ความอยากมักจะสวนทางกับเงินในกระเป๋า


หลายปีก่อน เราทำงานมั่นคง หาตังค์เก่งมาก พอแต่งงานไปสามีก็เป็นนักช็อป แต่เราไม่คิดจะซื้อของเลย เพราะบ้านมันเล็ก ส่วนกระเป๋าก็ไม่อยากได้แบรนด์ดีๆแพงๆ เพราะรู้ว่ามันหนัก อีกอย่างเราก็ขายส่งกระเป๋าจากอิตาลี ไปหลายๆเมืองในยุโรปดัวย เลยไม่สนใจ บอกนิดว่า กระเป๋า เมดอิน อิตาลี ทำในฟลอเรนซ์นะ แต่เป็นย่านคนจีน เราสั่งจากโรงงานจีน อาจจะนะ อาจจะทำในอิตาลี แต่แรงงานจีนแน่นอน ไม่แน่ใจว่าหนังสั่งจากไหน แต่ที่แน่ๆ ถ้าเดินอยู่แถวดูโอโม ก็จะเจอกระเป๋าเราประปราย 
     ตอนนั้นเราไม่ได้อยากซื้อของเลย  คือมันรู้สึกว่า ข้าวของในชีวิตมันเยอะ เยอะ และเยอะ เพชรก็ไม่อยากได้ เพราะไม่มีลูก ทองก็ไม่อยากได้ เพราะเอาไปยุโรปมันยุ่ง อยู่ในเซฟที่นี่ หากเป็นไรไม่ได้กลับมาล่ะ คือ บอกไม่ถูก ว่าทำไมไม่อยากได้อะไร แต่ช่วงนั้นเริ่มทำบุญเยอะนะ 
     พอวันนี้ กลับมาไทยดันถูกคนโกงเงินไป จนเสียความมั่นคง  เงินที่พอประคองชีวิตได้ มันพร่องไปแบบน่าใจหาย ดันเกิดกิเลส อยู่ๆก็อยากได้โน่น นี่ นั่น  รถที่ไม่เคยอยากได้ใหม่ ก็เกิดอยากได้ซะงั้น คือปกติไม่มีนิสัยแบบนี้เลย หรือว่าว่างจนเสพโซเชียลเยอะก็ไม่ทราบได้ คือเห็นคนเค้า Haul บ่อยเข้า อาจมีผลทางจิตวิทยา เสื้อผ้าในห้องก็ใส่ถุงเตรียมบริจาคไป5 ถุงดำแล้ว ก็ดูยังเต็มห้องอยู่เลย  แต่ก็อยากซื้ออีก ทั้งที่ใส่แต่เสื้อยืดขาว  
 งือออออออ ไม่อยากเป็นคนแบบนี้เลย



Create Date : 30 เมษายน 2561
Last Update : 30 เมษายน 2561 22:26:53 น.
Counter : 43 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
Dalla Padella Alla Brace Restaurant


ว่าจะเขียนถึงร้านโปรดในมิลานตั้งนานแล้ว ร้านโปรดคือ ร้านที่ชอบนะคะ ไม่ใช่ร้านที่ไปบ่อย แต่นี่ก็บ่อยจนเค้าเสริฟ์ lemon cello ฟรีเลยค่ะ ร้านอยู่สายสีแดง M1 จาก Duomo ลงสถานี Sesto Marrelli นะคะ แล้วมองหา BB Hotel หาง่ายค่ะ ร้านอยู่หลัง BB คนอิตาเลียนย่านนี้บอกคือร้านที่ดีที่สุดในย่านนี้ เราก็ว่าใช่นะ เพราะถ้าไม่โทรจอง ทานอีกทีก็หลัง 3 ทุ่ม คนหิวมากๆอย่าเข้านะคะ พิซซ่าเสริฟ์เร็ว แต่อย่างอื่นช้าค่ะ บางโต๊ะมา 20 กว่าคน คนแรกได้ตอนทุ่มนึง 2 ทุ่มคนสุดท้ายบางทียังไม่ได้อาหารเลย ปกติลูกค้าร้านนี้นั่งแช่นะคะ นั่งแล้วเดินออกไปสูบบุหรี่ คือบรรยากาศในร้านมันเสียงดัง วุ่นวาย นั่งติดกันจนเราเป็นเพื่อนกันเลยค่ะ เย็นวันศุกร์ส่วนมากจะเป็นกลุ่มคนทำงาน มากันทั้งบริษัท คนหนุ่มสาวเลย พอเสาร์เย็น เป็นครอบครัวใหญ่ ชนแก้มกันจนเหนื่อย คนข้างบ้านเข้ามา เพื่อนพ่อ เพื่อนแม่ มาเจอกันในนี้  เรากับสามีเข้ามาก็ชนแก้มกับพนักงานเสริฟ์กับเชพ คือสนิทกันก็จริง แต่เขินทุกที เมนูเราสั่งซ้ำๆนะ แต่เนื้อร้านนี้อร่อยน่ะค่ะ RucoLa pomodo manza พนักงานก็มาฝึกภาษาอังกฤษกับเรานี่แหละ เพราะเป็นต่างด้าวโต๊ะเดียว มี แมรี่ สเตเฟีย กับ อานตี้ คนหลังนี่เป็นโดมินิกัน หน้าคล้ายคนไทยอยู่ เข้ามาเค้ารู้ใจเสริฟ์ไวน์แดง เหยือกใหญ่ให้คุณสามีเลย ปกติคุณสามีก็นั่งละเลียดตั้งแต่ร้านเปิดยังปิด รอคุยกับสามสาว คือที่นี่เฟรนลี่มากๆจริงๆ ชอบดูเวลาเค้าเล่นเค้าคุยกับลูกค้า ไม่มีใครโมโหที่รอนานเลย ทุกคน happy 
     เห็นสเตเฟียบอกเค้าจัด lunch set ราคาไม่แพง ตอนกลางวันนี่ ที่นี่ยิ่งคนเพียบ เหนื่อยสุดๆ เค้าปิดร้านปีละครั้งนะ คริสมาสถึงปีใหม่แค่นั้น มาดูรูปนะคะ คือเก้าอี้ว่างๆนี่ไม่ใช่ไม่มีคนนะคะ เด็กๆออกไปวิ่งหน้าร้าน  หนุ่มสาวออกไปสูบบุหรี่ ร้านนี้อาหารราคาถูกเลยค่ะ เพราะย่านนี้ไกลเมืองพอสมควร






หลังแมรี่ ^^



ออกไปสูบบุหรี่



สลัดชามสูง ลึก ใหญ่นะคะ อร่อยจุก






มีเนื้อชิ้นโตซ่อนอยู่ค่ะ


สีสวยฉ่ำ

 .....สำหรับท่านที่ต้องการใกล้ชิดคนอิตาเลียนแท้ๆ ไม่ใช่ร้านทัวร์มานี่ได้นะคะ พิซซ่าที่นี่เป็นแบบแป้งหนา สไตล์อเมริกันนะ ไม่ใช่บางกรอบเสริฟ์ชิ้นยักษ์ เค้าพูดอังกฤษได้นิดหน่อยนะคะ ถ้าคุณขี้หงุดหงิดผ่านไปก่อนเลยค่ะ แต่ถ้าชอบเสพบรรยากาศกับอาหารอร่อย casa vino ถูกและดี มา มา  



Create Date : 20 มิถุนายน 2560
Last Update : 20 มิถุนายน 2560 8:34:20 น.
Counter : 450 Pageviews.

0 comment
เดียวดายกลางสายลม...




เนื่องจากพายุร้ายโหมกระหน่ำเข้ามาในชีวิต ทำให้เราต้องแยกจากสามี คงราว 1 ปี หรือน้อยกว่านั้น ไม่อาจทราบได้ เค้าก็ยังโทรหาเราทุกวัน ตัวเราเองก็ไม่กล้าออกเดินทางไปไหน เพราะกลัวสามีเคว้ง...
   คนเยอรมัน นี่ชีวิตมันเหงานะ ต่างกับคนอิตาลีโดยสิ้นเชิง พนักงานเสริฟ์ที่อิตาลี เรียกเราว่าน้องสาวเลย ไปไหนก็ใครๆก็เป็นอมีโก้ไปหมด  
แต่ที่เยอรมันนี่ไม่มี เราเองก็ไม่เคยเห็นสามีมีเพื่อนเลย เคยมีแค่เวลาไปซื้อของ อาจทักเพื่อนบ้าน เพื่อนประถม หรือลูกพี่ลูกน้อง แค่2-3 ครั้งในรอบปี นอกนั้นคือ อยู่กับลูกชายรุ่นหนุ่มสองคน ไปทานข้าว ดูหนังกันแค่นี้
   เราเองก็แทบไม่คุยกับใครเลยตอนอยู่เยอรมัน มาอิตาลียังได้นั่งคุยกับบาริสต้า คนทำพิซซ่าบ้าง คุยแบบภาษาอังกฤษปนอิตาเลียน คนอิตาเลียนรุ่นใหม่ๆพูดอังกฤษได้เยอะแล้วนะ 
   ตอนเราอยู่ไทยก่อนหน้านั้น ออกไปทานกลางวันกับเพื่อนกลุ่มโน้น นี้ สลับกันไปทุกวัน พอใกล้เวลาโรงเรียนเลิก เราถึงเพิ่งเริ่มงาน ชีวิตไม่เคยขาดเพื่อนเลย 
    แต่ตอนนี้มันต่างกันน่ะ สัปดาห์แรก เราก็ไปกับเพื่อน ไปพัทยา หัวหิน แต่มันไม่เหมือนเดิมอ่ะ เรายังอยู่กับความคิด วิตกจริต ไม่สามารถทำตัวเหมือนเดิมได้ เราตัดสินใจที่จะไม่พบใครมากว่าสองเดือนแุล้ว ออกมาซื้ออาหารอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ไม่มีอะไรแล้ว ค่าน้ำค่าไฟหักผ่านบัญชีธนคาร คือคุยแค่กับสามีวันละ 3 เวลาเหมือนตอนอยู่ยุโรป 
   เมือวันก่อน เพื่อนบ้านกับรปภ.มากดกริ่งหน้าบ้าน พอเปิดไปเค้าบอกไม่มีอะไรครับ นึกว่าไม่สบาย เห็นเงียบมาก จริงๆเราอยู่นี่มานานพอสมควร แต่เราไม่เคยคุยกับใคร หรือออกไปนั่งนอกบ้าน แค่คุณลุงบ้านติดกันที่เราคุย ซื้อของมาฝาก จ้างเฝ้าบ้าน ตัดต้นไม้ เค้าก็น่ารักนะ คอยกวาดหน้าบ้นให้ทุกเช้าเลย 
    ยังไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตเลย ตอนที่กลับมามตังค์ติดมาแค่สองพันเหรียญ เพราะตั๋วการบินไทยที่ซื้อวันนั้นบินตอนนั้นคือ 900 ออยโรเลย ผู้หญิงก่อนหน้าเราเค้าพลาดสายการบินนึง แบบมาไม่ทัน เลยซื้อตั๋วการบินไทยก่อนหน้าเราสัก 6 ชม.มั้ง ราคา 500 ออยโร ตอนแรกเค้าโมโหตัวเองมาก พอรู้วันเราซื้อตั๋วราคาพันนึง รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย เชื่อไหม เราซื้อตั๋วราคาพันนึงตลอดเลยนะคะ เพราะสามีเราไม่เคยจองตั๋วล่วงหน้า หรือซื้อแบบไป กลับให้เลย ทุกครั้งบินฉุกละหุกตลอด รู้งี้เรานอนที่สนามบิน บินอีกวันดีกว่า ประหยัดเป็นหมื่น  
    โชคดีที่ตอนยังทำงานอยู่ เก็บเงินซื้อกองทุนโน่นนี่ไว้บ้าง ยังได้เงินปันผล โน่นนิด นี่หน่อย พอประทังชีวิตไปได้ แล้วก็
ไม่ได้ไปไหนด้วย หนี้สินก็ไม่มี ชีวิตถ้าไม่มีหนี้ มันง่ายขึ้นเยอะนะคะ 
     ปรัชญาชีวิตที่เคยได้ยินจาก อ.วีระ ธีรภัทร คือ มีน้อย ใช้น้อย ...มีมาก ใช้น้อย...เหลือ เก็บ .....ใช้ได้จริง ใช้ได้ดีนะคะ 
     ขอให้ทุกท่านโชคดี......





Create Date : 16 มิถุนายน 2560
Last Update : 16 มิถุนายน 2560 14:23:45 น.
Counter : 328 Pageviews.

1 comment
เรื่องร้ายในวัยผู้ใหญ่






เดือน มีค.ผ่านมา มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับชีวิตเรา ที่แย่กว่านั้น เราอยู่คนเดียว ในเนเธอร์แลนด์กับเงิน 700 ออยโร ตอนนั้นเราภาวนาทุกวันว่าอย่าให้โรงแรมที่เราอยู่เต็ม เพราะไม่มีใครช่วยอะไรเราได้แน่ เท่าที่ดู คิอ ทุกคนแสดงความเห็นใจ แต่คงช่วยไม่ได้จริงๆ จนเราตัดสินใจว่าควรเดินทางกลับเยอรมัน เพราะบัตรเครดิตกับเงินสดที่เหลือ เราทิ้งไว้ที่เยอรมัน เนื่องจากเราเกือบโดนขโมยกระเป๋าสตางค์ที่อิตาลี 
   เสาร์สุดท้ายของเดือน มีค. กับเงินห้าร้อยกว่า เราพยายามเสริซ์หาเส้นทางกลับเยอรมัน ก่อนหน้านั้นเราเดินไปถามร้านนวดไทยว่าควรจะเรื่มที่ไหน น้องเค้าว่าไป สถานีรถไฟเลย ซึ่งนั่งรถไฟฟ้าจากโรงแรมไปลงที่นั่นได้ ปัญหาใหญ่เรามีอีก คือกระเป๋าเดินทาง 3 ใบขนาดใหญ่1และกลาง 2 ซึ่งเป็นของสามีเรา และปกติเรามารถยนต์ เราพยายามยัดทุกอย่างและปิด บางอย่างทิ้งได้เราก็ทิ้ง แต่สุดท้าย นน.กระเป๋าก็ยังเกินความสามารถเรา แต่วันนั้นมันบ้าสุดๆแล้ว
   ลากกระเป๋ามาที่สถานี กดบัตรคิว เบเนลักซ์ พอถึงเรา จนท.บอกวันนี้วันเสาร์ รถไฟไปลักเซมเบริก์เต็ม ยูว์ต้องไปเบลเยี่ยมก่อน ไปกดบัตรคิว อินเตอร์แทน เราไปถาม จนท.เค้าบอกมีให้เลือก 2 ราคา แพงกะถูก ถ้าถูกเปลี่ยนรถ 4 ครั้ง ถ้าแพงเปลี่ยน 2 ครั้ง จากสภาพ เรายอมจ่ายแพง 120 ออยโร เพราะเราไม่สามารถลากกระเป๋าพวกนี้ได้ทันแน่
   ระหว่างทางจะเข้ามาในโซน ผดส. มี จนท.ท่านนึงมาดูตั๋ว ซึ่งเป็นกระดาษ A4 แล้วบอกเราว่า รถไฟไม่ไปตามที่ยูว์เห็นในกระดาษนะ เดี๋ยวยูว์ต้องไปลงที่นึง แล้วไปรถบัส เพื่อไปต่อรถไฟ เราบอกคนขายตั๋วบอกว่าไปได้ค่ะ เค้าบอกคนขายตั๋วไม่ใช่คนทำงาน เค้ารู้เพราะเค้าทำงานที่นี่ 
    ตอนนั้นคือ เราร้องไห้แล้วล่ะ ร้องเลย บอกเค้าว่าตอนนี้ชีวิตเรากากมาก คือไม่อายแล้ว สักครู่เค้าเดินไปหาคนอื่น เรารอจนเค้าห่างไป แล้วไปถาม จนท.อีกท่าน เค้าบอกไปได้สิ เราเลยเค้าไปในโซน ผดส.และแวะซื้อฮอตดอกชิ้นนึง ไม่ได้ดื่มน้ำเพราะไม่รู้ว่ารถไฟจะเข้าได้ไหม ส่วนอาหารเราไม่ได้หิว แต่คงดีถ้าเรายังพอมีแรง เราไม่ได้ทานอะไรมากว่า 4วันแล้ว คือ ทานพายชิ้นเดียวก็จุกคอแล้ว ช่วงนั้นมันตื้อไปหมด
     พอเข้ามาข้างใน ปรากฎว่าตั๋วที่ให้ ไม่มีเลขที่เกต เราเลยถามคนที่นั่งรอ เค้าก็พยายามช่วย สุดท้ายเค้าบอกให้เรากลับไปถาม จนท. เราก็วิ่งลากกระเป๋าไปมา คือ แขนกับคอนี่แทบแยกออกจากร่างแล้ว วุ่นวายอยู่แสนนาน จนมั่นใจว่าน่าจะถูกคันแล้ว เลยขึ้นมารอ เหมือนเราต้องไปลงที่ บรัสเซลล์เซนตรุม ตอนเราลากกระเป๋าทั้ง 3 ขึ้นรถนี่ต้องทำเวลามากๆนะ และกระเป๋าเราก็ขวางทางเดินด้วย พอไปถีงบรัสเซลล์ ปรากฏว่ามี 2 สถานีที่ใช้คำว่าบรัสเซลล์ สุดท้ายเราเลยยื่นกระดาษ A4 ให้ ผญ ที่รอลง ถามว่าป้ายนี้หรือป่าว เค้าบอกป้ายหน้า ก็โอเค ลากกระเป๋า วิ่งลง หาเกตที่จะไปลักซ์เซมเบริก์ มี่เวลาไม่ถึง 10 นาที พอไปถึงเกต รายชื่อสายรถ ไม่ตรงกับเกต เราไม่มีเวลาเศร้านัก เลยถามคนนี่แหละ แผนที่อยู่ที่ปาก ยังใช้ได้ผลเสมอค่ะ ผญ.ใจดีบอก รถมาจอดรอแล้ว แต่เปลี่ยนเกต รีบวิ่งไปเลย เราก็รีบลากกระเป๋าขึ้นชั้นบน ทำเวลามากๆ 
    พอมาถึงคนยังไม่เยอะนัก เรารีบหาห้องน้ำเข้าก่อนเลย เราเองก็ไม่รู้ว่าขึ้นถูกคันรึป่าว แต่คิดว่าถ้าพนักงานบอกเราว่ายูว์ผิด ต้องโดนปรับนะ เราจะบอกให้เค้าประหารชั้นเหอะ ให้ชั้นตายเหอะ อารมร์ตอนนั้นมันประมาณนี้จริงๆ สักครู่มี ผญ.อาหรับคลุมหน้ามานั่งข้างๆเรา ถามเราทุกป้ายเลย ว่าใช่ป้ายที่เค้าจะลงไหม ป้ายภาษาฝรั่งเศสนะ แต่พอจะมีเค้าสำเนียงบ้าง สักครู่เค้าส่งโทรศัพท์ให้เราคุยกับลูกสาว นั่นก็แบบ บองชูว์ใส่เลย เราบอกเราพูดฝรั่งเศสไม่ได้น่ะ แต่ตอนนี้ถึงสถานีนี้แล้ว บอกชื่อสถานีไป สังเกตุว่าที่นั่งฝั่งซ้ายมือ มีเด็กหนุ่มลอบๆมองเรา เค้าหน้าตาเหมือนนักเรียนเรา แต่จากประสบการณ์เราคิดว่าเค้าน่าจะมาจากอเมริกาใต้เค้าก็คงคิดเช่นกัน แต่ดูเค้าสุภาพ พูดฝรั่งเศสได้ดี ช่วยอธิบายให้คุณป้าชาวอาหรับฟัง ประมาณว่าเดี๋ยวป้าลงป้ายเดียวกับผมนะ ประมาณนี้ 
      จนถึงป้ายนึงที่ลักเซมเบริก์ เราฟังประกาศภาษฝรั่งเศส ไม่มีอังกฤษเลย ดูมันมีประกาศพิเศษ แล้วเหมือนกับว่าคนลุกขึ้นแบบผิดปกติ นี่คือป้ายที่น้องอเมริกาใต้จะลง แต่เรารั้งเค้าเลย บอกว่ารถคันนี้จะไปเซนทรุมไหม เค้าบอกไป แต่รถจะตัดขบวน   คุณต้องย้ายไปขบวนหมายเลขต้นๆแล้วก็เร็วด้วย รถจะออกแล้ว เราก็เฮ้ย เท่านั้นแหละ ยกกระเป๋ามารวมกันลากแบบลืมตาย หันไปมองทางขวา มีหนุ่มผมแดง เค้าเหมือน Ed Sheeran เลย กำลังนั่งฟังเพลงชิลล์เลย เราบอกไปเร็ว เค้าจะตัดขบวนหนุ่มนี่ยัง งง สาวชาวฝรั่งเศสก็พยายามอธิบาย พอเราบอกไปเร็วรถจะออกแล้ว เค้าก็วิ่งผ่านตู้อื่นๆไปเลย เราว่าเราน่าจะอยู่ตู้หมายเลข 9 ก็ลากกระเป๋ามาเจอ จนท. เค้าบอก มาดามลงไปลากข้างล่าง ถ้าลากบนนี้ยูว์ไม่ทันแน่ เราก็ลงจากขบวนลากกระเป๋าวิ่งสุดแรงเกิด สักครู่หนุ่ม Ed วิ่งสวนกลับมา คือตอนตกใจ เค้าเอาไปแต่แมคบุค แต่ลืมกระเป๋าเดินทางไว้ตรงที่วางเหนือศรีษะ พอขึ้นมาโบกี้ที่ 1 ได้เราถามสาวๆที่นั่งหอบเหมือนกันว่า คันนึ้ไปเซนทรุมไหม ทุกคนบอกโอเคค่ะ น้อง Ed วิ่งมานั่งหอบข้างๆ มองหน้ากันแบบ รู้สึกได้เลยว่า ในใจพูดว่า ไม่อยากจะเชื่อเลย ...ตั๋วจนถึงตอนนี้จ่ายไปรอบแรกรอบเดียวนะคะ 120 ออยโร 
เดี๋ยวมาต่อภาค ลักเซมเบริก์ ซารล์หลุยส์ค่ะ ค่อยๆใจอุ่นขึ้นมาทีละนิด



Create Date : 13 พฤษภาคม 2560
Last Update : 13 พฤษภาคม 2560 15:23:35 น.
Counter : 576 Pageviews.

0 comment
รองเท้าคู่ใหม่




วันนี้มิลาโน อากาศดีมากๆ 15-22 องศา ดีใจอ่ะ ที่ รร.วันนี้มีแขกกรุ๊ปใหญ่สองกรุ๊ป คือมาเพื่อ มาราธอน กะ แข่งเกมส์ การด์ยูกิ ใช่ การ์ดยูกิแบบที่เด็กๆซื้อกันน่ะค่ะ เมื่อคืนหนุ่มหล่อล่ำนั่งประชุมกันซีเรียสเลย เรางง ยังมีคนเล่นเหรอเนี่ย งานมาราธอนวันนี้ใหญ่มาก ในรถไฟฟ้าเกือบทุกคนมายิ่ง
เราไปเดินดูโอโม เหมือนทุกครั้งไม่เข้าช๊อปสามีเพราะรอไปพร้อมสามี แล้วพนักงานชอบเคืองที่เราไม่ค่อยซื้อ เค้ารอแค่สามี เราเลยไปร้านโปรด matia's เผื่อเจอกุชชี่ที่มีไซส์เรา แล้วก็เจอแบบส้ขสูง สวยมากๆหลายคู่เลย แต่ความที่ออกจากงานมานาน ไม่ได้ใส่แล้ว พอยืนต้องเกาะผนังห้องเลยค่ะ เสียใจอ่า
   เลยลองผ้าใบ ลายนี้เรามีกระเป๋าอยู่แล้วนะ ปกติเราไซส์ 37-38 พอเป็นกุชชี่ 36ครึ่งแฮะ ดีไม่สั่งตามเวป ไม่งั้นร้องไห้แน่ เหลือ 250 ออยโรค่ะ จาก 450 มีส้นสูงคู่นึงส้นแต่งด้วยงู สวยเหลือ 500 แต่สูงจนข้อเท้าเจ็บ อดไป 
    เราซื้อผ้าใบนะคะ เพราะเหตุว่า อาทิตย์ก่อนเราโดนมิจฉาชีพเปิดกระเป๋าตอนเลือกของ แต่ไม่ทราบยังไง เราดันเอามือจับกระเป๋าพอรู้ว่าเปิดอ้าซ่าก็ช็อคเลยมีตังค์ 3พันกว่า เลยคิดว่า อิตังค์3พันนั่นโดนขโมยไปแล้วละกัน แหะ แหะ




Create Date : 19 มีนาคม 2560
Last Update : 19 มีนาคม 2560 21:23:58 น.
Counter : 648 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  

อุปสรรคไม่ใช่คำสาป
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



All Blog