Each time history repeats itself, the price goes up. ~Author Unknown
Group Blog
 
All Blogs
 
สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯกับงานด้านการต่างประเทศ

พิรัส จันทรเวคิน

บทความชุดนี้คัดลอกมาจากหนังสือ “เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” จัดพิมพ์โดยกรมแพทย์ทหารเรือ พ.ศ.2547 และนำมาเผยแพร่ทางสื่ออินเตอร์เนตเพื่อเป็นการเทิดพระเกรียรติของพระองค์ในฐานะบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการต่างประเทศและกิจการทหารเรือ


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องยอมเปิดสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศตะวันตก เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากความผันแปรทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ได้สร้างความหวาดวิตกให้กับราชสำนักสยาม ขณะนั้นอังกฤษและฝรั่งเศสต่างพยายามแสวงหาที่มั่นของตนในพม่าและอินโดจีน เพื่อเป็นบันไดมุ่งไปสู่ทิเบต อังกฤษสามารถยึดพม่าตอนใต้ไว้เป็นที่มั่น ในขณะที่จีนก็ต้องยอมจำนนต่ออังกฤษในสงครามฝิ่น เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ทำให้พระองค์ทรงตระหนักถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ และทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการต่างประเทศของไทย จากที่เคยติดต่อกับต่างประเทศอย่างระแวดระวัง มาเป็นการยอมทำสนธิสัญญาตามเงื่อนไขของประเทศตะวันตก และพยายามรักษาไมตรีนั้นไว้ให้ดีเพื่อความอยู่รอดของประเทศ

ดังนั้นเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งอังกฤษทรงแต่งตั้งให้ เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง เป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็ม อัญเชิญพระราชสาสน์มาเจรจาทำสนธิสัญญาพันธไมตรีกับไทยในปี พ.ศ.๒๓๙๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจึงทรงต้อนรับคณะราชทูตอย่างสมเกียรติ คณะราชทูตชุดนี้ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๘ ซึ่งพระองค์ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ต้อนรับเลี้ยงดูราชทูตและคณะด้วยพระราชอัชฌาสัยเป็นที่ซาบซึ้งใจ และหลังจากที่ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาแล้ว คณะราชทูตก็ได้เข้าเฝ้าพระองค์อีกครั้งหนึ่งเป็นการภายใน ซึ่งเซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ได้บรรยายถึงการจัดเลี้ยงต้อนรับเอาไว้ว่า “ได้รับการต้อนรับที่ห้องโถงใหญ่ที่ทรงโปรดให้ใช้เป็นประจำ และได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันซึ่งได้จัดตามแบบรสนิยมของชาวยุโรปทุกประการ บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยผลไม้ทางเอเชีย ผู้ปรุงอาหารถ้าไม่ใช่ชาวยุโรป ก็ต้องได้รับความรู้เรื่องอาหารแบบยุโรปเป็นอย่างดี”



ในการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งกับอังกฤษครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีบทบาทที่สำคัญยิ่ง โดยพระองค์ได้ทรงเข้าร่วมในการเจรจากับเซอร์จอห์นฯ และทรงมีพระนามปรากฏอยู่ในประกาศอารัมบทให้ดำเนินการเจรจาทำสนธิสัญญาฉบับนี้ ในฐานะของพระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองควบคู่ไปกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ การทำสนธิสัญญาการค้ากับอังกฤษฉบับนี้ นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านการต่างประเทศของไทย จากการดำเนินนโยบายอย่างระแวดระวังในการติดต่อกับประเทศตะวันตก มาเป็นการให้ความร่วมมือกับประเทศเหล่านั้นมากยิ่งขึ้น โดยที่ไทยยอมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบบ้าง ก็ยังดีกว่าที่จะเปิดโอกาสให้อังกฤษใช้กำลังเข้ามาบีบบังคับ ซึ่งอังกฤษในช่วงเวลานั้นสามารถทำได้ไม่ยาก

ในปี พ.ศ.๒๔oo พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เป็นราชทูตไปเฝ้าสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย ที่กรุงลอนดอน เพื่อเป็นการตอบแทนที่สมเด็จพระราชินีอังกฤษ ส่งเซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง เป็นอัครราชทูตที่มาจากราชสำนักอังกฤษโดยตรง มิใช่มาในฐานะของผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำอินเดีย หรือเป็นทูตที่ทางรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษส่งมา ดั่งเช่นราชทูตคนก่อนๆ และในการส่งราชทูตไปเจริญพระราชไมตรีกับอังกฤษครั้งนี้ กล่าวกันว่าพระราชสาสน์ตราตั้งทูตที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษนั้น เป็นผลงานของสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯอยู่ส่วนหนึ่ง พระองค์ทรงใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นเลิศ และทรงให้ความสำคัญกับงานเขียนของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง และเพื่อให้งานออกมาสมบรูณ์ไร้ที่ติ พระองค์จึงทรงขอความช่วยเหลือจากชาวยุโรปในการตรวจแก้ไขบ้างเป็นครั้งคราว

นอกจากการทำสนธิสัญญากับอังกฤษแล้ว ประเทศไทยยังได้ทำสนธิสัญญากับประเทศอื่นๆอีก ดั่งเช่นในปี พ.ศ.๒๓๙๙ ประธานาธิบดีแฟลงคลิน เพียซ แห่งสหรัฐอเมริกา มอบหมายให้นาย เทาเซนต์ แฮริส เป็นผู้แทนรัฐบาลอเมริกันเข้ามาติดต่อทำสัญญาการค้ากับไทย นายแฮรริส เดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ.๒๓๙๙ และในโอกาสนี้นายแฮริสก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม และได้บันทึกความรู้สึกประทับใจในการต้อนรับขับสู้ของพระองค์เอาไว้ว่า “พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สองได้ทรงต้อนรับข้าพเจ้าอย่างมีพระเมตตาเป็นที่สุด” นายแฮริสได้ลงนามในสนธิสัญญาการค้ากับฝ่ายไทยในวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๙๙ มีสาระสำคัญเช่นเดียวกับสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง โดยที่ไทยยอมยกเลิกการผูกขาดทางการค้าและยินยอมเปิดให้มีการค้าเสรี



นอกจากคณะทูตจากประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังมีคณะทูตจากประเทศต่างๆเดินทางเข้ามาทำสนธิสัญญาทางการค้าและพันธไมตรีกับไทย เช่นคณะทูตจากประเทศฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส เบลเยี่ยม และเดนมาร์ก เป็นต้น ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจกับทางวังหลวงแล้ว คณะทูตส่วนใหญ่ก็จะมาเข้าเฝ้าเพื่อนำพระราชสาสน์และเครื่องบรรณาการมาถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ พระองค์ทรงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองในบรรยากาศแบบตะวันตก ทำให้คณะทูตเหล่านั้นพึงพอใจและประทับใจในพระราชอัธยาศัยและวิธีการต้อนรับในแบบดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง

พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศที่สำคัญอีกประการหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่ การร่วมแต่งตั้งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ดังปรากฏหลักฐานในการแต่งตั้งคณะทูตไปลอนดอนเมื่อ พ.ศ.๒๔oo มีจมื่นมนเฑียรพิทกษ์ ปลัดกรมพระตำรวจสนมซ้ายในพระบวรราชวัง เป็นตรีทูต ส่วนการแต่งตั้งราชทูตและอุปทูตเป็นหน้าที่ของฝ่ายวังหลวง อย่างไรก็ตามในการออกประกาศแต่งตั้งนั้น ก็ได้มีการระบุพระนามของพระองค์ร่วมกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเอาไว้ด้วย นอกจากนั้นในข้อความอันเป็นถ้อยคำที่คณะทูตกล่าวในการถวายพระราชสาสน์ต่อประมุขต่างประเทศก็ได้ระบุพระนามความเห็นชอบของพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์



พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการเจรจาติดต่อกับประมุขของต่างประเทศ โดยที่พระองค์ทรงมีพระราชสาสน์และจัดเครื่องราชบรรณาการไปถวายประมุขต่างประเทศควบคู่กับฝ่ายวังหลวง ส่วนประมุขต่างประเทศก็ได้ถวายพระราชสาสน์และเครื่องบรรณาการแด่พระองค์เช่นกัน ดังเช่นเมื่อครั้งที่พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ทรงโปรดให้ มองซิเออร์ โอบาเรต์ กงศุลฝรั่งเศสประจำบางกอก นำพระราชสาสน์มาถวายสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯในปี พ.ศ.๒๔o๗ โดยที่ก่อนหน้านั้นก็ได้ถวายพระเกียรติยศแด่พระองค์เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น แกรนด์ ออฟฟิเซอร์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔o๖ นอกจากนี้ยังได้ถวายหนังสือสำคัญ สัญญาบัตรดิโพลมา มีพระราชลัญจกรประทับตราแผ่นดินฝรั่งเศสแด่พระองค์อีกเมื่อปี พ.ศ.๒๔o๘ และในบางครั้งทางรัฐบาลฝรั่งเศสได้ให้ความสำคัญต่อพระองค์ในการขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ดังเช่นในกรณีที่ มองซิเออร์ มองตินยี ราชทูตฝรั่งเศสได้ส่งสาสน์ถวายสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯเมื่อปี พ.ศ.๒๔o๔ เพื่อขอรับพระราชทานความเห็นในการแต่งตั้งกงศุลไทยประจำกรุงปารีส

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีส่วนร่วมและทรงเกี่ยวข้องในด้านการเมืองระหว่างประเทศมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ พระองค์ทรงมีความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวต่างประเทศ ไม่ว่าชาวต่างประเทศคนใดเมื่อได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระองค์แล้ว ก็จะบันทึกเรื่องราวของพระองค์ด้วยความประทับใจและชื่นชมในพระปรีชาสามารถ ทั้งทางด้านวิชาการและขนบธรรมเนียมประเพณีแบบตะวันตกที่ทรงมีความรอบรู้เป็นอย่างดี ซึ่งแม้แต่ประมุขต่างประเทศก็ยังได้ให้ความสำคัญต่อพระองค์ ถึงแม้ว่าพระองค์จะไม่ทรงมีพระราชอำนาจในการบริหารบ้านเมืองเหมือนสมเด็จพระเชษฐาฯ แต่ก็กล่าวได้ว่าพระองค์ทรงประสบผลสำเร็จในการประกอบพระราชกรณียกิจทางด้านนี้เป็นอย่างยิ่ง ทำให้การเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี



<ยังมีต่อ>


Create Date : 01 กรกฎาคม 2553
Last Update : 1 กรกฎาคม 2553 19:33:32 น. 0 comments
Counter : 2848 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

piras
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีความสวยงาม ไม่แพ้ภาษาของชนชาติใดในโลก

free counters
Friends' blogs
[Add piras's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.