Group Blog
 
All blogs
 
Zero Dark Thirty - ปฏิบัติการหอกเนปจูน เด็ดหัวบิน ลาเด็น (สปอยล์)

"100% เขาอยู่ที่นั่น โอเค 90-95 % ถ้าจะบอกว่าบางอย่างอาจผิดพลาด เพราะกลัวพวกคุณจะสติแตก แต่ความจริงแล้วมันคือ 100% เขาอยู่ที่นั่นแน่นอน"


Zero Dark Thirty (ZDT) เป็นหนังกึ่งสารคดี โดยผู้กำกับชื่อ Katherine Bigelow ผู้กำกับหญิงมากฝีมือ ดีกรีรางวัลออสการ์จากภาพยนตร์เรื่อง TheHurt Locker โดยเรื่องนี้สร้างโดยอ้างอิงจากคำบอกเล่าของหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ออกปฏิบัติภารกิจในคืนนั้น 


ZDT เล่าเรื่องผ่านตัวละครที่ชื่อ“มายา” เธอคือ CIA สาวแกร่ง ที่ถูกส่งจากหน่วยงานใน WashingtonD.C. เพื่อมาทำภารกิจล่าตัว อุซามะห์ บิน ลาเด็นหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายอัล-เคด้า โดยเฉพาะแม้ใครต่อใครจะมองเธอว่าเป็นผู้หญิงที่อายุยังน้อย เพราะเธอถูกเลือกให้มาทำงานกับ CIAตั้งแต่เรียนจบไฮสคูลเมื่ออายุ 19 ปีแต่เธอคือคนที่หน่วยงานเรียกขานว่าเธอนี่แหละคือ “เพชฌฆาต” หนังได้เล่าย้อนความไปตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปฏิบัติการพลีชีพทางอากาศของกลุ่มก่อการร้ายอัล-เคด้า ที่จี้เครื่องบินโดยสารเข้าชนตึกแฝด เวิลด์เทรด ในสหรัฐเมื่อวันที่ 11เดือนกันยายนปี 2001 หรือที่คนทั่วโลกเรียกว่าเหตุการณ์9/11

“มายา”เดินทางไปทำงานร่วมกับทีม CIA ในปากีสถาน หนังปูพื้นเล่าเรื่องว่าที่นั่นเขาได้พบกับนักโทษ ที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มอัล-เคด้า หลายคนเธอเริ่มสืบสาวราวเรื่อง และปะติดปะต่อเรื่องราวแต่ละเรื่องเข้าด้วยกันจนเธอสังเกตได้ว่าในทุกคำให้การณ์ของบุคคลเหล่านั้นมีอยู่บุคคลหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางคอยสื่อสารระหว่าง อุซามะห์ บิน ลาเด็นกับเครื่อยข่ายของเขา ชายคนนั้นชื่อว่า “อาบู อาเหม็ด อัลคูเวตี” “มายา” เชื่อว่าทุกครั้งที่จะมีปฏิบัติการหรือคำสั่งใดๆ บิน ลาเด็นจะต้องติดต่อกับเครือข่ายของเขา และถ้าเธอตามพลส่งสารคือ “อาบู อาเหม็ด” ไปเธอจะต้องพบกับ บิน ลาเด็น


ในระหว่างนั้นเองนับแต่ทำงานมาได้ 5-6 ปี เพื่อนของเธอที่เชื่อว่าได้พบกับคนใกล้ชิดนายใหญ่ ซึ่งเป็นหมอที่คอยรักษาคนในกลุ่มอัล เคด้าหล่อนเชื่อว่าถ้าเสนอเงินก้อนโตให้กับเขา หมอผู้นี้จะต้องขายนายใหญ่อย่างแน่นอนและนั่นจะเป็นใบเบิกทางไปสู่แผนที่ตั้งที่ซ่อนตัวนายใหญ่แม้เธอจะไม่เห็นด้วยกับแนวทางของเพื่อน เพราะมันเสี่ยงเกินไปแต่เธอก็แอบภาวนาให้มันสำเร็จ แต่แล้วเหตุการณ์ก็ไม่เป็นดังคาดเมื่อวันที่เพื่อนสาวของเธอนัดพบกับหมอของกลุ่มอัล-เคด้าชายผู้นี้กลับระเบิดพลีชีพตนเอง นั่นทำให้เพื่อนของเธอเสียชีวิตลงและข่าวร้ายก็ซัดมาหาเธออีก เมื่อเธอได้รับแจ้งข่าวว่ามีนักโทษซึ่งให้การสารภาพว่า“อาบู อาเหม็ด” ที่เธอเชื่อว่าคือพลส่งสารนั้น เสียชีวิตไปนานแล้วแต่เธอก็เลือกที่จะไม่เชื่อ และยังตั้งปณิธานอีกว่า เธอจะขอฆ่าบิน ลาเด็น ให้ได้

ราวๆปี 2009เธอได้รับข้อมูลว่า ชายที่ชื่อ “อาบู อาเหม็ด” มีพี่น้องหลายคนและคนที่ตายไปอาจจะเป็นน้องชายของเขา และนามสกุล “อัล-คูเวตี” นั่นหมายความว่า เขาต้องมีญาติพี่น้องในคูเวตอีกเธอสืบไปจนพบว่า ชื่อจริงของอาบู อาเหม็ด คือ “อัล ซายีด” เธอจึงขอให้แดนเพื่อนที่เคยร่วมงานเมื่อตอนอยู่ในปากีสถานช่วยสืบหาเบอร์โทรศัพท์ของชายคนนี้และไม่นานเธอได้รับข่าวว่าได้เบอร์มาแล้ว นั่นทำให้เธอเริ่มปฏิบัติการติดตามและดักฟังทางโทรศัพท์ และสุดท้าย เธอก็ได้เจอกับที่กบดานของเป้าหมาย“อัล ซายีด” ที่พักอยู่ในบ้านหลังหนึ่งในเมืองอับบอตลาบัต ของปากีสถาน

เช้าวันหนึ่งขณะเธอขับรถออกจากที่พักในเมืองอิสลามาบัตเพื่อจะไปยังสำนักงานเธอถูกซุ่มโจมตีจากกลุ่มผู้ก่อการร้าย และรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด นั่นแสดงว่าเธอถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายขึ้นบัญชีตายไว้แล้วและนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอต้องกลับไปยังสำนักงานใหญ่ของ CIA ในสหรัฐ อย่างไรก็ตามเธอได้ที่กบดานของ “อัล ซายีด” พลส่งสารของบิน ลาเด็นมาแล้วเธอเริ่มติดตามการเคลื่อนไหวและเฝ้ามองเป้าหมายผ่านภาพทางดาวเทียมในสำนักงานจนวันหนึ่งเธอได้พบความผิดปกติบางอย่าง 


บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในเมืองอับบอตลาบัตเป็นชุมชนพื้นเมืองในปากีสถาน ตัวบ้านล้อมกำแพงไว้อย่างสูง มีรั้วลวดหนามทั้งหมดมี 3 ชั้น ทุกชั้นมีหน้าต่างทึบหมด คนที่อาศัยมีเด็กและผู้หญิง 3 คน แต่มีผู้ชาย 2 คน และข้อสังเกตคือผู้หญิงอิสลามจะไม่อาศัยอยู่กับผู้ชายนอกจากว่าจะแต่งงานแล้วหรือเป็นพ่อลูกกันนั่นแสดงว่าต้องมีผู้ชายอีกคนที่อยู่ในบ้าน แถมบ้านนี้ก็ไม่มีการทิ้งขยะแต่มีระบบเผาขยะทิ้ง ทุกส่วนในบ้านออกแบบอย่างมีขั้นตอนแบบแผนไม่สามารถตรวจสอบผ่านดาวเทียมหรือซ่อนกล้องได้ และห่างไปไม่กี่ไมล์ก็อยู่ใกล้กับโรงเรียนนายร้อยปากีสถานนั่นทำให้ “มายา” เริ่มมั่นใจว่าชายอีกคนที่อยู่ในบ้าน ต้องเป็นบุคคลที่สำคัญและพิเศษถึงขนาดที่ว่าเปิดเผยตัวไม่ได้ เธอเสนอสมมติฐานและแนวคิดของเธอต่อหัวหน้าหน่วยและรายงานไปยังผู้อำนวยการ CIA ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่บุคคลที่สามในบ้านหลังนี้ จะเป็นชายผู้มีค่าหัวแพงที่สุดในในอเมริกา “อุซามะห์บิน ลาเด็น”

“มายา” เฝ้านั่งนับวันรอครั้งแล้วครั้งเล่านับแต่ติดตาม “อัล ซายีด” มาเกือบ 200 กว่าวันและยังไม่มีทีท่าว่าทำเนียบขาวจะเอายังไงต่อ สุดท้ายแล้วทำเนียบขาวได้ขอให้หน่วยงานเสนอทางเลือกมา ซึ่งจากการวิเคราะห์สถานการณ์มีอยู่ 3 ทาง นั่นคือ 1.ทิ้งบอมบ์ด้วยเครื่องบินสเตลท์ 2.ใช้หน่วยปฏิบัติการจู่โจมทางเฮลิคอปเตอร์ และ 3.รอข่าวกรองเพื่อยืนยันตัวตนที่แน่ชัดต่อไปในนาทีนั้นเองเธอเริ่มวางแผนศึกษากับทีมงาน “มายา” บอกว่าถ้าเธอเลือกได้เธออยากทิ้งบอมบ์ แต่ทางทำเนียบขาวไม่อนุมัติเพราะอาจสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ และเป้าหมายก็ยังไม่ชัดเจน อีกทั้งการปฏิบัติภารกิจในปากีสถานไม่ง่ายเลยเพราะไม่รู้ว่าปากีสถานรับรู้สถานะและพยายามปกปิดบ้านหลังนี้หรือไม่ ทางหน่วยงานจึงตัดสินใจใช้ทางเลือกที่2. คือ การส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษจู่โจมทางเฮลิคอปเตอร์ และภารกิจก็จบลงด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษทางทำเนียบขาวและทีมงานผู้เกี่ยวข้อง ได้ตัดสินใจให้ภารกิจนี้เป็นภารกิจ “ลับสุดยอด”มีเพียงหน่วยงานไม่กี่แห่ง และคนใกล้ชิด ปธน. เท่านั้นที่ทราบเรื่องชื่อปฏิบัติการคือ ‘Operation Neptune Spear’หรือปฏิบัติการหอกเนปจูน 


“มายา”เดินทางมาถึงภายในพื้นที่ Area 51 ที่นั่นเขาได้พบกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ Navy SEALs Team 6 หรือที่รู้จักกันในนามหน่วยพัฒนาการสงครามพิเศษทางเรือหรือ DEVGRU (Naval Development Group) และได้พบกับเครื่องบินที่ปรับแต่งใหม่ เป็นเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอว์คแบบMH-60 ที่ผ่านการทดลองบินแล้วแต่ไม่เคยออกใช้ปฏิบัติการจริง ถูกดัดแปลงให้มีการปกปิดความร้อน เสียงและการเคลื่อนที่ลักษณะภายนอกตัวเครื่องมีเหลี่ยมมุมที่แหลมและปกคลุมด้วย "ผิว"ที่ลดการสะท้อนเรดาร์ รหัสเครื่องคือ Prince51,52 ซึ่งจะถูกส่งไปที่ฐานในเมืองจาลาลาบัต ในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน

1 พฤษภาคม 2011 “มายา” อยู่ในฐานปฏิบัติการในเมืองจาลาลาบัต ชายแดนอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน กับSEALs 6 เธอได้รับสายตรงจากหัวหน้าหน่วยว่าทางทำเนียบขาวอนุมัติปฏิบัติการแล้ว ในเที่ยงคืนของวันนี้ซึ่งเป็นคืนเดือนแรมที่มืดสนิท เฮลิคอปเตอร์แบบแบล็คฮอว์ค 2 ลำรหัส Prince 51 และ 52 ยกตัวลอยสูงขึ้นเหนือฐานทัพในเมืองจาลาลาบัตแบล็คฮอว์คแต่ละลำมีนักบินสองนายและลูกเรือจากกรมบินปฏิบัติการพิเศษที่ 160 หรือ Night Stalker ภายในเครื่องคือเนวีซีลจากทีมที่หกจำนวน 23 นาย พร้อมด้วยล่ามแปลภาษาปากีสถานชื่ออาเหม็ดและไคโร สุนัขดมกลิ่น แบ่งออกเป็น 2 ทีม (ขอเรียกว่าทีม 51และ 52 ตามที่มากับรหัสเครื่องบิน) โดยการนี้ได้มีแผนสำรองกรณีไม่เป็นไปตามแผนเดิมจะมีเฮลิคอปเตอร์ชินุคแบบMH-47 จำนวน 4 ลำเป็นหน่วยสนับสนุน และ SEALs 6 ที่เหลืออีก 25 นายคงไว้ตามแนวชายแดนเป็น “หน่วยเคลื่อนที่เร็ว” 


เมื่อเครื่องบินๆผ่านแนวหุบเขาเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับแล้วความมืดและเงียบก็เข้าปกคลุมภายในห้องเครื่องก่อนนักบินจะรายงานการเข้าไปยังการเข้าหาพื้นที่ ในเมืองอับบอตลาบัต ทันใดนั้นภายในห้องเครื่องเริ่มมีเสียงบรรจุกระสุนของทีม51 และ 52 แผนเดิมคือเครื่องทั้งสองลำจะลอยตัวอยู่เหนือบ้านพักและปล่อย SEALs ลงในแนวดิ่ง แต่เมื่อ Prince 51 เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค เพราะขาดอากาศในการช่วยพยุงตัว จึงทำให้ 51สูญเสียการทรงตัวจนต้องยกเลิกแผน เมื่อเครื่องมีทีท่าใกล้ตก นักบินเครื่อง51 เล็งเป้าไปที่คอกปศุสัตว์ด้านข้าง ตัดสินใจกดหัวเครื่องลงจนไถลไปครูดกับกำแพงที่พักมาร์คกับลูกทีม 51 รีบออกจากเครื่อง และซ่อนตัวอยู่แถวๆที่เครื่องตกเมื่อนักบิน 52 เห็นเพื่อนนักบินตกลง โดยไม่ทราบว่าถูกยิงหรือสูญเสียการทรงตัว52 จึงยกเลิกแผน และไปจอดบริเวณกลางสนามหญ้าที่เป็นลานกว้างของอีกฝั่งซึ่งใกล้ที่พักแทนทีม 52 ซึ่งมีเจมส์ ยังคงสแตนด์บายอยู่ที่อีกฝั่ง

แผนการคลาดเคลื่อนความเงียบสงบเข้าปกคลุม ห้องรายงานสถานการณ์ยังคงคอยดักฟังการติดต่อจาก SEALs6 ผ่านไปเกือบ 2-3 นาที มาร์คและลูกทีม 51ตั้งหลักได้และเริ่มรายงานทางวิทยุว่าแผนจะยังดำเนินการต่อเขาพาลูกทีมไปยังพื้นที่ประตูหน้าบ้าน และจัดการระเบิดประตูด้วยระเบิด C-4 ทีม 51 เริ่มจู่โจมเข้าเคลียร์บริเวณลานบ้าน เมื่อบุกมาถึงส่วนบ้านรับรองทีม 51 เจอเข้ากับ อัล คูเวตี ผู้นำสารของบิน ลาเด็น SEALsนายหนึ่งลั่นกระสุนผ่านร่างเขา และจบชีวิตเขาลงและจับตัวภรรยาเอาไว้ขณะบุกเข้าไปเพื่อจะขึ้นไปยังชั้นสอง ทีม 51 เจอลูกชายของอัล คูเวตี และสังหารเขาอีกคน


ในขณะที่ทีม 52 ซึ่งนำโดยเจมส์ และอีก 6 นาย ตามกำหนดการเดิมต้องโรยตัวและบุกเข้าไปทางด้านบนและไปรวมตัวกันกับทีม51 ในบ้าน แต่เพราะแผนไม่เป็นไปตามคาดจึงทำให้ต้องบุกจากด้านนอก ทีม 52 จึงจัดกำลังสองส่วน อาเหม็ดล่ามแปลภาษา และไคโร สุนัขดมกลิ่น พร้อมทั้ง SEALs จากทีม 52อีก 4 นาย รักษาความปลอดภัยบริเวณรอบที่พัก ขณะที่เจมส์และเพื่อนร่วมทีมอีก 6 นาย บุกเข้าจากประตูอีกฝั่งเพื่อไปสมทบกับทีม 51 ในบ้าน

เมื่อสมทบกันเรียบร้อยทีมจัดชุดเพื่อขึ้นไปยังบริเวณชั้นสอง SEALs ต้องใช้ระเบิด C-4ในการพังประตูบ่อยมาก ในขณะที่เคลียร์เสร็จ SEALs สามนายเดินขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อไปยังเป้าหมายที่อยู่ชั้นสาม และเจอเข้ากับลูกชายของบินลาเด็น วิ่งลงมาพร้อมปืน AK-47 SEALs ตัดสินใจปลิดชีพเขาตรงบริเวณนั้นก่อนจะเดินไปยังพื้นที่สุดท้ายคือห้องนอนบนชั้นสาม ซึ่งคาดว่าเป็นห้องของบินลาเด็น SEALs ตัดสินใจเฝ้ารอและเรียกชื่ออุซามะห์!! อุซามะห์!!เพื่อพิสูจน์ตัวตนและยืนยันรหัสลับกับทางทำเนียบขาว แต่ไม่มีเสียงตอบกลับSEALs ตัดสินใจจู่โจมเข้าห้องนอน SEALs นายแรกผลักประตูเข้าไป เขาเจอกับภรรยาและบรรดาลูกสาวเขาตัดสินใจกระโดดล้มทับร่างผู้หญิงเหล่านั้นเพราะเกรงว่าจะมีระเบิดพลีชีพ SEALsนายที่สองตามมาเจอเป้าหมาย กล้องมองภาพในเวลากลางคืนที่ห้อยลงมาจากหมวกของเขาฉายภาพใบหน้าชายผู้มีหนวดเคราขาว สวมชุดขาว และโพกผ้าพันหัว มาที่ดวงตา เพียงชั่วอึดใจSEALs นายนั้นตัดสินใจส่งกระสุนนัดแรกเข้าหน้าอกของชายผู้นั้นก่อนที่ร่างจะล้มลงกับพื้น SEALs นายนั้นก้มลงมอง ก่อนรายงานผ่านวิทยุว่า“แด่พระเจ้าและประเทศชาติ เจโรนิโม่!!!! เจโรนิโม่!!!!” (เจโรนิโม่ คือรหัสลับแทนความหมายว่าเจอตัวบิน ลาเด็น แล้ว) SEALsนายเดิมซ้ำนัดที่สองเข้าศีรษะเหนือบริเวณตาซ้าย ร่างไร้ชีวิตแน่นิ่งSEALs รายงานผ่านวิทยุอีกครั้งว่า “เจโรนิโม่ อี เค ไอ เอ”คือแทนรหัสลับว่า “เจอตัวบิน ลาเด็นแล้ว เป้าหมายเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่” จบภารกิจกว่า10 ปี ที่ทางสหรัฐทุ่มเม็ดเงินไปกว่าพันล้านเพื่อตามหาตัวชายผู้นี้


ถึงเวลาเก็บหลักฐานห้องบัญชาการจากฐานจาลาลาบัตรายงานว่า หน่วยป้องกันภัยปากีสถานรู้เรื่องแล้ว SEALs 6 เริ่มปฏิบัติหน้าที่ขนย้ายศพ เก็บหลักฐาน แฟลชไดรฟ์ ฮาร์ดดิสก์ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และเอกสารข้อมูลต่างๆกลับฐาน ด้านนอกที่พัก อาเหม็ดและ SEALs อีก 4 นาย กำลังไล่ชาวบ้านละแวกนั้นให้กลับเข้าไปหลายบ้านเริ่มเปิดไฟออกมาดูเหตุการณ์ หน่วยเหนือรายงานว่าให้รีบขนย้ายและทำลายหลักฐานโดยเร็วทางปากีสถานได้ส่งเครื่อง F-16 สองลำ เพื่อพิสูจน์ทราบเป้าหมายทีม 52 เริ่มภารกิจทำลายเฮลิคอปเตอร์แบบแบล็คฮอว์คโดยทำการระเบิดทิ้ง ทีม 51,52 ขนทุกอย่างรวมทั้งศพของบินลาเด็น ขึ้นเครื่อง Prince 52 กลับมายังฐานในเมืองจาลาลาบัตเหลือทิ้งไว้แค่ผู้หญิงและเด็กๆกับชาวบ้านในละแวกนั้นให้อยู่ในความงงงวยต่อไป

เมื่อเครื่องบินแตะพื้นในฐานเมืองจาลาลาบัต“มายา” หญิงผู้ที่สืบหาตัวชายผู้นี้มากว่าเกือบสิบปี เดินมาเปิดห่อศพเพื่อพิสูจน์ตัวตนที่แน่ชัดและรายงานกับทางทำเนียบขาวว่าคือบิน ลาเด็น ตัวจริง ใบหน้าของมายาเศร้าหมอง เธอรู้สึกเคว้ง ก้มหน้ามองศพชายคนนั้นใบหน้าเหม่อลอย ไม่พูดอะไรทั้งนั้น ก่อนพยักหน้าให้ผู้บัญชาการทหารว่าใช่เขาแน่นอนก่อนที่เธอจะขึ้นเครื่องกลับสหรัฐในเช้านั้น ด้วยเครื่องบินทหาร เธอนั่งและคาดเข็มขัด ก่อนน้ำตาจะไหลร่วงลงมาจากดวงตาทั้งสองดวง


*****ขอบคุณข้อมูลมากมายจากคุณK.Customs ผู้แปลบทความจาก No Easy Day มาลงในเว็บ Siambbgun.com (ผมติดต่อพี่เขาจะขอข้อมูลมาลงไม่ได้ จึงได้แต่ขออนุญาตมา ณ ที่นี้เพื่อนำข้อมูลจริงบางส่วนมาผสมกับหนังเพื่ออรรถรสในการอ่านครับ)******




Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2556 14:49:23 น. 0 comments
Counter : 4477 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

มีนาครับ
Location :
สุพรรณบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีครับ "มีนาครับ"
รัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ชื่นชอบการท่องเที่ยวและการถ่ายภาพ
งานอดิเรก "ดูซีรี่ย์เกาหลีและญี่ปุ่น"
รวมทั้งงานศิลปะก๊อกๆแก๊กๆ

มีความสนใจในการเมือง แต่ไม่ฝักใฝ่ซ้ายขวา
และไม่ถนัดเล่นกีฬาสี

ชื่นชอบพี่โน้ส อุดม และพี่นิ้วกลม
รวมทั้งนักคิดนักเขียนคนอื่นๆ ชอบเพลงเพื่อชีวิต
และสากลยุคเอลวิส เจมส์ดีน

ทักทายกันได้นะครับ
Friends' blogs
[Add มีนาครับ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.