Group Blog
 
All Blogs
 

เส้นใยนำแสง (Fiber Optic)

ส้นใยนำแสง (Fiber Optic)

โปรโมชั่นกล้องวงจรปิด

สาระสำคัญ
จากการเจริญเติบโตของสังคมมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยีทำให้มีการแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารกันมากขึ้นเป็นผลทำให้ปริมาณการส่งข้อมูลมีอย่างมหาศาล ดังนั้นระบบโทรคมนาคม ที่ใช้จะต้องมีความสามารถรองรับและตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อรองรับอัตราเร็วของการส่งข้อมูลสูงรวมทั้งมีความถูกต้องแม่นยำ และความปลอดภัยของข้อมูลที่ดี ระบบดังกล่าว คือ การสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสงเทคโนโลยีของระบบสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสงนี้ได้ถูก พัฒนามากขึ้นมาตามลำดับและมีการใช้งานแพร่หลาย   ได้แก่  โครงข่ายการส่งข้อมูลความเร็วสูง
ระบบเอสดีเอช (SDH) หรือระบบโซเน็ท (SONET) หรือระบบเส้นใยนำแสงสู่บ้าน  (Fiber To The Home: FTTH) เป็นต้น
การสื่อสารผ่านใยแก้วนำแสงเป็นระบบการสื่อสารที่ใช้แสงผสมกับข้อมูลที่ต้องการ ส่งในรูปแอนาลอกหรือแบบดิจิตอลแล้วจึงส่งผ่านตัวกลางคือใยแก้ว เส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กมากมีเส้นผ่าศูนย์กลางเป็นไมครอนซึ่งมีขนาดเล็กมากทำให้สายเคเบิล 1 เส้น สามารถรวมเอาสายสัญญาณ หลายเส้นเข้าด้วยกันแสงจะถูกส่งผ่านไปยังตัวรับคือโฟโตดีเทคเตอร์เพื่อแปรผลค่าสัญญาณ
จากแสงเป็น สัญญาณไฟฟ้า แล้วใช้ ระบบอิเล็กทรอนิกส์แปรผลเป็นข้อมูลอีกครั้งหนึ่ง
การสื่อสารผ่านเส้นใยนำแสงมีจุดเด่นคือสามารถส่งสัญญาณหลายๆ ช่องไปได้ พร้อมๆ กัน โดยใช้เทคนิคการผสมสัญญาณ ( Multiplexing ) ที่นิยมใช้คือการทำ WDM ( Wavelength Divison Multiplexing) เป็นการส่งสัญญาณแต่ละช่องด้วยแสงที่มีความยาวคลื่นต่างกันทำให้สามารถ ส่งข้อมูลได้มากมหาศาลเมื่อเทียบกับการสื่อสารผ่านสายทองแดงแบบเดิมให้พิจารณาเป็น
เบื้องต้นดังนี้
   1. ใช้ส่งข้อมูลข้ามทวีปผ่านเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ เนื่องจากมีการสูญเสียสัญญาณต่ำกว่า สัญญาณไฟฟ้าทำให้ใช้ตัวทวนสัญญาณน้อย ส่งสัญญาณได้ระยะทางไกล ความคุ้มค่าสูง
   2. ส่งข้อมูลได้มหาศาลในเวลาเดียวกันเมื่อเทียบกับการสื่อสารผ่านสายทองแดง เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารแสงมีความผิดเพี้ยนของสัญญาณต่ำเมื่อทำการรวมกันของ
ข้อมูลหลายๆ   ช่องสัญญาณ
   3. ไม่มีผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถติดตั้งได้ในบริเวณที่มีไฟฟ้าแรงสูง หรือฟ้าผ่าเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
   4. ข้อมูลรั่วไหลได้ยากการลักลอบขโมยสัญญาณจากระบบใยนำแสงทำได้ยาก
การสื่อสารผ่านใยแก้วนาแสงของประเทศไทยในปัจจุบันประเทศไทยมีบริษัทเอกชนที่ รับผลิตอุปกรณ์สื่อสารใยแก้วนำแสงเพื่อการส่งออกไปยังส่วนต่างๆของโลกโดยเฉพาะ
เป็นผู้ผลิตราย ใหญ่ที่ส่งอุปกรณ์เข้าสู่ประเทศจีนในช่วงปีพ.ศ. 2549- พ.ศ.2250  เพื่อใช้ในในงานกีฬาโอลิมปิกที่ปักกิ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2551      นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานีเชื่อมต่อเครือข่ายเส้นใยนำแสงใต้น้ำเพื่อเชื่อมต่อ ข้อมูลระหว่างทวีปเข้าสู่เครือข่ายภายในประเทศ โดยมีสถานีดูแลเคเบิลใต้น้ำเส้นใย
นำแสง 4 สถานี เป็นผู้ดูแลคือ ชลี 1- เพชรบุรี ชลี 2-สงขลา ชลี 3-ศรีราชา และชลี 4-ปากบารา
สตูล
สำหรับการใช้งาน การสื่อสารภายในประเทศก็ เริ่มปรับเปลี่ยนจุดเชื่อมต่อเป็นระบบเส้นใยนำแสงทั้งหมดแล้วเช่นกัน

2.1 โครงสร้างของเส้นใยนำแสง (Fiber Optic construction)
เส้นใยนำแสง (Fiber Optic) หมายถึง สายนำสัญญาณที่มีโครงสร้างเป็นทรงกระบอกกลม  ลักษณะโปร่งแสงผลิตมาจากสารประกอบซิลิกอนไดออกไซด์ (SiO2) หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณ 125ไมโครเมตร (1 ไมโครเมตรมีค่าเท่ากับ 0.0000001 เมตร) โดยมีส่วนประกอบสาคัญสองส่วน คือ ส่วนของคอร์(core) และส่วนของแคลดดิ้ง (cladding) โดยส่วน ของคอร์และส่วนของแคลดดิ้งจะเป็นเนื้อใสที่มีลักษณะซ้อนกันอยู่ส่วนของคอร์จะมีค่า
ดรรชนีหักเห เท่ากับ n1 และส่วนของแคลดดิ้งจะมีค่าดรรชนีหักเหเท่ากับ n2 ดังนั้นโครงสร้างของเส้นใยนำแสง ประกอบด้วยส่วนสำคัญหลัก 3 ส่วน

ก. ส่วนประกอบหลักของเส้นใยนาแสง  
ข. โครงสร้างหลักของเส้นใยนาแสง
รูปที่ 1.
กล้องวงจรปิด นครปฐม ฉลองเปิดสาขาใหม่ โปรโมชั่นราคาพิเศษ 0841188766
กล้องวงจรปิด นครปฐม ฉลองเปิดสาขาใหม่ โปรโมชั่นราคาพิเศษ 0841188766

แสดงส่วนประกอบหลักและโครงสร้างหลักของเส้นใยนำแสง

1. แกน (Core) เป็นส่วนตรงกลางของ Fiber Optic และเป็นส่วนที่ใช้นาแสงอีกด้วย โดยมีค่า ดัชนีของการหักเหของแสงส่วนนี้จะต้องมากกว่าส่วนของส่วน
ห่อหุม (Cladding) แล้วลำแสงที่ผ่านไป ในแกนจะถูกขังหรือเคลื่อนที่ไปตาม Fiber  Opticด้วยขบวนการสะท้อนกลับหมดภายใน
2. ส่วนห่อหุ้ม (Cladding) ทำหน้าที่เป็นตัวหักเหของแสงจากแกนออกไปที่ภายนอกและป้อง กันแสงจากภายนอกรบกวนมีค่าดัชนีหักเหเป็น 1.46 และ 1.52 ตามลำดับถ้าแกนกลางมีดัชนี
หักเหเป็น 1.48 ส่วนที่เป็นแกนอยู่ตรงกลางหรือชั้นใน แล้วหุ้มด้วยส่วนที่เรียกว่า Cladding จากนั้นก็จะถูกหุ้ม ด้วยส่วนที่ป้องกัน (Coating)โดยที่แต่ละส่วนนั้นทำด้วยวัสดุที่มีค่าดัชนีหักเหของแสงที่มีค่าแตกต่างกัน
3.ส่วนที่ป้องกัน (Coating) ทำหน้าที่ป้องกันส่วนที่เป็นแกน และส่วนห่อหุ้มโดยจะทำจากวัสดุ แตกต่างกันแล้วแต่วัตถุประสงค์ของการนาไปใช้งาน เช่นการนำไปใช้ในอาคาร
(Indoor fiber cable) นำไปใช้นอกอาคาร (Outdoor fiber cable) หรือนำไปใช้ใต้ท้องทะเล (Submarine fiber cable) ต้องใช้ส่วนป้องกันที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป
เส้นใยนำแสงใช้งานปัจจุบันเป็นตัวกลางของสัญญาณแสงที่ทำมาจากแก้วหรือพลาสติก ซึ่งมี ความบริสุทธิ์สูงมาก เส้นใยนำแสงมีลักษณะเป็นเส้นยาวขนาดเล็ก มีขนาดประมาณเส้นผม
ของมนุษย์ เส้นใยนำแสงที่ดีต้อง
สามารถนำสัญญาณแสงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้โดยมีการสูญเสียของ
สัญญาณแสงน้อยมาก

รูปที่ 2

กล้องวงจรปิด นครปฐม ฉลองเปิดสาขาใหม่ โปรโมชั่นราคาพิเศษ 0841188766
แสดงส่วนประกอบหลักและโครงสร้างของเส้นใยนำแสงใช้งาน
ปัจจุบัน

ส้นใยนำแสงนำสัญญาณข้อมูลที่ใช้หลักการทางแสง กล่าวคือใช้กับสัญญาณข้อมูลที่อยู่ในรูป ของคลื่นแสงเท่านั้นโดยสัญญาณข้อมูลจะถูกเปลี่ยนเป็นคลื่นแสงแล้วส่งให้เดินทาง
สะท้อนภายในสาย ไปจนถึงผู้รับที่ปลายทางเส้นใยนำแสงมีคุณสมบัติที่ดีกว่าสายนำสัญญาณทั่วไปหลายประการ
เช่นมี ขนาดเล็กส่งผ่านข้อมูลได้ครั้งละมากๆ สัญญาณข้อมูลมีโอกาสถูกลดทอนน้อย
มากทำให้การ
สื่อสารมี ประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงมาก ข้อจำกัดคือเมื่อสายใยแก้วขาดหักงอหรือแตกหักต้องอาศัย อุปกรณ์พิเศษในการซ่อมแซมซึ่งยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก


                            ขอขอบคุณบทความจากเวป CCTVBANGKOK




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2555 11:21:54 น.
Counter : 2268 Pageviews.  

คำศัพท์ที่สำคัญและน่าเรียนรู้ สำหรับมือใหม่เรื่องเครื่องเสียงครับ



คำศัพท์ที่สำคัญและน่าเรียนรู้ สำหรับมือใหม่เรื่องเครื่องเสียงครับ

AUDIOPHILE
คำนี้น่าจะนำมาจากคุณภาพการบันทึกแผ่นซีดีครับ เนื่องจากไม่ได้มีบทบรรญัติไว้ชัดเจนในพจนานุกรม แผ่นซีดีที่มีการบันทึกโดยเน้นคุณภาพเป็นพิเศษ โดยเริ่มตั้งแต่การบันทึกในห้องอัด การบันทึกลงแผ่น ใช้อุปกรณ์คุณภาพดี รวมไปถึงพิถีพิถันทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้มาซึ่งแผ่นที่ให้คุณภาพเสียงได้ใกล้เคียงกันต้นกำเนิด เหมือนผู้ฟังได้ไปนั่งฟังบทเพลงนั้นๆตอนบันทึกเลยทีเดียว คำว่า AUDIOPHILE จึงหมายถึงการเล่นเครื่องเสียงเพื่อให้ได้คุณภาพสูงสุด ในสภาวะแวดล้อมและอุปกรณ์ในชุดเครื่องเสียงจะอำนวย
ประการสำคัญที่เป็นแก่นแท้ของการเล่นแบบนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาของตัวเครื่องนะครับ นักเล่นมักให้ความสนใจไปกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง พิถีพิถันสูงสุด เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกอุปกรณ์มาร่วมชุดใช้งาน ย้ำอีกครั้งว่าไม่ต้องราคาแพงสูงสุด แต่มักเลือกคุณภาพที่ดี ดีด้วยวัสดุการผลิต ดีด้วยคุณภาพของวงจร นักเล่นบางท่านถึงกับกำหนดชิ้นส่วนอุปกรณ์แม้เพียงขนาดเล็กภายในวงจรเลยทีเดียว เมื่อได้อุปกรณ์เข้าชุดพอใจทั้งระบบ ก็ต้องให้ความใส่ใจกับอุปกรณ์เสริม ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นของแพง แต่เลือกใช้วัสดุคุณภาพดีสามารถเสริมข้อดี ช่วยกลบข้อด้อยของชุดเครื่องเสียงได้ 
เมื่ออุปกรณ์ครบหมดแล้ว ก็มาถึงการติดตั้ง นักเล่นบางท่านถึงกับติดตั้งเองหรือบางท่านก็ไปคอยควบคุมทุกขั้นตอนการติดตั้ง เรียกได้ว่าสนิทชิดเชื้อกับช่างเลยทีเดียว ใส่ใจแม้กระทั้งมุมติดตั้ง ทิศทางสาย ตำแหน่งวางเพาเวอร์แอมป์ และอื่นๆอีกมากมาย ใส่ใจพิถีพิถันครบทุกจุด เพื่อรีดคุณภาพเสียงจากชุดที่เลือกไว้ออกมาให้ได้คุณภาพสูงสุด เพื่อที่จะให้มีคุณภาพดีกว่าชุดราคาแพงที่ติดตั้งได้ไม่ดีนัก
จากนั้นก็มาถึงขั้นตอนการจูนเสียง นักเล่นแนวทางนี้จะไม่ใช้อุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ประเภทการปรับแต่งเสียงช่วยแต่อย่างใด เน้นอุปกรณ์เพียงน้อยชิ้น เพื่อให้สัญญาณผ่านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด นอกจากบางท่านจะจูนเสียงด้วยตนเองแล้ว บางท่านถึงกับจูนเสียงเป็นวันๆเป็นคืนๆ เคยมีคำกล่าวติดตลกด้วยว่า จูนเสียงเพื่อเอาคุณภาพสูงสุดต้องไปจูนเสียงที่เงียบสงัดเช่น ป่าช้าเลยก็มี 
ข้อสำคัญคือ นักเล่นกลุ่มนี้มักจะไม่จ่ายค่าอุปกรณ์แพงระดับสูงสุด แต่ก็ไม่ได้เลือกจ่ายในราคาต่ำสุดเช่นกัน ใช้วิธีเลือกคุณภาพตามความเหมาะสมและความเข้ากันได้ทางบุคลิกเสียงที่สามารถเติมเต็มความไพเราะซึ่งกันและกัน อะไรขาดเสียงไหนก็หาอุปกรณ์ที่เหลือมาเติมแต่งให้เต็ม เพื่อให้ได้เสียงคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
ผู้ที่เริ่มเล่นเครื่องเสียง ควรศึกษาหาข้อมูลและได้ลองฟัง อย่าลืมว่าเครื่องเสียงราคาแพงระดับสูงก็มักจะให้คุณภาพเสียงที่ดี และถ้าประกอบเข้ากับการเล่นแบบพิถีพิถันใส่ใจทุกขั้นตอน ก็จะยิ่งเพิ่มคุณค่าและคุณภาพของเสียงขึ้นไปอีก แล้วนักเล่นมือใหม่จะเล่นเครื่องเสียงแบบไหนอย่างไร
แนะนำว่า ให้ไปลองฟังเสียงดนตรีจริงๆ ที่ไม่ผ่านการขยายเสียง สักครั้ง ประเภทการแสดงสด หรือเหมาะที่สุดก็เป็นเพลงคลาสสิคจากวงออเครสต้า เมื่อนั้นท่านจะทราบความต้องการของตนเองว่า จะเล่นเครื่องเสียงแบบใดครับ

Auxilliary Audio Input (AUX)
เป็นจุดรับสัญญาณเข้าทางแผงหน้าปัดหรือด้านหลังตัวเครื่องวิทยุซีดี ที่ยอมให้ผู้ใช้เชื่อมต่อกับเครื่องรับสัญญาณจากดาวเทียมหรือเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาอื่นๆได้ (อาทิ MP3, CD, MD)

Active Crossover 
สำหรับแอคทีฟครอสโอเวอร์นั้น ในบางที่ก็อาจเรียกว่า อีเล็คโทรนิค ครอสโอเวอร์(electronic crossover) ด้วยความที่เป็นอุปกรณ์ซึ่งต้องการกำลังไฟและกราวน์ในการทำงาน ถูกติดตั้งเอาไว้ระหว่างวิทยุซีดีหรืออีควอไลเซอร์กับเพาเวอร์แอมป์ เป็นตัวกรองและแบ่งความถี่ในย่านที่เหมาะสมสำหรับสัญญาณระดับต่ำ ก่อนจะป้อนเข้าเพาเวอร์แอมป์ เพื่อช่วยให้เพาเวอร์แอมป์ทำงานเฉพาะส่วนของความถี่ ส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบเสียงสูงขึ้นถึงระดับไฮเอ็นด์
   แอคทีฟครอสโอเวอร์โดยทั่วไป จะต้องสามารถปรับตั้งความถี่ได้อย่างอิสระ มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งส่วนของเสียงตามความต้องการของระบบในรถแต่ละคัน อาจจำเป็นต้องมีปุ่มช่วยปรับเพิ่มเสียงเบส และปุ่มปรับระดับเสียงขาออกของส่วนเสียงแต่ละส่วน

Ampere 
เป็นหน่วยวัดกระแสหรือไฟฟ้าที่ไหลผ่านวงจร โดยอาจเรียกสั้นๆว่า “แอมป์”(amp) และไม่ควรนำไปใช้สับสนกับคำว่า “แอมปลิไฟล์เออร์”(amplifier) ที่มักเรียกสั้นๆว่า “แอมป์”(amp) เหมือนกัน

Band Pass Filter 
การกรองเสียงผ่านเฉพาะย่านความถี่ จะประกอบด้วยส่วนของการกรองเสียงผ่านเฉพาะเสียงย่านที่สูงกว่าและส่วนของการกรองเสียงผ่านเฉพาะเสียงย่านที่ต่ำกว่า เพื่อยอมให้มีเฉพาะส่วนของเสียงในระหว่างนั้นผ่านออกไปยังปลายทาง การกรองเสียงผ่านเฉพาะย่านความถี่อาจเป็นแบบกำหนดความถี่ตายตัว หรือแบบปรับเลือกอิสระ

Bridged Power 
เมื่อคุณบริดจ์กำลังที่เพาเวอร์แอมป์ นั่นหมายถึงการรวมกำลังขับของทั้งสองแชนแนลให้กลายเป็นหนึ่งแชนแนล การบริดจ์กำลังจะสามารถขับดันลำโพงได้ในกำลังวัตต์ที่มากกว่ากำลังวัตต์ปกติของสองแชนแนลรวมกัน

Box volume 
เป็นมาตรวัด ที่ใช้บอกถึงองค์ประกอบของซับวูฟเฟอร์ โดยการแนะนำปริมาตรภายในของตู้ที่เหมาะสมสำหรับนำไปใช้เพื่อให้ซับวูฟเฟอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด และยอมให้มีความคลาดเคลื่อนได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์

Basket 
เป็นโครงโลหะที่ใช้ยึดส่วนประกอบของซับวูฟเฟอร์ทั้งหมดไว้ด้วยกัน โครงลำโพงจะต้องแข็งแกร่งและต้านทานต่อการสั่นสะท้านได้ดี เพื่อให้ได้เสียงซับวูฟเฟอร์ที่มีคุณภาพ

Butterworth Filters 
การกรองเสียงในแบบบัตเตอร์เวิร์ธจัดว่าเป็นแบบที่มีคุณภาพสูง ให้ความราบรื่นของเนื้อเสียงสมบูรณ์สุด โดยมีผลกระทบทางด้านเฟสเสียงน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับการกรองเสียงในแบบอื่นๆ

Crossover (High-Pass Filter) 
เป็นระบบกรองผ่านเสียงที่สูงกว่าที่บรรจุอยู่ในเครื่อง ที่จะยอมให้ความถี่เสียงที่อยู่สูงกว่าจุดตัดความถี่ผ่านออกไป ระบบกรองผ่านเสียงนี้ทำงานได้ทั้งกับจุดต่อสายลำโพง, จุดต่อสายปรีเอาท์ หรือทั้งสองจุด

Crossover (Low-Pass Filter) 
เป็นระบบกรองผ่านเสียงที่ต่ำกว่าที่บรรจุอยู่ในเครื่อง ที่จะยอมให้ความถี่เสียงที่อยู่ต่ำกว่าจุดตัดความถี่ผ่านออกไป ระบบกรองผ่านเสียงนี่ทำงานได้ทั้งกับจุดต่อสายลำโพง, จุดต่อสายปรีเอาท์ หรือทั้งสองจุด

Capacitor 
หมายถึงคาปาซิเตอร์แบบใช้งานกำลังสูงๆ ที่มักต่ออยู่ใกล้ๆกับบริเวณที่ติดตั้งเพาเวอร์แอมป์ โดยต่อไว้ในระหว่างสายไฟจากเพาเวอร์แอมป์ที่จะวิ่งไปยังแบตเตอรี่ เพื่อการเก็บสำรองกำลังไฟและจ่ายให้เพาเวอร์แอมป์ได้โดยตรงเมื่อมีการกระชากไฟอย่างรุนแรง (เช่นในขณะที่มีการกระทืบกระเดื่องกลองอย่างรุนแรง) โดยไม่จำเป็นต้องไปกระชากไฟที่แบตเตอรี่

Classes of Amplifiers 
คนทั่วไปมักคิดว่าเพาเวอร์แอมป์จะให้การทำงานเต็ม 100% เมื่อป้อนสัญญาณเข้าไป แต่ในความจริงเพาเวอร์แอมป์มีการสลายกำลัง(ในรูปแบบของความร้อน) และมีความผิดเพี้ยนในระดับสัญญาณเสียง เป็นปัจจัยหลักสองปัจจัยที่มีผลกับประสิทธิภาพทำงานของเพาเวอร์แอมป์ การออกแบบวงจรเพาเวอร์แอมป์จึงต้องเลือกระดับชั้นในการทำงานของเพาเวอร์แอมป์ และแต่ละระดับชั้นนั้นก็มีคุณสมบัติที่เป็นประสิทธิภาพเฉพาะตัว
   Class A amplifiers ถูกกำหนดไว้เพื่อคุณภาพของเสียงที่สูงสุด แต่ด้วยเหตุที่มันมีโครงสร้างพื้นฐานเป็นทรานซิสเตอร์ทั้งหมด เพาเวอร์แอมป์คลาส-เอจึงไร้ประสิทธิผลและร้อนในขณะทำงาน เพราะว่าแม้ในขณะที่ไม่มีสัญญาณเสียงป้อนเข้ามา ทรานซิสเตอร์เอาท์พุทก็ยังคงมีกระแสไหลผ่านตัวมันตลอด กระแสที่ไหลผ่านตลอดเวลานี้เองที่ทำให้เกิดความร้อนโดยไม่จำเป็น และ “สูญเสีย” พลังงานไปอย่างมาก เพาเวอร์แอมป์ในยุคหลังๆจึงมักใช้วงจรคลาส-เอที่เป็นวงจรผสมของ Class A/Class AB เพื่อลดปัญหาความร้อน
   Class AB amplifiers เป็นการออกแบบ ที่ยอมให้เอาท์พุททรานซิสเตอร์มีกระแสไหลผ่าน ขณะที่ไม่มีสัญญาณเสียงป้อนเข้ามา ในระดับต่ำมากๆ จึงให้ประสิทธิผลที่มากกว่าคลาส-เอ โดยที่มีความผิดเพี้ยนต่ำและมีความน่าเชื่อถือสูง
   Class D amplifiers เป็นการใช้เอาท์พุทรานซิสเตอร์ทำงานแทนสวิทช์ เพื่อควบคุมการป้อนจ่ายกำลัง โดยทรานซิสเตอร์จะหยุดทำงานเมื่อมีแรงดันไฟปริมาณมากๆตกคร่อมอยู่ที่ตัวมัน วงจรครลาส-ดีจึงให้ประสิทธิผลสูงสุด การทำงานมีความร้อนต่ำสุด และให้การไหลของกระแสได้มากกว่าวงจรคลาส-เอบี เพาเวอร์แอมป์คลาส-ดีจะมีความผิดเพี้ยนสูงกว่าคลาส-เอบี เนื่องจากการปิด/เปิดอย่างรวดเร็วของทรานซิสเตอร์ แต่ก็มักเกิดขึ้นที่ย่านความถี่สูง ดังนั้นโดยปกติมักจะใช้การกรองความถี่ให้ผ่านเฉพาะย่านความถี่ต่ำมาใช้งาน
   Class T amplifiers เป็นการใช้การจัดเรียงคลื่นเสียง โดยใช้ข้อเด่นของวงจรคลาส-เอบี ผสมเข้ากับประสิทธิภาพทางกำลังที่สูงและการทำงานที่มีความร้อนน้อยของคลาส-ดี เพาเวอร์แอมป์คลาส-ทีจึงสามารถให้กำลังวัตต์ที่สูงกว่าเป็น 2-4 เท่าตัว เมื่อเทียบกันในขนาดเท่าๆกันของเพาเวอร์แอมป์คลาส-เอบี

Crossover 
เป็นวงจรเครือข่ายที่ใช้ในการกรองความถี่เสียง ประกอบด้วยคอยล์และคาปาซิเตอร์ ที่กำหนดไว้ให้ย่านความถี่ที่เหมาะสมเท่านั้นผ่านไปยังลำโพงในระบบแต่ละตัว (อาทิ วูฟเฟอร์, มิดเรนจ์ และทวีตเตอร์)

Digital-to-Analog (D/A) Converter 
เครื่องเล่นวิทยุซีดีจะใช้ตัวแปลงรหัสดิจิตอล/อนาล็อก ในการแปลงสัญญาณดิจิตอล 1 และ 0 ไปเป็นสัญญาณเสียงอนาล็อก แผ่นซีดีจะเก็บข้อมุลเสียงเอาไว้ในรูปแบบดิจิตอลรหัสไบนารี่ ข้อมูลแบบดิจิตอลมีความเที่ยงตรงสูง, ปราศจากเสียงรบกวนในกระบวนการบันทึก แต่สัญญาณดิจิตอลไม่ใช่คลื่นเสียงที่หูมนุษย์จะรับฟังได้ ตัวแปลงรหัสดิจิตอล/อนาล็อกจะทำการแปลรหัสดิจิตอลให้กลับมาอยู่ในรูปแบบเสียงเพลง นี่คือมูลเหตุสำคัญที่มันมีผลต่อประสิทธิภาพของเครื่องเล่นวิทยุซีดี

Digital Media Files 
เสียงเพลงในปัจจุบันถูกบีบอัดข้อมูล เพื่อให้สามารถบันทึกได้ในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นด้วยลักษณะของไฟล์คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นวิทยุซีดีในปัจจุบันสามารถถอดรหัสและเล่นซีดีแบบบันทึก (CD-R/CD-RW) เพื่อเล่นไฟล์ MP3, WMA หรือ WAV ซึ่งเพียงแผ่นเดียวสามารถเล่นเพลงได้นานกว่า 10 ชั่วโมง

Damping Factor 
เป็นความสามารถของเพาเวอร์แอมป์ในการควบคุมการเคลื่อนที่ของลำโพง ค่าแดมปิ้งที่สูงกว่าหมายถึงการให้ความแม่นยำได้ดีกว่า ค่าแดมปิ้งเฟคเตอร์ได้มาจากการหารอิมพีแดนซ์ของลำโพงด้วยอิมพีแดนซ์ที่เอาท์พุทของเพาเวอร์แอมป์ แดมปิ้งเฟคเตอร์ของเพาเวอร์แอมป์จะลดลงเมื่ออิมพีแดนซ์ของลำโพงต่ำลง นั่นหมายถึงว่าเพาเวอร์แอมป์ที่ทำงานกับอิมพีแดนซ์ 4 โอห์มจะให้เสียงเบสได้แน่นหนักกว่า 2 โอห์ม

Dual Cone 
ลำโพงในแบบกรวยร่วม เป็นการออกแบบที่เน้นให้มีราคาประหยัด โดยใช้กรวยแบบวิธเซอร์ (whizzer) ติดตั้งเอาไว้ตรงแกนกลางของวูฟเฟอร์เพื่อใช้ในการให้เสียงแหลมหรือย่านความถี่สูง

Equalizer 
ภาคอีคิวเสียงที่ติดตั้งอยู่ภายใน ที่ยอมให้ผู้ใช้ควบคุมรสนิยมของเสียงที่ต้องการและแก้ไขปัญหาสภาพเสียงของห้องโดยสาร โดยมีช่องของการปรับแต่งได้มากกว่าปุ่มทุ้ม/แหลมปกติ และมักกำหนดจุดกลางความถี่และความกว้างเอาไว้(ในบางเครื่องจะสามารถปรับได้อิสระ) ภาคอีคิวเสียงที่ติดตั้งอยู่ภายในส่วนใหญ่ จะเป็นแบบพาราเมตริคอีควอไลเซอร์ ที่ยอมให้มีการเพิ่มระดับหรือลดระดับของย่านเสียงนั้นๆ และสามารถปรับกว้าง/แคบและ/หรือปรับจุดกลางความถี่ได้ ทำให้การควบคุมสมดุลน้ำเสียงในรถของผู้ใช้สะดวกง่ายดายขึ้น

Equalizer Presets 
เป็นการเก็บบันทึกกราฟของการปรับอีคิว การเพิ่มและลดความถี่ที่แตกต่างกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเสียงเพลงเสียงดนตรีอย่างมาก กราฟของการปรับอีคิวจะถูกบันทึกไว้ในหน่วยความจำและสะดวกในการนำกลับมาใช้ เพื่อช่วยในการฟังเพลงที่ดีที่สุดกับรูปแบบที่หลากหลาย อาทิเช่น หน่วยความจำหมายเลข 1ที่มีการเพิ่มเสียงเบสสำหรับการฟังเพลงแร็พหรือเร็กเก้ และหน่วยความจำหมายเลข 2 ที่ปรับเบสกลางๆและเพิ่มเสียงกลางเสียงแหลมสำหรับการฟังเพลงแจ๊ส

Efficiency or Sensititvity (SPL) 
ประสิทธิผลหรือความไวตอบสนอง เป็นอัตราส่วนที่บ่งบอกให้ทราบว่าประสิทธิผลของลำโพงเป็นเช่นไร ในการแปลงกำลังไปเป็นเสียง ตัวเลขที่สุงกว่าหมายถึงประสิทธิผลที่มากกว่าของลำโพงและมีความดังมากกว่าเมื่อใช้กำลังขับเท่าๆกัน ความแตกต่างในระดับ 3 dB หมายถึงลำโพงต้องการกำลังขับเพียงครึ่งส่วนเมื่อเทียบกับลำโพงที่มีประสิทธิผลต่ำกว่า หากแต่ว่าลำโพงที่มีประสิทธิภาพสูงมักจะมีประสิทธิผลต่ำ จึงต้องใช้กำลังขับที่ค่อนข้างมากในการขับดันลำโพง

Frequency Response 
เป็นขอบเขตของเสียง จากย่านต่ำสุดถึงสูงสุด ที่อุปกรณ์เครื่องเสียงสเตอริโอนั้นๆสามารถทำได้ มีหน่วยวัดเป็น เฮิร์ต(Hz) ขอบเขตที่กว้างมากจะดีกว่า โดยย่านต่ำจะเป็นส่วนของเสียงเบสและย่านสูงจะเป็นส่วนของเสียงแหลม มนุษย์เราสามารถรับรู้เสียงได้จาก 20 ถึง 20,000 Hz โน้ตเสียงตัวต่ำของกีต้าร์เบสจะอยู่ที่ประมาณ 41 Hz เสียงนักร้องชายจะอยู่ในช่วงระหว่าง 100 และ 500 Hz เสียงตีแฉจะอยู่ในช่วงประมาณ 15,000 Hz

Frequency range 
เป็นช่วงขอบเขตของเสียงจากต่ำสุดไปถึงสูงสุดที่ซับวูฟเฟอร์สามารถให้ออกมาได้ ซึ่งมักเป็นข้อมูลที่ถุกนำเสนอจากผู้ผลิตแต่ละราย ขอบเขตเสียงที่ถูกต้องจะทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกแบบตู้, จุดตัดความถี่ และยานพาหนะเพื่อติดตั้งซับวูฟเฟอร์ได้สะดวก

Graphic EQ 
เป็นมาตรฐานของอีควอไลเซอร์ประเภทหนึ่ง ที่มีปุ่มควบคุมเสียงตั้งแต่ 5 ถึง 30 ปุ่มปรากฏอยู่ การปรับเลื่อนขึ้น/ลงหรือหมุนซ้าย/ขวาจะเป็นการเพิ่ม/ลดย่านความถี่นั้นๆ สามารถควบคุมน้ำเสียงของเพลงหรือดนตรีได้สมบูรณ์สูงสุด ความกว้างแถบคลื่นของแต่ละความถี่จะถูกกำหนดตายตัวและไม่สามารถปรับเปลี่ยนไป

High-pass Filter 
การกรองเสียงผ่านเฉพาะเสียงย่านที่สูงกว่า จะยอมให้ความถี่เสียงที่อยู่สูงกว่าจุดตัดความถี่ผ่านออกไป และขวางกั้นความถี่เสียงที่อยู่ต่ำกว่าจุดตัด

Imaging 
จินตภาพที่บังเกิดขึ้นจากระบบเสียงสเตอริโอ ที่ปรากฏตำแหน่งของชิ้นดนตรีและนักร้องตามแบบแผนที่แท้จริงขณะทำการบันทึก
   จินตภาพที่สมบูรณ์จะสร้างประสบการณ์ในการฟังที่ดุราวกับเป็นธรรมชาติและมีชีวิตชีวา กุญแจสำคัญอยู่ที่ดำแหน่งการวางลำโพงที่จะต้องให้เสียงได้ทัดเทียมกันบริเวณผู้ฟัง รวมถึงระยะห่างที่เหมาะสมของทวีตเตอร์กับหูผู้ฟัง การแยกติดตั้งทวีตเตอร์อาจสามารถปรับมุมองศาได้เหมาะสม แต่บางครั้งลำโพงแบบรวมชิ้นกลับสามารถสร้างจินตภาพได้สมบูรณ์กว่า

Impedance 
เป็นการบ่งบอกถึงแรงต้านต่อกระแสที่ไหลผ่านในวงจร วัดออกมาในหน่วยโอห์ม(ohms) ซับวูฟเฟอร์ที่มีอิมพีแดนซ์ 2 โอห์มจะให้กำลังได้มากกว่าซับวูฟเฟอร์ที่มีอิมพีแดนซ์ 4 โอห์ม เมื่อใช้กำลังวัตต์ที่เท่ากัน เป็นเพราะว่าความต้านทานภายในที่น้อยกว่า

Mono Amplifier 
เพาเวอร์แอมป์โมโนจะมีภาคขยายอยู่เพียงแชนแนลเดียว มักใช้ได้ผลดีกับย่านความถี่ต่ำที่หูมนุษย์เองไม่สามารถแยกแยะทิศทางได้ อีกทั้งเพาเวอร์แอมป์โมโนจะสามารถเล่นกับโหลด 2 โอห์มได้อย่างมั่นคง โดยผุ้ใช้สามารถต่อวูฟเฟอร์ 4 โอห์มขนานกัน 2 ตัวได้อย่างสบาย

MOSFET 
ย่อมาจาก Metal Oxide Semiconductor Field Effect Transistors เป็นทรานซิสเตอร์ที่มีความเร็วในการสวิทช์สูงกว่าทรานซิสเตอร์แบบไบโพล่าร์ และกำเนิดความร้อนในปริมาณที่น้อยกว่ามาก MOSFET’s จึงให้การตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิผลสูง

Maximum RMS Power Handling 
การรองรับกำลังขับสูงสุดแบบ RMS จะใช้บ่งบอกให้ทราบถึงจำนวนกำลังขับที่ลำโพงสามารถรองรับได้ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

Midrange Speaker 
เป็นลำโพงที่มีขนาดอยู่ระหว่าง 3-1/2 นิ้วถึง 6-3/4 นิ้ว ที่ถูกใช้เพื่อการออกเสียงเฉพาะย่านความถี่กลาง การแยกลำโพงขับเฉพาะย่านเสียงกลางมักใช้เป็นส่วนหนึ่งของชุดลำโพง หรือใช้ในระบบที่แยกเพาเวอร์แอมป์ขับเฉพาะความถี่ต่ำ,ความถี่กลาง และความถี่สูง เพื่อให้มีการแยกแยะรายละเอียดเสียงได้ดีกว่า

OHM 
 หน่วยวัดอิมพีแดนซ์หรือความต้านทาน เพื่อบอกให้ทราบว่ามีจำนวนของการต้านต่อการไหลของกระแสมากน้อยเพียงใด ถ้าใช้สัญญาณ 2 สัญญาณที่เหมือนๆกันป้อนเข้าลำโพง สัญญาณแรกป้อนเข้าลำโพง 4 โอห์ม และอีกสัญญาณป้อนเข้าลำโพง 8 โอห์ม กระแสที่ไหลในลำโพง 4 โอห์มจะมากกว่าเป็นสองเท่า หรืออีกนัยหนึ่งก็อาจกล่าวได้ว่าลำโพง 8 โอห์มต้องการกำลังวัตต์มากกว่าเป็นสองเท่าในความดังเสียงที่เท่าๆกัน

Resistance 
เป็นการบ่งบอกให้ทราบถึงการไหลของกระแสไฟฟ้า ความต้านทานมีหน่วยวัดเป็นโอห์ม(Ohms)

Peak Power 
กำลังสุดขีดเป็นหน่วยวัดเมื่อเสียงเพลงเริ่มมีความพร่าเพี้ยน เช่นเมื่อมีการหวดไม้กลองลงบนหนังกลองอย่างฉับพลัน ผู้ผลิตบางรายจะบอกกำลังขับสุดขีดนี้ไว้ในผลิตภัณฑ์ของตน แทนการบอกอัตรากำลังเฉลี่ย(RMS)ที่มีนัยยะมากกว่า และเราอยากแนะนำให้ใช้ข้อมูลนี้เพื่อการตัดสินใจเลือกใช้อย่างเหมาะสม
Peak Power Handling 
การรองรับกำลังขับสูงสุด จะใช้บ่งบอกถึงจำนวนของกำลังวัตต์ที่ลำโพงจะรับได้โดยไม่เกิดเสียงพร่าเพี้ยน

RMS Power 
เป็นจำนวนของกำลังที่มีอย่างต่อเนื่อง วัดในหน่วยเป็นวัตต์(watts) ที่เพาเวอร์แอมป์สามารถผลิตออกมาได้ เรียกกันว่าเป็นกำลังแบบ Root Mean Square(RMS) กำลัง RMS ที่สูงกว่าหมายถึงความสะอาดของเสียงเพลงจะมีมากกว่าแม้ในระดับความดังสูงๆ


RMS Power vs. Peak Power 
เป็นจำนวนความต่อเนื่องของกำลัง ที่วัดต์ในหน่วยเป็นวัตต์(Watts) ที่เพาเวอร์แอมป์สามารถผลิตออกมาได้ เรียกกันว่า “กำลัง RMS” ดังนั้นกำลัง RMS ที่มากๆย่อมหมายถึงเสียงดนตรีที่กระหึ่มและสะอาดชัดไม่รกหู เมื่อต้องเลือกใช้เพาเวอร์แอมป์ ตัวเลขที่เป็น RMS คือข้อมูลสำคัญในการพิจารณา
   นอกจากนี้ ผู้ผลิตบางรายจะใช้การคำนวณกำลังวัตต์ RMS ในตัวเพาเวอร์แอมป์จากกำลังไฟที่ป้อนจ่าย ตัวอย่างเช่น เพาเวอร์แอมป์เครื่องหนึ่งมีกำลังวัตต์ 100 W-RMS ที่ไฟ 12 โวลท์ ซึ่งสามารถให้กำลังที่มากกว่า 100 W-RMS ขึ้นไปอีกเมื่อใช้กับไฟ 14.4 โวลท์
   บ่อยครั้งที่ผู้ผลิตเครื่องเสียงรถยนต์ จะแสดงข้อมูลกำลังวัตต์แบบสูงสุด(Peak Power)เอาไว้ในคู่มือเครื่อง ซึ่งข้อมูลกำลังวัตต์สูงสุดนี้บอกให้ทราบถึงกำลังวัตต์มากที่สุดที่เพาเวอร์แอมป์สามารถจ่ายออกมาได้ ในขณะที่เสียงดนตรีมีการพุ่งขึ้นอย่างเฉียบพลัน เช่นการหวดกลองสแนร์แบบรวดเร็ว และเมื่อพิจารณาทั้งหมดแล้วกำลังวัตต์ RMS จะมีลำดับความสำคัญอย่างมาก

RMS Power at 2 ohms 
เป็นข้อมูลที่จะบอกให้ทราบว่า มีกำลังมากเพียงใดที่เพาเวอร์แอมป์สามารถจ่ายได้เมื่อต่อสเตอริโอที่ 2 โอห์ม โหลด 2 โอห์มทำได้ด้วยการต่อลำโพง 4 โอห์ม 2 ชุดขนานกัน หรือใช้ลำโพงที่มีอิมพีแดนซ์ 2 โอห์มโดยตรง

ตามทฤษฎีพื้นฐาน เอาท์พุทของเพาเวอร์แอมป์ทั่วไปสามารถรับอินพีแดนซ์ที่ต่ำกว่า 1 เท่า จากอิมพีแดนซ์ปกติ 4 โอห์มจะรับได้ถึง 2 โอห์ม แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของภาคจ่ายไฟที่จะสามารถจ่ายกระแสได้เพิ่มขึ้นด้วยหรือเปล่าด้วย ถ้ากระแสไม่เพิ่มกำลังวัตต์ก็ไม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

Preamp Output voltage 
ระดับโวลท์ขาออกของส่วนเอาท์พุทในตัววิทยุซีดี ที่มีระดับโวลท์ขาออกมากกว่า สามารถให้เสียงที่สะอาด(มีความต่อต้านกับเสียงรบกวนดีกว่า) และให้กำลังที่สูงกว่าเมื่อต่อเข้าเพาเวอร์แอมป์

Preamp output 
ขั้วต่อสัญญาณออก ที่มีไว้สำหรับการเชื่อมต่อสัญญาณไปยังเพาเวอร์แอมป์ และในบางกรณีอาจนิยามถึงครอสโอเวอร์ภายในเพาเวอร์แอมป์เครื่องแรก ที่สามารถจ่ายสัญญาณส่วนอื่นไปยังเพาเวอร์แอมป์เครื่องต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งครอสโอเวอร์เพิ่ม

Parametric EQ 
พาราเมตริคอีควอไลเซอร์หรือโทนคอนโทรลนั้น จะยอมให้ผู้ใช้ปรับตั้งได้อิสระไม่เฉพาะแต่เเรื่องความดังของความถี่ที่ต้องการปรับเพิ่ม/ลดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความกว้างแถบคลื่น และจุดความถี่ในแต่ละตำแหน่งปรับ จึงให้การปรับแต่งสมดุลเสียงในห้องโดยสารรถยนต์ได้ถูกต้องแม่นยำสุดขีด

Passive Crossover 
พาสซีฟครอสโอเวอร์ เป็นพื้นฐานการทำงานของคาปาซิเตอร์หรือคอยล์ที่ติดตั้งเป็นวงจรในระหว่างทางสายลำโพง โดยต่ออยู่ระหว่างเพาเวอร์แอมป์กับลำโพง เพื่อกำหนดความถี่ที่จะป้อนไปยังลำโพงแต่ละตัว พาสซีฟครอสโอเวอร์มีราคาถูกและง่ายต่อการติดตั้ง

Power Handling(RMS)
เป็นความต่อเนื่องของคลื่นเสียงมากที่สุด ที่สามารถจ่ายให้กับลำโพงได้โดยไม่มีความเสียหาย วัดออกมาในหน่วยวัตต์ RMS ซึ่งลำโพงส่วนมากจะเกิดความเสียหายได้จากสาเหตุหลัก 2 สาเหตุคือ
   1.ลำโพงนั้นถูกขับดันด้วยกำลังที่มากกว่าจะรับได้อย่างมากๆ และมีความร้อนเกินปกติ
   2.เพาเวอร์แอมป์ขับดันออกไปในขณะที่มีอาการตัดยอดคลื่น(clipping) เกิดคลื่นสี่เหลี่ยมที่ผิดเพี้ยนรูปทรงอย่างรุนแรง ซึ่งมีโอกาสทำลายลำโพงได้เช่นกัน

Peak power 
เป็นจำนวนของกำลังวัตต์ที่ซับวูฟเฟอร์จะรองรับได้สูงสุดในระหว่างที่เสียงเพลงมีการพุ่งสูงขึ้น จึงไม่ควรใช้กำลังวัตต์ขับซับวูฟเฟอร์ในขนาดกำลังวัตต์เท่าๆกับที่ซับวูฟเฟอร์รับได้สูงสุด
Pearl polycarbon 
เป็นการรวมฟิลม์โพลีเอสเตอร์กับคาร์บอนเข้าด้วยกัน เฟิร์ล-โพลี่คาร์บอนจะมีน้ำหนักเบามากแต่ยังแข็งแกร่ง ใช้งานได้ดีกับทวีตเตอร์

Polycarbonate 
เป็นการผสมฟิลม์โพลีเอสเตอร์เข้ากับคาร์บอนเพื่อให้ผลทางความแข็งแกร่ง เป็นวัสดุที่ไร้ซึ่งการสั่นสะท้าน ให้เสียงแหลมที่สดใส สามารถผลิตในหลายๆสีสัน

Polyester foam 
เป็นวัสดุที่ผสมโพลี่เอสเตอร์เข้ากับโฟม ให้ความแข็งแรงและเชื่อถือได้ มักใช้เป็นขอบรอบกรวยลำโพง

Polymer/mica 
เป็นฟิลม์โพลีเมอร์ เช่นโพลี่โพรไพลีน ที่ถูกทำให้แข็งแกร่งขึ้นโดยการผสมเข้ากับไมก้า

Polypropylene 
เป็นวัสดุยอดนิยมสำหรับใช้ในลำโพงรถยนต์ โพลี่โพรไพลีนให้ความแข็งแกร่ง, มีการยับยั้งตัวเองได้ดี และทนทานต่อความเปียกชื้นได้สมบูรณ์แบบ

Resonance 
เป็นการสั่นสะเทือนของกรวยลำโพง ซึ่งกรวยลำโพงทั่วไปจะมีการสั่นสะเทือนในความถี่ที่ถูกต้อง การก้องสะเทือนที่มากเกินไปจะทำให้ความเที่ยงตรงในการทำงานของลำโพงน้อยลงไป

Signal-to-Noise Ratio 
หน่วยวัดที่บ่งบอกให้ทราบถึงคุณสมบัติที่ดีของเครื่องเล่นซีดี ในเรื่องของเสียงรบกวนเบื้องหลังที่เงียบสงบ อัตราส่วนที่สูงกว่า(หน่วยเป็น dB)บอกให้ทราบถึงเสียงรบกวนที่น้อยกว่า

Signal-to-Noise Ratio 
หน่วยวัดเป็นเดซิเบล(dB) ที่เป็นข้อมูลเปรียบเทียบสัดส่วนของสัญญาณเสียง(เพลง)กับส่วนของเสียงรบกวนฉากหลัง ค่าที่มีจำนวนมากๆจะชี้ให้เห็นว่ามีเสียงรบกวนอยู่น้อยเพียงใด 


Subwoofer Preamp Outputs 
แจ็คเอาท์พุท RCA ด้านท้ายเครื่อง(โดยปกติมักมีภาคกรองเฉพาะย่านความถี่ต่ำผ่าน อยู่พร้อมใช้งาน) สำหรับต่อตรงเข้าไปที่เพาเวอร์แอมป์ขับซับวูฟเฟอร์

Spectrum Analyzer 
เครื่องวิเคราะห์แถบเสียง เป็นการแสดงขนาดของแท่งแนวตั้งที่เคลื่อนไหวไปตามเสียงที่บันทึกเข้ามา โดยแบ่งเป็นจุดความถี่แตกต่างกันตามความเหมาะสม อีควอไลเซอร์แบบดิจิตอลส่วนใหญ่มักจะมีเครื่องวิเคราะห์แถบเสียงติดตั้งไว้ด้วย เพื่อให้ผู้ปรับแต่งได้ใช้เป็นแนวทางในการปรับสัดส่วนการตอบสนองความถี่ เครื่องวิเคราะห์แถบเสียงสามารถนำมาใช้ในระบบได้ หากต้องการเห็นจังหวะการเปลี่ยนแปลงของเสียงเพลง

Subwoofer Level Control 
อีควอไลเซอร์ทั่วไปมักจะมีปุ่มควบคุมความดังชุดซับวูฟเฟอร์ติดตั้งอยู่ด้วย มันจะเพิ่มหรือลดสัญญาณที่จะถูกส่งไปยังซับวูฟเฟอร์ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มหรือลดเสียงเบสได้ตามความต้องการ

Sound Pressure Level (SPL) 
SPL จะวัดในหน่วย dB เป็นการวัดสภาพแวดล้อมของพลังงานเสียง โดยมีค่า 1 dB SPL เป็นความแตกต่างของเสียงเล็กสุดในระดับของเสียง, และค่า 0 dB SPL เป็นจุดตั้งต้นการได้ยินของหูมนุษย์ โดยการวัดความดังในระดับ 120 dB อาจจะทำลายการได้ยินของมนุษย์

Speaker-level input 
จุดต่อเข้าแบบสายลำโพง ที่มีไว้เพื่อการเชื่อมต่อเพาเวอร์แอมป์กับวิทยุซีดีที่ไม่มีแจ็คสัญญาณ RCA

Soundstage 
เวทีเสียงนั้น ถูกใช้เพื่อบ่งบอกถึงความกว้าง, ความลึก และความสูงของเนื้อเสียงรวมที่ได้ยินได้ฟัง ให้ความรุ้สึกถึงการวางชิ้นดนตรีในบริเวณต่างกันบนเวทีเล่นจริง, เสียงร้อง/เสียงดนตรีที่แยกตำแหน่งได้อิสระ เมื่อรวม”จินตภาพ”จากระบบเสียงสเตอริโอเข้ากับ”เวทีเสียง” จะทำให้เกิดการฟังเพลงที่เปี่ยมอรรถรส

Surround 
ขอบรอบลำโพง มักเป็นวัสดุยืดหยุ่นที่ทำเป็นรูปวงแหวนติดอยู่โดยรอบกรวยวูฟเฟอร์ ทำหน้าที่เชื่อมระหว่างกรวยกับโครงลำโพง ซึ่งต้องมีแนวรั้งที่มากพอให้วุฟเฟอร์เคลื่อนตัวได้อิสระ ทั้งยังต้องมีแรงเค้นที่มากพอจะควบคุมการเคลื่อนตัวของกรวยวูฟเฟอร์ด้วย ขอบรอบลำโพงส่วนใหญ่จะใช้วัสดุประเภทผ้า, โฟม หรือยาง ซึ่งวัสดุประเภทยางถือว่าให้การใช้งานได้ยาวนานที่สุด

Tri-Way Crossover 
ครอสโอเวอร์แบบ 3 ทิศทาง จะทำให้เพาเวอร์แอมป์สเตอริโอ 1 เครื่อง(2 แชนแนล) สามารถขับชุดลำโพงซ้าย/ขวาพร้อมกับซับวูฟเฟอร์ 1 ตัวได้ โดยมีสายลำโพงต่อเข้าครอสโอเวอร์เพียง 2 ชุด(ซ้าย/ขวา) แต่มีจุดต่อออกสายลำโพงเป็น 3 ชุด(ซ้าย/ซับ/ขวา) ดังนั้นลำโพงซ้าย/ขวาจะรับกำลังวัตต์ในแต่ละแชนแนล ในขณะที่ซับวูฟเฟอร์จะรับกำลังวัตต์ในลักษณะการบริดจ์กำลัง

Tri-Way Output 
บางครั้งอาจเรียกว่า “โหมดควบคู่”(Dual Mode) เป็นการปรับตั้งให้เพาเวอร์แอมป์ขับลำโพงสเตอริโอ 1 คู่ร่วมกับซับวูฟเฟอร์อีก 1 ตัว โดยจำลองกำลังวัตต์เอาจากเพาเวอร์แอมป์ 2 แชนแนลให้สามารถใช้ขับซับวูฟเฟอร์ได้ด้วย และต้องทำงานร่วมกับ”ตัวเชื่อมต่อ 3 ทิศทาง”(Tri-Way adapter) ที่ต่อไว้ระหว่างเพาเวอร์แอมป์กับชุดลำโพงในระบบ

Time Correction 
วงจรประมวลผลที่เริ่มมีให้เห็นกันในเครื่องเสียงรถยนต์ เพื่อใช้ชดเชยระยะห่างระหว่างลำโพงด้านซ้ายและด้านขวาของรถยนต์กับตำแหน่งของผู้ฟัง สัญญาณของลำโพงตัวที่อยู่ใกล้สุดจะมีการหน่วงเวลาตามความเหมาะสม นั่นจะมีผลทำให้ผู้ฟังมีความรู้สึกเสมือนนั่งฟังอยู่กึ่งกลางระหว่างลำโพงทั้งสองด้าน ให้ความเสมือนของจินตนาการเสียงสเตอริโอได้ถูกต้องแม่นยำ

Spider 
ลอนยึดกรวยลำโพง(ที่รู้กันว่ามันช่วยยึดตรึงกรวยลำโพง) ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของกรวยลำโพง และยึดตรึงวอยซ์คอยล์ให้ตั้งอยู่กึ่งกลาง คล้ายกับโช๊ครับแรงสั่นสะเทือนในรถยนต์ที่ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่

Titanium 
ไตตาเนี่ยมเป็นวัสดุที่แข็งแกร่ง, ทนความร้อนสูง และเบา มักใช้กันในทวีตเตอร์ แม้ว่าบางครั้งอาจนำไปใช้เป็นชั้นเคลือบอยู่บนโพลีเมอร์ที่ทำกรวยวูฟเฟอร์ คุณสมบัติหลักจะให้เสียงแหลมที่คมชัดลึก

Two-way speaker 
ลำโพง 2 ทางหรือโคแอ็คเชียล เป็นการนำเสนอเสียงผ่านทางลำโพง 2 แบบที่แยกส่วนกัน โดยมีทวีตเตอร์ติดตั้งอยู่ภายในวูฟเฟอร์สำหรับการให้เสียงแหลม และวูฟเฟอร์สำหรับการให้เสียงทุ้ม 

Three-way speaker 
ลำโพง 3 ทางหรือไตรแอ็คเชียล เป็นลำโพงที่แยกส่วนของวูฟเฟอร์และทวีตเตอร์ในลักษณะเดียวกับลำโพง 2 ทาง แต่มีการเพิ่มมิดเรนจ์สำหรับขับแยกเฉพาะเสียงกลาง หรือบางยี่ห้อก็เลือกเพิ่มซุปเปอร์ทวีตเตอร์แทนมิดเรนจ์ เพื่อขยายแนวส่วนของเสียงแหลมให้กว้างออกไป ส่วนลำโพง 4 ทาง ก็จะประกอบด้วยวูฟเฟอร์, มิดเรนจ์, ทวีตเตอร์ และซุปเปอร์ทวีตเตอร์เพื่อให้รายละเอียดของเสียงได้มากกว่า

Tweeter 
เป็นตัวขับเสียงขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อการให้เสียงความถี่สูง(เสียงแหลม) กรวยทวีตเตอร์มักมีประสิทธิผลสูงและต้นทุนต่ำ ตัวทวีตเตอร์มักเป็นทรงโดมและทรงกลมแบบเดียวกับที่พบเห็นกันในลำโพงบ้าน ให้มุมกระจายเสียงเป็นบริเวณกว้าง โดยมีความราบรื่นในการให้เสียงอย่างถูกต้อง ทวีตเตอร์แบบสมมาตรจะใช้รูปทรงโดมและทรงกลมร่วมกัน จึงให้เสียงแหลมที่สะอาดชัดเป็นเลิศและแผ่เสียงเป็นบริเวณกว้างมากๆ
   ทวีตเตอร์อาจทำขึ้นจากวัสดุหลากหลายเช่น โลหะ, กระดาษ, อลูมิเนี่ยม, ไตตาเนี่ยม หรือแผ่นฟิลม์สังเคราะห์จากโพลีเธอริไมด์(PEI)หรือคาราเด็ค(polyethylene naphthalate) ซึ่งให้ผลในการรับฟังแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของผู้ฟัง

Voice coil 
วอยซ์คอยล์ ก็เป็นคอยล์ที่พันเอาไว้ด้วยขดลวดภายในลำโพงเพื่อสร้างสนามแม่เหล็ก เพื่อช่วยเหลือส่วนประกอบอื่นๆของลำโพง โดยวอยซ์คอยล์จะแปลงสัญญาณไฟฟ้าให้อยู่ในรูปพลังงานเชิงกลที่ใช้ในการผลิตเสียง ลำโพงทั่วไปในปัจจุบันจะมีวอยซ์คอยล์ที่ทนทานความร้อนได้สูง จึงให้การใช้งานได้ยาวนานกว่า

Voice coil former 
โครงวอยซ์คอยล์ เป็นส่วนประกอบหนึ่งของลำโพงที่มีเส้นลวดพันอยู่โดยรอบ โดยทั่วไปจะทำขึ้นจากวัสดุที่ทนความร้อนได้สูง อาทิเช่นอลูมินั่มหรือเคปตั้น

Voice Coil Cooling System (VCCS) 
เป็นระบบที่ใช้อยู่ในวูฟเฟอร์ของไพโอเนียร์ ใช้ระบายความร้อนออกจากภายในตัวซับวูฟเฟอร์ ที่มักเป็นสาเหตุของความเพี้ยน ความร้อนจะถูกถ่ายนำจากวอยซ์คอยล์อลูมินั่มผ่านไปยังแท่งอลูมินั่มที่อยู่กึ่งกลางโดยตรง จึงสามารถระบายความร้อนได้ดีกว่า ซึ่งระบบแบบนี้มีใช้กันในซับวูฟเฟอร์ของผู้ผลิตรายอื่นๆ ให้ผลการทำงานที่เพิ่มขึ้น

Woofer 
เสียงเบสและความถี่ย่านต่ำอื่นๆมักถูกนำเสนอโดยวูฟเฟอร์ ซึ่งเป็นลำโพงที่มีกรวยขนาดใหญ่ โดยประสิทธิผลของการทำงานจะขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาใช้ผลิตกรวย ที่จะต้องมีน้ำหนักเบาและแข็งแกร่ง กรวยมักทำขึ้นจากอลูมินั่ม, ฟิลม์สังเคราะห์(คล้ายๆกับโพลี่โพรไพลีน), ผสมระหว่างโพลี่กับวัสดุอื่น(เช่น ไมก้า) หรือกระดาษอัดแน่น เพื่อให้ได้เสียงที่ดีเยี่ยม และทนทานต่อความร้อน, ความเย็น และความชื้น ตามสภาพแวดล้อมภายในรถได้ดีด้วย

Zero-bit Detector 
วิทยุซีดีบางรุ่นจะมีคุณสมบัติของวงจรพิเศษที่ใช้ตรวจจับช่วงว่างของสัญญาณ(ช่วงที่ไม่มีเสียง)และระงับเสียงที่มีออกทางเอาท์พุท ทำให้ผุ้ใช้ได้ยินเสียงที่เงียบสงัดจนกว่าจะมีสัญญาณเสียงปรากฎอีกครั้ง




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2555 8:20:25 น.
Counter : 2150 Pageviews.  

เทคโนโลยี BluRay


เคยสงสัยกันไหมว่าอะไรคือบลูเรย์ (Blu-ray)???
เวลาเดินไปแผนกสินค้าทีวี ทำไมพนักงานขายต้องบอกว่า รุ่นนี้รองรับบลูเรย์ด้วยนะครับพี่ ดังนั้นวันนี้ผมจึงมีบทความมาฝากนะครับ จะได้เข้าใจว่า Blu-ray คืออะไร

 


Blu-ray ก็คือเทคโนโลยีใหม่ของเครื่องเล่นและแผ่นที่สามารถให้รายละเอียดของภาพและเสียงในระดับสูง (High Definition) ได้ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้บลูเลย์จะเข้ามาแทนที่ดีวีดี



วิวัฒนาการก่อนที่จะมาเป็น Blu-ray
ตอนเริ่มแรกสุดเมื่อสมัยยังเด็กๆ ก็จะมีเครื่องเล่นวีดีโอเทปที่สามารถเล่นม้วนเทปได้ (VHS) หลังจากนั้นก็มีเครื่องเล่น VCD เข้ามาในตลาด ด้วยไซส์,ขนาด,และราคาของ VCD ทำให้เครื่องเล่นวีดีโอเทปในเวลานั้นแทบสูญพันธุ์ หลังจากนั้นไม่นาน เครื่องเล่น DVD Player ก็เข้ามาสู่ตลาด ซึ่งเครื่องเล่น DVD ราคาก็ลดลงมาอย่างรวดเร็ว รวมถึงสามารถเล่นได้ทั้งแผ่น DVD และ VCD จึงทำให้เป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็ว และในอนาคตอันใกล้นี้เครื่องเล่น Blu Ray และ แผ่น Blu Ray ก็จะเข้ามาแทนที่ DVD ครับ ซึ่งตอนนี้ในท้องตลาดมีขายเครื่องเล่น Blu Ray Player กันหลายยี่ห้อแล้ว เช่น Sony, Pioneer, Sharp, Panasonic, Samsung, LG สนนราคาตั้งแต่ประมาณหลักหมื่นจนถึงเดือบแสน รวมถึงแผ่น Blu Ray ที่วางจำหน่ายหลายเรื่อง ราคาประมาณพันบาท ซึ่งคุณภาพของภาพที่ได้มีความคมชัดกว่า DVD และที่สำคัญที่สุด LCD TV และ Plasma TV แทบทุกรุ่นในปัจจุบัน รองรับ Blu Ray กันหมดแล้ว นั้นหมายความว่า Blu Ray มาแน่นอนครับ

Evolution of Video Player


Blu-ray ดีกว่า DVD อย่างไร
1. ความจุมากกว่า
- Single Layer:  Blu Ray 25 GB VS 4.7 GB DVD
- Dual Layer:     Blu Ray 50 GB VS 8.5 GB DVD
2. ภาพระดับ High Definition คมชัดกว่า
- ความละเอียดภาพของ Blu Ray อยู่ที่ 1080p (1080 เส้น) ในขณะที่ DVD อยู่ที่ 576p (576เส้น)
3. เสียงระดับ High Definition ไม่มีการบีบอัด
- เสียง High Definition อย่าง Dolby True HD (ตัวท็อปของค่าย Dolby) และ DTS HD Master (ตัวท็อปของค่าย DTS) ซึ่งจะหาได้จากแผ่น Blu Ray
4. เคื่องเล่น Blu-ray สามารถเล่นแผ่น DVD ได้ แต่เครื่องเล่น DVD ไม่สามารถเล่นแผ่น Blu Ray

ทำไมต้องเรียกว่า Blu-ray ?
ก็เนื่องจากหัวอ่านของ Blu-ray ยิง "ลำแสงสีน้ำเงินอมม่วง" ซึ่งมีขนาดเล็กและอ่านข้อมูลได้ละเอียดกว่าหัวอ่าน"ลำแสงสีแดง" ของ DVD ยังไงหละครับ !!!

ข้อมูลที่น่ารู้
- แผ่น Blu-ray ปัจจุบันราคาประมาณ 600 - 2,000 บาท แล้วแต่ว่าเป้นแผ่นนำเข้าหรือไม่
- แผ่นปลอมส่วนใหญ่เป็นแผ่นไรท์ ด้านหลังแผ่นจะเป็นสีดำ ราคา 200-300 บาท
- แผ่นจริงที่เป็นแผ่นปั๊มด้านหลังจะสีม่วงอมเงิน แนะนำให้สนับสนุนแผ่นแท้
- ปัจจุบันมีหนังไทยเช่นตำนานสมเด็จพระนเรศวร และทอล์คโชว์เดี่ยว 9 ของโน้ส อุดม ที่ทำเป็นแผ่น Blu-ray แล้ว

สรุป

Blu-ray ก็คือ เครื่องเล่นและแผ่นยุคล่าสุด (ขั้นเทพ) ที่ให้ภาพและเสียงที่มีความคมชัดสูงระดับ High Definition ที่จะมาแทน DVD ในอนาคตครับ ซึ่งตอนนี้ทั้งเครื่องเล่นและแผ่น Blu-ray ทั้งภาพยนตร์ฮอลลีวูด, การ์ตูน, คอนเสิร์ต, สารคดี ก็สามารถหาซื้อได้ตามแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป ราคามีตั้งแต่ 3,000 บาทไปจนถึง 30,000 บา




 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2555 7:56:26 น.
Counter : 1080 Pageviews.  

เรื่องของเสียง เสียงข้อเครื่องยี่ห้อต่างๆ









เครดิต Piyana




 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2555 8:20:48 น.
Counter : 1079 Pageviews.  


Valentine's Month


 
pique2002th
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คุณภาพ และการบริการที่เป็นที่หนึ่ง
New Comments
Friends' blogs
[Add pique2002th's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.