just can't {imagine} our ends
Group Blog
 
All blogs
 

- - - ขอ....ให้ฉันเถอะ ขอร้อง - - -

ได้ความคิดมาจากคุณ das_Kino ค่ะ
ที่จะเขียนเรื่องนี้
ขอได้รับคำขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยค่า
แล้วถ้าอยากตามไปดูก็ที่ Friend link นะคะ
เพราะเราทำลิงค์ม่ายเป็นอ่ะ (โง่....อ่ะ)







นั่นก็คือ

เจ้าผลไม้แห่งสัญลักษณ์

















“APPLE”

หรือในภาษาไทยก็เรียก ทับศัพท์น่ะเอง (เออ รู้แล้วน่า)
แต่อยากบอกอีกอย่างว่าชื่อของเรามีคำแปลว่าแอปเปิ้ลค่ะ (ไม่เกี่ยวกะ quin tokiแต่อย่างใดนะคะ)
และโดยส่วนตัวชอบเจ้าผลไม้ที่ว่านี้มากๆ
ก็เลยเป็นแรงบันดาลใจ และสะกิดใจกับการที่มีเจ้าแอปเปิ้ลน้อยไปปรากฏอยู่ตามที่ต่างๆ
จะนำมารวบรวมไว้ในลำดับต่อไปนะคะ




จะเล่าว่า ตอนเรียนมหาลัย ได้มีโอกาสลงเรียนวิชาเลือกที่คณะอักษรฯ ในภาควรรณคดีเปรียบเทียบ
แล้วก็ได้ดูหนังเรื่องนี้ค่ะ


XIU XIU ,the send down girl








อาจารย์กล้ามากค่ะที่ให้นิสิตดู 555
แต่ว่าโดนอ.ตัดด้วยค่ะ แหม เสียดายไม่หาย
จะเห็นได้ว่า ซิ่วซิ่ว เธอบริสุทธิ์ (ชื่อภาษาไทย--------จริงๆให้ตายเหอะโรบิ้น)

เนื้อเรื่องย่อของเรื่องนี้มีอยู่ว่า
ประมาณปี1976 ในประเทศจีน ต้องมีการส่งเด็กหนุ่มสาวออกไปยังดินแดนชนบท ให้ทำงานฝึกอาชีพ
แต่ที่จริง ทางรัฐบาลต้องการลดจำนวนประชากรลง ซิ่วๆ ก็เช่นกัน เธอถูกส่งไปยังแถบทุ่งหญ้าในธิเบตให้ฝึกขี่ม้าโดยมีเล่าจินเป็นผู้ฝึกสอน และเธอก็เข้าใจมาเสมอว่า อีกไม่นาน เค้าก็ต้องส่งคนมารับเธอกลับไป

แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่พวกเขาเหล่านั้นต้องจากบ้านไปอย่างไม่มีวันได้กลับ...อีกเลย


ถ้าจะอ่านต่อ แต่ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ ก็อาจเสียอรรถรสในการชมไปบ้างนะคะ บอกซะก่อน
แต่การจะวิเคราะห์เรื่องแอปเปิ้ล เราจำเป็นต้องเปิดเผยเนื้อหาค่ะ


มีฉากที่เธอรับค่าตอบแทนจากการยอมหลับนอนกับคนผ่านทาง เป็นแอปเปิ้ล 1 ผลค่ะ
อ.ก็เข้าเรื่องอธิบายทันทีค่ะว่า ทราบกันหรือเปล่าคะ ว่ามันเป็นสัญลักษณ์น่ะค่ะ
อ้าว อย่างนั้นเหรอคะอ. ไม่เห็นรู้เรื่องเลย
แต่ทำไม แค่แอปเปิ้ลลูกเดียวซิ่วซิ่วก็ยอมแล้วล่ะเนี่ย

มันเป็นสัญลักษณ์ของการหลอกลวงค่ะ
จริงๆเหรอคะ อ.
อ้าว อ.รู้ได้ไงอ่ะ

แอปเปิ้ลปรากฏในไบเบิ้ล (เอ่อ จริงๆ เราก็นับถือคริสต์อีกเช่นกันค่ะ)
สืบเนื่องมาจากในพระคัมภีร์(พันธสัญญาเดิม) ตั้งแต่ยุคสร้างโลกน่ะค่ะ (จริงๆตามไปอ่านของคุณ das กันก่อนก็ดีนะเออ) ในสวนสวรรค์เอเดน มีผลไม้ต้องห้ามที่อดัมได้รับมาจากการล่อลวงของงูพิษตัวนั้นและส่งให้อีฟกินด้วยกัน จนทำให้พวกเขาเห็นผิดชอบชั่วดี รวมทั้งบังเกิดความอายด้วย
ซึ่งเป็นผลให้พวกเขาต้องถูกเนรเทศออกมายังโลกมนุษย์ ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งพระเจ้า

เอาล่ะค่ะ เด็กๆ คงรู้จักนิทานเรื่อง Snowwhite กันทุกคนใช่ไหมคะ
นั่นล่ะค่ะ คนแต่งก็ยืมสัญลักษณ์มาจากไบเบิ้ลล่ะค่ะ
เพราะแอปเปิ้ลแดงสดที่ฉาบเคลือบพิษไว้ (แต่บาง version ทำแอปเปิ้ลมีสองสีในลูกเดียวกันด้วยค่ะ ไม่น่าสงสัยเลยเนอะ) เป็นแผนร้ายของยายแม่มดขี้อิจฉาที่ต้องการสวยที่สุดในปฐพี ผู้มีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงของสโนวไวท์
และแล้วการล่อลวงนั้นก็เป็นผลสำเร็จ
แต่เรื่องนี้จบอย่างไร คงไม่มีใครไม่ทราบละมัง

กลับมาที่ซิ่วๆค่ะ
เธอยอมนอนกับคนผ่านทางสกปรกพวกนั้น
ก็เพราะพวกเขาพกพาความหวังที่จะได้กลับบ้านของเธอเอาไว้นั่นเอง
หลังจากคนแรกหลอกลวงเธอ ก็มีคนที่2 ที่3 และนับไม่ถ้วน
สัญญาอย่างนั้นอย่างนี้ให้เธอเชื่อ ว่าจะวิ่งเต้นให้ ว่าจะเดินเรื่องให้
และท้ายที่สุด เธอก็ต้องตกเป็นเหยื่อของพวกเขา









ไม่อยากเปิดเผยอะไรมากกว่านี้สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ


แต่สำหรับเรา
มันโศกนาฏกรรมสุดๆ ไปเลยเรื่องนี้


อืม จริงๆยังมีสัญลักษณ์อีกหนึ่งอย่างในเรื่องนี้ค่ะ
นั่นก็คือ การอาบน้ำของซิ่วๆ ซึ่งการอาบน้ำของคนจีน เค้าใช้น้ำกันประหยัดมากๆนะคะ แค่กาละมังเดียวก็ได้แล้ว เพราะสมัยนั้นน้ำไม่ใช่ของหาง่าย ในแถบทุรกันดารเช่นนั้น

แต่การอาบน้ำหลังจากร่วมหลับนอนกับเหล่าคนใจร้าย
ถือเป็นการชำระล้างบาปในใจของเธอค่ะ
เหมือนในศีลล้างบาปของทางคริสต์นั่นอย่างไร ทุกครั้งเธอจะต้องอาบน้ำ ให้ความผิดบาปในใจถูกล้างออกไปกับน้ำน่ะค่ะ


และมีอีกหนึ่งฉากสำคัญที่ทางผกก.สื่อผ่านออกมาโดยไม่ต้องให้เห็นสิ่งนั้นตรงๆ (พวกอ้อมค้อมน่ะ)
คือตัดสลับระหว่างการออกล่าสัตว์ของเล่าจิน
กับการถูกกระทำของซิ่วๆโดยคนเลวที่เธอพลั้งเผลอให้ความไว้วางใจกับเขา
ตัดกลับมาที่เล่าจินเจาะไข่แดงของนกอะไรซักอย่าง แหม เค้าก็ช่างสรรหามาเปรียบเทียบกันทีเดียว


เอ... จากทีแรกว่าจะพูดเกี่ยวกับแอปเปิ้ล ไหง เข้าเรื่องอธิบายเรื่องราว สัญลักษณ์อื่นๆซะยาวยืด
สำหรับคนดูหนัง การสังเกตเห็นสัญลักษณ์เป็นสิ่งน่าค้นหา และสนุกสนานมากนะคะ

แหม วิชานี้ดีมากเลยเชียวค่ะ LIT/WOMEN แล้วก็ feminist ซะด้วยสิ เพราะชื่อวิชาวรรณคดีกับสตรีค่ะ

เสียแต่งานเยอะไปหน่อย (สำหรับเด็กคณะเราที่ค่อนข้างขึ้นชื่อในเรื่องไม่ค่อยสนใจเรียนนอกคณะ)
ได้ดูหนังอีกเรื่อง สองเรื่องค่ะกับการเรียนวิชานี้
และ Karma sutra ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ดู อ. เลือกมาแต่ละเรื่องสิ กะไม่ให้เด็กขาดเรียนกันเลยนะคะเนี่ย


.........









ส่วนเรื่อง AALLCC ที่รักของเรานั้น
แอปเปิ้ลเขียวจากแมวสีฟ้าผู้ใจร้าย
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแมวตัวนั้น
ไม่ได้หัวใจสลายไปเสียนานแล้ว


น่าสงสารเจ้าหนุ่ม(ฮีโม)ฟีเลียจริงๆ

รักนะ
Pomme




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2548    
Last Update : 11 กันยายน 2548 19:41:36 น.
Counter : 1010 Pageviews.  

ฝันเห็น…ผู้กำกับในฝัน

The BEST DIRECTOR on MY MIND

ตัดสินใจอยู่นานมากๆ กว่าจะจัดลำดับของผู้กำกับที่ชื่นชอบได้ ฟันธงลงไปยากเหลือเกิน เนื่องจากผู้กำกับที่เราชอบมีมากเหลือเกิน และหากพูดถึงหนังที่ชอบก็มีไม่น้อยเอาเสียเลย เกิดความรักพี่เสียดายน้องผองเพื่อนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เหตุผลที่เลือกผู้กำกับคนนี้ เป็นความชอบส่วนตัวล้วนๆ
ตกหลุมรักกับงาน “กึ่งจริงกึ่งฝัน” ของผู้กำกับคนนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น

Richard Linklater




เกิดที่ Houston ในรัฐ Texus เมื่อ 30 กรกฎาคม ปี 1960
ชีวิตการทำงานช่วงแรกในมหาวิทยาลัยของเขาสิ้นสุดลงเมื่อปี 1982 เมื่อ Linklater ตัดสินใจเดินออกมากลางคัน จากนั้น เขาก็ไปทำงานอยู่ที่อ่าว Mexico (คล้ายๆ มหา’ลัยเหมืองแร่เลย )
เขาได้ที่ปักหลักอยู่ในเมือง Austin และที่นั่น เขาได้พบกับสมาคมภาพยนตร์ และเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักเขียนบทและผู้กำกับ ณ บัดนั้น

1987 It’s Impossible to Learn How to Plow by Reading Books หนังสั้นเรื่องแรกที่ชื่อยาวสุดๆ

1991 Slacker หนังเรื่องแรกของเขา ในอีก 3 ปีต่อมา หนังที่ไม่เน้น plot ดูเหมือนและเข้าถึงชีวิตจริงและความนึกคิดของวัยรุ่นในยุค 90s ซึ่งได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากเทศกาล Sundance เมื่อปี 1991 และกลายเป็นกระแสของวัยรุ่นในยุคต่อๆมา ชื่อหนังเรื่องนี้ได้รับคำจำกัดความว่า เป็นดั่งวัฒนธรรมของวัยรุ่นเลยทีเดียว
ถือว่าเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้กำกับที่มีพรสวรรค์และแนวทางเป็นของตัวเอง ที่ประสบความสำเร็จในยุค 90 (American Independent Film Renaissance of the 1990s )
Linklater กล้าเดินออกมาจากงานที่กำลังทำในมหาวิทยาลัย เมื่อรู้ว่ามัน “ไม่ใช่” และเมื่อเขาได้เจอสิ่งที่ “ใช่” ก็ไม่รีรอที่จะปักหลักและทำอย่างเต็มที่ เขารักการเขียนบทและกำกับ ที่น่าทึ่งก็คือเขาศึกษามันด้วยตัวเอง

จุดเด่นในงานของ Linklater

ชีวิตวัยรุ่น ถูกสื่อในแง่มุมต่างๆ ที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยที่สามารถเข้าถึงคนดูได้ง่ายที่สุด ผ่านบทสนทนาและการวางโครงเรื่อง ที่ถูกวางไว้อย่างคร่าวๆ แต่มีเป้าหมายชัดเจน ต้องการความสดและความสามารถของตัวแสดงเป็นตัวช่วย
หนังดำเนินไปภายในเวลา 1 วัน ตามลำดับเวลาจริง

Review ผลงานบางส่วนโดยสังเขป

Before Sunrise (1995) และ Before Sunset (2004) หนังที่มีภาคต่อ ตามมาในอีก 9 ปีถัดมา
ชอบบทสนทนา ชอบความเป็นธรรมชาติ และเหมือนเรากำลังเฝ้าดูชีวิตของคนสองคนนี้อยู่ โดยที่มันไม่ใช่การแสดง ( ทำให้นึกถึง Reality TV ที่ปัจจุบันมีกันให้เกลื่อน แต่ช่างดูตั้งใจกับชีวิตจริงยิ่งกว่าการแสดงเสียอีก )

Before Sunrise (1995)


14 ชั่วโมง ในเวียนนา
ความรักที่เกิดขึ้น เป็นความจริงที่แสนเจ็บปวด
เก็บไว้เป็นความทรงจำดีๆ ต่อกัน
Celine (Julie Delpy) คือนักศึกษาสาวเพิ่งจบกำลังจะมาเที่ยว ส่วน Jesse (Ethan Hawke)หนุ่มอเมริกันเดินทางมาท่องเที่ยวกำลังจะกลับ ทั้งคู่เจอกันบนรถไฟสายบูดาเปสต์ – เวียนนา ที่ Jesse เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวก็ต้องบินกลับบ้าน เขาและเธอพบรักกันแทบจะทันทีที่เจอกัน เขาตัดสินใจชวนเธอออกมาจากรถไฟเพื่อเดินคุย ศึกษาเมืองและเรียนรู้กันและกัน
ที่นั่น ความสัมพันธ์แนบแน่น แต่ใช้เวลาเพียงไม่ถึงวัน ได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีฉากหลังเป็นกรุงเวียนนา เมืองชวนฝันและสุดโรแมนติค
เรื่องราวของทั้งคู่ พบกัน แต่เพื่อจากพราก
แม้ช่วงเวลาที่ทั้งคู่มีร่วมกันจะเพียงเล็กน้อย
ทว่า มันกลับโชติช่วงอยู่อย่างนั้นไม่รู้วายในหัวใจของเขาทั้งสอง









Before Sunset (2004)


ใครเลยจะรู้ ว่าในอีก 9 ปีต่อมา เธอและเขาจะได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง
ก็เป็น Jesse (อีกแล้ว) ที่ธุรกิจรัดตัว 9 ปีผ่านไป เขากลายเป็นนักเขียนที่มาโปรโมทหนังสือ (ที่เขียนเกี่ยวกับเธอคนนั้นเมื่อ 9 ปีมาแล้ว) และบังเอิญได้พบกับ Celine
มีเวลาคุยกันในตอนบ่าย เพราะเย็นวันนั้น เขาก็ต้องบินกลับอเมริกา
บ่ายวันนั้น...คนรักเมื่อ 9 ปีก่อน ปรากฎกาย
มันน่ารักจังนะ ทั้งๆ ที่หม่น (ในความรู้สึกของเราเป็นอย่างนั้น)
มิตรภาพของทั้งคู่ ช่างงดงามดุจเดิม ราวกับว่า
ช่องว่างของเวลาถูกถมจนเต็ม ด้วยบ่ายนั้นเพียงวันเดียว
พวกเขาเดินเล่น พูดคุย...เหมือนกับจะเยียวยากันและกัน
(คำเตือน หากดูเรื่องนี้ตอนกำลังง่วง แล้วไม่ได้สนใจ Subtitle ก็หลับชัวร์ เพราะฉะนั้น อย่าดูตอนง่วงนอน หนังเพลินมากกับการพูดจากันอยู่เพียง 2 คน)

ความรัก ส่วนที่หายไป
เวลา 9 ปีที่ผ่านไป
ชีวิตของทั้งคู่ หล่อเลี้ยงอยู่ด้วยความทรงจำของวันนั้น เท่านั้นหรือ
คงไม่ใช่เสียทั้งหมด เขาทั้งสอง ต่างพบเจออะไรกันมาอีกมากเหลือเกิน
มากเกินกว่าที่บ่ายวันนั้นจะคุยกันได้ครบถ้วน
...
แต่แค่ตาที่สบกันในระหว่างที่บทสนทนาพาเราตามหาเวลา 9 ปีนั้น
ก็มากเกินพอแล้ว



Waking Life (2001)


“ A Movie for Dreamers ”






ถึงแม้จะถูกวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน ว่าหนังเรื่องนี้ดูเหมือนเป็นสารคดีที่เป็นเหมือน Animation (ซึ่งไม่จำเป็นต่อตัวหนัง) แต่ถ้าคนเราจะชอบซะอย่าง (ยังไงก็ขอหัวชนฝา เพราะตกหลุมรักหนังเรื่องนี้เข้าจริงๆจังๆ)
“Dream is Destiny”





หนังเรื่องนี้ผ่านกระบวนการหลากหลาย จากเริ่มแรกถ่ายชอตต่างๆ ไว้ด้วยกล้องวีดีโอดิจิตอล แล้วใช้เทคนิค Rotoscoping ( ซึ่งไม่ใช่เทคนิคใหม่แต่อย่างใด ผู้ค้นพบและใช้งานคนแรก คือ อนิเมเตอร์ Ralph Bakshi ใช้ในงาน "The Lord of the Rings" ในปี 1978 เพียงแต่เทคโนโลยีปัจจุบันทันสมัยขึ้นมาก)
หนังจะพาเราว่ายเวียนไปใน Dreamscape กับเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง (ซึ่งมันก็คงเป็นความฝันของเขา) เราจะรู้จักเขาในชื่อ พ่อนักฝัน (the dreamer)





ฝันซ้อนฝันอีกที
เราได้ซึมซับถึงมุมมองของตัวละครอีกประมาณ 30 คนด้วยกัน นอกจากนี้ ยังแทรกคำพูดของใครต่อใครให้เราได้ขบคิดอีกมากมาย เชื่อได้ว่าดูเพียงรอบเดียว อย่าหวังจะเก็บอะไรได้หมดเลย (แต่ตัวเรากลับได้ดูไปเพียงรอบเดียวเท่านั้น ให้มันได้อย่างนี้สิ)
คำถามที่สำคัญของเรื่องนี้ พูดถึงการมีชีวิตอยู่ ด้วยส่วนผสมของความต่างระหว่างความฝันกับความจริง
และตัวหนังเอง ไม่ได้ให้คำตอบเอาไว้ ซึ่งต้องการให้คนดูคิด “ต่อเอาเอง” เสียบ้าง เดี๋ยวสมองจะฝ่อก่อนวัย
ชอบที่เป็นงานอนิเมชั่นด้วยส่วนหนึ่ง รู้สึกเหมือนดูงานแสดงภาพแนว Impressionism และอีกส่วนก็คือเนื้อหา เล่นกับภาพฝันได้สนุกมาก ดูแล้วไม่ค่อยรู้สึกว่าจะออกมาจากฝันได้เลย




สำหรับตัวเรา หนังเรื่องนี้ จึงเปรียบเสมือนความประทับใจแรกที่จุดประกายเรา เราถึงพยายามเสาะหาเรื่องอื่นๆ ของเขาผู้นี้มาประดับสมองกลวงๆ ของเรา และพบว่าก่อนหน้านั้น เราก็เคยดู Sunrise แล้วนี่นา



The School of rock (2003)


หนังเรื่องนี้ ดูเอาสนุกก็ได้ ดูเอาความรู้ก็ดี (เวปน่ารักมากซะด้วย)





Jack Black เล่นอะไรอย่างนี้เข้ากับตัวเขามากๆ ในเรื่องเล่นเป็น Dewey Finn นักดนตรีที่ถูกอัปเปหิจากวงร็อค แล้วจู่ๆ ในขณะที่กำลังถูกรุมเร้าจากความตึงเครียดรอบด้าน พี่ท่านก็ได้งานเป็นอาจารย์ให้กับเด็กนักเรียนเกรด 4 ( ก็ป.4 น่ะล่ะ) แล้วเคยสอนนักเรียนกับเขาเสียที่ไหนกัน แต่ความสนุกสนานส่วนใหญ่ก็เกิดจากตัวคุณครูจำเป็นนี่ล่ะ และจากความไม่เหมือนใครของครูคนใหม่ ก็ทำให้เขาค้นพบความสามารถทางดนตรีของเด็กนักเรียนที่ยังไม่ได้รับโอกาสในการแสดงออก จากทีแรกที่เขาคิดแต่เรื่องของตัวเอง จะทำอย่างไรให้กลับมาเป็นที่ยอมรับอีกครั้ง เราจะได้เห็นการพัฒนาของตัวละครนี้ที่ยังคงความทะเล้นไปตลอดทั้งเรื่อง
หนังแทรกแง่คิดดีๆ ให้กับเด็กๆ (จริงๆก็ให้กับทุกคนที่ได้รับชม) ในการเลือกทางเดินที่เป็นตัวของพวกเขามากที่สุด สำหรับการเรียนการสอนจะเห็นที่ Finn เขียนประวัติศาสตร์ดนตรีร็อคเต็มกระดานดำ ดูหนังไปพลาง เลคเชอร์ไปด้วย ได้ความรู้อีกต่างหาก และหนังยังแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จจากการร่วมมือร่วมใจในการทำวงดนตรีของนักเรียนทั้งห้อง ทุกฝ่ายมีความสำคัญต่อวง ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นักดนตรี ขากรี๊ด ฝ่ายเครื่องแต่งกาย หรือแม้แต่ฝ่ายดูต้นทางก็ตาม


รูปไมค์ ไวท์ และผู้กำกับในฝันของข้าพเจ้า(จากซ้ายไปขวาจ้า)



เราอยากได้ความ “กล้า” ที่จะทำในสิ่งที่เราต้องการ เรารักเราชอบ แต่บางครั้ง ก็อด “กลัว” อยู่ลึกๆ ว่าทางที่ฉีกออกมานั้น จะต้องบุกบั่น ถางทางเข้าไปสู่สิ่งนั้นเอง ไม่ได้มีใครกรุยทางไว้ให้

เรื่องการเรียนมหาวิทยาลัยก็เช่นกัน ทำไมเราไม่เดินออกมาซะตั้งแต่ที่รู้นะ ว่ามัน--ไม่ใช่ – มันทรมานใช่ย่อยนะไอ้การทู่ซี้อยู่น่ะ แต่เราไม่แกร่งพอ เรายังแคร์สังคม ยิ่งสังคมไทยนี่ล่ะตัวดี

ไม่มีใครสอนเรื่องฝันให้กันได้ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีใครรู้ว่ามีมันอยู่จริงๆ
หากคนเราต้องอยู่กับความเป็นจริงตลอดเวลา โลกเราคงวุ่นวายกว่านี้อีกไม่รู้เท่าไหร่
บางทีที่เราไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนจริงสิ่งไหนฝันไป ก็คงดีเหมือนกัน

... ฝันเถิด ...

Man on the Train : Hey, are you a dreamer?
Wiley : Yeah.
Man on the Train : I haven't seen too many around lately. Things have been tough lately for dreamers. They say dreaming is dead, no one does it anymore. It's not dead it's just that it's been forgotten, removed from our language. Nobody teaches it so nobody knows it exists. The dreamer is banished to obscurity. Well, I'm trying to change all that, and I hope you are too. By dreaming, every day. Dreaming with our hands and dreaming with our minds. Our planet is facing the greatest problems it's ever faced, ever. So whatever you do, don't be bored, this is absolutely the most exciting time we could have possibly hoped to be alive. And things are just starting.
บทสนทนาประทับใจในเรื่อง Waking LIfe

Richard Linklater
Filmography as Director


1. The Smoker (2005) นักเรียนสาวในโรงเรียนหญิงล้วน ที่ต้องการครูเป็นคู่ โดยพ่อแม่ก็รู้เห็นเป็นใจ อืม..
2. Fast Food Nation (2006) …
3. A Scanner Darkly (2006) งานอนิเมชัน ที่ได้เคียนู รีฟส์ และวิโนนา ไรเดอร์แสดงนำ
4. Bad News Bears (2005) เรื่องราวเกี่ยวกับทีมเบสบอล บิลลี่ บ๊อบ ทรอนตัน เป็นผู้จัดการ

(1-4) ยังไม่ออกฉาย และเขาทำหน้าที่กำกับอย่างเดียวทั้ง 4 เรื่อง

5. Before Sunset (2004) 9 ปีที่ผ่านมา ของเขาและเธอ
6. $5.15/Hr. (2004) (TV)
7. The School of Rock (2003) คุณครูจำเป็นและพรสวรรค์ที่นักเรียนมีไม่ควรถูกมองข้าม
8. Live From Shiva's Dance Floor (2003)
9. Tape (2001)
10. Waking Life (2001) ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองกำลังฝัน...หรือนี่
11. The Newton Boys (1998)
12. SubUrbia (1996)
13. Before Sunrise (1995) เวลา 1 คืนที่ความรักเบ่งบานอยู่ตลอดกาล
14. Dazed and Confused (1993)
15. Slacker (1991)
16. Heads I Win/Tails You Lose (1991) (TV)
17. It's Impossible to Learn to Plow by Reading Books (1988) หนังสั้นชิ้นประเดิม



ข้อมูลประกอบการเขียน
//www.imdb.com
//www.nytimes.com
//www.rottentomatoes.com
//www.wakinglifemovie.com
//www.mrqe.com
//www.angelfire.com
บทวิจารณ์ Waking Life โดย Carlo Cavagna



บทความนี้ก็เป็นอีกหนึ่งผลงาน
ที่ส่งเพื่อเป็นงานทดลองกับนิตยสารฉบับหนึ่ง
แล้วก็...
เออ ช่างมันเหอะ
มีความสุขที่ได้เขียน ค้น พิมพ์ และอยู่หน้าจอคอมพ์แบบนี้จริงๆ




แต่งตัวยังกะนักบอลแน่ะท่าน




 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2548 15:02:21 น.
Counter : 462 Pageviews.  

ความประทับใจแรก ... ที่ยากจะลืม

การจะเก็บความทรงจำจากความประทับใจแรก
ไว้อย่างนั้น คงจะดีกว่า
คำพูดของคนที่อยากให้หนังรอบแรกที่ดูคงอยู่อย่างนั้น
แม้จะเก็บรายละเอียดจากมันได้ไม่ครบ
แต่ความดื่มด่ำ วนเวียนอยู่ในนั้น
มันได้อารมณ์สุดแล้ว

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันที่ดูหนังเรื่องหนึ่งได้ถึง 5-6 รอบ (ไม่ได้ดูในโรงเลยด้วย)
ก็มันต้องชอบอยู่แล้วแหละ
แต่คงมีอะไร...มากกว่านั้น อยู่แล้วล่ะ
แล้ว ... มันอะไรกันล่ะ

คงเป็นเพราะ ความโหดของนางเอก
คงเป็นเพราะนางเอกอยากเป็นนักเขียน
คงเพราะพระเอกที่ดูหน้าตาดีขึ้นๆเป็นลำดับที่หนังดำเนินไป (ดูดีสุดตอนกลางๆเรื่องอ่ะ)
ทีแรกเราแบนเรื่องนี้เพราะช่วงนั้นหนังเกาหลีแนวๆนี้มีเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
จริงๆเรื่องนี้ก็คงตลาดล่ะมั้ง
แต่เราไม่ได้ดูฉบับพากย์ไทยเลย
ดี ไม่ได้อยากจะขำกะพันธมิตร
...
ว่าแล้วก็ให้เสียดายนักหนา ที่ไม่อุตส่าห์ไปดูในโรง งือๆแงๆ
แต่ถ้าได้ดูพากย์ไทยก็คงเซ็งยิ่งกว่า
แบบนี้ดีแล้วล่ะ

มีหนังเรื่องหนึ่งที่วันนี้เพิ่งไปอ่านรายละเอียดมา
ก็เรามันไม่ค่อยได้เก็บอะไรขนาดนั้น
รัก ชอบ หนังเรื่องนี้สุดๆไปเลยเหมือนกัน
และกะว่าจะต้องมีไว้ครอบครองให้ได้
ว่าด้วยความสัมพันธ์ในโลกไซเบอร์ และความฝัน พันกับความเป็นจริง 1 ปีที่เป็นสีเทา
ยูอิจิ
อีเธอร์
โยชิโนะ
คุโน
ทซึดะ
ฟิเลีย
บลูแคท
โอกินาว่า

8-6-48


เหล่านี้ที่จะพิมพ์ เอามาจากในไดอารี่ 16-2-48
All about Lily chou-chou
อืม...มัน “IN” ว่ะ
ถึงชีวิตวัยรุ่นเราจะไม่แรงหยั่งงั้น
- ไม่เลย – ก็ตาม
แต่ทำไมมัน IN นักวะ
คงเป็นช่วงชีวิตที่ไม่ค่อยจะโต
ไม่คิดถึงเหตุผลอะไรล่ะมั้ง

Green apple
Blue cat แมวสีฟ้า (ผู้สารเลว)
ตัวตนจริงๆ กับชื่อใน internet มันคนละเรื่องกัน

Philia
ทนดูคนที่รักถูกทำร้ายได้ลงคอ
ยอมให้คนที่รัก...ถูกย่ำยีได้ซะขนาดนั้น
มันเหมือนไม่ใช่คนเลย
ทุ่งข้าวเขียวใส
...ทุ่งรวงทอง
...ที่แผ้วถาง
ชีวิตวัย 15 ที่เป็นสีเทา
...สีแดง
รอยยิ้มเป็นสีฟ้า
ตัว...โปร่งแสง

Ether Pascal
Lily philia
Bluecat

.
.
.

โยชิโนะ
คุโน่ มันช่าง—หม่น
เหลือเกิน
หนังเรื่องนี้


เขียนไม่ออกเลย
ไม่เข้าใจ
โยชิโนะเลย
ทำไมมันเก็บกดได้ขนาดนั้น
ทำไมเป็นอย่างนั้น

พระเอก
ก็ไม่เคยหือ...เลยซักที
ทำไมถึงเชื่อฟังมันตลอดนะ
โลกใน net
โลกความจริง
ราวฟ้ากับเหว

ดนตรี ขโมย
เปียโน
เกลียด
ถูกเกลียด
ข่มขู่
ข่มขืน

มันมีหลายส่วนมากเลย
หนังเรื่องนี้
- ตอนเด็ก
- ตอนโตขึ้นอีกนิด
ตอนที่ไปเที่ยว
โอกินาวา
ชื่อเกาะแห่งนั้น
วัยรุ่น
ชาย “เนียน” คนนั้น
จู่ๆ ก็...ทำแบบนั้นทำไมนะ
กล้องวีดีโอ
...
จมน้ำ
ทำไมถึงช่วยโยชิโนะนะ
แล้วทำไมเพื่อนทำร้าย
เพื่อนทำกับเพื่อนได้ลงคอ

ถูก b. (แมวเลวสีฟ้า แง..ใจจริงเรารักแมวเข้าไส้)
แบลคเมล์
เลยต้อง หาเงินมาให้

คนเลว
เค้ามีเหตุอะไรให้ทำเลว

บางคำพูดในนั้น
มันสวยงามจังเลย

อยากเก็บเรื่องนี้ ต้องดูอีก เพราะงงอยู่เหมือนกัน

แต่ shot อุบาทว์ๆก็ขอผ่านนะ
น่าสงสารจริงๆ

“Breath” ลมหายใจสีฟ้า
เดบุสซี
The beatles
สีแดง

Concert
เรื่องเลวร้าย
...
ความอดทน
ปะทุ
ถึงขีดสุด
ระเบิด
Big bang
เกิดในตัว

ภาพบางภาพ
สวยจับจิต

ควันลอยฟุ้งขึ้นมาจากท่อโรงงาน
‘ไม สวยได้ขนาดนั้น
ภาพเด็กหญิงคนนั้นกับเสา...และว่าว และเส้นที่เครื่องบินไอพ่นทิ้งเอาไว้





พาเพื่อนไปค้างบ้าน

ขโมย CD แผ่นเดียว
ขโมย
ก็คือขโมย
แผ่นเดียว
ก็คือขโมย

13 - 14 - 15 Teenage
วัยหัวเลี้ยวหัวต่อสุดๆ

ขยี้หัวใจกันดีกว่า
มาขยี้ตั๋วคอนเสิร์ตของเขา

...ฉันไม่ดีพอ
สำหรับเค้าหรอก
ดีสิ....

จบชีวิต
... จบปัญหา
หรือหนีปัญหา
ทิ้งปัญหา...ไว้

คว่ำบาตรเพื่อน
เพราะเค้าน่ารักกว่า เด่นกว่า
แต่มันแรงไปมั้ย
...
หรือไอ้โยชิโนะ
มันอิจฉาเพื่อน
แ – งเลวจริงๆ







ไปดูเต่า
ล่องเรือ
ดำน้ำ
ฮอร์โมนพุ่งกระฉูด
เล่นดอกไม้ไฟ
เจอชายประหลาดใส่แว่น
ที่มาก็ประหลาด
ไปก็ยังประหลาด
ทำไมนะ
...
บางที
อะไรที่เกิดขึ้น
มันก็หาเหตุผลไม่ได้หรอก
โยนเงินทิ้ง
คนบางคน
เออ กรูรู้ว่ามรึงไม่ผิด
แต่ไม่ต้องย้ำนักก็ได้
แหม...ดูร้อนตัวจริงๆ
คนมี 7 ชีวิต
ตายไป 2 ชีวิต (แล้วเหรอ)

ภาพมุมเฉียงๆ เอียงๆ
เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
แต่เป็นมุมมองใหม่
ที่สวยงาม
ไม่แพ้มุมปกติ



ท่าทีที่ขยะแขยง
อย่างเห็นได้ชัดของเธอ เวลาถูกแตะเนื้อต้องตัว
น่าสงสารจริงๆ
ต้องตกเป็นเครื่องมือ
.... อย่างไม่เต็มใจ




ภาษาญี่ปุ่น
น่ารักชะมัด


เสียงดนตรี
เพราะจัง
ทั้งเรื่องเลย

I see you
You see me
I See Yyou
YoU SsEee mmmeee

Piano
ของคุโน่
ก็อยากหลับตา
เสพซะให้เต็มปอด
แต่กลัวพลาด shot ไหนๆ
ถ้าปล่อย
หนังตา
ลงมา

Jewel
….สีแดง
breath สีฟ้า



เธอรู้ว่าพระเอกเป็นคนดี
ที่ยอมคน
ไปยอมมันทำไมวะ
พระเอก
ก็หน้า ตม.ทีเดียวแหละ

Acappella
Without piano

ได้ดูสมใจซะทีนะ


ทำไมนะ
ทำไมถึงทำแบบนั้นนะ
ทำไมในใจมีแต่คำถามเต็มไปหมด
(ซึ่งรู้ว่า แท้ที่จริง ไม่ได้ต้องการคำตอบใดๆ)



ว่าว - - - เล่นว่าวนี่สนุกจัง

ฉันอยากบิน

เป็นครั้งแรก
ที่เห็นรอยยิ้มสดใส
ของชิโอริ


- - อาจเป็นครั้งสุดท้าย - -





ขอบคุณคนแปล sub ที่ lido ค่ะ
ศันสนีย์ โอบอ้อม (หรือโอบอุ้มฟะ ผิดพลาดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)
ที่เขียนมาทั้งหมด ก็เพราะดูรอบเดียวอ่ะนะ รายละเอียดมันไม่ได้หมดอยู่แล้ว
บอกแล้วของอย่างนี้มันได้อารมณ์


อ่านไม่รู้เรื่อง
ไม่เข้าใจยังไง
ก็มันน่าเข้าใจเลยสิ
ที่เราเขียนมาเนี่ย














 

Create Date : 08 มิถุนายน 2548    
Last Update : 20 สิงหาคม 2548 16:20:07 น.
Counter : 290 Pageviews.  


quin toki
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




everything has a begining , has an end.

link to my thought
~~*http://pompom67.bloggang.com*~~




บล็อกน้อยอิเหละเขะขะ
เก็บ+กระจุกของไว้สารพัด
สารบัญก็ไม่มีให้กดง่ายๆ ขออภัยด้วยเน้อ




เคยมีคนบอกกับเราว่า
ถ้าเราไม่ได้ดูหนัง
คงหายใจไม่ออกสินะ

...
ขาดหนัง
ก็ขาดใจ
(ไอ้บ้าเอ๊ย!)

เข้าใจพูดนะเนี่ย
>_<








นิตยสารดีโอ DE.O. Magazine E-Book

issue 6

L.O.V.E.







คุณป้าสุวคนธ์ ไม้แดง

และหมาแมวจรนับร้อย

ที่กำแพงเพชร



เล่นกับแกรี่ได้นะจ๊ะ (แต่แกรี่ตัวนี้ไม่มีเขี้ยวเท่านั้นแหละ)
Friends' blogs
[Add quin toki's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.