน้าเข้ามาอย่างแน่นนอน


    อาหารเช้า

    รับประทานอาหารเช้ากันที่ Lobby ของรีสอร์ท บรรยากาศสบายๆ น่านั่ง



    ทานอาหารเช้าท่ามกลางพันธุ์ไม้นานาชนิด พนักงานและเจ้าของอัธยาศัยดี พูดคุยกับลูกค้าด้วยความเป็นมิตร



    อาหารเช้าที่นี่หลากหลาย เริ่มต้นด้วย อาหารเช้าแบบอเมริกัน ใส้กรอก แฮม ไข่ดาว พร้อมซอสต่างๆ ครบครัน



    แฮมรสชาติโอเค ไข่ดาวระดับความสุกได้ที่ ไม่สุกมากเกินไป อร่อยดี แต่ไส้กรอกเนื้อไม่แน่นเท่าไรนัก รสชาติทั่วไป



    ขนมปังปิ้งที่นี่มีขนมปังโฮลวีตจัดเตรียมไว้ให้ด้วย น้อยครั้งที่จะเห็นขนมปังโฮลวีตจัดเตรียมเป็นขนมปังปิ้งในรีสอร์ทไทยๆ แบบนี้ ถูกใจผมจริงๆ แต่เครื่องปิ้งขนมปังที่จัดเตรียมไว้ให้ต้องปิ้งถึง 2 รอบถึงจะกรอบ



    ที่เห็นห่อใบตองไหม้ใกล้กับเครื่องปิ้งขนมปัง คือข้าวเหนียวใส้ปลาครับ



    รสชาติอร่อยใช้ได้เลยครับ ถ้าใส่ไส้เยอะกว่านี้จะอร่อยขึ้นอีกเยอะเลยครับ



    ถัดมาเป็นส่วนของข้าวต้มทรงเครื่อง เลือกใส่เครื่องได้ตามใจชอบไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หมูสับ ไข่เจียว ผัก



    เป็นข้าวต้มทรงเครื่องที่อร่อยมาก โดยเฉพาะกุ้งที่ใส่มาในข้าวต้ม ให้รสชาติกลมกล่อมสุดๆ กุ้งก็ตัวโตเนื้อแน่น อร่อยจริงๆ



    หมูสับไข่เจียวก็รสชาติดีเช่นกัน ทำให้ชามนี้เป็นชามโปรดสำหรับเช้านี้ไปโดยปริยาย



    ของหวานแสนอร่อยพรุนทาร์ต ตอนถ่ายรูปก็เต็มถาดอยู่ ซักพักก็หมดไปอย่างรวดเร็วและไม่มีมาเติมอีก ผมและเพื่อน 4 คนคว้าไว้ได้เพียงชิ้นเดียว จึงต้องแบ่งกันทาน รสชาติอร่อยกลมกล่อมมาก สู้ร้านดังแถวกรุงเทพได้สบายๆ ถ้ามีมาเติมเพิ่มให้พวกเราได้ทานกันคนละชิ้นก็จะดีมากเลยครับ



    สละแกะเปลือกรสชาติหวานซ่อนเปรี้ยว อร่อยจริงๆ ส่วนผลไม้อื่นก็มี แตงโม สัปปะรด และ แก้วมังกร โดยเฉพาะแก้วมังกรที่นี่หวานกว่าปกติที่เคยทาน อร่อยดีครับ



    น้ำมีให้เลือกทั้งน้ำเปล่า น้ำส้ม และเก๊กฮวยครับ



    เมนูสุดท้ายครับ ของแปลกสำหรับผม ซุปผักกับแครกเกอร์ ถ้าทานซุปผักอย่างเดียวรสชาติจะธรรมดา แต่ถ้าทานร่วมกับแครกเกอร์รสชาติอร่อยเข้ากันได้ดีทีเดียว



    คุยกับเจ้าของรีสอร์ท เธอบอกว่าอยากให้ลูกค้าที่มาใช้บริการรู้สึกเหมือนอยู่บ้านตัวเอง ข้าวของทุกอย่างจึงถูกจัดเตรียมไว้ให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่มถึง 7 ขวด ไดร์เป่าผม สเปรย์ฉีดกันยุ่ง เครื่องทำน้ำร้อน และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งผมถือว่าเป็นจุดเด่นของบ้านห้วยน้ำริน นั่นคือสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการ รวมไปถึงอาหารเช้าที่อร่อยและหลากหลาย (แม้ว่าของอร่อยจะหมดเร็วไปหน่อยก็ตาม) เป็นอีกหนึ่งรีสอร์ทที่ผมจะเข้าไปใช้บริการอีกครั้งแน่นอน

    ข้อมูลเพิ่มเติมของรีสอร์ท

    เวปไซต์รีสอร์ท www.baanhuaynamrin.com
    รีวิวอื่นจาก Pantip topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2010/04/E9082085/E9082085.html




     

    Create Date : 15 กันยายน 2554    
    Last Update : 18 ตุลาคม 2554 20:48:07 น.
    Counter : 11567 Pageviews.  

    1  2  3  
     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.