It can be done If you want to do.
Group Blog
 
All Blogs
 

หนึ่งคืนกับความหนาวเย็นในพงไพร

วันที่ 27 มกราคม 2545 ผมและ เพื่อนที่บริษัทอีก 2 คน ได้ไปเดิน ป่าที่อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตน- โกสิทร์ โดยมีจุดหมายจากบ้าน ผมไปยังป่าดงดิบบริเวณหลังถ้ำ ธารลอดใหญ่ ผมตื่นมาเตรียมอุปกรณ์และเสบียง ตั้งแต่ตี 5 กว่าๆ และก็โทรนัดเจอ กับพี่สุวีแถวๆ สาธุประดิษฐ เพื่อ จะไปรวมตัวกันที่บ้านคุณแซมปัท ซึ่งอยู่แถวประชาอุทิศ

พวกเราเริ่มออกเดินทางกันจริงๆ ก็เกือบจะ 7 โมงแล้ว ซึ่งคลาดเคลื่อนจากเวลาที่กำหนดกันไว้ว่าประมาณ 6 โมงเช้า เราจะเริ่มออกเดินทางกัน ความช้านี้ก็ได้มาจากคุณแซมปัท เพราะแกบอกว่าเมื่อคืนนอนไม่หลับเลย รู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้เดินป่าเป็นครั้งแรก จากเส้นทางถนนพระราม 2 คุณแซมปัทที่ทำหน้าที่เป็นคนขับ ตรงไปยังถนนเพชรเกษม มุ่งสู่กาญจนบุรีอันเป็นจุดหมายหลัก พอออกจากตัวเมืองกาญจนบุรีไปหน่อยนั้น พวกเราก็ได้แวะถ่ายรูปที่ค่ายสุรสีห์ อันมีเครื่องบินต่างๆ ที่ใช้ในสมัยสงครามเวียดนามมาตั้งแสดงเอาไว้ หลังจากนั้นก็ได้บึ่งตรงไปยังบ้านผมทันที เพราะเวลาก็สายมากแล้ว ขืนชักช้ามีหวังได้เดินป่าเวลากลางคืนแน่ ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยจะโสภาเท่าใดนัก

เมื่อถึงบ้านผมแล้ว ผมก็ได้เอาเบียงบางส่วนจากบ้าน และหม้อหุงข้าว (แอบจิ๊กของแม่ อิ อิ) ซึ่งแต่แรกกะจะเอาหม้อสนามที่ใช้เดินป่าเป็นประจำไป แต่ว่าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ก็เลยจำใจต้องหิ้วหม้อหุงข้าวที่ใช้เตาถ่านแบบธรรมดา ที่มีหูหิ้วทั้งสองข้างไปแทน ซึ่งเวลาเดินแต่ละทีก็ดังกรุ๊งกริ๊งดีนักแล (แล้วตูจะได้ดูสัตว์ป่าหรือเปล่านี่ เหอๆๆ) พวกเราเริ่มออกเดินป่ากันจริงๆ ก็เกือบจะ 11 โมงพอดี เวลานี้กำลังร้อยเลยทีเดียว ผมพาเดินเลาะไปตามสวนของอา และก็ได้มีโอกาสจิ๊กผลไม้บางอย่างไปกินด้วย (อีกแล้ว)

จากเส้นทางที่ตัดผ่านสวนเส้นเล็กๆ มุ่งสู่ภูเขาที่มีป่าไผ่รวกขึ้นเป็นหลัก และสภาพความร้อนที่แผ่นซ่านไปทั่ว ทำให้พวกเราคอแห้งไปตามๆ กัน จนมาถึงบนยอดเขาแล้วถึงทำให้พวกเราหายใจได้โล่งคอขึ้น ผมพาเดินไปตามเส้นทางรถที่ทางอุทยานทำเอาไว้จนถึงบริเวณ ถ้ำเม่น จึงอดไม่ได้ที่จะพาพี่สุวี และคุณแซมปัทเข้าไปดูกัน (แต่ความจริงแล้วอยากที่จะไปรับไอเย็นหน้าปากถ้ำมากกว่า เย็นจริงๆ นะ พอๆ กับห้องแอร์เลย) ใครที่อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับถ้ำเม่นนี้ก็เข้าไปอ่านข้อมูลคร่าวๆ ได้จากลิ้งที่ทำไว้ละกันครับ ไม่อยากอธิบายอะไรมาก

เมื่อนั่งพักสูดความเย็นจนชื่นใจแล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทางกันต่อไป เส้นทางสองข้างทางนี้ส่วนมากจะปกคลุมไปด้วยป่าไผ่รวกเป็นหลัก จะมีไม้ยืนต้นต่างๆ แซมอยู่น้อยนิด ส่วนมากก็จะเป็นพวกมะค่าโมง ต้นตีนเป็ด มะกอกป่า เป็นต้น เส้นทางที่เดินนั้นไม่ถึงกับลำบากมากนัก สิ่งเดียวที่เป็นอุปสรรคในตอนนี้ก็คือความร้อนเพียงอย่างเดียว ตอนแรกแล้วผมตั้งใจจะพาพวกเราเดินไปตามทางรถนี้เรื่อยๆ ไปจนถึงวัดป่าถ้ำธารลอดใหญ่ แต่สภาพอากาศนั้นร้อยเหลือเกิน ซึ่งดูแล้วพวกพี่สุวี คุณแซมปัท นั้นคงจะเดินไม่ไหวกันแน่ กับสภาพอากาศที่ทรหดอย่างนี้ ผมเลยตัดสินใจ พาเดินเลาะไปตามชายเขา เดินเรียบไปตามริมเขาเพื่อให้ถึงลำห้วยที่ไหลไปยังถ้ำธารลอดน้อยให้เร็วที่สุด เพราะอย่างน้อยการเดินใกล้น้ำยังจะเข้าท่ากว่าเดินตามพื้นที่แห้งแล้ง (ใครที่เคยตกอยู่ในสภาพที่หิวน้ำคงจะรู้กันดี)

เขาลูกนี้ค่อนข้างจะชันมาก อาจจะเรียกได้ว่าพวกเรากำลังเดินตามขอบเหวชัดๆ อึดใจถัดมาเราก็เดินมาถึงยังพื้นที่ป่าดงดิบจนได้ เสียงน้ำในลำห้วยที่ไหลนั้น ในช่วงเวลานั้นมันเปรียบเสมือนเสียงจากสวรรค์อย่างไรอย่างนั้นละครับ อย่างไม่รอช้าพวกเราไปล้างหน้าล้างตากันให้สบายใจเลยทีเดียว และได้นั่งพักชมนกชมไม้ซักครู่ก็เริ่มเดินทางกันต่อไป พอเส้นทางยังอีกยาวไกลนัก ผมพาเดินไปตามเส้นทางที่นักท่องเที่ยวใช้เดินไปยังน้ำตกไตรตรึงของอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์นี้ สภาพเส้นทางในตอนนี้มีแต่ขึ้นกับขึ้นอย่างเดียวครับ เล่นเอาพี่สุวี และคุณแซมปัทแทบจะลมขึ้นกัน จนถึงเนินสุดท้ายแล้วที่จะต้องไต่ไปตามลวดที่ทางเจ้าหน้าที่อุทยานทำเอาไว้ คุณแซมปัทก็บอกไม่ไหวแล้ว ขอนอนพักตรงเนินนั้นก่อน ผมเลยให้แกพักตรงนั้นก่อน และผมเองก็เดินไปสำรวจเส้นทางข้างหน้าไปจนถึงวัดป่าถ้ำธารลอดใหญ่ จึงเดินย้อนกลับมา ซึ่งก็ยอมรับว่าเหนื่อยแทบขาดใจเหมือนกับครับ เพราะไม่ได้เดินทางอย่างนี้มาหลายปีแล้วเหมือนกัน จนมาเจอพี่สุวี กับคุณแซมปัทได้เดินมานั่งรอผมตรงน้ำตกไตรตรึงชั้นสุดท้ายพอดี ผมเลยถามว่าหายเหนื่อยหรือยัง เดินต่อไหวไหม แกตอบรับว่าสบายมาก ผมเลยชี้ไปยังเส้นทางที่จะเดินไปต่อ ซึ่งต้องไต่ขึ้นบันไดและเส้นลวดไปตามเส้นทางนี้ พี่สุวีกับคุณแซมปัทถึงกับกลืนน้ำลายเลยทีเดียว เนินนี้ได้รับสมญานามว่าเป็นเนินหมาหอบละครับ และสำหรับคนไม่ต้องพูดถึง ซึ่งนักท่องเที่ยวคนใดที่เดินมาจนถึงนี่ละก็ ก็ถือว่าสุดยอดแล้วละครับ เอ้าลุย...

สภาพบันไดไม้ที่ทางเจ้าหน้าที่อุทยานทำเอาไว้ ค่อนข้างจะแข็งแรงดี และมีราวไม้สำหรับจับไปตลอดทาง แต่ความชันของภูเขาลูกนี้พูดได้คำเดียวว่าใครเห็นก็ต้องท้อทันที เคยมีหลายคนที่มาถึงนี่และก็ไปต่อไม่ไหว ทั้งๆ ก็เหลืออีกไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงบริเวณวัดป่าถ้ำธารลอดใหญ่อยู่แล้ว เขาลูกนี้จึงเปรียบเสมือนตัวตัดกำลังก็ว่าได้

สุดยอดเขา พวกเราก็มองลงไปทางที่ไต่ขึ้นมาตะกี้ พลางนึกในใจว่าขึ้นกันมาได้ยังไงละนี่ อะไรจะปานนั้น เมื่อมองไปดูทิวทัศน์โดยรอบ พื้นที่ป่าส่วนใหญ่ก็น่าดูไม่ใช่น้อย ซึ่งมีหุบเขาสลับซับซ้อนเหมือนดั่งมีคนมาจับเรียงเอาไว้ (จิตนาการไปนั่น) เส้นทางจากนี้เป็นต้นไปก็ไม่มีขึ้นเขาแล้วละครับ เดินเรียบตลอด อาจจะมีขึ้นเนินเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ไม่หนักหนาสาหัสเท่าใดนัก ตลอดเส้นทางเดินเรียบไปตามลำห้วยที่มีโขดหินใหญ่ๆ เรียงซ้อนกันเป็นแถบๆ ซึ่งบางครั้งก็ต้องเดินลัดเลาะอ้อมไปตามเส้นทางเล็กๆ บ้าง




ความจริงแล้วตลอดเส้นทางที่เดินมานั้นแต่ก่อนเคยชุกชุมไปด้วยสัตว์ป่าที่อาศัยตามยอดไม้สูง โดยเฉพาะกระรอกดง หรือพญากระรอก ลิง ชะนี ค่าง แต่ตอนนี้ผมเองก็แทบจะไม่เห็นเงาเลย เหตุผลเดียวก็คือ คนนั่นเอง การส่งเสียงดังของนักท่องเที่ยว ซึ่งบางครั้งตะโกนกันเสียจนได้ยินไปยังอีกฝากเขาเลย คิดว่าถ้าสัตว์ป่าเขาด่าได้ก็คงลงมาด่าเราแล้วละครับ


ผมบรรจงหวดไม้ลงบนระฆังที่แขวนไว้ในถ้ำธารลอดใหญ่ อันเป็นธรรมเนียมของนักท่องเที่ยว ซึ่งถ้าได้มาถึงที่นี่แล้วก็ต้องตีระฆัง ไม่งั้นไม่ถือว่ามาถึงที่นี่ พี่สุวีและคุณแซมปัท ก็เช่นกัน ถือว่าได้ตีกันครบทุกคน

ถ้ำธารลอดใหญ่ ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเรียกว่าถ้ำ เพราะภายในนั้นสว่างโล่ง ไม่มีความมืดแม้แต่นิดเหมือนอย่างถ้ำทั่วๆไป ดูผิวเผินแล้วก็เหมือนหน้าผาธรรมดา แต่ต่างที่มันเป็นชั้นหินพาดยาวข้ามลำห้วยจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งค่อนข้างจะมหัศจรรย์เลยทีเดียว ทั้งยังระหว่างชั้นหินที่ฟาดข้ามลำห้วยนั้นมีปล่องตรงกลาง ทำให้แสงแดดส่องเข้ามาดูสวยงาม บริเวณนี้สมัยก่อนเคยเป็นทางเดินทัพของทหารพม่า และที่อยู่อาศัยของมนุษย์โบราณ จากหลักฐานต่างๆ ที่ขุดพบบริเวณนี้ ทั้งยังมีเรื่องเล่าของชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงเล่ากันว่า บริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของงูขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันว่าพยานาค ซึ่งทุกๆ ปีนั้น (จำไม่ได้ว่าเดือนอะไร) จะมีชาวกระเหรี่ยงมาทำพิธีบูชากราบไหว้พยานาค เพื่อที่จะทำให้ฝนฟ้าตกอุดมสมบูรณ์

จากถ้ำธารลอดใหญ่มายังวัดป่าถ้ำธารลอดใหญ่ประมาณซักร้อยกว่าเมตร พวกเราก็มานั่งพักเอาแรง เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเดินกันต่อไป ซึ่งวัดป่าถ้ำธารลอดใหญ่นี้ก็เป็นวัดเดียวที่อยู่กลางป่าดงดิบ (ถ้าใครต้องการความเงียบสงบ ไม่ต้องการพบปะผู้คน แนะนำให้มาบวชที่วัดนี้) หลังจากที่พักเหนื่อยกันพอบรรเทาอาการปวดเมื่อยแล้วพวกเราก็เริ่มเดินทางกันต่อไป จากเส้นทางบริเวณหลังวัดป่าถ้ำธารลอดใหญ่ เดินเลาะไปตามทางที่กุฎิหลังสุดท้าย ซึ่งปกติแล้วที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดท้ายของนักท่องเที่ยวที่จะมาได้ หลังจากนั้นก็จะมีเส้นทางเล็กๆ ที่ชาวกระเหรี่ยงทำเอาไว้สำหรับเดินไปหาของป่า ซึ่งจะมีคนในพื้นที่เท่านั้นที่สามารถจะเข้าไปได้ เพราะมันเริ่มเข้าสู่ป่าดงดิบจริงๆ โดยยึดการเดินเลาะตามริมห้วยเป็นหลัก


ผมพาพี่สุวี และคุณแซมปัทเดินไปตามเส้นทางเก่าๆ ซึ่งมองดูเผินๆ แทบจะไม่รู้เลยว่าเป็นทางเดิน เพราะมีใบไม้แห้งทับถมจำนวนมาก ทำให้สังเกตุค่อนข้างยาก บางแห่งก็ต้องเดินข้ามห้วย บางแห่งก็ต้องเดินไปตามริมห้วย พื้นที่ป่าที่เดินผ่านส่วนใหญ่จะเป็นป่าไผ่ซาง และไม้ยืนต้นขนาดใหญ่โดยเฉพาะต้นไทร ที่แปลกอย่างหนึ่งคือพวกเราไม่เจอนกเงือกเลยซักตัว ซึ่งปกติแล้วบริเวณนี้จะมีนกเงือกชุกชุมมาก ไม่ว่าจะมาครั้งใดผมมักจะเจออยู่เสมอ ถึงแม้จะไม่เห็นตัวก็ยังคงพอจะได้ยินเสียงร้องบ้าง แต่ตอนนี้มันเงียบเลยจริงๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสัญญาณบอกว่าบริเวณป่านี้ไม่มีความอุดมสมบูรณ์แล้วนะ... ให้ตายเถอะนกเงือก


ดูจากเวลาแล้วตอนนี้ก็ปาเข้าไปสี่โมงเย็นกว่าแล้ว ก็คิดว่าควรจะหาที่พักแล้วเพราะขืนช้ากว่านี้มืดแน่ๆ ผมเลยเร่งเดินเพื่อจะหาที่พักให้เหมาะสมก่อนที่จะมืดไปกว่านี้ ซึ่งก็เจอเพลิงหมาแหงนที่เคยมีนักเที่ยวป่ามาตั้งแคมป์และทำทิ้งไว้ไม่น่าจะเกิน 1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เลยได้อาศัยพักที่นี่ซะเลย และบริเวณนี้ชัยภูมิก็ค่อนข้างเหมาะเพราะอยู่ใกล้กับลำห้วยอันเป็นปัจจัยสำคัญ หลังจากนั้นก็ปลดสัมภาระเตรียมตั้งแคมป์บริเวณนี้ทันที โดยผมได้ลากหินจากห้วยมาทำเตาแบบสามเส้าและก่อไฟ เพื่อใช้สำหรับหุงข้าว ส่วนคุณแซมปัทและพี่สุวีก็จัดแจงเตียมที่นอน โดยที่คุณแซมปัทนั้นได้เตรียมผูกเปลสำหรับนอนในคืนนี้




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2550    
Last Update : 31 ธันวาคม 2550 14:39:51 น.
Counter : 116 Pageviews.  

มยุราชะนีเพื่อนรัก

ถึงแม้ว่าเวลามันจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังจำได้ดี ตอนที่พ่อของผมได้นำลูกชะนีดำตัวหนึ่งที่ยิงแม่มันได้จากป่า แล้วนำลูกมันที่เกาะอยู่บนอกแม่อันแน่วนิ่งเข้ามาเลี้ยงที่บ้านแม่ผมได้ตั้งชื่อให้กับเขาว่า "มยุรา" พวกเราต่างก็ดูแลเขาเป็นอย่างดีเปรียบเสมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวเลยที่เดียว

"มยุรา" ทุกเช้าผมได้ยินเสียงแม่เรียกมยุราเกือบจะทุกวันแล้วเหมือนกับว่ามยุราจะฟัง เข้าใจในคำพูดของแม่ผม บางครั้งก็ร้องเสียง "วู๊ก" กลับหรือไม่ก็วิ่งมาหาแม่

ผมกับมยุราเปรียบ เสมือนเป็นเพื่อนเล่นกัน บางครั้งผมจะขึ้นไปเล่นกับมยุราบนต้นตะขบมะยุราชอบกินลูกตะขบ ที่สุด บางครั้งผมไปเก็บลูกตะขบกิน มยุราก็จะมาหยอกล้อกับผมบ้างก็มากระโดดเกาะที่หลัง หรือไม่ก็เอามือมาตีหัวผม ซึ่งบางครั้งผมก็เห็นมยุรานั่งเศร้าเหมือนกับนั่งคิดอะไรอยู่ซักอย่าง ผมคิดว่าไม่ว่ามนุษย์และสัตว์ต่างก็มีชิวิตจิตใจเหมือนกันจะแตกต่างก็ตรงที่การแสดงท่าทางออกมา

"มยุรากลัวหนังสะติ๊ก" มีอยู่ครั้งหนึ่งผมแกล้งเอาหนังสะติ๊กเล็งไปที่ตัวของมยุรากะว่าจะยิงให้เฉียดๆ ให้ตกใจเล่น แต่บัง เอิญมยุราดันกระโดดหลบไปที่ผมกะยิงให้เฉียด ทำให้โดนเบ้าตาของมยุราอย่างจัง เสียงมะยุราร้องดังลั่นผมรีบวิ่งเข้าไปอุ้มทันที ผมมองดูที่ตาของมยุรา มีรอยถลอกและเลือดไหลซิบๆ แต่ยังดีที่ไม่โดนลูกกะตา ตั้งแต่นั้นเป็นมาผมก็ไม่กล้าที่จะแกล้งมยุรา

มยุราเป็นชะนีที่ไม่ชอบอาบน้ำเป็นที่สุด ครั้งใดที่รู้ตัวว่าจะถูกจับอาบน้ำก็จะพยายามหนี บ้างก็ขึ้นไปอยู่บนยอดไม้ หรือวิ่งหนีพวกเรา แต่เมื่อไรที่โดนอาบน้ำจะร้องดังอย่างบ้าคลั่งได้ยิน 3-4 บ้านเลยทีเดียว

ครั้งสุดท้ายที่ผมได้เห็นมยุรา ประมาณปี 42 ช่วงสงกรานต์ตอนที่ผมกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด ผมเห็นมยุรานั่งเงียบอยู่ใต้ ต้นไม้ ผมเดินเข้าไปเล่นด้วยเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ทว่าดูมยุราซึมๆ อย่างไรชอบกล ผมไม่เคยเห็นมยุราเป็นแบบนี้ ปกติ มยุราเป็นชะนีที่ซนมากเลยทีเดียว หลังจากที่ผมกลับกรุงเทพไม่นาน ก็ได้ข่าวว่ามยุรานั้นตายแล้ว สาเหตุก็มาจากว่าได้ไปกัดลูก ของชาวบ้านเขา เลยถูกเขายิงตาย ทุกคนในครอบครัวของผมเสียใจมาก แม่ผมถึงกับร้องไห้ออกมาเลยทีเดียว มยุราอยู่กับพวก เรามาเป็นสิบๆ ปีแต่ก็ไม่สามารถที่จะหนีสัตญาติญานของความเป็นสัตว์ได้


นี่คือเรื่องจริง สัตว์ป่าไม่สมควรที่จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ ไม่ว่าเราจะรักเขาหรือเลี้ยงเขาดีอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ เขาคือ "ป่า" ป่าคือชีวิตของเขาเพราะ ฉ นั้นอย่าพรากเขามาจากป่า...




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2550    
Last Update : 31 ธันวาคม 2550 14:25:54 น.
Counter : 76 Pageviews.  


พนาไพรสนณ์
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับ ตอนนี้ย้ายไปเขียนที่ poradok.com แล้วครับ
Friends' blogs
[Add พนาไพรสนณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.