แปลนิยาย : 5 บิวะเกนโจ 3

The Biwa named Genjo บิวะเกนโจ 3




คืนนั้น ชายสามคนมาพบกัน สถานที่นัดคือใต้ต้นเชอร์รี่ (ซากุระ) หน้าท้องพระโรงชิชิน

เซย์เมย์มาสายที่สุด

เขาแต่งกายสบายๆ ด้วยเสื้อคลุมล่าสัตว์สีขาวเนื้อนุ่ม สาเกเหยือกใหญ่ผูกเชือกคล้องอยู่กับข้อมือซ้าย

เขาถือโคมในมือขวา แต่ดูเหมือนจะเดินมาไกลขนาดนี้โดยไม่ได้จุดมันเลย

ฮิโรมาสะสวมรองเท้าส้นไม้ทำจากหนังสีดำยืนรออยู่ที่ใต้ต้นเชอร์รี่ เขาดูราวกับจะไปออกศึก แม้จะแต่งกายด้วยชุดของข้าราชสำนัก แสวมหมวกเกราะ โนทซึอิตะ ที่เอวด้านซ้ายห้อยดาบยาว แถมยังถือธนูไว้อีกด้วย ส่วนลูกศรเอาใส่กระบอกสะพายไว้

“หวัดดี” เซย์เมย์ตะโกนทักมา

“สวัสดี” ฮิโรมาสะตอบ

มีพระรูปหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ ฮิโรมาสะ เขามีรูปร่างเล็ก สะพายบิวะทำจากไม้ไผ่ไว้อันหนึ่ง

“ผู้นี้คือท่านเซมิมารู”

ฮิโรมาสะแนะนำหลวงพ่อชรากับเซย์เมย์

เซย์เมย์โค้งศีรษะทักทายอย่างนอบน้อมงดงาม
“ท่านคงเป็นใต้เท้าเซย์เมย์สินะ…”

“ใช่แล้ว ข้าพเจ้าคืออาเบะ โนะ เซย์เมย์ ประจำกรมลัทธิเต๋า”
วาจาของเซย์เมย์สุภาพ และสุขุม
“ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ของท่านจากฮิโรมาสะบ่อยครั้งยิ่ง พระคุณเจ้าเซมิมารู”

เขายังคงมีกริยาเรียบร้อย เรียบร้อยกว่าตอนที่อยู่กันสองคนกับฮิโรมาสะ

“อตามภาพก็เช่นกัน ที่ได้ยินเรื่องของท่านเซย์เมย์มากมายจากท่านฮิโรมาสะ”
พระร่างเล็กก้มศีรษะเล็กน้อย หลวงพ่อมีลำคอเล็กและเรียว ดูราวกับลำคอของนกกระสา

“เมื่อข้าเล่าให้หลวงพ่อฟังเรื่องได้ยินเสียงบิวะกลางดึก ท่านก็ว่าท่านอยากมาฟังด้วยตนเอง” ฮิโรมาสะอธิบาย

เซย์เมย์ชำเลืองมองฮิโรมาสะและเอ่ย

“ทุกคืนท่านแต่งตัวออกมาแบบนี้เหรอ”

“โอย ไม่หรอก แต่เพราะคืนนี้มีคนอื่นมาด้วยน่ะสิ เวลามาคนเดียวข้าคงไม่แต่งอย่างนี้หรอก”

พอฮิโรมาสะพูดจบ ทุกคนก็ได้ยินเสียงของบุรุษแว่วๆ มาจากทางท้องพระโรงเซอิเรียว มันเป็นเสียงต่ำพร่าทุกข์ระทม

“รักที่ถูกทอดทิ้ง...” เสียงนั้นกระซิบราวมาจากที่ไกลแสนไกล
เมื่อเสียงนั้นใกล้เข้ามา ทุกคนก็เห็นร่างขาวซีดปรากฏขึ้นรางๆ ร่างนั้นเลี้ยวตรงหัวมุมตรงสุดทางทิศตะวันตกของท้องพระโรงชิชินเดน

ละอองฝนที่เบาบางยิ่งกว่าเส้นไหมทักทอรอบร่างนั้นท่ามกลางความเย็นเยือกของรัตติกาล

“我が名はまだき立ちけり….”

มันเป็นเงาร่างของบุรุษที่อยู่หลังม่านเม็ดฝนที่ไม่มีวันตกถึงพื้น
มันเดินช้าๆ ไปใต้ต้นส้ม ใบหน้าขาวซีดไม่ได้หันมองไปทางใด
มันแต่งกายด้วยชุดของขุนนางข้าราชสำนัก สวมหมวกสีม่วงอมแดงเข้ม ดาบที่ประดับตกแต่งอย่างงดงามห้อยอยู่ข้างเอว และกางเกงขายาวที่สวมอยู่ก็ลากไปตามพื้น

“นั่นมันท่านทาดามินี่...” เซย์เมย์พึมพำ

“เซย์เมย์” ฮิโรมาสะหันไปมองเซย์เมย์

“人知れずこそ、想ひ初めしか”

“เพียงแค่คิดว่าเขาต้องมาวนเวียนอยู่เพราะเรื่องนั้นเพียงเรื่องเดียว ช่วยปลดปล่อยเขากันดีกว่า...”

แต่เซย์เมย์ไม่ได้คิดจะใช้เวทย์มนต์ของเขาทำอะไรทั้งสิ้น

“hitoshirezukozo, omoihajimeshika”

แล้วร่างนั้นก็หายไป เมื่อมาถึงหน้าท้องพระโรงชิชิน
จางหายไปในอากาศ ปลาสนาการไปพร้อมๆ กับกลอนบาทสุดท้าย

“เสียงของเขาฟังดูระทมทุกข์เหลือเกิน”เซมิมารูกระซิบ

“บางทีเจ้ายักษ์นั่นก็อาจจะเช่นเดียวกัน” เซย์เมย์พูดขึ้น

สิ้นคำเซย์เมย์ พวกเขาก็ได้ยินเสียงบิวะ

เซย์เมย์ปรบมือเบาๆ

เมื่อเขาทำเช่นนั้นก็ปรากฏร่างของหญิงสาวโฉมสะคราญคนหนึ่งเยื้องกรายอย่างงดงามออกมาจากเงามืด เธอสวมเสื้อคลุมแบบจีน และชุดกิโมโนสิบสองชั้นที่ลากยาวอยู่เบื้องหลัง เธอเดินเข้ามาในวงแสงจากโคมที่ฮิโรมาสะถืออยู่ ชุดของเธอเป็นสีเฉดเดียวกันทั้งหมดคือสีม่วงเหมือนดอกไลแลค และมีเนื้อผ้าเบาบาง หญิงสาวคนนั้นหยุดตรงหน้าเซย์เมย์ และลดสายตาลงเล็กน้อย

“มิตซึมุฉิจะเป็นคนนำทางเราไป” เซย์เมย์เอ่ย

หญิงสาวเอื้อมมือขาวผ่องมารับโคมไปจากเซย์เมย์ ทันใดโคมนั้นก็ส่องสว่าง

“มิตสึมุฉิยังงั้นเหรอ” ฮิโรมาสะถาม

“นั่นไม่ใช่ชื่อที่ท่านตั้งให้กับต้นวิสเทอเรียใหญ่นั่น...?”

ฮิโรมาสะนึกถึงสีของดอกไม้ช่อเดียวที่ยังบานอยู่ในสวนบ้านเซย์เมย์ขึ้นมาได้ และยังกลิ่นหอมหวานของมันอีก ไม่หรอก เขาไม่ได้เพียงแค่นึกออก ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากลิ่นนั้นกรุ่นจากร่างของหญิงสาวตรงหน้าผ่านอากาศยามค่ำคืนมาแตะจมูกฮิโรมาสะ

“เธอเป็นข้าช่วงใช้อย่างนั้นหรือ?”

เมื่อได้ยินฮิโรมาสะพูดเซย์เมย์ก็อมยิ้ม

“มันเป็นเวทย์มนต์อย่างไรล่ะ” เขากระซิบตอบ

ฮิโรมาสะจ้องหน้าเซย์เมย์

“ท่านนี่แปลกคนจริงๆ เชียว” เขาพูดพร้อมกับถอนใจ

เขามองดูเซย์เมย์ผู้ซึ่งส่งโคมให้หญิงสาว แล้วหันกลับมามองโคมในมือของตนเอง ตอนนี้ เหลือฮิโรมาสะเพียงผู้เดียวที่ยังถือโคมอยู่

“สงสัยข้าพเจ้าจะเป็นเพียงผู้เดียวที่ต้องการแสงสว่างกระมัง”

“อาตมาตาพิการ ดังนั้นทั้งวันและคืนจึงไม่แตกต่างกัน” เซมิมารูเอ่ยเบาๆ
มิตสึมุฉิหันหลังในชุดสีม่วงดอกไลแลคของนางให้พวกเขาและออกเดิน ตัดผ่านสายฝนที่โปรยปรายลงมาบางเบาราวกับหมอก

แตร่ง
เสียงบิวะดังแว่วมา

“ไปกันไหม” เซย์เมย์เอ่ยชวน

....................................................................

เซย์เมย์เดินตัดผ่านความมืดและสายหมอกราวไม่สนใจอะไร มีขวดใส่เหล้าสาเกห้อยจากข้อมือ ซ้ำยังยกขวดขึ้นจิบเป็นระยะๆ

เขาดูจะชื่นชอบค่ำคืนนี้ และเสียงดนตรีที่ดังแว่วมายิ่งนัก

“ดื่มหน่อยไหม ฮิโรมาสะ” เซย์เมย์ถาม

“ไม่หละ ขอบคุณ” แรกๆ ฮิโรมาสะก็ปฏิเสธดี จนกระทั้ง...

“ธนูท่านจะยิงไม่ตรงเป้าหากท่านเมาหรืออย่างไร?”
พอโดนเซย์เมย์แหย่เช่นนี้ เขาก็เลยเริ่มดื่ม

แม้กระนั้น เสียงบิวะก็ยังฟังดูเศร้าสร้อย

เซมิมารูเดินเงียบๆ มาได้พักใหญ่แล้ว เขาตั้งใจเงี่ยหูฟังเสียงบิวะอย่างหลงใหล

“นี่เป็นครั้งแรกที่อาตมาได้ยินบทเพลงนี้ มันฟังดูรันทดเหลือเกิน ท่านว่าไหม”

เซมิมารูเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา

“มันจับใจเหลือเกินทีเดียว” ฮิโรมาสะเห็นด้วย พลางสะพายธนูของเขาไว้บนบ่า

“มันน่าจะเป็นบทเพลงจากต่างประเทศ” เซย์เมย์พูดบ้าง แล้วก็จิบสาเกอีก

ทั้งสามซึ่งเริ่มชินกับความมืด พากันเดินไปในค่ำคืนที่กรุ่นกลิ่นพืชพรรณเขียวชอุ่ม

แล้วพวกเขามาถึงใต้ประตูราโชในที่สุด
และก็เหมือนกับที่ทุกคนคาดเอาไว้ พวกเขาสามารถได้ยินเสียงของบิวะดังลงมาจากเหนือประตู

ทั้งหมดยืนสงบอยู่พักหนึ่ง นิ่งฟังเสียงดนตรีนั้น และขณะที่ฟังอยู่ พวกเขาก็สังเกตว่าท่วงทำนองนั้นเปลี่ยนไป

ในตอนนั้นเอง เซมิมารูก็กระซิบเบาๆ อีกครั้ง

“ข้าจำเพลงนี้ได้”

“อะไรนะท่าน?” ฮิโรมาสะหันไปมองเซมิมารู

“เมื่อครั้งก่อนที่ข้ายังเป็นเพียงพระฝึกหัด ที่ชิคิบุ ข้ามีโอกาสได้เล่นเพลงเพลงหนึ่งซึ่งข้าไม่รู้จักทั้งชื่อและประวัติความเป็นมา ข้าคิดว่ามันคล้ายกับเพลงนี้เหลือเกิน”

เซมิมารูปลดบิวะของตนจากหลังและ

แตร่ง

เขาเริ่มบรรเลงบิวะของตน ประสานกับเสียงของบิวะที่ดังลงมาจากประตูราโช

แตร่ง

แตร่ง


บิวะทั้งสองเล่นเข้าคู่ประสานกัน

ตอนต้นนั้น เสียงบิวะของเซมิมารูยังฟังดูลังเล
แต่อาจเป็นได้ว่าเสียงบิวะของเซมิมารูดังขึ้นไปถึงข้างบน เสียงบิวะจากบนประตูจึงเริ่มบรรเลงเพลงเดิมซ้ำอีกครั้ง
เมื่อได้เล่นซ้ำ ความลังเลก็หายไปจากเสียงบิวะของเซมิมารู และในที่สุด ก็เข้าจังหวะกับเสียงบิวะจากบนประตู

มันช่างเป็นดนตรีที่งดงามยิ่ง
เสียงบิวะสองตัวดังสอดประสาน หลอมรวมกันกังวานไปในอากาศยามค่ำคืน
เสียงที่ทำให้ผู้ที่ได้ยินถึงแก่ขนลุกซู่สั่นสะท้าน

เซมิมารูพริ้มหลับดวงตาพิการของตนลงอย่างปิติ และบรรเลงท่วงทำนองด้วยบิวะของเขาราวกับกำลังไล่ตามบางอย่างที่พลุ่งพล่านอยู่ในตัวเอง

เขาดูมีความสุขอย่างยิ่งยวด

“ข้าเป็นคนที่มีความสุขที่สุดแล้วหละ เซย์เมย์...”
ฮิโรมาสะกระซิบกับเซย์เมย์ ดวงตารื่นด้วยหยาดน้ำใสๆ
“ที่คนธรรมดาๆ สามารถได้ยินบทเพลงเช่นนี้ได้...”

แตร่ง
แตร่ง


เสียงบิวะล่องลอยในความมืดขึ้นไปถึงสรวงสวรรค์เบื้องบน ตอนนั้นเองที่พวกเขาได้ยินเสียง

เสียงต่ำพร่า เหมือนกับเสียงของสัตว์

แรกๆ ก็เป็นเพียงเสียงกระซิบแทรกในบทเพลง แต่แล้วก็ค่อยๆ ดังขึ้น
มันดังมาจากเหนือประตูราโช

บางสิ่ง ที่อยู่บนประตูนั้นกำลังขับร้องคลอไปกับดนตรีที่มันบรรเลง แล้วจู่ๆ บิวะทั้งสองก็หยุดเล่นพร้อมๆ กัน เหลือเพียงเสียงนั้นเท่านั้นที่ดังก้องอยู่

เซมิมารูยังคงแหงนดวงตาพิการของตนไปยังสวรรค์เบื้องบน ราวกับพยายามจะจับเสนาะเสียงสุดท้ายของบิวะที่ยังสั่นสะท้านอยู่ในอากาศ ใบหน้ายังดูมีความสุขอย่างล้นเหลือ

คำพูดเริ่มตะกุกตะกักปนเปกับเสียงร้อง
มันเป็นภาษาต่างประเทศ

“นั่นไม่ใช่ภาษาของราชวงศ์ถัง” เซย์เมย์สังเกตุ

หลังจากตั้งใจฟังอีกครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้น “มันเป็นภาษาโบราณของชมพูทวีป”

คำพูดของเขาเลือนหายไปในหมอก

ชมพูทวีป อินเดีย

“ท่านรู้ได้อย่างไร” ฮิโรมาสะถาม

“ข้าฟังออกบ้างนิดหน่อย”

เซย์เมย์เสริมว่าเขาเคยคุยกับพระมาพอสมควรเหมือนกัน

“แล้วมันว่าอย่างไรบ้าง”
เซย์เมย์ได้ยินฮิโรมาสะถามขณะกำลังตั้งใจฟังเสียงนั้น

“มันว่า ข้าเศร้า... และตอนนี้มันบอกว่า ข้ามีความสุขด้วย แล้วก็ หลังจากนั้นมันก็เอ่ยนามของสตรี…”

ภาษาอินเดียในที่นี้คือภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นภาษาโบราณ และเป็นภาษาที่ใช้ในบทสวดทางศาสนา

พระไตรปิฎกนั้นจารขึ้นในภาษานี้ และพระสูตรมากมายที่มาจากจีนก็แปลงจากเสียงในภาษานี้มาเป็นอักษรจีนเช่นกัน

และแม้ในยุคเฮอัน ก็ยังมีคนอยู่จำนวนหนึ่งที่เข้าใจภาษานี้ อันที่จริงแล้ว ถึงแก่มีคนอินเดียจำนวนหนึ่งอยู่ในญี่ปุ่นในเวลานั้นด้วย

“ท่านว่านามของสตรีอย่างนั้นหรือ”
“มันพูดว่า สุเรีย”
“โสเรีย”
“อาจจะเป็นโสริยา หรือโสริยา”

เซย์เมย์มองขึ้นไปเหนือประตูราโชอย่างเศร้าๆ
แสงโคมนั้นสว่างไม่มากนัก และสูงขึ้นไป ทุกอย่างตกอยู่ในม่านหมอก

เซย์เมย์ตะโกนขึ้นไปยังเหนือประตูด้วยภาษาต่างด้าว

ทันใดนั้นเอง เสียงพร่ำพูดก็หยุดลง

“ท่านพูดว่าอะไรน่ะ?”

“ข้าบอกว่ามันเล่นบิวะได้ดี...”

อีกอึดใจหนึ่ง เสียงห้าวๆ ก็พูดลงมาจากเหนือศีรษะของพวกเขา

“เจ้าเป็นใครกัน ที่เล่นดนตรีจากบ้านเกิดของข้า และพูดภาษาบ้านเกิดของข้า”

แม้จะฟังดูแปร่งๆ แต่ก็เป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

“พวกเราเป็นข้าราชสำนักของราชวังในนครหลวงแห่งนี้” ฮิโรมาสะตอบไป

“เจ้าชื่ออะไร” เสียงนั้นถามอีก

“มินาโมโตะ โนะ ฮิโรมาสะ...” ขุนนางหนุ่มตอบอีกครั้ง

“มินาโมโตะ โนะ ฮิโรมาสะ เจ้ามาที่นี่สองคืนติดกันแล้วใช่หรือไม่”
เสียงนั้นถามอีก

“ใช่” ฮิโรมาสะรับ

“ข้าคือเซมิมารู” หลวงพ่อชราพูดขึ้นบ้าง

“เซมิมารู เจ้าเพิ่งจะเล่นบิวะเมื่อซักครู่ใช่หรือไม่?”

เมื่อเสียงนั้นถามคำถามนี้ แทนที่จะตอบ เซมิมารูก็ดีดบิวะของตนครั้งหนึ่ง

แตร่ง

“ส่วนข้าคือมาซานาริ”

เมื่อได้ยินเซย์เมย์เอ่ยเช่นนั้น ฮิโรมาสะก็หันไปมองเขาอย่างสงสัย
ทำไมท่านจึงบอกชื่อปลอมกับมันไปเล่า ใบหน้าเขาดูเหมือนจะบอกเช่นนั้น

เซย์เมย์เงยหน้ามองขึ้นไปบนประตูราโชนิ่งอยู่

“แล้วอีกคน...” เสียงนั้นชะงักไป

“มิใช่มนุษย์ อย่างนั้นใช่ไหม” มันเอ่ยเบาๆ

“ท่านจะว่าอย่างนั้นก็ได้” เซย์เมย์ตอบ

“มันเป็นข้ารับใช้อย่างนั้นรึ” เสียงนั้นถาม

เซย์เมย์พยักหน้ารับ ดูเหมือนมันจะสามารถมองลงมาเห็นข้างล่างได้

“เจ้ามีชื่อเรียกหรือเปล่า” คราวนี้เป็นเซย์เมย์ที่ถาม

“กันดาตะ” (Kandata) มันตอบเบาๆ
(หมายเหตุผู้แปล - ชื่อเดียวกับวิญญาณบาปที่พระพุทธเจ้าส่งแมงมุมไปช่วยในเรื่อง คุโมะ โนะ อิโตะ)

“นั่นเป็นชื่อภาษาต่างชาติหรือ”

“ใช่แล้ว ข้าเกิดในดินแดนที่เจ้าเรียกว่าอินเดีย”

“แต่ตอนนี้เจ้าดูเหมือนไม่ได้มีชีวิตอยู่อีกแล้วนี่”
“ไม่หรอก” กันดาตะรับ

“เจ้าเคยเป็นอะไรล่ะ”

“ข้าเป็นนักดนตรีเร่ร่อน ข้าเป็นลูกที่เกิดจากสนมลับของมหาราชาในแคว้นหนึ่ง แต่แคว้นของข้าก็ถูกทำลายในสงครามกับแคว้นข้างเคียง ข้าทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนมา ตั้งแต่ยังเด็กข้าสนใจการดนตรีมากกว่าการศึกมาตลอด และเมื่ออายุได้เพียงสิบปีข้าก็ได้หัดเล่นเครื่องดนตรีที่นิยมกันมากในตอนนั้น และเชี่ยวชาญพิณห้าสาย...”

น้ำเสียงของมันฟังดูละห้อยหาอดีต

“และข้าก็มีเพียงพิณนั้นติดตัว เมื่อข้าเดินทางไปยังอาณาจักรถัง ที่ซึ่งข้าใช้เวลาส่วนใหญ่ แล้วมันก็กว่าร้อยห้าสิบปีมาแล้วที่ข้าโดยสารเรือมากับพระสังฆราชคูไคมายังดินแดนแห่งนี้”

“โอ้”

“ข้าตายเมื่อร้อยยี่สิบแปดปีที่แล้ว ข้าเป็นช่างทำเครื่องดนตรีอยู่ใกล้ๆ กับวัด โฮกะ ใน เฮย์โจเคียว แต่คืนหนึ่งมีขโมยบุกเข้าในบ้านของข้าและตัดหัวข้า”

“แล้วทำไมท่านจึงกลายสภาพเป็นเช่นนี้หละ”

“ข้าคิดว่าข้าอยากกลับไปเห็นบ้านเกิดด้วยตาตัวเองอีกครั้ง ข้ารู้สึกสมเพชตัวเองที่ต้องมาจบชีวิตในต่างถิ่นเพราะถูกขับไล่ออกจากประเทศของข้าเช่นนี้ ความรู้สึกเหล่านั้นกระมังที่ทำให้ข้ายังไม่ไปผุดไปเกิด”

“ข้าเข้าใจหละ...” เซย์เมย์พยักหน้าพร้อมกับพูดอีก

“แต่ กันดาตะ”

“ว่าอย่างไร” เสียงนั้นถามกลับ

“เจ้าขโมยเกนโจมาด้วยเหตุอันใดกันหรือ”

“อันที่จริง ข้าเองเป็นผู้สร้างบิวะเกนโจเมื่อครั้งข้ายังอยู่ในราชอาณาจักรถัง” เสียงนั้นตอบมา ทั้งเบาและสงบ

เซย์เมย์ถอนใจหนักๆ

“เช่นนั้นเองหรอกหรือ...?”

“มันเป็นความสัมพันธ์ที่น่าแปลกนัก ท่านมาซานาริ” เสียงนั้นพูดขึ้น

มันเรียกเซย์เมย์ด้วยชื่อที่เขาบอกกับมันเมื่อสักครู่นี้

แต่เซย์เมย์ไม่ได้ตอบความ

“ท่านมาซานาริ...” มันเรียกอีกครั้ง

ฮิโรมาสะหันไปมองเซย์เมย์

รอยยิ้มระบายบนริมฝีปากสีระเรือของเซย์เมย์ เขามองขึ้นไปในความมืดเหนือบานประตู

ทันใดฮิโรมาสะก็เข้าใจ


“บางที เกนโจอาจจะเคยเป็นของเจ้าเมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนี้มันเป็นของเรา มีทางไหนไหมที่เจ้าจะยอมคืนมัน...” ฮิโรมาสะพูดพลางเงยหน้าขึ้นไปบ้าง

“ข้าไม่คิดจะคืนมันหรอก” เสียงนั้นตอบเบาๆ แต่แล้ว หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง

“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าอยากจะแลกเปลี่ยนด้วย”

“อะไรล่ะ”

“ข้าละอายนักที่จะกล่าวออกมา แต่ในวันที่ข้าลอบเข้าวังหลวง ข้าพบกับนางข้าหลวงคนหนึ่งที่ทำให้ใจข้าหวั่นไหว”

“อะไรนะ”

“ข้าแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งตอนอายุได้ 16 และนางข้าหลวงนางนั้นก็ดูเหมือนภรรยาของข้าเหลือเกิน”

“……”

“อันที่จริง ข้าแอบเข้าไปในวังหลวงกลางดึกก็เพื่อจะแอบดูนาง แต่แล้ว ข้าก็ไปพบเกนโจเข้า”

“……”

“ข้าพยายามจะเข้าหานางด้วยอำนาจของข้า แต่ก็ทำไม่ได้ ดังนั้นข้าเลยเอาเกนโจมาแทนเพื่อระลึกถึง โสริยา ภรรยาของข้าในอดีต การเล่นบิวะช่วยปลอบประโลมหัวใจที่เศร้าโศกของข้าได้”

“เช่นนั้น เจ้าต้องการให้พวกข้าทำเช่นไรเล่า”

“ช่วยโน้มน้าวนางข้าหลวงผู้นั้นให้มาหาข้าทีเถิด เพียงแค่ราตรีเดียว ขอให้ข้าหลุดพ้นจากพันธะวิวาห์ของข้าเพียงชั่วคืน หากพวกเจ้าช่วย ข้าจะส่งนางคืนในตอนเช้า และไปจากที่นี่ทันที”

เสียงนั้นตอบ ดูราวกับว่ามันได้ร้องไห้คร่ำครวญมาระยะหนึ่งแล้ว

“ข้าเข้าใจแล้ว”

ผู้ที่ตอบคือฮิโรมาสะ

“เราจะกลับไปและปรึกษาเรื่องนี้กับองค์จักรพรรดิ และหากเราสามารถทำตามคำขอของเจ้าได้ เราจะนำนางข้าหลวงผู้นั้นมาด้วยในคืนพรุ่งนี้”

“ขอบคุณ”

“แล้ว นางข้าหลวงคนนั้นรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรเล่า”

“นางเป็นสตรีสูงศักดิ์นาม ทามาคุสะ มีไฝเล็กๆ อยู่บนหน้าผากขาวผ่องของนาง”

“หากคำขอของเจ้าสำฤทธิ์ผล ข้าจะยิงธนูดอกนี้มาที่นี่ แต่หากถูกปฏิเสธ ข้าจะยิงธนูสีดำมาแทน ตกลงไหม”

“ข้าจะขอบคุณเจ้าอย่างมาก”
เสียงนั้นตอบ

“นี่ ว่าแต่...”
คนที่พูดคราวนี้กลับเป็นเซย์เมย์ซึ่งเงียบไปได้ระยะหนึ่ง

“เจ้าจะไม่เล่นบิวะของเจ้าให้เราฟังอีกซักครั้งหรือ”

“บิวะของข้างั้นรึ?”

“อืม”

“นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าไม่ต้องขอหรอก หากข้าอยู่ในรูปกายเดิม ข้าคงจะลงไปเล่นให้เจ้าฟังที่ข้างล่างนั่นแล้ว แต่รูปร่างของข้าในตอนนี้น่าละอายยิ่งนัก ข้าจะขอนั่งเล่นอยู่บนนี้”
เสียงนั้นตอบ

แตร่ง

เสียงบิวะดังขึ้น

เสียงเสนาะไม่ได้แผ่วหาย แต่ยังคงค้างสะท้อนสะเทือนอยู่ในอากาศเหมือนกับใยบางของแมงมุม

ท่วงทำนองของมันยิ่งพิสดารพันลึกกว่าบทเพลงก่อนหน้า มิตสึมุฉิผู้ซึ่งยืนนิ่งเงียบมาโดยตลอดทันใดก็ย่อตัวลง วางโคมลงที่พื้นก่อนจะยืดตัวขึ้น
นางชูมือขาวเรียวบางขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี และขยับเคลื่อนย้ายมือนั้นราวกับคลื่นกลางอากาศ

นางเริ่มร่ายรำเข้ากับบทเพลงจากบิวะ

“โอ...”

ฮิโรมาสะอุทานด้วยความพิศวง พลางถอนใจ เสียงเพลงและการร่ายรำก็จบลง

แต่แล้ว
เสียงนั้นก็ดังมาจากเบื้องบนอีก

“เป็นการร่ายรำที่งดงามมาก ข้าคิดว่าบางทีพวกเจ้าอาจจะผิดสัญญา ข้าจึงจะแสดงอำนาจของข้าให้พวกเจ้าดู”

“บางทีหรือ”

“เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ไม่คิดตุกติกในวันพรุ่งนี้อย่างไรเล่า”

เมื่อเสียงนั้นกล่าวจบ ก็มีแสงสีเขียวพุ่งจากชั้นที่สองของประตูราโชลงใส่ร่างของมิตสึมุฉิ

ในวินาทีที่แสงนั้นห้อมล้อมร่าง สีหน้าของนางดูเจ็บปวดแสนสาหัส ริมฝีปากสีแดงสดเปิดเผยอจนเห็นไรฟัน แล้วนางก็เลือนหายไป

บางสิ่งปลิวพริ้วในแสงโคมที่นางวางเอาไว้ และค่อยๆ ร่วงลงพื้น

เมื่อเซย์เมย์เดินไปเก็บมันขึ้น สิ่งนั้นกลับเป็นดอกวิสเทอเรียดอกหนึ่ง

“ได้โปรดตอบรับความปรารถนาของข้าด้วย”

เสียงนั้นเอื้อนเอ่ยลงมาอีก และก็หยุดไป เหลือเพียงหมอกที่เหมือนผ้าไหมแผ่กระจายอยู่ในเงามืดของราตรีที่เงียบสงัด

เซย์เมย์จรดริมฝีปากลงบนดอกวิสเทอเรียที่ถืออยู่ระหว่างนิ้วขาวผ่องพลางแย้มยิ้มน้อยๆ




ยามเย็นของวันถัดมา

คนสี่คนยืนอยู่ใต้ประตูราโช

สายฝนตกปรอยราวเข็มเล่มเล็กๆ จากฟากฟ้าที่ค่อยๆ มืดลง เซย์เมย์ ฮิโรมาสะ และบุรุษอีกผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างหญิงสาวนางหนึ่งท่ามกลางสายฝน

บุรุษนั้นเป็นนักรบ นามของเขาคือ คาชิมะ โนะ ทาคัทซึงุ

เขาคาดดาบยาวไว้ที่เอว และถือคันศรด้วยมือซ้าย มีกระบอกใส่ลูกศรที่เอวด้านขวา เมื่อสองปีก่อนเขาสังหารปีศาจแมวที่มาโผล่ในปราสาทด้วยธนูและลูกศรเดียวกันนี้อย่างกล้าหาญ

ส่วนหญิงนางนั้นคือ ทามาคุสะ

นางจัดว่าเป็นหญิงงาม ด้วยมีดวงตาโตและจมูกโด่งตรงเป็นสัน อายุของนางคงเพียงสัก 18 หรือ 19 ปีเท่านั้น

เซย์เมย์ยังคงแต่งกายเช่นเดียวกับเมื่อคืนวาน เว้นเสียแต่ว่าเขาไม่ได้เอาไหเหล้าสาเกติดมาด้วยเท่านั้น

ฮิโรมาสะก็เช่นกัน เพียงแต่คืนนี้เขาไม่ได้เอาธนูและลูกศรมาด้วย

เสียงบิวะดังขึ้นจากเหนือศีรษะของพวกเขา

ทั้งสี่ยืนฟังเงียบๆ ไม่นานเสียงบิวะก็หยุดลง

“ข้าเกือบจะทนรอไม่ได้”

เสียงนั้นดังลงมา

มันเป็นเสียงเดียวกับเมื่อคืนนี้แน่ๆ แต่วันนี้มันฟังดูลิงโลดอย่างเห็นได้ชัด

“เราทำตามที่สัญญาไว้” ฮิโรมาสะเอ่ยขึ้น

“ผู้ชายที่มาด้วยเปลี่ยนไปคนหนึ่งนี่นา”

“เซมิมารูไม่มาน่ะ เราทำตามที่สัญญาเอาไว้ทุกอย่างแล้วนะ ข้าไม่ได้คิดว่าเราสัญญาอะไรเกี่ยวกับเขาเอาไว้ อีกคนก็เลยมาแทน”

“อ้อ”

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าจะคืนบิวะให้กับเราเมื่อเราส่งผู้หญิงให้เจ้าหรือไม่”

“ให้ผู้หญิงมาก่อน”

เสียงดนตรีตัวโน้ตหนึ่งดังกังวานลงมาจากเบื้องบน
“มัดนางไว้ด้วยเชือกนั้นนะ ข้าจะดึงนางขึ้นมา หากไม่ผิดตัว ข้าจะหย่อนบิวะลงไปทันที”

เสียงนั้นบอก

“ตกลง”

ฮิโรมาสะก้าวออกไปพร้อมกับหญิงนางนั้น เขามัดเธอไว้ด้วยเชือกเส้นใหญ่

เมื่อเชือกพันรอบตัวเธอเรียบร้อยแน่นหนาดี มันก็เริ่มดึงเชือกขึ้นไป ทีละนิ้ว ทีละนิ้ว จนถึงยอดของประตูราโช หญิงนางนั้นก็ปีนขึ้นไป ร่างของนางค่อยๆ กลืนหายไปในความมืด

ไม่นานนัก

“โอ้...”

เสียงนั้นดังขึ้น

“เป็นโสริยาจริงๆ”

เสียงนั้นเต็มตื้นไปด้วยความปรีดา

“ข้าถูกใจนางยิ่งนัก”

แล้ววัตถุสีดำชิ้นหนึ่งก็ผูกติดกับเชือกและหย่อนลงมาจากยอดประตู

ฮิโรมาสะแกะเชือกออก
“เกนโจนี่”

เมื่อฮิโรมาสะกลับมาสมทบกับชายอีกสองคนพร้อมกับถือกล่องใส่บิวะที่ทำจากไม้โรสวู้ดกลับมาให้เซย์เมย์ดู

ตอนนั้นเองที่มันเกิดขึ้น

เสียงน่าสยดสยองดังลงมาจากเหนือประตูราโช เป็นเสียงของสัตว์ร้ายที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ราวกับถูกเชือด

“ข้าถูกหลอกกกกกก”

เสียงนั้นกรีดร้อง

พวกเขาได้ยินเสียงของบางอย่างสัมผัสกันแว่วมาจากข้างบน

แล้วเสียงผู้หญิงก็หวีดขึ้นบ้าง
แต่แล้วเสียงเธอก็เงียบหายไปทันที
เสียงวัตถุบางอย่างร่วงลงกระทบพื้น

แล้วก็เสียงเหมือนน้ำกระฉอกออกจากอ่าง และหยดลงบนพื้น กลิ่นอุ่นๆ คาวๆ ของทองแดงกระจายไปในอากาศยามค่ำคืน

มันเป็นกลิ่นของเลือด

“ทามาคุสะ!!!”

เซย์เมย์ ฮิโรมาสะ และ ทาคัทซึงุ ตะโกนออกมาเป็นเสียงเดียวกันขณะวิ่งถลาไปที่ใต้ประตูราโช

ที่นั่น พวกเขาเห็นรอยเปื้อนสีคล้ำ

เมื่อยกโคมขึ้นส่องก็เห็นว่ามันเป็นรอยเลือดจริงๆ

จั้บ จั้บ พลัก พลัก ... โครม

เสียงเหมือนเนื้อถูกฉีก และเหมือนของหนักๆ ถูกทิ้งลงมา และบางอย่างก็ตกลงที่พื้นใต้ประตูราโช

มันเป็นแขนของผู้หญิงสองข้างที่ยังมีมือติดอยู่และอาบไปด้วยเลือด

“บ้าที่สุด”

ทาคัทซึงุตะโกน

“เกิดอะไรขึ้น”

ฮิโรมาสะคว้าไหล่ของทาคัทซึงุพลางถาม

“ทามาคุสะทำพลาด”

“อะไรนะ”

“นางพยายามเด็ดหัวเจ้าปีศาจด้วยมีดลงอาคมที่ได้มาจากพระที่ภูเขาเออิ แต่ดูเหมือนเธอจะทำพลาดเสียแล้ว”

ขณะที่พูด ทาคัทซึงุก็ขึ้นสายเกาทัณฑ์ไปด้วย

“ทามาคุสะ เป็นน้องสาวข้า เราปฏิญาณจะทำสิ่งนี้ด้วยกัน นางเห็นด้วยว่าการทอดตัวให้ปีศาจจะทำให้นางอับอายไปจนถึง...”

“ท่านว่าอะไรนะ?”

ในขณะที่ฮิโรมาสะเอ่ยปาก แสงสีเขียวก็ค่อยๆ ลอยลงมาจากเหนือประตูราโช

ทาคัทซึงุขึ้นสายธนู และยิง ลูกศรนั้นเล็งไปยังใจกลางของดวงแสง

มีเสียงร้อง เหมือนเสียงของสุนัข และแสงนั้นก็ตกลงที่ฐานของประตู

ที่นั่น ชายร่างประหลาดยืนอยู่ มันเปล่าเปลือย

ผิวดำสนิท จมูกโด่งแหลม

อกผอมๆ มองเห็นซี่โครงเป็นแนว

ดวงตาเป็นประกายของมันจับจ้องชายทั้งสาม ปากแยกแสยะ มองเห็นเขี้ยวคมโผล่พ้นออกมา มันคาบมือของผู้หญิงเอาไว้ในปากนั้น

ปากของมันเปื้อนเป็นสีแดงฉานจากทั้งเลือดของมันและเลือดจากมือที่มันคาบไว้

ตัวมันเต็มไปด้วยขนตั้งแต่ช่วงเอวลงมา และยังมีขาเหมือนสัตว์

องคชาติเห็นได้เด่นชัดภายใต้ขนสัตว์นั้น

ลูกธนูฝังลึกอยู่กลางหน้าผากของมันดูราวกับเขาที่โผล่ออกมา

มันดูเหมือนภาพของยักษ์กินคน

ยักษ์กินคนที่กำลังหลั่งน้ำตาสีเลือด

มันกลืนแขนผู้หญิงลงไป

แล้วหันมามองชายทั้งสามด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยและเคียดแค้นชิงชัง

ทาคัทซึงุยิงธนูอีกดอกหนึ่ง

ลูกดอกนั้นซ้ำเข้าไปที่หน้าผากของเจ้ายักษ์

“อย่า!”

ขณะที่เซย์เมย์ตะโกน เจ้ายักษ์ก็พุ่งเข้าใส่

ตอนที่ทาคัทซึงุขึ้นสายธนูอีกดอกนั้นเอง ยักษ์กระโดดเข้างับคอเขา

ทาคุทซึงุหงายหลังล้มลง ลูกธนูยิงหายไปบนท้องฟ้าดำมืด

ยักษ์หันมามองคนที่เหลือทั้งสองอย่างเศร้าๆ

ฮิโรมาสะชักดาบยาวออกมา

“อย่าขยับ ฮิโรมาสะ”
เจ้ายักษ์พูด

“อย่าขยับ มาซานาริ”
มันหันไปทางเซย์เมย์และพูดเช่นเดียวกัน

ฮิโรมาสะยืนนิ่งทั้งๆ ที่ยังชักดาบอยู่ เขาขยับตัวไม่ได้

ข้าเศร้าใจยิ่งนัก เจ้ายักษ์กระซิบด้วยเสียงแผ่วแหบแห้ง

เปลวไฟสีเขียวสดปรากฏออกจากปากของมัน

“เศร้ายิ่งนัก เศร้านัก”

ขณะที่มันกระซิบ เปลวไฟสีเขียวก็ทยอยออกมา ส่องสว่างในรัตติกาลอันมืดมิด

หยาดเหงื่อไหลจากหน้าผากของฮิโรมาสะ

เขาถือดาบในมือขวา และเกนโจในมือซ้าย เขาขยับตัวไม่ได้ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน

“ข้าจะกินเนื้อพวกเจ้าและเอาเกนโจกลับไป”

เมื่อเจ้ายักษ์เอ่ยเช่นนั้น

“เจ้าจะไม่ทำอะไรกับเนื้อของพวกเราหรอก”

เซย์เมย์ขัดขึ้น

เขายิ้มเศร้าๆ

เซย์เมย์ก้าวมาข้างหน้าอย่างสบายๆ และหยิบดาบออกจากมือของฮิโรมาสะ

“เจ้าลวงข้า มาซานาริ” ยักษ์พูด

เซย์เมย์เพียงแต่ยิ้ม ไม่ตอบความ

เพราะแม้ว่ามันจะเป็นชื่อปลอม แต่หากตอบรับ มันก็จะกลายเป็นมนต์ที่ผูกมัดเขาได้

เพราะฮิโรมาสะให้ชื่อจริงแก่มันไปเมื่อคืนก่อน และตอบรับตอนที่มันเรียก จึงถูกมนต์สะกดเอาไว้

แต่ชื่อที่เซย์เมย์ให้ไปเป็นชื่อปลอม

เจ้ายักษ์ทำขนพอง

“อย่าขยับ กันดาตะ”

เซย์เมย์เอ่ยขึ้น

และถึงแม้จะยังทำขนพองฟู แต่เจ้ายักษ์ก็ไม่ขยับตัว

เซย์เมย์จรดปลาบดาบลงที่ท้องของกันดาตะและคว้านมันออก
เลือดจำนวนมากทะลักออกมา

เซย์เมย์ล้วงเอาบางสิ่งที่ชุ่มไปด้วยเมือกเลือดออกมาจากท้องของมัน

มันเป็นหัวของหมา

หัวหมานั้นขยับปากพยายามจะงับเซย์เมย์
“เป็นหมาเองหรือนี่”

เซย์เมย์รำพึง

“นี่เป็นร่างจริงของเจ้ายักษ์ วิญญาณของกันดาตะอาจจะบังเอิญไปเจอหมาที่เพิ่งตายแล้วก็เลยเข้าสิง”

ก่อนที่เซย์เมย์จะพูดจบ ร่างที่แข็งทื่อของกันดาตะก็เริ่มขยับ

หน้าของมันเริ่มเปลี่ยน มีขนงอกออกมา และแหลมยื่นเหมือนหน้าของหมา

มีลูกธนูสองดอกยื่นออกมา

ทันใด ฮิโรมาสะก็หลุดจากมนต์สะกด

“เซย์เมย์!”

เขาร้องเรียกเสียงดัง

เสียงนั้นสั่นเครือ

ร่างผุพังของหมาตัวหนึ่งกองอยู่บนพื้นตรงที่กันดาตะยืนอยู่ถึงเมื่อครู่

มีเพียงหัวโชกเลือดในมือของเซย์เมย์เท่านั้นที่ยังขยับอยู่

“เอาเกนโจมานี่”

เซย์เมย์พูด และฮิโรมาสะส่งเกนโจให้เขา

“คราวนี้ให้มันสิงบิวะที่ขยับไม่ได้นี่ดีกว่า”
เซย์เมย์ถือหัวหมาด้วยมือขวา และยื่นแขนซ้ายไปตรงหน้ามัน

งับ!
หัวหมาแยกเขี้ยวงับลงบนมือของเขา

ตอนนั้นเอง เมื่อมันหลุดจากมือขวาของเซย์เมย์ เขาก็ใช้มือนั้นบังดวงตาของมันไว้

หัวหมางับมือซ้ายของเขาแน่น และไม่ตกลงบนพื้น

“วางเกนโจลงบนพื้น”

เซย์เมย์บอก

ฮิโรมาสะวางเกนโจลงบนพื้น

เซย์เมย์ย่อตัวลง วางหัวหมาที่ยังกัดมือซ้ายของเขาไว้แน่นลงบนเกนโจ

เลือดไหลจากมือที่โดนกัด

เซย์เมย์จ้องที่หัวหมานั้น

“นี่ เจ้าน่ะ”

เซย์เมย์เอ่ยกับหัวหมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“บิวะตัวนี้เสียงดีใช่ไหมล่ะ”

เขาพึมพำ

เขาค่อยๆ เลื่อนมือที่บังตาของหมานั้นออก
ดวงตานั้นปิดสนิท

เซย์เมย์งัดขี้ยวหมาออกจากมือซ้าย เลือดยังไหลโกรก

“เซย์เมย์...”

ฮิโรมาสะเรียก

“คันดาตะย้ายไปสิงในเกนโจแล้ว”

“ท่านร่ายมนต์อย่างนั้นหรือ”

“ใช่”

เซย์เมย์พูดเป็นเสียงกระซิบ

“ด้วยคำพูดพวกนั้น...?”

“ท่านไม่รู้หรือ ฮิโรมาสะ ว่าไม่มีมนต์ใดๆ ได้ผลมากกว่าไปกว่าถ้อยคำอ่อนหวาน มันยิ่งจะเห็นผลมากขึ้นอีกถ้าที่ท่านร่ายใส่เป็นหญิงสาว”

เซย์เมย์เอ่ย รอยยิ้มน้อยๆ ระบายบนเรียวปาก

ฮิโรมาสะจับจ้องใบหน้านั้นนิ่งอยู่

“ท่านนี่เป็นคนที่เข้าใจยากจริงๆ”

เขาบ่น

เมื่อไรก็ไม่รู้ ที่หัวหมาบนเกนโจได้กลายเป็นเพียงกะโหลกสีขาว กะโหลกเก่าแก่ ซีดขาวของหมาตัวหนึ่ง

*****************************************

จบตอน "บิวะเกนโจ"

ตอนต่อไป "ผู้หญิงไม่มีปาก" --> อาจจะมาต่อตอนจขบ.ไม่ขี้เกียจ




 

Create Date : 18 สิงหาคม 2551    
Last Update : 18 สิงหาคม 2551 15:19:23 น.
Counter : 330 Pageviews.  

แปลนิยาย : 4 บิวะเกนโจ 2

กรุณาอ่านคำออกตัวของผู้แปลจากตอนแรกนะคะ บทนี้ การผจญภัยแรกของเซอิเมกับฮิโรมาสะกำลังจะเริ่มแล้วค่ะ






Ommyoji : The Biwa named Genjo… อมเมียวจิ ตอน บิวะเกนโจ 2

ในคืนที่ฮิโรมาสะได้ยินเสียงเกนโจ เขาเข้าเวรเฝ้าวังในตอนกลางคืนที่ท้องพระโรงเซอิเรียวเดน

อย่างที่รู้กันอยู่ว่าเรื่องนี้มีบันทึกไว้ใน เรื่องเล่ากาลเก่าก่อน ด้วยเช่นกัน

“此人(博雅)、管絃の道極たる人にて、此玄象の失せたる事を思ひ歎ける程に、人皆静なる後に、博雅清涼殿にして聞けるに、南の方に当りて、彼の玄象の弾く音有り”

เมื่อเขาลืมตาขึ้น และเงี่ยหูฟังเสียงนั้น เขาก็จำได้ทันทีว่ามันเป็นเสียงของเกนโจ

แต่แรกเขาคิดว่าวิญญาณแค้นของ มิบุ โนะ ทาดาชิ โกรธแค้นพระจักรพรรดิเรื่องวันงานประชันกลอนจึงขโมยเกนโจไปและเอาไปนั่งเล่นอยู่ที่ไหนซักแห่งใกล้ๆ กับประตูซุซาคุ

แต่พอคิดว่าเขาอาจจะฟังผิดก็ได้ ฮิโรมาสะจึงตั้งใจเงี่ยหูฟังอีกครั้ง และคราวนี้มั่นใจว่าเสียงบิวะนั้นเป็นเสียงของเกนโจจริงๆ เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์พิเศษ เรียกว่ามีความเชี่ยวชาญในการแยกเสียงเครื่องดนตรี ดังนั้นจึงไม่น่าจะจำเสียงผิดพลาด

ฮิโรมาสะคิดว่ามันช่างแปลกเหลือเกิน จึงพาเด็กรับใช้คนหนึ่งออกเดินตามเสียงไป โดยสวมเพียงเสื้อคลุมเครื่องแบบและรองเท้าปักลายเท่านั้น

เขาเดินออกจากห้องพักทหารยามที่ประตูคุ้มภัย เขาเริ่มเดินลงใต้ ไปยังประตูซุซาคุ

แต่ก็ยังได้ยินเสียงบิวะดังมาจากข้างหน้าห่างออกไป เขาจึงเดินลงใต้ต่อไปตามถนนซุซาคุ

ไม่ใช่ที่ประตูซุซาคุ มันน่าจะอยู่ใกล้ๆ หอสังเกตการณ์ข้างหน้านั่น

ดูเหมือนอะไรบางอย่าง ที่ไม่ใช่วิญญาณแค้นของทาดามิได้ขโมยเกนโจไป ปีนขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์ และนั่งเล่นบิวะอยู่บนนั้น

แต่เมื่อเขาเดินไปถึงหอสังเกตการณ์ กลับยังได้ยินเสียงบิวะดังอยู่ห่างออกไปอีก ซ้ำมันยังดังเท่าๆ กับตอนที่ได้ยินจากท้องพระโรงเซอิเรียวเดน ซึ่งน่าแปลกเอามากๆ ไม่น่าเป็นไปได้เลยที่มนุษย์ธรรมดาจะเป็นผู้บรรเลง

เด็กรับใช้ที่มาด้วยเริ่มหน้าซีด

เมื่อเดินลงใต้ต่อไปเรื่อยในที่สุดก็ไปถึงประตูราโช มันเป็นประตูที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น กว้างถึงเก้าและสูงถึงเจ็ด ดูมืดทะมึนสูงขึ้นไปถึงเงาสวรรค์ ตอนนั้นเอง ฝนก็เริ่มตกปรอยๆ เป็นละอองบางๆ เขาได้ยินเสียงบิวะดังลงมาจากยอดประตู แต่มันก็มืดเหลือเกิน

เมื่อมองขึ้นไปจากที่ที่ยืนอยู่ พวกเขาสามารถเห็นได้เพียงชั้นแรกของประตูราโชเป็นเงาวูบไหวอยู่ในแสงโคมที่เด็กรับใช้ถือมา แต่ชั้นที่สองนั้นซ่อนอยู่ในความมืด มองไม่เห็นอะไรเลย

เสียงบิวะดังอย่างไพเราะออกมาจากเงานั้นเอง

“กลับกันเถิดท่าน”

เด็กรับใช้บอกเสียงสั่น หากฮิโรมาสะเป็นคนแน่วแน่ ไม่มีทางที่เขาจะหันกลับหลังจากมาได้ไกลถึงขนาดนี้ แต่จะบรรยายความไพเราะของเสียงบิวะนั้นได้อย่างไรกันเล่า?

มันเป็นบทเพลงที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน และกังวานหวานของบิวะก็สั่นสะท้านอยู่ในอกของฮิโรมาสะ

แตร่ง

เสียงบิวะแว่วมา

แตร่ง
แตร่ง

มันช่างเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะและโศกเศร้าอะไรเช่นนี้ ฟังดูเกือบจะเหมือนเจ็บปวด

“さても、世には隠れたる秘曲があるものよーー”
satemo yoniwakukuretaruhikyokugaarumonoyo


ฮิโรมาสะคิด

เมื่อเดือนแปดของปีที่แล้ว ฮิโรมาสะเคยได้ยินเพลง ริวเซ็น และ ทาคุโบคุ ซึ่งเป็นบทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นลับเฉพาะสำหรับบิวะ ที่เขาได้ยินนั้นพระชราตาบอด เซมิมารู เป็นผู้บรรเลง

เขาต้องไปยังที่แห่งหนึ่งอยู่ติดกันถึงสามปีทีเดียว กว่าเขาจะมีโอกาสได้ฟังเพลงที่ว่านั้น

หลวงพ่อตาบอดผู้หนึ่งอาศัยอยู่อย่างสันโดษที่โอซาก้า พระรูปนั้นคือ เซมิมารู

มีข่าวซุบซิบในหมู่นักเป่าขลุ่ยว่าเขารู้จักบทเพลง ริวเซ็น และ ทาคุโบคุ ซึ่งกล่าวกันว่าไม่มีผู้ใดสามารถบรรเลงได้แล้ว ฮิโรมาสะเองก็เป็นหนึ่งในยอดนักขลุ่ย เมื่อได้ยินข่าวเช่นนั้นก็อยากฟังบิวะของหลวงพ่อขึ้นมาทันที

何ど不思懸所には住むぞ。京に来ても住めかし 

เขาส่งสารไปหาเซมิมารูที่โอซาก้า

Nandofushiketokoroniwasumuzo kyounikitemojyumekashi

“ไยท่านจึงเลือกอาศัยในถิ่นห่างไกลเช่นนั้นเล่า? ไยท่านไม่มาอาศัยเสียที่นครหลวง?” นั่นคือข้อความที่เขาส่งไป แต่เซมิมารูกลับดีดบิวะของตน และร้องเป็นเพลงตอบ

世中はとてもかくてもすおしてむ宮も藁屋もはてしなけれ

Yonakawatotemokakutemosuoshitemu miyamo warayamo hateshinakereba

“โลกนี้สามารถจะแปรเปลี่ยนไปได้ตามแต่จะต้องการ ไม่ว่าจะวังหลวงหรือกระท่อมมุงฟาง ทั้งสองสิ่งมิใช่ต้องถึงจุดจบในวันหนึ่งเช่นเดียวกันหรือ?”


เขาบรรเลงบิวะคลอกับคำตอบนี้ เมื่อฮิโรมาสะได้ยิน เขาก็ยิ่งประหลาดใจ

“พระรูปนี้ย่อมเป็นผู้ที่มีอารมณ์สุนทรีอันสูงส่งยิ่งนัก

หลวงพ่อชราภาพมากไม่อาจอยู่ได้ตลอดกาล และข้าเองก็ไม่รู้ว่าตนจะตายเมื่อไร หากหลวงพ่อสิ้นไป ดูท่าว่า ริวเซ็น และ ทาคุโบคุ คงสาบสูญไปกับท่าน เพราะเหตุนี้ข้าจึงอยากฟังบทเพลงทั้งสองยิ่งนัก ข้าอยากฟังเหลือเกิน

เขาได้แต่นั่งเสียอกเสียใจ

แต่แม้กระทั่งเขาไปหาหลวงพ่อชราด้วยตนเองและขอร้องให้ท่านบรรเลงเพลงให้ฟัง หลวงพ่อก็มิใช่บุคคลที่ยอมกระทำเช่นนั้นโดยง่าย และแม้ว่าท่านจะยอมบรรเลง แต่หัวใจของท่านจะอยู่ในบทเพลงแน่หรือ ลึกๆ ในใจของฮิโรมาสะ เขาอยากฟังหลวงพ่อบรรเลงบทเพลงอย่างเต็มใจ หากเป็นไปได้

เริ่มจากคืนที่เขาขบคิดเรื่องนี้ ชายหนุ่มผู้แน่วแน่ของเราก็เริ่มไปเยี่ยมเยียนที่พักของพระชรา

เขาซ่อนตัวอยู่ใกล้กับอาศรมของเซมิมารูและรออย่างใจจดใจจ่อพลางคิด หลวงพ่อจะเล่นเพลงในคืนนี้หรือเปล่านะ หรือว่าจะเป็นคืนนี้

ฮิโรมาสะทำเช่นนั้นอยู่ถึงสามปี

แม้ว่าเขาจะไม่ได้ไปที่นั่นในคืนที่ต้องเข้าเวรในวังหลวง แต่ความตั้งใจของเขาก็จริงจังและไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

หลวงพ่อต้องเล่นในคืนนี้แน่ๆ ในเมื่อดวงจันทร์งดงามขนาดนี้ มิใช่ว่าคืนนี้เต็มไปด้วยดนตรีของหริ่งเรไรที่เหมาะกับเพลงริวเซ็นหรอกหรือ

ในคืนเช่นนั้นหัวใจของฮิโรมาสะจะหวั่นไหวยามรอคอย เฝ้าแต่จะคิดว่า “หลวงพ่อต้องเล่นแน่ๆ ต้องเป็นคืนนี้แน่ๆ”

และในปีที่สามนั่นเอง ในค่ำคืนของวันที่ 15 เดือน 8 เมื่อดวงจันทร์เป็นเพียงเงาเลือนรางอยู่หลังหมู่เมฆที่สายลมพัดผ่าน

ทันใดก็มีเสียงของบิวะดังกังวาน

เพียงแค่ท่อนเดียวที่ได้ยินแว่วๆ ในสายลม ฮิโรมาสะก็รู้ทันทีว่ามันคือ ริวเซ็น

หัวใจของเขาเต็มตื้น

ท่ามกลางความมืดมิด พระชราบรรเลงบทเพลงจากหัวใจ เขาถึงกับขับร้องคลอไปกับเสียงบิวะ

逢坂の関に嵐の激しきに強しひてぞ居たる夜をすごすとて
“博雅これを聞きて、涙を流して哀れと思ふ事無限し” เรื่องของปัจจุบันและอดีต บันทึกไว้เช่นนี้


ไม่นานนัก หลวงพ่อชราก็รำพึงขึ้นกับตัวเอง

“อา คืนนี้ช่างงดงามนัก บางทีอาจจะไม่มีใครอื่นในโลกนี้ที่จะร่วมแบ่งปันความสุนทรีกับข้า ไม่มีใครมาในคืนนี้ แม้แต่คนที่มีความรู้เกี่ยวกับบิวะเพียงน้อยนิด ข้าอยากมีค่ำคืนที่มีคนสนทนาด้วยเหลือเกิน…”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮิโรมาสะก็ก้าวออกไปโดยไม่คิด “หากท่านต้องการใครสักคนเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็อยู่ที่นี่แล้ว”

แน่นอนว่าชายผู้นี้ ผู้ซื่อตรงจริงใจในทุกสิ่ง จะก้าวเข้าไปอย่างยินดี หัวใจเต้นระรัว และแม้แต่ใบหน้าก็ซับเลือดฝาดเป็นสีระเรื่อ

“แล้วท่านเป็นผู้ใดกันเล่า”
“คาดว่าท่านคงลืมข้าพเจ้าไปแล้ว ข้าพเจ้าชื่อ มินาโมโตะ โนะ ฮิโรมาสะ ข้าเคยส่งคนมาเชิญท่านไปนครหลวงอย่างไรล่ะ”

“อ้อ ท่านผู้นั้นเอง” เซมิมารูจำฮิโรมาสะได้

“ท่านเพิ่งจะบรรเลง ริวเซ็น ใช่หรือไม่” ฮิโรมาสะเอ่ยถาม

“ท่านต้องเป็นผู้มีความรู้ดีทีเดียว”

เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ทั้งประหลาดใจและดีใจของเซมิมารู ฮิโรมาสะก็รู้สึกราวกับได้ก้าวเข้าไปในสวรรค์ และดังที่ฝันเอาไว้ หลวงพ่อชราเริ่มบรรเลงท่วงทำนองอันลึกล้ำของ ทาคุโบคุ ต่อหน้าเขาโดยไม่อิดเอื้อน และเมื่อเขาได้ยินเสียงเพลงที่ดังลงมาจากเหนือประตูราโช ฮิโรมาสะก็นึกถึงค่ำคืนนั้น

บทเพลงที่เขาได้ยินนั้นไพเราะยิ่งกว่า ริวเซ็น หรือ ทาคุโบคุ มันฟังดูไร้กาลเวลาและแสนเศร้า แฝงไว้ด้วยท่วงทำนองอันลึกลับ ฮิโรมาสะรู้สึกสงสัยเป็นกำลัง เขานิ่งฟังเสียงบิวะที่ลอยลงมาจากเหนือประตูนั้นอยู่นาน

ในที่สุด เขาก็ตะโกนถามออกไป

“ท่านใดบรรเลงบิวะอยู่เหนือประตูราโชกันหรือ เสียงนั้นเป็นเสียงของเกนโจซึ่งหายไปจากวังหลวงเมื่อสองวันก่อน คืนนี้ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเพลงแว่วมาเมื่ออยู่ในท้องพระโรงเซอิเรียวและเดินตามเสียงมาถึงที่นี่ แต่บิวะตัวนั้นเป็นตัวโปรดขององค์จักรพรรดิ...”

วินาทีที่เขาเอ่ย เสียงบิวะก็หยุดลง รู้สึกราวกับจู่ๆ มันก็หายวับไป

โคมที่เด็กรับใช้ถือมาพลันดับวูบลง

“จากนั้นข้าก็กลับบ้าน” ฮิโรมาสะบอกกับเซอิเม

เขาเล่าต่อว่าเด็กรับใช้รู้สึกกลัวมากถึงกับร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อโคมดับ

“นั่นคือเมื่อสองคืนก่อนอย่างนั้นหรือ”

“ใช่แล้ว”

“แล้วเมื่อคืนล่ะ”

“อันที่จริง เมื่อคืนข้าก็ได้ยินเสียงบิวะเหมือนกัน”

“แล้วท่านตามไปหรือเปล่า”

“ไปสิ แต่คราวนี้ไปคนเดียว”

“ไปที่ประตูราโชน่ะหรือ”

“ใช่ ข้าไปคนเดียว ข้าฟังเสียงบิวะอยู่ซักพัก ไม่มีทางเลยที่มนุษย์คนไหนจะขึ้นไปนั่งเล่นบิวะอยู่บนนั้นได้นานขนาดนั้น เมื่อข้าตะโกนขึ้นไป เสียงนั่นก็หยุดอีก แล้วโคมของข้าก็ดับ แต่คราวนี้ข้าเตรียมตัวไป ก็เลยจุดโคมขึ้นใหม่ แล้วก็ปีนขึ้นไป”

“ปีนเหรอ? ท่านปีนประตูเนี่ยนะ?”

“แหงสิ” ฮิโรมาสะกล้าบ้าบิ่นจริงๆ

มันไม่ใช่แค่มืด แต่เป็นมืดสนิท และแม้จะคาดว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช่มนุษย์ หรือหากเขาโดนโจมตี การปีนขึ้นไปไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย

“แต่ข้าก็ต้องหยุดนะ” ฮิโรมาสะแย้ง

“หยุดปีนน่ะหรือ”

“ใช่ ตอนข้าปีนขึ้นไปก็มีเสียงดังลงมา”

“เสียงหรือ?”

“เสียง หรือไม่ก็อะไรคล้ายๆ อย่างนั้น มันเป็นเสียงคนกรีดร้อง ไม่ก็สัตว์ มันน่ากลัวเอามากๆ” ฮิโรมาสะบอก

“เมื่อปีนขึ้นไปได้ครึ่งทางในความมืด ข้าพยายามเงยหน้ามองข้างบนเอาไว้ แต่แล้ว อะไรบางอย่างก็ตกลงมาโดนหน้าของข้า…”

“มันคืออะไรล่ะ?”

“เมื่อข้าปีนกลับลงมาและดูมันชัดๆ ก็เห็นว่าเป็นลูกตาของมนุษย์ที่เน่าแล้ว อาจจะเอามาจากป่าช้าที่ไหนซักแห่ง” ฮิโรมาสะบอกว่าเขาหมดความตั้งใจที่จะปีนขึ้นไปอีก

“ข้าคงไม่สามารถทำอะไรสำเร็จได้หากข้าปีนขึ้นสูงเกินไปและทำเกนโจเสียหาย”

“แล้วท่านอยากให้ข้าทำอย่างไรเล่า” เซอิเมถามเขา

ทั้งเหล้าและปลาหมดไปแล้ว

“มากับข้าคืนนี้สิ”

“นี่ท่านจะไปอีกเหรอ”

“แน่อยู่แล้ว”

“พระจักรพรรดิรู้หรือยังน่ะ”

“ยังหรอก ข้ายังไม่บอกเรื่องนี้กับใคร ข้าบอกให้เด็กรับใช้เงียบเอาไว้ด้วย”

“อืมมม”

“ไอ้ตัวที่อยู่บนประตูราโชน่ะไม่ใช่คนแน่นอน” ฮิโรมาสะมั่นใจ

“แล้วมันเป็นตัวอะไรกันหละ ถ้าไม่ใช่คน?”

“ไม่รู้สิ อาจจะเป็นยักษ์ก็ได้ ยังไงก็เหอะ ในเมื่อมันไม่ใช่คน ก็เป็นหน้าที่ของท่านแล้วหละ”

“เป็นอย่างนั้นไปเสียนี่ หืม?”

“ข้าอยากเอาเกนโจกลับมา แต่ข้าก็อยากได้ยินเสียงบิวะนั่นอีกครั้งด้วย”

“ข้าไปก็ได้”

“โอ้...”

“แต่มีข้อแม้ข้อนึง…”

“อะไรล่ะ”
“เอาเหล้าไปด้วย”

“เหล้าเหรอ?”

“ข้าเกิดอยากจะฟังเพลงนั่นไป จิบสุราไปขึ้นมาน่ะสิ” พอเซอิเมพูดจบฮิโรมาสะก็นั่งอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะพึมพำ

“ก็ได้ ก็ได้”

“งั้นก็ไปกัน”

“ได้ ไปกัน”

และมันก็เป็นไปตามนั้น


To be continue



หมายเหตุ**

1) เซมิมารู พระ กวี และนักดนตรีมีชื่อในสมัยเฮอัน บทกลอนทังกะของเขาบทหนึ่งมีรวบรวมไว้ใน โองุระ เฮียะขุนิน อิชชุ
ข้อมูลเพิ่มเติม - //en.wikipedia.org/wiki/Semimaru

2) ริวเซ็น และ ทาคุโบคุ ถือเป็นเพลงเอกของการบรรเลงบิวะ




 

Create Date : 21 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2550 17:10:00 น.
Counter : 261 Pageviews.  

แปลนิยาย : 3 บิวะเกนโจ 1

กรุณาอ่านคำออกตัวของผู้แปลจากตอนแรกนะคะ บทนี้ จะเป็นการผจญภัยแรกของเซอิเมกับฮิโรมาสะค่ะ





Ommyoji : The Biwa named Genjo… อมเมียวจิ ตอน บิวะเกนโจ 1


ตอนนี้เป็นต้นเดือน มินะสุกิ(水無月) เมื่อ มินาโมโตะ โนะ ฮิโรมาสะ โนะ อาซง แวะมาที่คฤหาสน์ของ เซอิเม มันเป็นเดือนที่หกในปฏิทินจันทรคติ คงจะเพิ่งผ่านวันที่ 10 เดือนกรกฎาคมมาไม่เท่าไร และยังคงเป็นฤดูฝนอยู่

ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องมาสักพักวันนี้กลับหยุดตกอย่างประหลาด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าดวงอาทิตย์จะส่องแสง เพราะผืนฟ้ายังคงเป็นสีขาวขุ่น ราวกับขึงด้วยกระดาษสา

ยามนี้ยังเช้าตรู่อยู่มาก

ใบหญ้าใบไม้เปียกชุ่มโชก และอากาศก็เย็นยะเยือก มินาโมโตะ โนะ ฮิโรมาสะ เดินมาเรื่อยๆ ตามองดูกำแพงบ้านของเซอิเมที่อยู่ทางขวามือของเขา

มันเป็นกำแพงแบบราชวงศ์ถัง ตั้งแต่ระดับอกจนถึงศีรษะนั้นสลักเสลาลวดลาย เหนือขึ้นไปมีหลังคาหน้าจั่วทรงราชวงศ์ถัง มันเป็นกำแพงที่ทำให้เข้านึกถึงวัด หรือไม่ก็สุสาน ฮิโรมาสะแต่งกายด้วยชุดของข้าราชสำนักที่มีเสื้อคลุมแขนยาวตัวนอกและรองเท้าปักลวดลายทำจากหนังกวาง

อากาศชุ่มไปด้วยไอน้ำ แม้จะเบาบางกว่าหมอก แต่เพียงแค่เดินผ่าน เสื้อตัวนอกของเขาก็เริ่มจะหนักเพราะความความชื้นนั้น มินาโมโตะ โนะ ฮิโรมาสะ โนะ อาซง เป็นนักรบ มีดาบห้อยอยู่ที่สะโพกด้านซ้าย เขาอยู่ในวัยสามสิบตอนปลาย มีลักษณะขึงขังแบบคนที่เป็นทหารอยู่ในกิริยาและท่วงท่าเดินเหินของเขา แต่นั่นมิได้หมายความว่าเขาดูหยาบกระด้าง เพียงแต่ดูเอาจริงเอาจัง และไม่มีความกระตือรือร้นแบบเด็กๆ ซ้ำตอนนี้ยังขมวดคิ้วนิ่วหน้าราวกับมีบางอย่างรบกวนจิตใจ ฮิโรมาสะหยุดยืนหน้าประตู มันเปิดออกต้อนรับ เขามองเข้าไปดูสวนภายในที่ต้นหญ้างอกสูงท่วมหัว และยังเปียกชุ่มจากฝนที่ตกเมื่อคืน

ที่นี่ดูเหมือนวัดร้างมากกว่า สีหน้าของฮิโรมาสะบอกเช่นนั้น

อาจจะมากไปถ้าเรียกมันว่าทุ่งหญ้า แต่สวนนั้นดูเหมือนไม่มีใครเอาใจใส่เลย ตอนนั้นเองที่เขาได้กลิ่นหอมของดอกไม้โชยมา แล้วเขาก็เห็นดอกไม้นั้น ท่ามกลางพงหญ้า วิสเทอเรียต้นใหญ่ยืนต้นอยู่ มีดอกเดี่ยวดอกเดียวหลงเหลืออยู่บนกิ่งของมัน

“ข้าสงสัยนักว่าเขากลับมาแล้วจริงหรือ” ฮิโรมาสะกระซิบกับตัวเอง
เขารู้ดีว่าเซอิเมเป็นคนที่ชอบปล่อยให้ต้นไม้ใบหญ้างอกงามเองตามธรรมชาติ แต่นี่ดูเหมือนจะรกเรื้อเกินไปแล้ว

เมื่อเขาถอนใจ ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากตึกใหญ่ ถึงแม้จะเป็นผู้หญิง แต่เธอสวมกางเกงขาพองและสวมเสื้อคลุมล่าสัตว์ เธอเดินมาหยุดตรงหน้าฮิโรมาสะและก้มศีรษะนิดหนึ่ง

“เรากำลังรอท่านอยู่” เธอกล่าวกับเขา หญิงสาวดูเหมือนเพิ่งจะล่วงวัยยี่สิบปี และมีใบหน้าเรียวงดงาม

“รออยู่หรือ?”

“นายท่านจะมาพบท่านได้ในอีกไม่ช้า ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งให้มาพาท่านเข้าไปก่อน”

เขาเดินตามหญิงสาวคนนั้นเข้าไป แต่ยังคงสงสัยอยู่ว่า ‘นายท่าน’ ของเธอรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะมา พวกเขาเดินเข้าไปในห้อง เซอิเมนั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อที่ปูบนพื้นไม้ มองฮิโรมาสะ

“ท่านมาจนได้” เขาเอ่ยขึ้น
“ท่านรู้ได้ยังไงกัน”ขณะที่พูด ฮิโรมาสะก็ทรุดตัวลงนั่งบนเสื่อผืนเดียวกัน

“คนรับใช้ที่ข้าใช้ให้ไปซื้อเหล้ากลับมาบอกว่าท่านกำลังเดินทางมาที่นี่น่ะสิ”

“เหล้าเหรอ”

“ข้าจากไปเสียนาน ทำให้คิดถึงรสเหล้าของนครหลวง ว่าแต่ท่านเถิด รู้ได้อย่างไรว่าข้ากลับมาแล้ว”

“มีคนบอกว่าเห็นตะเกียงจุดสว่างในคฤหาสน์ของท่านเมื่อคืนนี้”

“เข้าใจหละ”

“ท่านหายไปไหนมาเกือบเดือน”

“ไปที่โกยะ”

“โกยะหรือ”

“ใช่แล้ว”

“แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้...”

“มีบางสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้เกิดขึ้น”

“ไม่สามารถอธิบายได้งั้นรึ”

“ออกจะเป็น สิ่งที่ข้าคิดไว้ว่าจะเกิดขึ้นมากกว่า ข้าไปสนทนากับพระที่โกยะมาน่ะ”

“คุยอะไรกัน” ฮิโรมาสะซัก

“จะว่าไงดีล่ะ...” เซอิเมเกาหัวและมองฮิโรมาสะ

สองคนนี้อายุไม่แตกต่างกันมากนัก แม้ภายนอกเซอิเมจะดูเยาว์วัยกว่าก็ตาม ไม่ใช่เพียงดูเด็กกว่าเท่านั้น ใบหน้าของเซอิเมยังหมดจดคมคายกว่าอีกด้วย จมูกของเขาโด่งเป็นสันตรง ริมฝีปากแดงระเรื่อราวแต้มชาดไว้บางๆ

“จะว่าไงดีอะไรล่ะ”

“ท่านเป็นคนดี แต่ท่านสนใจเรื่องทำนองนี้แน่เหรอ ฮิโรมาสะ”

“ก็ข้าถามท่านอยู่นี่ยังไง เรื่องทำนองไหนกันหรือ”

“เวทย์มนต์” เซอิเมตอบ

“เวทย์มนต์หรือ?”

“ข้าสนทนากับพวกเขาเกี่ยวกับเวทย์มนต์”

“ท่านบอกอะไรพวกเขากัน?”

“ก็เช่นว่า ข้าอธิบายให้พวกเขาฟังว่าเวทย์มนต์คืออะไร”

“เวทย์มนต์ก็คือเวทย์มนต์ไม่ใช่หรือ”

“ยังไงล่ะ นั่นมันก็จริงนะ แต่ข้าเองก็มีบางเวลาเหมือนกันที่ระลึกขึ้นได้ว่าเวทย์มนต์จริงๆ คืออะไร”

“แล้วท่านนึกอะไรออกล่ะ” ฮิโรมาสะถาม

“ขอข้าคิดก่อน ก็อย่างเช่น ‘ชื่อ’ น่ะมิใช่เวทย์มนต์หรอกหรือ”

“ท่านว่าชื่ออย่างนั้นหรือ”

“อย่าเพิ่งใจร้อนไป ฮิโรมาสะ เรามาดื่มกันก่อนจะดีไหม เหมือนวันเก่าๆ ยังไงล่ะ” เซอิเมอิเอ่ยพร้อมกับยิ้ม

“ข้าไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่เพื่อดื่มเหล้า แต่ก็ไม่ปฏิเสธหรอกหากท่านเสนอ”

“ถ้าเช่นนั้นก็ รอสักเดี๋ยว” เซอิเมปรบมือ วินาทีนั้นเอง ก็มีเสียงผ้าส่ายสวบสาบดังมาจากห้องโถง และหญิงสาวนางหนึ่งเดินประคองถาดออกมา ในถาดนั้นมีถ้วยเปล่าและเหยือกที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีเหล้าอยู่ล้นปรี่ เธอวางถาดลงตรงหน้าฮิโรมาสะก่อน และจากไปก่อนจะกลับมาอีกครั้งเพื่อวางถาดที่ดูเหมือนกันลงตรงหน้าเซอิเม เธอรินเหล้าลงในถ้วยของฮิโรมาสะ

เขาพิจารณาใบหน้าของเธอเมื่อรับถ้วยเหล้า เธอสวมกางเกงขาพองและเสื้อคลุมล่าสัตว์แบบเดียวกัน แต่เธอเป็นคนละคนกับคนก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกันที่เธอดูอายุเพิ่งจะล่วงยี่สิบ มีริมฝีปากเต็มอิ่มและต้นคอขาวระหงยั่วยวน

“เป็นอะไรไป” เซอิเมถามฮิโรมาสะผู้ซึ่งจ้องมองหญิงสาวอยู่

“นี่ไม่ใช่คนเดียวกับเมื่อกี๊นี่นา” เมื่อได้ยินฮิโรมาสะพูด หญิงสาวเพียงแต่ยิ้มและค้อมศีรษะ เธอรินเหล้าลงในถ้วยของเซอิเม

“เธอเป็นมนุษย์หรือเปล่าน่ะ” ฮิโรมาสะถามอีก เขาสงสัยว่าหญิงสาวคนนี้จะเป็นข้าช่วงใช้ในอาณัติของเซอิเม

“ท่านอยากพิสูจน์หรือเปล่าล่ะ” เซอิเมถามกลับ

“ข้าจะพิสูจน์ได้ยังไงกัน”

“ท่านอยากให้ข้าลอบพาเธอไปหาที่บ้านคืนนี้ไหมล่ะ?”

“ไม่ต้องมาล้อข้าเลยนะ เซอิเม!” ฮิโรมาสะสวนกลับ

“เช่นนั้นก็ได้”

“แบบนั้นแหละ” แล้วทั้งสองก็กระดกเหล้าในถ้วยหมดจอก หญิงสาวรินเหล้าเติมลงในถ้วยเปล่าของทั้งสองอีก ฮิโรมาสะพูดเบาๆ เมื่อเขาจับจ้องเธอ

“ข้าไม่เคยบอกได้เลย ไม่ว่าจะมาที่นี่บ่อยครั้งสักแค่ไหน” แล้วเขาก็ถอนใจ

“ท่านบอกอะไรไม่ได้หรือ”

“ข้ากำลังคิดว่า ข้าไม่เคยบอกได้ว่ามีมนุษย์กี่คนอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของท่านน่ะสิ เพราะทุกครั้งที่ข้ามา ก็เจอหน้าใหม่ๆ เสมอ”

“อ้าว แล้วนั่นมิใช่เรื่องดีหรอกรึ” เซอิเมตอบ พลางเอื้อมตะเกียบไปคีบปลาย่างเกลือในจาน

“นั่นใช่ปลาเทร้าต์น้ำจืดหรือเปล่าน่ะ”

“ข้าซื้อมาจากพ่อค้าเร่เมื่อเช้านี้เอง เป็นปลาเทร้าต์จากแม่น้ำคาโมะน่ะ”
พวกมันเป็นปลาโตเต็มที่ และตัวค่อนข้างใหญ่สำหรับปลาเทร้าต์ เขาแกะเนื้อปลามาคีบมันไว้ด้วยตะเกียบ กลิ่นหอมลอยกรุ่นขึ้นจากชิ้นปลา

บานประตูด้านข้างของพวกเขาเปิดกว้างออกทำให้มองเห็นสวน หญิงสาวคนนั้นออกจากห้องไป เหมือนกับว่ามันเป็นสัญญาณ ฮิโรมาสะวกกลับมาที่หัวข้อสนทนาเดิม

“เราคุยกันค้างอยู่นี่นะ เวทย์มนต์นั่นเป็นอย่างไรบ้างล่ะ”

“ก็...” เซอิเมตอบขณะจิบเหล้าจากถ้วย

“อย่าทำเป็นลีลา เซอิเม”

“ก็อย่างเช่น ท่านคิดว่าอะไรเป็นเวทย์มนต์ที่สั้นที่สุดในโลกล่ะ”

“เวทย์มนต์ที่สั้นที่สุด?” พอคิดไปได้สักครู่ ฮิโรมาสะก็พูดขึ้น

“อย่ามาให้ข้าคิดเลยเซอิเม บอกมาเลยดีกว่า”

“เอางั้นก็ได้ เวทย์มนต์ที่สั้นที่สุดก็คือ ชื่อ”

“ชื่อ งั้นหรือ”

“ใช่” เซอิเมพยักหน้า

“เหมือนกับ สำหรับท่านคือเซอิเม สำหรับข้าคือฮิโรมาสะอย่างนั้นหรือ”

“ใช่แล้ว และชื่อของสิ่งต่างๆ อย่างเช่น ภูเขา มหาสมุทร ต้นไม้ ใบหญ้า และแมลง ต่างก็เป็นเวทย์มนต์ทั้งนั้น”

“ข้าไม่เข้าใจ”

“ง่ายๆ เวทย์มนต์ก็คือ สิ่งที่ผูกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอาไว้”

“…”

“สิ่งที่ผูกแก่นแท้ซึ่งเป็นรากฐานของทุกสิ่งเอาไว้ก็คือ ‘ชื่อ’ ของมันนั่นเอง”

“…”

“หากท่านนึกดู ว่ามีสิ่งใดในโลกนี้ที่ปราศจากชื่อ ก็คงจะนึกไม่ออก อาจกล่าวได้ว่าไม่มีสิ่งใดปราศจากชื่อ”

“ช่างเป็นเรื่องที่เข้าใจยากอะไรเช่นนี้”

“ยกตัวอย่างเช่นชื่อของท่าน ฮิโรมาสะ ท่านกับข้าเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราทั้งสองต่างก็เป็นมนุษย์ที่ถูกผูกด้วยเวทย์มนต์ ของข้าคือเซอิเม ของท่านคือฮิโรมาสะ

กระนั้น ฮิโรมาสะก็ยังไม่มีวี่แววจะเข้าใจ

“นั่นหมายความว่า หากข้าไม่มีชื่อ ‘ตัวข้า’ จะไม่มีอยู่ในโลกนี้อีกต่อไปเช่นนั้นหรือ”

“ไม่ใช่หรอก ‘ตัวท่าน’ จะยังอยู่ ‘ฮิโรมาสะ’ สิ ที่ไม่”

“ก็ในเมื่อ ‘ตัวข้า’ คือ ‘ฮิโรมาสะ’ แล้วถ้าฮิโรมาสะไม่มีอยู่แล้วหละก็ ตัวข้าจะไม่หายไปด้วยหรือ?”

เซอิเมส่ายหน้าเล็กน้อย ไม่ทั้งตอบรับและปฏิเสธ

“มีหลายสิ่งที่ท่านอาจไม่เห็นได้ด้วยตา แต่ท่านสามารถผูกสิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านั้นไว้ได้ด้วยเวทย์มนต์ที่เป็นเพียงชื่อของมัน”

“หือ?”

“เมื่อผู้ชายรู้สึกชอบพอผู้หญิง และผู้หญิงรู้สึกชอบพอผู้ชาย ถ้าหากจะตั้งชื่อให้ความรู้สึกนั้นและผูกมันไว้ ก็คือ ความรัก...”

“โอ้...” แม้ว่าเขาจะพยักหน้า แต่ฮิโรมาสะก็ยังดูงงงวย

“แต่แม้ว่าเราจะไม่ได้เรียกมันว่า ความรัก แต่ผู้ชายก็ยังคงรู้สึกชอบพอผู้หญิงและเธอก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ใช่ไหม?” ฮิโรมาสะเอ่ยขึ้น

“มันยังไม่ชัดอีกเหรอ” เซอิเมตอบเสียงห้วน

“แต่นี่กับนั่นมันคนละเรื่องกันนะ” เขายกเหล้าขึ้นจิบ

“ข้ายังไม่เข้าใจอยู่ดี”

“งั้นข้าควรจะเปลี่ยนวิธีการอธิบายเสียหน่อย”

“ใช่”

“ดูในสวนสิ” เซอิเมชี้ไปยังสวนด้านข้างของพวกเขา ในสวนที่มีต้นวิสเทอเรียอยู่

“ท่านเห็นต้นวิสเทอเรียต้นนั้นไหม”

“เห็น”

“ข้าตั้งชื่อมันว่า มิตสึมุฉิ”

“ตั้งชื่อมันเหรอ?”

“ข้าร่ายเวทย์มนต์ใส่มันน่ะ”

“ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมท่านถึงบอกว่า...”

“มันยืนต้นอยู่ที่นั่นอย่างซื่อสัตย์ รอวันที่ข้ากลับมา”

“ท่านว่าอะไรนะ?”

“ก็ดอกไม้ยังคงบานอยู่ใช่ไหมล่ะ”

“ท่านพูดในสิ่งที่ลึกลับเข้าใจได้ยากเหลือเกิน” ฮิโรมาสะบ่น

“นี่ข้าคงต้องอธิบายเรื่องนี้ให้ท่านโดยยกตัวอย่างเป็นผู้หญิงและผู้ชาย ท่านถึงจะเข้าใจ ใช่ไหม” เซอิเมพูดขึ้นพลางมองดูฮิโรมาสะ

“ถ้าเช่นนั้นก็อธิบายมาสิ”

“อย่างเช่นว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งที่ท่านตกหลุมรัก และ ด้วยเวทย์มนต์ของท่าน ท่านสามารถมอบทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ให้กับเธอ รวมถึงดวงจันทร์บนฟ้านั่นด้วย”

“บอกข้าสิ ว่าทำได้ยังไง”

“ทั้งหมดที่ท่านต้องพูดก็เพียงแค่ ‘โอ้ท่านหญิงที่รัก ข้าพเจ้าขอมอบดวงจันทร์ให้กับท่าน’ แล้วก็ชี้ไปที่ดวงจันทร์”

“อะไรนะ??”

“แล้วถ้าหญิงสาวผู้นั้นตอบรับท่านว่า ‘ขอบคุณ’ ดวงจันทร์ก็จะเป็นของเธอ”

“นั่นคือเวทย์มนต์อย่างนั้นหรือ?”

“พื้นฐานที่สุดของเวทย์มนต์เลยหละ”

“ข้าไม่เข้าใจเลยแม้แต่นิดเดียว”

“ไม่เป็นไรหรอกหากท่านไม่เข้าใจ เพราะพระที่โกยะคิดเอาเองว่าต้องผูกโลกนี้เข้าไว้ด้วยเวทย์มนต์ ด้วยคำเพียงหนึ่งคำ” และก็อย่างที่คาดไว้ ฮิโรมาสะทำหน้าตาท้อแท้

“นี่ เซอิเม ตลอดทั้งเดือนท่านกับพระคุยกันแต่เรื่องนี้อย่างนั้นหรือ”

“ก็ เห็นจะเป็นเช่นนั้นแหละ แต่อันที่จริงมันแค่ยี่สิบวันเองนะ”

“ข้าไม่เข้าใจเรื่องเวทย์มนต์อะไรนี่เลย” ว่าจบฮิโรมาสะก็ยกสาเกขึ้นจิบ

“ว่าแต่ มีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นตอนที่ข้าไม่อยู่หรือเปล่าล่ะ” เซอิเมถาม

“ข้าไม่รู้ว่ามันเรียกว่าน่าสนใจหรือเปล่านะ แต่...ท่านทาดามิตายเสียแล้วเมื่อสิบวันก่อน”

“มิบุ โนะ ทาดามิ กับ ‘รักร้าง’ ของเขาน่ะหรือ?”

“ใช่ เขาตรอมใจตายไปแล้ว”

“นี่ตกลงเขาก็ไม่ได้กินอะไรเลยใช่ไหม”

“ใช่แล้วหละ มันเหมือนเขาอดตายไปยังงั้น” ฮิโรมาสะตอบ

“เมื่อเดือนสาม – ตอนนั้นมันฤดูใบไม้ผลิใช่ไหม”

“ใช่แล้วหละ”

ที่ทั้งสองกำลังพูดถึงก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานประชันบทกลอนที่ท้องพระโรงเซอิเรียวเมื่อเดือนสามที่ผ่านมา การประชันบทกลอน จะแบ่งกวีออกเป็นฝั่งซ้ายและฝั่งขวา และหลังจากกำหนดหัวข้อ จะเลือกตัวแทนแต่ละฝ่ายมาทีละคน และให้แต่งบทกลอนประชันกัน

“รักร้าง” ที่เซอิเมพูดถึงนั้นเป็นหัวข้อเปิดที่ มิบุ โนะ ทาดามิ แต่งประชันในครั้งนั้น

恋すてふ 我が名はまだき 立ちにけり 人知れずこそ 想ひ初めしか

Koisu cho Waga na wa madaki Tachi ni keri Hito shirezu koso Omoi someshi ka

“จริง ที่ข้ามีรัก
แต่ข่าวลือเรื่องรักของข้า
ก็แพร่สะพัดไปไกล
ทั้งที่คนไม่ควรจะรู้
ว่าข้าเริ่มริรัก”


นี่เป็นบทกลอนของทาดามิ กวีที่แต่งประชันกับทาดามิในคราวนั้นคือ ไทระ โนะ คาเนโมริ

忍ぶれど 色に出にけり 我が恋は ものや想ふと ひとの問いふまで

Shinoburedo Iro ni ide ni keri Waga koi wa Mono ya omou to
Hito no tou made

“แม้ข้าจะพยายาม
แต่ความรู้สึกก็ยังฉายชัดบนใบหน้า
ชื่นชม รักที่ซ่อนเร้น
และก็มีคนถาม
“มีสิ่งใดกวนใจท่านอยู่หรือ”


ส่วนบทนี้เป็นของคาเนโมริ มันยากที่จะตัดสินบทกลอนทั้งสอง ฟูจิวาระ โนะ ซาเนโยริ ซึ่งเป็นกรรมการค่อนข้างจะสับสนเมื่อเขาหันไปมองพระจักรพรรดิมุราคามิ ก็เห็นพระองค์กำลังกระซิบท่องกลอนบท “ชิโนบุเระโดะ” อยู่พอดี

ซาเนโยริเลยตัดสินให้คาเนโมริเป็นฝ่ายชนะ และในวินาทีนั้นเอง ทาดามิก็อุทานออกมาว่า “อนิจจา” แล้วใบหน้าก็ซีดแทบจะกลายเป็นสีฟ้า เรื่องนั้นกลายเป็นข่าวซุบซิบกันในวังหลวงแทบจะในทันที
หลังจากวันนั้นเอง ทาดามิก็เริ่มเบื่ออาหาร และได้แต่นอนซมอยู่ในคฤหาสน์

“สุดท้าย มีคนบอกว่าเขากัดลิ้นฆ่าตัวตาย” เพราะถึงแม้ว่าเขาจะพยายามกินอาหาร แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่สามารถกลืนอะไรได้เลย

“เขาเป็นคนอ่อนโยน แต่หัวใจเขาจดจำสิ่งร้ายๆ มากเกินไป” เซอิเมรำพึง

“ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าคนเราจะหมดความอยากอาหารเพราะแพ้การประชันบทกลอน” ฮิโรมาสะโพล่งออกมาอย่างไม่เข้าใจจริงๆ แล้วก็ยกสาเกขึ้นจิบอีกครั้ง เขาเริ่มดื่มโดยไม่ต้องรอให้ใครรินให้แล้ว เมื่อเติมเหล้าลงในถ้วยเปล่าๆ เขาก็มองเซอิเมและเอ่ย

“ดูเหมือนว่า... เขาจะมาปรากฏตัวนะ”

“ปรากฏตัว ?”

“วิญญาณแค้นของทาดามิ ในท้องพระโรงเซอิเรียวน่ะ”

“อา....” เซอิเมอุทาน

“ทหารยามกะกลางคืนหลายคนบอกว่าเห็นเขา เห็นทาดามิหน้าซีดๆ มีอะไรบางอย่างเหมือนผ้าไหมบางๆ ใสๆ ล้อมรอบ เดินสะเปะสะปะท่องกลอน ‘รักร้าง’ จากท้องพระโรงเซอิเรียวไปทางท้องพระโรงชิชินในตอนกลางคืนน่ะ”

“น่าสนใจอะไรอย่างนี้”

“อย่าทำเป็นเล่นไป เซอิเม มันเป็นอย่างนี้มาจะสิบวันแล้วนะ แล้วถ้าพระจักรพรรดิเกิดได้ยินเข้าล่ะก็ พระองค์อาจจะกลัวจนถึงขนาดคิดย้ายเมืองหลวงเชียวนะ” เซอิเมพยักหน้าอย่างเข้าใจ ใบหน้าปรากฏแววจริงจังขึ้นโดยมิคาดฝัน

“เอาหละ แล้วตกลงว่าไงล่ะ ฮิโรมาสะ...?” จู่ๆ เซอิเมก็พูดขึ้น

“ตกลงอะไรว่าไง?”

“บอกมาได้แล้ว ท่านไม่ได้มีอะไรที่ท่านอยากจะบอกข้าหรอกเหรอ?”

“นี่ท่านดูออกด้วย?”

“มันเห็นชัดยังกะเขียนไว้บนหน้าท่านอย่างนั้นแน่ะ ก็เพราะท่านเป็นคนดี ฮิโรมาสะ” เซอิเมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า แต่ฮิโรมาสะกลับทำหน้าตาเครียดขรึม

“เรื่องมันมีอยู่ว่าอย่างนี้นะเซอิเม...” ฮิโรมาสะเริ่ม

“กลางดึกเมื่อห้าวันก่อน เกนโจ เครื่องดนตรีที่พระจักรพรรดิทรงโปรดปรานโดนขโมยไป”

“โอ้”

เซอิเมถือถ้วยในมือและเอนกายไปข้างหน้า เกนโจเป็นชื่อของบิวะตัวหนึ่ง ในบรรดาเครื่องดนตรีต่างๆ ชิ้นที่มีชื่อเสียงเป็นพิเศษจะได้รับการตั้งชื่อเฉพาะตัว เดิมทีมันอยู่ในกรุสมบัติที่จักรพรรดิไดโกนำมาจากประเทศจีน

“ไม่มีใครเห็นว่ามันโดนขโมยไปได้ยังไง หรือว่าใครขโมยไป”

“น่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อยทีเดียว”

แต่เซอิเมกลับพูดด้วยสีหน้าที่ดูไม่เป็นห่วงเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนฮิโรมาสะจะหลุดอะไรออกมาได้อีกหน่อย

“แล้วเมื่อคืนนี้ ข้าก็ได้ยินเสียงของเกนโจ”







To be continue


หมายเหตุ **

1) วิสเทอเรีย หรือ ฟูจิ เป็นไม้เลื้อยออกดอกเป็นช่อ เป็นไม้พื้นเมืองของอเมริกา และเอเชียตะวันออก (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) ดอกมีตั้งแต่สีม่วงเข้ม ม่วงอ่อน ชมพู และขาว
ข้อมูลเพิ่มเติม -- //en.wikipedia.org/wiki/Wisteria

2) บิวะ หรือลูทญี่ปุ่น เป็นเครื่องสายสำหรับดีด ใกล้เคียงกับปีปาของจีน
ข้อมูลเพิ่มเติม -- //en.wikipedia.org/wiki/Biwa

3) บทกลอนของ มิบุ โนะ ทาดามิ และ ไทระ โนะ คาเนโมริ เป็นบทกลอนทังกะที่รวบรวมอยู่ใน “โองุระ เฮียะขุนิน อิชชุ” หรือรวมบทกลอนเอก 100 บท ซึ่งคัดเลือกและรวบรวมโดย ฟูจิวาระ โนะ เทอิกะกวีเอกคนหนึ่งในยุคนั้น โดยครอบคลุมงานของกวีเอกและนักเขียนมีชื่อตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 จนถึงศตวรรษที่ 13 ปัจจุบันบทกลอนเหล่านี้เขียนอยู่บน “คารุตะ” เรียกว่า “เฮียะขุ นิน อิชชุ คารุตะ” ซึ่งเป็นการละเล่นที่คนญี่ปุ่นทั่วไปรู้จักดี บทกลอนเหล่านี้ ยังสอนในโรงเรียนด้วย

4) ทังกะ ฉันทลักษณ์เบื้องต้นแบบหนึ่งของบทกวีญี่ปุ่น ใน ทังกะ หนึ่งบทจะมี 31 คำ หรือแบ่งออกเป็น 5 บาท โดยแต่ละบาทจะมีคำ 5-7-5-7-7 คำตามลำดับ 17 คำแรกของ ทังกะ จะเรียกรวมว่า คามิ-โนะ-คุ และ 14 คำหลัง จะเรียกว่า ชิโมะ-โนะ-คุ ทั้งนี้ บางครั้งอาจจะมีคำในแต่ละบทเป็น 30 หรือ 32 คำก็ได้
ข้อมูลเพิ่มเติม -- //en.wikipedia.org/wiki/Tanga_%28poetry%29




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2550 17:08:56 น.
Counter : 301 Pageviews.  

แปลนิยาย : 2 อาเบะ โนะ เซอิเม (ต่อ)

กรุณาอ่านคำออกตัวของผู้แปลจากตอนแรกนะคะ
เอาหละ เรามาต่อเรื่องของ อาเบะ โนะ เซอิเม กันดีกว่า ตอนนี้ยังคงเป็นประวัติคร่าวๆ เหมือนการแนะนำตัวเหมือนตอนที่แล้วนะคะ ส่วนตอนหน้า จะเริ่มเรื่องราวการผจญภัยของเซอิเมกับฮิโรมาสะกันค่ะ

<(_ _)>


------------------------------------------------------------------------

ขอให้เราย้อนกลับไปยังเรื่องราวใน เรื่องเล่าของปัจจุบันและอดีต

มาต่อกันเลย

ขณะเซอิเมอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ที่เฝ้าระวังทางเข้าออกของปีศาจ มีพระชรารูปหนึ่งมาขอพบเขา พระชรานั้นพาศิษย์น้อยอายุเพียงสิบกว่าขวบมาด้วยสองคน

“ท่านมาเยือนด้วยเหตุอันใดหรือ” เซอิเมเอ่ยถามพระ

“อาตมาจำพรรษาอยู่ที่เมืองฮาริมะ” พระรูปนั้นตอบ ฉายาของเขาคือ จิโตขุ

เมื่อบอกชื่อแล้ว พระก็เริ่มเล่า ว่าตนเดินทางมาเพื่อหวังจะขอเรียนอาคมของลัทธิเต๋า และจากที่ได้ยินมา เซอิเม เป็นปรมาจารย์ที่มีอาคมแก่กล้าที่สุด เป็นได้หรือไม่ที่จะขอศึกษาหนทางแห่งเต๋าจากเซอิเมสักนิด

เข้าใจหละเซอิเมคิดในใจเมื่อได้ยินถ้อยคำของพระ

“โคโนะ ฮาอุชิ วะ โคโนะ ดาอุ นิ คาชิโคขิ ยัทซึ นิโคโซะอารินุเร โซเระ งะ วาเร โอะ โคโคโรมิมุ โทะ คิตารุ นาริ” “kono haushi ha kono dau ni kashikoki yatsu nikoso arinure. Sore ga ware wo kokoromimu to kitaru nari—”

เซอิเมมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของพระชรา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า พระรูปนี้ อันที่จริงเชี่ยวชาญอาคมของเต๋า และมาเพื่อทดสอบเซอิเม

บางทีศิษย์น้อยสองคนที่มากับพระรูปนี้คงเป็นข้าช่วงใช้ อืมมม เซอิเมยิ้มในใจ

ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า ข้าช่วงใช้ สามารถเขียนได้สองแบบ

จะอ่านว่า ชิคิจิน หรือ ชิคิงามิ ก็ได้ ในปัจจุบันโรงเรียน อิซานางิ ในเกาะชิโกกุ ซึ่งยังมีการสอนอาคมของลัทธิเต๋าจะเรียกว่า ชิคิโอจิ ข้าช่วงใช้เหล่านี้เป็นวิญญาณ ซึ่งปกติมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ก็มิได้เป็นวิญญาณที่มีอำนาจมากมายนัก พวกมันมักอ่อนแอ และถูกควบคุมด้วยวิธีการเฉพาะเพื่อให้มาเป็นข้าช่วงใช้ กระนั้นระดับของวิญญาณที่สามารถนำมาทำข้าช่วงใช้ ไม่ว่าจะเป็นแข็งแกร่งหรืออ่อนแอนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้เป็นนายนั่นเอง

“โอ้” เซอิเมอุทานพร้อมกับพยักหน้า ข้าช่วงใช้ทั้งสองนั้นน่าทึ่งทีเดียว
ข้าช่วงใช้ที่พระจิโตขุสร้างนั้น ไม่อาจออกมามีรูปลักษณ์งดงามกว่านี้อีกแล้ว

“ข้าพเจ้าได้ฟังเรื่องราวของท่านแล้ว อย่างไรก็ดี ในวันนี้ข้าพเจ้ามีธุระ ไม่อาจแบ่งเวลาให้ท่านได้ ดังนั้น...”

เซอิเมบอกพระชราว่าให้เลือกวันดีและกลับมาใหม่อีกครั้ง พร้อมกับเก็บมือเข้าไปในชายแขนเสื้อและร่ายเวทย์ เขาขยับมือเป็นสัญลักษณ์ในแขนเสื้อของตน

“เช่นนั้นก็ได้ อาตมาจะเลือกวันดี และกลับมาหาท่านอีกครั้ง” พระชราพนมมือยกขึ้นทำความเคารพก่อนจะลาจากไป

แต่เซอิเมนั้น ไม่ได้ขยับไปไหน

เขายังคงยืนอยู่ที่เดิม มือกอดอก เงยหน้ามองฟ้า

ไม่นานนัก เขาก็มองเห็นผ่านประตูรั้วที่เปิดอยู่ว่าพระชรารูปนั้นกลับมา หลังจากที่คงเดินไปได้สักสองหรือสามช่วงถนน ขณะที่เดินมา พระก็มองหาตามรถลากที่ผ่านมาบ้าง หรือตามซอกมุมที่คนสามารถไปซ่อนอยู่ได้บ้าง แล้วก็กลับมาหยุดยืนตรงหน้าเซอิเม

“พูดตามตรง” เขาเอ่ยกับเซอิเม “จู่ๆ อาตมาก็มองไม่เห็นศิษย์ทั้งสองซึ่งควรจะเดินตามมา ท่านจะช่วยคืนสองคนนั้นให้กับอาตมาได้หรือไม่”

“คืนหรือ?” เซอิเม ทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว

“ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำการใด ท่านควรจะรู้ดี เพราะข้าพเจ้าอยู่กับท่านตลอดเวลา แล้วจะนำศิษย์ของท่านไปซ่อนได้อย่างไรกันเล่า”

เมื่อได้ฟังเช่นนี้ พระชราก็ก้มศีรษะให้เซอิเม “ขอโทษเถิด ความจริงแล้วทั้งสองนั้นไม่ใช่ศิษย์ของอาตมาหรอก แต่เป็นข้าช่วงใช้ ที่มาพบท่านในวันนี้เพื่อหวังจะทดสอบ แต่ก็มีบางอย่าง ที่อำนาจของอาตมาไม่อาจเอื้อมถึงเสียแล้ว โปรดอภัยให้ด้วย”

จิโตขุค้อมศีรษะลง

“เรื่องที่ท่านคิดทดสอบข้าพเจ้านั้นไม่เป็นไรหรอก แต่ข้าพเจ้าไม่หลงกลอุบายง่ายๆ เช่นที่ท่านแสร้งเป็นแน่” ทันใดเซอิเมก็เปลี่ยนน้ำเสียงพร้อมกับยิ้ม

แม้จะไม่ใช่ยิ้มแกนๆ แต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มที่สดใสเท่าใดนัก เขากระซิบคาถาสั้นๆ ด้วยริมฝีปากที่ยังคงแย้มยิ้มนั้น

วินาทีที่เขาร่ายคาถา ศิษย์น้อยสองคนของพระชราก็วิ่งเข้าประตูรั้วมา ทั้งสองถือปลาและขวดเหล้าสาเกมาด้วย

“ข้าพเจ้าแค่ใช้เด็กสองคนไปซื้อของพวกนี้มาเท่านั้น ข้าพเจ้าชมชอบการมาเยือนของท่าน พาทั้งสองกลับไปกับท่านเถิด”

มันคงน่าสนใจไม่น้อย หากเซอิเมกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แต่ในเรื่องเล่าของปัจจุบันและอดีต ก็มิได้มีบันทึกเอาไว้มากกว่านี้ บอกเพียงแต่ว่าศิษย์น้อยทั้งสองวิ่งกลับมา พระชราซึ่งประทับใจอย่างยิ่งกล่าวว่า “ก่อนหน้าเหตุการณ์วันนี้ อาตมาเคยคิดว่าการใช้ข้าช่วงใช้เป็นสิ่งง่ายดายมาตลอด แต่การบดบังข้าช่วงใช้จากสายตาผู้อื่นจนมองไม่เห็นนั้น มิใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถทำได้เลย” เขาตื่นเต้นจนหน้าแดงเรื่อไปหมด

และเพื่อเป็นการขอร้องเซอิเมให้รับเป็นศิษย์ พระชราได้หยิบกระดาษออกมา เขียนชื่อของตนลงไป และส่งให้เซอิเม สำหรับผู้ใช้เวทย์ทั้งหลาย การเขียนชื่อของตน และมอบให้กับผู้อื่น มิใช่สิ่งสามัญที่ทำกัน เพราะมันเท่ากับการส่งมอบชีวิตของตนให้แก่คนผู้นั้นทีเดียว

แต่เรื่องในหนังสือ เรื่องเล่าของปัจจุบันและอดีต ก็ดำเนินเรื่องอื่นต่อไป

ในอีกคราวหนึ่ง

อาเบะ โนะ เซอิเม เดินทางไปยังบ้านของพระสังฆราช ฮิโรซาวะ โนะ คันโจ มีกลุ่มขุนนางและพระหนุ่มๆ อยู่ที่นั่นด้วย และพวกเหล่านั้นเข้ามาชวนเซอิเมสนทนา เพราะทุกคนเคยได้ยินข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับเซอิเม ไม่นาน หัวข้อสนทนาจึงวกมาที่เรื่องความสามารถของเขา มีหลายคนที่ตั้งคำถามเขาตรงๆ เช่นขุนนางคนหนึ่งถามว่า

“ข้าพเจ้าได้ยินมาว่าท่านสามารถควบคุมข้าช่วงใช้ แต่ว่าท่านสามารถทำอย่างอื่น เช่นใช้พวกมันไปสังหารคนได้หรือไม่”

“ท่านกำลังเสียมารยาทนะ ที่มาถามเกี่ยวกับเคล็ดวิชาที่ข้าพเจ้าปฏิบัติ”

เป็นได้ว่าในตอนนั้นเซอิเมทำหน้าตาหน้ากลัว และจ้องไปที่ขุนนางหนุ่มที่บังอาจถามเรื่องนั้นกับเขา แต่เมื่อเห็นแววหวาดกลัวปรากฏในดวงตาของขุนนางคนนั้น เขาก็เอ่ยต่อว่า “อา...ไม่หรอก ข้าช่วงใช้ไม่สามารถสังหารมนุษย์หรือทำอะไรทำนองนั้นได้” จากนั้นก็จะปลอบกับรอยยิ้ม “แม้ว่าจะมีอีกหลายวิธีที่จะทำเช่นนั้นก็ตาม...” ไม่น่าสงสัยเลยที่เขาจะเสริมแบบนั้น

“ถ้าอย่างนั้น พวกแมลงคงจะฆ่าง่ายกว่าใช่ไหม” ขุนนางอีกคนถามขึ้น

“จะว่าอย่างไรดีล่ะ...”

ขณะที่เซอิเมพยายามตอบอย่างธรรมดาที่สุดเท่าที่จะทำได้ กบจำนวนหนึ่งก็กระโดดเข้ามาในสวน

“ท่านสังหารพวกมันสักตัวได้หรือไม่” ขุนนางคนหนึ่งถามขึ้น

“ได้น่ะได้ แต่ท่านก็รู้ว่าการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมัน...”

“มีปัญหาอะไรหรือ”

“ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะสามารถสังหารได้ แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถคืนชีวิตให้กับมันได้ และการเอาชีวิตโดยไม่มีสาเหตุนั้นเป็นบาป”

“เพียงตัวเดียวเท่านั้น”

“ข้าพเจ้าก็อยากเห็นด้วยตาตนเองเช่นกัน”

“ข้าพเจ้าด้วย”

“ข้าพเจ้าก็ด้วย”

ตอนนั้นเองที่ทั้งขุนนางและพระต่างก็เห็นพ้องกัน

ความใคร่รู้สะท้อนอยู่ในดวงตาของทุกคนเป็นหนึ่งเดียว ต่างก็สงสัยนักว่าวิชาของเซอิเมจะแก่กล้าซักเพียงใดเมื่อเทียบกับที่ได้ยินมา
แววตาของพวกเขายังบอกอีกว่าหากเซอิเมไม่ยอมแสดงความสามารถที่นี่และตอนนี้ มันจะกลายเป็นเรื่องนินทากาเลเรื่องใหม่ ว่าแท้จริงแล้วเซอิเมไม่ได้เก่งอย่างที่ใครๆ ร่ำลือ

เซอิเมมองดูทุกคนและเอ่ย “พวกท่านบังคับข้าพเจ้า”

เขากระซิบบางอย่าง และยกมือขาวขึ้นคีบใบหลิวใบหนึ่งจากกิ่งที่ห้อยระชายคาเข้ามาไว้ระหว่างนี้วเรียวขาว และปลิดมันมาจากก้าน เขาร่อนใบไม้ไปพร้อมกับร่ายคาถาเบาๆ

ใบหลิวนั้นพุ่งผ่านอากาศไปลอยอยู่เหนือกบตัวหนึ่ง เมื่อมันตกลงบนตัวกบ ก็เหมือนกับกระแทกลงบนตัวกบอย่างแรง เนื้อและเครื่องในของกบกระเด็นกระจายไปทั่ว เมื่อเห็นดังนั้น ทุกคนก็หน้าซีดด้วยความกลัว ในเรื่องเล่าของปัจจุบันและอดีตอธิบายไว้เช่นนี้

เห็นได้ชัดว่าเซอิเมใช้ข้าช่วงใช้ในคฤหาสน์ของเขาเมื่อไม่มีใครอยู่ เพราะถึงแม้จะไม่มีคน บานหน้าต่างก็ขยับเปิดและปิด และแม้จะไม่มีใครเฝ้าแต่ประตูรั้วก็ปิดตัวเองได้ ดูเหมือนว่าเซอิเมจะรายล้อมด้วยเรื่องมหัศจรรย์

ผู้คนยังคงแปลกใจ เมื่ออ่านเรื่องราวอื่นๆ ของ อาเบะ โนะ เซอิเม และพบว่าเขาใช้อำนาจของตนอย่างไม่แยแส เหมือนกับที่เขาใช้กับพระจิโตขุ และกับกบตัวนั้น เซอิเมชื่นชอบการทำเช่นนั้น ทำให้ดูเหมือนเขายังมีด้านที่เป็นเด็กอยู่เช่นกัน แม้จะตรงข้ามกับอากัปกริยาที่ห่างเหินและใบหน้าเย็นชา

เรื่องที่เล่ามานี้ คงทำให้เราพอเดาได้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร แต่ อาเบะ โนะ เซอิเม คนนี้ หากจะว่ากันตามจริง ก็อาจนับเป็นคน “หาดีไม่ได้” ด้วยเช่นกันทั้งๆ ที่เขาทำงานในวังหลวง

เขายังจัดเป็นบุรุษที่งดงามหาตัวจับยาก ด้วยเรือนร่างสง่า ผิวขาวผ่อง และดวงตาเยือกเย็น เมื่อใดที่เขาเยื้องกรายผ่าน สาวสรรกำนัลนางต่างพากันจับกลุ่มซุบซิบ แน่นอนว่าเขาเคยได้รับเพลงยาวจากท่านหญิงในตระกูลสูงครั้งสองครั้งเช่นกัน

และแม้จะดูเหมือนว่าเขาปฏิบัติตัวอย่างชาญฉลาดกับผู้บังคับบัญชา แต่หลายครั้งเขากลับพูดด้วยน้ำเสียงสั้นๆ ห้วนๆ เขาเคยทำตัวเลยเถิดจนถึงกับเผลอตะโกนเรียกพระจักรพรรดิว่า “เฮ้ย”

ริมฝีปากที่แย้มยิ้มอย่างมีเสน่ห์ บางคราวอาจเปลี่ยนเป็นแสยะยิ้มอย่างร้ายกาจ

ส่วนหนึ่งในหน้าที่การเป็นอาจารย์ลัทธิเต๋าของเขาก็คือการแนะให้ผู้คนหลีกหนีโชคร้ายที่จะบังเกิด โดยเฉพาะกับข้าราชปริพาน เขาจำต้องให้คำแนะนำที่ดีที่สุด

เขาได้รับมอบหมายจดจำโคลงกลอนของข้าราชปริพานหนุ่มๆ และมีความสามารถในเชิงกวีเช่นกัน เขาเล่นเครื่องดนตรีได้บ้าง อย่างเช่นพิณน้ำเต้าแบบจีน หรือขลุ่ย

ข้าพเจ้าเชื่อว่าสมัยเฮอันนั้นเป็นยุคมืดอันยิ่งใหญ่

ข้าพเจ้าตั้งใจจะเริ่มต้นเรื่องราวของข้าพเจ้า ณ บัดนี้ เรื่องราวของบุรุษผู้ล่องลอยผ่านความมืดมนอันน่าหวาดหวั่นนั้น ราวกับก้อนเมฆในสายลม

-------------------------------------------------------------------------


บทแรกที่เป็นการแนะนำตัว เซอิเม ก็จบลงตรงนี้นะคะ ต่อไปจะเข้าสู่เรื่องราวเมื่อเซอิเมและฮิโรมาสะเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งก็มีทั้งน่ากลัว และน่าขัน บางคราวก็เป็นเรื่องเศร้า เรื่องของชีวิต ความตาย และผู้คนที่ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏจักรนั้น น่าเสียดาย ที่ฮิโรมาสะไม่มีบทแนะนำตัวของตัวเอง (ก็เป็นแค่กิ๊ก เอ๊ย เพื่อนพระเอกนี่นา อิอิ)

มีความคิดเห็นแนะนำติชมอย่างไรบอกกันได้นะค้า

งานนี้ก็ต้องขอบคุณคนชื่อเหมือนวัวที่ช่วยเบต้าให้เช่นเคยค่า (ว่าแต่... บทต่อไปล่ะ?)




 

Create Date : 27 กันยายน 2549    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2550 17:08:01 น.
Counter : 391 Pageviews.  

แปลนิยาย : 1 อาเบะ โนะ เซอิเม

ต้องขอออกตัวไว้ก่อนนะคะว่า อมเมียวจิภาษาไทยฉบับนี้ คงมีข้อผิดพลาดมากมาย เพราะไม่ได้แปลมาจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นโดยตรงหรอกค่ะ (สระบัวอ่านไม่ออกค่ะ - -“) แต่แปลจากบทแปลฉบับร่างภาษาอังกฤษ ที่มีคนแปลไว้ในอินเตอร์เนทอีกที เหตุเกิดจากความบังเอิญและกูเกิ้ลทำพิษ วันหนึ่งหาข้อมูลเกี่ยวกับอมเมียวจิอยู่ ก็ไปเจอต้นฉบับร่างภาษาอังกฤษนี้เข้า เมื่อลองเซฟมาอ่าน ก็เกิดอาการคันไม้คันมืออยากแปลเล่น

ส่วนตัวชอบซีรีย์ชุดนี้ของ ยูเมะมาคุระ บาคุ อยู่แล้ว ทั้งที่เป็นนิยาย และที่ดัดแปลงเป็นการ์ตูนเล่ม และภาพยนตร์ ค่าที่เต็มไปด้วยผีสางวิญญาณ แถมยังแทรกความเชื่อทางศาสนา วัฒนธรรม พิธีกรรม กับประวัติศาสตร์ต่างๆ ของญี่ปุ่นโบราณไว้เพียบ ในหนังหรือการ์ตูนเล่ม อาจจะหลวมๆ หน่อย แต่ในนิยายจะมีมากกว่า มาก จนหลายคนอาจคิดว่าน่าเบื่อเลยหละ

อีกอย่างที่ประทับใจสุดๆ เกี่ยวกับอมเมียวจิของบาคุก็คือ สาเกกับปลาย่าง ที่มาของชื่อกรุ๊ปบล็อคประหลาดๆ นี่แหละค่ะ ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะในเรื่องมีผู้ชายสองคนมานั่งกินสาเกกับปลาย่าง พลางถกเถียงกันเรื่องภูติผีอยู่ที่นอกชานมันเกือบทุกบทไปน่ะสิคะ XD ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า เซอิเมกับฮิโรมาสะ ก็เหมือนสาเกกับปลาย่างนั่นแหละ แยกกันกินก็อร่อย แต่กินแกล้มกันจะอร่อยที่สุด เหมือนจะ “เพราะเรานั้นคู่กัน” อยู่หน่อยๆ อิอิอิ

แถมยังมีคนใจดี ช่วยมาอ่านเบต้าให้อีกต่างหาก (คนที่ชื่อเหมือนวัวอ่ะ :>) ไหนๆ ก็ไหนๆ ทำบล็อคใหม่เอามาแปะเสียเลย

อ่ะ... นั่นเป็นที่มาของบทแปลงูๆ ปลาๆ อันนี้ค่ะ เรียกว่า อ่านเอาสนุก เจอที่ผิดที่พิลึกตรงไหน ขอบอกว่าเป็นข้อผิดพลาดของเราแต่ผู้เดียว ถ้าเห็นแล้วทนไม่ได้ก็แวะบอกกันบ้าง ไม่ว่าจะผิดจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น หรือดูแล้วภาษาไทยมันแปลกๆ จะได้นำไปปรับแก้ให้มันดูเป็นผู้เป็นคนกว่านี้ค่ะ ^_^

ส่วนลิงค์ข้างล่างนี้ คือฉบับร่างภาษาอังกฤษที่ไปเจอมาค่ะ ต้องขอยกความดีความชอบทั้งหมดในการถอดความจากภาษาญี่ปุ่นที่ยากโค-ตะ-ระออกมาเป็นภาษาอังกฤษให้แก่นักแปลท่านนี้ทั้งหมดค่ะ
//www.hnoiyika.com/treki/KEMdraft2.doc

จะขอเริ่มเรื่องของเราแล้วนะคะ

หมายเหตุ – คอนจากุโมโนงาตาริ ควรแปลว่าอะไรดี ใครก็ได้วานบอก...



Yumemakura Baku’s Ommyouji


I. Abe no Seimei

ข้าพเจ้าจะเล่าเรื่องของบุรุษผู้น่าพิศวงผู้หนึ่งให้ท่านฟัง

หรือจะให้พูดอีกที มันเป็นเรื่องราวของบุรุษผู้คล้ายกับเมฆที่ล่องลอยในสายลมผ่านห้วงนภาว่างเปล่ายามราตรี

ซึ่งแม้ว่าขณะที่มองดูมัน ท่านจะไม่เห็นว่ารูปร่างของเมฆนั้นแปรเปลี่ยนไปเช่นไร แต่แน่นอนว่ารูปร่างของมันเปลี่ยนไปแล้ว และแน่นอนอีกเช่นกันว่ามันยังเป็นเมฆก้อนเดิม

นี่เป็นเรื่องราวของบุรุษผู้คล้ายดั่งเมฆนั้น

นามของเขาคือ อาเบะ โนะ เซอิเม

เขาเป็น อมเมียวจิ

เขาเกิดราวปีที่ 21 ของศักราช เองหงิ ในรัชสมัยของพระจักรพรรดิ ไดโง แต่วันเกิดของเขาไม่ได้สำคัญนักในเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ในทางตรงกันข้าม อาจจะทำให้เรื่องสนุกยิ่งขึ้นด้วยซ้ำหากเราจะไม่กล่าวถึง

ข้าพเจ้าไม่อาจตัดสินใจได้

จึงคิดจะปล่อยให้ปากกาพาไป เล่าเรื่องราวไปเรื่อยๆ การกระทำเช่นนั้นดูจะเหมาะกว่าสำหรับการเล่าเรื่องของบุรุษผู้นี้

ในยุคเฮอัน

ช่วงเวลาที่ผู้คนเชื่อในการดำรงอยู่ของสิ่งแปลกประหลาดทั้งหลาย ช่วงเวลาที่ปีศาจและภูตผีวิญญาณอยู่ร่วมกับผู้คนอย่างลับๆ ไม่ใช่ในป่าเขาหรือดินแดนห่างไกล หากแต่ในนครหลวง ในบางคราว ก็ถึงกับใต้ชายคาเดียวกัน

อมเมียวจิ

หากจะอธิบายง่ายๆ อาจเรียกได้ว่าเป็นนักพยากรณ์ หรือพ่อมด หรือนักบวช แต่คำอธิบายเหล่านี้ไม่มีอันใดตรงนัก

อมเมียวจิจะศึกษาการแปรเปลี่ยนของดวงดาว และการแปรเปลี่ยนของผู้คน

พวกเขายังวิเคราะห์ทิศมงคลและอัปมงคล พยากรณ์โชคลาง แม้กระทั่งสามารถสังหารคนด้วยเวทย์มนต์

พวกเขามีอำนาจที่เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโชคชะตา ดวงวิญญาณ ปีศาจและสิ่งอื่นๆ ประเภทเดียวกัน อำนาจที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และสามารถควบคุมเรื่องราวลึกลับเหล่านั้นได้

อมเมียวจิ ยังเป็นหนึ่งในส่วนการทำงานของราชสำนัก ถึงกับมีกรมดูแลเกี่ยวกับลัทธิเต๋าโดยเฉพาะ เซอิเมเองนั้นเป็นถึงข้าราชสำนักสังกัดอยู่ในระดับสี่

ระดับที่หนึ่งคือ อัครมหาเสนาบดี ระดับที่สองคือเสนาบดีฝ่ายซ้ายและเสนาบดีฝ่ายขวา (อุไดจิน และ สะไดจิน) ส่วนระดับที่สามคือ ไดนากอง และ จูนากอง

เห็นได้ชัดว่าเขามีอิทธิพลมากพอตัวในราชสำนัก

มีเรื่องราวน่าสนใจมากมายเกี่ยวกับ อาเบะ โนะ เซอิเม เขียนเล่าไว้ใน เรื่องเล่าของปัจจุบันและอดีต (Konjaku Monogatari) เช่นว่า เซอิเมฝึกเป็นอมเมียวจิตั้งแต่ยังเล็กกับปรมาจารย์อมเมียวจิที่ชื่อ คาโมะ โนะ ทาดายูกิ

ตั้งแต่ตอนนั้น เขาก็มีพรสวรรค์หลายอย่างซึ่งเหมาะกับการเป็นอมเมียวจิ ดูเหมือนเขาจะเป็นอัจฉริยะในด้านนี้

ใน เรื่องเล่าของปัจจุบันและอดีต เล่าว่า เมื่อครั้งเซอิเมยังเป็นเด็กหนุ่ม คืนหนึ่งทาดายูกิอาจารย์ของเขาออกเดินทางไปยังเมืองด้านล่าง เมืองด้านล่างในที่นี้ก็หมายถึงทิศใต้ของเมืองนั้นเอง เป็นได้ว่าทาดายูกิอาจออกจากเขตพระราชฐานทางประตูซุซาคุ ลงมาตามถนนซุซาคุไปทางประตูราโช ซึ่งเป็นทิศใต้ที่สุดของนครหลวง มันคงจะประมาณแปด ริ จากใจกลางวังหลวงถึงประตูราโช

เขาเดินทางด้วยรถลาก จะเป็นรถลากลักษณะใดนั้นไม่ได้มีบันทึกไว้ แต่ที่แน่นอนคือมันเป็นรถเทียมวัว ไม่ได้มีบันทึกไว้เช่นกันว่าทำไมเขาจึงเดินทางไปยังเมืองด้านล่าง แต่มันก็ดูเหมาะสมกับคำบรรยายที่บอกไว้ว่า เขากำลัง “คิดคำนึง” ถึงท่านหญิงที่เขามีความสัมพันธ์ด้วย เซอิเมเป็นหนึ่งในผู้อารักขาของเขา

ทาดายูกินั้นนั่งอยู่ในรถลาก ส่วนผู้อารักขาจะเดินเท้า ผู้ติดตามในขบวนก็มีเพียงสองสามคน คือคนจูงวัว คนถือโคม ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือเด็กหนุ่มเซอิเม อายุของเขาไม่ได้บอกไว้ แต่หากเราจะจินตนาการ ก็เป็นได้ว่าตอนนั้นเขาเพิ่งจะย่างวัยรุ่น ผู้อารักขาคนอื่นๆ แต่งกายด้วยชุด ฮิตะตาเระ อย่างเรียบร้อยงดงาม แต่เซอิเมนั้นเดินเท้าเปล่า และสวมเสื้อผ้าเก่าที่คนอื่นให้มา

กระนั้นเขาก็ยังดูแตกต่าง หลายเสียงบอกว่าเขาดูเคร่งขรึม หลักแหลมและมั่นใจ ซึ่งอันที่จริงแล้ว คงไม่มีใครดูโดดเด่นหากต้องสวมเสื้อผ้ามือสองเก่าปอนเช่นนั้นเป็นแน่ แน่นอนภายนอกเขาอาจจะดูเหมือนเด็กฝึกงานรุ่นราวคราวเดียวกันคนอื่นๆ หากมีใบหน้าหมดจดกว่า แน่นอนว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่บางคราวสามารถกล่าววาจาที่น่าประหลาดใจได้เหมือนกับผู้ใหญ่

บางครั้งบางคราว ทาดายูกิก็จะเห็นประกายเฉลียวฉลาดลึกล้ำที่ไม่แสดงให้คนอื่นเห็นในดวงตาของเด็กหนุ่ม แต่เขาเพิ่งจะได้สังเกตอย่างจริงจังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ด้วยสิ่งที่จะเกิดขึ้นในคืนนี้ ทำให้ทาดายูกิเห็นแววฉายชัดในตัวเซอิเม

กลับเข้าเรื่องของเรากันดีกว่า

รถเทียมวัวแล่นเรื่อยเลาะริมนครหลวง ทาดายูกิเอกเขนกอยู่ภายในอย่างสบายอารมณ์ เซอิเมเดินอยู่ข้างๆ รถ ตอนเขาเงยหน้าขึ้นและเห็นบางสิ่งที่แปลกประหลาด

พวกมันเป็น มิโมอิฮาสุ โอโซโรชิกิ โอนิโดโมะ หรือขบวนอสูรที่กำลังเดินจากฟ้าลงมาที่ขบวนรถ เมื่อดูจากปฏิกิริยาของผู้ติดตามคนอื่นๆ ดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกตเห็นฝูงปีศาจที่กำลังใกล้เข้ามาเลย

เซอิเมเปิดหน้าต่างที่ข้างรถในทันที

“ท่านทาดายูกิ...”

เขาปลุกอาจารย์ที่กำลังหลับไหล และรีบรายงานสิ่งที่เขาเห็น ทาดายูกิ ซึ่งตอนนี้ตื่นเต็มตา โผล่ศีรษะออกจากหน้าต่างและมองขึ้นไป เห็นพวกปีศาจกำลังใกล้เข้ามาทุกทีๆ

“หยุดรถ!” ทาดายูกิตะโกนบอกผู้ติดตาม

“รีบเอารถไปซ่อนในเงามืด แล้วก็อย่าหายใจหรือขยับตัวเป็นอันขาด อย่าส่งเสียงอะไรแม้แต่นิดเดียว”

ทาดายูกิร่ายเขตอาคมที่ทรงอานุภาพ ยังผลให้ขบวนรถของเขาหายไปจากสายตาของพวกปีศาจ และพวกมันก็เดินผ่านไป ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทาดายูกิจะเรียกหาเซอิเมไว้ข้างกายเสมอ

ว่ากันว่าเขาถ่ายทอดวิชาอาคมของเขาให้ศิษย์รักคนนี้จนหมดสิ้น

หรือที่กล่าวไว้ในเรื่องเล่าของปัจจุบันและอดีตว่า “คาเมะ โนะ มิสุ โอะ อุทซุสุ งะ โกโตะฉิ” ซึ่งหมายถึง น้ำ อันเป็นสิ่งควบคุมพลังเวทย์ในลัทธิเต๋า ที่อยู่ในแจกัน หรือ คาเมะ ของ คาโมะ โนะ ทาดายูกิ ได้ถูกเทใส่แจกันของ อาเบะ โนะ เซอิเม จนหมดสิ้นทุกหยาดหยด

ว่ากันอีกว่า หลังจากทาดายูกิถึงแก่กรรมไปแล้ว เซอิเมก็มาปลูกบ้านอาศัยอยู่ทางทิศเหนือของถนน ทซึจิมิคาโดะ ซึ่งเป็นทิศใต้ของถนนโทอินตะวันตก

หากมองจากท้องพระโรงชิชินกลางวังหลวงแล้วละก็ บ้านนี้จะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งถือเป็นทิศอัปมงคลอันเป็นทางเข้าออกของปีศาจ

การป้องกันถึงสองชั้น คือวัดเอ็นเรียะขุที่ตั้งอยู่บนภูเขาฮิเออิทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนครเฮอันเคียว และคฤหาสน์ของอมเมียวจิ อาเบะ โนะ เซอิเม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวังหลวงนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

เพราะผังเมืองของนครเฮอันเคียว นอกจากจะวางไว้อย่างเป็นระเบียบแล้ว ยังออกแบบขึ้นเพื่อคุ้มครององค์จักรพรรดิ คัมมุ จากวิญญาณแค้นของเจ้าชาย ซาวาระ ผู้ซึ่งถูกถอดถอนจากตำแหน่งเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหาร ฟูจิวาระ โนะ ทาเนทซึงุ วิญญาณแค้นของเจ้าชายทำให้พระจักรพรรดิต้องย้ายนครหลวงจาก นางาโอกะ หลังจากก่อตั้งได้เพียงสิบปี และมาตั้งใหม่ที่เฮอันเคียวแห่งนี้

อย่างไรก็ดี นั่นมันก่อนที่เซอิเมจะเกิด และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้...

Tbc...




 

Create Date : 05 กันยายน 2549    
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2550 17:08:42 น.
Counter : 586 Pageviews.  

1  2  

เด็กหญิงสระบัว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เด็กหญิงสระบัว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.