ออมไว้ในหุ้น
Group Blog
 
All Blogs
 

ข้อคิดในการลงทุนในกองทุน LTF และ RMF

"ข้อคิดในการลงทุนในกองทุน LTF และ RMF"
เป็นที่ทราบกันดีว่าการลงทุนในกองทุน LTF และ RMF นั้น นอกจากจะเป็นการออมเงินเพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในอนาคตและในยามเกษียณแล้ว นักลงทุนยังสามารถนำเงินลงทุนในกองทุนดังกล่าวไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและเหมาะสมต่อนักลงทุนเป็นอย่างยิ่ง แต่ท่านนักลงทุนควรที่จะตระหนักถึงข้อคิดในการลงทุนในกองทุนดังกล่าวเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหมาะสมกับตัวนักลงทุน โดยสิ่งที่นักลงทุนควรจะต้องคำนึงก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนคือ

1. การลงทุนในกองทุน LTF จะเป็นการลงทุนที่สามารถไถ่ถอนได้โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายในระยะเวลาแค่ 5 ปีปฏิทิน แต่ต้องอย่าลืมว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนในตราสารทุนเท่านั้น ดังนั้นนักลงทุนควรที่จะต้องรับทราบและยอมรับในความผันผวนของราคาของตราสารทุนนั้นๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อมูลค่าที่ลงทุน ในขณะที่การลงทุนในกองทุน RMF แม้ว่าจะเป็นการลงทุนในระยะที่ยาวกว่าการลงทุนในกองทุน LTF แต่จะเป็นการลงทุนที่นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในตราสารทุกประเภท
ดังนั้นนักลงทุนสามารถที่จะกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าการลงทุนในกองทุน LTF

2. การลงทุนในกองทุน RMF เป็นการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับการออมเผื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายยามเกษียณมากกว่าการลงทุนในกองทุน LTF เพราะนักลงทุนสามารถที่จะไถ่ถอนเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางภาษีสูงสุดก็ต่อเมื่อการลงทุนดังกล่าวจะต้องเป็นการลงทุนที่มีระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี และนักลงทุนจะต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ซึ่งดูโดยทั่วไปแล้วนักลงทุนจะคิดว่าเป็นการลงทุนที่นานเกินไป แต่ต้องอย่าลืมว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนที่ไว้ใช้ในยามเกษียณจริงๆ ดังนั้นนักลงทุนควรที่จะเริ่มไถ่ถอนในยามเกษียณ ในระหว่างระยะเวลาก่อนที่นักลงทุนจะสามารถไถ่ถอนได้ ถ้านักลงทุนไม่สามารถที่จะลงทุนในกองทุน RMF ได้ นักลงทุนก็ยังสามารถที่จะเว้นการลงทุนได้เพียงแต่จะต้องเว้นได้ไม่เกิน 1 ปีปฏิทิน หรือนักลงทุนสามารถเลือกที่จะลงทุนในจำนวนที่น้อยที่สุดตามที่กฎหมายระบุไว้ จึงถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นพอสมควร ไม่ทำให้เกิดภาระที่มากเกินไปต่อนักลงทุน

3. ถ้านักลงทุนต้องการที่จะลงทุนในกองทุนทั้งสองประเภทในปีปฏิทินเดียวกัน นักลงทุนควรที่จะกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม กล่าวคือ นักลงทุนควรที่จะลงทุนในกองทุน RMF ที่เป็นกองทุนตราสารหนี้ และ/หรือกองทุนที่ลงทุนในทองคำ มากกว่าที่จะลงทุนในกองทุน RMF ที่เป็นกองทุนตราสารทุนหรือกองทุนแบบผสม เพื่อเป็นการป้องกันการกระจุกตัวในการลงทุนในตราสารทุนที่มีสัดส่วนมากจนเกินไป เพราะต้องอย่าลืมว่าการลงทุนในกองทุน LTF นั้นเป็นการลงทุนในตราสารทุนเท่านั้น

4. นักลงทุนไม่ควรที่จะลงทุนในกองทุนทั้งสองประเภทแต่เฉพาะในช่วงปลายปีเท่านั้น ควรที่จะกระจายระยะเวลาในการลงทุน โดยจะเห็นได้ว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของแต่ละปีตราสารทุนจะมีการปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นนักลงทุนอาจเสียโอกาสที่จะทำกำไรได้ นักลงทุนควรที่จะเลือกลงทุนในไตรมาสที่เห็นว่าตราสารทุนมีราคาที่เหมาะสม หรือเลือกลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน กล่าวคือ ลงทุนอย่างสม่ำเสมอเท่าๆ กันในทุกๆ เดือน

Cr by : บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ฟิลลิป จำกัด
ขอบคุณที่มา : //www.manager.co.th
RMF LTF TAX




 

Create Date : 13 ธันวาคม 2555    
Last Update : 13 ธันวาคม 2555 11:29:39 น.
Counter : 3429 Pageviews.  

มาดูผลตอบแทนจาก การลงทุน แบบต่างๆกัน

เห็นมีหลายท่าน ตั้งกระทู้ มีเงิน ทำอะไรดี ผ่านมาเลยแบ่งปัน
จริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่หลายคนเคยเรียนในโรงเรียนด้วยซ้ำ แต่อาจจะ นึกภาพไม่ออก
ให้วาดวงกลม แล้วแบ่งช่อง เลือกประเภท ดังนี้

1. ฝากแบงค์ ออมทรัพย์ ไว้หมุนเวียน (1-2%)
2. ประจำแบบพิเศษ หาที่ดอกสูงๆ 3-4% น่าจะมีเหลืออยู่
3. พัณธบัตร ( 2-5%)
4. สลากออมสิน (3-5%) ถ้าโชคดี  อาจได้เงินล้าน
5. ทอง (+/- 5-10%)
6. อสังหา (5-8%)
7. ประกันชีวิต (3-5% + คุ้มครองชีวิต)
8. ศึกษาหุ้น (เล่นจริง ได้จริง เสียจริง รู้จริง) (+/- 10-60% หรือ มากกว่าขึ้นกับความสามารถ และ โชค)
9. LTF / RMF ถ้าไม่เสียภาษีไม่แนะนำ แต่ปันส่วนหนึ่งไว้ก็ได้
10. อื่นๆ แล้วแต่โอกาสของแต่ละบุคคล เช่น หวย ล็อตเตอรี่ แชร์ บลาๆๆๆๆ
**ในวงเล็บคือผลตอบแทน (กำไร/ขาดทุน)
**ไม่จำเป็นต้องแบ่งทุกประเภท อาจจะเลือกไม่ครบ แต่ให้แบ่งกระจายๆ อย่างน้อยสัก 3 ประเภท


ทั้งหมดที่ว่ามา กระจายไปทุกข้อ แบ่งอัตราส่วนตามใจชอบ
ลองถามตัวเอง รับความเสี่ยงได้แค่ไหน กำไรเท่าไหร พอใจกำเงินออก ขาดทุนเท่าไหร ไม่เดือดร้อน

***นักลงทุนทุกคนต้องรู้จักกระจายความเสี่ยง ไม่ทุ่มสุดตัว ตัวนั้นเสีย ตัวนี้ได้ ถั่วๆ ถ้าไม่โชคร้าย น่าจะคุ้มดอกเบี้ย + อัตราเงินเฟ้อ แต่ถ้าโชคร้าย ทำอะไรก็เจ๊ง แนะนำให้ ฝากแบงค์เอาดอกอย่างเดียว อย่าไปทำอะไรเลย (อันนี้ยืมเค้ามาอีกที)

อาจจะบอกไม่ทั้งหมด ท่านได้มีเพิ่มเติมได้นะครับ

โชคดีกับการลงทุนคับ

Cr. Pantip.com : Sinthorn
เงิน,ออมเงิน,ลงทุน




 

Create Date : 22 ตุลาคม 2555    
Last Update : 22 ตุลาคม 2555 11:54:35 น.
Counter : 4356 Pageviews.  

มาลงทุนในกองทุนหุ้นกันดีกว่า

ผมไม่เขียนหัวข้อว่า มาเล่นกองทุนหุ้นกันดีกว่า สาเหตุเพราะ ผมว่าเงินทองไม่ควรเอามาเล่น

กองทุนหุ้นคืออะไร
- การที่ บลจ. (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน) นั้นเข้าไปซื้อ หุ้นให้กับเรา
  โดยจะบอกไว้ในหนังสือชี้ชวนว่าจะซื้อหุ้นตัวไหนบ้าง ซึ่งเค้าจะกระจายความเสี่ยงให้กับเราโดยซื้อหุ้นอยู่ประมาณ 10 กว่าตัว

กองทุนหุ้น มีกี่ประเภท 2 ประเภท
1. แบบจ่ายปันผล กองทุนหุ้นแบบนี้คนจะซื้อเยอะมาก คือ ถ้า NAV1 สูงมาก เค้าจะจ่ายปันผลออกมา เช่น 
วันที่ 1 ต.ค. เราซื้อ NAV หน่วยละ 10 บาท  เมื่อถึงวันที่  1 ธ.ค.  NAV ขึ้นสูงเป็น 12 บาท บลจ. จ่ายปันผล คืน 2 บาท ต่อหน่วย NAV จะลดลงเป็น 10 บาท ณ วันที่ 2 ธ.ค. วันนี้เราเรียกว่า XD ไม่มีการขายกองทุนนี้ เป็นวันจ่ายปันผล หลังจากวัน XD หน่วยลงทุนราคาจะต่ำคนจะนิยมซื้อมากนั่นหมายความว่า ปันผล ได้จาก NAV ที่สูงขึ้นนั้นเอง ปันผลเสีย 10% นะคับ

2. แบบไม่จ่ายปันผล กองทุนหุ้นแบบนี้บลจ.จะไม่จ่ายปันผลเลย ราคา NAV จะตกตาม SET Index เท่านั้น ข้อดีของมันคือ ได้ผลตอบแทนดีกว่ากองทุนปันผล และไม่ต้องเสียภาษี 10%

ราคา NAV ขึ้นลงอย่างไร 
- กองทุนรวมตลาดเงิน(Market Money Fund) และตราสารหนี้ จะได้อยู่ที่ 2-3% ต่อปี
บลจ.จะนำเงินไปลงทุนในเงินฝาก ตราสารหนี้ระยะสั้น พันธบัตรรัฐบาล ได้ดอก 3-4% และหักค่าจัดการกองทุน มาให้เรา
สมการคือ NAV =  NAV ที่นำไปลงทุน + ดอกเบี้ยที่ได้จากการลงทุน 
การที่ NAV จะขึ้น ก็คือ เราได้ดอกจากรัฐบาล
การที่ NAV จะลด คือ ตราสารหนี้นั้น ไม่ถูกชำระหนี้ โดน ชักดาบนั้นเอง หุ้นกู้เอกชน ได้เยอะกว่า แต่ การชำระหนี้อาจต่ำ

** กองทุนแบบนี้จะไม่ค่อยลง แต่ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ 

- กองทุนหุ้น อันนี้ผลตอบแทนดี จะได้อยู่ระหว่าง 20%-40% หรือมากกว่าต่อปี
เยอะจริง แล้ว NAV ละ ขึ้นลงอย่างไร
การที่ NAV จะขึ้นก็คือ SET Index ขึ้น ราคาเป็น + ที่เราเห็นในกระดานตัวเขียวๆ แสดงว่าราคา NAV จะสูงขึ้นเราจะได้ NAV สูงกว่า SET Index หรือไม่ขึ้นอยู่กับ กองทุนว่า บริหารให้เราดีหรือป่าว

การที่ NAV จะลดคือ SET Index ลดลง ราคาเป็น - ตัวแดงในกระดาน แต่ถ้า ลดลงไม่มาก ไม่ถึง 1% ไม่ใช่ 1 จุดนะครับ นั่นคือ ราคา NAV จะไม่ตก
กองทุนลงในหุ้นแบบไหนบ้าง
1. Small Cap - ธุรกิจขนาดเล็ก Macro, BigC
2. Medium Cap - ธุรกิจขนาดกลาง 
3. Large Cap - ธุรกิจขนาดใหญ่ Bangkok Bank, BTS, CP

กองทุนหุ้น มีค่าธรรมเนียม ซื้อ - ขาย ด้วยนะครับ แล้วแต่ว่า กองทุนไหนจะจัดเก็บอย่างไร
กองทุนหุ้น ถ้านำไปขาย จะต้องรอเงินเข้า 3 วันทำการหรือ T+3 น่ะคับ

ซื้อต้องซื้อให้ถูกจุดนะคับ ถึงจะขึ้นเรื่อยๆ ถ้า ซื้อผิดกำไรก็จะลดเหมือนกันครับ
ใช้ DCA ก็ได้น่ะคับ เป็นแบบเฉลี่ย เข้าซื้อ ทุกๆวันที่เท่าไหร่กำหนดไปโดยไม่ดูราคา NAV แต่ผม
ไม่ใช้วิธีนี้นะคับ 
- ทำอย่างไร ถึงได้กำไรจากกองทุน
กองทุนไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยซึ่งต่างจากเงินฝาก
หลักการง่าย ๆ คือ ซื้อให้ได้ถูกๆ แล้วขายให้ได้แพงๆ 
ส่วนต่างคือกำไรของคุณ
ตอนที่ซื้อเราจะเน้น ตัวแดงในกระดาษ แต่ตอนขายเราจะเน้นตัวเขียวๆ

ดังนั้นจะลงกองทุนไหนต้องสำรวจ ตัวเองว่ายอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน

1NAV = (สินทรัพย์ - หนี้สิน) / จำนวนหน่วยกองทุน
หมายความว่าถ้า ทุกคนขายกองทุนนี้หมด ราคา NAV จะไม่ลดลงหรือเพิ่มแต่อย่างใดเพราะบลจ. หาร
ตามจำนวนหน่วยลงทุนแล้ว ยกเว้นกองหุ้นน่ะคับ

- ผลตอบแทนของกองทุน สามารถดูได้ที่ //siamchart.com/fund-compare/MMF
ถ้าเป็นแบบกองหุ้นให้เลือกเป็น Thai EQ, หรือ Thai EQ with Div เป็นแบบปันผล
- SET Index ดูที่ //www.settrade.com




 

Create Date : 12 ตุลาคม 2555    
Last Update : 12 ตุลาคม 2555 0:02:29 น.
Counter : 10527 Pageviews.  

เป็นมื่อใหม่ อยากเริ่มลงทุนในการลงทุนในกองทุนรวม ต้องทำอย่างไรบ้าง?

ถ้ามือใหม่จริงๆให้เปิดกองทุนประเภท MMF ใว้ก่อนครับ (เพราะว่าไม่มีความเสี่ยงใดๆ) ของธนาคารที่คิดว่าสะดวก (อันนี้สะดวกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สะดวกของผมคือ)
1. มีบัญชีธนาคารอยู่แล้ว
2. สามารถซื้อกองทุนใหม่ที่ยังไม่เคยซื้อมาก่อนทางเน็ทได้เลย โดยไม่ต้องไปธนาคาร
3. สามารถทำรายการซื้อขาย และสลับกองทุนทางเน็ทได้สะดวก
4. มีกองทุนประเภทที่ผมสนใจลงทุนอยู่

คุณสมบัติของ กองทุนประเภท MMF
1. มีสภาพคล่องไกล้เคียงกับเงินฝากออมทรัพย์
2. มีความเสี่ยงต่ำมาก สามารถใช้แทนเงินฝากได้ แต่ผลตอบแทนไม่สูงมากนัก แต่ก็ไกล้เคียงกับเงินฝาก
3. คิดผลตอบแทนเป็นวัน (ประกาศมูลค่าหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น ทุกวันทำการ)
4. สามารถซื้อหรือขายได้ทุกวันทำการ (จันทร์ ถึงศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการ) โดยเวลาขายจะได้เงิน ช้าไป 1 วันทำการ เช่น ขายวันศุกร์ จะได้เงินวันจันทร์ เป็นต้น
5. มีค่าธรรมเนียมซื้อ 0.0001 (ถึงจะบอกว่าไม่มีค่าธรรมเนียม แต่จริงๆจะคิดเท่านี้) ซึ่งพอผ่านไป 1 วันทำการ ก็จะได้ส่วนนี้คืน เวลาขายไม่มีค่าธรรมเนียม
6. ผลตอบแทนจากกองทุน ถือเป็น capital gain ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีใดๆ (โดยปรกติ เงินฝากธนาคาร จะเสียภาษีดอกเบี้ยถึง 15% ซึ่งถ้าจะนำผลตอบแทนของเงินฝากมาเทียบกับกองทุน ก็ควรจะหักส่วนของภาษีออกไปด้วย)


อะไรคือสิ่งสำคัญในการลงทุน?
1. สิ่งที่สำคัญที่สุด ผมคิดว่าคือจิตใจครับ บางคนอยากเริ่มลงทุน แต่ก็รอโน่นรอนี่ รอไปรอมาสรุปไม่ได้เริ่มลงทุนเสียที
2. รองลงมาคิดว่าเป็นแผนการหรือขั้นตอนการตัดสินใจครับ

เช่นว่า
มีเป้าหมายในใจก่อนว่า สามารถรับขาดทุนได้แค่ใหน กำไรแค่ใหน จะถือลงทุนนานแค่ใหน
มีขั้นตอนการตัดสินใจที่ชัดเจน ว่าจะตัดขาดทุนที่เท่าใหร่ กำไรเท่าใหร่จะขาย ถึงจุดใหนจะซื้อเพิ่มเพื่อถัวเฉลี่ย ถึงจุดใหนจะขายออกบางส่วนเพื่อทำกำไร
ขั้นตอนพวกนี้ต้องคิดวางแผนใว้ก่อนเสมอ ก่อนจะเริ่มทำการลงทุน คิดเผื่อไม่ว่าจะเป็นในทางที่ดี หรือร้ายก็ตาม
ถ้าเรามีระบบแล้ว หลังจากนั้นก็คือการฝึกจิตใจ ให้สามารถทำตามระบบที่เราตั้งเป้าหมายใว้ให้ได้ อย่าหวั่นใหว

เพื่อที่จะทำให้เรามีเป้าหมายในการลงทุน และไม่พะวงเกี่ยวกับ การแกว่งตัวของผลกำไรหรือขาดทุนในระยะสั้น
จะได้มีความสุขในการลงทุนและไม่เครียดกับมันจนเกินไป ทำให้มีสติในการตัดสินใจในการลงทุนที่ดีขึ้นครับ


ควรบริหารเงินลงทุนยังไง?
ก่อนอื่น ควรจะแบ่งเงินเป็นสองส่วนก่อนนะครับ คือ
1. เงินที่ใช้จ่ายทั่วไปที่ต้องเบิกถอนเป็นประจำ ควรนำไปเก็บใว้ในที่ที่มีสภาพคล่องสูง เช่นเงินฝาก หรือกองทุน TMBMF (รายละเอียดด้านล่าง)
2. เงินที่ใช้ลงทุน เงินส่วนนี้จะไม่โยกย้ายไปใหนบ่อยๆ ทำให้สามารถลงทุนในกองทุน หรือฝากประจำ ที่มีระยะเวลานานๆได้

ทำไมต้อง TMBMF?
ข้อดีของกองทุนนี้คือ เป็นกองทุน MMF ที่มีสภาพคล่องเหมือนเงินฝาก เพราะสามารถเบิกถอนเงินผ่าน ATM ได้ และยังสามารถสับไปลงทุนในกองทุนอื่นๆได้ด้วย
เงื่อนใขคือต้องลงทุน ในกองทุนเปิดทหารไทยธนบดี (TMBMF) ซึ่งผลตอบแทนก็ถือว่าพอใช้ได้ และเปิดใช้ บัตร Extra Cash เวลาถอนเงินจะเหมือนกับเราสั่งขายกองทุนนั่นเอง แต่มีข้อดีคือ...

บัตร ATM นี้สามารถกดเงินวันเสาร์อาทิตย์ได้โดยไม่ติดข้อจำกัดของการขายกองทุน (ระบบจะทำรายการขายในวันทำการถัดไป) และ สามารถกดเงินตู้ของธนาคารใหนก็ได้ โดยไม่มีค่าธรรมเนียม (คิดว่ากดเงิน ต่างจังหวัดก็ไม่เสียค่าธรรมเนียมด้วย) ซึ่งทำให้เหนือกว่าบัตร ATM ธรรมดาเสียอีก
ผมจำไม่ได้ว่าค่าธรรมเนียมบัตรเท่าใหร่ ลองโทรสอบถามทาง TMB ดูก่อนนะครับ


ข้อมูลอื่นๆที่เป็นประโยชน์
ผลตอบแทนกองทุนประเภทต่างๆ เลือกประเภทที่มุมขวาบน
//siamchart.com/fund-compare/MMF
ค่าธรรมเนียมของแต่ละกองทุนในแต่ละ บลจ.
//siamchart.com/fund-fee.php
หลังจากนั้นให้อ่านประเภทของกองทุนที่นี่ครับ ผมเขียนอธิบายย่อๆใว้แล้ว และเรียงลำดับตามความเสี่ยงให้แล้ว
//siamchart.com/forum/showthread.php?4
พอศึกษามาพอสมควรแล้ว ก็ลองเริ่มสลับไปกองทุนที่เสี่ยงมากขึ้น โดยใช้กราฟในการช่วยตัดสินใจ
//siamchart.com/forum/showthread.php?9





 

Create Date : 02 กันยายน 2555    
Last Update : 2 กันยายน 2555 16:01:04 น.
Counter : 6305 Pageviews.  

เงินฝาก กับ กองทุนรวม

กองทุนรวม
วันนี้ผมได้ลองไปเปิดกองทุนรวมมา ลองมาเป็นนักลงทุนดูว่าเป็นอย่างไร
กองทุนที่ไปเป็นเป็นของ SCBTMF ตลาดเงิน

เอกสารที่ต้องเตรียมไป
สามารถเริ่มต้นการลงทุนกับกองทุนได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขาครับ
(สาขาตามห้าง วันเสาร-อาทิตย์ ก็ได้ครับ) โดยเพียงแค่นำ
- บัตรประชาชน 
- พร้อมบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารไทยพาณิชย์ (ถ้ามี) 

ไปติดต่อ ขอเอกสารสำหรับ
- การเปิดใช้บริการกองทุน : เพียงครั้งแรกครั้งเดียว เพื่อจะได้มี เลขผู้ถือหน่วยลงทุน (12 หลัก) 
ไว้ทำรายการ กับกองทุน
- การขอออก Fund Book : สำหรับกองทุน SCBTMF ไว้สำหรับตรวจสอบมูลค่าการลงทุน
- การเขียนใบคำสั่งซื้อกองทุน : ด้วยขั้นต่ำในการเริ่มต้นลงทุนครั้งแรก เพียง 5,000 บาท 
ครั้งต่อไปสามารถลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท ได้ครับ 
และผมได้นำบัญชี Fund Book มาผูกกับ  SCB Easy Net ด้วยครับ

เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จจะมี แบบประเมินความเสี่ยงของนักลงทุน ให้ทำ ถ้าได้คะแนนต่ำ เลือกของต้นๆ จะซื้อได้เฉพาะ กองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำๆ 

สำหรับตัวผมได้คะแนนอยู่ที่ 21 คะแนนครับ

ท่านได้ตอบแบบประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน
ท่านได้ 21 คะแนน เป็นนักลงทุนประเภท เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ


กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำมาก
กองทุนรวมตลาดเงิน – มีนโยบายการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุคงเหลือของตราสารไม่เกิน 1 ปี โดย
อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในกองทุนรวมไม่เกิน 3 เดือน และโดยส่วนใหญ่กองทุนรวมประเภทนี้มักจะมีสภาพคล่องสูง ผู้ลงทุนสามารถ
ขายคืนหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ
กองทุนรวมคุ้มครองเงินต้น – เป็นกองทุนรวมที่ บลจ.วางแผนการลงทุนเพื่อให้ความคุ้มครองเงินลงทุนของผู้ถือหน่วยลงทุน
(ไม่รวมถึงค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุน) โดยเลือกใช้กลยุทธ์การลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารภาครัฐไทยและ
ต่างประเทศ เงินฝาก บัตรเงินฝาก (certificate of deposit: CD) เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อพยายามทำให้โอกาสสูญเสียเงินลงทุนเริ่มแรกของ
ผู้ลงทุนมีน้อยที่สุด
กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น (Short term bond fund) - มีนโยบายเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลัก
โดยกำหนดกรอบการลงทุนไว้ว่าอายุตราสารหนี้ในพอร์ต (portfolio duration) ของกองทุนรวมต้องไม่เกิน 1 ปี ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว
มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นจะไม่ผันผวนมากเนื่องจากเป็นการลงทุนในระยะสั้น
กองทุนรวมพันธบัตรรัฐบาล - มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้โดยเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ( ≥ 80% ของ NAV)
กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ
กองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไป – มีนโยบายการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไป เช่น หุ้นกู้ภาคเอกชน ทั้งนี้ รวมถึงกองทุนที่ลงทุนใน
ตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง เช่น หุ้นกู้อนุพันธ์ (structured note) ที่คุ้มครองเงินต้นด้วย
กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงปานกลาง
กองทุนรวมผสม – ลงทุนได้ทั้งในตราสารทุนและตราสารหนี้ โดยบางกองอาจเน้นลงทุนในตราสารหนี้ หรือบางกองอาจเน้นลงทุน
ในตราสารทุนมากกว่าก็ได้
กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง
กองทุนรวมหุ้นหรือกองทุนรวมตราสารทุน – มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนเป็นหลัก ≥ 65% ของ NAV ทั้งนี้ กองทุนรวม
ตราสารทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบเน้นสร้างผลตอบแทนเป็นไปในทิศทางเดียวกับดัชนีอ้างอิงหรือใช้กลยุทธ์การลงทุนเชิงอนุรักษ์
(passive) เช่น กองทุนรวมดัชนีราคาหุ้น กองทุนรวม ETF หุ้น จะมีความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุนรวมตราสารทุนที่มีนโยบายการลงทุน
ที่เน้นสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าดัชนีอ้างอิง (active)
กองทุนรวมหุ้นของบริษัทที่มีธุรกิจหลักประเภทเดียวกัน หรือ กองทุนรวมตราสารทุนแบบ sector fund – มีนโยบาย
ลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่มีธุรกิจหลักประเภทเดียวกัน เช่น ในธุรกิจด้านพลังงาน ฯลฯ หรือตราสารทุน ในประเทศหรือ
กลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่ง  ≥ 80% ของ NAV
กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงมาก

กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนที่ซับซ้อน – มีการลงทุนในทรัพย์สินที่ซับซ้อน ทำความเข้าใจได้ยาก เช่น
กองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ กองทุนรวมทองคำ กองทุนรวมน้ำมัน (commodity fund/ gold fund/ oil fund) สัญญาซื้อขายล่วงหน้า
(โดยที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือ hedging) เป็นต้น

      สำหรับกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ หรือ  foreign investment fund (FIF) ระดับความเสี่ยงของกองทุนรวมจะแตกต่าง
ไปจากกองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศ เนื่องจากมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจส่ง
ผลกระทบต่อผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากการแปลงเงินบาทเป็นเงินสกุลอื่นเมื่อนำเงินไปลงทุนและแปลงกลับมาเป็นเงินบาท
เมื่อนำผลตอบแทนมาคืนให้ผู้ลงทุน โดยหากเป็นกองทุนรวม FIF ที่ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
(hedging) หรือป้องกันไว้เพียงแค่บางส่วน ระดับความเสี่ยงของกองทุนรวมจะอยู่ในระดับสูง-สูงมาก

ตัวอย่างเช่น กองทุนรวม FIF ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำมาก เช่น พันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ แต่ไม่มีนโยบาย
ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้เลยจะถือว่าเป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูง หรือหากเป็นกองทุนรวม FIF ที่มีนโยบาย
ลงทุนในกองทุนรวม ETF หุ้น แต่ไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเลย ก็จะถือว่าเป็นกองทุนรวมที่มีความเสี่ยง
สูงมาก
เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากเป็นกองทุนรวม FIF ที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้ทั้งหมดหรือ
เกือบทั้งหมด (hedging 90% ของเงินลงทุน) ระดับความเสี่ยงของกองทุนรวมจะอยู่ในระดับต่ำ-สูง
โดยขึ้นอยู่กับหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่กองทุนรวม FIF เลือกลงทุน


หลังจากเปิดบัญชีเสร็จ สิ่งที่เราจะได้คือ  Fund Book
กองทุนรวม, หนังสือกองทุน, ความรู้ด้านกองทุน
- ด้านในสมุดจะไม่มีช่อง ฝาก - ถอน จะเป็น ซื้อ - ขายครับ
- ราคาซื้อ ต้อง + 0.0001 ด้วยครับ
- บางกองทุน ไม่มี Fund Book นะคับ




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2555    
Last Update : 25 สิงหาคม 2555 1:07:44 น.
Counter : 5168 Pageviews.  

1  2  

nut_dev
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




- รับทำ crystal report , รับสอน Crystal Report
- รับ customize ระบบ ERP, MRP II
- รับแก้ bug โปรแกรม
Line ID & Mobile: 0928132654
Contact Email: nut.developer@gmail.com
Friends' blogs
[Add nut_dev's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.