Each time history repeats itself, the price goes up. ~Author Unknown
Group Blog
 
All Blogs
 
สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯในสายตาของชาวต่างประเทศ

พิรัส จันทรเวคิน

บทความชุดนี้คัดลอกมาจากหนังสือ “เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” จัดพิมพ์โดยกรมแพทย์ทหารเรือ พ.ศ.2547 และนำมาเผยแพร่ทางสื่ออินเตอร์เนตเพื่อเป็นการเทิดพระเกรียรติของพระองค์ในฐานะบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการต่างประเทศและกิจการทหารเรือ


พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระทัยฝักไฝ่ในการศึกษาหาความรู้ และทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยในการพัฒนาบ้านเมืองให้ทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ ในส่วนของกิจการทหารเรือนั้น พระองค์ทรงส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาการต่อเรือ ณ.ประเทศอังกฤษ ดังปรากฏหลักฐานในหนังสือ “พระเจ้ากรุงสยาม” ว่า “เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๓ เสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆนั้น กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ได้ถวายชีวิตเข้าทำราชการกับพระเชษฐาอย่างเต็มพระปรีชาสามารถ งานที่ทรงได้รับมอบหมายให้ทำคือ กิจการเกี่ยวกับกองทัพเรือ ทรงวางแผนการสร้างเรือรบแบบทันสมัย ถึงกับส่งนักเรียนนายเรือไทยไปศึกษาวิชาการต่อเรือ ณ.ประเทศอังกฤษ”

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงใส่พระทัยในการศึกษาของบรรดาเหล่าข้าราชการในสังกัดของพระองค์ ทรงโปรดให้ข้าราชบริพารได้เล่าเรียนภาษาอังกฤษและศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีของพวกตะวันตก ดังปรากฏหลักฐานตามบันทึกของเซอร์จอห์น เบาวว์ริ่ง เมื่อครั้งเดินทางเข้ามาทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๓๙๘ เอาไว้ว่า “ในเรือลำที่สองนี้ได้มีคนไทยอย่างเฉียบแหลมมาด้วยคนหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า กัปตันดิ๊ก (ดิศ – ขุนปรีชาชาญสมุทร) และว่ามาแต่วังหน้าซึ่งเป็นกัปตันบังคับการเรือลำหนึ่งของวังหน้า กัปตันดิ๊กผู้นี้ชอบซักถามถึงเรื่องการประดาน้ำ พวกขุนนางได้มาพักอยู่บนเรือและแสดงกริยาเป็นผู้ดีเรียบร้อย กัปตันดิ๊กบอกว่าขุนนางพวกนั้นมีบรรดาศักดิ์ชั้นที่สาม มีภาชนะเครื่องใช้ที่ถือตามมาด้วย และได้บอกว่าวังหน้าได้ทรงสอนให้พูดภาษาอังกฤษ”

ชาวต่างประเทศที่ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ – ๔ ไม่ว่าจะเป็นพวกทูต มิชชันนารี พ่อค้า นักสำรวจ ครู หรือทหาร ต่างก็พากันชื่นชมในพระปรีชาสามารถและพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และเมื่อพวกเขาเหล่านั้นเดินทางกลับประเทศไปแล้ว ต่างก็ได้บันทึกเรื่องราวของพระองค์เอาไว้มากมาย ทำให้คนไทยรุ่นหลังได้ทราบพระราชประวัติของพระองค์จากบันทึกเหล่านั้น เพราะตามเอกสารทางประวัติศาสตร์ของไทยปรากฏเรื่องราวของพระองค์อยู่ไม่มากนัก บันทึกต่างๆเหล่านี้ได้สอดแทรกความรู้สึกความคิดเห็นที่ชาวต่างประเทศมีต่อพระองค์ ดังนี้

“พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว วังหน้าพระองค์ปัจจุบันทรงเป็นพระอนุชาที่ถูกต้องตามกฏหมายของพระเจ้าอยู่หัวองค์ที่ ๑ และทรงอยู่ในฐานะรัชทายาทของราชบัลลังก์ พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถเพียบพร้อมและทรงมีพระทัยไฝ่รู้ ทรงเขียนและตรัสภาษาอังกฤษได้ดี และเป็นผู้นำในการรับเอาวัฒนธรรมตามแบบของชาวยุโรปเข้ามาเผยแพร่ในพระราชวังของพระองค์ พระองค์ทรงรักการอ่านหนังสือและการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และทรงคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงตามอารยะธรรมสมัยใหม่ พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในการบริหารบ้านเมือง และทรงมีความเป็นผู้นำในด้านการปกครองมากกว่าพระเชษฐา และเป็นผู้ที่เสียดายความเสื่อมโทรมของประเทศยิ่งกว่าผู้ใดในราชอณาจักร”

จากบันทึกของ อเล็กซานเดอร์ อังรี มูโอต์ (Alexander Henri Mouhot ) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาในประเทศแถบอินโดจีนเมื่อปี พ.ศ.๒๔o๑ ในหนังสือเรื่อง Travels in the Central Parts of Indo China, Cambodia and Laos



“จากทุกเรื่องที่เราอ่านพบ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ มีบุคลิกลักษณะอันงดงามยิ่งนัก พระวรกายสง่าผ่าเผยผิดบุคคลธรรมดา การพูดคุยตลอดจนพระราชจริยาวัตรดูเหมือนกับชนชาติที่มีอารยธธรรมทั้งหลาย พระองค์มีนิสัยเมตตากรุณาและอ่อนโยนต่ออิสสตรี และไม่เคยที่จะทรงแสดงความดุร้ายให้เห็นเป็นที่ปรากฏ เจ้าฟ้าพระองค์นี้มีความคิดเห็นในการการบริหารบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ วีรบรุษในอุดมคติของพระองค์คือ ยอร์ช วอชิงตัน พระองค์มีพระทัยฝักไฝ่ในวีรบรุษผู้นี้อย่างแรงกล้า ถึงกับพระราชทานนามพระราชโอรสองค์ใหญ่ตามนามของ ยอร์ช วอชิงตัน”

จากบันทึกของ หมอสมิธ (Dr. Malcolm Smith) นายแพทย์ชาวอังกฤษ ในหนังสือเรื่อง A Physician at the Court of Siam

“พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งชาวยุโรปพากันยกย่องนับถือว่าเป็นบุคคลที่มีความเจริญ มีความรู้มากที่สุดในราชตระกูลมาเป็นเวลา ๓o ปีนั้น แท้จริงนั้นเป็นนักโทษการเมืองมาถึงสองรัชกาล ชาวยุโรปซึ่งได้พบพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พากันยกย่องในความมีน้ำพระทัยของพระองค์ และพระปรีชาสามารถที่ทรงเข้าพระทัยล่วงรู้ในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในโลก พระองค์เป็นผู้ที่รวมคุณสมบัติอันดีงาม ซึ่งจะนำไปสู่ความเจริญของประเทศชาติ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นรัฐบรุษที่มีความสามารถ ทำให้บรรดาทูตต่างประเทศที่เข้ามาทำสัญญากับไทยในสมัยรัชกาลที่ ๔ พากันยกย่องนับถือ ยอร์ช เบคอน ชาวอเมริกันคนหนึ่งที่เดินทางเข้ามาแก้ไขสนธิสัญญาระหว่างไทย-สหรัฐฯ เมื่อ พ.ศ.๒๔oo ได้บันทึกเอาไว้ว่า สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯเป็นบุคคลที่น่าสนใจที่สุดคนหนึ่งของโลก”

จากบันทึกของ แอนนา ลีโอโนเวนส์ (Anna Leonowens) ในหนังสือเรื่อง Anna and the King of Siam ของ มาการ์เรต แลนดอน (Margaret Landon)

“พระองค์มักจะทรงเข้ามาทำความรู้จักกับชาวยุโรปทุกคน ทรงสนทนาปราศัยด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดี และทรงมีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาหาความรู้ในวิทยาการแขนงต่างๆเท่าที่พระองค์สามารถจะกระทำได้”

จากบันทึกของ หมอกุตต์สเลฟ (C. Gutzlaff) ในหนังสือเรื่อง Journal of a Residence in Siam and a Voyage along the Coast of China to the Manchu Territory



“พระอนุชาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระทัยในกิจการทหาร การแพทย์แผนตะวันตก และวิทยาศาสตร์ด้านเครื่องยนต์กลไกต่างๆ พระองค์ทรงขวนขวายศึกษาจนมีความรู้ในเรื่องต่างๆเหล่านี้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังทรงใช้ภาษาอังกฤษได้ดี เรียกว่าอาจจะดีกว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเองด้วยซ้ำ”

จากบันทึกของ ด.ร.เอ.บี กริสโวลด์ (A.B. Griswold) ในหนังสือเรื่อง King Mongkut of Siam

“พระองค์ทรงมีความคิดที่เป็นเลิศและกว้างขวาง จากการที่ได้ติดต่อกับชาวต่างประเทศ นอกจากนี้ยังทรงสนพระทัยศึกษาด้านคณิตศาสตร์ตามหลักของยูคลิตและนิวตัน ทรงรู้จักใช้เครื่องวัดแดด เครื่องวัดมุมและเครื่องโครโนมิเตอร์ นอกจากนี้ยังทรงสนพระทัยในเรื่องของปฏิทินเดินเรือ (Nautical Almanac) ที่ข้าพเจ้าได้สัญญาว่าจะนำมาถวาย”

จากคำกล่าวของของ นายมัลคอมม์ มิชันนารีอเมริกัน ในหนังสือเรื่อง The Kingdom and People of Siam ที่เขียนโดยเซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง

“ด้วยความที่ทรงไฝ่พระทัยในการเรียนรู้ จึงทำให้ทรงศึกษาเรื่องราวในหนังสือภาษาอังกฤษเหล่านั้นด้วยความขะมักเขม้นอย่างที่สุด และไม่ทรงหยุดอยู่ที่ความรู้ในเบื้องต้นเพียงแค่นั้น ต่อมาได้ทรงซื้อหนังสือเกี่ยวกับการคำนวณและการก่อสร้าง ทรงฝึกฝนสมองของพระองค์ด้วยเรื่องของวิธีการหล่อปืนใหญ่ ด้วยทรงอยากที่จะได้นายเรือที่มีความสามารถมาไว้สักคนหนึ่ง แต่ก็ช่างหายากเหลือประมาณ เพราะไม่มีใครที่จะยอมออกมาจากเปลือก ยอมมาให้ขัดเกลาเหมือนเช่นพระองค์ที่ในขณะนี้ได้กลายเป็นผู้คงแก่เรียน และมีความเป็นสุภาพบรุษเต็มตัว”

จากบันทึกของ นายเฟรดเดอริก อาเธอร์ นีล (Frederick Arthur Neale) ชาวอังกฤษที่เดินทางเข้ามาในปี พ.ศ.๒๓๘๓ ในหนังสือเรื่อง Narrative of a Residence in Siam

<ยังมีต่อ>




Create Date : 05 กรกฎาคม 2553
Last Update : 5 กรกฎาคม 2553 11:49:14 น. 0 comments
Counter : 449 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

piras
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีความสวยงาม ไม่แพ้ภาษาของชนชาติใดในโลก

free counters
Friends' blogs
[Add piras's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.