พื้นที่ชลประทานของเรา เยี่ยมมาก คนไทยไม่รู้ตัวว่าโชคดีนัก


เรียน คุณหลี (ประชาสัมพันธ์ กรมชลฯ)
จาก //www.icid.org/imp_data.pdf
ผมเลือกข้อมูลมาทำตารางใหม่:
INTERNATIONAL COMMISSION ON IRRIGATION AND DRAINAGE (ICID)


100 ha = 1 ตร. กม.
ฝากเป็นกำลังใจให้ชาวชลประทาน จะได้ภูมิใจในความสำเร็จ และทำงานเพื่อชาวไทยต่อไป
ขอโทษที่ไม่ได้เรียบเรียง:

1) ผมเคยเห็นข้อมูลเป็น chart /poster ใหญ่ๆ ห้องMr.Musaad ลูกค้าที่ซูดานทำโดยบริษัททำเขื่อน โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จากยุโรป จัดอันดับพื้นที่ทำชลประทานของประเทศไทยไว้ตำแหน่งสูงมากในโลก
ได้จังหวะนี้ลองเข้าไปค้นข้อมูลทาง internet ก็นำมาจัดทำตารางใหม่ข้างบนซึ่งอันดับไทยก็ดูคล้ายๆกับที่เคยเห็นคือโดยพื้นที่ที่ได้รับการชลประทาน เป็นอันดับ 8 ของโลกทั้งๆที่เราก็ไม่ได้เป็นประเทศใหญ่โตอะไร อันที่จริงก็เล็กที่สุดในตารางด้วยซ้ำ
ยิ่งถ้านำข้อมูลทั้ง 8 ประเทศมาดูว่าประเทศใดมีอัตราส่วนพื้นที่ๆได้รับการชลประทานสูงสุดใน 8 ประเทศนี้ ไทยเราก็มาอันดับสอง คือคร่าวๆเป็น 10% ของพื้นที่ทั้งหมดทีเดียว

2) ชาวไทยคงเห็นภาระกิจในหลวงของเราจำนวนมากทีเดียวเกี่ยวกับส่งเสริมการชลประทาน...พระองค์ท่านมีบทบาททั้งชักจูง ผลักดันให้เป็นผลอย่างที่เห็น ผมไม่จำเป็นต้องเขียนตรงนี้มาก พวกเราคงตระหนักดีกันอยู่แล้ว

3) พวกเราคงเคยคิดเหมือนผมว่าเราน่าจะมีน้ำมันอย่างพวกอาหรับ เขาโชคดีกว่าเรา...
แต่จริงๆแล้วน้ำมันหรือแก๊สนั้นอีก 50 ปี 100 ปี ก็จะหมดไปแล้ว ตอนนั้นพวกเขาคงจะลำบากมาก ในขณะที่เรานั้นอย่างน้อยหากเรารู้จักรักษาแหล่งน้ำและพัฒนาการชลประทานเราก็มีกินมีใช้อยู่เสมอ

หากมองประวัติศาสตร์มนุษย์นั้น เราสร้างบ้านเมือง หรือย้ายบ้านเมืองก็เพราะเรื่องน้ำนี่แหละ หากไม่มีน้ำ มนุษย์เราก็อยู่ไม่ได้ น้ำสำคัญมากที่สุด เป็นความยั่งยืน สำคัญมากกว่าน้ำมัน ไฟฟ้า อะไรทั้งนั้น กล่าวได้ว่า "นํ้าคือชีวิต" ในอนาคตเชื่อกันว่าอาจเกิดสงครามแย่งน้ำระหว่างประเทศกันด้วยซ้ำ

4) การที่เราพัฒนาการชลประทานมาได้ขนาดนี้จึงต้องมองว่า บรรพบุรุษ, กษัตริย์ไทยแต่โบราณ และปัจจุบันได้มองการไกล และทำในสิ่งที่ถูกต้องให้กับเราไว้ทีเดียว ท่านขุดคลองไกลๆให้เราไว้ใช้ ในกรุงก็ขุดไว้เต็มไปหมด (ซึ่งน่าเสียดายที่เรากลบเป็นถนนไปกว่าครึ่งแล้วกระมัง)

5) สิ่งที่เราต้องทำคือ หนึ่งรักษาแหล่งต้นกำเนิดน้ำให้ดีที่สุด ซึ่งก็ก็คือป่าของเรา (บ้านเมืองอื่นอาจเป็นน้ำแข็งที่อยู่บนยอดเขา) ใครที่บุกรุกป่าก็เท่ากับทำลายชาติของเราในแง่นี้ สองพัฒนาการจัดการน้ำหรือการชลประทานให้ดียิ่งๆขึ้นไป
ถ้าทำได้สองอย่างนี้ก็มั่นใจในความยั่งยืนของประเทศไทยได้แล้ว
ยังมีเพิ่มเติมอีก ได้แก่ สาม มาตรการคุมกำเนิด เพื่อลดความจำเป็นที่จะต้องบุกรุกใช้พื้นที่ป่า ทำลายต้นน้ำลำธาร แย่งกันใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด สี่ กฏหมายที่ดิน การใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ให้มีการสะสมกักตุนที่ดินไม่ใช้ประโยชน์ หรือใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ (ข้อสุดท้ายนี้เราต้องช่วยกันเสียสละกันนะครับ)

6) ผมไปมาหลายประเทศ บินจากกาตาร์ข้ามซาอุดิอาราเบีย ทะเลแดง ซาฮารา ไปถึงคาร์ทูมเมืองหลวงของซูดาน ตลอดทางมีแต่ทะเลทราย นานๆจะเห็นมีบ่อสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ บินฝ่าข้ามทวีปออสเตรเลีย ตรงกลางมีแต่ทะเลทราย อยุ่ทำกินได้เฉพาะขอบทวีป ทวีปอื่นๆก็เหมือนกัน ยกเว้นอเมริกาใต้ ล้วนเป็นเช่นนั้นคือแห้งแล้งเป็นทะเลทราย เป็นน้ำแข็ง จะหาประเทศที่อุดมสมบูรณ์อย่างบ้านเรานั้นมีน้อยนัก

จำได้ที่คนซูดานมาเมืองไทยครั้งแรก ความที่บ้านเขาๆเห็นแต่สีน้ำตาลของทะเลทราย ต้นไม้ที่มีก็เฉพาะริมๆแม่น้ำไนล์ ซึ่งก็ขี้ฝุ่นจับใบเต็มไปหมด ยกเว้นเมื่อฝนตก ซึ่งปีหนึ่งก็มีไม่มาก ทำให้พอเขาเห็นบ้านเราเขามอง ตื่นตาชื่นชมกับต้นไม้ ใบหญ้า สีเขียว ที่เราเห็นอยู่ทุกวี่ทุกวันและไม่ค่อยได้รู้สึกถึงความสวยงาม หรือคุณค่าของมัน

คนไทยเราโชคดีเหลือเกินครับ เราอาจไม่รู้ตัว แม้กระทั่งอิสานที่ว่าแห้งแล้งเหลือเกิน ผมบินจากเวียงจันทร์มากรุงเทพฯด้วยเครื่องของลาวซึ่งเพดานบินต่ำ มองลงมาที่พื้นดิน ผมเห็น สายน้ำ แหล่งน้ำ ทั้งธรรมชาติและที่เราสร้างขึ้นมากมายตลอดทาง ยังไม่นับความโชคดีอื่นๆเช่นเรามีชายทะเลทรายสีขาวยาวตลอดอ่าวไทย บวกกับความมีนํ้าใจ service mind ทำให้เป็นที่ๆฝรั่ง ชาวต่างชาติอยากมาที่สุด....

เหลือแต่เพียงปัญหาว่า ทำไงถึงจะให้พวกเราเห็นในคุณค่าเข้าใจปัญหาและช่วยกันหวงแหนรักษามันเท่านั้น

ข้อมูลของผมนี้เผยแพร่ต้นปี 2010 และวันนี้เห็นเพื่อนวศ. 55 คุณอุรเคนทร์ นำมาเผยแพร่อีกครั้งให้เพื่อนๆดูกัน นึกออกจึงนำมาใส่ Blog




Create Date : 28 เมษายน 2554
Last Update : 19 กันยายน 2560 21:00:34 น.
Counter : 787 Pageviews.

1 comment
ซูดาน ตอน 1 สังคมได้อะไรในการที่พวกเราคนไทย ไปทำงานที่ซูดาน



มีคนถามมาว่าทำไมไม่เขียนเรื่องซูดานที่น่าจะนับว่าเป็นเรื่องเอกที่น่าสนใจของบริษัท ผมบอกว่าเรื่องมันเยอะ ยังคิดๆอยู่ว่าจะเขียนยังไงดี บัดนี้จึงจะขอเริ่มเขียนที่รายงานประโยชน์ในเชิงสังคมที่บ.เอสโก ของเราร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯเข้าไปทำงานที่นั่นตั้งแต่ต้นปี 2003 (2546) โดยไปเดินโรงไฟฟ้าที่ใช้เครื่อง gas turbine คล้ายๆกับเครื่องไอพ่นของเครื่องบินนั่นแหละครับแต่ใหญ่กว่ากันมาก นอกจากนั้นเรายังสอนให้เขาเดินเครื่องได้เองในเวลา 3 ปีอีกด้วย มาถึงบัดนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทั้งดี แรงบันดาลใจ ทั้งร้าย อันเป็นอุปสรรคต่างๆ 

ด้วยความจริงใจ มีนํ้าใจของคนไทยได้ทำให้ความสัมพันธ์เป็นไปโดยแนบแน่น เราขยายงานไปอีกมากจนถึงปัจจุบันนี้ และมีเรื่องราวน่าสนใจมากมายที่สมควรเผยแพร่ ให้คนไทยได้ทราบ ภูมิใจ ในความเป็นคนไทย และตระหนักถึงคุณค่าของแผ่นดินไทยที่บรรพบุรุษเสียสละเลือดเนื้อรักษาไว้ให้เรา ความโชคดีที่เราได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินแห่งนี้

โดยที่จะมีคนของเราอยู่ประจำที่ซูดาน 7-8 คนตลอดเวลา และตลอดปีก็จะมีคนไทยหมุนเวียนไปทำงาน มากที่สุดก็ช่วงฤดูหนาวก็เกือบร้อยคน ได้แก่เดือน คต. ถึง กพ. จึงมีเรื่องราวต่างๆมากมายที่เล่าขานให้ฟังกัน ทั้งเป็นเรื่องงาน และชีวิตนอกงานของแต่ละคน ความสุข ความเศร้า ความเหงา ความรื่นเริง หัวเราะสนุกร่วมกัน และอาจจะมีที่ร้องไห้คนเดียว..

ตอนที่ 1 นี้เป็นจดหมายที่บรรยายให้แก่กรรมการบริษัทท่านหนึ่งได้รับทราบ(+แก้ที่ผิด และลบ address) และนำไปชี้แจงแก่ผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะผู้ลงทุนจากสหรัฐที่เข้าใจการทำงานของเราไปในทางลบเนื่องจากอิทธิพลความคิดที่สหรัฐ sanction ทางการค้ากับซูดานอยู่ จึงมิได้เล่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศจากการทำงานมูลค่าสัญญารวมถึงราว 3,000 ล้านบาท และยังมีราว 50 training course  ที่ชาวซูดานกว่า 600 คนเข้ามารับการฝึกฯที่เมืองไทย ซึ่งเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประเทศระดับหนึ่ง

Dear K Permsak,
Thank you for the excellent information. I have replied to the investor along those lines, except in a briefer form (without going into specific projects).
Best regards.
         Aswin
--- On Mon, 3/8/10, Permsak.Rat@.. wrote:
From: Permsak.Rat@...
Subject: ประโยชน์ในเชิงสังคมที่เอสโกเข้าไปทำงานในซูดาน
To: aswinko@...
Cc: ESCO_MANAGEMENTGROUP@..
Date: Monday, March 8, 2010, 5:36 PM
เรียน คุณอัศวิน
ผมใช้เวลาสั้นๆนี้พยายามเขียนตามคำขอ
หากท่านมีข้อสงสัยสามารถโทร เพิ่มศักดิ์ 081 761 ... ได้ทุกเวลา
อนึ่งผมได้พบกับคุณสวนิต คงสิริที่ซูดาน ผมเล่าปัญหาให้ท่านฟัง
และท่านได้กรุณาช่วยเหลือเอสโก จนขณะนี้เราสามารถทำงานซูดานได้เป็นปรกติแล้วครับ
ประโยชน์ในเชิงสังคมที่เอสโกเข้าไปทำงานในซูดาน* ได้แก่ :

1) ทำให้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า El Gaili ขนาด ราว 4X110=440 MW ซึ่งเคยนับเป็น 1/3 ของกำลังผลิตทั้งประเทศซูดาน (จากกลางปี 2009-ปัจจุบัน โรงไฟฟ้า Hydro ขนาด 1250 MW ชื่อ Merowi เพิ่งจะเสร็จและจ่ายไฟฟ้าได้ สัดส่วนจะลดลงเป็น 1/6) เดินเครื่องได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และมั่นคง(reliability สูง)
การให้บริการไฟฟ้าที่ดีย่อมส่งผลต่อความสะดวกผาสุขของประชาชนทั่วไป และเป็นประโยชน์ต่อการสาธารณสุข การให้บริการสาธารณะต่อประชาชน และเอื้ออำนวยต่อทั้งภาครัฐและเอกชนในอันที่จะทำงานประกอบกิจการอันเป็นรากฐานในการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

2) เอสโกมีพันธะโดยตรงตามสัญญาที่จะ train เจ้าหน้าที่ NEC ซูดานให้มีความรู้ ประสบการณ์ และมี practice ที่ดี ที่จะทั้งเดินเครื่อง และบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าในระดับต่างๆทั้งที่เป็นพื้นฐานและขั้น advance  ซึ่งเป็นการ transfer ความรู้ประสบการณ์ และมี practice ที่ดี ให้แก่ชาวซูดานสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอื่นๆ จึงนับว่ามีส่วนสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญเป็นที่สุด
นอกจาก train ตามสัญญาใหญ่แล้ว เอสโกยังขยายบริการด้าน training ตามคำขอเพิ่มเติม ซึ่งในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมานี้มียอด trainees เข้ามา train ที่เมืองไทยเกือบ 700 คนแล้ว ทั้งนี้มี course ครอบคลุมทั้งด้านเทคนิค บริหาร จนถึงการวางแผนระบบไฟฟ้า (PDP...Power Development Planning) ซึ่งจัดโดย กฟผ กฟน NIDA จุฬาฯ TGI (Thai German Institute) และภาคเอกชน
การให้การ training นี้เป็นประโยชน์มาก จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ประเทศไทยโดยเอสโก นับเป็นผู้ให้การ training ใหญ่ที่สุด (มากกว่าที่ได้รับจาก อิยิปต์ เกาหลี จีน อินเดีย และอีกหลายประเทศ)

3) เอสโกยังมีบทบาทในการให้ความสะดวกสบายแก่เจ้าหน้าที่รัฐและนักธุรกิจไทยที่จะเดินทางเข้าไปทำงานที่ซูดาน ได้แก่ เจ้าหน้าที่ทางการทูตของไทยที่เข้าไปดูแลคนไทย นักเรียนไทย เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรไทยที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือรัฐบาลซูดาน เจ้าหน้าที่ทหารไทยในกองกำลังรักษาความสงบของ UN เป็นต้น

4) นอกจากนั้นแล้วด้วยความตั้งใจในการทำงาน และมีความจริงใจอย่างแท้จริงของคนไทยที่เข้าไปทำงาน และที่ให้บริการที่เมืองไทย ยังได้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันแนบแน่นในฐานะประชาชนต่อประชาชน ที่มีความเชื่อในต่างศาสนา มีความแตกต่างในเชื้อชาติ วัฒนธรรม อันสามารถพัฒนาไปสู่ความรักของเพื่อนมนุษย์อันเป็นรากฐานของสันติภาพของประชาชาติ อันเป็นความปรารถนาสูงสุดของมนุษยชาติ

* หมายเหตุ ไม่นับรวมประโยชน์ต่อคนไทยในแง่ต่างๆ 




Create Date : 17 เมษายน 2554
Last Update : 19 กันยายน 2560 21:02:27 น.
Counter : 1415 Pageviews.

12 comment
ฝากสุดยอดอาหารโบราณ แกงบวน มาให้ลูกหลานรู้จักและช่วยกันอนุรักษ์ไว้


อันอาหารนั้น นับเป็นวัฒนธรรม เป็นภูมิปัญญา สะท้อนวิถีชีวิต ปัจจุบันการส่งต่อสิ่งดีๆเหล่านี้จากรุ่นสู่รุ่นหายไปมาก น่าเสียดายสิ่งดีๆที่สั่งสมกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษปู่ย่าตาทวดต้องมาสูญหายไปมากมาย แกงบวนเป็นของอร่อยมากๆ ดูเครื่องปรุงและวิธีทำที่มากมายสลับซับซ้อนคงพอนึกออกว่าทำไมจึงหายไปไม่ค่อยจะมีคนรู้จัก เมื่อพูดขึ้นส่วนใหญ่จะทวนว่า แกงบอนหรือเปล่า ก็ตอบว่าไม่ใช่ แตกต่างกันมากมายไม่เกี่ยวกันเลย
ผมทานกันในครอบครัว คุณยายเก่งเรื่องในครัวเป็นคนเมืองเพชรทำอาหารอร่อยมากขึ้นชื่อใครๆก็ชม ทำให้ทาน (ซึ่งก็คงไม่ได้ทำครบเครื่องอย่างที่คัดลอกมา) พอท่านแก่มากก็ไม่ได้ทาน จำได้ถึงตับที่ใช้เป็นตับแก่แบบๆในแกงพะโล้ แกงมีสีเทาๆข้นๆมีตะไคร้หั่นละเอียดๆมากเป็นเนื้อร่วมกับอย่างอื่นๆ รสที่ว่าหวานนำนั้นก็ไม่หวานมากนะครับ ใครอยากอนุรักษ์ อยากสนุกทดลองทำของอร่อยๆก็เชิญทดลองทำ ได้ผลอย่างไรก็คุยให้ฟังบ้าง ผมอยากให้เรารื้อฟื้นทำกันใหม่ไม่อยากให้สาปสูญไปเหมือนของดีอื่นๆของคนไทยเรา
มีมาให้ 2 ตำรา ที่จดด้วยมือก็ไม่แน่ใจว่ามาอย่างไร และที่เป็นพิมพ์ของอายิโนะโมะโต๊ะ(หวังว่าคงไม่ลิขสิทธิ์์นะครับ) จำได้ว่ายังมีอีก 1 ตำรา หากหาเจอจะนำมาเพิ่มให้ครับ ที่คัดลอกมาให้นี้ผมรักษาสำนวนและการสะกดต้นฉบับไว้ ยังไม่ได้ค้นดูว่าถูกผิดอย่างไร ถ้ายังไงค่อยแก้ไขต่อไป comment มาช่วยก็ดีครับ


รูปภาพดูใกล้เคียงกับที่จำได้ ขอยืมจาก กระทรวงวัฒนธรรม //www.m-culture.go.th/ilove/ewt_snews.php?s=bm9udGhhYnVyaUBAQDM3OQ==

แกงบวน (จดด้วยลายมือมา) : หมูสามชั้น 1/2 กก. ตับหมู 1 ตับ กระเพาะหมู 1 กระเพาะ ไส้หมู 1/2 กก. ตะไคร้ 5 ต้น ข่า 10 แว่น หอม 7 กลีบ กระเทียม 18 กลีบ ใบมะกรูดพอควร กะปิเท่าผลสมอ พริกไทย 1 ช้อนกาแฟพูน รากผักชี 1 ช้อนกาแฟ ปลาร้าหรือปลากุเลาก็ได้ ใบตะไคร้หรือใบมะตูม นํ้าปลา นํ้าตาลปี๊บ ปลาฉลาดย่าง 3 ตัว

กระเพาะหมูกับไส้หมูล้างให้สะอาด ลวกนํ้าพอสุกนำออกมาหั่นตามใจชอบ หมูสามชั้นกับตับหมูก็ลวกพอสุกเช่นเดียวกัน นำมาหั่นชิ้นแบนๆ ตะไคร้หั่นบาง 1 ต้น หั่นข่า เผาหอม เผากระเทียมกะปิ เผาแล้วปอกเปลือก ผิวมะกรูดรากผักชีหั่นละเอียด นำข่าตะไคร้ผิวมะกรูด รากผักชี พริกไทย หอม กระเทียม กะปิลงโขลกให้ละเอียด แล้วแกะปลาย่างลงโขลกให้ละเอียดทีหลัง ใบมะตูมหรือใบตะไคร้โขลกละเอียดแล้วคั้นใช้แต่นํ้า เมื่อนํ้าพริกละเอียดดีแล้ว นำละลายในนํ้าใบตะไคร้หรือใบมะตูม เติมนํ้าให้พอดียกตั้งไฟให้เดือด แล้วจึงนำหมูต่างๆที่หั่นไว้นั้นลงใส่เคี่ยวให้เปื่อย ปลาร้าต้มให้ละลายแล้วกรองใช้แต่นํ้าใส่ลงในแกง ถ้าเป็นปลากุเลาย่างให้สุกแล้วโขลกกับนํ้าแกง ตะไคร้ที่เหลือหั่นละเอียดพร้อมด้วยใบมะกรูด ใส่ในนํ้าแกง เมื่อเปื่อยดีใส่นํ้าตาลปรุงชิมรสให้พอดี

แกงบวน (สหาย ทองบุนนาค..คู่มือรายการห้องอาหารทีวี ของอายิโนะโมะโต๊ะ ออกอากาศ กท. 9 พย.18)
เครื่องปรุง 1. ข่าหั่นฝอย 1 ชต. ตะไคร้ 2 ชต. รากผักชี 1 ชต. กระชายหั่นฝอย 1 ชช. ข้าวเบือ(ข้าวสารแช่นํ้า) 1 ชต. พริกไทย 15 เมล็ด ลูกผักชีคั่วให้หอม 2 ชช. เกลือ 1 ชต.
2. หัวหอมแดง 2 ชต. หัวกระเทียม 1 1/2 ชต. กะปิดี 1 ชต. เครื่องแกงตามข้อ 2 นี้เผา
3. ปลากรอบ เช่นปลากฉลาด เนื้ออ่อน แดง ปลาย่าง ปลาช่อนฯ เอาแต่เพียงอย่างหนึ่งอย่างใดเท่านั้น 1/2 กก. แกะเอาแต่เนื้อตำให้ละเอียด
4. กะเพาะหมู 1 กะเพาะ 1 หัวใจ ตับหมู 1/2 กก. หมูสามชั้น 1/2 กก. ตือฮ้น(ไส้อ่อนหมู) 1/2 ปอดหมูเอาหลอดลมออก 1 กก. ล้างให้สะอาดด้วยสารส้มก้อนนำมาต้มใส่เกลือเล็กน้อย สำหรับไส้อ่อนก่อนต้มให้ผูกหัวท้ายของไส้เสียก่อนกันแป้งในลำไส้จะทะลัก เปื่อยพอสมควร นำเครื่องในทั้งหมดมาหั่นแฉลบๆชิ้นบางๆใหญ่ๆ หมูสามชั้น หั่นโตประมาณ 1/2 นิ้ว สำหรับไส้อ่อนใส่ตอนจะยกขึ้นแล้วคนให้ทั่ว
5. นํ้าปลาดี 1 ถ้วยแกง นํ้าปลาร้า ถ้าไม่ชอบปลาร้า จะใช้ปลากุเลาแทนก็ได้ นั้าตาลมะพร้าว 3-4 ชต. แกงบวนนี้หวานนำรสอื่น
6. ใบมะตูม ตะไคร้ มะขวิด ขี้เหล็กฯเอาอย่างหนึ่งอย่างใด สัก 2-3 กำมือ มาโขลกคั้นเอาแต่นํ้า 1 ถ้วยแกง พริกชี้ฟ้าเขียวแดง หั่นตามยาว 1/2 ถ้วยแกง ใส่คนตอนยกขึ้น ตะไคร้หั่นฝอย 1 1/2 ถ้วยแกง ใบมะกรูดหั่นฝอย 2-3 ชต. ใส่ตอนขึ้นแล้วคนให้ทั่ว
วิธีทำ ให้เอาเครื่องแกง ข้อที่ 1 โขลกให้เข้ากันดีแล้ว จึงนำเอาเครื่องแกงข้อที่ 2 มาโขลกต่อไป แล้วนำเอาเครื่องแกงข้อที่ 3 มาโขลกให้เข้ากันให้เหนียว นำมาผัดกับนํ้ามัน เติมนํ้าบ้างพอสมควร เติมนํ้าปลา นํ้าตาล นํ้าตะไคร้ นํ้ามะตูมหรือนํ้ามะขวิดอย่างหนึ่งอย่างใดลงไปเคี่ยว นำเครื่องในที่หั่นไว้ลงไปเคี่ยว ใส่นํ้าต้มหมู เคี่ยวให้เข้ากันเมื่อเห็นว่านํ้าแกงข้นแล้วชิมรสตามชอบ

เพิ่มเติมคำนิยม และสรรพคุณ จาก google :

แกงบวน ท่านผู้หญิงภาสกรวงศ์ (เปลี่ยน บุนนาค)

“คนที่จะเป็นแม่ครัวได้ต้องแกงบวนเป็น” ท่่านผู้หญิงได้เป็นคนกล่าวไว้
จนกระทั่งเป็นคำติดปากของผู้ที่อยากจะเป็นแม่ครัว ในสมัยล้นเกล้าฯ
พระพุทธเจ้าหลวง

รัชกาลที่ 5 จะต้องศึกษาวิชาแกงบวนให้แตกฉาน
และสูตรการทำแกงบวนนั้นก็มีแตกต่างกันไป เว้นอย่างเดียวคือ
จะต้องมีรสหวานและมันเหมือนกัน

หมายเหตุ จาก //www.pantown.com/board.php?id=9908&area=4&name=board2&topic=93&action=view
"แกงบวน" นี้เป็นแกงโบราณ ใช้เครื่องปรุงเยอะ
จึงมักจะไม่ค่อยแกงกินเองในวันปกติ เว้นแต่จะมีบ่าวไพร่ช่วยกันทำเยอะๆ
แต่แกงบวนนิยมทำเลี้ยงพระ เลี้ยงแขก ในงานใหญ่ๆ รสชาติตามตำรับเดิม
ท่านว่าจะปรุงให้มีรสหวานนำหน้าหน่อยๆ
ลักษณะของแกงจะมีสีคล้ำ และมีน้ำขลุกขลิก แกงนี้ ปัจจุบันหากินยากเต็มที ครับ
อ้อ!
สำหรับใบมะตูม คุณคงหาซื้อได้ยาก ถ้าที่บ้านไม่ได้ปลูกต้นมะตูม
จนปัญญาจริงๆ ก็ให้ใช้ใบตะไคร้มาโขลกแล้วคั้นน้ำแทน ในกรณีนี้
ตะไคร้เผาก็ไม่ต้องใส่ในการโขลกน้ำพริกตอนแรก
เพราะกลิ่นน้ำตะไคร้ที่คั้นเป็นน้ำแกงแทนน้ำใบมะตูมก็แรงพอแล้ว
ถ้าคุณ
สังเกตให้ดี จะพบว่า
แกงบวนนี้เป็นความชาญฉลาดของคนโบราณที่ท่านอยากจะบริโภคเครื่องในหมู
แต่ท่านก็กลัวจะเลี่ยน และเหม็น ท่านจึงใส่ทั้งตะไคร้เผา ข่าเผา
ดับบกลิ่นเป็นการใหญ่ ถ้ามองในแง่สมุนไพรแล้ว จะเห็นได้ว่า
ตะไคร้กับข่าเป็นประโยชน์แก่ร่างกายทั้งคู่
ถ่วงดุลกับไขมันสูงในเครื่องในได้ดี แถมยังได้วิตามิน บี 12
อุดมสมบูรณ์อีกด้วยครับ




Create Date : 17 เมษายน 2554
Last Update : 19 กันยายน 2560 21:07:31 น.
Counter : 10270 Pageviews.

13 comment
ขึ้นดอยอินทนนท์ กับหลวงพ่อวิริยังค์ พร้อมเล่าเป็น diary การปฏิบัติธรรม


ภรรยาและลูกขึ้นดอยอินทนนท์กับหลวงพ่อวิริยังค์ พร้อมสานุศิษย์ไทยฝรั่ง 1200 คน ในหลักสูตร ครูสมาธิ ของสถาบันพลังจิตตานุภาพ

24 มีค 54 เริ่มต้นขึ้นดอยที่นํ้าตกแม่กลาง วัดเจติยาราม เห็นพื้นเป็นคล้ายๆเกสร ปุยฝ้าย สีขาวเต็มไปหมด Smiley ในขณะที่พาท่านร่วมไปกับคณะก็จะเล่าเป็น diary การปฎิบัติธรรมของผมและครอบครัว เชิญไปด้วยกันทั้งหมดครับ

สุขาที่จัดเตรียมไว้ระหว่างทาง Smiley เริ่มที่ลูกชายที่กำลังรอเปลี่ยนคณะและมหาวิทยาลัยอยากบวช ตรงนี้มีเกร็ดถ้ามีเวลาค่อยเล่าครับ


เดินทางต่อในวันที่สอง 25 มีค.54 Smiley
ผมเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จำได้ว่าตอนน้องชายจะบวชนั้นหาวัดยากมากๆ
จึงปรึกษาเจ้านายพี่รัษฎา ซึ่งจำสายตาบอกความหนักใจของท่านได้
แต่ท่านกว้างขวางรู้จักพระอาจารย์หลายท่านคงพอจะช่วยเราได้ เราคิด

Smiley
ก็ได้บวชครับ ที่วัดภูทอก จังหวัดหนองคาย ท่านบอกว่าคุณโชคดีนะ
ปรกติอาจารย์แยงท่านไม่รับใครง่ายๆ วัดนี้พระอาจารย์จวน
ลูกศิษย์อาจารย์มั่นเป็นผู้สร้าง
กฟผ(การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ)มีส่วนช่วยในการก่อสร้าง
และช่วงนั้นเจ้านายผมทำงานที่นั่นร่วมอยู่ด้วย


สายนํ้าที่ใช้อาบ ใกล้ที่พักคืนที่สอง Smiley
ไปอยู่เป็นผ้าขาวสัก 3 สัปดาห์
วันแล้วก็ได้บวชโดยท่านอาจารย์ทองพูนซึ่งเป็นพระเถระอาวุโสมาก
การบวชวัดป่าเช่นนี้กิจวัตรจะเข้มมาก ลูกเคยแต่สบาย
ไปอยู่เ้ท้าแตกเลือดไหล เดินลำบากมาก เป้นต้น
ลูกบวชไม่นับช่วงผ้าขาวราวครึ่งเดือน

บริเวณที่สวดมนต์ ทำสมาธิ ไม่ใช้ flash Smiley
ที่ว่าลูกบวชได้บุญ พ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองนั้น เป็นความจริงครับ
ก่อนหน้านั้นครอบคัวก็ตักบาตรบ้างเป็นครั้งคราว อ่านหนังสือธรรมะบ้าง
ผมเองเคยหัดนั่งสมาธิเองกับน้องแต่พอรู้สึกว่าไม่คืบหน้าก็เลิกไป
นั่นคือมากที่สุดที่เราเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา
เราตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ลูกต้องเตือนด้วยซั้่าว่าเวลาพูดกับพระต้องพนมมือด้วย

บริเวณที่สวดมนต์ ทำสมาธิ ใช้ flash Smiley
การที่ได้เข้าใกล้วัดสัมผัสบรรยากาศ ได้ร่วมฟังเทศน์ สนทนากับพระหลายรูป
ร่วมพิธีต่างๆแม้ไม่นานนัก
ก็ได้ทำให้เราคือพ่อแม่และน้องสาวได้เริ่มเกิดศรัทธา
เรียกว่าเป็นคนใกล้วัดเข้ามามากขึ้น

ดวงสีต่างๆบนท้องฟ้าบริเวณสวดมนต์ เกิดเวลาใช้ flash Smiley พอดีช่วงนั้นบ้านเสร็จ พี่รัษฎาบอกว่าจะช่วยนิมนต์ท่านอาจารย์แยงมาที่บ้านให้นับเป็นการเลี้ยงพระขึ้นบ้านใหม่ไปเลย ซึ่งท่านก็มา ฉันอาหารเช้าที่บ้าน เราก็เชิญบ้านใกล้เรือนเคียงที่รู้จักกันจำนวนหนึ่งมาร่วมด้วย

บนท้องฟ้า Smiley
เลิกพิธีท่านกลับ
เราสองคนพ่อแม่ก็ขนข้าวของไปคืนวัดหทัยนเรศวร์ ได้พบพระใบฎีการูปหนึ่ง ท่านมีอารมณ์ขัน
พูดทักทายเสียงดัง ท่านถามเรา คุยกับเราเรื่องบ้าน ลูกชายลูกสาว
บางตอนท่านทักเหมือนรู้บางอย่างได้เอง

ตรงเต๊นหลวงพ่อ Smiley
การที่ได้พบกับท่านทำให้เรารู้สึกว่าใช่แล้ว
เราเริ่มพาลูกๆไปถวายอาหารสัปดาห์ละครั้งที่วัด ทำสมํ่าเสมอพอควร
ยกเว้นติดธุระจึงไม่ได้ไป การทำเช่นนั้นทำให้อิ่มเอิบใจ
หลายครั้งมีคำชมจากมัคนายกที่พากันทั้งครอบครัวเข้าวัด
ก็เพิ่มกำลังใจและคิดว่าเป็นการปลูกฝังธรรมให้แก่ลูกๆในวัยต้นๆของชีวิต

Smiley
ต่อมาได้ทราบว่ามีพระสายวัดป่ามาตั้งสถานปฏิบัติธรรมใกล้ๆ จึงไปถวายอาหาร
ได้เห็นบรรยากาศคนมากมายที่ศรัทธาถวายอาหาร ฟังธรรม ท่านก็สอนการเดินจงกรม
นั่งสมาธิให้พอทราบ ให้ญาติโยมบนศาลาลองนั่งสมาธิ
แล้วท่านก็พูดกับคนที่อยู่หน้าๆมากับเด็ก
ประมาณว่าเขาและเด็กคงจะได้สมาธิระดับหนึ่ง
ท่านบอกว่าท่านจะพาไปเที่ยวแล้วก็เงิยบหายไปพักหนึ่ง
เรารู้สึกว่าเด็กเขายังปฏิบัติเลย

Smiley
ยังไงจำไม่ได้แล้ว
ภรรยาผมและลูกชายตกลงใจกันไปเรียนปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์จรัญ ไปกัน 6
วัน กลับมาก็มาคะยั้นคะยอให้ผมร่วมเดินจงกรมและนั่งสมาธิ แรกๆผมปฏิเสธ
แต่ต่อมาทนคำขอร้องไม่ไหวก็จำใจทำ ไม่ใช่ไม่ศรัทธานะครับ
แต่รุ้สึกว่าของอย่างนี้จะทำต้องทำยาวทำคงเส้นคงวา
ซึ่งดูจากที่ทำเกรงว่าจะทำต่อเนื่องไม่ได้นานเช่นนั้น
เราทำกันทั้งครอบครัว 4 คนแทบทุกวันอยู่พักหนึ่ง แล้วก็เริ่มจางลง

เช้ารุ่งขึ้น Smiley
ผมเริ่มสนใจธรรมะโดยเริ่มอ่านใหม่อีกครั้งหลังจากที่เคยทำสมัยนานมาแล้วมาก
และที่สำคัญคือถามลูกชายที่รู้เรื่องกว่าผมมาก
ที่รู้นั้นเกิดจากตอนเขาไปเป็นนักเรียนแลกเปลียนที่อเมริกา
เขาไปอยู่กับครอบครัวเคร่งศาสนาในรัฐอลาบามา เขาถูกเกลี้ยกล่อม หว่านล้อม
จนกดดันให้ลูกต้องศึกษาพุทธศาสนาเป็นการใหญ่

เดินทางต่อ Smiley
ช่วงนั้นเกิดคำถามว่าจะเลือกเดินจงกรมและสมาธิแบบหลวงพ่อจรัญที่เป็นแบบ
เจริญสติ เวลาเดินก็เดินช้าๆ ท่องในใจ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ
กำหนดรู้ทุกอิริยาบท หากคันขึ้นมาก็พูดในใจว่าคันหนอๆ
หรือจะเอาแบบที่อาจารย์สิงห์โตสอนง่ายๆเวลาเดินก็แบบพระป่าเดินเร็ว ท่องพุทโธๆเร็วๆในใจโดยไม่เกี่ยวกับจังหวะการเดินเลย
ท่านบอกว่าท่องเร็วๆจนบางที่กลายเป็นโธ่ๆๆๆรัวเลยทำเหมือนกันทั้งเดินจงกรม
และนั่งสมาธิ

Smiley
ก็วิเคราะห์กับลูกตามประสาที่รู้เท่านั้นว่า แบบใหม่นี้น่าจะง่ายกว่า
แบบเก่าน่าจะเหมาะกับคนที่เขามีประสบการณ์มากพอ
แม้จะทราบข้อดีของแบบเก่าว่าทำต่อต่อเนื่องไปได้เลยไม่ต้องระวังช่วงเปลี่ยนสมาธิไป
วิปัสสนา แต่ก็รู้สึกว่ายังไกลตัวมาก ดังนั้นจึงลองเปลี่ยนวิธีกัน

Smiley
ครั้งแรกแปลกดีครับผมรู้สึกสงบดี
แต่ต่อมามีปัญหาน่าขบขันมากเมื่อมองย้อนกลับคือ
ผมท่องพุทโธเร็วๆแล้วมีปัญหาว่าจะหายใจยังไง
ทั้งๆที่ก็รู้ว่าหายใจก็ส่วนหายใจ ส่วนท่องพุทโธนั้นท่องในใจไม่เกี่ยวกัน
แต่ก็นั่นแหละครับท่องในใจไม่ได้ มันคอยจะเป็นคล้ายๆพึมพำแบบไม่ออกเสียง
ซึ่งกระทบกับการหายใจมาก


Smiley
ก็แอบๆกลับไปทำแบบที่ผมเคยหัดสมาธิครั้งแรก 20 ปีที่แล้วคือสังเกตลมหายใจ
ก็ชอบแบบนั้นทำอยู่รู้สึกนิ่งดีไม่ชุลมุน แต่ลูกชายและภรรยาไม่เห็นด้วย
ว่าถ้าสมาธิทำอย่างจงกรมทำอีกอย่างมันจะไม่ได้ดี
ผมก็เลยต้องยอมตามกลับมาท่องพุธโธเร็วๆอีก


Smiley หลังๆก็ทำได้ครับ
และเริ่มสงสัยทำไม่ได้อีกว่าการกำหนดจิตไว้ที่นั่นที่นี่นั้นทำยังไง
ผมลองทำที่ท้อง แล้วมาลองทำที่หน้ารู้สึกว่าที่หน้าง่ายดี
เพราะเวลาเราคิดอะไร ร่วมกับการมองเห็น
รู้สึกว่าจิตมันอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว ลองกำหนดดูไม่กี่ครั้งก็ทนไม่ไหว
มันเกร็งตรงหน้าผากลูกตาจมูกแถวๆนั้นมึนหัวไปหมดต้องเลิก
แล้วเอาตำแหน่งที่หลวงพ่อวิริยังค์บอกมาเลือก

ที่พักคืนที่ 3 26 มีค. 54 คืนนั้นฝนตกหนักมาก นํ้าท่วมเต๊นกัน Smiley ผมเลือกที่ตำแหน่งหัวใจ และยังคงเป้นเช่นนั้นจนถึงปัจจุบัน ภรรยาผมเลือกที่หน้าผากระหว่างคิ้ว เราทั้งครอบขะมักเขม้นทำกัน หลังๆบางทีจะถดถอยก็บังคับใจชวนกันทำเรื่อยๆมา ผมสังเกตุว่าถ้ามีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้น เช่น ผมเกิดนั่งแล้วจะล้มตัวไปข้างหน้า และบางช่วงมีโยกสั่นไปข้างหน้าไปข้างหลัง ต่อมาอาการเหล่านั้นหายไป มีอาการใหม่คือนํ้ามูก นํ้าตาไหล เหล่านี้ทำให้สนุกอยากทำต่อ ในขณะที่ช่วงที่ราบเรียบเฉยๆดูไม่ก้าวหน้าก็ทำให้เราเบื่อเหมือนกัน

Smiley
พักเรื่องการทำสมาธิวุ่นๆของผมไปก่อน มาถึงว่าเราก็เลยมี 2
วัดที่ไปถวายอาหาร เราไปสถานปฏิบัติธรรมพักหนึ่งก็รู้สึกว่ากำลังทอดทิ้งวัดเก่าของเรา ก็กลับไปใหม่อีก พอดีหลวงพ่อสิงห์โตที่สถานปฏิบัติธรรมจัดไปอินเดีย
และภรรยาผมเด็ดเดี่ยวเดินทางไปกับเขา ได้แรงบันดาลใจมามากมาย
และที่สำคัญได้รู้จักอาจารย์สอนหลักสูตร"ครูสมาธิ"ของสถาบันพลังจิตตานุภาพ
อาจารย์ยังมาเยี่ยมที่บ้านคุยเรื่องธรรมะ สอนให้ฟังว่าการสะสมพลังจิตด้วยการนอนเป็นไปตามธรรมชาตินั้นใช้หมดไปวันต่อวัน ถ้าต้องการสะสมเพิ่มต้องนั่งสมาธิเอาเหมือนฝากธนาคารมีเงินเก็บเพิ่มเรื่อยๆ และชวนไปเข้าหลักสูต

เช้า 27 มีค. 54 เตรียมลงจากดอย  Smiley
ภรรยาผมสนใจและชวนลูกสาวซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะยอม
(ตรงนี้จะกลับมาเล่าอีกที)ไปเรียนด้วย เรียนทุกเสาร์อาทิตย์ 6 เดือน
ซึ่งแย่งเวลาเรียนหนังสือของลูกมาก เขากำลังครํ่าเคร่งเรียนหนังสือเพื่อ
entrance ปีหน้า เรียนที่เตรียมฯนั้นก็หนักมาก
บ้านก็ไกลมากอยู่เลยพุทธมณทลอีกต้องออกจากบ้านเช้ามืด กลับก็คํ่า
ต้องเรียนพิเศษอีก

Smiley
สองแม่ลูกก็ไปเรียนกันครับ
ผมเองนั้นภรรยาก็รบเร้าให้ไปเรียนพร้อมกันแต่ผมไม่ยอม
ยังเสียดายวันหยุดพักผ่อน พร้อมๆกับชมลูกสาวว่ามีความวิริยะ
ความเพียรอดทนยอมไปเรียน
แม้ว่าจะเรียนบ้างหลับบ้างตามประสาเด็กที่เหน็ดเหนื่อยมาก
ก็เรียนจนจบสอบได้คะแนนดี
และมาสอบสมาธิสุดท้ายด้วยการเดินขึ้นดอยอินทนนท์นี่แหละครับ

ฝรั่ง แคนาเดียน อเมริกัน ร้องเพลง " กราบนมัสการหลวงพ่อวิริยังค์ " Smiley
การเรียนดังกล่าวทำให้ทั้ง 4 คนในครอบครัวปฏิบัติธรรมกันสมํ่าเสมอแล้วครับ
ผมจะชื่นใจมากเวลาเดินจงกรมนั่งสมาธิพร้อมๆกันทั้งครอบครัว
ซึ่งเฉลี่ยๆแล้วก็สัปดาห์ละครั้งสองครั้ง ที่เหลือนั้นจะขาดคนโน้นคนนี้ไป
ทำจากเดิน 15 นั่ง 15 นาที และบางครั้งก็ 30+30 ซึ่งหลวงพ่อบอกว่าดีที่สุด
แต่แรกๆนั้นมันนานแสนนานทีเดียว

กลับมาทำพิธีปิด ที่วัดเจติยาราม Smiley
ตอนเรียนจบนั้น แต่ละคนต้องไปเล่าหน้าชั้นเรียนถึงตัวเองและสาเหตุที่มาเรียนทำนองนั้น มาถึงลูกสาวผมเธอบอกว่าวันนั้นวันเกิดคุณแม่ๆเดินมานั่งข้างๆลูกที่กำลังเล่นคอมฯอยู่ ถามว่าวันเกิดแม่ แม่ขออะไรบางอย่างได้ไหม...
หนูจะว่ายังไงได้ ก็ต้องบอกว่าได้ เพราะจริงๆแล้วไม่ต้องวันเกิด
คุณแม่ขอหนูๆก็ต้องได้อยู่แล้ว
เพราะหนูรู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณแม่เลือกให้นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหนู
และคุณแม่ก็ขอหนูให้ไปเรียนหลักสูตรนี้เป็นเพื่อนแม่...ถึงตรงนี้เธอก็สะอื้น นํ้าตาไหล เล่าว่าผู้คนพากันเงียบกริบ
คุณน้าคุณป้าซึ่งส่วนใหญ่ที่มาเรียนเป็นผู้สูงอายุกัน ต่างก็เอ็นดูเธอเป็นทุนเดิมอยู่แล้วที่เธอเป็นเด็กเล็กที่สุดอายุน้อยจนเกือบไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนอยู่แล้วอุตส่าห์ตั้งใจมาเรียนกับคุณน้าคุณป้าทั้งหลาย พากันเป็นนํ้าหูนํ้าตาไหล วิ่งเอาทิสชู่ไปซับนํ้าตาให้เธอ
หลายคนขอกอดลูกสาว ชมเชยพูดถึงเธอ

Smiley ก็ต้องขอชมภรรยาผมที่ได้เป็น pioneer ผู้บุกเบิก ผลักดันพวกเราจนเป็นครอบครัวปฏิบัติธรรมครับ

แลกดอกไม่กัน Smiley ขอให้ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดจบการไปขึ้นดอยกับหลวงพ่อผู้มีพระคุณ จงประสบสุข เจริญในธรรมกันทั่วหน้าครับ




Create Date : 13 เมษายน 2554
Last Update : 19 กันยายน 2560 21:08:51 น.
Counter : 2386 Pageviews.

2 comment
การบริหารงาน เริ่มที่ผู้บริหารต้องมีความฝัน


19/10/05
เรียนผู้บริหารใน ฝวพ. โดยเฉพาะ หัวหน้าโรงไฟฟ้า

ผมตั้งใจจะสื่อสารเป็นตัวหนังสือถึงพวกเรา เป็น series
เรื่องแรกที่ผมถือว่าสำคัญที่สุดคือ safety เขียนไปแล้ว เมื่อวันที่ 8 ตค.

การเป็นผู้บริหารเกิดได้และเป็นไปในหลายๆวิธีครับ
เราอาจจะเก่ง ขยัน ดี
หรือแก่กว่าเขา เข้ามาก่อน ก็ตามที
เมื่อเข้ามาเป็นแล้ว มาเป็นที่เขาเรียกว่า ผู้บริหาร
ก็ยังมีทางเลือกต่อมาได้หลายวิธี

บางหน่วยงาน บางธุรกิจ จัดตั้งไว้ดี
จะด้วยโชค หรือความเก่งของคนรุ่นเก่า ก็ตาม
ผู้บริหารที่ได้รับเลือกเข้ามา อาจเพียงแต่เข้าฮอส ดำเนินชีวิตสบายๆ
ปล่อยให้ asset ที่ลงทุนไว้ และหรือลูกน้องที่มีฝีมือ เก่ง ขยัน ดี เลี้ยงดูเราก็ได้

แต่เราคงไม่อยากเป็น และไม่เป็นเช่นนั้น
ผู้บริหาร
ประการแรกต้องมีความฝัน
อยากให้บริษัท หน่วยงาน หรือโรงไฟฟ้าของเราเป็นอย่างไร
หากปราศจากความฝันเสียแล้ว
องค์กรก็จะเพียงทรงๆ ลอยเท้งเต้ง* มองดูชาวบ้านเขาผ่านไปๆ
ชีวิตจำเจซั้าซาก
รอวันที่พายุมาแล้วเราก็ล่มไป

ความฝันของบริษัทอาจจะเขียนอยู่ในรูป vision ที่พนักงานบางคนรับทราบ และตระหนัก
หลายๆคนอาจไม่เป็นเช่นนั้น ลองถามตัวเองซิครับว่าจำ vision ของบริษัทได้ใหม??
จำไม่ได้
ก็ถ้ามันเป็นความฝันที่เราอยากจะเป็นอยากจะไป ทำไมส่วนมากจำไม่ได้
ผมเฉลยก็ได้ ว่ามันจะเขียนความฝันของระดับ management ครับ
และบางทีเขียนกันโดยลอกๆมา มิได้เป็นความฝันอันแท้จริง
แม้แต่ระดับ management ก็จะจำไม่ได้
สำหรับผม vision ที่ดีต้องอยู่ในใจของเราคือ managementทั้งยามหลับยามตื่น
ไม่เพียงเป็น ตัวหนังสือที่ลอกเขามา หรือลอกมาจากปีกลาย

ดังนั้นจึงจะเห็นว่า ยิ่งพนักงานอื่นๆระดับล่างลงไปที่ห่างออกมาจึงยิ่งไม่ซึมซับ ตระหนัก ถึงความฝันนี้

ทีนี้แหละครับจะเป็นหน้าที่ของผู้บริหารรองๆลงมา
ที่จะสร้างความฝัน หรือ vision ของหน่วยงานรองๆไป ในบริษัท
เป็นความฝันย่อย
ซึ่งพนักงานจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น

พวกเราที่ดูแลโรงไฟฟ้ามีความฝันใหมครับ

ประชุมครั้งต่อไป เล่าให้ผมฟังบ้างนะครับ

*หมายเหตุ
ผมชอบมองว่าการบริหารงานเหมือนการเดินเรือ
ผบ ก็คือกัปตันเรือ อะไรเช่นนั้น



Create Date : 12 เมษายน 2554
Last Update : 19 กันยายน 2560 21:10:41 น.
Counter : 394 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  

Valentine's Month



permsak.rat
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



All Blog