เที่ยวหมู่บ้าน Zaanse Schans ประเทศเนเธอร์แลนด์
วันที่ 12 พค 2556 ณ หมู่บ้าน Zaanse Schans (ซาน สคันส์) @ เนเธอร์แลนด์

   เช้านี้เราตื่นกันค่อนข้างสาย เพราะปวดเมื่อยจากการเดินที่สวนทิวลิปเมื่อวาน กว่าจะทำอะไรเสร็จก็ปาเข้าไปเก้าโมงกว่า จากนั้นก็ขนของ ลงไปเช็คเอาท์ เพราะเราคงกลับมาเกินเวลาเที่ยงแน่นอน ถ้าเราเช็คเอาท์เลท เราก็ต้องเสียค่าปรับแพงมากๆ เราฝากกระเป๋าไว้ที่ รร ก่อน เพราะ รร อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟอัมสเตอร์ดัม เราเดินประมาณไม่เกินสิบนาทีก็ถึง ถ้าเราขนของไปฝากที่ล๊อคเกอร์สถานีรถไฟเราก็ต้องเสียตังค์ 

  วันนี้เราแพลนว่าจะไปชมหมู่บ้านที่เค้ามีสาธิตการทำรองเท้าไม้ การทำชีส และก็มีกังหันลมเป็นเอกลักษณ์ของที่นั่นเลย เพราะมาเนเธอร์แลนด์แล้วก็ไม่อยากจะพลาดกังหันลมกะรองเท้าไม้

  การเดินทางไปหมู่บ้านซานสคันส์นี้ (ชื่อเรียกยากเนอะ) ไปได้สามทาง คือทางเรือ รถบัส รถไฟทางทางเรือเราไม่รู้ว่าขึ้นที่ไหน รถบัสนั่งนานไปสำหรับเรา รถไฟเร็วสุดประมาณแค่ยี่สิบห้านาที เราจึงเดินไปสถานีรถไฟอัมสเตอร์ดัมกัน เราซื้อตั๋วรถไฟจากเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว ไม่ได้ซื้อตามตู้ เพราะคงต้องเสียเวลาในการศึกษาอีกว่าจะทำงัย แล้วก็ไม่มีเหรียญหยอดตู้ด้วย ซื้อกะเจ้าหน้าที่เค้าก็จะแนะนำเราด้วย ว่าเราต้องลงสถานีไหน ไปขึ้นชานชาลาอะไร มีแผนที่มอบให้มาด้วย ดีเนอะ แต่เราก็แอบดูป้ายบอกเส้นทางที่เค้ามีไว้ในสถานีเยอะแยะมาก ก็ไม่ยากเลยจริงๆ แต่เราลืมถ่ายรูปมาให้ดู 

หน้าตาของตั๋วรถไฟ ไปกลับราคา 6.30 ยูโร ชั้นสอง ลงที่สถานี Koog - Zaandijk สายนี้ปลายทางอยู่ที่ Uitgeest

ป้ายบอกว่าเราต้องไปขึ้นชานชาลา 7a รถไฟออกเวลา 10.17 น.

พอใกล้เวลารถไฟออกเราก็ขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นไปยังชานชาลา ภายในรถไฟมีจอเหมือนโทรทัศน์ คอยบอกว่าตอนนี้เราอยู่สถานีอะไร แล้วสถานีข้างหน้าจะเป็นสถานีอะไร ไม่ต้องกลัวหลงเลย รถไฟก็สะอาด
ภายในรถไฟ ซึ่งอีกสักพักเราก็จะถึงแล้ว

พอลงจากรถไฟก็ลงบันได ลอดใต้ทางรถไฟเพื่อข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม พอขึ้นมาก็เดินตรงไปจนสุดแล้วเลี้ยวซ้าย เดินมาเรื่อยๆเราก็จะเห็นกังหันลมตัวนี้ตั้งอยู่ ห่างกันนิดเดียวเป็นทางแยก ซึ่งเราจะข้ามถนนไป แล้วเดินข้ามสะพานไปเรื่อยๆเพื่อนไปหมู่บ้าน

วิวจากต้นสะพาน และนี่คือแม่น้ำ Zaan 

เดินตรงไปเรื่อยจะสุดสะพานแล้วค่ะ  ขวามือคือหมู่บ้านซานสคันส์ และข้างหน้าคือไฮไลท์ windmill ตั้งเรียงกันอยู่ วันนี้อากาศไม่ค่อยดี ฟ้าครึ้ม ฝนปรอย แต่ก็เป็นพักๆแค่นั้น ยังพอมีแสงแดดมาบ้าง ไม่หนาวเกินไป จะว่าไปอากาศที่นี่ก็เหมือนอังกฤษนั่งเอง มีทุกฤดูในวันเดียว

พอเดินลงสะพานมาก็จะเจอป้ายต้อนรับเข้าเขตหมู่บ้านแล้ว

และนี่คือตู้ที่บรรจุแผนที่หรือโบรชัวร์หมู่บ้านอยู่ในนั้น ให้เราโยกคันโยกแล้วก็จะมีโบรชัวร์ออกมาให้เรา จริงแล้วมีอีกตู้นึงตั้งอยู่ตอนที่เราเดินมาไม่ไกลจากสถานี แต่ว่าโยกแล้วไม่ออกมาให้ซะงั้น เลยมาได้จากตู้นี้แทน

ด้านซ้ายมือของเราเป็นบ้านที่มีเอกลักษณ์ของเค้าจริงๆ นึกถึงบ้านชาวดัตช์ เราจะนึกถึงสีเขียวและส้ม ไม่รู้ทำไมแฮะ ลืมบอกว่า หลังแรกกับหลังที่สอง(ไม่อยู่ในภาพ) จะเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่เราไม่ได้เข้าไป จากโบรชัวร์เห็นบอกว่าเป็น Grocery shop museum กับพิพิธภัณฑ์นาฬิกาของชาวดัตช์

เดินมาเรื่อยๆตามทางแล้วก็เลี้ยวซ้ายจะเป็นที่ตั้งของ windmills เรียงกันไปทั้งหมดหกตัว(ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไรขอเรียกตัวละกันนะ) ก็จะมี Spice mill  Saw mill สองตัว Oil mill สองตัวและ Paint mill  

ขอนั่งชมวิวสักเดี๋ยวนะ วิวสวยจัง ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำนั้นคือหมู่บ้าน Oud Zaandijk 


แล้วเราก็เดินย้อนกลับมาเพื่อจะไปดูที่ทำรองเท้าไม้ ข้างหน้ามีรองเท้าไม้ไว้โชว์ เรียงคิวกันถ่ายรูป แม้แต่เจ้าของสุนัขสองคนนี้ก็ยังบังคับให้มันถ่าย จับใส่ข้างละตัว


ภายในช่วงทางเดินเข้าแรกๆก็จะมีตู้โชว์รองเท้าไม้ในแต่ละสมัย มีทั้งใส่ทำงาน ใส่ตอนแต่งงาน บางคู่ก็ใหญ่จังเลย สงสัยว่าเค้าใส่กันได้ยังงัย
ไม่ได้มีภาพการทำรองเท้ามาให้ดู วันนั้นไปเค้ามีทัวร์มาลง ซึ่งก็มีทั้งจีน ทั้งโปแลนด์ โอ๊ยจ้าละหวั่น คนไทยก็เยอะนะ ญี่ปุ่นก็เยอะ  เราไม่ได้ซื้อรองเท้าที่ใส่ได้จริงมาเลย เพราะแพงเกินไป เลยซื้อแบบของที่ระลึกเป็นคู่เล็กๆมาแทน
และนี่ก็อีกอาคารนึง เค้าจะมีชีส มีขนมของฝากหลายๆอย่าง ชีสเยอะมาก มีให้ชิมมากมายเลย

  ขากลับเดินลัดออกทางหลังหมู่บ้าน ยืนมองบ้านน่ารักๆ บ้านเหล่านี้มีคนอยู่จริงนะ คือสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่รวบรวมความเป็นดัตช์ไว้แค่สิ่งก่อสร้าง หรือวินด์มิว แต่มีคนอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้จริง มันทำให้ดูมีชีวิตชีวา ดูซิ มีแกะด้วย แกะดำนะฮะ มองไปก็อิจฉาคนเหล่านี้จัง มีบ้านน่ารักๆอยู่ไม่ต้องใหญ่มาก แต่สภาพแวดล้อมน่าอยู่ชะมัดเลย แต่พวกเค้าก็ต้องทำใจกะนักท่องเที่ยวอ่ะนะ อาจจะไม่ค่อยส่วนตัวเท่าไหร่ แต่ถ้าพวกเค้าทำงานพวกเค้าก็คงออกเช้ากลับมาก็เย็น นักท่องเที่ยวก็คงกลับหมดแล้ว   ที่นี่มี B&B นะ อยู่ก่อนถึงวินด์มิวตัวแรก ( เราว่าราคาคงแพงน่าดู ) 

  อ้อ เค้ามีร้านจักรยานให้เราเช่าขี่ชมหมู่บ้าน แล้วก็มีทริปทางเรือล่องแม่น้ำซานด้วย

ก่อนจบ ขอบอกว่า ชอบเนเธอร์แลนด์มาก ถึงแม้จะใช้เวลาแค่สองวันในการมาประเทศนี้ มันไม่พอหรอก แต่ว่าแค่นี้ก็ทำให้เราชื่นชมในตัวคนที่นี่ที่เค้าประหยัดพลังงานมากๆ และก็ในความพยายามของพวกเค้าที่จะไม่ยอมให้ประเทศตัวเองหายไปกะน้ำทะเล มีการสร้างเขื่อนขึ้นมา น่ายกย่องที่สุด



Create Date : 22 มิถุนายน 2556
Last Update : 9 กรกฎาคม 2556 20:46:51 น.
Counter : 3401 Pageviews.

3 comment
เนเธอร์แลนด์ - ไปเที่ยวสวน Keukenhof 2013
  ทริปนี้เป็นทริปที่เกิดจากอารมณ์อยากพักผ่อน และอยากมีเวลาได้เที่ยวกันสองคนบ้าง โดยปราศจากลิงแสบทั้งสอง ประจวบเหมาะกะที่เป็นช่วงเวลาของดอกทิวลิปกำลังบาน และทุ่งทิวลิปในฝันของเรา จะเป็นที่ไหนไม่ได้ นอกจากที่ Keukenhof เท่านั้น อีกอย่างเนเธอร์แลนด์อยู่ไม่ไกลจากนอริชด้วย ใช้เวลาเดินทางไม่นาน ไปลอนดอนยังใช้เวลานานกว่าอีก

  หลังจากจัดการหาพี่เลี้ยง ซึ่งก็คือลูกสาวคนเล็กเจฟนั่นเอง เราก็จัดการหาตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างๆตามแพลนสองวันของเรา ทริปนี้เราไปแค่สองวันกะหนึ่งคืน ถามจริงพอมั้ย ไม่พออ่ะ แต่ทำงัยได้ ห่วงลูก และเกรงใจคนเลี้ยง ไปแค่นี้แหละ ยังดีกว่าไม่ได้ไปวะ

  เราเดินทางวันที่ 11 พค 2013 โดยสายการบิน KLM บินจาก Norwich ไปลงสนามบิน Schiphol ค่าตั๋วอยู่ประมาณคนละ 149 ปอนด์ แพงชิบเลย แต่สะดวกดี เพราะใกล้บ้าน วันเดินทางลูกสาวคนโตเจฟมารับ และจะไปรับเราวันกลับด้วย เพราะเช็คแล้วว่าค่าที่จอดรถที่สนามบินสองวันราคา 30 ปอนด์ แพงอีกแล้ว อีกอย่างสนามบินนอริชนี่เค้าเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อพัฒนาสนามบินเค้าอีกคนละ 10 ปอนด์นะจ๊ะ ถ้าไม่เสียคุณก็ไม่ได้ขึ้นเครื่องอ่ะ 

  ไปถึงสนามบิน Norwich แต่เช้า เพราะเป็นเที่ยวบินแรกของวันเลย คนยังน้อยอยู่ แป๊บเดียวก็เรียกขึ้นเครื่อง ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน45 นาทีนะ (เวลาจริงๆไม่ถึงด้วยซ้ำนะ เพราะขากลับแค่ 30 นาทีมั้ง ก็ถึงแล้ว ตดยังไม่หายเหม็นเลย) พอลงเครื่องก็นั่งรถต่อเพื่อเข้าไปยังตัวอาคารสนามบิน แล้วก็ผ่านด่านตรวจ ดีจังนะสนามบินบ้านเค้าแยก ตม ไว้ตามเกท เพราะฉะนั้นคนก็จะไม่ต้องมาต่อคิวเยอะ จากนั้นเราก็หาที่ฝากกระเป๋า แล้วก็เดินไปขึ้นรถบัสเพื่อที่จะไปสวนทิวลิป (รถอยู่ไหนนั้น เวปที่เราซื้อตั๋ว ซึ่งก็คือเวปของเคอเคนฮอฟ เค้าก็จะบอกไว้แล้ว ว่าขึ้นตรงไหน) เราซื้อตั๋วทางเนท รวมค่าเข้าและค่ารถไว้แล้ว เพราะเกรงว่าคนจะเยอะ แต่เอาเข้าจริงคนช่วงเช้าๆยังไม่เยอะ ไม่ต้องต่อคิวเลย

  นั่งรถไปประมาณยี่สิบนาทีก็ถึงแล้ว ฝนเริ่มตกปรอยๆ ทำใจแล้ว ก่อนมาดูพยากรณ์มาแล้วว่า 11-12 องศา และจะมีฝนปรอยๆ แล้วก็ตกต้อนรับเราจริงๆ แต่อากาศอย่างที่รู้ๆว่าปีนี้แถบยุโรปเผชิญความหนาวนานมาก เพราะฉะนั้น เราก็ยังใจชื้นว่า อย่างน้อยทิวลิปก็ยังไม่ลา เพราะปีก่อนๆเค้าว่าถ้าประมาณ พค ทิวลิปก็จะเริ่มบอกลาบ๊ายบายกันแล้ว 

  ลงจากรถมาก็เห็นทุ่งทิวลิปข้างๆ ยังพอมีให้ดูหลงเหลือนิดหน่อย ตอนแรกกะว่าอยากปั่นจักรยานเที่ยวชมสวน แต่เห็นแล้วไม่เอาดีกว่า คงมีไม่เยอะแล้ว จากนั้นก็หาไรกินก่อน แล้วเริ่มเดิน ถ่ายรูปๆๆๆ

  เมื่อเท้าเริ่มย่างเข้าสวน ใจมันเต้นๆ รอยยิ้มมันมาจากไหน บอกสามีว่า สวรรค์ๆๆๆของฉัน ขอบคุณมากนะที่พาฉันมา (แต่แอบเสียใจนิดๆที่คุณสามีดันมาปวดเข่าก่อนหน้าที่จะมา ทำให้เดินช้ามาก และจนสุดท้ายก็เดินไม่ครบ ในส่วนของสวนซ้ายมือช่วงต้นๆ แต่ก็ทำใจได้ตรงที่ว่า เมื่อเดินกลับมาอีกรอบ และกำลังอยากจะไปตรงที่ยังไม่ได้ไป เวรกรรม แบทกล้องหมด เลยไม่เดินไป ไม่เช่นนั้นคงร้องไห้ที่ได้เห็นทิวลิปแล้วไม่ได้ถ่ายรูป)

  ที่นี่รวมทิวลิปไว้หลากหลายพันธุ์มากๆ มาดูรูปกันดีกว่า เร็วๆๆ

ทิวลิปพันธุ์นี้สวยนะ ดูขอบๆสิเป็นรอบหยัก สวยดี

เป็นเพราะฝนตกปรอยๆตลอด ก็เลยทำให้ได้รูปทิวลิปในมุมมองที่ต่างไป เอารูปให้ลูกชายคนโตดู
เค้าบอกว่า มามี๊ ทิวทิป sad ฮะๆๆ

ไม่แน่ใจว่า นี่ใช่ทิวลิปมั้ย   เพราะในสวนนี้เค้าปลูกดอกไม้อื่นๆแซมทิวลิปด้วย ลืมอ่านชื่อเพราะมัวแต่แชะๆๆ 


เราโชคดีที่ปีนี้แม้จะย่างเข้าเดือน พค แล้ว แต่อุณหภูมิแถบยุโรปยังคงอยู่ราวๆ 10 องศา ต่ำหรือมากกว่านี้นิดหน่อย แต่เรียกได้ว่า หนาวนานเหลือเกินปีนี้ เราก็เลยยังได้เห็นดอก grape hyacinth 
ที่นี่ด้วย ดูซิเป็นทะเลเลย เราปลูกไว้ที่บ้านมีไม่ถึงสิบต้นเลย

รูปนี้มิกซ์หลากสีสัน

ยังได้เห็นแดฟโฟดิลอยู่ เพราะอากาศนี่เอง เราโชคดีที่มาแล้วเจอทุกอย่างยังไม่โรยรา

รองเท้าไม้ สวยเนอะ ตั้งไว้หน้าร้านขายของที่ระลึก

สีม่วงเข้ม ดอกยังเล็กๆอยู่เลย ยังมีเวลาอยู่อีกนาน

ปลูกเป็นรูปดาว

เราชอบสีนี้เป็นพิเศษ ส้มสวย

สีชมพูสด

ภายในสวนเค้าจะมีลำธาร เป็นการจัดสวนที่สวยมาก น่าพักผ่อนยิ่งนัก แต่วันฝนตกแบบนี้ ได้แต่เดินๆ
ไปเรื่อยๆ นั่งไม่ได้เลย อยากนั่งลงถ่ายรูปกะทิวลิปก็ไม่ได้ แฉะไปหมด


เค้ามิกซ์สีสรรได้เข้ากันดีจริงๆ

รูปปั้นตัวไรไม่รู้ น่ารักดี


เห็นแล้วอยากกิน สีนวลๆ เฮ้อ อยากไปอีกอ่ะ

กังหัน เป็นจุดที่เราบอกสามีว่าต้องเดินไปตรงนี้ก่อนเลย เพราะเผื่อว่าถ้าโปรแกรมวันต่อไปผิดพลาด เราก็อาจจะไม่ได้ไปดูวินมิลล์ เพราะฉะนั้นมาเนเธอร์แลนด์แล้วต้องมีรูปกังหันลม ไม่งั้นมาไม่ถึงน่ะซิ

เราขึ้นไปบนกังหันคนเดียว สามีอยู่ข้างล่างเพราะปวดเข่า มองลงมายังเห็นทุ่งทิวลิปอยู่บ้าง 
นี่ถ้ามาเร็วกว่านี้ ไม่อยากนึกเลยว่ามันจะสวรรค์แค่ไหน 

พันธุ์นี้ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย สวยมากๆๆ

ปีนี้เค้ามีธีมเป็นประเทศอังกฤษด้วย มาถูกปีอีกแล้วเรา ถ่ายไม่หมด เพราะไม่เคยถ่ายพาโนรามากะกล้องตัวนี้มาก่อน ปรากฎถ่ายออกมา ไม่สำเร็จ ได้แค่นี้เอง

ที่จริงก็ควรจะเป็นภาพแบบนี้ค่ะ แต่งแต้มสีสรรโดยทิวลิป

แน่นๆ เนื้อๆ ทิวลิปๆๆๆ

ปลูกรายล้อมต้นไม่ใหญ่





  อยากลงรูปมากกว่านี้ แต่ใช้เวลาเยอะมากๆ เวลาว่างไม่ค่อยมี เลยลงแค่นี้ละกันเนอะ ใครที่ชอบ
ทิวลิป ถ้าไปสวนนี้คงรู้สึกเหมือนเรา มันสววรค์ของคนรักทิวลิปเลย สามีบอกว่ามันเยอะจนเบื่อมันไปเลย แต่สำหรับเรา เพียงแค่เวลาสามชั่วโมงกว่าๆมันไม่พอจริงๆ ถ้ากล้องแบทไม่หมด คงอยู่ต่ออีกหน่อย แต่ก็อีกนั่นแหละ สามีฉันปวดเข่า เบื่อจริงๆ นี่ถ้าปีหน้ายังอยู่อังกฤษนะ ฉันไปคนเดียวเลย ง่ายๆ 

  แนะนำว่าถ้าใครรักทิวลิป ให้ใช้เวลาทั้งวันเลยดีกว่า แล้วจะกลับมาแบบ ไม่เสียดายเลยที่ได้ไป ของเรานี่กลับมายังโหยหวนและคร่ำครวญปนโมโหสามี ทำไมวะ ทำไมต้องมาเป็นอะไรช่วงนี้วะ 

  ข้อแนะนำอีกอย่าง คือ หาคนที่ถ่ายรูปสวยๆไปกะเราด้วย แล้วคุณจะได้รูปคุณกะทิวลิปงามๆ ลำพังแค่คุณถ่ายรูปดี แต่คุณถ่ายตัวเองไม่ได้อ่ะ อย่างอิชั้นพยายามถ่ายตัวเอง ในเวลาที่มองหาสามีไม่เห็น เพราะอยู่ไกลโพ้น ดูรูปแล้วมันไม่ได้งามอ่ะ หน้าใหญ่หาทิวลิปไม่เจอ พูดถึงขาตั้งกล้อง ตอนแรกว่าจะเอาไป แต่เห็นเค้าว่าคนมันเยอะ จะตั้งถ่ายเดี๋ยวคนก็ผ่านไปมา ก็เลยไม่เอาไป แต่ปรากฎว่าวันไป คนไม่เยอะอย่างที่คิด แม้ฝนจะปรอย แต่ก็หยุดบ้างบางครั้ง  ฝีมือถ่ายภาพสามีก็ไร้ประโยชน์ค่ะ ถ่ายเราตัวเล็กมาก แหมเราก็อยากให้ซูมมาหน่อยเนอะ เค้ามีกล้องเล็กตัวนึงนะ แต่เค้าดันถ่ายแต่หลังเรา เวลาที่เรากำลังถ่ายภาพ เอามาดูแล้วแหม มันน่าว่ะ ถ่ายทำไมวะ ไม่เห็นหน้า แต่จริงๆเราก็ไม่เน้นว่าเราต้องถ่ายรูปกะทิวลิป เพราะส่วนใหญ่เราถ่ายแต่ทิวลิปแหละทริปนี้ มันสวยเกินกว่าที่เราจะเอาหน้าเราไปเทียบมันน่ะ 
  แต่ถ้าจะให้คนอื่นถ่ายให้ เราต้องเลือกตากล้องมืออาชีพนะ เห็นใครหิ้วกล้องใหญ่ๆนั่นหละ ถ้าเค้าว่างขอให้ถ่ายให้หน่อย ส่วนใหญ่ภาพจะออกมาดี 



Create Date : 28 พฤษภาคม 2556
Last Update : 9 กรกฎาคม 2556 20:48:26 น.
Counter : 1034 Pageviews.

2 comment
Malta ทะเลสวยๆที่อยู่ไม่ไกล (จากอังกฤษ)
ได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศเล็กๆที่ตั้งอยู่ในยุโรปตอนใต้ นั่นคือสาธารณรัฐมอลต้า ประเทศนี้เดิมเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพราะฉะนั้นอะไรๆบางอย่างก็จะเหมือนที่อังกฤษ ผู้คนจากอังกฤษจึงนิยมที่จะไปฮอลิเดย์ที่นี่กันเยอะมาก เพราะไม่ไกลจากอังกฤษ (ใช้ระยะเวลาเดินทางโดยสายการบินอยู่ราวๆสามชั่วโมง) และค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็ถูก โดยเฉพาะช่วงที่ไม่ใช่หน้าไฮซีซั่นแล้ว ค่าตั๋วเครื่องบินอยู่ราวๆไม่เกินร้อยปอนด์ ฉะนั้น เมื่อนึกถึงแสงแดดและทะเล คนที่นี่จึงนึกถึงมอลต้า 

เราเองได้มีโอกาสไปเพราะความจำเป็น (ไปงานแต่ง) เพราะจริงๆแล้วมันยากเย็นสำหรับครอบครัวเราที่มีลูกสองคนที่ยังเล็ก กับการเดินทางไกลและการขึ้นเครื่องครั้งแรกของลูกทั้งสองคน แต่จริงๆแล้วปรากฎว่าไม่ได้ยากเย็นกว่าที่คิด ลูกๆไม่ได้งอแงอะไรมากมาย ขากลับยิ่งหลับกันสนิท เราใช้บริการสายการบิน Ryanair สายการบิน low cost คล้ายนกแอร์ หรือแอร์เอเซียบ้านเรา ซึ่งสายการบินมีข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขนาดของประเป๋า ขนาดของเหลว และจะต้องทำการเช็คอินออนไลน์ หากไม่ทำตามไม่ว่าเรื่องใดก็แล้วแต่ บอกได้คำเดียวว่ามีแต่เสียตังค์เพิ่ม คิดตังค์เพิ่ม ทั้งนั้น

เมื่อถึงมอลต้า ความร้อนก็มากระทบผิว โหย มันช่างต่างจากอังกฤษเสียจริง อุณหภูมิอยู่ที่ราวๆยี่สิบองศาขึ้น ณ ตอนกลางวัน แต่ช่วงเย็นๆก็เย็นนิดๆ เราจองที่พักไว้ เป็นอพาทเมนท์ ชื่อ Shamrock อยู่ใกล้ๆเซนต์ปอลเบย์ เมือง Bugibba ห่างจากสนามบินประมาณยี่สิบนาที (โดยสารแท๊กซี่ไป) เราจองไว้หนึ่งอาทิตย์ ราคาราวๆสองร้อยกว่าปอนด์ กว้างขวางดี มีสองห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และส่วนของครัวก็มีเตาอบ ตู้เย็น กาน้ำร้อน ที่ปิ้งขนมปัง จานชาม แก้ว หม้อ เตารีด และยังมีสระว่ายน้ำอยู่ชั้นบนด้วย( แต่เล็กเกิน ) สอบถามเจ้าของว่ากิจการเค้าดีมั้ย เค้าก็ว่าได้เรื่อยๆนะ และส่วนมากก็คนอังกฤษนี่แหละ ซึ่งมีบางพวกนะที่ขายบ้านแล้วเค้าอยู่คาราแวนที่อังกฤษน่ะ แต่พอเข้าหน้าหนาวที่อังกฤษเค้าก็หนีมาพักที่มอลต้า แล้วพอหน้าร้อนที่อังกฤษเค้าถึงกลับไปอยู่คาราแวน ส่วนข้าวของเค้าก็ฝากเจ้าของอพาทเมนท์ไว้ คนมอลต้าส่วนใหญ่ก็ทำกิจการเรื่องการท่องเที่ยวนี่แหละ รายได้เข้าประเทศมาจากแหล่งนี้นี่เอง จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวเยอะมาก เยอะกว่าคนท้องถิ่นซะอีก

ถ่ายจากชั้นบนสุดของอพาทเมนท์ จะเห็นบ้านเรือนของเค้าเป็นในรูปแบบของอพาทเมนท์หรือไม่ก็ลักษณะคล้ายทาวน์เฮาส์บ้านเรา แทบจะไม่เห็นเป็นบ้าน ไม่ว่าไปที่ใด คนมอลต้าส่วนใหญ่อยู่กันแบบนี้ มองๆดูแล้วเหมือนกล่องที่ตั้งซ้อนๆกัน

การเดินทางภายในประเทศนั้นแสนง่ายดาย เพราะเค้าเป็นประเทศเล็กๆ เค้ามีรถบัสคอยให้บริการไปทุกที่ หรือถ้าใครอยากเรียกแทกซื่ อันนี้ต้องมีเบอร์แท๊กซี่แล้วโทรไปจอง บอกเค้าว่าอยู่ไหน จะให้มารับเมื่อไหร่ เค้ามาตรงเวลา แล้วคนขับแท๊กซี่เค้าเท่าที่เราได้พบเจอ ก็นิสัยดี สุภาพ และช่วยยกของเสมอ เราเองก่อนหน้าที่มามอลต้า เราได้เคยอ่านแว๊บๆมา เห็นว่าที่นี่มีรถเมล์หน้าตาน่ารักๆเชียว แต่เราไปเราไม่เห็นเลย ไม่ว่าจะไปเมืองใด ซึ่งก็รับรู้มาว่าเค้ายกเลิกไปแล้ว โดยได้นำรถเมล์แบบมีแอร์เข้าไป แต่จริงๆแล้วไม่ยอมเปิดแอร์เลยสักคัน ร้อนก็ร้อนนะ

ด้านบนเป็นแผนที่เส้นทางการเดินรถ เค้าจะลากเส้นบอกไว้เป็นสีๆว่าสีนี้สายนี้ไปยังที่ใด ดูง่าย แล้วตั๋วถ้าเราซื้อตั๋ววัน เราจะนั่งได้ทุกสาย ราคาอยู่ที่ 2.60 ยูโร ส่วนภาพล่างซ้ายเป็นตู้ซื้อตั๋ว จริงๆตามป้ายรถเมล์ใหญ่ๆเค้าจะมีเจ้าหน้าที่ขายตั๋วด้วย เราก็ซื้อกะเจ้าหน้าที่ หรือถ้าป้ายไม่ใหญ่ก็ซื้อกะคนขับก็ได้ ส่วนภาพล่างซ้าย นั่นคือรถเมล์ในปัจจุบันของมอลต้า

นี่คือภาพจากโปสการ์ดที่เราซื้อมา เป็นภาพรถเมล์ที่เคยใช้บริการผู้คนแต่ก่อน น่ารักดี ตามร้านขายของที่ระลึกจะมีของที่เป็นรถเมล์มอลต้าเยอะมาก เราได้ที่ใส่เกลือกับพริกไทยเป็นรถเมล์มอลต้ามาด้วย

วันแรกที่ไปถึงก็ไม่ได้ไปไหนไกล นอกจากออกไปทานข้าวที่อ่าวเซนต์ปอลล์ เพราะอยากให้ลูกๆพักด้วย ซึ่งจากที่พักแค่เดินลงเนินมานิดเดียวก็ถึงแล้ว ย่านนี้ก็เป็นย่านท่องเที่ยวพลุกพล่านอยู่ ส่วนของอ่าวบางช่วงก็มีเรือจอด บางช่วงก็มีคนเล่นน้ำ แต่ว่ามันไม่มีหาดทรายจะเป็นหินเป็นปูนมากกว่า แต่ผู้คนก็ยังคงมีเล่นน้ำประปราย อีกอย่างน้ำทะเลก็เย็นนะ ขนาดอากาศร้อน ทะเลยังไม่ร้อนพอที่จะเล่นได้สบายๆแบบเมืองไทยเลย

ด้านบนเป็นภาพบางส่วนของอ่าวเซนต์ปอลล์ที่มีเรือมาจอดมากมาย

ภาพขนมปังด้านบนเป็นเหมือนออเดิร์ฟที่บางร้านก็มีให้ฟรีเลย จำชื่อไม่ได้อ่ะ แย่จัง ส่วนเมนูกุ้งตัวใหญ่นี้เป็นเมนูที่เราชอบมาก อร่อย กุ้งรสชาดอร่อยจริงๆ อาหารที่นี่ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่พวกซีฟู๊ดแล้ว หลักๆก็ไม่พ้น พิซซ่า พาสต้า แซนวิช เราว่าคงเป็นเพราะอยู่ไม่ไกลจากอิตาลีด้วย อาหารเลยคล้ายๆกัน แต่อาหารจำพวกนี้สำหรับแถวอ่าวเซนต์ปอล์แล้ว ที่อื่นเราไม่รู้นะ เราว่ามันแย่มาก คุณภาพไม่ดี เหมือนแกะออกมาจากกล่องแล้วอบให้เรา ขนมปังที่ทำแซนวิชก็ขอบแข็งเชียว แล้วอีกอย่างอาหารจานโตมากกก เราไม่เคยกินอะไรหมดจานเลย เพราะจานนึงสำหรับเรามันกินได้สองถึงสามคนน่ะ อ้อ อาหารพื้นเมืองเค้าเป็นเมนูกระต่ายนะ ไม่รู้เป็นยังงัย ไม่อยากลองหรอก

ด้านบนเป็นรูปพระอาทิตย์ตกดิน (ไปแล้ว) ที่อ่าวเซนต์ปอลล์ ยามเย็นคุณจะเห็นผู้คนออกมาเดินกันเยอะมาก ช่างต่างกับตอนกลางวันน่ะ เดินจูงหมาบ้าง เอาลูกมาเดินเล่นบ้าง เราสังเกตุว่าคนมอลต้าส่วนใหญ่รักเด็กนะ ชอบเล่นกะเด็ก ลูกเราเวลาเดินไปไหนก็มีคนมาคุยมาเล่นด้วย ดูเค้าเป็นมิตรดี แต่คนมอลต้าบางส่วนก็มีนะที่ไม่ค่อยช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเวลาถามอะไรบางทีก็ไม่สนใจหรือทำหน้าไม่พอใจก็มี

    วันที่สอง เราได้จัดทริปกันไปบลูลากูน blue lagoon ตั้งอยู่ที่เกาะโคมิโน เกาะเล็กๆของมอลต้า เสียค่าเรือคนละยี่สิบยูโร น้ำทะเลที่นี่ใสมากกกกกก วิวทิวทัศน์สวยงาม แต่น้ำทะเลไม่เหมาะแก่การเล่นเพราะเย็น แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนเล่น ที่นี่มีห้องน้ำบนเกาะด้วย แต่ขอบอกว่าโสโครกเป็นที่สุด เราต้องอั้นไว้จนกลับมาที่พักอ่ะ กะจะแอบๆตามต้นไม้ก็กลัวผู้คนจะเดินผ่านมาเห็นเค้าอีก เฮ้อ ขากลับเราเห็นหมู่บ้านป๊อบอายด้วย เสียดายไม่มีเวลาไป
มาดูภาพน้ำทะเลสวยๆของบลูลากูนกัน




     วันต่อมาก็ไปเมืองหลวงของมอลต้ากัน ชื่อเมือง Valletta นั่งรถเมล์ไปจากที่พักก็ประมาณยี่สิบนาที สุดสายที่วัลเล๊ตตาเลย ถ้าใครต้องการวิวที่เหมือนในโปสการ์ดของเมืองนี้เลย จริงๆแล้วต้องไปตรง upper barrakka garden  แต่ช่างเถอะสรุปว่าเราไม่ได้ไป เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ฝั่งไหน จากที่เราลงรถเราก็เดินๆชิลล์ไป อีกอย่างทริปนี้เราช่างใจไว้แล้วว่า เราคงจะไม่ได้ไปที่ที่เราอยากไปมากนัก เพราะติดที่ลูก ไปได้แค่ไหนแค่นั้นหละ ภาพถ่ายก็ได้มาไม่เยอะ เพราะบางทีมือนึงอุ้มลูก อีกมือถือกล้อง ส่วนสามีเหรอจะสนใจถ่ายภาพ อีกอย่างก็ฝีมือถ่ายภาพเค้าแย่มาก บางทีถ่ายเรายังหัวขาดเลย 
เอาหละมาดูภาพเมืองวัลเล๊ตตากัน 

จากภาพด้านบนนี้ เรายืนอยู่ตรงแถวที่เรียกว่า lower barrakka garden ก็จะเห็นฝั่งตรงข้ามแบบนั้น 

เป็นโบสถ์เซ็นจอห์นที่ข้างในเค้าว่าสวยมาก แต่เราไปวันนั้นเค้าปิด

สภาพบ้านเรือนเค้าก็จะเป็นตึกๆแบบนี้ เป็นตรอกเป็นซอย ขึ้นเนินบ้าง ลงเนินบ้าง ตึกบางส่วนก็ไม่มีคนอาศัยนะ ดูเก่าลักษณะร้างๆไม่มีคนดูแล วันที่เราไปผู้คนแทบไม่ค่อยมีเพราะเป็นวันหยุดของเค้า ขนาดเป็นแหล่งช้อปปิ้ง คนก็ยังน้อยเลย


รูปด้านบนจะเห็นได้ว่า นี่คือผลพวงจากการเป็นอาณานิคมอังกฤษมาก่อน รถเที่ยวชมเมือง ตู้โทรศัพท์กับตู้จดหมายก็เหมือนอังกฤษเลย

หลังจากที่เดินเที่ยววัลเล๊ตตาแล้ว เรารู้สึกว่า เออ ประเทศนี้เค้ามีอะไรๆที่มันเด่นๆตรงที่บ้านเรือนเค้านี่แหละนะ ตึกสีออกเหลืองๆซะส่วนใหญ่ แล้วก็โบสถ์สวยงามมากเป็นลักษณะโดม เสียดายเราไม่ได้ภาพที่เหมือนในโปสการ์ด 

วันต่อๆมาเราก็มีโอกาสได้ไปอีกสองเมืองคือ Mdina กับ Rabat ซึ่งสองเมืองนี้ห่างกันแค่ข้ามฟากถนนเท่านั้นเอง เรานั่งรถสาย x3 จากป้ายแถวที่พักไปลงที่นั่น ใช้เวลาไม่นาน (คือประเทศเค้าเล็กๆเอง เราว่าถ้าคนมาตั้งใจเที่ยวเลย เที่ยวทุกวันไม่พักเนี่ย หากมีเวลาแค่หนึ่งอาทิตย์เราว่าก็เที่ยวได้ทั่วอ่ะ)

ก่อนที่รถเมล์จะพาเรามายังเมืองมดิน่า เราได้มองเห็นเมืองนี้มาแต่ไกล เพราะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเนินสูง เหมือนเป็นปราสาทที่มีกำแพงล้อมรอบ แล้วมีโดม ส่วนของโบสถ์เด่นเป็นสง่า เราพลาดการถ่ายรูปนี้เพราะเจ้าลูกชายที่นั่งอยู่บนตักทำให้เราไม่สามารถถ่ายได้

มาดูภาพเมืองนี้กัน

ก่อนที่เราจะเข้าเมืองนี้ เราคิดว่าเรากำลังเข้าไปชม castle อะไรแบบนั้น เพราะทางเข้าเป็นประตูใหญ่ๆ แล้วเราก็ไม่คิดว่าข้างในจะเป็นที่อยู่อาศัยของคนด้วย คิดว่ามันเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ ส่วนผู้คนก็คงอาศัยอยู่รอบๆเจ้า castle ที่เราว่านี่แหละ แต่ เปล่าเลย ข้างในมีร้านอาหาร มีโบสถ์ มีตึกแถวที่เป็นบ้านคน ที่คนอาศัยอยู่ ณ ปัจจุบัน อย่างภาพบนที่เห็นก็เป็นประตู หน้าต่าง สวยๆ และร้านขายของ มีรถจอดตามซอยต่างๆ เงียบสงบดี เราว่าอยู่เมืองนี้ปลอดภัยดีนะ เหมือนว่าไม่ต้องกลัวศัตรูอ่ะ กำแพงล้อมรอบแบบนี้ อยู่ที่สูงด้วย

เดินเรื่อย ยังคงเป็นตรอกซอกซอยเหมือนเดิม รถไม่ค่อยมีวิ่งหรอก

เดินไปจนถึงกำแพงเมือง ก็เป็นจุดชมวิว มองลงไป ก็เป็นช่วงที่เรานั่งรถเมล์ขึ้นมาที่นี่ มองเห็นเมืองนี้มาจากข้างล่างนั่นเอง

โบสถ์ที่ภายในสวยงามมาก

ภาพเล็กซ้ายมือล่าง เป็นทางเข้าของเมืองนี้ 

ต่อไป ไปดูเมืองราบัทกัน ข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม แดดร้อนมากมาย ลูกก็เริ่มไม่ไหวกันแล้ว แต่มาแล้วก็ต้องแวะเข้ามาหน่อย เพราะคนบนรถเมล์ซึ่งเป็นคนมอลต้า เค้าบอกว่าเมืองนี้กำลังจะจัดงาน เค้ากำลังลงมือตกแต่งเมืองเค้าอยู่ ลองเข้าไปดูหน่อย

ก็สวยงามดีนะ แต่ว่าไม่ประทับใจเราเท่าไหร่ ต่างจากมดิน่ามาก

ตบท้ายด้วยภาพของ Spinora Bay ช่วงเย็นๆค่ำๆ อากาศกำลังดี
ที่นี่เป็นที่กินเลี้ยงหลังคู่บ่าวสาวทำพิธีแล้ว เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ที่นี่ ทิวทัศน์สวยงาม

จบแล้วทริป Malta ประเทศน่ารักๆ พร้อมกับขอบคุณคู่บ่าวสาวที่ทำให้เราได้มีโอกาสไปเยือนเมืองนี้



Create Date : 17 มิถุนายน 2555
Last Update : 6 กันยายน 2556 21:07:24 น.
Counter : 4340 Pageviews.

8 comment

rabbit@norwich
Location :
norwich  United Kingdom

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]



ยินดีที่ได้รู้จักทุกๆคนนะคะ ชื่อต่ายค่ะ เขียนบล๊อคขึ้นมาเพื่ออยากเขียน อยากเล่าเรื่องราวต่างๆรวมทั้งเรื่องของลูกๆ ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวเล็กๆ มีความสุขตามอัตถภาพ ใช้ชีวิตอยู่ ณ ต่างแดน มีเหงาบ้าง คิดถึงเมืองไทยบ้าง แต่ก็พยายามทำทุกวันให้มีความสุข เราวางแพลนไว้ว่าวันนึงถ้าเราพร้อม เราจะกลับไปปักหลักปักฐานที่เมืองไทย มีบ้านที่อบอุ่น ได้เจอแสงแดด ลูกๆได้ลงเล่นน้ำทะเล ได้กินอะไรที่อยากกิน....
New Comments