~เจ้าหญิงมักเกิ้ล~....ผู้หญิงธรรมดา....บางเวลาอาจไร้ค่า ไร้ความหมาย
Group Blog
 
All blogs
 

" ประวัติกล่องแพนโดร่า "








ตำนานของกล่องแพนโดรา(Pandora box) นั้นเป็นตำนานที่มีความเกี่ยวเนื่องกับตำนานการสร้างโลกของกรีกโบราณ โดยมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยที่โลกเพิ่งถือกำเนิดมาใหม่ๆ นั้น สิ่งมีชีวิตทุกอย่างยังคงอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตร จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งเทพเอรอส (Eros) เห็นว่าควรมอบสิ่งที่เรียกว่าสัญชาติญาณและลักษณะเฉพาะพิเศษให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเพื่อยังชีพและอยู่อย่างมีความสุข จากนั้นเทพเอรอสก็เรียกตัว โพรมิเทียส (Prometheus) กับ เอพิเทียส (Epitheus) สองพี่น้องมาช่วยงานในโครงการมอบจิตสำนึกและคุณลักษณะเฉพาะให้กับสิ่งมีชีวิตทั้งหลา
ย และวางแผนจะสร้างสิ่งมีชีวิตที่พิเศษที่สุดนั่นก็คือ “มนุษย์” ขึ้นมา เพื่อควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่นๆ


โพรมิเทียสและเอพิเทียสได้เตรียมการทุกอย่างไว้อย่างพร้อมสรรพ แต่ด้วยความสะเพร่าทั้งสองพี่น้องเผลอมอบสิ่งดีๆ ที่เตรียมเอาไว้ให้แก่สัตว์อื่นๆ จนหมด โดยไม่หลงเหลือให้กับมนุษย์ ดังนั้นโพรมิเทียสและเอพิเทียสจึงปั้นมนุษย์ขึ้นมาจากดินเหนียวเพื่อเป็นการแก้ปัญหา
โดยใช้ลักษณะของเทพเจ้าเป็นแบบ จากนั้นเทพเอรอสก็ได้ประทานลมหายใจแห่งการมีชีวิตให้กับมนุษย์ไว้ที่จมูก เทพมิเนอร์วา หรือ พัลลาส์ (Minerva - Pallas หรืออีกชื่อที่รู้จักกันดีคือ เอเธน่า Athena) ได้ประทานสิ่งที่เรียกว่าดวงวิญญาณ มนุษย์จึงสามารถเคลื่อนไหวและมีชีวิตได้


โพรมิเทียสรู้สึกภูมิใจในผลงานชิ้นนี้มาก เขาคอยเฝ้าติดตามดูผลงานชิ้นนี้จนกระทั่งเขาได้มอบพลังอันยิ่งใหญ่บางส่วนของเขาให้แ
ก่มนุษย์โดยไม่สนใจสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลก การกระทำนี้ทำให้มนุษย์มีอายุขัยมากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ


เท่านั้นยังไม่พอโพรมิเทียสยังคิดที่จะมอบไฟให้แก่มนุษย์อีกด้วย แต่ไฟเป็นสมบัติแห่งเทพ มนุษย์ไม่มีสิทธ์ได้ไว้ในครอบครอง และตัวโพรมีเทียสเองก็รู้ว่าเทพทั้งหลายก็คงจะไม่ยินยอมมอบไฟให้แก่มนุษย์เป็นแน่ เขาจึงตัดสินใจขโมยไฟลงจากสวรรค์เพื่อนำไปมอบให้กับมนุษย์ ซึ่งตัวโพรมิเทียสเองก็ใคร่ครวญแล้วว่าการกระทำเช่นนี้คงจะสร้างความไม่พอใจให้กับเห
ล่าทวยเทพอย่างแน่นอนและนั่นยังอาจหมายถึงชีวิตของเขาอีกด้วย แต่เขาก็ยังดึงดันจะทำ โดยในคืนหนึ่ง โพรมีเทียสก็ได้เริ่มแผนการที่วางเอาไว้ เขาแอบขึ้นไปที่เขาโอลิมปัสแล้วลอบเข้าไปในที่พักอาศัยของเหล่าเทพ จากนั้นก็ฉวยเอาคบเพลิงซ่อนเอาไว้ในอกเสื้อ แล้วก็ลอบลงมาที่โลกมนุษย์แล้วก็มอบไฟที่ขโมยมาให้กับมนุษย์ที่เขาสร้างขึ้นเองกับมื
อ ซึ่งไฟนั้นต่อมาก็สร้างคุณประโยชน์มากมายให้แก่มนุษย์


ต่อมาเมื่อเทพซุส หรือ ซีอุส (Zeus) ผู้เป็นประธานใหญ่ของเหล่าทวยเทพสังเกตเห็นแสงไฟที่ไม่ควรจะมีในโลกมนุษย์จากบัลลังก
์บนยอดเขาโอลิมปัสก็ให้นึกสงสัย จึงเร่งสืบให้รู้ถึงที่มาของแสงไฟนั้น แล้วก็พบว่าเป็นไฟที่ถูกขโมยลงไปจากสวรรค์ ก็ทำให้พิโรธอย่างหนัก แม้แต่เทพองค์อื่นๆ ก็พากันหวาดกลัวไปด้วย เทพซุสตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องจับตัวโพรมิเทียสมาลงโทษให้สาสม โดยโพรมิเทียสถูกเทพซุสจับตัวไปทรมานที่แถบเทือกเขาคอเคเซียน (Caucasian) จากนั้นก็ล่ามตัวโพรมิเทียสที่โขดหินสูงแห่งหนึ่ง แล้วให้อดข้าวอดน้ำ แถมด้วยการใช้ให้นกแร้งมาคอยฉีกทึ้งตับของโพรมีเทียสให้ได้รับทุกขเวทนาอย่างสาหัส พอตกค่ำเมื่อนกแร้งหลับแล้ว แผลของโพรมิเทียสก็จะบรรเทาจากอาการเจ็บปวด และรุ่งเช้าของวันใหม่จึงเริ่มต้นการทรมานอันแสนทารุณไปเรื่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างนี้โดยไม่มีวันจบสิ้น แม้มนุษย์จะตายไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าก็ยังคงสรรเสริญคุณความดีของโพรมิเทียสตลอดมา จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายศตวรรษ เฮอร์คิวลีส ผู้ซึ่งเป็นบุตรของเทพซุสก็ผ่านมาที่เกาะนี้และช่วยปลดปล่อยให้โพรมิเทียสเป็นอิสระใ
นเวลาต่อมา


ซึ่งถ้าใครเคยอ่านหนังสือตำนานกรีก-โรมัน ฉบับสมบูรณ์ของคุณมาลัยแล้วจะพบว่าตำนานที่ la plume นำมาเล่าสู่กันฟังนั้นจะมีความแตกต่างกันตรงที่สาเหตุที่ทำให้มหาเทพซุสโกรธนั้นก็เป
็นเพราะว่ามนุษย์มีความเหิมเกริมและท้าทายต่ออำนาจของเทพมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างเทพและมนุษย์ในเรื่องการเซ่นสังเวยต่อเทพเจ้า โดยโพมิเทียสเลือกที่จะเข้าข้างมนุษย์โดยทำกลอุบายลวงตาของมหาเทพซะ โดยแบ่งวัวเครื่องเส้นออกเป็น 2 ส่วน เอาส่วนที่กินได้คือเนื้อและเครื่องในซ่อนไว้ในห่อหนังแล้วก็เอาพังผืดเส้นเอ็นคลุมท
ับเอาไว้ ส่วนอีกส่วนหนึ่งเอากระดูกมากองรวมกันแล้วก็คลุมทับด้วยส่วนที่คล้ายมันเพื่อให้สวยง
าม แล้วมหาเทพก็เลือกส่วนที่ดูสวยงาม แต่พอทรงเปิดออกมาพบกองกระดูกก็พิโรธหนักจึงได้ริบเอาไฟของมนุษย์ไป ซึ่งต่อมาภายหลังโพรมิเทียสก็ลักลอบนำไฟลงไปให้มนุษย์อีก จึงทำให้มหาเทพยิ่งเดือดสุดๆ และจับโพรมิเทียสมาทรมานอย่างที่กล่าวไปแล้ว


ด้านเทพซุสแม้จะได้กระทำการลงโทษโพรมิเซียสแล้วก็ยังไม่พอใจ ความโกรธแค้นที่มีต่อมนุษย์ยังครุกรุ่นอยู่ มหาเทพจึงเรียกประชุมสภาเทพเพื่อสร้างมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาหวังจะแก้เผ็ดพวกมน
ุษย์ มนุษย์สาวที่บรรดาเทพช่วยกันสร้างขึ้นนั้นมีลักษณะที่งดงามตรึงตาตรึงใจ เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันเย้ายวนของหญิงสาว อีกทั้งยังมีเสียงที่หวานไพเราะจับใจ และตั้งชื่อให้เธอว่า “แพนโดรา” (Pandora) ที่แปลว่าของขวัญจากทวยเทพ จากนั้นก็ส่งให้เทพเมอร์คิวรี่นำเธอไปส่งให้โพรมิเทียสโดยบอกว่าเป็นของกำนัลจากเทพท
ั้งหลาย ซึ่งโพรมิเทียสก็พอจะเดาอะไรๆ ได้ จึงปฏิเสธที่จะรับของขวัญพิเศษชิ้นนี้ไว้ และยังกำชับเตือนเอพิเทียสผู้น้องให้อย่ารับแพนโดราอีกด้วย แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะเอพิเทียสเกิดรักแรกพบทันทีที่ได้เห็นแพนโดรา และไม่เชื่อว่าสาวงามขนาดนี้จะนำความไม่ดีมาสู่ตนได้ จึงรับแพนโดราไว้เป็นภรรยาของตน


ซึ่งในตอนที่แพนโดราลงมาจากสวรรค์นั้นมหาเทพก็ประทานกล่องที่สวยงามวิจิตรมาใบหนึ่งโ
ดยทรงกำชับเธอว่าห้ามเปิดดูโดยเด็ดขาด โดยเทพีเฮรา (Hera-เป็นมเหสีเอก หรือ ภรรยาหลวงของเทพซุสนั่นเอง) ก็ได้แอบแกล้งมากระซิบถามแพนโดราให้เธอนึกสงสัยซะอย่างนั้น วันเวลาผ่านไปแพนโดราก็ยังไม่คลายจากความสงสัยในกล่องใบนั้นและพยายามรบเร้าให้เอพิเ
ทียสเปิดกล่องซึ่งแน่นอนว่าเอพิเทียสไม่เห็นด้วย จนกระทั่งวันหนึ่งเอมิเทียสไม่อยู่บ้านเธอจึงจ้องมองที่กล่องใบนั้นด้วยความกระสับกร
ะส่าย ในใจว้าวุ่นด้วยความลังเลว่าจะเปิดกล่องดีไม่เปิดกล่องดี แต่แล้วความสงสัยก็เป็นฝ่ายชนะเมื่อมือของเธอเริ่มปลดสลักที่กล่องออก แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความลังเล จนกระทั่งสลักชิ้นสุดท้ายได้เลื่อนออกจากกล่อง ฝาก็เปิดออกพร้อมลมและควันสีดำก็โพยพุ่งออกมาจากกล่อง ด้วยความแรงของระเบิดทำให้เธอลงไปนอนกองอยู่บนพื้น แล้วควันเหล่านั้นก็ทำให้ท้องฟ้ามืดครึ้ม อุณหภูมิเริ่มเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที ซึ่งสิ่งที่หลุดออกมาจากกล่องนั้นก็คือความทุกข์ โรคภัยไข้เจ็บ ความอดอยาก ความผิดหวัง ความชั่วร้ายและปีศาจต่างๆ นั่นเอง เมื่อเอพิเทียสกลับมาถึงบ้านก็พบว่าแพนโดรากำลังนั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่หน้ากล่องหา
ยนะใบนั้นก็รู้สึกโกรธเกรี้ยวทันที แต่เขาก็เหลือบไปเห็นสิ่งสุดท้ายที่ถูกเก็บไว้ในกล่อง มันมีลักษณะเหมือนภูตที่มีลักษณะสว่าง ซึ่งเรียกว่า “ความหวัง” (Hope) ได้อ้อนวอนขอให้แพนโดราช่วยปลดปล่อยให้มันเป็นอิสระ แต่เธอก็ปฏิเสธเนื่องจากเธอไม่อยากจะทำผิดซ้ำสอง แต่ “ความหวัง” ก็ยังอ้อนวอนขอให้ปล่อยเธอออกมาจนได้ ซึ่งเจ้าความหวังนี้ก็คือความเวทนาที่เทพมีต่อมนุษย์โดยเหลือทิ้งไว้ให้ก้นกล่องใบนั
้นนั่นเอง


แต่บางตำนานก็เล่าว่ากล่องแห่งความหายนะนั่นแพนโดราไม่ใช่คนถือลงมา แต่เป็นเทพแห่งการสื่อสาร เมอร์คิวรี่แกล้งทำทีแบกกล่องใบใหญ่มาฝากไว้ที่บ้านของเอพิเทียส โดยกำชับว่าห้ามเปิดดูโดยเด็ดขาด ฝ่ายแพนโดราเมื่อเห็นกล่องก็อยากรู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างในจึงอ้อนวอนให้เอพิเทียสช่วยเ
ปิดกล่องออกดูของข้างใน แต่เขาก็ปฏิเสธ จนกระทั่งวันหนึ่งเอพิเทียสออกไปพบเพื่อนทิ้งให้แพนโดราอยู่บ้านคนเดียว จึงเป็นโอกาสของแพนโดราที่จะได้ทำสิ่งที่อยากจะทำ เธอเข้ามาใกล้กล่องใบนั้นและสังเกตว่าตัวกล่องทำจากไม้เนื้อสีดำ ฝามีการแกะสลักอย่างประณีต รอบๆ กล่องประดับด้วยขดด้ายสีทองที่ส่องประกายเรืองรอง เมื่อความอยากรู้มันมีมากขึ้นๆ เรื่อยๆ เธอจึงแอบเปิดกล่องออกดู ซึ่งในระหว่างที่เธอกำลังทำการปลดล็อคเธอก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกระซิบอะไรบางอย่
างออกมาจากกล่อง เสียงนั้นเรียกร้องขอความเป็นอิสระ ซึ่งทำให้เธอลังเลว่าเธอควรจะเปิดออกดูดีมั้ย แต่สุดท้ายแพนโดราก็แพ้ใจตัวเอง เมื่อฝากล่องถูกเปิดออก โรคภัยไข้เจ็บ ความทุกข์ ความเศร้า สิ่งชั่วร้ายต่างๆ ก็ตรงเข้าเล่นงานมนุษย์ มีฝูงแมลงที่มีปีกสีน้ำตาลคล้ายฝูงผีเสื้อราตรีตรงเข้าโจมตีแพนโดราและเอพิเทียสที่เ
พิ่งกลับมาถึงบ้าน จากนั้นพวกแมลงก็บินหนีออกไปทางประตูและหน้าต่าง


เอพิเทียสกับแพนโดราไม่เคยเจอกับความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ทั้งเจ็บปวด โกรธเกรี้ยวและสิ้นหวัง มันทำให้ทั้งเอพิเทียสและแพนโดราต่างคร่ำครวญร้องไห้เป็นครั้งแรกในชีวิต เอพิเทียสรู้สึกโกรธเคืองในความโง่เขลาของภรรยาของตนมาก แต่ในขณะนั้นเองก็มีเสียงดังออกมาจากกล่องเจ้ากรรม เสียงนั้นขอให้ช่วยปลดปล่อยมันออกไปโดยมันสัญญาว่าจะรักษาแผลตามตัวคนทั้งสองให้โดยแ
ลกกับความเป็นอิสระของมัน แพนโดราจึงตัดสินใจเปิดกล่องนี้ออกมาอีกครั้งหนึ่งและก็ได้พบกับสิ่งที่เหลืออยู่ก้น
กล่อง นั่นก็คือ “ความหวัง” จากนั้นความหวังก็รักษาแผลให้แพนโดราและเอพิเทียส แล้วก็รีบบินออกไปเพื่อต่อสู้กับความชั่วร้ายพร้อมทั้งช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป




--------------------------------------------------------





 

Create Date : 27 มกราคม 2551    
Last Update : 27 มกราคม 2551 8:36:27 น.
Counter : 266 Pageviews.  

หอนาฬิกาบิกเบน : Big Ben Clock Tower





ชื่อสถานที่

หอนาฬิกาบิกเบน : Big Ben Clock Tower
สถานที่ตั้ง กรุงลอนดอน ประเทศ อังกฤษ
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้



นาฬิกาบิกเบนในกรุงลอนดอน เป็นนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุด และมีความสำคัญมากที่สุดของโลก เพราะหอดูดาวที่เมืองกรีนิช ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมเวลามาตรฐานของโลก ใช้เป็นเครื่องบอกเวลามาตรฐาน ผ่านทางสถานีวิทยุ บีบีซี ถ่ายทอดเสียงการตีบอกเวลาของนาฬิกาเรือนนี้ ให้ได้ยินไปทั่วโลก ไม่มีนาฬิกาใดอีกแล้ว ที่จะตีดังได้ยินทั่วโลก ดังนาฬิกาเรือนนี้

นาฬิกาบิกเบน ตั้งอยู่บนหอสูง 180 ฟุต มีบันไดขึ้นไป 293 ขั้น หน้าปัดกว้าง 23 ฟุต ตัวเลขบอกเวลายาว 24 นิ้ว ระฆังตีหนัก 14 ตัน เดินด้วยกำลังเครื่องจักรไฟฟ้า ผู้สร้างคือ เอ็ดมัน เมคเกตต์ เดนิสัน เป็นนักกฎหมาย ที่มีชื่อ แต่เวลาตั้งชื่อ กลับไปได้นามเป็นชื่อ "Big Ben" ตามสมญานามเรียกล้อเล่น ของนาย เบนจามิน ฮอลล์ ผู้แทนราษฎร ที่มีร่างอ้วนเหมือนหมู จนเพื่อนให้ชื่อว่า "บิกเบน" โดยที่เขายืนขึ้นอภิปราย การตั้งชื่อเสียยืดยาว พอจบลงเพื่อน ๆ ก็ตะโกนกันว่า "บิกเบน,บิกเบน....." ที่ประชุมเลยเกิดอารมณ์ร่วมพอใจในคำนี้ นาฬิกาเรือนใหญ่และสำคัญที่สุดในโลกจึงได้ชื่อว่า บิกเบน ไปด้วยเหตุนี้











 

Create Date : 26 มกราคม 2551    
Last Update : 26 มกราคม 2551 7:06:30 น.
Counter : 411 Pageviews.  

รูปปั้นของพระเยซู เมือง ริโอ เดอ จาเนโร : Statue Cristo Redentor






ชื่อสถานที่

รูปปั้นของพระเยซู เมือง ริโอ เดอ จาเนโร : Statue Cristo Redentor
สถานที่ตั้ง เมือง Rio de Janeiro ประเทศบราซิล
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้



สถานที่นี้ได้ติดอันดับ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ จากผลโหวตเมื่อวันที่ 07/07/07

รูปปั้นของพระเยซูที่โปรดให้พ้นบาป ยืนสูง 30 เมตร (98ฟุต) และกำลังมองข้ามเมือง Rio de Janeiro หนึ่งในรูปปั้นสูงที่สุด ในโลก.

รูปปั้นแสดง พระเยซูเยืนยื่นแขนออกมาต้อนรับ และเป็นหนึ่งของสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงมากของเมืองนี้

พัฒนาโดยวิศวกร Heitor da Silva Costa และองค์กร สร้างขึ้นในปี 1921 โครงการทำเกือบ 5 ปีจึงเสร็จสิ้น รูปปั้นอยู่บนภูเขา Corcovado (ภูเขา Hunchback )

และตั้งใน อุทยานแห่งชาติ Tijuca เป็นสถานที่ปิคนิกที่รื่นเริง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปฐานของรูปปั้น

ซึ่งสูง 709 m (2326ฟุต) สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขา Sugar Loaf

กลางเมือง Rio de Janeiro และชายหาดของ Rio de Janeiro นักท่องเที่ยวสามารถ ขึ้นรถไฟ

ไปบนยอดของภูเขาเพื่อมองรูปปั้นอย่างใกล้ชิด และสร้างวิวที่สวยงามมากมาย














 

Create Date : 26 มกราคม 2551    
Last Update : 26 มกราคม 2551 6:56:44 น.
Counter : 308 Pageviews.  

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ : Statue of Liberty




ชื่อสถานที่

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ : Statue of Liberty
สถานที่ตั้ง นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน สามารถเข้าเยี่ยมชมได้



อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ หรือ รูปสแตทิวออฟลิเบอร์ตี้ เป็นอนุสาวรีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ "เสรีภาพ" ของคนอเมริกัน เป็นรูปสตรียืนสูงเด่นอยู่บนแท่นทรงสี่เหลี่ยมสูงที่ตั้งอยู่บนฐานกว้าง 3 ชั้นรองรับกลมกลืนอย่างดี ลดหลั่นกันลงไปอยู่เบื้องล่าง ตัวเทพีสูง 152 ฟุต แขนแต่ละข้างยาว 42 ฟุต นิ้วชี้ยาว 8 ฟุต เล็บนิ้วยาว 10-13 นิ้ว ยืนอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมสูง 150 ฟุต ส่วนที่เป็นลำตัวทำด้วยทองแดงสีเขียวเทอร์คอยส์ ห่มผ้าครุยกรอมเท้า ที่ศรีษะสวมมงกุฏเป็นรัศมีเจ็ดแฉก มือขวาถือโคมไฟชูสูงขึ้นสุดแขน มือซ้ายประคองหนังสือที่ปกเขียนว่า "4 กรกฏาคม 1776" อันเป็นวันประกาศอิสรภาพของอเมริกา ไม่ขึ้นต่ออังกฤษอีกต่อไปและถือเป็นวันชาติอเมริกันมาจนทุกวันนี้

ด้านในตัวเทพีโปร่งเป็นโครงเหล็กที่ออกแบบและคำนวณโดยนายกุสตาฟไอเฟล วิศวกรชื่อดัง (ผู้สร้างหอไอเฟล) โดยแยกเป็นชิ้นส่วนบรรจุในลังทั้งหมดถึง 214 ลัง เมื่อนำมาต่อเป็นรูปร่างแล้วสูงถึง 302 ฟุต (วัดจากปลายคบไฟถึงปลายเท้า) ใช้แผ่นโลหะทองแดงในการหล่อ 32 ตัน รมสีเขียวทั้งตัวเทพี ด้านบนส่วนคบไฟติดตั้งระบบแสงไฟฟ้าสีเขียว 13,250 วัตต์ มีบันไดเวียนให้ผู้เข้าชมขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์บนส่วนที่เป็นมงกุฎของเทพี สิ้นค่าใช้จ่าย 700,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 14,000,000 บาท

ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ขนาดเนื้อที่แค่ 12 เอเคอร์ (ราว ๆ 30 ไร่) ทำทางเดินขนาดใหญ่เข้าสู่ทางด้านหลังของอนุสาวรีย์ แล้วมีทางเดินรอบเลาะริมน้ำให้ชมได้ทุกมุมนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ถึงมงกุฏ หรือ ขึ้นถึงแค่ฐานสี่เหลี่ยมต่ำกว่าเท้าขององค์อนุสาวรีย์


ความเป็นมาของเทพีเสรีภาพ
สัญลักษณ์แห่งความอิสระแก่ชนอเมริกันและชาวโลก ของขวัญอันยิ่งใหญ่จากชาวฝรั่งเศส

เมื่อ ค.ศ. 1865 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้มีนักวิชาการหัวก้าวหน้า และกลุ่มหนุ่มไฟแรงไปพบปะสนทนาด้วยเรื่องการบ้านการเมืองที่บ้านนายเอดู อาร์ต เดอลา บูลาเยอ ถึงการปกครองที่ไม่ได้รับความเป็นเสรีภาพเสมอภาค จากองค์จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และพวกเขากลับไปชื่นชมชาวอเมริกันที่มีความหาญกล้า ลุกฮือกันต่อสู้กับอังกฤษจนสามารถปลดแอกออกจากอังกฤษได้สำเร็จ จากสถานการณ์และความรู้สึกนี้เองทำให้พวกเขาเกิดจุดประกายความคิดที่จะสร้างงานศิลป์ชิ้นหนึ่ง ให้เป็นของขวัญแก่ชาวอเมริกันซึ่งจะมีงานเฉลิมฉลองวันชาติอเมริกาครบ 100 ปี ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1876 ที่จะมาถึง โดยร่วมกันรณรงค์หาเงินทุน ในการสร้างจากประชาชนฝรั่งเศสทั่วประเทศ

ในที่สุดเขาเหล่านั้นก็มอบให้ เฟรเดริก ออกุสต์บาร์โธลดีศิลปินมีชื่อในการปั้นเป็นผู้ออกแบบ โดยลงมติว่าของขวัญจะเป็นรูปปั้นขนาดใหญ่ คือรูปผู้หญิงแต่งกายชุดเสื้อคลุม เหมือนชาวโรมันสวมมงกุฎมีลักษณะเป็นรูปเดือยแหลมพุ่งออกมา 7 แฉก สื่อความหมายถึง 7 ทวีป และ 7 คาบมหาสมุทรในท่ายืนชูคบไฟ ด้วยมือขวาคือเป็นผู้ให้แสงสว่างแก่เสรีภาพมือซ้ายถือแผ่นจารึกประกาศอิสรภาพ จารึกอักษร 4 JULY 1876 เท้าข้างหนึ่งมีโซ่ตรวนที่ขาดสะบั้นแทนความหลุดพ้นจากการเป็นทาส ตัวเทพีหล่อด้วยโลหะทองแดง การดำเนินสร้างส่วนฐานติดตั้งตัวเทพี เป็นภารกิจของชนชาวมะกันที่ร่วมกันระดมทุนสร้างเป็นตึกสูง 87 ฟุต ด้วยการออกแบบของสถาปนิกชาวมะกัน ริชาร์ด มอร์ริส ฮันท์ ภายในตัวตึกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติการสร้างอนุสาวรีย์ และการสร้างชาติสหรัฐอเมริกา พิธีเปิดเป็นทางการโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โกรฟเวอร์ คลีฟ-แลนด์ ในวันที่ 28 ตุลาคม 1886 ท่ามกลางความปีติ ของชาวอเมริกันและชาวฝรั่งเศสในยุคนั้นเป็นอย่างยิ่ง

มีเรื่องเป็นทางการว่า “อนุสาวรีย์แด่อิสรภาพของอเมริกัน : เสรีภาพส่องแสงสว่างแก่ชาวโลก” (MONUMENT TO AMERICAN INDEPENDENT : LIBERTY ENLIGHTENING THE WORLD) ในวันที่ 4 กรกฎาคมของทุก ๆ ปี ชาวอเมริกันจะจัดเฉลิมฉลองวันชาติของตน ณ บริเวณอนุสาวรีย์เทพีสันติภาพแห่งนี้ด้วยความภูมิใจในความเป็นชาติมหาอำนาจ และประเทศผู้นำระบอบการปกครองประชาธิปไตยของโลกอย่างเต็มความภาคภูมิ












 

Create Date : 26 มกราคม 2551    
Last Update : 26 มกราคม 2551 6:49:56 น.
Counter : 346 Pageviews.  


Valentine's Month


 
~เจ้าหญิงมักเกิ้ล~
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ก็แค่ ... ผู้หญิงธรรมดา O_o^

~~ที่ไม่มีเวทมนตร์~~

และไม่มีคน...สนจัย.......Y_Y

✿ ✿ ✿ ✿ ✿

WhEn U NeeD Me ""
"" I'Will bE HeAR fOr U

: Users Online
Friends' blogs
[Add ~เจ้าหญิงมักเกิ้ล~'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.