พ่อหมี พี่หมอ อิอิ

เที่ยว Slovenia: Postojna

ได้มีโอกาสไป Slovenia ก็ต้องไปให้ถึงถ้ำ Postojska jama ที่เมือง Postojna ครับ ชื่อพวกนี้ทำเอางงพิลึก เราเดินทางโดยรถประจำทาง กว่าจะซื้อตั๋วได้ เรียกชื่อไม่ถูก คนขายแกก็บอกว่าไม่มี ต้องเรียกให้ถูกว่าจะไปเมือง โพสตอยน่า ไม่งั้นไม่ได้ตั๋ว แหะๆ

ไปคราวนี้ไปแบบมืดมนเลย ไม่ได้ศึกษามาก่อน ถึงเมือง Postojna แล้ว หมอที่ไปด้วยแกหลับไปตลอดทาง ตื่นขึ้นมาที่สถานีก็บอกว่าไม่ใช่ ยังไม่ถึง เราว่าถึงแล้วนะ เห็นป้ายอยู่แว้บๆ แต่เอาเหอะ ไปต่อก็ได้ เลยได้เรื่อง มันชักจะขึ้นเขาไปนอกเมือง เลยตัดสินใจถามสาวท่าทางทอมๆ ที่เพิ่งขึ้นมาดีกว่า สาวเจ้าบอกว่า ผ่านมาแล้ว ซวยละสิ เลยถามต่อว่าป้ายต่อไปอีกไกลมั้ย เธอบอกว่าอีก 10 กิโล ก็ต้องไปแหละ จะลงที่ภูเขาได้ไง ไปถึงเมืองอะไรไม่รู้ ก็ลงตามสาวนั่นไป แกบอกให้รอที่ป้าย คอยขึ้นรถขากลับ เห็นคนขับหนุ่มใหญ่รูปหล่อลงมาด้วย (อิอิ ชมหน่อย ก็เขาช่วยให้เรากลับได้อะนะ) เขาเปลี่ยนคนขับที่เมือง Postojna คงเป็นคนที่ชำนาญทาง เพราะทางระหว่างเขานี่โค้งคดเคี้ยวสุดริดสุดเดช แล้วก็มีรถขนส่งใหญ่ๆ ผ่านเยอะมากด้วย คนไม่ชำนาญทางคงยากที่จะขับรถโดยสารขนาดใหญ่ได้ เห็นแกนั่งอยู่ที่ป้ายด้วย ก็เลยถามดูว่ารถกลับจะมาเมื่อไหร่ โชคดีที่แกพูดอังกฤษรู้เรื่องดี แกบอกว่าอีก 15 นาที โอ้ โชคดีสุดริดอีกแล้ว ไม่ต้องรอเป็นชั่วโมง

กลับมาถึงเมือง Postojna ทำไมมันไม่มีคนเลยแฮะ แล้วมันจะมีถ้ำให้เที่ยวมั้ยเนี่ย เลยเดินสำรวจ พอดีเห็นป้ายชี้ไปถ้ำ บอกว่าอีก 1.7 กิโล เลยเดินไปเลย ไปถามที่ information ก่อน เลยซื้อตั๋วเข้าถ้ำที่นั่นเลย สิ่งสำคัญลืมไปอีกจนได้ ไม่ได้ดูตารางเวลารถขากลับ แล้วจะเกิดเหตุตื่นเต้นในตอนท้าย อิอิ คอยติดตามครับ

เดินไปสิครับ ก็มันอีกกิโลครึ่งเอง ไปถึงถ้ำจนได้ หน้าถ้ำคนเยอะแฮะ เขามากันเป็นคันรถทัวร์ ไม่ได้มารถเมล์อย่างเรา แลกเอาตั๋วเสร็จ พอดีเจอคนที่มาร่วมประชุมด้วยอีก 3 คน เขามากันเอง น่าจะมากับทัวร์ที่ขายในงาน เราไม่ได้ซื้อเพราะต้องรีบกลับวันนี้แล้ว ไปทัวร์ตามตารางเขาจะกลับมาขึ้นเครื่องบินไม่ทัน ก็เลยเข้าถ้ำไปรอบเดียวกัน คือเขาให้เข้าเป็นรอบๆ ครับ ต้องนั่งรถรางไปอีกไกลว่าจะถึงจุดเดินเที่ยว ข้างหน้าถ้ำมีสัญลักษณ์บอกชัดเจนว่าห้ามถ่ายรูป แต่พอนั่งรถรางเข้าไปเห็นถ่ายกันใหญ่ แสงแฟลชแว้บวับ ก็เตือนหมอข้างๆ บอกว่าเค้าห้ามถ่ายนะ ก็ไม่หยุด บอกไปสองสามครั้ง ตอนหลังบอกว่าแสงแฟลชทำให้คนอื่น (ผมเองแหละ) ตาฝ้า มองไม่เห็น ถึงได้หยุด



ไปถึงจุดเดินเที่ยว เขาก็ไม่ให้เดินกันเอง แต่ต้องเดินเป็นกลุ่ม มีไกด์ภาษาต่างๆ หลายภาษา ดูแล้วเราคงฟังภาษาอื่นไม่ออก นอกจากภาษาอังกฤษ ก็เลยไปอยู่กลุ่มนั้น เป็นกลุ่มที่สองถัดจากภาษา Slovene ไกด์สาวสวยเตือนว่าห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด แต่ก็มีคนถ่ายจนได้ ก็คนเดิมแหละ เรื่องถ่ายรูปนี่ไม่ต้องถ่ายเลย โปสต์การ์ดมีขายถมไป ถ่ายสวยกว่าเราอีก แล้วหารูปเอาจากในเว็บก็ได้ รูปทั้งหมดในคราวนี้ก็เอามาจากเว็บครับ

ไกด์พาเราเดินขึ้นบนเนินสูงสุดของถ้ำ เหนื่อยแฮกเลย แต่ก็เดินรวดเดียวถึง จะขาดใจ อิอิ แล้วก็เดินลงครับ ข้ามสะพานเหล็กที่ชื่อ Russian bridge ที่ได้ชื่อนี้มาก็เนื่องจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง Slovenia ตกเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมัน พวกเชลยรัสเซียถูกเอามาขังไว้ที่นี่ อยู่ว่างๆ ไม่รู้จะให้ทำอะไร เลยให้สร้างสะพานในถ้ำซะเลย จะได้หนีไปไหนไม่ได้ ก็มันมีทางออกทางเดียว ขืนหนีไปในถ้ำก็ตายแน่ๆ เพราะลึกมากหลายสิบกิโล แล้วยังไม่มีทางออกอื่นอีก สะพานนี้เป็นสะพานที่เชื่อมถ้ำสำคัญๆ เข้าด้วยกัน



ถ้ำนี้เป็นถ้ำหินงอกหินย้อย เพิ่งรู้ว่าภาษาอังกฤษเรียกหินย้อยว่า stalactite (สังเกตว่าใช้ ct) ส่วนหินงอกเรียก stalagmite (สังเกตว่าใช้ gm) ฮี่ๆ เพิ่งรู้เหมือนกันว่าสะกดต่างกัน เดินไปเดินมาก็มาถึงห้องสปาเก็ตตี้ ดูจากเพดานถ้ำ หินย้อยเป็นเส้นเล็กๆ คล้ายสปาเก็ตตี้



สัญลักษณ์ของถ้ำนี้ก็คือหินก้อนขวาในรูปนี้แหละครับ ขนาดมันใหญ่โตมาก คาดว่าก่อตัวมาเป็นแสนๆ ปีแล้ว เป็นหินงอกสีขาวบริสุทธิ์ เรียกว่า the Brilliant ก้อนซ้ายเรียกอะไรลืมแล้ว แต่ก็ไม่สำคัญอะไรหรอก ไอ้เจ้า the Brilliant นี่มันโด่เด่ขึ้นมา ฐานแคบ หัวโต น่ากลัวจะล้ม



ในถ้ำมีสีหลักๆ อยู่ 3 สี สีขาวจากหินปูน สีชมพู ส้ม ถึงน้ำตาลแดง จากเหล็กออกไซด์ กับสีเทาดำจาก แมงกานีสออกไซด์





เข้ามาใกล้จะออกแล้ว ก็ต้องมาดูเข้า human fish ครับ เป็น salamander หรือ newt ตัวขนาดซักคืบกว่าๆ ผิวขาวอมชมพู อิอิ ตาบอดสนิท อยู่ได้โดยไม่กินอะไรเป็น 10 ปี หน้าตาอย่างนี้ครับ เขาจับมาใส่บ่อให้ดูชัดๆ เห็นบอกว่าต้องเปลี่ยนตัวใหม่เป็นประจำ ไม่งั้นมันอาจตายได้ เพราะถูกแสงส่องมากไป ตามธรรมชาติมันอยู่แต่ในความมืด และมีที่ถ้ำนี้แห่งเดียวในโลก เจ้าตัวนี้มีทั้งเหงือกแดงๆ ที่ข้างคอ และมีปอดด้วย คืออยู่บนบกก็ได้ เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเช่นเดียวกับกบ



ห้้องสุดท้ายเป็นห้องคอนเสิร์ตครับ กว้างใหญ่ที่สุด แต่ก็ยังเล็กกว่าบางถ้ำที่เมืองไทย จากที่นี่เราก็ขึ้นรถรางกลับครับ ใช้เวลาในถ้ำอยู่ชั่วโมงครึ่ง

จากนั้นเราก็กลับครับ ชวนซื้อแฮมเบอร์เกอร์ไปกินบนรถ แต่ว่าหมอที่ไปด้วยไม่ยอมซื้อ บอกว่าในเมืองข้าง information มีร้านอาหาร ไว้ไปกินที่นั่น ปรากฏว่าเป็นร้านพิซซ่า มันก็ต้องรออบสิครับ นั่งกินกว่าจะเสร็จก็ครึ่งชั่วโมง ไปที่สถานีรถโดยสาร ปรากฏว่ารถเพิ่งออกไปไม่นาน คันต่อไปเป็นเวลา ... ที่เราควรจะต้องออกจากโรงแรมไปสนามบิน ... เอาละสิ ทำไงดี พอดีเหลือบไปเห็นนามบัตรแท็กซี่อยู่ที่เคาน์เตอร์สอบถามของสถานี เลยเรียกมาได้คันนึง 60 ยูโร กลับมาถึงโรงแรมฉิวเฉียดพอดี

จบแล้วครับทริปนี้ ใครอยากลองฉิวเฉียดแบบสยองๆ บ้างก็ไปดูนะครับ อิอิ




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2550 8:29:00 น.
Counter : 1215 Pageviews.  

เที่ยว Slovenia: Ljubljana

เมื่ออาทิตย์ก่อนได้มีโอกาสไปประชุมที่ Slovenia ที่เมือง Ljubljana เห็นทีแรก เอาละสิ อ่านว่าอะไรเนี่ย ค้นไปค้นมาถึงได้รู้ว่า j ของเขาอ่านเป็น ย ก็น่าจะอ่านเป็น ลยุบลยานา เอาง่ายๆ ออกเสียงว่า ลุบเลียนา ดีกว่าครับ อิอิ

ประเทศนี้บอกไปก็คงไม่รู้จัก ก็บอกใครหลายคน นึกว่าเป็น Slovak กันทั้งนั้น บางคนก็ว่าแยกออกมาจากรัสเซียเหรอ อิอิ ไอ้เราเองยังคิดอย่างนั้นเลย แต่เปล่าครับ เดิมก็มีเจ้าครองนครมานานแล้ว ตั้งแต่ประมาณคริสตศตวรรษที่ 15 แล้วต่อมาก็ถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 มันแยกออกมา รวมกับ Croatia และ Serbia ตั้งเป็นประเทศอิสระ ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็แยกตัวออกมาเป็นประเทศของตัวเอง ส่วน Croatia กับ Serbia ยังรวมกันอยู่ แล้วก็รบจะแยกประเทศกันอยู่ทุกวันนี้แหละ แล้วเพิ่งใช้เงินยูโรเมื่อต้นปีนี้ แต่ยังไม่ได้รวมกับยูโรสมบูรณ์ ยังต้องทำวีซ่าแยกอยู่ อีกหน่อยถ้ารวมอย่างสมบูรณ์แล้ว ทำวีซ่าเข้า Schengen ก็เข้าได้ แล้วจะไปไหนๆ ต่ออีกก็ได้

เกือบจะไม่ได้ไปแล้วครับ เพราะนึกว่าจะต้องทำวีซ่า แต่ในประเทศไทยไม่มีสถานทูต มีแต่สถานกงศุล ซึ่งจะต้องส่งพาสปอร์ตไปทำวีซ่าที่ประเทศออสเตรีย แต่ตอนหลังอาจารย์อีกคนที่จะไปด้วย บอกว่าทำเรื่ิองเสร็จแล้วถึงรู้ว่าถ้าใช้พาสปอร์ตราชการไม่ต้องวีซ่า ก็เลยซื้อตั๋วเครื่องบินไปเลย แต่ใครที่ไม่มีพาสปอร์ตราชการก็ต้องทำครับ ใช้เวลาประมาณ 3 อาทิตย์ ยังไงก็เผื่อเวลาไว้ด้วยแล้วกัน

ไปสายการบินลูบหรรษาครับ ไปต่อเครื่องที่แฟรงค์เฟิร์ต แล้วขึ้น Adria เครื่องใบพัดข้ามเทือกเขาแอลป์ไปลงเมืองลูบเลียหน้า อิอิ ภูเขาแอลป์มองจากข้างบนตอนหิมะคลุมยอดเต็มสวยมากเลย สนามบินเขาก็เล็กๆ ส่วนใหญ่มีแต่เครื่องใบพัด ตอนกลางวันคนก็น้อย ออกมานี่โหรงเหรง ทำไงดี ถามสาวหน้าแฉล้มที่ information เจ้าหล่อนบอกว่ามีรถเมล์ธรรมดา ราคา 4 ยูโรต่อคน shuttle bus 5 ยูโร ไปส่งถึงโรงแรม เราก็รอ shuttle bus สิ หล่อนบอกว่ารถออกตรงโน้น ตอนกี่โมงๆ แต่ไม่เห็นมีรถบัสมาซะที จนรถเมล์ธรรมดามา ก็เลยขึ้น พอรถออกถึงได้เห็นไอ้เจ้าที่เรียกว่า shuttle bus มาจอดอยู่ เวรกรรมครับ นึกว่าเป็นรถบัสใหญ่ๆ ที่ไหนได้ มันแค่รถแวนเอง มัวแต่มองหารถบัสอยู่

ไปถึงสถานีรถไฟก็ลากกระเป๋าปุเรงๆ ไปซักกิโลนึง ลัดเลาะมาถึงโรงแรมจนได้ หาไม่ยาก แผนที่เมืองนอกมันดูไม่ยาก ไปไหนๆ ใกล้ๆ เดินเอาได้ไม่มีหลง ตกเย็นก็ไปเดินหาคนรู้จักที่โรงแรม Grand Union เจ้ากรรม โรงแรม Grand Union มันมีตั้งสามแห่ง เข้าแห่งแรก Executive อย่างหรู ไม่มีรายชื่อ ไปแห่งที่สองอยู่ติดกัน เป็น Business ไม่มีอีก แต่สาวหน้าแฉล้มที่เคาน์เตอร์ใจดี ช่วยเช็คที่ Garni ให้ ซึ่งเป็นเกรดต่ำสุดของเครือนี้ ก็เจอรายชื่อ ก็เลยเดินไปต่อ แต่คนไทยอีกคนที่รออยู่ยังไม่เช็คอิน แกไปต่อเครื่องที่ปารีส เครื่องมาถึงช้ากว่าเรา เช็คดูชื่อฝรั่งที่รู้จักคนนึงว่าเข้าพักหรือยัง ปรากฏว่าเข้าแล้ว เลยโทรไปที่ห้อง ไม่มีคนรับ เอ ทำไงดี อ้าว แกมาอยู่ข้างหลังนี่เอง ใส่เสื้อเหลืองมีตรา 60 ปีครองราชย์ในหลวงด้วย อิอิ

ก็เลยตกลงกันว่าเดินดูอะไรรอบๆ เมืองกันก่อน แล้วค่อยโทรกลับโรงแรม แล้วจะได้ชวนคนไทยอีกคนไปกินข้าวเย็นกัน เราก็ไปนั่งกินเบียร์กันริมแม่น้ำ ซักพักโทรกลับไปโรงแรม อ้าว เค้าบอกว่าแกเช็คอินแล้ว แล้วก็ออกไป ก็คงไปตามหาเราที่โรงแรม Slon ที่เราพัก ตรงจุดที่เรานั่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ก็หวังว่าแกจะเดินมาทางนี้ก็เลยนั่งรอ ไม่เห็น เลยออกเดินไปที่โรงแรม แกทิ้งข้อความว่าพักที่ Garni อะ เราก็รู้แล้ว แต่ตอนนี้แกอยู่ไหนล่ะ โทรหาก็ไม่ตอบรับ ไม่เปิด roaming หรือว่าไม่ได้เอามือถือมาก็ไม่รู้ สรุปว่าติดต่อกันไม่ได้ เลยเดินเที่ยวชมเมืองกันดีกว่า แล้วก็ไปนั่งกินข้าวเย็นกันที่ร้านอาหารที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง ต่างคนต่างสั่ง ผมสั่งกูลาช อาหารสไตล์สโลวีน-ฮังกาเรียน อร่อยดี เหมือนแกงกะหรี่ อิอิ

วันสุดท้ายหลังจากประชุมแล้วก็ไปเที่ยวปราสาท Ljubljana ปราสาทหน้าตาอย่างนี้


ภาพข้างบนนี่เอามาจากเว็บ ไม่ใช่มุมที่เราเห็นหรอกครับ เพราะเราอยู่แถวจัตุรัสกลางเมืองในหมู่ตึกข้างล่างนั่น แต่มุมนี้สวยดี เลยเอามาให้ดู มีอีกภาพนึงครับ


รูปนี้ถ่ายจากเนินเขาอีกลูกนึงนอกเมือง เห็นปราสาท มีเทือกเขาแอลป์อยู่ไกลๆ สวยซะ รูปนี้ก็ฉกเค้ามาจากเว็บเหมือนกัน อิอิ ขึ้นไปแล้วก็เห็นแบบนี้ครับ


ก็ต้องขึ้นหอคอยครับ ขึ้นบันไดเวียนเหนื่อยแฮกเอาการ


บนยอดเห็นวิวรอบเมือง


ตึกข้างล่างบางหลังมีหลังคาโมเสคซะด้วย อิอิ


อยู่จนพระอาทิตย์ตก


ภายในปราสาทก็เป็นหินทั้งนั้นครับ


เล่าแค่นี้แล้วกันครับ ไว้ใครอยากรู้อยากเห็นมากกว่านี้ ไปเที่ยวเองดีกว่า เล่ามากเดี๋ยวไม่ไป อิอิ




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2550    
Last Update : 13 ตุลาคม 2550 17:38:28 น.
Counter : 804 Pageviews.  


pohmie
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




แนะนำตัวครับ สำหรับคนที่ไม่เคยเจอ
พ่อหมีมีรูปร่างใหญ่มากครับ อ้าว มะเชื่ออีก จริงๆ นะ
เป็นผู้ใหญ่ใจดี ขี้บ่น ขี้เบื่อ
บางคนว่ารู้มาก คิดลึก ส่วนตัวผมเองว่าน่าจะไม่ค่อยรู้อะไร แต่พูดไปได้เรื่อยซะมากกว่า
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add pohmie's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.