All Blog
โรคคันเท้ายังไม่จางหายไปจากชีวิตซะที
   สิ่งหนึ่งที่รังควานชีวิตเรามาตลอดตั้งแต่เรามาอยู่ที่นี่ก็คือโรคคันเท้า เราน่ะเป็นไอ้โรคเนี้ยมาตั้งแต่ปีแรกที่เรามาอยู่แล้วนะ สามีบอกว่ามันเรียกว่า chillblain สาเหตุที่มันเกิดขึ้นมาเพราะเราปล่อยเท้าเราให้เย็น แรกๆเลยตอนมาใหม่ๆ มันก็หนาวมากๆนะ วันที่สองที่เรามาอยู่ก็มีหิมะแล้ว แต่เรายังใส่ถุงเท้าบางๆแบบที่เราใส่กับรองเท้าผ้าใบอยู่เลย แรกๆมันก็ยังไม่เกิดอาการ แต่พอเข้าเดือนธันวา มันหนาวมาก แต่เราก็ยังไม่สนใจ เรารู้สึกว่าเท้าเราเย็นแต่ตัวเรามันอุ่นก็ไม่เป็นปัญหา
    ไอ้วันที่มันเกิดอาการให้เห็นมากๆคือ วันที่ไปเดินช้อปปิ้ง ใส่ถุงเท้าแบบเดิมกับรองเท้าบู๊ทหัวแหลม เดินนานหลายชั่วโมง ช่วงเดินไม่มีปัญหา แต่พอสามีไปรับ เข้าไปนั่งในรถ รถก็มีฮีทเตอร์ใช่มะ พอเท้าเข้าไปโดนกับความร้อน บวกกับความที่มันอบ โหย มันคันมากๆๆๆๆแม่เจ้า ถอดถุงเท้ารองเท้า ยกเท้าขึ้นมาเกาๆๆๆๆ บนเท้ามันแดงไปหมดอ่ะ นิ้วเท้าก็แดง ช้ำ เพราะโดนเบียดจากการที่ใส่บู๊ทส้นแหลม นั่งเกายันถึงบ้าน อยากร้องไห้ และจากนั้นมันก็เป็นทุกเย็น ตอนกลางวันมันไม่คันเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะฮีทเตอร์ยังไม่ร้อนมาก อุณหภูมิในบ้านยังเย็นหน่อยๆ พอตกเย็นอุณหภูมิมันจะเพิ่มขึ้นเพราะฮีทเตอร์ที่เปิดไว้นาน เท้าก็เริ่มอุ่น ทีนี้ก็เริ่มคัน เกาอีก จนนิ้วเท้าบวม หลังเท้าหน้าเท้าคันหมด สามีกลับมายังมานั่งบีบเท้านวดเท้าให้ เพราะเค้าบอกว่าอย่าเกา เค้าก็เลยบีบๆให้แทน ก็บรรเทาคัน แต่มันทำให้เท้าเราเป็นหนักอีก เหมือนมันเซ้นซิทีฟแล้วคราวนี้ ก่อนนอนก็กว่าจะได้นอนแสนทรมาน พยายามทำเป็นลืมๆ แต่มันอดไม่ได้ ต้องเกาแม่งซะให้หาย แต่สุดท้ายเป็นหนักอีก นิ้วเท้าช้ำม่วงเขียวเลยคราวนี้ ร้องไห้ สามีก็ช่วยจับๆเท้าคือจะพยายามไม่เกา เรานะอยากตัดเท้าทิ้งจริงๆเลย ทรมานมากกกก
    จนต้องนัดหมอ หมอบอกว่าเป็นเพราะเราไม่ทำเท้าเราให้อุ่นตลอด เรานึกในใจว่า เฮ้ยแต่ที่ตูเกาเนี่ยเพราะมันอุ่นนะ มันถึงคันอ่ะ พอมันโดนความเย็นดิ่มันหายคัน อะไรวะงงกะหมอว่ะ กลับมาพร้อมครีมที่หมอให้เป็นครีมทาแก้คันธรรมดา ทาเข้าไปก็ไม่หาย หมอบอกให้รักษาเท้าให้อุ่นเหรอ ได้เลย เอาเท้าจ่อฮีทเตอร์ซะ แม่งเอ้ย คราวนี้คันอย่าให้บอก ก็ไม่อยากกลับไปหาหมออีก เพราะเค้าบอกแล้วว่าให้ทำเท้าให้อุ่น (แต่หมอคะ ทำให้อุ่นแล้วมันคันอ่ะ ช่วยหน่อยดิ่ มันคันจริงๆนะหมอ)
    ต่อมา ก็พยายามหาข้อมูลในเนทว่ามีใครบ้างนะที่มาอยู่ต่างแดนแล้วเป็นแบบเราบ้าง ก็มีข้อมูลไม่มาก บางคนว่ามันเป็นเพราะเชื้อรา แต่เราว่าไม่ใช่อ่ะ มาเจอบางคนบอกว่าให้ลองเอาเท้าแช่น้ำอุ่นแล้วแช่น้ำเย็นสลับกัน ก็ทำแล้วแต่ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ เพราะมันก็หายช่วงที่เราทำ แต่พอเลิกแช่มันก็เป็น  ไปบ้านใครเวลานั่งคุยกันเราก็คันเท้าไปด้วย หงุดหงิดมาก
     ปีแรกมันเป็นหนักมาก มันมาหายตอนช่วงหน้าร้อน แต่มันยังหลงเหลือร่องรอยของความคล้ำไว้บนนิ้วเท้า จนไม่อยากเปลือยเท้าให้ใครเห็น อยู่เมืองไทยเท้ายังสวยกว่าอยู่เมืองนอก นี่มาอยู่นอก เท้ายังกะไปทำนามา
     มาปีที่สองมันก็เป็นอีกนะ แต่นิดเดียว เพราะตั้งใจอย่างนี้เลยว่า ถ้าเข้าหนาวปุ๊บ จะใส่ถุงเท้าหนาๆ ใส่สลิปเปอร์ ทุกวัน โอเคช่วยได้ แต่มีบ้าง ยังเล็ดลอดมาหน่อย แบบมันบอกว่ากูจะไม่ปล่อยมึงให้มีความสุขอ่ะ คืออย่างพอตกเย็น เท้ามันจะอุ่นมากๆงัย มันก็จะรู้สึกจี๊ดๆที่นิ้วบางนิ้วแล้ว แต่เราก็ปล่อยมัน ไม่เกา ทนได้ แล้วเราต้องอาบน้ำก่อนนอนทุกวัน (ปีแรกๆบางวันตอนเย็นก็ไม่อาบนะ เพราะมันหนาว อีกอย่างก็ไม่ได้ออกไปข้างนอกบ่อยอ่ะ อยู่ในบ้านไม่สกปรกอ่ะ คิดเองนะ) มันก็บรรเทาได้ แต่....ยังมีแต่ ผลจากการที่ใส่แบบนี้เกือบตลอดปี (ก็รู้ใช่มะว่าที่นี่มันร้อนไม่กี่เดือน ดังนั้น ข้าพเจ้าก็ใส่ถุงเท้า สลิปเปอร์ทุกวันเกือบปี เปลือยเท้าแค่เวลานอน) มันทำให้เล็บเท้าเหลืองอ่ะ แล้วส้นเท้าก็สากอ่ะ ทำไมๆๆๆๆๆ ขนาดใส่ถุงเท้าส้นเท้าสาก อยากตายยยย
     มาปีนี้ มันก็ยังเป็นนิดๆ อ้อ แล้วเราเนี่ยก็ใส่รองเท้าหัวแหลมไม่ได้นะ เพราะนิ้วเท้าจะเบียดกัน ยิ่งถ้าเดินมาก มันจะเบียดจนช้ำ แล้วถ้าเกาจะบวมเลย ขนาดไม่เกามันก็อยากจะบวมอีก  เราซื้อถุงเท้าแบบฮีทเตอร์มาใส่ แหมคิดว่ามันดี โอเคมันอุ่น แต่มันยังไม่พ้นที่มันอยากกลับมาฆ่าชั้นให้ตาย มันยังมาค่ะมันยังมา
     ใครๆที่เข้ามาอ่านอาจจะงงว่าแล้วไอ้โรคเนี้ยตกลงมันเกิดจากความหนาวหรือความร้อน โดยส่วนตัวนะ จากประสบการณ์ที่เป็นมาแล้วยังไม่หายเนี่ย มันเกิดจากความหนาว (เพราะปล่อยเท้าให้เย็น) ต้องรักษาให้อุ่น แต่ๆๆๆอย่าอุ่นเกินไป ไม่งั้นจะคัน เราบอกสามีเราว่า หลังจากนี้ไปชั้นคงอยู่ที่ไทยและที่อังกฤษไม่ได้ซะแล้ว เพราะเท้าชั้นมันอยู่เย็นเกินก็ไม่ได้ ร้อนเกินก็ไม่ได้ มันเซ้นซิทีฟ ต้องรักษาอุณหภูมิมันให้สมดุล ครีมอะไรก็ไม่ช่วย อย่าเกาเมื่อมันมา ปล่อยมันไป ทำเฉยๆกะมัน แล้วมันจะสงบตัวลง แต่มันจะมาบ้าง ทีละนิ้ว บวมนิดๆให้เห็นว่าตูมาแล้วนะ มึงอย่าทิ้งตูนะ อืมมมเราก็คิดซะว่าให้มันอยู่ไป ไม่นานหรอกตรูจะย้ายกลับไทยแล้ว
ปล.ไม่โชว์รูปหรอกนะ เพราะน่าเกลียด 

...............................................................................................................................
มาอัพเดตว่า หลังจากที่เราเริ่มรู้วิธีทำให้เท้าเรามันไม่คันแล้ว โดยการใส่ถุงเท้าฮีทเตอร์ และใส่สลิปเปอร์แบบหุ้มข้ออยู่บ้าน ออกนอกบ้านใส่รองเท้าขนแกะ ไม่ใส่รองเท้าบู๊ทหัวแหลม มันก็ไม่เกิดอาการคันแล้ว 


Free TextEditor



Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 10 ธันวาคม 2555 2:24:06 น.
Counter : 21710 Pageviews.

10 comment
ประกาศขายบ้าน เตรียมตัวย้ายกลับบ้านเกิดแล้วจ้า
เพราะการมาอยู่ของเราที่นี่ไม่ใช่การมาเพื่อตั้งรกรากถิ่นฐาน แต่มาเพื่ออยู่เป็นครอบครัวของเรา อนาคตของเรานั่นก็คืออยู่เมืองไทยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อมันมาถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม เราก็เริ่มวางแพลนว่าเราจะขายบ้านที่นี่ ตอนแรกคิดไว้เหมือนกันว่าจะปล่อยให้เช่า(ไอเดียคุณเจฟเค้า แล้วเราก็เออเห็นด้วย อย่างน้อยวันนึงลูกๆอาจอยากกลับมาเรียนที่นี่) แต่เหตุผลที่เปลี่ยนใจเพราะ

1. บ้านเราที่บางส่วนยังคาราคาซังอยู่ก็ต้องทำให้เสร็จ ซึ่งดูท่าทีว่าอีกนานเพราะคุณเจฟท่านบอกว่า I will do it มาแล้วหลายครา พอเข้าหน้าหนาวยิ่งไม่อยากทำ
2. ปล่อยให้เช่า ก็ไม่มีใครดูแลให้ เช่นหากคนเช่าต้องการให้ซ่อมนั่นนี่ และเราอยู่ซะไกลไม่สามารถทำได้ จ้างคนก็เสียตังค์หักลบค่าเช่าแล้วจะได้เท่าไร
3. ถ้าให้เช่า เราก็จะไม่มีเงินพอที่จะไปลงทุนทำอะไรที่ไทยได้ เพราะไม่รวย
จบข่าว
4. วันที่เจฟหงุดหงิดกับอากาศของที่นี่ แล้วเจฟก็บอกว่าเธอยังคิดจะให้ลูกกลับมาอยู่นี่เหรอ ให้ไปเรียนที่ออสดีกว่ามั้ย ที่นั่นก็เหมือนบ้านของคนอังกฤษหลังที่สองแหละ ที่สำคัญอากาศดีกว่าเป็นไหนๆ ชั้นเกลียดอากาศที่นี่มากๆเลย(อ้าว ไรวะ ตอนแรกเห็นบอกว่าจะให้เช่า ทีนี้มาอ้างเหตุผลนี้ ทำอย่างกะมันเป็นความคิดเราแต่แรกงั้นแหละ)

สรุปคือเอาบ้านลงขาย เมื่อวันที่ 4 มกรา พี่ท่านก็ไม่รอช้า อยู่ๆก็มาบอกว่าชั้นนัดเอเยนต์มาคุยวันนี้ อ้าว งง ทำไมเร็วจัง คิดว่าจะเอาลงช่วงซัมเมอร์ เอาลงช่วงนี้ใครจะมาดูวะ แต่ท่านก็ว่าเอาลงเร็วๆน่ะดีแล้วเพราะไม่รู้ว่าจะขายได้เมื่อไหร่ อีกอย่างเผื่อดวงดีมีคนมาดูแล้วชอบ โอเค วันนั้นผู้จัดการมา ตีราคา ถ่ายรูป เซนต์เอกสารต่างๆ เธอก็ให้ความมั่นใจว่าขายได้แน่ คือตัวเราเองอ่ะพะวงมาแต่แรกว่าบ้านบางส่วนยังไม่เสร็จอ่ะ (ส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดเล็กๆกับห้องน้ำชั้นล่าง ซึ่งสำหรับเราว่ามันเรื่องใหญ่ น่าจะทำให้เสร็จก่อนเอาลงขาย ราคาอาจได้มากกว่านี้) เธอกับเจฟก็บอกว่ามันอยู่ที่คนซื้อเค้าจะตัดสินใจ อีกอย่างนึงราคาบ้านไม่ได้อยู่ที่ว่าภายในบ้านมีไร แต่เค้าดูโครงบ้าน ดูที่ property เป็นหลัก ราคาที่เค้าตีให้เราแอบผิดหวังนิดหน่อย เราขายบ้านพร้อมฟาร์มซึ่งเนื้อที่เยอะเหมือนกันแต่ราคาเฉพาะฟาร์มเค้าตีให้ถูกมาก ก็ต้องทำใจละกัน (พยายามทำนะ เพราะมันต้องมาหักค่าอะไรๆอีกหลายอย่างอ่ะ แถมคนซื้อก็ต้องต่ออยู่แล้ว)

หลังจากวันนั้นสองวันก็มีสองสามีภรรยามาดู เราก็ตื่นเต้นกันนะ เพราะอะไรวะเร็วจังเลยแค่สองวันเองมีคนสนใจแล้วอ่ะ เพราะจากประสบการณ์ที่เห็นคนที่เค้าเอาบ้านลงขาย ดูเหมือนว่าจะใช้เวลากันนานมาก กว่าจะขายได้ เพราะด้วยเศรษฐกิจที่แย่ลง ค่าเงินก็ถูกลง
คนที่มาดูเป็นคู่สามีภรรยา ยังหนุ่มสาวทั้งสองคน มีลูกสาวอ่อนกว่าแองกัสหนึ่งเดือน สองคนนี้ท่าทางดูดีทีเดียว มาจากเมืองไม่ไกลจากบ้านเรานัก เจฟพาเค้าเดินดูบ้านและฟาร์ม ดูท่าทางเค้าสนใจเหมือนกัน เพราะเค้าอยากได้บ้านที่มีพื้นที่เยอะๆไว้ให้ลูกวิ่งเล่น ก็เลยจะเอาบ้านเค้าให้คนเช่า ขากลับเจฟถามเค้าว่าสนใจมั้ย เค้าก็ว่า อืมน่าสนใจ (แต่เราคิดว่าเค้าคงไม่สนใจอ่ะ และเราไม่คิดว่าคนมาดูบ้านเราจะอายุประมาณนี้อ่ะ นี่เซอร์ไพรส์เราจริงๆที่เค้าสนใจ)
อาทิตย์ต่อมามีมาอีกคู่นึง เค้าก็สนใจเพราะอยากได้พื้นที่ไว้เลี้ยงแกะ เพราะตอนนี้เค้าต้องเช่าที่ไว้เพื้อเลี้ยงพวกมัน แล้วเค้าก็กำลังจะขายบ้านได้
ต่อมาก็มีมาอีกคู่นึง คู่สามเค้ากำลังเอาบ้านลงขาย ภรรยาเค้าชอบบ้านเรามากโดยเฉพาะห้องไฟ เป็นส่วนเก่า ซึ่งบ้านเราอายุนานมากแล้วอ่ะ สามร้อยหรือสี่ร้อยปีนี่แหละ ห้องนี้ก็เก่าแก่มาก (ไม่รู้กี่ร้อยคนแล้วที่เคยใช้ห้องนี้ตอนหน้าหนาว มานั่งผิงไฟ ย่างอาหารกันตรงนี้)
ต่อมาคู่ที่สี่เมื่อวานนี้เอง สามีเป็นคนจีน ถามเราว่าสามีเธอชอบ DIY เหรอ เราบอกใช่ ถามทำไมวะ หรือว่ามองออก (แหงหละก็ท่านทำซะดี๊ดี ประชดนะ)
แล้วต่อมา คู่แรก กลับมาดูอีกรอบ มาถามรายละเอียดเพิ่มเติม ดูท่าทางสนใจมาก เดินสำรวจเอาจริงเอาจังมาก แล้วบอกเอเยนต์ว่าจะมาอีก

ภายในหนึ่งเดือนมีมาสี่คู่แล้ว โฮ่ ไรวะ คิดว่าจะไม่มีใครสนใจเลย วันนี้เจฟได้รับโทรศัพท์จากเอเยนต์ซี่ บอกว่าคู่สองสนใจมากแต่ต่อราคา.... คู่สามสนใจเช่นกัน แต่ต่อราคา..... เอ่อ ต่อเยอะไปมั้ย ต่อลงมาพอๆกันเลยทั้งสองคู่เลย
เจฟเลยบอกว่าคู่สองน่ะไปหาทำเลใหม่แล้วกัน ส่วนคู่สามน่ะขายบ้านก่อนแล้วค่อยว่ากัน

จะบอกว่าให้แม่ไปดูหมอให้เลย ด้วยความอยากรู้ว่า หนูจะได้กลับไทยในปีนี้มั้ย บ้านจะขายได้มั้ย หมอบอก วันที่ 10 เดือนกุมภา สองสามีภรรยาคู่เดิมที่เคยมาน่ะ จะมาอีก ภรรยาตัวใหญ่ๆ เค้าสองคนสนใจมาก แล้ววันที่ 16 หรือก่อนวันที่ 16 กุมภา เค้าจะวางเงิน โอ้แม่เจ้า หมอกล้าฟันธงเลยนิ แม่บอกก่อนกลับยังมีการเตือนแม่อีกด้วยว่าให้บอกลูกสาวด้วยว่าเตรียมแพคของกลับไทยได้เลย ก่อนวันที่ 16 นะอย่าลืม แม่ก็กลับมาด้วยความเบลอ บอกว่าแม่จดไว้ๆหมดหละที่หมอทำนายอ่ะ สรุปไม่ได้จดอ่ะ ต้องโทรคุยกันหลายรอบอยู่กว่าคำทำนายจะหลุดออกมาจากแม่หมด เพราะแม่ลืม แต่แม่บอกทำแม่อึ้งที่ทายชื่อสามีเราถูก แถมบอกแม่เราว่า เนี่ย ลูกสาวจบนิติ ธรรมศาสตร์ ใช่มั้ย แม่บอกแม่ชูสองนิ้วให้เลย รู้ได้งัย แล้วแม่ก็บอกว่า เสียดายเหมือนกันที่เค้าออกจากงาน หมอบอกว่า ขืนเค้าทำไปเค้าก็ไม่ชอบ แต่ถ้าอยู่นี่ชีวิตเค้าก็ดี ไปอยู่นอกก็ดี อนาคตชีวิตเค้าสบาย อืมมมใช่หมอ ขืนทำงานต่อไปสักวันก็คงต้องออกอยู่ดี ยังวางแพลนในตอนนั้นเลยว่าจะออกเมื่อครบสิบปี คงไม่สามารถทำงานอยู่ที่เดิม สภาวะแวดล้อมเดิมๆได้ยันอายุหกสิบอ่ะ เอ้า กลับเข้าเรื่อง หลังจากฟังแม่เล่าก็ตื่นเต้นนะ ตื่นเต้นที่ว่าไม่เคยเจอหมอดูคนไหนทักอะไรๆแบบวันที่ ฟันธงๆแบบนี้เลยอ่ะ จะจริงเร้อ แม่ก็บอกอีกว่า หมอบอกให้จุดธุปไหว้เจ้าที่ด้วย เพราะเค้าก็มีเจ้าที่เหมือนบ้านเราแหละ เอาละดิ่ แล้วเค้าทำกันงัยอ่ะ แล้วต้องพูดอังกฤษด้วยซิ ไม่งั้นเค้าจะเข้าใจมั้ย
เอ้า ก็ทำตามที่แม่บอก ไม่เสียหายอะไร แล้ววันที่ไหว้เจ้าที่ก็มาถึง เราก็จุดธูปเก้าดอก พร้อมดอกไม้ น้ำ ผลไม้ และ....ข้าวสวย(ไม่มีกับข้าวจ้า) ก็คิดๆอยู่นะว่าจะให้รึไม่ให้ดี จะกินเป็นมั้ย มันฝรั่งก็ไม่มีอ่ะ ไม่เป็นไรหรอกมั้ง เราตั้งใจแล้ว ก็ออกไปไหว้หน้าบ้าน ด้วยบรรยากาศหนาวเหน็บ บอกกล่าวเป็นภาษาอังกฤษงูๆปลาๆ ลงท้ายว่าขอให้ช่วยให้ขายบ้านได้ เสร็จพิธี

ตอนนี้ก็รอดูกันต่อไปว่าคู่แรกที่ว่าจะมาอีกเนี่ยจะมาอีกวันที่ 10 กุมภาอย่างหมอว่าป่าว จริงๆเค้าจะมาอาทิตย์นี้แต่สามีเค้าไปฮอลิเดย์หนึ่งอาทิตย์ อุบ๊ะ ถ้ามาอาทิตย์หน้า วันที่ 10 ก็น่าจะคู่นี้แหละวะ ภรรยาตัวใหญ่ด้วย (สูงใหญ่จริง) แต่เอ...วันที่ 10 มันเป็นวันศุกร์นะ เจฟก็ทำงานอ่ะ ถ้าเค้ารู้ว่าเจฟทำงาน เค้าจะมาทำไมวันนั้น เพราะเค้าคงต้องการรายละเอียดเพิ่ม เรารึจะให้ได้ สงสัยว่าหมอจะไม่แม่น แต่ก็เอ้า รอดูๆ เอ๊ะรึว่าจะคู่ที่สี่
......................................................................................................

วันที่ 3 มีนาคม

วันนี้อารมณ์บอกไม่ถูก ทั้งโมโห ทั้งผิดหวัง
หลังจากที่เล่าเรื่องราวในบล๊อคไปแล้วเรื่องขายบ้าน(ด้านบน) จากนั้นเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ก็จะมาเล่าเพิ่มดังนี้

หลังจากที่คู่ที่สี่มาดูรอบนึง ฝ่ายภรรยานัดกับทางเราว่าอยากมาดูอีกรอบ คราวนี้เค้ามากันทั้งครอบครัวเลย มีทั้งพ่อแม่เค้า และก็ลูกสาวสองคน แต่สามีไม่ได้มาด้วย ซึ่งก็ไม่มีอะไร แค่มาดู ผู้หญิงคนนี้ชอบบ้านเรามากเลย แต่แอบได้ยินว่าเค้ามีแพลนจะต่อเติม เพราะว่าเค้ามีลูกสามคน อยากได้ห้องเพิ่มอีกห้อง ตัวลูกสาวเค้าก็ชอบ อยากจะได้พื้นที่ไว้เลี้ยงม้า ก่อนกลับบ้าน ยังได้ยินเสียงลูกสาวถามแม่ว่า แม่จะซื้อมั้ยๆ แล้วหลังจากนั้นเค้าก็เสนอราคาให้ทางเรา ซึ่งก็ไม่ถึงราคาที่เราหวัง แต่ว่าเป็นราคาสูงที่สุดถ้าเทียบกับเจ้าอื่นที่ให้เรา แต่เค้าติดปัญหาตรงที่ว่า เค้ายังขายบ้านไม่ได้ นั่นก็หมายความว่า ถ้าเราเลือกเค้า เราต้องรอเค้าขายบ้านได้ ซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่

คู่สอง ต่อมาเห็นว่ามีคนเสนอราคามากกว่าตน จากที่เค้าเสนอราคาต่ำมากๆๆให้เรา คราวนี้เค้าเสนอมาเกือบเท่ากับคู่ที่สี่ น้อยกว่ากันนิดหน่อย แล้วเสนอว่า ในส่วนที่บ้านเรายังไม่เสร็จเนี่ย เค้าจะทำเอง

คู่ที่หนึ่ง เสนอราคาครั้งแรก ก็ให้เท่ากับคู่ที่สองเลย แต่เค้าต้องทำเรื่องกู้ แต่เงื่อนไขอื่นไม่มี เพราะเค้าไม่มีปัญหาเรื่องว่าต้องขายบ้าน เพราะเค้าจะเอาบ้านให้คนเช่า

หลังจากที่เราได้คิดๆกันแล้ว ราคาที่แต่ละคู่เสนอมา จริงๆแล้วมันต่ำไป เราอยากได้มากกว่านั้น แต่เราก็กลับมาคิดว่า ถ้าเราไม่เอาราคานี้ จะมีคนมาดูบ้านเราอีกมั้ย จะมีโอกาสอีกมั้ย เราก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ ก็คือ เศรษฐกิจมันไม่ดี บ้านขายยาก ถ้าเราไม่คว้าไว้ก่อน เราอาจจะต้องรอนานเป็นปี แล้วราคาที่ว่าต่ำ เราก็ต้องทำใจยอมรับมัน เราเลยตัดสินใจที่จะเลือกคู่ที่หนึ่ง แต่แล้ว ต่อมาทางเค้าก็ไม่เอาเพราะว่าเค้าไปถามทางหน่วยงานเรื่องจะต่อเติมเพิ่ม (เราไม่รู้มาก่อนว่าเค้าแพลนไว้) แต่หน่วยงานบอกว่าไม่สามารถต่อเติมได้แล้ว เค้าเลยไม่เอา ถอนตัว

เราเลยต้องเลือกคู่ที่สอง ซึ่งมันเป็นไปเพราะจำใจ จริงๆคู่นี้ เค้าดูเป็นผู้ซื้อที่กดราคารเอามากๆ เห็นบ้านเราไม่มีค่าหรือยังงัย เพราะราคาที่เสนอมาครั้งแรก เรียกได้ว่า ถ้าใครรู้ คงด่าเหมือนกัน เอาเหอะ ในเมื่อเค้าเสนอเพิ่ม แล้วอีกอย่างสามีเค้าก็บอกว่าส่วนที่ต้องทำเพิ่มนั้นเค้าจะทำเอง เราก็สบายใจตรงนี้ ว่าถ้าเลือกเค้า เจฟก็ไม่ต้องทำงานหนัก เพราะเราก็ห่วงเค้า หลังจากผ่าตัดมา หลังและเข่าเค้าก็ไม่ดี อีกอย่างถ้าตกลงแล้ว หลังจากนี้เราก็ไม่ต้องมาห่วงว่าจะมีคนมาดูบ้านมั้ย แล้วจะต้องมาคอยทำบ้านให้เรียบร้อยอยู่บ่อยๆด้วย

สรุป เราเลือกคู่สอง แล้วเค้าก็มาคุยที่บ้านอีกครั้ง ว่าเค้าจะต้องทำตรงไหน ส่วนโรงเก็บของเค้าไม่เอา (ลืมบอกไปว่า ก่อนที่เราจะเลือกเค้า เราเสนอว่า ถ้าเราให้โรงเก็บของเค้าด้วย ซึ่งจริงๆเลี้ยงม้าในนั้นได้ ขอให้เค้าเพิ่มให้อีก แต่ทางเค้าไม่เอา และจะเอาราคาที่เค้าเสนอแค่นั้น เราก็โอเค

จากวันนั้น เราสองคนก็แฮปปี้ มีความฝัน วางแผน ต่างๆนานา อ้อ แล้วเราก็เอาบ้านออกจากตลาด ณ วันนั้น แต่แล้ว วันนี้มันเกิดอะไรขึ้น คือ เมื่อวันศุกร์ ทางคู่เนี๊ย เค้าส่งช่างสร้างบ้านซึ่งเป็นเพื่อนเค้า มาดูบ้านเรา ว่าเค้าต้องทำไรบ้าง แล้วให้เพื่อนเค้าตีราคา เพื่อนเค้ามา เจฟก็คุยกับเค้าอย่างดี ก็ไม่มีอะไร หารู้ไม่ว่า วันนี้ เราได้รับข่าวจากทางเอเย่นต์ว่า คู่นี้ขอลดราคาบ้านเราลงมาที่ราคาที่เสนอครั้งแรก(ที่ต่ำมาก) เพราะทางเพื่อนเค้าบอกว่า ที่เค้าจะต้องมาทำเพิ่มนั้นเป็นเงินจำนวนมหาศาล(เราหมั่นไส้ เราถึงใช้คำนี้ เพราะจริงๆบ้านเรามีส่วนที่ต้องทำเพิ่มไม่เยอะแล้ว ถ้าหากว่ามันต้องใช้เงินขนาดนั้น แสดงว่ามันต้องรื้อหลังคาด้วยมั้ง) เจฟกับเราโมโหมากที่ได้ยินแบบนั้น อะไรกัน นี่เราเอาบ้านออกจากตลาด ตกลงกันแล้ว ทำไมทำแบบนี้อ่ะ ในเมื่อคุณก็รู้ว่าบ้านเราต้องทำอะไรเพื่มบ้าง การที่คุณเสนอราคามาแค่นั้นน่ะ คุณต้องเผื่อเงินไว้ทำเพิ่มอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าคุณจะเล่นมาหักจากส่วนที่เราควรจะได้แบบนี้ เพราะทางเอเยนต์เค้ามาตีราคาให้เรา เค้าก็ตีราคาตัวบ้าน เค้าดูแล้วว่าบ้านเราควรได้ราคาเท่าไหร่ แล้วทางคุณยังต่อซะยับเยินขนาดนั้นอ่ะ ต่อมาพอเห็นคนอื่นเพิ่ม ก็เพิ่มบ้าง เพราะอยากได้ พอเพิ่มแล้ว เรารับแล้ว เออ ดันมาลดลงหลังจากเราตกลงจะขายให้แล้ว

เรางงอ่ะ เราไม่เข้าใจคนแบบนี้เลยอ่ะ เราโมโหนะ เหมือนดูถูกเราสองคนมากเลย ดูถูกบ้านเราด้วย อย่างกะบ้านเราเป็นคอกม้า อีกอย่างที่ทำให้เราโมโหมาก เพราะ เราเอาบ้านออกจากตลาดแล้ว มันไม่ได้อยู่ในขั้นตอนเสนอราคาอะไรแล้ว
(จริงๆเราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมที่นี่เค้าทำกันแบบนี้ได้) เจฟบอกว่าเค้าก็ไม่เคยเห็นเลย ที่จะให้ช่างมาดูก่อนแบบนี้ โอเค คุณอาจจะให้มาได้ แต่มันไม่ควรจะมีผลอะไรกับราคาที่คุณเสนอมาแล้ว นี่คุณมีการศึกษามั้ยอ่ะ เข้าใจอะไรผิดมั้ย ทำแบบนี้เหมือนเราโง่เลยอ่ะ

วันนี้ เราก็เลยอารมณ์ไม่ดีเลย มันเหมือนฝันเราพังทลาย คือถ้าตอนนี้มันยังไม่มีการตกลงว่าจะซื้อกัน บ้านยังอยู่ในตลาด เราก็โอเคนะ เรารอได้ แต่นี่มันเหมือนกับว่า ตอนแรกฝันมันจริงแล้ว แต่กลับมีคนมาทำลาย

หมอดูไม่แม่นซะแล้ว ตอนแรกเราก็ลุ้นๆว่าจะแม่นมั้ย ซึ่งในตอนแรกที่ตกลงกันแล้วว่าจะขายให้เจ้านี้ หมอดูแม่นอยู่นะ เพราะบอกว่ายังงัยก็ขายได้ภายในเดือนกุมภา แล้วคนที่จะซื้อเค้าอยากได้ที่ไว้เลี้ยงสัตว์ด้วย (เจ้านี้เค้าจะเลี้ยงแกะ) แต่ไม่เห็นหมอบอกเลยว่า แล้วเค้าจะเปลี่ยนใจ

ซึ่ง ณ ตอนนี้ ทางเค้ายังไม่ถอนตัวนะ ยังคงเสนอราคาเดิม ราคาแรก เราบอกให้เจฟบอกไปเลยว่า เดี๋ยวเราจะให้ฟรีเลยเอามั้ย แหม อันที่จริงจะมารออีกทำมั๊ย ทำไมไม่ถอนไปเลย คงคิดว่า วันนึงเราก็ต้องถึงทางตัน เลือกเค้าแน่นอน เพราะเค้าอาจจะคิดจากที่เราบอกเค้า ว่าเราจะย้ายกลับไทยเดือนสิงหา คงคิดว่า ถ้ายังไม่มีใครเสนอราคาดีกว่าเค้า เราคงต้องเลือกเค้าแน่ เพราะมันมีข้อจำกัดเรื่องเวลา แต่เราคิดว่า ถ้าเราขายไม่ได้ราคาที่เราต้องการ (ราคาที่พอไปได้) ยังงัยเราก็จะกลับไทยอยู่ดี แต่เราคงลำบากหน่อยที่เราก็ไม่มีเงินก้อนที่จะซื้อบ้านหรือทำอะไร ซึ่งเราไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น

วันนี้เราก็ไม่ค้นหาแบบบ้าน ไม่หาข้อมูลสร้างบ้านแล้ว เรารู้สึกแย่ และก็ เลยมาระบายในบล๊อคของเรา






Create Date : 31 มกราคม 2555
Last Update : 4 มีนาคม 2555 3:50:36 น.
Counter : 1353 Pageviews.

2 comment
แล้ววันเวลาก็ผ่านมาสามปีแล้ว

วันเวลามันผ่านไปเร็วจังนะ นี่ครบสามปีแล้วหรือที่เรามาอยู่เมืองที่เค้าเรียกว่าผู้ดีแห่งนี้ นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ที่นี่ทำให้เราแกร่งขึ้น อดทนมากขึ้น เราสงบมากขึ้น ก่อนหน้านี้เวลามีอะไรมากระทบ หรือ มันทนไม่ได้กับความหนาว ทนไม่ได้กับการที่มันไม่มีอะไรที่สะดวกสบายเหมือนบ้านเรา เราก็คิดกลับไทยลูกเดียว โวยวายกะเจฟ ซื้อตั๋วให้ฉัน ฉันจะกลับไทย ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ไม่สนใจเค้าด้วย แต่เดี๋ยวนี้คิดทบทวนมากขึ้นก่อนที่จะพูดออกไป เพราะที่ผ่านมาหลายๆครั้งตัดสินใจอะไรโดยใช้อารมณ์ก่อนเหตุผล อาจเป็นไปได้ที่มีลูกแล้วทำให้คิดเยอะ

กับสภาพแวดล้อมที่นี่ ปีแรกๆจนถึงก่อนที่ยังไม่มีลูก เหงา หดหู่ และเวลาที่ร่างกายเกิดอารมณ์แบบนี้ทำไมมันหนาวเหลือเกิน หนาวมากกว่าปกติ และนับตั้งแต่มานี่มันก็หนาวขึ้นทุกปีๆ อะไรๆก็ทนได้ แต่ความหนาวมันทนไม่ได้จริงๆเป็นปัญหาเดียวที่มันยังคงอยู่

กับชีวิตคู่ สามปีที่เราใช้ชีวิตคู่มากับผู้ชายคนนี้ ผู้ชายคนนี้ถามเราหลังจากเค้ากลับจากทำงานว่า หิวมั้ย กินอะไรหรือยัง เราบอกหิวแต่ไม่รู้จะทำไรกิน อยากกินอะไรเค้าจะทำให้ กินเสร็จ เค้าช่วยล้างจาน เรานั่งเล่นเนท เธออยากกินอะไรมั้ย น้ำหรือผลไม้ เราบอกว่าอยากกินนั่นนี่ เค้าก็จะไปทำมาให้ระหว่างที่เรานั่งเล่นเนท หรือบางครั้งไม่มาถาม แต่สักพักก็จะมีผลไม้หรือขนมมาวางข้างๆระหว่างที่นั่งเล่นเนท เราเองทำให้เค้ากี่ครั้งกัน ถามเค้ากี่ครั้งกันเวลาเค้านั่งดูทีวีว่า เอาชามั้ย แทบไม่ได้ถาม นวดให้เรายามปวดเมื่อย แม้กระทั่งตอนนั้นที่เป็นโรคบ้าบอเกี่ยวกับคันเท้า ตอนกลางคืนเค้าก็จะนั่งแล้วเอาขาเราพาดบนตักแล้วนวดเท้าให้ ตอนนี้เค้าทำหน้าที่ช่วยรีดผมให้เราด้วย (เพราะผมเราหยิก แต่ก่อนเรายืดทุกหกเดือนนะตอนอยู่ไทย แต่มาอยู่นี่ไม่เคยไปร้านเสริมสวยเลย) บอกตรงๆว่าเราก็ไม่ได้คิดหรอกนะว่าสามีจะทำสิ่งเหล่านี้ให้ แม้มันจะเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่มีผู้ชายสักกี่คนที่ทำให้ภรรยา ภรรยาต่างหากที่ต้องทำกับข้าวทุกวัน ล้างจาน เสิร์ฟชาให้สามี หลังจากเค้ากลับมาจากทำงานเค้าควรได้พักผ่อน อาหารพร้อม ภรรยาเสิร์ฟ แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องทำกับข้าวเค้าทำให้เราตลอดหรอกนะ เพราะเราก็รู้หน้าที่เรื่องทำกับข้าวควรเป็นเรา เพราะอยู่บ้านเฉยๆก็ควรทำ แต่เจฟเค้าจะไม่ว่าถ้าเราไม่ทำเค้าก็ทำได้ ยิ่งตอนนี้วุ่นวายกับลูกสองคน เรายิ่งไม่ได้ทำกับข้าวเลย ก็ต้องขอบคุณเค้ามากๆที่ทำให้เราไม่ต้องดูแลเค้าเท่าไหร่ แถมเค้าก็ยังช่วยเราเลี้ยงลูกด้วยหลังจากที่เค้ากลับมาจากทำงาน

กับหน้าที่แม่ เหนื่อย นี่คือคำแรกที่คิดได้ แต่มันไม่เหนื่อยขนาดจะตาย มันเป็นความเหนื่อยที่มีรอยยิ้มปนเปื้อนทุกครั้ง รู้สึกหัวตัวเองยุ่งเหยิงยังงัยไม่รู้ พอมีลูก มันก็ต้องมีแพลนชีวิต โน่น วางไปไกลแล้ว ไปขนาดลูกจะเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหนดีน๊า หรือ เราจะเลี้ยงลูกเราไหวมั้ยในวันที่สามีเราไม่อยู่ คิดๆๆๆจนกลัวไม่อยากให้ถึงวันนั้น ต้องฉุดตัวเองมา บอกว่า เฮ้ย ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อน ทำทุกวันให้มีคุณภาพ เลี้ยงลูกให้เก่ง ให้แกร่ง อย่าอ่อนแอเหมือนตัวเอง แล้ววันที่เค้าโตเค้าจะดูแลตัวเค้าได้เราไม่ต้องห่วงเค้าแล้ว พอคิดได้แบบนี้ก็สงบลง

กับชีวิตที่ได้เดินทางจากบ้านเกิดอันแสนยาวไกล คุ้มนะ ได้เห็นได้รู้อะไรหลายอย่าง แม้มันจะผ่านมาแค่สามปีก็ตาม ยังมีอะไรๆอีกเยอะที่ยังไม่รู้ในโลกใบนี้ หาก ณ วันนี้ยังคงอยู่ที่เดิม ก็คงมีชีวิตอยู่แค่ที่ทำงานและบ้าน แค่นั้น

ครบสามปี ก็ตัดสินใจว่าจะยื่นขอเป็นบริติชซิติเซ่น ไม่ใช่ว่าอยากได้สวิสดิการหรืออะไร เพราะมันไม่ได้อยู่แล้ว และอีกไม่นานก็ย้ายกลับไทยแล้ว ที่ขอไว้ก็เพราะว่าเพื่อลูก เราไม่รู้อนาคตว่าวันหนึ่งเกิดลูกอยากมาเรียนที่นี่ แล้วมันจะได้ไม่ต้องยุ่งยาก ไม่ต้องขอวีซ่าอีก





Create Date : 24 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2554 4:33:40 น.
Counter : 593 Pageviews.

4 comment
รายการทีวีของอังกฤษ มีอะไรน่าดูกว่านี้อีกมั้ย เซ็ง....
ทุกๆเย็นสามีเราก็จะนั่งดูทีวี ส่วนตัวเรานั้นหลังจากเสร็จภารกิจเอาลูกเข้านอนแล้ว ก็จะลงมาอยู่ห้องเดียวกะที่สามีดูทีวี แต่เราไม่ได้ดูกะเค้าด้วยหรอก นอกจากรายการ x factor แล้ว ก็จำไม่ได้ว่ามีรายการอะไรน่าดูสำหรับเราอีก บ้านเราไม่ได้ติดช่องรายการพิเศษหรืออะไร ที่มีอยู่ก็เยอะแยะมากมายหลายช่อง แต่ที่เยอะแยะนี่ขอบอกว่าน่าเบื่อโคตรๆ รายการเด็กพวกการ์ตูนยังน่าดูกว่าอีก เราก็สังเกตมานานหลายปี (ก็สามปีแล้วหละตั้งแต่มาอยู่นี่) ว่ารายการบ้านเค้ามันมีอะไรน่าสนใจบ้าง จะบอกว่าที่น่าสังเกตมากๆคือเค้าจะไม่ค่อยมีดาราเหมือนบ้านเราในแต่ละรายการ เค้าจะใช้คนทางบ้านนี่แหละ เพราะประหยัดค่าใช้จ่ายงัย (ประเทศนี้ประหยัดทุกอย่างที่ทำได้) คิดดูรายการแบบนี้มีเยอะมากๆๆๆๆๆ จนอดคิดไม่ได้ว่า นี่คนอังกฤษทุกคนเค้าได้ออกรายการทีวีกันหมดแล้วมั้ง เพราะเกือบทุกรายการมีแต่คนทางบ้าน ดูแล้วเหนื่อยใจ

รายการที่มีเยอะมากๆๆๆจะเป็นพวกรายการทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็นแข่งขันทำอาหาร หรือโชว์ทำอาหาร รายการที่แข่งขันทำอาหารก็จะมีกรรมการที่จะคอยติชมและตัดสิน (ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือเชฟมืออาชีพ ต้องทำสีหน้าเคร่งขรึมด้วย)ระหว่างที่ผู้เข้าแข่งขันกำลังทำอาหารนั้น กรรมการการจะคอยดู กล้องจะจับที่หน้ากรรมการ แต่ละคนนะทำหน้าเคร่งมาก ดูจริงจังมาก ซึ่งไม่น่าจะจริงจังขนาดนั้น มันก็แค่แข่งกันทำอาหาร บางครั้งทำสีหน้าตกใจหรือรับไม่ได้ที่ผู้เข้าแข่งขันบางคนกำลังใส่ส่วนผสมอะไรลงไปในอาหาร แล้วพอจะตัดสินว่าใครจะผ่าน ใครจะเข้ารอบ ระหว่างรอฟังคำตอบ ทุกคนจะซีเรียสมาก กล้องจะค่อยๆจับที่สีหน้าของแต่ละคน ฉันจะต้องผ่านให้ได้ มันมีความหมายสำหรับฉันมาก เฮ้อ อยากรู้ ชนะแล้วได้อะไรฟวะ
อ้อ มีรายการนึงถ้าพูดถึงเรื่องทำอาหารแล้วต้องพูดถึงรายการนี้ด้วย come dine with me หรือเราเรียกว่า come died with me เค้าจะมีผู้เข้าแข่งขันสี่คนบ้าง บางครั้งห้าคนบ้าง แต่ละวันผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดจะต้องผลัดกันไปทานอาหารที่บ้านของผู้เข้าแข่งขันคนนึง วนๆกันไปจนครบ ซึ่งก่อนไปเค้าก็จะส่งรายการอาหารไปให้ผู้เข้าแข่งขันที่เหลือว่าวันนี้คนนี้จะทำอาหารอะไร แล้วเมื่อแต่ละคนได้รับรายการอาหาร ก็จะวิจารณ์กันไป โอ๊ยเมนูนี้ฉันกินไม่ได้อ่ะ เมนูนี้ดูธรรมดาจัง บลาๆๆ แล้วก็ถึงวันที่ต้องไปบ้านคนนั้น บางคนนะทำอาหารไม่เป็นเลยนะ หรือแม้แต่จะซื้อของมาทำยังไม่รู้เลยว่าต้องซื้อแค่ไหน บางคนนะทำไม่สะอาดด้วย คาดว่าหลังจากรายการออกไป ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นคงจะได้เห็นว่าบางคนเก็บของที่ตกลงพื้นมาใส่จานเหมือนเดิม และเดี๋ยวนี้คนที่เค้าเลือกมาออกรายการ จะมีแต่คนบ้าๆ ปากจัด เพราะหลังจากทานเสร็จเค้าจะให้คะแนนกัน ให้วิจารณ์(ลับหลัง)กัน รายการนี้ใครชนะได้พันปอนด์

รายการที่มีเยอะมากๆอีกรายการคือ รายการเกี่ยวกับ บ้าน และการตกแต่งบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการหาบ้านใหม่, การให้แขกรับเชิญไปเยี่ยมชมบ้านของแต่ละคนแล้ววิจารณ์และให้คะแนนกัน,รายการตกแต่งบ้านที่จะมีพวกนักออกแบบทั้งหลายเข้าไปตกแต่งให้ หรือแม้แต่รายการทำความสะอาดครัว,รายการก่อสร้างบ้าน...

ละครบ้านเค้าอย่าให้พูดถึง ดาราบ้านเค้าสู้บ้านเราไม่ได้ บ้านเราอย่างสวยอย่างหล่อ แต่ดาราที่นี่ นอกจากส่วนใหญ่จะแก่แล้ว หนุ่มสาวก็หน้าตางั้นๆ ไอ้ที่พวกเราเห็นๆกันในจอหนังนั่นคัดมาแล้วได้แค่นั้น แต่รายการทีวีหาที่สวย หล่อแทบไม่มี เสื้อผ้าหน้าผม เหมือนไม่มีสไตลิตส์มาทำให้ อย่างกะชาวบ้านเดินดินธรรมดามาออกรายการ ไอ้เรามันก็อยากจะดูของสวยๆงามๆอ่ะนะ

รายการอย่างเรียลริตี้นี่เยอะมากๆๆๆ แต่ไม่ใช้ดารานะใช้คนทางบ้าน ถ่ายชีวิตของคนทำงานแต่ละสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น มิดไวฟ์ คนขับรถบรรทุก ตำรวจ นึกไม่ออกแล้ว

เอ้า เราก็บ่นเข้าไป ช่วงนี้เราก็มีรายการที่เราชอบคือ x factor แต่คอนเซ็ปก็คล้ายๆรายการอื่นๆตรงที่กรรมการจะวิจารณ์กันแบบสุดๆเหมือนกัน จนบางทีมองว่าน่าจะเตี๊ยมกันมาก่อนกับกรรมการด้วยกันว่าวันนี้จะพูดยังงัย จะเอาใครออก แล้วปีนี้รายการดูเหมือนจะดราม่ามากกว่าแต่ก่อน กรรมการบางคนแค่ฟังเพลงที่ผู้เข้าแข่งขันร้องก็ร้องไห้ซะงั้น บิ้วอารมณ์กันสุดๆ เฮ้อ แต่เอาวะยังดีกว่ารายการอื่น ดูรายการเพลงคลายเครียดได้เยอะ ปีนี้ก็เชียร์ little mix สี่สาวน่ารักเหลือเกิน ร้องก็เก่ง คาดว่าต้องดังตามๆ spice girl หรือ girls around แน่นอน




Create Date : 01 มีนาคม 2554
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2554 5:10:59 น.
Counter : 1365 Pageviews.

0 comment
สวนผักไทยในรั้วอังกฤษ 2010
หลังจากที่แม่มาถึง แค่หนึ่งอาทิตย์เราก็คลอดเจ้าออสการ์ เลยไม่ค่อยได้มีเวลาพาแม่เที่ยวเลย แกก็เลยเดินเข้าเดินออกสวนผักทั้งวัน ก่อนหน้าแกมาเราก็ลงมือเพาะปลูกไว้หลายอย่างแล้ว หลังจากคลอดลูก ก็เลยเป็นหน้าที่แม่ที่ต้องคอยรดน้ำ ถอนหญ้า แต่แม่เค้าก็ชอบนะ และอยากจะมีที่แบบนี้ในเมืองไทยบ้าง แม่อยากปลูกผักแบบนี้บ้าง แต่บ้านเราไม่มีที่อย่างนี้ แกชอบผักของที่นี่หลายๆอย่าง เช่นโคเชส ถั่วที่คล้ายถั่วฝักยาวบ้านเรา(french bean) บีทรูทและก็มันฝรั่ง
ทุกๆวันแม่จะเดินไปเก็บผักได้มาเยอะมาก แช่ไว้ในตู้บ้าง กินบ้าง แต่ก็ยังเหลือ เราเองก็มีประสบการณ์การปลูกผักเยอะเมื่อปีที่แล้ว แล้วกินไม่ทัน ปีนี้เราก็ยังจะปลูกเยอะอีก เพราะตอนแรกคิดว่าเพาะแล้วมันอาจจะมีตายบ้าง แต่แล้วมันก็ขึ้นหมด เราก็เก็บไว้ปลูกหมดเลย(เหมือนเคย) มันเลยเยอะแบบนี้ มีให้คนอื่นบ้าง แต่ก็ยังอยู่อีกเยอะ
สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราคิดจะปลูกผักทุกปีคือมันประหยัดได้เยอะเลย ช่วงที่ผักเราออก เราไปเดินซุปเปอร์โดยไม่ได้ซื้อผักเลย เพราะเรามีเกือบทุกอย่างที่เราชอบแล้ว แม้มันจะเป็นช่วงเวลาไม่กี่เดือน แต่ก็ยังดีกว่าที่ปล่อยที่ทิ้งไว้เฉยๆ อย่างน้อยเรากะสามีก็มีกิจกรรมที่ทำร่วมกัน ช่วยกันทำ ความเห็นไม่ลงลอยกันก็มี
มาดูรูปผักที่เริ่มถ่ายรูปไว้ตั้งแต่แรกๆจนถึงช่วงเก็บได้กันดีกว่าค่ะ


แม่กำลังรดน้ำผักในกรีนเฮาส์


นี่เป็นผักสลัด คะน้า และก็ผักฉ่อย


มะเขือเทศลูกใหญ่มากเลย จนป่านนี้แล้วยังไม่ค่อยแดงเลย มีบ้างที่แดงแต่ก็โดนตัวอะไรเอาไปกินหมดไม่รู้ ช่วงนี้เลยต้องเก็บแบบที่เหลืองแล้วเอาไปเก็บไว้ให้มันแดงเอง


แตงกวาไทย ออกลูกเยอะมากเก็บได้วันละเกือบสิบลูก เพราะปลูกไปสิบกว่าต้น สักพักมีหนูเข้าไปกิน ไม่เหลือเลย มาช่วงนี้เก็บได้บ้างแต่ก็ได้นิดเดียวแต่ไม่เป็นไร เพราะเรามีแตงกวาของบ้านเค้า


นี่คือหน้าตาแตงกวาบ้านเค้า ที่เค้าเอามาดองขาย ตอนแรกเราก็ไม่ชอบเพราะมีหนาม เปลือกหนา แต่พอปอกเปลือกออก อืมม อร่อย กรอบดีกว่าของเราอีก ปีหน้าคงปลูกแต่แตงบ้านเค้าดีกว่า แม่เราก็ชอบ


มะเขือเปราะ ได้กินบ้างแล้ว กับมะเขือพวง (ยังไม่ออกดอกออกลูกเล้ย ป่านนี้แล้ว)


มะกรูด รอดมาได้ถึงปีนี้ ตอนแรกเหลือแต่ตอเพราะหนาว แต่มันก็แตกได้อีกแฮะ


ผักกาดขาว ใหญ่มากกก


แตงโมเหลือง โดนฝนมากไปเลยลูกแตกก่อน


ข้าวโพด ปีนี้เอาตาข่ายขึงรอบ เลยไม่มีอะไรมารบกวน คาดว่าจะได้เกือบร้อยฝัก


เมื่อวานเราขุดมันฝรั่งกัน แม่เอาไปต้มจิ้มน้ำตาล แม่ชอบมากแม่บอกพันธ์นี้คล้ายมันบ้านเรา อร่อยดี


โคเชตลูกยาว


โคเชตลูกกลม ทำอาหารแทนน้ำเต้าบ้านเราได้เลย ต้มจิ้มน้ำพริกหรือแกงเลียงก็อร่อย


broad bean


หัวหอมกับหอมหัวใหญ่ แม่เก็บมามัดไว้ให้ ใช้ได้เป็นปีเลย


ถั่ว french bean ที่แม่เก็บทุกวัน


ฟักทองไทยจ๊ะ ตอนนี้ลูกแค่กำปั้นเอง เพราะปลูกช้าไป


นี่เป็นผักตระกูลฟักทองเหมือนกัน เห็นสวยดีเลยลองปลูก แต่เนื้อไม่อร่อยเท่าไหร่ แต่ผักแบบนี้บ้าใบมาก ใบใหญ่จริงๆ ต้นนึงมีหลายลูกด้วย


บีทรูทกับผักหลายๆอย่างที่เก็บได้


พริกทั้งหลาย มีทั้งพริกหยวก พริกหวาน พริกชี้ฟ้า กินเป็นปีก็ไม่หมดนะเนี่ย


ผักบุ้งกับผักชีจ๊ะ

ปีนี้ก็มีแค่นี้แหละจ๊ะ แล้วเพื่อนๆชาวบล๊อคมีใครปลูกผักกันมั่งเอ่ย




Create Date : 04 กันยายน 2553
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2554 4:31:49 น.
Counter : 1701 Pageviews.

14 comment
1  2  3  4  

rabbit@norwich
Location :
norwich  United Kingdom

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]



ยินดีที่ได้รู้จักทุกๆคนนะคะ ชื่อต่ายค่ะ เขียนบล๊อคขึ้นมาเพื่ออยากเขียน อยากเล่าเรื่องราวต่างๆรวมทั้งเรื่องของลูกๆ ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวเล็กๆ มีความสุขตามอัตถภาพ ใช้ชีวิตอยู่ ณ ต่างแดน มีเหงาบ้าง คิดถึงเมืองไทยบ้าง แต่ก็พยายามทำทุกวันให้มีความสุข เราวางแพลนไว้ว่าวันนึงถ้าเราพร้อม เราจะกลับไปปักหลักปักฐานที่เมืองไทย มีบ้านที่อบอุ่น ได้เจอแสงแดด ลูกๆได้ลงเล่นน้ำทะเล ได้กินอะไรที่อยากกิน....
New Comments