Parenting is the greatest privilege in the world.
Group Blog
 
All blogs
 

ปีใหม่กับของขวัญที่ถูกใจ

ปีนี้ได้ของขวัญรวบในหลายโอกาส ครบรอบแต่งงาน คริสมาส ปีใหม่ สามีซื้อสร้อยคอกับตุ้มหู Tiffany&Co ให้ แต่ที่ถูกใจมากที่สุดคือคนนี้ค่ะ



ปีนี้จะเป็นปีแรกที่บ้านเราฉลองปีใหม่ด้วยกันสามคน ธาราครบห้าเดือนแล้ว น่ารักมาก เลี้ยงง่ายขึ้นเยอะ เฮฮากับพ่อแม่ได้ทุกวัน




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2553    
Last Update : 26 ธันวาคม 2553 7:02:25 น.
Counter : 728 Pageviews.  

แล้วก็คลอดลูกที่เมืองมาร์ตินจนได้

กะว่าให้ซะมีย้ายเมืองเร็ว ๆ ไปเมืองใหญ่ ๆ แต่แล้วก็คลอดที่ Martin Tennessee จนด้ายยยย

สภาพห้องรอคลอด ห้องคลอด ห้องพักฟื้น ห้องเดียวกัน


วันจันทร์ 19 กรกฎาคม 2553 บ้านเราทำห้องครัวใหม่ นัดช่างสตีฟมางัดเคาน์เตอร์ท๊อบเก่าไปทิ้งเวลา 7.00 น. ช่างอีกชุดจากแนชวิลล์จะมาถึง 8.30 น. ปกติตื่นเจ็ดแปดโมง บอกคุณซะมีเดี๋ยวเราตื่นตีห้าเองทำอาหารเช้าไว้ก่อน แล้วค่อยกลับมานอน วันจันทร์ยายตื่นมาด้วยความงง สองคนตื่นแต่เช้าก่อนยาย เริ่มปวดท้องตอนตึสี่ครึ่ง นอนไปก่อนไม่อยากปลุกใคร ตีห้ากว่า ๆ เรียกซะมีมาจับเวลาเพื่อทดสอบทฤษฎี 511 ปวดทุกห้านาที แต่ละครั้งปวดประมาณหนึ่งนาที ซ้ำๆ ในหนึ่งชั่วโมง จับเวลาแล้วเข้าทาง แต่ยังไม่ยอมไปโรงพยาบาลเพราะกลัว Maternity Center ให้กลับบ้านเพราะไม่ปวดจริง รอ ๆ ก่อน เจ็ดโมงเริ่มปวดมาก ยายบอกว่าอาบน้ำไปโรงพยาบาลได้แล้ว โทรไปถาม Maternity Center บอกว่ามาได้จ้าแต่ถ้าช่องคลอดไม่เปิดก็กลับบ้านนะจ๊ะ


ถึงโรง พยาบาล 8.30 น. เจอ Dr.Frayer หน้า Maternity Center งงว่า เออหมอมาเพื่อเราหรือนี่ แต่หันไปบอกซะมีว่าอย่าเพิ่งเอากระเป๋าลงเลยเดี๋ยวต้องขนกลับ เดินตัวโก่งเข้าไปห้องตรวจ พยายาบาลหัวเราะบอกว่าน่าจะปวดได้ที่แล้ว เข้าห้องเปลี่ยนชุด ช่องคลอดเปิด 6 ซม. "We gotta have a baby today" หา........จริง ๆ เหรอ นอนเตียงรอเติมน้ำเกลือ แปะมอนิเตอร์ฟังเสียงหัวใจเบบี้ หนีบนิ้วชี้ฟังเสียงหัวใจแม่ แล้วพยาบาลก็จากไป ทิ้งให้เรานอนครวญคราง แรกทีเดียวกะว่าจะไม่ส่งเสียงโอดโอยเหมือนคนอื่นที่เคยเห็นในโทรทัศน์ แต่เวลานั้นขอหน่อยนะเป็นการระบายความปวด พักใหญ่มีเจ้าหน้าที่มาเจาะเลือดชื่อลงท้ายด้วย ---porn ธีรพร คนไทยชัวร์มีชาติเดียวชื่อลงท้ายแบบนี้ น้อยทักทายกับน้องคนไทยที่พลัดหลงมาเจอกันอย่างบังเอิญ ธีรพรจะเอาเลือดไปเพื่อให้หมอวิสัญญีแพทย์มีข้อมูลให้ยาชาแบบ Epidural ฉีดเข้าที่ไขสันหลังแต่ไม่ใช่ บล๊อกหลัง

9.30 พยาบาลบอกให้น้ำเกลือลดลงซักครึ่งถุงค่อยทำ Epidural ไงก็ได้ค่ะรีบ ๆ หน่อยนะคะ ปวดจนพูดไม่ออกแล้ว ซะมียืนเคียงข้างตลอดเวลาบีบมือไว้แน่น แต่อีกข้างแอบเล่นเกมใน iphone ได้อีก สามีดิฉันช่างปราชญ์เปรื่องยิ่ง ซักพักน้ำเริ่มเดิน ตรวจอีกรอบเปิด 9 ซม.แล้ว

ไม่รู้กี่โมงเป็นกี่โมงแล้วค่ะ ปวดมากที่สุดไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต เห็นแต่ว่าพยาบาลแตกตื่นวิ่งกันวุ่นสี่คนประจำที่ ลากอุปกรณ์เตรียมห้องกันขวักไขว่ เพจเรียก Dr.Frayer ซึ่งกำลังอยู่ในห้องผ่าคลอด พยาบาลบอกว่าสายไปเสียแล้วยาชายาช่วยออกฤทธิ์ไม่ทัน คลอดเลย ทุกคนก็ไม่คิดว่าจะคลอดกันเร็วขนาดนี้ หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้มาก รู้แต่ว่าหมอบอกให้เบ่งตอนที่ปวดสุดชีวิต ในใจแอบแย้งว่าตอนปวดสุดๆ ไม่อยากเบ่งค่ะ ตอนไม่ปวดเบ่งได้ป่าว เบ่งไปหลายรอบไม่คลอดซะทีเลยถามหมอว่า "ถ้าไม่เบ่ง ยังไง สุดท้ายลูกก็จะออกมาเองใช่ไม๊คะ" หมอตอบว่า "ใช่ ไงก็ออก มาขนาดนี้แล้ว แต่จะปวดแบบนี้นานนนนนมากนะ" เออไม่เอาดีกว่าหลับหุหลับตาเบ่งสุดชีวิตซักครั้ง ลองดู

10.08 รวมเวลาปวดจริงและคลอดสองชั่วโมง โอ้เร็วจริง ๆ อย่างที่ยายบอกไว้ว่าคลอดลูกสบาย ๆ ได้ยินเสียงธาราร้อง สามีตัดสายสะดือ พยาบาลเอาธารามาวางที่อก น่ารักมาก โล่งอกที่ลูกคลอดอย่างปลอดภัย ส่วนที่เหลือ Dr.Frayer บอกว่า "เอาใจจดจ่ออยู่ที่ลูกไปนะ อย่าสนใจผม" หมอเย็บไป รายงานไปว่า placenta ออกมาแล้ว เอ้อเสร็จแล้ว รับฟังรายงาน ธาร่า หนัก 6 lbs. 15 ozs (3.1 kg.) ตัวยาว 21 นิ้ว

Baby Tara / ธารา


21 กรกฎาคม 2553 ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านแล้วค่ะ สองวันก็ออกได้แล้ว เรื่องราวตอนต่อไป ยุ่งหัวฟู น้ำตาสาด น้ำนมไม่มี ..... ยาวค่ะ แต่เราก็ครบเดือนกันแล้ว รอดมาได้แบบถลอกปอกเปิก

อ้อ รวมสะระตะค่าคลอด 3,000 เหรียญสหรัฐ จ่ายจริง 100 เหรียญค่ะโดยประกันสุขภาพของซะมีที่ครอบคลุมไว้ แพงจังอยู่แค่สองวันเอง




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2553    
Last Update : 19 สิงหาคม 2553 2:13:19 น.
Counter : 812 Pageviews.  

---- ไขปัญหาความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกให้ได้สองภาษา ----

เข้าไปเยี่ยมบ้านคุณแม่หลายบ้านแล้วค่ะ สนุกสนานและได้ความรู้มาก ๆ ค่ะ ช่วงนี้ชอบไปอ่านการเตรียมตัวคลอด ช่วงคลอด และการดูแลลูกน้อยหนึ่งเดือน

ยังค่ะยังไม่คลอด สัปดาห์นี้สัปดาห์ที่ 38 ค่ะ ลุ้น ๆ อยู่ว่าลูกสาวยังสบายดีและชอบนอนเล่นอยู่ในท้องแม่ สัปดาห์นี้คุณสามีไปทำงานต่างเมืองทั้งสัปดาห์ค่ะ แม่กะยาย และจูเนียร์จอมยุ่งอยู่บ้านกันเอง

ทำอารายที่เป็นประโยชน์มั่งดีกว่า(นั่งกังวลว่าลูกจะมาสัปดาห์นี้ไม๊หนอ) ติดต่อเพื่อน ๆ และน้องให้รอรับไปส่งโรงพยาบาลแล้วสองคนค่ะ กันไว้ก่อน

เข้าเรื่องกันค่ะ

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกให้ได้สองภาษา
เก็บความจาก The Bilingual Edge: Why, When, and How to Teach Your Child a Second Language by Kendall King and Alison Mackey

ตอบคำถามคุณแม่คุณพ่อได้ดีเลยค่ะเรื่องจะสอนลูกสองภาษาดีไหมหนอ

ความเชื่อข้อที่ 1 "พ่อแม่ที่พูดได้สองภาษาเท่านั้นจะเลี้ยงและสอนลูกสองภาษา" ไม่จริงค่ะพ่อแม่คู่ใหน ๆ ก็เลี้ยงลูกให้พูดสองภาษาได้ แม้กระทั่งพ่อแม่ที่ชำนาญภาษาใดภาษาเดียว หรือไม่รู้ภาษาที่สองก็ตาม

ความเชื่อข้อที่ 2 " ต้องเริ่มสอนสองภาษาตั้งแต่ลูกเริ่มพูด ไม่งั้นสายเกินไป" ไม่จริงอีกจ้า ก็จริงอยู่ที่ว่าการเรียนภาษาที่สองควรเริ่มตั้งแตหัดพูดหรือก่อนเป็นวัยรุ่นเพื่อเด็กจะได้เรียนภาษาและพูดภาษาที่สองได้อย่างชัดเจน เรียนตอนลูกค่อนข้างโตและสอนรู้เรื่องแล้วก็ยังทัน เด็กที่โตหรือผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าและมีสามารถเรียนไวยกรณ์ที่ซับซ้อนได้ดีกว่าเด็กเล็ก ๆ แต่ก็อาจมีข้อด้อยเรื่องสำเนียง

ความเชื่อข้อที่ 3 "ต้องเป็นเจ้าของภาษา หรือครูเท่านั้นที่จะสอนภาษาที่สองกับลูก" พ่อแม่ส่วนใหญ่มักกังวลว่าต้องเป็นตัวอย่างหรือสอนภาษาให้ถูกต้อง ความเป็นจริงเด็กจะเรียนรู้ภาษาเฉพาะที่ถูกปรับให้เข้ากับพัฒนาการของเค้าเองแม้ว่าประโยคที่ได้ฟังนั้นจะถูกต้องหรือเป็นประโยคที่สมบูรณ์หรือไม่ก็ตาม สิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกเรียนรู้ได้ดีที่สุดคือสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้และการสอน เช่นสอนลูกเรื่องอาหารบนโต๊ะกินข้าว การเค้าสอนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นการให้ลูกได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าของภาษาบ้างเป็นครั้งคราวก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี แต่ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าของภาษาสอนเองก็ได้ (บางบ้านก็ไม่ใช่ลูกครึ่งเน๊อะ)

ความเชื่อข้อที่ 4 "เด็ก ๆ ในครอบครัวเดียวกันจะมีทักษะการพูดภาษาเท่า ๆ กัน" พี่น้องส่วนใหญ่จะคล้ายกัน แต่ทักษะและความสามารถในการพูดภาษาที่สองไม่จำเป็นต้องเท่ากัน การวิจัยพบว่าลูกคนแรกมักจะพูดภาษาที่สองได้ดีกว่าน้อง

ความเชื่อข้อที่ 5 "พ่อแม่ควรแก้คำผิด แก้ไวยกรณ์ ของลูกทันทีที่ได้ยิน ไม่งั้นลูกจะพูดผิด ๆ จนติดเป็นนิสัย" ไม่ควรทำอย่างยิ่งค่ะในความเป็นจริงเพราะจะทำให้ลูกขาดความมั่นใจ หรือกระทั้งไม่อยากพูดภาษาที่สองนั้นไปเลย ให้เน้นว่าส่ิงที่ลูกพูดนั้นสื่อสารเข้าใจได้เป็นลำดับแรก การแก้คำผิดหรือไวยกรณ์ต้องค่อยทำและรอเวลา โอกาสที่เหมาะสม ความมั่นใจความสนุกในการพูดเป็นหัวใจที่ทำให้เด็กพูดและเรียนภาษาที่สองได้ดี อย่าทำลายมันนะคะ

หยุดไปทำเค้กกล้วยหอมกะคุ๊กกี้สองชั่วโมง


ความเชื่อข้อที่ 6 " การให้ลูกหัดเรียนสองภาษาแต่เด็กทำให้เด็กพูดช้า" ข้อนี้ได้ยินมาเยอะค่ะและเกือบเชื่อเองด้วย ผู้เขียนหนังสือค้นคว้างานวิจัยและพบว่า -ไม่มี- ผลงานวิจัยใดยืนยันว่าการที่เด็กได้ยินสองภาษา สาม หรือสี่ จะทำให้พูดได้ช้า เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการต่างกัน พูดได้เร็วช้าต่างกันเป็นธรรมชาติเหมือนเดินได้เร็วช้าต่างกัน

ความเชื่อข้อที่ 7 "การพูดผสมสองสามภาษาทำให้เด็กสับสน พ่อควรพูดภาษาหนึ่ง ส่วนแม่ควรพูดอีกภาษา แบ่งหน้าที่ชัดเจน" ไม่จำเป็นค่ะ ให้พ่อแม่สนใจคุณภาพและความถี่ในการพูดแต่ละภาษาดีกว่า ไม่ต้องแบ่งกันตลอดว่าพ่อพูดภาษาอังกฤษ แม่พูดภาษาไทย (แต่ถ้าเป็นลูกครึ่งก็คงแบ่งหน้าที่พูดภาษาของพ่อของแม่กันไปเองโดยอัตโนมัติ) เด็ก ๆ มีความสามารถในการแยกแยะรูปแบบของภาษา และการพูดปนกันสองภาษาเป็นเรื่องธรรมดาในตอนเริ่มต้นค่ะ

ความเชื่อข้อที่ 8 "โทรทัศน์ DVDs ของเล่น เป็นเครื่องมือการสอนที่ดี" จั่วมาอย่างนี้คงเดาได้นะคะว่าคนเขียนหนังสือจะบอกว่าไม่ใช่ สื่อการสอนพวกนี้ไม่สามารถทดแทน "คน" และ ปฎิสัมพันธ์จริง แทนที่จะเป็นการดูดีวีดี ให้พ่อแม่อ่านหนังสือที่มีสองภาษาให้ลูกฟังแทน เล่นเกมด้วยกันเป็นภาษาอังกฤษ สื่อการสอนควรใช้เป็นเพื่อเสริมการเรียนรู้โดยเฉพาะกับเด็กโต เด็กเล็ก ๆ เรียนได้ดีกว่ากับพ่อแม่

ความเชื่อข้อที่ 9 "การเรียนการสอนสองภาษาเหมาะสำหรับเด็กไทย หรือเด็กที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกเท่านั้น" อันนี้ไม่ค่อยตอบปัญหาพวกเรา เพราะคนไทยเราก็อยากส่งลูกเรียนโรงเรียนสองภาษาอยู่แล้ว ผู้เขียนเค้าแค่อยากบอกว่า ถ้าอยากให้ลูกได้ภาษาอื่นที่หลากหลายก็ส่งลูกเรียนร่วมกับเด็กต่างชาติก็ได้ (ในอเมริกา) ลูกฝรั่งก็จะได้เรียนภาษาที่สองโดยธรรมชาติจากเพื่อน

ความเชื่อข้อที่ 10 "เด็กเล็ก ๆ ควรเรียนสองภาษาเท่านั้น" มากกว่าสองก็ได้ค่ะ (ถ้าสามารถสอนได้) เด็ก ๆ ในสิงคโปร์ สวิสเซอร์แลนด์ พูดมากกว่าสองภาษา ปัญหาอยู่ที่พ่อแม่มากกว่าค่ะว่าจะสามารถจัดการ สร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมให้ลูกได้มีโอกาสสื่อสารอย่างมีความหมายโดยใช้หลายภาษาหรือไม่

จบแล้วจ้า
แต่ละข้อยังถูกเอาไปแตกเป็นบท ๆ อ่านต่อแล้วเข้าใจมากขึ้นค่ะ ถ้าพุงไม่แตกไปซะก่อนอาทิตย์หน้าจะกลับมาเล่าใหม่นะคะ

แล้วก็อวดเลยว่าไปซื้อผ้ามาเตรียมทำผ้าห่มสอนภาษาอังกฤษให้ลูกแล้วค่ะ นี่ขนาดยังไม่คลอด หุ หุ หุ แม่จอมเตรียมการค่ะ

ผืนนี้สอน ABC กับผักผลไม้ และสัตว์ พร้อมกันได้


ผืนนี้ไว้เล่านิทานเรื่องหนูน้อยหมวกแดง ไทย อังกฤษ


และยังมี






ถ้าคุณแม่ท่านใดชอบผ้าที่เอามาให้ชมแวะไปเยี่ยมที่ร้านออนไลน์ก็ได้นะคะ ซื้อมาเผื่อค่ะ ไปจ้องแล้วจองได้เลยจ้า ร้านผ้า Americana Outlet by Pink Studio

แม่นิดไปเล่นกับเจ้าจูเนียร์สลายไขมันจากเค้กและคุ๊กกี้ก่อนนะคะ บ๊ายบาย




 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 14 กรกฎาคม 2553 8:31:49 น.
Counter : 710 Pageviews.  

**** Bilingual ลูกพูดได้สองภาษา **** คุณพ่อคุณแม่ที่สนใจฝึกลูกสองภาษาอ่านหนังสือเล่มนี้หรือยังคะ

สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่จอมวางแผน

ต้องขึ้นต้นแบบนี้ค่ะเพราะตัวเองเป็นอยู่ ตอนนี้ลูกสาวยังดิ้นขลุก ๆ อยู่ในท้อง (37 สัปดาห์) ไม่มีวี่แววว่าจะออกมาคุยกะแม่ซะที สงสัยจะอยู่ครบเทอม 39 สัปดาห์ แม่ก็เลยวางแผนชีวิตให้ลูกต่อไป อิ อิ อิ

เรื่องมันมีอยู่ว่าตอนท้องได้สามเดือน ก็คลุ้มคลั่งแพ้ท้องอยากกลับเมืองไทยอยากกินอาหารไทย ก็นั่งเครื่องบินกลับเมืองไทยเขย่าลูกน้อยไปตลอดทางตอนเครื่องบินสั่น แถมอาเจียนทุกครั้งที่เครื่องลง บังเอิญมีคุณลุงไต้หวันใจดีนั่งข้าง ๆ คอยดูแลตลอดทาง คุยไปคุยมาคุณลุงมีลูกสาวสองคนค่ะ งั้นต้องซักถามซะหน่อย

"คุณลุงเลี้ยงลูกไงคะ ลูกสาวคุณลุงพูดภาษาจีนได้ไม๊คะ ลูกสาวมี boyfriend อ่ะป่าวคะ เลี้ยงลูกวัยรุ่นในเมกายากไม๊คะ" จ๋อย จ๋อย จ๋อย ถามลุงไปตอนที่ท้องยังไม่ปั่นป่วน

คุณลุงพูดน้อยก็ตอบได้สาระสั้น ๆ ว่า
"เมียลุงพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ลูกลุงคนโตอยู่กับเมียก็พูดภาษาจีนได้ชัดเจ๋ว ภาษาอังกฤษก็พูดได้ตอนไปโรงเรียน สรุปว่าชัดทั้งสองภาษา ส่วนลูกคนที่สองพูดจีนได้น้อยกว่าเพราะพี่สาวคอยช่วยแปลให้เวลาจะคุยกับแม่"

"เพื่อนลุงหลายคนลุกพูดจีนไม่ได้เลยเพราะพ่อแม่กลัวลูกไปโรงเรียนแล้วไม่รู้เรื่องเลยพูดแต่ภาษาอังกฤษ โต ๆ มาก็เลยไม่ได้จีนเลย"

"เลี้ยงลูกที่อเมริกายากกว่า (เมื่อเทียบกับการที่พ่อแม่เคยเลี้ยงลุง) เพราะอเมริกามีกฎหมาย ระเบียบเยอะ เช่นห้ามตีลูก ห้ามละเมิดสิทธิเด็ก บลา บลา บลา แต่ลุงก็ทำได้ดีเพราะเน้นให้ลูกเข้าใจว่าที่เข้มงวดเกินพ่อแม่อเมริกันก็เพราะรักลูกนะ นะ นะ"

จากการคุยกัน ทำให้รู้สึกว่า การสอนลูกสองภาษาดีแน่ แต่จะทำไง และเริ่มตอนใหนดี ต้องศึกษาศึกษาซะแร้ว กลับมาเมืองไทยเจอเพื่อนอเมริกันสอนอยู่โรงเรียนนานาชาติที่เชียงใหม่ กะว่าจะให้เค้าเลี้ยงข้าวซะหน่อยเพราะสมัยเราทำงานเพื่อนยังเป็นอาสาสมัครยากจน เราก็เลี้ยงข้าวมันซระทุกมื้อ ปรากฎว่าตอนนี้เป็นอาจารย์เงินเดือนเป็นแสนมันก็ยังจนเหมือนเดิม เวงกรรม หารกันนะเพื่อนอาหารมื้อนี้

แต่ต้องยอมรับว่าเพื่อนมันก็เจ๋งเรื่อง Bilingual เพราะทั้งสอนและทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้อยู่ แล้วเพื่อนก็แนะนำหนังสือ

The Bilingual Edge: Why, When, and How to Teach Your Child a Second Language โดย Kendall King และ Alison Mackey



หน้าปกเยิน ๆ เพราะอ่านในที่นอน อีคุงซะมีกลิ้งมานอนทับหนังสือเรา กระจุย ส่วนฉากหลังเป็นผ้าต่อ spider quilt ภูิมใจเสนอ

หนังสือเล่มนี้เวิคมากค่ะ ตอบคำถามหลายอย่างที่พ่อแม่สงสัย อ่านง่าย ใช้คำศัพท์ไม่ยากเหมือนหนังสือวิชาการ คนเขียนมีงานวิจัยรองรับข้อสรุป

ใครอ่านแล้วบ้างมาเม้ากันด่วนจ้า หรือถ้าใครสนใจอยากให้ (ว่าที่) แม่นิดสรุปให้ฟังเป็นตอน ๆ ก็รีบมาปูเสื่อเม้นไว้หน่อยจ้า




 

Create Date : 08 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 8 กรกฎาคม 2553 20:40:14 น.
Counter : 358 Pageviews.  

The all-time best books for babies สุดยอดหนังสือภาษาอังกฤษสำหรับเบบี๋




สวัสดีค่ะ ว่าที่คุณแม่ในอีกสองสัปดาห์ (37 weeks) ฝากตัวเป็นสมาชิกห้องครอบครัวค่ะ ส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้นิดจะอยู่ห้องการฝืมือค่า

หน้านี้เมื่อก่อนเป็นของเจ้าจูเนียร์หมาโกลเด้นลูกรัก ที่ตอนนี้หัวเริ่มเน่าแล้ว 5 5 5 เพราะลูกสาวใกล้คลอด โธ่เจ้าจูเนียร์อย่าเสียใจน่าไงก็ไม่เป็นหมาหัวเน่าหรอกน่า แม่พูดเล่น

วันนี้มีหนังสือมาฝากคุณแม่ ๆ ที่ชอบอ่านนิทานให้ลูก ๆ ฟัง ค้นจากเน็ตดูหลาย ๆ เว็บ ถามเพื่อนอเมริกันอีกรอบ ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับหนังสือยอดฮิตสำหรับอ่านให้ลูกฟังของพี่อเมริกัน

Pat the Bunny ของ Dorothy Kunhardt เล่มนี้ได้ของขวัญจาก agent ที่ขายบ้านให้มา เล่มเล็ก ๆ มีขนกระต่ายให้จับ หนังสือเล็ก ๆ อยู่ข้างในอีกทีให้เบบี๋เปิดเอง

The Very Hungry Caterpillar ของ Eric Carle เล่มนี้ก็น่ารักมากอีกค่ะ ใช้สอนลูกได้หลายเรื่องเลยค่ะ วัน ตัวเลข สี และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีสองเล่มค่ะ ซื้อมาเองเล่มนึง ส่วนอีกเล่มรับประกันความยอดนิยมเพราะมีเพื่อนให้มาอีกแถมบอกว่า "เล่มนี้เราอ่านให้ลูกฟังเป็นพันรอบเลย (กว่าลูกจะโต)" เล่มนี้ได้ข่าวมาว่ามีแปลเป็นภาคภาษาไทยด้วยค่ะ เข้าทางการสอนลูกสองภาษา

ส่วนเล่มอื่น ๆ ด้านล่างที่ได้ชื่อมายังไม่ได้ไปสอยมาค่ะ เพื่อน ๆ ท่านใดเคยอ่านแล้วก็เม้นแนะนำได้เลยค่ะ


Goodnight Moon ของ Margaret Wise Brown

Go, Dog, Go! ของ By P.D. Eastman

Goodnight, Gorilla ของ Peggy Rathmann

Mr. Brown Can Moo! Can You? ของ Dr. Seuss


ผ้าฝ้ายฉากหลังจากร้านผ้า AmericanaOutlet ค่ะ ให้เครดิตเค้านิ๊ดส์นึง




 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2553 22:01:20 น.
Counter : 489 Pageviews.  

1  2  3  

Pink Studio
Location :
Martin United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




*_* First blog since February 2009 *_*







Visitors Map
Friends' blogs
[Add Pink Studio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.