just can't {imagine} our ends
Group Blog
 
All blogs
 

เรื่องนี้ต้องดูในโรงเท่านั้น "H O M E"

HOME
หรือชื่อภาษาไทย "เปิดหน้าต่างโลก"



หนังสารคดีผลงานกำกับโดย Yann Arthus - Bertrand ช่างภาพถ่ายทางอากาศระดับโลก
ที่เคยมาแสดงผลงานภาพถ่ายของเขาในไทย หน้า CentralWorld ในชื่อ EARTH FROM ABOVE
เชื่อว่าหลายคนคงได้มีโอกาสไปชมงานของเขา และยังจำความประทับใจครั้งนั้นได้











หนังต้นฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศส ในฉบับที่ฉายในไทยให้เสียงพากย์โดย เกล็น โคลส
นอก จากเนื้อหาที่ทำให้เราตาสว่างแล้ว ภาพที่ปรากฏต่อสายตาตลอด 2 ชม. ยังงดงามราวสรวงสวรรค์ ทั้งที่มันก็คือ สถานที่ที่เราทุกคนเหยียบย่างกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน




ดูตัวอย่างหนังได้ตามลิงค์ (เสียงฝรั่งเศส)
//www.dailymotion.com/video/x653do_home-docufilm-de-yann-arthusbertran_shortfilms


อีกหนึ่งตัวอย่างหนัง
https://www.youtube.com/watch?v=G8IozVfph7I&feature=channel_page


ตัวหนังยาว 2 ชม. แต่สามารถดูในเนทได้ ชม. ครึ่ง ตามลิงค์
https://www.youtube.com/watch?v=jqxENMKaeCU&feature=channel_page

ข้อมูลเพิ่มเติม (ภาษาไทย) จากเวบหนังดี
//www.nangdee.com/title/html/m1905.html




แต่ยังไงก็อยากให้เข้าไปรับอรรถรสเต็มๆ กันในโรง
"อยากให้ได้ดูในโรง"

ฉายมาครบหนึ่งอาทิตย์แล้ว ที่โรงสกาล่า สยามแสควร์
ดูรอบฉาย ตามลิงค์อีกเช่นกัน
//www.apexsiam-square.com/home.asp (ลิงค์ของ apex มักไม่อัพเดทเท่าอันล่าง)
//www.movieseer.com/DisplayPerTheater.asp?tID=16&Channel=1


ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ย้ายไปอยู่โรงลิโด 2 แล้วจ้า
อดเสียใจไม่ได้ แต่อย่างน้อยยังมีโอกาสเก็บภาพขณะฉายที่สกาลาคืนสุดท้ายไว้ได้




credit : de.o. magazine



อย่าลืมไปดูกันนะ เรื่องนี้เหมาะกับทุกคนบนโลกจริงๆ

ขอบคุณภาพประกอบจากหนัง : //www.nangdee.com




 

Create Date : 11 มิถุนายน 2552    
Last Update : 11 มิถุนายน 2552 15:43:08 น.
Counter : 578 Pageviews.  

Across the Universe หนังที่ทำให้ฉันไล่ตามหาสี่เต่าทอง

Across the Universe
(แอบไม่ค่อยชอบชื่อไทย รักนี้...คือทุกสิ่ง)


(หมักดองไว้ตั้งแต่ 14 ม.ค. แน่ะ ตอนนี้คงกลิ่นใช้ได้แล้ว 555 แล้วยังคิดจะเอาลงอีก เชื่อเขาเลย)



จูลี เทย์มอร์ (ผู้กำกับ Frida) กลับมาคราวนี้พร้อมกับงานสุดเปรี้ยวอีกแล้ว กับ “Across the Universe” หนังเพลงที่อบอวลไปด้วยความรัก ความสนุก
ความเศร้า (แม้แต่ความหลุดโลก) เรียกได้ว่าหลากอารมณ์





เรียงร้อยกันด้วยเพลงจากวงดนตรีดังที่ไม่น่าจะมีใครไม่รู้จัก
แม้จะเกิดไม่ทันก็ตาม

น่าเสียดายที่ฉายน้อยโรงมากๆ ไม่รู้ว่านอกจากที่โรงในเครือเอเพ็กต์แล้ว ยังมีฉายที่โรงอื่นบ้างหรือเปล่า แต่คนดูอุ่นหนาฝาคั่งกว่าที่คิด คงจะยืนโรงได้เป็นเดือนๆ

โดยส่วนตัว สิ่งที่ทำให้อยากดูหนังเรื่องนี้มากๆ คงเพราะตั้งแต่ได้ยินชื่อหนังแล้ว (เพราะหลงรักเพลงนี้มาจาก I am Sam)


...ต่อจากนี้อาจเป็นสปอยล์ กรุณาหลีกเลี่ยง หากอยากไปดูในโรงและต้องการได้รับอรรถรสครบถ้วน...

*
*
*


หนังเคลือบด้วยความสวยงาม หอมหวาน และความรักระหว่างหนุ่มหล่อสาวสวยที่ต่างก็มีคู่หมายด้วยกันทั้งคู่

(ลองดูใบปิดแล้วจินตนาการว่าเป็นเรื่องรักหวานเจี๊ยบสิ ใครที่ไม่ได้ดูตัวอย่างหนังมาก่อนคงจะงงอยู่เหมือนกันนะ ที่เปิดเรื่องมาก็เจอพระเอกร้องเพลงใส่หน้าน่ะ)

ทว่าแท้จริง กลับตีแผ่ความโหดร้ายของสงคราม
ความไร้สติของผู้มีอำนาจ ตลอดจนกัดอเมริกาเสียเปื่อย

(ตบมือสะใจในฉากที่ทหารอเมริกันร่วมใจกันแบกเทพีเสรีภาพ
แล้วก็บ่นว่าเธอนั้น ช่างหนักเหลือเกิน)



เรื่องย่อ : จู๊ด ชายหนุ่มคนงานท่าเรือจากเมืองลิเวอร์พูล
(บ้านเกิด the Beatles) ลาแฟนสาวบนเกาะอังกฤษเพื่อเดินทางไปตามหาพ่อที่อเมริกา แม้จะผิดหวังที่พ่อไม่ค่อยให้การต้อนรับเขาเท่าที่ควร
แต่จู๊ดกลับได้เพื่อนใหม่อย่างแมกซ์ ที่นำพาความรักมาให้เขา
นั่นก็คือลูซี่ น้องสาวของแมกซ์นั่นเอง แม้จะโชคร้ายที่เธอก็มีแฟนอยู่แล้ว
แต่แฟนของเธอเสียชีวิตให้กับสงครามในเวลาต่อมา
ทำให้เธอช็อกและต้องการไปอยู่กับแมกซ์ที่นิวยอร์คสักพัก

เมื่อพบจู๊ดอีก รักของเธอและเขาก็ผลิบาน ท่ามกลางสงครามเวียดนามที่คุกรุ่น และแมกซ์ถูกเกณฑ์ไปรับใช้ชาติ ในบรรยากาศยุค 60 ที่ประชาชนรวมตัวกันเรียกหาสันติภาพ ด้วยพลังบริสุทธิ์ และอิสระเสรี

(แต่ยังไงรัฐก็ไม่เคยฟังเสียงพวกเขาอยู่ดี)

...ด้วยอุดมการณ์แตกต่าง ลูซี่ร่วมเรียกร้องสันติภาพ เพราะเธอไม่อยากเสียคนที่รักด้วยสงครามอีกแล้ว ทว่าจู๊ดกลับไม่เห็นดีด้วยกับสิ่งที่เธอทำ ทั้งคู่เริ่มขัดแย้งกันมากเข้า และแล้วก็มีเหตุให้จู๊ดถูกจับและส่งกลับประเทศ...

เรื่องจะลงเอยอย่างไรกันนะ



ดารานำ อีแวน ราเชล วู้ด (ลูซี่ นางเอกสาวสวย), จิม สเตอร์เกส (จู๊ด พระเอกสุดอาร์ท), โจ แอนเดอร์สัน (แมกซ์ เพื่อนจู๊ด พี่ชายลูซี่) , ดานา ฟัช (เซดี้ นักร้องสาวเสียงเก๋), มาร์ติน ลูเทอร์ แมคคอย (โจโจ้ หนุ่มผิวสีผู้มีดนตรีในหัวใจ) และที วี คาร์พิโอ (พรูเดนซ์ เชียร์ลีดเดอร์สาวผู้ค้นพบตัวเองว่า...นิยมทั้งสองเพศ)


ด้วยเพลงประกอบจากวง the beatles ล้วนๆ 30 กว่าเพลงด้วยกัน
แต่นำมา cover ด้วยเสียงตัวแสดงให้เหมาะกับแต่ละเรื่องราว
(แล้วจะงง ว่าคุณก็รู้จักเพลงของวงนี้มากกว่าที่คิด
อย่างน้อยใครเคยผ่านตาหนัง I am Sam น่าจะคุ้นๆ หลายเพลงเลย)

จากที่ได้ดูหนัง ทำให้เพิ่งเข้าใจความหมายของหลายๆ เพลงของวงสี่เต่าทอง
ก็เมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้นี่แหละ





(จากที่เคยสงสัยเนื้อหาหลายๆ เพลงที่ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมมากๆ อย่าง “Strawberry Field Forever” จนบางครั้งคิดไปว่า
พวกเขาแต่งเพลงได้ตอนเมายา แต่ที่ไหนได้ เขาคิดมานะ
เป็นการอุปมาต่างหาก แล้วก็เจ๋งมากๆ)



นอกจากตัวหนังแล้ว ยังอยากให้ไปหา Soundtrack กันมาฟังด้วยเอาให้อิ่มกันไปเลย เพราะถึงคุณจะออกมาจากโรงแล้ว แต่แน่นอนว่าต้องมีสักเพลงติดอยู่ในหัวคุณตลอดทางกลับบ้านแน่

ซาวด์แทรกเอง ก็มี 2 แบบด้วยกัน คือแบบธรรมดา ประกอบด้วย 16 เพลง ส่วนแบบพิเศษ อัดแน่นด้วย 31เพลงในแบบเรียงตามลำดับที่ปรากฏในหนังนั่นแหละ (ยกเว้นบางจังหวะที่ใช้ 2 เพลงผสมผสานกัน ก็ทำออกมาได้อารมณ์ไปอีกแบบ)


ช็อตกระชากอารมณ์ที่สุดในหนัง น่าจะเป็นฉากที่มีเพลง “Let it be” คลอไปด้วย แม้ดนตรีจะทรงพลังแค่ไหน ถ้าไม่มีภาพอย่างที่ปรากฏบนจอตอนนั้น คงจะไม่เรียกน้ำตาท่วมจอขนาดนั้นแน่

อีกฉากสุดเจ๋ง คือฉากที่มีเพลง “Come Together”





*
*
*

แม้จะมีเสียงบ่นอยู่เหมือนกันว่า ออกจะเป็นมิวสิกวิดีโอไปหน่อย
หรือหนังยาวไปไหม จริงอยู่ที่บางฉากดูเป็นมิวสิกวิดีโอ
แต่ความยาวของหนัง เรียกได้ว่าดูได้กำลังเพลิน ไม่น่าเบื่อเลยสักตอน
เอาเป็นว่าถ้าได้ดูจบออกมาจากโรงแล้ว ยังคงอยากดูอีกสักหลายๆ รอบ

อย่าลืมตบมือดังๆ ด้วยนะ




 

Create Date : 14 มีนาคม 2551    
Last Update : 15 มีนาคม 2551 0:36:53 น.
Counter : 4310 Pageviews.  

Lust, Caution


ระวังสปอยล์ด้วยนะคะ ถ้าใครอยากไปดู ก็อย่าหลงไปอ่านเข้าล่ะ
เราเตือนคุณแล้วนะ

*
*
*

เล่ห์ราคะ (Lust, Caution)












pix credit : //www.popcornfor2.com




คงจะสงสัย ว่าทำไมถึงอยากแนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้กัน ไม่ใช่เพราะแค่ว่า พี่เหลียงหล่อได้ใจ น้องถังเว่ยน่ารักสุดๆ อังลีเป็นผู้กำกับ หรือมีฉากเซ็กส์ที่รุนแรง เพียงเท่านั้น

(เอ่อ สำหรับเด็กๆ ที่เอเพ็กต์เขาตัดให้แล้วนะจ๊ะ)

แต่หนังเรื่องนี้ยังมีอะไรมากกว่าที่เห็นนะ



หนังเรื่องล่าสุดของ อัง ลี (หรือหลี่อัน) ที่ 2 ปีที่แล้วโดดเด่นด้วย Brokeback Mountain กลับมาคราวนี้ กับหนังฟิล์มนัวร์ที่ค่อนข้างอื้อฉาว ในอเมริกาได้เรท NC-17 คือจะดูได้ต้องอายุเกิน 17 ปีจ้ะ

(ถ้าดูแบบไม่ตัดต้องไปที่เฮ้าส์ แต่ถ้าตัดแล้วก็แถวเครือเอเพ็กต์ ซึ่งก็โดนตัดจนไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว)

สร้างจากเรื่องสั้นของนักเขียนหญิง จางอ้าย หลิง ที่บอกเล่าเรื่องราวความรัก ควบคู่ไปกับการเมืองของจีนในช่วงต่อต้านญี่ปุ่น ออกมาได้อย่างสวยงามทว่าโหดเหี้ยมไม่แพ้กัน

หนังนำแสดงโดย เหลียงเฉาเหว่ย (ไม่ต้องกังขาเรื่องฝีมือของเขาเลย) ถังเว่ย (ดาราหน้าใหม่ แต่ฉายแสงโดดเด่นจัดจ้ามาก) หวังลีฮอม (นักร้องหนุ่มมากความสามารถ) และ โจน เช็ง


เรื่องย่อ : เซี่ยงไฮ้ ปี 1938 ขณะสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคงคุกรุ่น ญี่ปุ่นเข้าควบคุมหลายเมืองในจีนไว้ หวังเจียจือ นักศึกษาสาวจบใหม่ ได้รับการชักชวนจาก กวงอี้หมิน นักศึกษาหนุ่มไฟแรง เลือดรักชาติเต็มเปี่ยม ให้เข้าร่วมในชุมนุมละคร เพื่อสร้างละครเวทีปลุกใจประชาชน

ต่อมา เขาสมัครพรรคพวกและมีแผนใหม่ในการช่วยชาติ นั่นคือ ลอบฆ่าคุณยี่ ชาวจีนที่ไปเข้าร่วมกับพวกญี่ปุ่น แต่พวกเขาเป็นเพียงกลุ่มนักศึกษาที่ลงมือกันเอง สุดท้ายความก็แตก ทุกคนกระสานซ่านเซ็นกันไปหมด

3 ปีต่อมา หวังเจียจือ กลับมาดำรงชีวิตตามปกติ เธอได้พบกับกวงอี้หมินอีกครั้ง ครั้งนี้เขาก็มีแผนให้เธอเข้าร่วมอีกครั้ง คราวนี้เธอเข้าร่วมด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง เธอต้องปลอมตัวเป็นคุณนายจากฮ่องกง เพื่อกลับไปผูกมิตรกับภรรยาคุณยี่ เหมือนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว อีกครั้ง

... ถ้าเธอทำสำเร็จ เธอจะกลายเป็นวีรสตรีของจีน
... แต่ถ้าไม่ ก็ต้องเดิมพันด้วยชีวิต



หนังเต็มไปด้วยรายละเอียดของความเป็นจีนต่างๆ ที่อังลี ใส่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็น ไพ่นกกระจอก การร้องรำในแบบจีน หรือแม้แต่ชาตินิยม ในฉากที่พวกนักศึกษาจัดละครเวทีปลุกใจประชาชน

(ทำให้นึกถึงประเทศเรา ณ ขณะนี้ ที่ยังคงมีความไม่สงบเสมอๆ)

ก็นำมาเป็นส่วนประกอบ และช่วยเดินเรื่องด้วยอีกส่วนหนึ่ง


ความขัดแย้งของเรื่องนี้คือ หนังพูดถึงการต่อต้านต่างชาติของชาวจีน ผ่านมุมมองเรื่องเซ็กส์ของหญิงสาวผู้หนึ่ง

(เราคงเคยรู้กันมาบ้างว่า จีนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเพศหญิงเท่ากับเพศชาย) แต่เรื่องนี้กลับให้ผู้หญิงเป็นตัวเดินเรื่องหลัก และเธอกำลังทำสิ่งที่กล้าหาญต่อชาติบ้านเมือง (แต่ผิดศีลธรรม) โดยมีผู้ชายคอยเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ



อย่าคิดว่าในเรื่องจะมีแต่ความฉาว เพราะยังมีฉากที่โรแมนติกที่สุดอยู่ด้วย เป็นฉากในร้านอาหารญี่ปุ่น ที่คุณยี่นัดให้หวังเจียจือไปพบ แล้วเธอร้องเพลงให้เขาฟังเพลงหนึ่ง







ทั้งเนื้อหาของเพลง (กรุณาดูความรักแท้ในอุดมคติของเพลง เทียบกับความรักของเขาและเธอ) และการแสดงของเธอในฉากนี้ จับใจเหลือเกิน มันทำให้คุณยี่ที่ปกติดูเคร่งขรึม ถูกกะเทาะเปลือก จนต้องแอบปาดน้ำตา และดูจะเขินๆ ด้วยเวลาตบมือให้

(เรื่องสายตาของหวังเจียจือนี้ ขนาดเราเป็นผู้หญิง บางทียังต้องแอบหลบตาน้องเขาเลย เพราะเธอแสดงออกทางดวงตาได้ชัดมากๆ คนอะไรมองจนผู้หญิงเขินไปเลย)


หลายความเห็นของคนดูที่เป็นผู้ชาย ล้วนไม่เข้าใจ ไปจนถึงกังขากับการตัดสินใจของหวังเจียจือ ในตอนท้ายของเรื่อง แสดงว่าเขาไม่เข้าใจผู้หญิงอย่างแท้จริง
(ก็พวกเขาไม่ใช่ผู้หญิงนี่นา)

ว่าผู้หญิงน่ะเป็นเพศที่เข้าใจยาก บางครั้งพวกเธอก็ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย
แล้วยิ่งเป็นการตัดสินใจในเรื่องความรักแล้วละก็
อย่าถามเลยว่ามีเหตุผลอะไร เพราะคุณจะไม่ได้คำตอบจริงๆ หรอก



*
*
*

สุดท้าย ขอฝากคำพูดของหนึ่งในกองเซ็นเซอร์ตอนหนึ่งว่า

“ที่หนังต้องมีการจัดเรตติ้ง เพราะว่าคนดูไม่ใช่คนมีปัญญา”



(เธอใช้คำว่า Uneducated สำหรับคำอธิบายนักดูหนังคนไทย)

คัดมาจาก มติชนสุดสัปดาห์ คอลัมน์ โดย คำ ผกา
(21-27 ธันวาคม 2550 ปีที่ 28 ฉ.1427 หน้า 84-85)

น่าคิดอยู่เหมือนกันนะ ว่าการที่เราต้องมีกองเซ็นเซอร์
หรือเรตติ้งเนี่ย เพราะอะไรกันแน่

และคำว่า Educated เนี่ย เค้าใช้อะไรวัด?




 

Create Date : 24 ธันวาคม 2550    
Last Update : 24 ธันวาคม 2550 18:51:27 น.
Counter : 1856 Pageviews.  

Accepted หนังเพื่อวัยรุ่นไทย

Accepted
ชื่อไทย(คิดได้อย่างไร) จิ๊จ๊ะ มหาลัยคนรักแห้ว
“หนังเพื่อวัยรุ่นไทย”





เครดิตรูป : จาก //www.movies.yahoo.com จ้ะ

นานๆ ทีจะเจอหนังที่เหมาะกับสภาพสังคมของไทย โดยเฉพาะวงการการศึกษาไทย เลยอยากจะมาแนะนำให้ดูกัน เผอิญหนังเรื่องนี้ไม่ได้เข้าฉายในโรง แต่ก็ยังหาเช่าตามร้านเช่าวิดีโอทั่วไปได้ไม่ยาก


นำแสดงโดย จัสติน ลอง (เล่นคนอึดตายยากเป็นลูกชายบรูซ วิลลิสไง) โจน่า ฮิลล์ (จับตาให้ดี หนุ่มตุ้มตุ้ยคนนี้แกมาแรงทีเดียวช่วงนี้) ไบลค์ ไลฟ์ลี (ความน่ารักของเธอผ่านตามาจากหนังที่ว่าด้วยสาววัยใสเพื่อนซี้ 4 คนที่ใช้กางเกงยีนส์ร่วมกัน และเกิดเรื่องสนุกๆ ขึ้นกับพวกเธอมากมาย ได้ข่าวว่ากำลังจะมีภาค 2 ตามมาด้วย)


หนังเหมาะกับวัยรุ่นไทยมากๆ ด้วยบริบททางความคิดที่ดูไปก็งงไป ด้วยเข้าใจมาตลอดว่าฝรั่งหรือชาวต่างประเทศมีความคิดหัวก้าวหน้าในเรื่องการศึกษามากกว่าในไทย เหมือนจะคุ้นเคยกับหนังชีวิตหลังวัยไฮสกูลที่จะต้องไปค้นหาตัวเองเสียก่อน ค่อยกลับมาเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เพราะจะได้เลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถนัด สนใจ และอยากเรียนจริงๆ หรือเรียนแล้วได้นำไปใช้จริงๆ

ไม่ใช่สักแต่ว่าจบๆ ออกมาก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันเหมือนประเทศกำลังด้อยพัฒนาบางประเทศ อย่างกับว่าหนังทำมาเพื่อวัยรุ่นไทยและพ่อแม่ผู้ปกครองโดยเฉพาะยังไงยังงั้น


สิ่งที่เกิดกับครอบครัวของบาร์เทิลบี พระเอกในเรื่อง ก็ไม่ผิดไปจากสิ่งที่เกิดในบ้านเราเท่าไรเลย พ่อบอกกับเขาว่า จะยังไงก็ได้นะ แต่แกต้องเข้ามหาวิทยาลัย แล้วหนึ่งเทอมในมหาลัยของที่อเมริกา ไม่ใช่เสียเงินเป็นหมื่นบาทเหมือนบ้านเรา ของเขาเทอมละหมื่นเหรียญจ้ะ


เขาไม่อยากให้พ่อแม่ต้องเครียดเพราะลูกไม่มีมหาวิทยาลัยไหนรับ ด้วยการสร้างมหาลัยขึ้นมาเองเสียเลย แล้วก็ปลอมทุกอย่างขึ้น แต่เขาทำคนเดียวไม่ได้หรอกเรื่องนี้ มีเพื่อนๆ ให้ความช่วยเหลือหลายด้านด้วยกัน

อาทิ เชรดเดอร์เพื่อนสนิทถูกขอร้องแกมบังคัยให้ช่วยทำเวบของมหาลัย รอรี่สาวหัวแดงจัดหาสถานที่ เกล็นหนุ่มเพื้ยนออกแบบเสื้อแจ็คเก็ตประจำสถาบัน
นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายคนร่วมหัวจมท้ายไปกับเขา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลุงของเชรดเดอร์ที่รับหน้าที่เป็นอธิการบดีหลอกๆ ให้ด้วย


ปัญหายิ่งเพิ่มมากขึ้นด้วยการที่มีนักศึกษาซึ่งพลาดหวังจากที่อื่นๆ
คลิกเข้ามาในเวบที่ใช้ได้จริง สมัครและโอนเงินมาเรียนที่นี่เรียบร้อย
พวกเขามารอบาร์เทิลบีและผองเพื่อนในวันปฐมนิเทศพร้อมกันอยู่ที่หน้าประตู
เขาจะจัดการและอธิบายเรื่องนี้ให้ทุกคนเข้าใจได้อย่างไร

-----------------------------------------------

อย่างไรก็ตาม หลักสูตรของที่นี่ไม่มีอะไรตายตัว
แต่จะมีไวท์บอร์ดในมหาลัยให้ทุกคนเขียนสิ่งที่ตัวเองอยากเรียนลงไป


"อยากจะเรียนอะไร"

เดิมทีคำถามนี้ทำให้ทุกคนจุก เพราะต่างเคยเรียนในระบบชี้นำมาตลอด
(ไม่ต่างจากเมืองไทยจริงๆ) พอได้เลือกเองเลยงง
(แต่ในไทยยังไม่ได้เลือกเองจริงๆ อยู่นั่นเอง)
ไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรตรงไหนยังไง
แต่พอได้เลือกเองก็น่าจะตั้งใจเรียนมากขึ้นนะ


น้องสาวของพระเอกก็ใช่ย่อย ถึงจะยังเด็กแต่รู้ทันพี่ชายในทุกๆ เรื่อง
มีอยู่ตอนหนึ่งเด็ดมาก ที่เธอขอค่าปิดปากไม่ฟ้องพ่อแม่เรื่องพี่เรียนในมหาลัยเก๊ เป็นสกูตเตอร์และบัตรประชาชนปลอม อย่างแรกพี่ชายรับปากทันที
แต่อย่างหลังพี่ชายนึกห่วง
ไม่อยากให้น้องแอบเอาไปกินเหล้าก็เลยจะไม่ให้
แต่ขอโทษทีคำตอบน้องสาวสุดเจ๋งเลย
ไปดูเอาเองว่าน้องเค้าบอกว่ายังไง


ถ้าไม่มีตัวร้ายเรื่องคงขาดสีสัน บทร้ายจึงต้องมีไว้เพิ่มรสชาติ ด้วยอธิการบดีของมหาวิทยาลัยฮาร์มอนสุดแสบ
(ที่ฮาของบทนี้อยู่ที่หน้าตา ไปดูกันเอาเองแล้วจะรู้)

ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก และเขามีนโยบายที่จะขอซื้อที่ที่พระเอกและมหาลัย
เพื่อสร้างความโอ่อ่าให้กับทางเข้าของมหาลัยตัวเอง
จึงหาทางให้มหาลัยของพระเอกของเรามีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นจนได้


ปัญหาที่ทำให้บาร์เทิลบีและเพื่อนๆ ต้องกุมขมับ นั่นคือ มหาลัยของพวกเขาจะต้องถูกปิดหากไม่ไปจัดการเรื่องราวกับสถาบันรับรองสถานศึกษาให้ถูกต้อง
และองค์ประกอบของมหาลัยที่ทางสถาบันจะรับรองให้นั้นต้องประกอบไปด้วย

หนึ่ง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในการเรียน อาทิ ห้องสมุด สนามกีฬา ห้องพยาบาล สองคือหลักสูตรการเรียนการสอน และสาม คือคณาจารย์
สามข้อนี้จะหยุดพวกเขาจากการเป็นนักศึกษาที่มหาลัยนี้หรือไม่
ต้องไปลุ้นกันเอง


แม้จะมีมุกตลกที่บางครั้งดูทะลึ่งไปบ้าง แต่หากดูโดยรวมแล้ว
ก็พอจะมองข้ามไปได้ ด้วยพล็อตที่ว่าด้วยความหมายของการศึกษา
และมหาวิทยาลัย อยากให้น้องๆ วัยเรียน โดยเฉพาะในระดับมัธยมได้ดูกัน
เผื่อจะมีมุมมองทางการศึกษาใหม่ที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น


หนังนอกจากจะจิกกัดประเพณีการรับน้องและการศึกษาแบบชี้นำที่ไร้ประสิทธิภาพในอเมริกาแล้ว ยังด่าไปถึงระบบประกันสุขภาพ
อีกทั้งยังโยงไปเรื่องการเมืองได้อีกด้วย
สังเกตตอนจบกันให้ดีๆ ล่ะ


ดูหนังจบนอกจากจะอยากให้มีมหาวิทยาลัยแบบนี้อยู่จริงๆ แล้ว ยังทำให้นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ ”โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง”
และโรงเรียนประถมโทโมเอ
ที่เป็นเหมือนโรงเรียนในฝันของเด็กทุกคนที่ได้อ่าน


(และคงต้องเป็นเพียงแค่ฝันของเด็กไทยกันต่อไป)




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2550    
Last Update : 31 สิงหาคม 2550 0:30:58 น.
Counter : 3468 Pageviews.  

Bourne Ultimatum สมใจคอแอคชั่นเขาล่ะ

Bourne Ultimatum ปิดเกมล่าจารชน...คนอันตราย








แมต เดมอน กลับมาอีกครั้ง กับบทยอดจารชนสุดอันตราย
นาม เจสัน บอร์น ที่จำเรื่องราวของตัวเองไม่ได้เลย
แต่ด้วยความฉลาดล้ำ เขาจัดการกับสิ่งที่ติดตัวมาหลังจากมีคนช่วยเอาไว้ ทั้งหมดก็เพื่อตามหาตัวตนของตัวเอง
และเอาคืนกับผู้ที่ทำอย่างนี้กับเขาด้วยในคราวเดียวกัน


ผ่านมา 3 ปีแล้ว ที่เขาต้องหนีหัวซุกหัวซุนเกือบค่อนโลก
และวันนี้ เวลาของเขามาถึงแล้ว...
เขาจะทำอย่างไร ถ้าตัวจริงของเขา ไม่ใช่ เจสัน บอร์น


เรื่องนี้มีที่มาจากบทประพันธ์ไตรภาคของ โรเบิร์ต ลัดลั่ม เมื่อเกือบๆ 20 ปีล่วงมาแล้ว
(ในบ้านเราก็มีแปลกันมาเป็นสิบปีแล้วเช่นกัน) แต่ถ้าเทียบเรื่องราวในหนังกับหนังสือ
อาจพบว่าผิดกันไกลโข


เพราะฉบับหนังนั้นเขาจำเป็นต้องทำให้อยู่ในเวลา 2 ชั่วโมง และคนดูตามเรื่องได้ทัน ความซับซ้อนที่มากเกินไป
อย่างปูมหลังของบอร์น อาจทำให้คนดูรับไม่ไหว


ท้ายสุด ก็เลยออกมาเป็นแบบที่ผ่านตากันไปแล้วถึง 2 ภาค ซึ่งเดมอนให้สัมภาษณ์ว่า ภาค 3 นี้จะเป็นการอำลาการรับบทบอร์นของเขาแล้วล่ะ


เพราะจริงๆ บอร์นยังมีอีก 2 ภาคด้วยกันในฉบับหนังสือ ทว่าไม่ใช่ลัดลั่มเป็นคนเขียนแล้วนะ แล้วก็ไม่ดังเท่าฉบับลัดลั่มด้วย


ผู้กำกับ พอล กรีนกราสส์ (United 93) ไม่ทำให้เราผิดหวังเลย เพราะภาคล่าสุดของสุดยอดจารชนอย่างนายเจสัน บอร์น แทบไม่มีเวลาให้เราได้หายใจหายคอไปกับความระทึก ประหนึ่งเราเข้าไปมีส่วนหรือตัวติดอยู่กับนายบอร์นอย่างนั้นแหละ


เพราะกรีนกราสส์ กับการถ่ายแบบกล้องแฮนด์เฮล
แทบจะกลายเป็น signature ในหนังของเขาไปเสียแล้ว
(แต่บางทีก็สมจริงเกินจนดูแล้วเวียนหัวได้เหมือนกัน)


ฉากบู๊สำหรับภาคนี้ ไม่ต้องเป็นห่วง
เพราะมีให้เห็นไม่หยุดหย่อน ไม่เว้นตั้งแต่เปิดเรื่องกันเลยทีเดียว และมีหลากหลายทั้งตามไล่ล่ากันเป็นฝูง ขับรถไล่ล่า บู๊กันตัวต่อตัว ผาดโผนโจนทะยาน ฯลฯ มากจนจาระไนกันไม่หมด


แต่ขอบอกว่าบู๊แต่ละหนของเจสัน บอร์น
มีแต่ความฉลาดเฉลียว และเต็มไปด้วยไหวพริบที่ไม่มีใครเกินแล้ว


เรื่องราวโดยย่อในภาคนี้ คือการตลบหลังหน่วยที่เป็นคนทำให้บอร์น
ต้องประสบชะตากรรมโหดร้ายมาตั้งแต่ต้นนั่นเอง เพราะเขาเริ่มจะปะติดปะต่อความทรงจำเข้าด้วยกันได้บ้างแล้ว


แต่ใช่ว่าจะมีคนจ้องจะล้างบัญชีเขาฝ่ายเดียว เพราะบอร์นยังมีหน่วยหนุนหลังกลายๆ ไม่ว่าจะเป็น หัวหน้าหน่วยในภาคที่แล้วอย่าง แพเมล่า แลนดี้ (โจน อัลเลน) ที่เคยต่อกรกับเขาอย่างสูสี กลับไม่ยอมให้บอร์นต้องถูกลอบฆ่าอย่างไม่ถูกต้อง


และนิกกี้ พาร์สัน (จูเลีย สไตล์)
หนึ่งในหน่วยที่เคยตามล่าบอร์น อย่างเอาเป็นเอาตาย กลับเอาตัวเข้าเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือนายบอร์น
แล้วยังแอบทิ้งปมไว้อีกด้วย


ขอตำหนิตัวอย่างหนังเรื่องนี้หน่อย เพราะว่าฉากเด็ดฉากหนึ่งเลยในหนัง ที่น่าจะเกือบเรียกได้ว่าเป็นไคลแมกซ์รอง กลับไปปรากฏในตัวอย่างหนังเสียก่อนแล้ว
พอถึงเวลาฉากนั้นจริงๆ ความสนุกเลยลดไปค่อนข้างมาก


(ในความรู้สึกเหมือนกับมีเพื่อนมาแอบสปอยล์ให้ฟังเลย)


แต่ถ้ามองข้ามเรื่องนี้ไป น่าจะเรียกได้ว่าเป็นสุดยอดหนังแอ็คชั่นภาคต่อได้เลยทีเดียว ทั้งด้วยความสมจริงจนไม่อยากจะเชื่อว่าที่เห็นเป็นแค่หนัง

(สมจริงอย่างไร นายบอร์นก็รอดมาได้อย่างเกือบเหลือเชื่อหลายทีเหมือนกัน)

และเอฟเฟ็คต์ต่างๆ ที่กระหน่ำกันไม่ยั้ง



ขนาดคนที่ไม่ใช่คอหนังแนวนี้และจำเรื่องในภาคที่แล้วไม่ได้ ยังสนุกไปกับเรื่องนี้ได้อย่างสบายๆ



ขอแนะนำแค่ว่า ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงจ้ะ




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2550    
Last Update : 14 สิงหาคม 2550 2:26:26 น.
Counter : 1040 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

quin toki
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




everything has a begining , has an end.

link to my thought
~~*http://pompom67.bloggang.com*~~




บล็อกน้อยอิเหละเขะขะ
เก็บ+กระจุกของไว้สารพัด
สารบัญก็ไม่มีให้กดง่ายๆ ขออภัยด้วยเน้อ




เคยมีคนบอกกับเราว่า
ถ้าเราไม่ได้ดูหนัง
คงหายใจไม่ออกสินะ

...
ขาดหนัง
ก็ขาดใจ
(ไอ้บ้าเอ๊ย!)

เข้าใจพูดนะเนี่ย
>_<








นิตยสารดีโอ DE.O. Magazine E-Book

issue 6

L.O.V.E.







คุณป้าสุวคนธ์ ไม้แดง

และหมาแมวจรนับร้อย

ที่กำแพงเพชร



เล่นกับแกรี่ได้นะจ๊ะ (แต่แกรี่ตัวนี้ไม่มีเขี้ยวเท่านั้นแหละ)
Friends' blogs
[Add quin toki's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.