just can't {imagine} our ends
Group Blog
 
All blogs
 

อัมพวา บางโพงพาง ในความทรงจำ +(จำเอาไว้เลยนะ)

อยู่ๆ ก็ใจง่าย รับปากเพื่อนสนิทสมัยมัธยม (ที่จนวันนี้ก็ยังคบกันอยู่)
ว่าจะไปเที่ยวด้วย ทั้งๆที่ ไม่รู้รายละเอียดการท่องเที่ยวในครั้งนี้แต่อย่างใด
รู้แค่ว่าจะไปดูหิ่งห้อยและไปพักที่บ้านชาวบ้าน( Homestay เหมือนที่เริ่มเป็นที่นิยมกันเมื่อไม่นาน)แถวอัมพวา

พอใกล้วันจะไป
ก็ตอบคำถามคนที่เค้าเป็นห่วงไม่ได้ว่าไปที่ไหนกันแน่
แล้วตกลงไปกันกี่คน มีใครไปบ้าง

วันก่อนไป
เราก็จำต้องโทรไปหาเพื่อนเพื่อข้อมูลที่ชัดเจนกว่านี้
ได้ความว่า ไปกับเพื่อนที่รู้จักกันด้วยการเล่นเวบท่องเที่ยวเวบหนึ่ง
แต่ปลอดภัย ไว้ใจได้ เคยไปทริปด้วยกันมาแล้ว
มีผู้หญิงไปเป็นส่วนใหญ่

รู้ว่าที่จะไปน่ะ จ.สมุทรสงคราม
(เออ มาคิดๆดู ทำไมฉันไม่ค้นคว้าข้อมูลก่อนจะไปดูบ้างนะ)

แต่คำตอบก็ยังไม่เป็นที่พอใจของเค้าเลยซักนิด
“ก็คนเค้าเป็นห่วงน่ะ ทีหลังจะทำอะไร คิดให้รอบคอบ และวางแผนอะไรให้มันดีกว่านี้หน่อยสิ”
ก็รู้ว่าเป็นห่วง แต่เราก็คิดแต่ในแง่ดีเหมือนกันว่า เพื่อนสนิทคนนี้เราไว้ใจได้ และเพื่อนก็รับรองเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าปลอดภัย แต่ก็ยังไม่รู้จุดหมายที่แน่นอน ว่าตกลงได้พักที่ไหน
ก็รู้แค่ว่าเป็นบ้านชาวบ้านน่ะ ก็คงบ้านผู้ใหญ่น่ะล่ะ

ได้รู้แบบนี้ ก็รู้สึกว่าเค้ายิ่งเป็นห่วงขึ้นยังไงไม่รู้ แต่ด้วยความคิดน้อยของเรา และความอยากมาดูไฟคริสต์มาส(เจ้าหิ่งห้อยน่ะ คือเราโทรฯไปถามแม่มา บอกแม่ว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนคนนี้ แม่ก็ไม่ว่าอะไรเลย ...แม่เคยไปแล้วด้วย บอกเล่าความรู้สึกตอนไปดูหิ่งห้อยนะลูก ยังกับไฟต้นคริสต์มาสเลย ...เอ แล้วไอ้เจ้าไฟคริสต์มาสนี่จะเป็นยังไงนะ) ก็ดึงดันจะไปให้ได้อยู่ดี



ทริปนี้เริ่มต้นก็ไม่ชัดเจนซะแล้ว

นัดกับเพื่อนเอาไว้ช่วงบ่ายครี่งวันเสาร์แถวสะพานตากสิน เพื่อนบอกว่ามีอีกคนไปด้วยเลยนัดกันที่นี่ก่อน แล้วถึงจะนั่งรถไปต่อรถเพื่อนอีกคน (เออ น่างงมากกกก)
แล้วเราก็ออกจากบ้านแถวฝั่งธนอ่ะนะ
รอเพื่อนอยู่ประมาณชม.ได้ ก่อนเพื่อนจะมา ก็ได้เจอผู้ร่วมทริปอีกคนเพราะท่าทางดูเหมือนคนจะไปเที่ยวและมีหนังสือมาอ่านฆ่าเวลาเหมือนกัน แต่เราก็รอให้เขามาทักก่อนล่ะ ก็ดูเป็นมิตร และออกจะขำๆดี

พอเพื่อนเรามา ก็โดนเฉ่งไปตามระเบียบ
“โอ้ย แก นี่ชั้นหนีที่ทำงานมาแล้วนะเนี่ย “ แต่วันที่ไปน่ะมันวันเสาร์นะยะ ที่ทำงานช่างโหดสิ้นดี

ทริปนี้ของเรามีสามคนแล้ว
และก็มีมาสบทบอีกคน เป็นพี่ใหญ่ใจดี รักการท่องเที่ยว(เห็นแกเที่ยวทุกอาทิตย์เลย) แต่วันนี้พี่แกไม่ได้ตั้งใจจะไปหรอก พอดีดูหนังจบพอดีแล้วโดนเด็กๆหว่านล้อม พี่เค้าก็เลยแวะซื้อเสื้อ กางเกงแล้วก็ตามมาด้วยซะอย่างนั้นน่ะ

ทริปนี้มีแต่คนใจง่ายแฮะ
ก็นั่งรถตู้กันสี่คน นั่งไปถึงที่ทำงานของเพื่อนอีกคนนึงอีก (เออ เอาเข้าไป แต่ดูทุกคนเค้ารู้จักกันหมด คุยเล่นกันสนิทสนมกลมเกลียวดีมาก มีแต่เรานี่ล่ะที่รู้สึกง่วงเป็นกำลัง เลยไม่ค่อยได้เสวนากับใครนัก) เพื่อไปรวมตัวกัน และจะมีพี่ชายคนหนึ่งแวะมารับ ณ จุดรวมพลนี้


(เฮ่อ ใครอ่านแล้วงง ก็เข้าใจอ่ะนะ) ไปถึงที่ทำงานก็ได้คนใจง่ายเพิ่มมาอีกคน เป็นเพื่อนที่เคยไปเที่ยวด้วยกันกับกลุ่มนี้มาแล้วและทำงานที่นี่เหมือนกัน

ผู้หญิงหกคนมารวมตัวกันแบบนี้ จะมีอะไรก็ต้องแมงเม้าบินว่อนน่ะสิ


จากบ่ายก็รอไปเหอะ จนเกือบๆหกโมงเย็นน่ะล่ะ พี่เค้าถึงจะมา ก่อนมาเค้ายังต้องแวะรับอีกหนึ่งสาวในกลุ่มนี้ด้วย
“เย้ รถมาแล้ว” หกสาวร่วมแรงแข็งขัน โบกรถ พี่ชายคนขับคงจะตกใจที่เห็นสาวตัวกลมๆ (ถึงหกหน่อแบบนี้)
“อ้าว ไหนทีแรกมีแค่สามคนไง”
ก็มาชวนคนแถวนี้ได้อีกสองคนนี่ไง

ดีนะที่เป็นรถกระบะ ที่ข้างหน้าไม่พอก็ไม่เป็นไร เราเลยกลายเป็นแรงงานต่างด้าวสามคน (แพ็คแรกที่รวมกลุ่มกันได้เลยเนี่ย) ยึดส่วนกระบะปูเสื่อนอนเรียบร้อย ทางจะไปทางไหนไม่สนใจ หมดแรงแล้ว ต้องเก็บแรงไว้ชมเจ้าหิ่งห้อยคืนนี้อีก เอ...แต่จะไปทันรึเปล่านะ เอาเหอะ ตกกระไดพลอยโจนมาซะขนาดนี้แล้วยังจะต้องทำอะไรอีก ปล่อยมันไปเถอะ

อะไรกันนี่ เกือบสองทุ่มแล้ว ทำไมไปสมุทรสงครามมันถึงได้ไกลขนาดนี้กันหว่า
แล้วก็ได้ความตอนถึงที่หมายว่า พี่เค้าขับอ้อมไปนิด (คือดันขับผิดน่ะ )

ที่ที่เราไปพักนี้ มีชื่อว่า
“หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บ้านทรงไทยปลายโพงพาง”
คือถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นหมู่บ้านบางโพงพางนะ

พอถึงปุ๊ปก็วิ่งลงเรือปั๊ป
...โดยส่วนตัวชอบนั่งเรือเที่ยวมาก เลยเป็นสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามันน่าประทับใจ ติดที่ว่าเสียงเครื่องเรือดังมากกกกกกก


(ก็เคยได้ยินข่าวว่ามีชาวบ้านรำคาญเสียงเรือที่พานักท่องเที่ยวมาชมหิ่งห้อย จนลงมือตัดต้นลำพูแถวบ้านทิ้งหมดเลย จริงๆก็น่าเห็นใจชาวบ้านแถวนั้นมากทีเดียว แต่ถ้าประนีประนอมกันได้ว่า หลังสามทุ่มต้องงดรับคนพามาดูแล้ว อย่าเอาแต่การค้า มันต้องดูด้วยว่ามันกระทบคนอื่นเค้ารึเปล่า )


....เหมือนกับไฟต้นคริสต์มาสเหมือนกับที่แม่บอกเลยล่ะ....เหมือนจนบางทีนึกว่าไม่ใช่หิ่งห้อยซะอีก 555 แต่จริงๆ มันเป็นความสามารถพิเศษของเจ้าแมลงไฟนะ




“...ในการอธิบายเหตุผลว่า หิ่งห้อยสามารถแสดงแสงสามัคคีได้เพราะเหตุใดนั้น นักชีววิทยาได้ตั้งข้อสังเกตว่า โลกนี้มีสัตว์เพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถแสดงกิจกรรมเข้าจังหวะได้ เช่น คนเดินสวนสนามหรือลีลาศได้ ปลาที่ว่ายน้ำเป็นฝูงก็สามารถกลับทิศการว่ายน้ำได้อย่างกะทันหันพร้อมกันทุกตัว แต่ก็ทำได้ชั่วคราว มันมิสามารถทำอย่างต่อเนื่องได้เป็นชั่วโมงเช่นหิ่งห้อย หรือกบเวลาส่งเสียงร้องหาคู่ มันก็มิได้ประสานเสียงกัน เพราะเวลากบตัวหนึ่งร้อง อีกตัวก็จะไม่ร้อง และถึงแม้กบจะผลัดกันร้อง ความสามารถในการประสานเสียงก็ไม่ดีเท่าหิ่งห้อยเวลากะพริบแสง


S.H. Strogatz แห่ง Massachusetts Institute of Technology ในสหรัฐอเมริกาได้สังเกตเห็นว่า เวลาหิ่งห้อยบินโดดเดี่ยว หิ่งห้อยแต่ละตัวจะมีจังหวะการกะพริบแสงที่แตกต่างกัน แต่พอมันบินเข้าใกล้กัน หิ่งห้อยทุกตัวจะปรับจังหวะการกะพริบแสงจนมันทุกตัวกะพริบแสงด้วยความถี่เดียวกัน

Strogatz คิดว่า หิ่งห้อยเป็นสัตว์สังคมที่รู้จักปรับตัวให้มีพฤติกรรมเดียวกัน เช่นเดียวกับนักกรีฑาเวลาวิ่งรอบสนามพร้อมกันหลายคน นักกรีฑาบางคนวิ่งเร็ว บางคนวิ่งช้า แต่เมื่อวิ่งกันเป็นกลุ่ม คนที่วิ่งเร็วก็จะปรับความเร็วลง ส่วนคนวิ่งช้า ก็จะวิ่งเร็วขึ้น จนในที่สุด คนทั้งกลุ่มก็วิ่งด้วยความเร็วเดียวกันรอบสนาม...”


“...ตามปกติเวลาเห็นหิ่งห้อย ชาวบ้านมักรู้ว่านั่นคือ สัญญาณบอกการมาเยือนของหน้าร้อน และชาวบ้านยังรู้อีกว่า เวลาที่ดีที่สุดในการดูหิ่งห้อยคือ ยามโพล้เพล้หลังพระอาทิตย์ตกเล็กน้อย และถ้าเป็นคืนข้างแรม แสงหิ่งห้อยจะสุกใสที่สุด ส่วนสถานที่ดูก็มีหลายที่เช่น ที่บ้านแสมชาย หมู่ 9 ตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เพราะที่นั่นมีป่าลำพูให้หิ่งห้อยมาชุมนุมมากมาย หรือที่บ้านอัมพวา ตำบลเมืองใหม่ จังหวัดสมุทรสงคราม ตามริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองก็มีคอนเสิร์ตแสงหิ่งห้อยเช่นกัน ”

อ่านข้อมูลที่น่าสนใจของหิ่งห้อยต่อได้ที่นี่ค่ะ

//www.ipst.ac.th/ThaiVersion/publications/in_sci/firefly.html



ตอนที่อยู่บนเรือ ขณะกำลังมีความสุขกับลมเย็นยามดึกกับดนตรีแสงเพราะแล้ว
ก็อดนึกรำคาญผู้ร่วมทริปบางคนที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วหัวเราะเสียงดังอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ ทั้งๆที่เราน่าจะเงียบ เพื่อจะได้ไม่ทำความรบกวนให้กับชาวบ้านและจะคนอื่นที่เค้าอยากดื่มด่ำความงามอย่างสงบ ต้องเสียอารมณ์เพราะมัวแต่ก่นด่าอยู่ในใจ ไม่กล้าบอกเพราะกลัวจะผิดใจกันเสียตั้งแต่ยังไม่ได้รู้จักกันเท่าไหร่เลย


และขณะที่นั่งเรือชมหิ่งห้อยนั้น พี่ชายที่แสนดีที่อยู่ทางหลังเรือ ขะมักเขม้นปอกมะม่วงแจกบรรดาสาวๆ (ใครเป็นแม่บ้านแม่เรือนกันแน่เนี่ย) ที่ยังไม่ได้กินข้าวเย็นด้วยซ้ำ แต่ก็ตัดสินใจไปดูหิ่งห้อยกันก่อน

ได้คนนำเที่ยวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง น้องคนพามาดู แวะที่บ้านเขา (ซึ่งก็ให้พักเหมือนกัน ฟังจากที่น้องเค้าบอกว่าหมู่บ้านนี้ทำเป็นโฮมสเตย์ประมาณ 20 หลังด้วยกันแต่ต้องติดต่อจากผู้ใหญ่บ้านก่อน แต่ของกลุ่มเราติดต่อพักไว้ที่บ้านผู้ใหญ่แล้ว)

ได้เห็นหิ่งห้อยชัดๆ เพราะที่บ้านน้องเค้ามีต้นมะกอกน้ำอยู่ และมีหิ่งห้อยเกาะอยู่จำนวนหนึ่ง (อ้าว แล้วใครบอกว่าเจ้าหิ่งห้อยเนี่ยเค้าอยู่แต่ที่ต้นลำพูหว่า คงเป็นการเข้าใจผิดนะ) ....จริงๆ แถวบ้านที่ฝั่งธนก็เคยมีหิ่งห้อยมาแวะเวียนอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่บ่อยและมาทีละตัวสองตัวเท่านั้นแหละ... แต่ที่บางโพงพางนี้ คาดว่ารวมๆกันจากคุ้งน้ำเดียวกันที่ได้ไปชมมา ก็น่าจะเป็นเรือนพันนะ (แต่จริงๆพวกเราก็เลือกเวลากันไม่เหมาะจะดูเท่าไหร่นะ เพราะจากที่ไปค้นมา เค้าว่าควรจะดูตอนคืนเดือนมืด เราก็เล่นขึ้น 9 ค่ำ แล้วก็น่าจะดูตอนที่น้ำเยอะหน่อย จะได้ล่องเรือไปชมใกล้ๆ ถึงใต้ต้นได้ น้ำของเราก็น้อยจนไปถึงคลองผีหลอกไม่ได้...เขาว่าที่คลองผีหลอกมีหิ่งห้อยมากที่สุดในแถวนี้ แต่พวกเราก็ไม่มีโอกาสไป...ให้ผีหลอกเลย เสียดายจริงๆๆๆๆ


พอขึ้นจากเรือ ก็ทยอยกันขนของขึ้นไปเก็บที่พัก
เอ่อ มันไม่เห็นเป็นโฮมสเตย์เลยอ่ะ มันก็แค่มีห้องใหญ่ๆ แยกจากส่วนที่เค้าอยู่ เอามาให้เราอยู่กันเอง แล้วมันต่างจากไปพักโรงแรมยังไงหว่า... แถมเราก็นอนเปิดแอร์อยู่ดี( คิดค่าเปิดแอร์เพิ่มอีก 300 ด้วย)

จากนั้น ความหิวของทุกคนสั่งสมมาได้ที่
ก็เริ่มออกอาการ เลยต้องออกไปหาอะไรเลี้ยงกระเพาะกันเสียหน่อย
ร้านข้าวต้มร้านหนึ่งในตัวเมือง ก็ตกเป็นเป้าหมายในการถล่มของเราในครั้งนี้
ไปกันประมาณสิบคนได้ สั่งกันเยอะมากกก ด้วยอารามหิว ก็เลยกินกันไม่ค่อยหมด
แต่ไม่พลาดที่จะสั่งของดีของที่นี่มากิน ปลาเค็มเค้าอร่อยมาก กรอบ หอม เค็ม แล้วยิ่งเอามายำยิ่งเข้ากันมากกกก


จากนั้นก็ได้เข้าที่พักจริงๆซะที
แต่ดูไม่เห็นใครอยากนอนแต่หัวค่ำกัน ซึ่งจริงๆกลับไปก็เที่ยงคืนได้แล้ว
มีคนเอาแลปทอปไปด้วย เลยนั่งดูรูป ดูคลิปที่เค้าไปเที่ยวกันมาเมื่อคราวที่แล้ว และนั่งฟังเค้าคุยกันซะเป็นส่วนใหญ่ ....(ใจจริงอยากไปหาที่เงียบๆ นั่งเขียนไดอารี่ แต่ก็ไม่ได้ไปเพราะบ้านเปิดไฟไว้แค่ตรงศาลาริมน้ำ ก็เลยหยิบมานั่งเขียนนิดนึง ...แล้วก็ง่วง แต่ก็ไม่อยากไปนอนแค่คนเดียว ทำไมถึงง่วงน่ะเหรอ ก็พี่ท่านเล่นนอนกันเกือบตีสามได้ เหอๆ)

ตื่นมาไม่น่าเชื่อ คนอื่นตื่นกันเกือบหมดแล้ว เลยรีบลุกออกไปถ่ายรูปแต่เช้า (ได้เห็นนาฬิกาข้างนอก เพิ่งหกโมงครึ่ง นี่อยู่บ้านล่ะก็ ไม่มีทางตื่นได้เด็ดขาด ก็คิดได้ว่า หลับสนิทไปแค่สามชม.เองเนี่ยนะ จะรอดวันนี้รึเปล่าเนี่ย)


เดินไปริมน้ำ เห็นพี่ๆ คุยกับคุณยายพายเรือมาขายขนม ช่างเป็นภาพที่น่ารักดี ก็เลยแอบถ่ายซะ ไม่ได้อุดหนุนขนมยาย เพราะเห็นหอบหิ้วกันมาคนละหลายห่อทีเดียว แต่พอได้ชิมเท่านั้น โอ้ ขนมใส่ไส้ที่ไหนก็ไม่แย่เท่าของยายอีกแล้วล่ะ (รู้มาว่า หลังจากนั้น มีคนไปคาดคั้นยาย เอ๊ย ถามยายตรงๆ ก็ได้ความว่า ยายรับจ้างเขามาขายอีกที ไม่ได้ทำเองแต่ประการใด) เราก็เลยคิดว่า ให้เจ้าเป๊ปซี่ช่วยดีกว่า ว่าแล้วก็แกะห่อแล้วส่งให้เป๊ปซี่กินอย่างเอร็ดอร่อย (เจ้าเป๊ปซี่ เป็นสุนัขของบ้านนี้ ซึ่งทีแรกที่พวกเราถือกระเป๋ากันจะขึ้นไปเก็บ ก็ได้เจอเจ้าเป๊ปซี่เดินดุ๊กดิ๊กเข้ามาหา ตามมาด้วยภรรยาผู้ใหญ่รี่เข้ามาเตือนว่า ระวังนะลูก มันเคยกัดเด็กไปแล้วสองคน....อ้าว แต่ก็เห็นมันเป็นมิตรดีนี่นา (แม้ในใจจะเริ่มฝ่อแล้วก็ตาม เราเป็นคนมีความหลังฝังใจกับหมาแต่เด็ก เลยกลัวหมามาก แต่ก็จะกลัวกับหมาที่ไม่รู้จักกัน))


กินข้าวเช้าเสร็จ ก็ได้เวลาไปนั่งเรือชมวัดและอุทยานร.๒ กันแล้ว
อ้อ ก่อนกินข้าว ต้องเคลียร์เงินค่าแพคเกจท่องเที่ยวในคราวนี้
จริงๆ ถ้ามาตามที่เค้ากำหนด คือตั้งแต่เช้าวันเสาร์ เขาคิด 850
แต่เรามาก็ค่ำมืดวันเสาร์แล้ว เลยลดไปหน่อย เหลือ 770
จนบัดนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่า เราเสียค่าอะไรไปบ้าง และอะไรคิดเท่าไหร่
นับว่าเป็นเงินที่สูงอยู่พอสมควรสำหรับการมาเที่ยวคืนเดียวนะ


555 แต่ได้นั่งเรือเที่ยวอีกแล้ว เลยพยายามลืมเรื่องเงินๆซะดีกว่า
เดี๋ยวเที่ยวไม่สนุก

จุดแรกที่เรือของเราแวะพาไปชม ก็คือ วัดบางแคน้อย ที่มีศิลปะงดงามทั้งแกะสลักไม้ ผนังฝังเนื้อไม้ในเนื้อไม้อีกชนิด เหมือนศิลปะการฝังมุกในไม้ แต่ใช้เนื้อไม้อีกชนิดหนึ่ง และมีพื้นอุโบสถเป็นไม้ตะเคียน ที่มีขนาดใหญ่มาก ปูไม่ถึงสิบแผ่นก็เต็มอุโบสถน่ะ คิดดูแล้วกัน

วัดที่น่าสนใจอีกวัด ก็คือ วัดบางกุ้ง (เห็นเขาว่าเป็นหนึ่งใน unseen ไม่รู้อันซีนรุ่นไหนแล้ว ตามไม่ทัน มีเยอะมากเหลือเกิน) ที่นี่มีอุโบสถที่มีไม้ใหญ่สี่ชนิด คือ โพธิ์ ไทร ไกร กร่าง จะเรียกว่าต้นไม้ทั้งสี่ประกอบกับวัดอย่างไรดี เอาเป็นว่าน่าจะเป็นครอบคลุมอยู่นะ (อาจประมาณเกิดสงครามทำให้วัดร้างไปนาน แล้วก็มีไม้ขึ้นมาอิงอาศัย แต่นานพอดู ก็เหมือนต้นไม้ทั้งสี่จะโอบล้อมป้องกันและแผ่ร่มเงาให้กับอุโบสถแห่งนี้แทน) แต่ก็สวยมากเลยล่ะ

และอีกที่ที่เราแวะได้ก่อนเที่ยง
คืออุทยานประวัติศาสตร์ ร.๒ ค่ะ
รู้สึกว่าผู้ร่วมทริปจะไม่ค่อยสนใจอะไรอย่างอื่นนอกจากหาวิวสวยๆ ถ่ายรูปหมู่กันเอง
อ้าว จริงๆมันก็ดีนะ แต่ก็น่าจะสนใจสถานที่ที่ไปดูกันมากกว่านี้หน่อยน่ะ
ที่นี่ นอกจากจะมีทั้งเรือนไทยปูน(ดูแปลกๆ) เรือนไทยไม้ (สวยค่ะ)
ก็ยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมของเก่าในสมัยรัชกาลที่ ๒ น่ะค่ะ แต่ที่ติดใจเรามากคือ แท่นพระบรรทม (ขออภัยถ้าเรียกไม่ถูก) คือในความรู้สึกเรา เราว่ามันเหมือนกับเตียงแบบจีนเลยค่ะ และดูท่าจะอึดอัดไปสักหน่อย ไม่น่าที่ล้นเกล้าฯจะบรรทมสบายได้เลยค่ะ
อ้อ เขาห้ามถ่ายรูปของที่จัดแสดงมาค่ะ เราก็เลยถ่ายรูปกันเองด้วยอีกส่วนหนึ่งน่ะล่ะ


ก่อนเที่ยงเล็กน้อย ขบวนทริปก็ทยอยกลับไปตรงท่าเรือที่ขึ้นกันมา เพื่อหาอาหารเที่ยงรับประทานกัน และก็ได้ชิมก๋วยจั๊บในราคาเพียงสิบบาท เลยมีคนใจป้ำเลี้ยงทุกคนอีกตะหาก (แหม ร้อยกว่าบาทแต่เลี้ยงคนได้เป็นสิบเลยแฮะ)

จากนั้นก็นั่งเรือกลับที่พัก เพื่อพักผ่อนก่อนที่จะออกในช่วงเย็นๆ ไปตลาดน้ำยามเย็นที่อัมพวากัน

ขณะที่ทุกคนกำลังรวมรูปที่ได้ถ่ายมา จะได้ไรท์แผ่นแจกกัน ก็มีคนเปิดไฟล์เสียงที่สว.คะแนนอันดับหนึ่งคนใหม่ คุยโทรศัพท์กับป้าคนหนึ่ง .....ฟังแล้วเพลิน (จะเรียกว่าเพลินหรืออะไรดี มีแต่คำด่าไม่เว้นวรรคแต่อย่างใด ไม่รู้ว่าเขาทนฟังได้อย่างไร โดยไม่ยอมวางหูไปซะก่อน)

แต่ก่อนจะไปอัมพวา เขาก็ไปแวะดอนหอยหลอดให้
สำหรับเรา มาคิดตอนนี้ เหมือนแวะไปหามฤตยูยังไงยังงั้นเลยเชียว
ก็ไปหาซื้ออาหารมากินเล่นๆ (แต่พี่เล่นซื้อกระหน่ำมาก ทั้งส้มตำ ปลาหมึกย่าง หอยพิมทอด ห่อหมก ฯลฯ ....ทีเด็ดที่ห่อหมก เพราะเจอห่อที่ไม่สุก แต่กว่าจะรู้ เราก็มีคนกินไปประมาณครึ่งนึงแล้ว และจากประชามติ ลงความเห็นว่า ต้องเอาไปเปลี่ยนมา คนที่อุตส่าห์เป็นคนดีเดินไปซื้อมาให้ ก็เลยต้องไปเปลี่ยนเองอีกเป็นครั้งที่สอง เดี๋ยวแม่ค้าจำหน้าไม่ได้ น่าเห็นใจจริงๆ)

พอแดดร่มลมตก ก็ได้เวลาเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาแล้วสิ
คำจำกัดความ “...คนเยอะมาก...”


ในที่สุดเราก็เดินผ่านดงของกินก่อนถึงริมน้ำ โดยไม่รู้สึกอะไรเลย (แน่ล่ะสิ ยังไม่หายอิ่มเลย)
มาถึง ถนนเลียบนที และข้ามสะพาน ที่มองไปทางซ้ายและขวา ก็เห็นแต่เรือพายขายของกิน พายกันขวักไขว่ (เอ ส่วนใหญ่เขาอยู่กับที่ไม่ใช่เรอะ ในความรู้สึก คงเอาไปรวมกันคนที่แออัดกันอยู่ตรงสะพานกระมัง )

ในทันใดนั้นเอง
แบตกล้องตัวร้ายก็สิ้นฤทธิ์ซะอย่างนั้น
โฮๆๆ อุตส่าห์ได้มาอัมพวาทั้งที เจอร้านโปสการ์ดเก๋ๆ ร้านกาแฟน่านั่งทั้งที แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้
เสียดายสุดๆ

แต่ไม่เป็นไร ตาเรานี่ล่ะ นักบันทึกความทรงจำที่ได้ผลที่สุด
บางทีเราก็อยู่หลังจอ lcd กล้องมากเกินไป บางทีก็ลืมดูด้วยตาเปล่าไปเลย
(ประมาณองุ่นเปรี้ยวยังไงยังงั้นอีกเหมือนกัน)


หลังจากได้โปสการ์ด สามสี่ใบที่ถูกตา
ก็แอบแวบไปนั่งเขียนคนเดียว แล้วก็ฝากร้านเขาส่งให้ด้วย

จากนั้น ได้เวลาหาอะไรกินอีกแล้ว
(พอมาย้อนความทรงจำดู ชั้นเริ่มไม่แปลกใจเลยที่จะต้องเป็นแบบนั้นน่ะนะ)
ขนมกุ้ยช่าย(เขียนตามการออกเสียง) หนุบหนับมาสี่ชิ้น ตามด้วยเก็บผัดไทที่เพื่อนรุมกันในจานเดียว
เพราะเสียดาย และซื้อขนมไทยไปฝากที่บ้าน เรือที่ขายขนมเขาแบ่งล็อคของขนม มีหลากหลายอย่างมาก แต่มีแพคเกจเดียวคือเหมือนกับขนมใส่ไส้ ขายเป็นพวง มีทั้ง ขนมกล้วย ขนมตาล ตะโก้ แต่มีอันที่ไม่คุ้นชื่อ คือขนมสายบัว เลยสอบถามคนขายได้ความว่า เป็นขนมพื้นถิ่นของที่นี่ ซึ่งของที่เอามาทำก็เหมือนกับชื่อนั่นล่ะโยม เป็นขนมที่ลองชิมเป็นอย่างแรก และติดใจแต่คิดว่าพอก่อนที่จะต้องเดินย่อตัวเพราะปวดท้อง



ประมาณเกือบทุ่ม ก็ได้เวลาบ๊ายบายอัมพวากันแล้ว
...รู้สึกว่า จังหวัดสมุทรสงครามกับสมุทรอื่นๆ ที่เราไม่เคยแยกออกเลย ทีนี้ เราก็ได้รู้ความแตกต่างแล้วล่ะ


ถึงกรุงเทพก็สามทุ่มกว่าๆ โดนคนมารับบ่นอีก เฮ่อ
พอหัวถึงหมอนปุ๊ป ก็สลบทันที


แล้ว...เหมือนจะได้ของฝากเป็นที่ระลึก ชนิดจำไม่ลืมกันไปเลย จากการไปเที่ยวครั้งนี้


จู่ๆ ก็ผุดลุกขึ้นจากที่นอน ตอนประมาณตีสามได้
ปวดท้องมากจนทนนอนอยู่ไม่ไหว
มันปวดแปลกๆ จนบอกไม่ถูกว่าตกลงปวดอะไรกันแน่
แต่จากการวิเคราะห์น่าจะเป็นท้องอืด อาหารไม่ย่อย


แล้วสักพัก ความจริงก็ปรากฏ
เป็นวันนั้นของเดือนบวกกับท้องเสียหนักเลยพร้อมๆกัน
เฮ่อ ชั้น ก็ทำตัวเองนี่นา

และแล้ว วันจันทร์ก็ต้องลางาน
เพื่อรักษาอาการท้องเสียเป็นน้ำ
ทั้งวันกินแต่โจ๊ก สลับกับนอนหลับทั้งวันจริงๆ
ลุกขึ้นมาต้มโจ๊กเองตอนเที่ยงได้นับว่าเก่งมาก นอกนั้น แทบลุกไม่ขึ้นเลย

อะไรจะปานนั้น แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆค่ะ
กว่าจะรู้สึกว่าดีขึ้นก็ประมาณสามสี่ทุ่มแล้ว
นาฬิกาในตัวรวนน่าดูเลยแฮะ

โชคยังดีที่พักวันเดียวอาการก็ทุเลา และไปทำงานได้โดยยังมีเข้าห้องน้ำบ่อยอยู่บ้าง
รอดมาได้อย่างหวุดหวิด

จากนี้ต้องเตือนตัวเอง ว่าอย่ากินมากเกิน ต้องรู้จักประมาณตนด้วย และอะไรที่ดูไม่น่าไว้วางใจก็ไม่ควรกินเข้าไป
มิฉะนั้น อาจเป็นเช่นนี้



555 วันนี้มาอัพบล็อกได้เพราะน้องแมวที่บ้านคลอดเมื่อคืนค่ะ
เราก็ลางานเป็นวันที่สองของเดือนพ.ค. (วันแรกก็จันทร์ที่สลบเหมือดนั่นไง)
เพื่อเฝ้าน้องแมวและลูกของเค้า (แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเฝ้าหรอกค่ะ แค่ให้อยู่ในสายตาบ่อยๆ และดูให้ลูกเค้าดูดนมได้เอง ก็สบายแล้ว)

อยากจะเอารูปน้องแมวเด็กๆมาอวด
แต่เราถือเคล็ด (ไม่ได้เชื่อโชคลางนะคะ แต่มันก็เพื่อความสบายใจน่ะค่ะ) ว่าไม่ถ่ายรูปเด็กแมวที่เกิดใหม่ๆ หรือยังกินอาหารเม็ดเองไม่ได้ เพราะเคยถ่ายตอนเด็กๆ มาประมาณสองสามครอก ไม่รอดเลยซักตัวค่ะ
ไว้เค้าโต ต้องเอามาให้ชมแน่นอน

อดใจรอเน้อ



ตอนนี้
...มาดูรูปที่ไปเที่ยวมากันดีกว่า




เจ้าเป๊ปซี่ (นี่คนเค้าจะถ่ายให้ดีๆ เดินเข้ามาหาซะอย่างนั้น)









ห่านจ้า จริงๆ เมื่อคืนเขามีเป็นคู่ แต่เช้านี้ ทำไมมาเดี่ยวหว่า
อ้อ ที่แท้ พะโล้ข้างหน้าเรา ก็ ก็...ล้อเล่นนะ







อยากมีม้านั่งนี้อยู่ที่บ้านจัง น่ารักมากๆๆ เหมือนเป็นเก้าอี้ในโรงหนังเลยแฮะ





ริมน้ำแถวนี้ เป็นป่าจากเสียเป็นส่วนใหญ่ค่ะ ตอนกลางคืนที่ล่องเรือกันมาชมหิ่งห้อย อดคิดไม่ได้ว่าบรรยากาศช่างคล้ายกับหนัง นางนาก เสียเหลือเกิน ...





ใครๆ เขาไปถ่ายมุมอันซีนของวัดบางกุ้งกัน ยัยนี่ดันไปแอบถ่ายน้องเขา ซะอย่างนั้นล่ะ อิๆ





บ้านริมน้ำเขียวอ่อนหลังนี้ ดูน่าอยู่มากค่ะ ถ่ายตอนอยู่บนเรือตอนขากลับ เพราะขาไปถ่ายไม่ทันน่ะเอง





ถ่ายที่อุทยานร.๒ น่าจะเป็นต้นจิก แต่จิกอะไรจำไม่ได้ อาจเป็นจิกเขาค่ะ





ดอกบัวสวรรค์สีสวยหวาน ดอกใหญ่มาก ต้นก็ใหญ่เหมือนกัน (ไม่ยอมแพ้กันซะอีก)





เป็นคู่ที่น่าอิจฉาที่สุดแล้วเนี่ย นี่ก็ที่อุทยาน ร.๒ ค่ะ





ปิดท้ายด้วยภาพที่ถ่ายที่อัมพวา
ก่อนแบตจะหมดค่ะ



ปล. วันนี้ซวยมาก
เนื่องจากทีแรกคิดว่าวันนี้ที่ทำงานจะไม่ค่อยมีงาน เลยลางานซะอย่างสบายใจ เพื่อดูน้องแมวและบุตร เจ้านายก็ไปประชุมไกลด้วย คงว่างแน่นอน ที่ไหนได้ เพื่อนโทรมาหลายรอบ เพื่อถามงานที่มีเราคนเดียวที่รู้ (ไม่คิดว่าจะมีงานชิ้นนี้ในวันนี้เลยให้ตายสิ) ซวยโคโคเลยเนี่ย

แต่เอาวะ กลับตัวไม่ได้แล้ว จะให้ไปทำงานก็ไม่ทันแล้วล่ะจ้ะ -------------------
พรุ่งนี้ฉันต้องไปเจออะไรมั่งวะเนี่ย




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2549 18:02:35 น.
Counter : 691 Pageviews.  

เขาค้อ ปลายมกรา'49

หลังจากได้ไปเที่ยวมา
ทำไมอยากไปอีกหว่า...รู้สึกเหมือนกำลังเสพติด
และอยู่ในช่วงอยากเสพมากขึ้นเรื่อยๆ....
(บล็อกนี้ไม่ได้แนะนำหรือส่งเสริมยาเสพติดแต่อย่างใดนะจ๊ะ ตรงข้ามด้วยซ้ำแหละ)


บันทึกการเดินทาง 26-27 มกราคม 2549

ไปไม่ถึงเลย เพราะฟ้ามืดเสียก่อน
ทั้งๆที่ทีแรกตั้งใจว่าจะตื่นเช้ากว่าไก่โห่
ก็พระคุณท่านที่นัดกันเสียดิบดี แก...กลับดึกเพราะไปดูคอนเสิร์ตโรงละครแห่งความฝันมา
(.....กรอด.............) ไม่รู้ล่ะ ยังไงก็ต้องไป
แล้วดูเอาเถิด ตื่นมาก็เลยเก้าโมงเช้าแล้ว

กว่าจะร่ำลาเมืองฟ้าอมรกันได้ ก็เกือบบ่ายโมง
แล้วจริงๆก็เจออุปสรรคสำคัญอีกอย่าง
เช็คที่เอาไปฝากยังไม่เข้าในบัญชี
เฮ้อ ตูจะได้ไปไหมเนี่ย
แต่เมื่อตั้งใจแล้ว เอาวะ
สองคน มีตังค์ที่สามารถกดออกมาใช้ก่อน
ได้แค่ 2400 บาท
เหมือนอะไรมันไม่เห็นเป็นใจให้ไปซักอย่าง
แต่ก็ยังดันกันจะไปให้ได้
ไม่เลิกล้มกลางคันเด็ดขาด


เลย...เปลี่ยนจุดหมายเป็นเขาค้อ เพชรบูรณ์แทน
สิ่งที่ไม่ค่อยได้ทำก็คือ ขับรถไปกันเอง
(แต่เราก็ไม่ได้ขับเองหรอกนะ)
เพราะส่วนใหญ่ที่เคยไป มักจะนั่งรถไฟ
หรือไม่ก็รถทัวร์ไปกันมากกว่า
และการเดินทางส่วนมากเกิดขึ้นเวลากลางคืน
ก็ดีสำหรับการพักผ่อนเอาแรง
ก่อนไปลุยตระเวนเที่ยวสมบุกสมบัน

สำหรับครั้งนี้ เป็นการเที่ยวแบบสบายๆ ตามใจฉัน
กินลมชมสองข้างทางไปเรื่อยๆ ไม่เร่งร้อนอะไร
กะไปแค่หาที่หนาวๆเปลี่ยนบรรยากาศจากความเร่งรีบ
แสนน่าระอาของเมืองกรุง
(ถ้ากท.ไม่มีโรงหนังเครือเอเพ็กซ์ รับรองว่ารั้งเราให้อยู่ที่นี่ไม่ได้หรอกนะ)
มีข้อจำกัดว่าค้างได้แค่คืนเดียวเองแหละ
(เพราะที่บ้านเลี้ยงแมวไว้เป็นสิบและหมาอีก 3 หน่อ --- ไม่กล้าทิ้งไปนานๆ แต่ก็ขอแม่ไปเที่ยวมั่งนะลูกนะ)

รูปที่เอามาฝาก เออ กล้องก็ดันมีปัญหาอีกแหนะ
ทำไมมันใจร้ายกะช้านอย่างนี้
เลยมีรูปมาน้อยกว่าที่เป็น น่าเสียดายจัง
มาดูกันก่อนละกันนะ




ข้างทางยังมีทุ่งทานตะวันให้ลงไปชื่นชม ช่างเป็นดอกไม้ที่ให้กำลังใจกับชีวิตได้ดีจริงๆ






นี่ก็เป็นภาพที่เก็บได้ระหว่างทางอีกแล้ว การท่องเที่ยวสิ่งสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่แค่จุดหมาย สิ่งที่เราเจอตามทางก็ควรเก็บเกี่ยวเอาไว้






บอกแล้วว่าภาพมันมีน้อย นี่ก็เป็นภาพทะเลหมอกในจินตนาการของเราก็แล้วกันนะ






เป็นอีกภาพในมุมไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ มองจากจุดชมวิวตรงที่แถวที่พักน่ะ จริงๆขาขึ้นกะขาลง(โดยรถนะ) มันมีอะไรที่ถ่ายมาให้ดูไม่ทันน่ะ






ภาพนี้ทางดาวอังคารเขาส่งมา ให้ดูว่าแถวบ้านเขาก็มีเหมือนกันน่ะ






ที่นี่คือ อนุสาวรีย์ผู้เสียสละ อยู่ที่เขาค้อน่ะแหละ







ก็ยังเป็นอนุสารีย์เดิม แต่มองอีกมุม มีสระน้ำที่สะท้อนให้เห็นเป็น double ด้วย






เมื่อเดินเข้าไปในอนุสาวรีย์นี้ การออกแบบทำเหมือนเราเดินเข้าไปในอุโมงค์เก็บศพ แต่ไม่ได้ขุดลึกลงไป เพียงแต่มีผนังรอบด้านเป็นห้องล้อมตัวเสาสูงตรงกลางที่เว้นเป็นช่องไว้







มองขึ้นฟ้าก็จะเห็นเสาสูงที่เชื่อมท้องฟ้ากับอนุสาวรีย์นี้ไว้ด้วยกัน ขอให้พวกเขาหลับอย่างสงบเถิด




การไปเยือนอนุสาวรีย์ของผู้เสียสละในครั้งนี้ ทำให้เราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน ว่าชื่อที่จารึก ณ ที่นี้ มีแต่เหล่าทหาร (ก็เพราะว่าเค้าต่อสู้กับคอมมิวนิสต์น่ะ) แล้วเค้าไม่ได้ต่อสู้กับคนไทยกันเอง (หรอกหรือ) แล้วจริงๆแล้ว คนที่เหล่าทหารหาญต่อสู้ด้วยคือประชาชนคนธรรมดารึเปล่้า (ในใจเรา บางทีก็เห็นด้วยกับความเป็นสังคมนิยมนะ ก็ไม่รู้ว่าคนที่ทหารต่อสู้ด้วยเป็นคอมมิวนิสต์อย่างที่กล่าวหากันรึเปล่า)


บางทีคงต้องศึกษาประวัติศาสตร์ควบคู่กับการท่องเที่ยวซะแล้ว







ส่วนเจ้าผลกลมบ้อกแบบนี้ เขาเรียกว่าผล....หมาอ่ะ เราเคยเห็นเค้าเอามาจัดช่อดอกไม้ เพิ่งเคยเห็นต้นจริงๆ ที่นี่






ปิดท้ายด้วยกุหลาบดอกใหญ่ๆ ที่ปลูกเรียงรายอยู่ด้านหน้าอนุสาวรีย์ค่ะ

มีป้ายห้ามเด็ดดอกไม้ด้วยล่ะ
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องห้าม
หรือคนไทยไร้สำนึกสาธารณะกันจริงๆจังๆ
แล้วมันไม่มีทางแก้ที่ดีเลยหรือ

แต่นอกจากสิ่งระคายใจพวกนี้

การเที่ยวเขาค้อครั้งนี้
ประทับใจมากๆแต่ก็อยากไปอีกครั้ง
อยากเห็นทะเลหมอก(เยอะๆกว่านี้)
อยากมีเวลาเที่ยวมากกว่านี้
อยากนู่นอยากนี่เต็มไปหมด


กิเลสคนเรานี่ละกันยากจริงๆ

...






พรุ่งนี้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด
น่าจะได้ไปงานที่ทีซีดีซี เอมโพเรียม

ถ้าใครอยากไป
ก็เข้าบล็อคคุณ grappa สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมก็แล้วกันค่ะ
เจ้าของร้านหนังสือ the travel bookshop
ในหนัง notting hill นามซาร่าห์ แอนเดอร์สันมาเองน่ะค่ะ รู้สึกงานมีตอนบ่ายสองถึงประมาณสี่โมงเย็นค่า



มีความสุขในวันตรุษจีนทุกๆคนจ้า





 

Create Date : 28 มกราคม 2549    
Last Update : 30 มกราคม 2549 2:28:17 น.
Counter : 410 Pageviews.  

มาชมเพื่อนพ้องในเขาเขียวกัน

ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเพื่อนๆที่นี่
เมื่อต้นปี (16-1-48)


ด้วยความคิดถึง
จึงขอลงรูปไว้เป็นที่ระลึก
นะเพื่อนนะ






เพื่อน - ขอบคุณนะที่ดีกับฉันเสมอมา

-จากคุณชาวนา







ขอบคุณที่เคียงข้างฉันไปไม่หวั่นเกรงอะไรด้วยกัน

-จากนักเดินทางชาวอาหรับพันหนึ่งราตรี









กินอะไรก็กินด้วยกัน มีอะไรฉันก็แบ่งนาย แล้วนายล่ะ

- จากเพื่อนแท้ที่บางทีก็อดเป็นห่วงนายไม่ได้ กินเยอะเกินไปแล้วเพื่อน







ไม่ว่าจะมองมุมไหน เพื่อนก็ดูดีไปซะหมด

- จากเพื่อนจขบ. อิๆ








เพื่อนจริงใจและไม่เคยแบ่งแยก ...เรารักนายว่ะ

- จากเพื่อนหมีขาว กับ เสือดำบาเคียร่า






"พวกนายมาทำเอาอะไรป่านนี้"

บุ๋งๆๆ
แล้วเพื่อนตัวดีก็ดำลงน้ำไป




จบแล้วว่ะเพื่อน



วันนี้เป็นวันที่รู้สึกบ้าๆบอๆ
และเป็นวันส่งท้ายการว่างงาน
พรุ่งนี้และต่อจากนี้ไป ก็คงห่างหายจากที่นี่ไปบ้าง

คิดถึงเพื่อนๆเน้อ

อ่ะ เข้าสมุดเยี่ยมก็ได้

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=pompom67&group=9

เพราะว่าคงไปนานเหมือนกัน


ดูมัน แค่จะไปทำงานแค่นี้ ทำเป็นพิร่ำพิไรอยู่นั่น
เกิดอาการหมั่นไส้ตัวเองขึ้นมาตะหงิดๆ


ทักทายกันไว้ข้างล่างก็ได้
แล้วจะไปเยี่ยม

ฝากบล็อคด้วย
ไปล่ะ


ตอนนี้ ต้องการสิ่งสมมติในการดำรงชีวิต(เงิน)
เลยต้องลดการทำสิ่งที่ฝันชั่วคราว
แหงะ




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2548 14:49:23 น.
Counter : 224 Pageviews.  

นั่งดูรูปถ่าย ...แล้วอยากไปเยือนอีกสักครั้ง












ไปเยี่ยมเยียนมอชอค่ะ
ได้โอกาสตามเพื่อนไปหาข้อมูล Thesis
เราก็ไปเที่ยวด้วย เฉยเลย อิๆ
หลงเสน่ห์ที่นี่ซะแล้ว
ไปมา 3 ครั้งเองง่ะ

รูปที่เห็นรู้สึกจะเป็นหอศิลป์นะ
มันก็น่าจะเป็นอยู่หรอกนะเธอ
5555
คือ จะลดขนาดรูป แต่ว่า
หาไม่เจออ่ะค่ะ
ก็เลยได้สองรูปไปชิมลางพลางๆก่อน
ไว้เดี๋ยวลง photoshop ได้
ค่อยกลับมาเฟื่องฟูอีกทีละกันนะเจ้าสมุดภาพน้อย

โอย
ทรมานเหลือเกิน
ไม่ได้ไปไหนจากรัศมีอนุสาวรีย์ชัย(ศก.เริ่มนับหลักกิโลไง อิๆ)ตั้งเกือบปีแล้วนะนี่นะ

ดูมัน
เอ้า บ้าเข้า
ก็เค้าอยากไปเที่ยวนี่











 

Create Date : 08 กันยายน 2548    
Last Update : 8 กันยายน 2548 21:48:59 น.
Counter : 211 Pageviews.  

ของฝากจากภู -- เมื่อหลายหนาวที่ผ่านมา


ยังจำยายได้มั้ยคะ
ยายเค้าให้เอามาฝากทุกๆ คนค่ะ
ใครจำยายไม่ได้ย้อนดูบล็อคข้างล่างเน้อ







อ้อ เกือบลืม ยากเค้าฝากบอกด้วยว่า

อย่าลืมแวะไปเยี่ยมยายกันบ่อยๆ นะจ๊ะ
หน้าหนาวนี่เมเปิ้ลสวยด้วยล่ะ
อิๆ

นี่คำพูดยายเลยนะ
เราเปล่าแต่งเติมเลยซักนิด




 

Create Date : 02 กันยายน 2548    
Last Update : 2 กันยายน 2548 11:21:57 น.
Counter : 245 Pageviews.  

1  2  

quin toki
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




everything has a begining , has an end.

link to my thought
~~*http://pompom67.bloggang.com*~~




บล็อกน้อยอิเหละเขะขะ
เก็บ+กระจุกของไว้สารพัด
สารบัญก็ไม่มีให้กดง่ายๆ ขออภัยด้วยเน้อ




เคยมีคนบอกกับเราว่า
ถ้าเราไม่ได้ดูหนัง
คงหายใจไม่ออกสินะ

...
ขาดหนัง
ก็ขาดใจ
(ไอ้บ้าเอ๊ย!)

เข้าใจพูดนะเนี่ย
>_<








นิตยสารดีโอ DE.O. Magazine E-Book

issue 6

L.O.V.E.







คุณป้าสุวคนธ์ ไม้แดง

และหมาแมวจรนับร้อย

ที่กำแพงเพชร



เล่นกับแกรี่ได้นะจ๊ะ (แต่แกรี่ตัวนี้ไม่มีเขี้ยวเท่านั้นแหละ)
Friends' blogs
[Add quin toki's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.