กว่าจะเป็นนักเรียนทุน ตอนที่ 4 : IELTS the Story
กลับมาอีกครั้งหลังจากหายสาบสูญไปกว่าสองเดือนครับ

ในตอนนี้จะขอข้ามมาเล่าเรื่องราวของการทดสอบภาษาอังกฤษเพื่อการไปศึกษาต่อครับ มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศเป้าหมายที่ตั้งใจจะไปศึกษาต่อนั้นจะใช้การทดสอบ IELTS เป็นหลักครับ ซึ่งจะขอเล่าเป็นสามระยะ ได้แก่ ก่อนวันสอบ วันสอบ และหลังวันสอบครับ

ก่อนวันสอบ

ก่อนจะเลือกสมัครทดสอบภาษาอังกฤษนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคือตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่ามหาวิทยาลัยและหลักสูตรยอมรับการทดสอบภาษาอังกฤษแบบไหน (IELTS, TOEFL, etc.) และต้องการระดับแค่ไหน เพราะแม้แต่ในมหาวิทยาลัยเดียวกันก็ยังกำหนดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษไว้หลายระดับตามความต้องการของหลักสูตร ซึ่งมหาวิทยาลัยสองแห่งที่ตัดสินใจเลือกสมัครเรียนนั้นกำหนดไว้ทั้งคะแนนรวม และคะแนนของแต่ละทักษะย่อย และโดยทั่วไปจะใช้แบบ Academic ครับ

อีกเรื่องที่ต้องกังวลก็คือ IELTS และ IELTS for UKVI ซึ่งแบบหลังเป็นแบบที่รัฐบาลของสหราชอาณาจักรเพิ่งประกาศใหม่ ซึ่งควรสอบถามกับมหาวิทยาลัยให้แน่ชัดว่าจำเป็นต้องใช้ IELTS for UKVI หรือไม่ (ส่งอีเมลถามได้จะดีมากครับ) แต่โดยทั่วไปแล้วถ้าเราสมัครไปเรียนในระดับปริญญาขึ้นไป มหาวิทยาลัยจะมีสิทธิในการประเมินระดับภาษาอังกฤษของเราได้เองโดยไม่ต้องผ่าน UKVI ซึ่งหมายความว่าเราสอบ IELTS ธรรมดาได้ แต่ถ้าเราสมัครไปเรียนหลักสูตรปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษก่อน กรณีนี้จะถือว่าเป็นการเรียนในระดับต่ำกว่าปริญญา ซึ่งต้องใช้ IELTS for UKVI เท่านั้นครับ ฉะนั้น ถ้ามั่นใจว่าระดับผลสอบภาษาอังกฤษผ่านระดับที่หลักสูตรยอมรับก็สอบ IELTS ธรรมดา แต่ถ้าไม่มั่นใจก็สอบ IELTS for UKVI ให้ผ่านระดับที่จะเข้าเรียนหลักสูตรปรับพื้นฐานได้ครับ หรือถ้ามีเงินมากพอก็สมัคร IELTS for UKVI ไปเลยก็ได้ครับ

กรณีนี้ผมเลือก IELTS ธรรมดาเพราะต้องการประหยัดและสอบถามกับมหาวิทยาลัยแล้วว่าสามารถใช้คะแนน IELTS ธรรมดายื่นได้ครับ (จำได้ว่าตอนส่งเมลไปถามเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยผมพูดถึงทั้งการสมัครเรียนและการสมัครวีซ่าในเมลนะ แอบหวั่นใจนิด ๆ กลัวจะต้องสอบใหม่ ฉะนั้นถ้ามีเงินพอก็แนะนำ IELTS for UKVI ไปเถอะครับ)

11 ตุลาคม 2558 - วันสมัครสอบ (?)

วันนั้นผมมีธุระต้องเข้าไปคืนชุดครุยรับปริญญาที่คณะวิทย์ฯ พญาไทพอดี ก็เลยตั้งใจว่าจะเข้าไปสมัครสอบที่ British Council ด้วยตัวเองในวันนั้นเลยครับ เพราะนาน ๆ จะได้เข้ากรุงเทพฯ ที ต้องเอาให้คุ้มหน่อย หลังจากเสร็จธุระจากคณะฯ ที่พญาไทและกินข้าวกลางวันเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นรถเมล์จากหน้าโรงพยาบาลรามาธิบดีไปสยามสแควร์ครับ

ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าผมเดินทางจากคณะวิทย์ฯ พญาไทไปธุระแถว ๆ สยามหรือจุฬาฯ บ่อยครั้งมาก แต่ครั้งนี้ก็ยังอุตส่าห์หลงครับ

เรื่องมีอยู่ว่าวันนั้นผมก็นั่งรถจากพญาไทไปอนุสาวรีย์ชัยฯ ตามปกติ แล้วก็ไปต่อรถที่นั่น แต่ทีนี้เกิดนึกอยากเปลี่ยนสายรถเมล์ขึ้นมาเพราะนึกว่าจะไปเส้นทางเดียวกัน แต่เปล่าเลยครับ นั่งงงยืนงงสลับกันมาตลอดทางจนกระทั่งผมเจอฉากที่คุ้นเคยเพราะเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ตอนงานหนังสือเมื่อเดือนมีนาคมนี้เอง นั่นก็คือ "พระราม 3" ครับ

นั่งรถจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปจุฬาฯ แต่ไปโผล่พระราม 3... ให้มันได้ยังงั้นสิ

หลังจากเสียเวลาไปโดยไม่จำเป็นไปประมาณชั่วโมงกว่า ๆ สุดท้ายผมก็มาถึง British Council สยามสแควร์ (สักที) ครับ British Council ที่สยามสแควร์นั้นอยู่ตึกเดียวกันกับศูนย์หนังสือจุฬาฯ เลย เจ้าหน้าที่ก็เปิดประตูให้ตามปกติ วันนั้นคนไม่ค่อยมี ก็เลยไม่ต้องรอคิวนานครับ เจ้าหน้าที่ก็เชิญให้ไปนั่งแล้วก็ให้สมัครมากรอก จากนั้นก็ขอหลักฐานยืนยันตัวตน ซึ่งเป็นบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางก็ได้ วันนั้นผมไม่ได้เอาหนังสือเดินทางไป แต่โชคดีว่าพกบัตรประชาชนติดตัวพอดีก็เลยใช้บัตรประชาชนสมัครไป...

เหตุการณ์เหมือนจะจบเรียบร้อยด้วยดี แต่...

(บทสนทนานี้ไม่เน้นความแม่นยำ แต่เอาใจความก็แล้วกันครับ)

เจ้าหน้าที่ : "บัตรประชาชนใช้ไม่ได้นะคะ"

ผม : (ทำหน้างง ๆ) "เป็นอะไรเหรอครับ"

เจ้าหน้าที่ : "ชื่อภาษาอังกฤษของคุณลบเลือนค่ะ ถ้าเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติอ่านชื่อคุณไม่ได้ก็เข้าสอบไม่ได้นะคะ"

ผม : "ผมต้องมาใหม่ใช่ไหมครับ"

เจ้าหน้าที่ : "จริง ๆ สมัครทางอินเทอร์เน็ตก็ได้นะคะ ถ้ามีบัตรเครดิต"

ผม : (ยิ้มแห้ง ๆ) "แหะ ๆ ไม่มีหรอกครับ"

เจ้าหน้าที่ : "ถ้ายังงั้นคุณก็คงต้องมาใหม่ละค่ะ"

จากนั้นผมก็เดินงง ๆ ออกมาจาก British Council แล้วก็ขึ้นรถกลับบ้านครับ

13 ตุลาคม 2558 - วันสมัครสอบ (ของจริง)

หลังจากผมกลับมาถึงบ้านเมื่อสองวันก่อน คราวนี้ผมก็มาที่ British Council อีกครั้งพร้อมกับใบสมัครที่กรอกเกือบเสร็จเรียบร้อย และไม่ลืมหยิบหนังสือเดินทางเอามาด้วย ที่บอกว่ากรอกเกือบเสร็จเรียบร้อยนั้นเพราะว่ายังไม่รู้จะกรอกอาชีพตัวเองยังไง เพราะว่าเพิ่งจบปริญญาตรี ยังไม่ได้ทำงาน และกำลังจะไปเรียนปริญญาโทปีหน้า (ชีวิตนีทชั่วคราวก็คงเป็นประมาณนี้ละมั้ง...)

เมื่อมาถึง British Council แล้ว วันนั้นคนก็ไม่ค่อยมีเหมือนเดิม ผมไม่ได้ถ่ายสำเนาหนังสือเดินทางไปเพราะตั้งใจจะไปถ่ายที่นั่นอยู่แล้ว ก็เลยลงไปถ่ายที่ชั้นล่างแล้วก็กลับเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เจ้าหน้าที่ช่วยเรื่องกรอกใบสมัครก็เสร็จเรียบร้อยครับ หลังจากสมัครสอบเสร็จเรียบร้อยเจ้าหน้าที่ก็จะให้รหัสผ่านสำหรับแบบฝึกหัด Road to IELTS ซึ่งจะใช้ได้ 30 ชั่วโมงครับ แล้วก็ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางมาสถานที่สอบ ข้อปฏิบัติ การดูผลสอบ ฯลฯ ที่ควรทราบครับ

การเตรียมตัวสอบ

ผมเคยสอบ IELTS มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2556 ซึ่งคะแนนนี้ก็ใช้ยื่นสมัครมหาวิทยาลัยไม่ทันแล้ว เพราะจะหมดอายุในปลายปี 2558 แต่หลักสูตรเปิดปี 2559 ครับ คะแนนตอนนั้น ส่วน Reading และ Listening ได้คะแนนน่าพอใจ ส่วน Writing กับ Speaking นั้นผ่านแบบฉิวเฉียดครับ คราวนี้จึงตั้งใจที่จะทุ่มไปที่ทักษะสองอย่างหลังนี้เป็นพิเศษ แต่อีกสองอย่างที่เหลือก็ไม่ได้ทิ้งนะครับ

สื่อหลัก ๆ ที่ผมใช้เตรียมตัวสอบมีอยู่สามอย่างครับ

1. หนังสือ The Official Cambridge Guide to IELTS เล่มขาวขอบน้ำเงิน ผมซื้อมาจากศูนย์หนังสือจุฬาฯ ราคา 500 นิด ๆ ครับ หนังสือเล่มนี้จะมีทั้งแบบฝึกหัด ตัวอย่างข้อสอบพร้อมเฉลย และซีดีไฟล์เสียง-วิดีโอครับ ซึ่งผมเรียนทักษะต่าง ๆ โดยการทำแบบฝึกหัด ซึ่งจะเรียงจากขั้นพื้นฐานไปยังระดับที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็หัดทำตัวอย่างข้อสอบไปด้วย

2. บล็อก //ielts-simon.com (ซึ่งที่จริงผมรู้จักบล็อกนี้ครั้งแรกตอนที่เพื่อนผมส่งกระทู้ //pantip.com/topic/30957825 มาให้ช่วงเตรียมสอบ IELTS ครั้งก่อนโน้นครับ) ในบล็อกของคุณ Simon นั้นจะมีเทคนิคดี ๆ ที่น่าเอามาใช้ครับ ซึ่งค่อนข้างน่าเชื่อถือเพราะเขาเคยเป็น Examiner ของ IELTS มาก่อน ผมฝึกและพัฒนาทักษะการเขียนก็เพราะบล็อกนี้เลยครับ และถ้ามีเวลามากพอก็แนะนำว่าบล็อกนี้ใช้เตรียมตัวได้ทุกทักษะเลย ที่สำคัญคือบล็อกนี้ (ไม่เหมือนบล็อกของผม) อัพเดททุกวันด้วย

3. แบบฝึกหัดออนไลน์ Road to IELTS ซึ่งก็จะเป็นแบบฝึกหัดเช่นกันครับ แต่จะเป็นแบบออนไลน์แทน

ข้อแนะนำสำหรับคนต่างจังหวัด

วันที่ผมไปสมัครสอบ เจ้าหน้าที่บอกว่าควรจะไปถึงโรงแรม Landmark ประมาณ 07:50 น. แต่บ้านผมดันอยู่ฉะเชิงเทรานี่สิ แถมอยู่นอกตัวเมืองด้วย ไม่มีทางที่จะไปถึงที่นั่นทันแน่นอน จะไปพึ่งเพื่อนก็ยังไง ๆ อยู่ ผมก็เลยใช้วิธีจอง Hostel (เป็นที่พักแบบเตียงในห้องนอนรวม และมีห้องน้ำรวม) แถวนั้นแทนครับ โดยจองผ่าน booking.com (เพราะจ่ายเป็นเงินสดได้โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต) แต่สิ่งที่พึงรู้ไว้อีกอย่างก็คือย่านนั้นชาวต่างชาติเยอะครับ และผู้เข้าพักส่วนใหญ่ใน Hostel จะเป็นชาวต่างชาติ แต่ไม่มีอะไรแย่หรอกครับ

30 ตุลาคม 2558 - วันก่อนวันสอบหนึ่งวัน

ผมไปถึง Hostel ที่ผมจองไว้ประมาณหัวค่ำครับ แต่กว่าจะถึงก็ทุลักทุเลทีเดียว ตอนแรกตั้งใจว่าพอลงมาจากสถานี BTS อโศกแล้วจะเดินหา Hostel เอง แต่กลายเป็นว่าแผนที่บนโทรศัพท์ดันพาหลงซะงั้น ถามมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็เข้าใจกันไปคนละทาง สุดท้ายก็เลยโทรศัพท์ไปถาม Hostel เองแทน คืนวันนั้นผมตั้งใจว่าจะหาซื้อรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่ไปใช้ตอนสอบ เพราะไม่อยากใส่รองเท้าแตะไปสอบครับ แต่ห้างแถวนั้นดันไม่มีรองเท้าผ้าใบแบบนักเรียน (ปกติจะใส่แบบนี้เพราะเรียบ ๆ ดีครับ) สุดท้ายเลยต้องไป Big C สะพานควายที่เคยไปเป็นประจำสมัยอยู่หอที่กรุงเทพฯ ครับ แต่ไปกลับอโศก-สะพานควายนี่ก็ไกลเอาเรื่องเหมือนกัน

ที่ Hostel นี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับชาวต่างชาติด้วยเหมือนกัน เพราะพนักงานใน Hostel นี้เป็นฝรั่ง (ไม่ได้ถามว่าชาติไหน) บริการดีใช้ได้ครับ แถมเจอนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ก็เลยได้ลองใช้ทักษะภาษาญี่ปุ่นที่เคยเรียนมาตอนปี 4 นิดหน่อยด้วย

วันสอบ

ผมตื่นค่อนข้างเร็วกว่าคนอื่นครับ เพราะต้องไปถึงที่สอบแต่เช้า ก็เลยต้องพยายามทำภารกิจส่วนตัวและเก็บข้าวของอย่างระมัดระวังไม่ให้รบกวนเพื่อนร่วมห้องนอน เมื่อเตรียมตัวเรียบร้อยก็ออกจาก Hostel แล้วก็หาของกินก่อนจะขึ้นรถไฟฟ้าจากอโศกไปนานาครับ ตอนเช้าวันนั้นก็แอบงง ๆ นิดหน่อยว่าวันนั้นเป็นวันเสาร์ แต่ทำไมมีนักเรียนแต่งชุดนักเรียนอยู่แถวนั้น กว่าจะถึงบางอ้อว่าวันนั้นเป็นวันสอบ GAT-PAT ก็ตอนถึงบ้านเลยครับ

ถ้าอยู่ที่กรุงเทพฯ อยู่แล้ว การเดินทางมาที่โรงแรม Landmark ไม่ใช่เรื่องยากครับ เพราะถ้าลง BTS ที่สถานีนานาแล้วก็จะมีป้ายบอกว่าออกทางออกไหน และถ้าจะยื่นวีซ่าสหราชอาณาจักรที่อาคาร Trendy ก็ลงสถานีเดียวกันนี่แหละครับ แต่จะยังไม่พูดถึงการยื่นวีซ่าตอนนี้ (ถึงจะเคยมีประสบการณ์มาก่อนก็เถอะ)

เมื่อไปถึงโรงแรมแล้วก็ขึ้นไปรวมกันที่ชั้น 7 (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) ส่วนคนที่สอบ UKVI เจ้าหน้าที่จะบอกให้ไปที่ชั้น 9 ที่ชั้น 7 ผมก็ไปตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าสอบและหมายเลขที่นั่งสอบ ลองไล่ ๆ ดูรายชื่อเผื่อจะเจอคนที่รู้จักก็ไม่เจอใคร ระหว่างนี้ถ้าจะเข้าห้องน้ำก็ต้องเข้าตั้งแต่ตอนนี้ให้เรียบร้อยนะครับ

และเมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่ก็จะประกาศให้ผู้เข้าสอบไปฝากสัมภาระครับ สัมภาระที่เอามานั้นต้องฝากทุกอย่างแม้แต่กระเป๋าสตางค์ ที่เอาติดตัวไปได้มีแค่ป้ายแท็กที่เจ้าหน้าทีรับฝากสัมภาระแจกให้แล้วก็หนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชนที่ใช้เป็นหลักฐานเท่านั้น ผมเคยอ่านรีวิวตามเว็บต่าง ๆ อยู่บ้างว่าห้องสอบค่อนข้างหนาว ก็เลยใส่เสื้อกันหนาวทับไปอีกชั้นนึงครับ ส่วนสัมภาระที่เหลือก็เอาไปฝาก เมื่อฝากกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็ตรวจสอบข้อมูล (ชื่อ นามสกุล เพศ เลขประจำตัวประชาชน/หมายเลขหนังสือเดินทาง และประเภทการสอบว่าเป็น Academic หรือ General Training) สแกนลายนิ้วมือ 5 ครั้ง แล้วก็ถ่ายรูป จากนั้นก็เข้าไปในห้องสอบครับ จุดที่ตรวจสอบข้อมูลกับสแกนลายนิ้วมือจะแบ่งเป็นหลาย ๆ จุดตามแต่เลขที่นั่งสอบ

ตำแหน่งที่นั่งสอบของผมอยู่หลังสุดเลยครับ เมื่อเข้าไปในห้องสอบแล้วก็มีดินสอสองแท่ง ยางลบ และชุดหูฟังวางไว้บนโต๊ะ และมีสติ๊กเกอร์ระบุรายละเอียดข้อมูลของผู้เข้าสอบ และกำหนดเวลาสอบ Speaking ระหว่างสอบเจ้าหน้าที่จะขึ้นจอใหญ่ให้ผู้เข้าสอบทดสอบอุปกรณ์หูฟังว่าใช้ได้หรือไม่ ไฟล์เสียงที่ใช้เปิดเป็นไฟล์ข้อสอบเก่าครับ การสอบในภาคเช้าจะเริ่มที่ Listening ก่อน แล้วตามด้วย Reading และ Writing ส่วนการสอบ Speaking จะอยู่ในภาคบ่าย เมื่อได้เวลาเจ้าหน้าที่จะแจกกระดาษข้อสอบ (คำถามและคำตอบ) และบอกขั้นตอนว่าต้องทำอะไรบ้าง แค่กรอกข้อมูลตามที่เขาสั่งก็พอแล้วครับ ถ้ายังไม่สั่งให้ทำอะไรก็ห้ามทำเด็ดขาด

Listening

ข้อสอบนี้จะมีทั้งหมด 4 ตอน ตอนละ 10 ข้อ และ 3 ตอนแรกจะแบ่งเป็นสองตอนย่อยด้วย

ตอนที่ 1 - บทสนทนาพื้นฐานระหว่างคนสองคน ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ใช้บริการกับผู้ให้บริการ

ตอนที่ 2 - การแจ้งจากคนหนึ่งคน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องในชีวิตประจำวัน เช่น ประกาศของไกด์ทัวร์เกี่ยวกับประเภทของทริปที่จะไป ประกาศของหัวหน้าคนงานเกี่ยวกับการแบ่งหน้าที่

ตอนที่ 3 - บทสนทนาระหว่างคน 2-3 คน ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องการทำโครงงาน การวางแผนเกี่ยวกับการเรียน

ตอนที่ 4 - การบรรยายในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเนื้อเรื่องจะเป็นอะไรก็ได้

ก่อนเริ่มแต่ละตอนย่อยจะมีเวลาให้อ่านข้อสอบก่อน และหลังจบแต่ละตอนก็จะมีเวลาพัก แนะนำว่าให้อ่านข้อกำหนดของแต่ละตอนว่าต้องการอะไร เช่น NO MORE THAN TWO WORDS AND/OR A NUMBER หมายความว่าเขียนตอบได้แค่ 2 คำ กับจำนวน 1 จำนวน (วันที่แบบ 13 MAY 2015 ถือเป็น 1 คำกับ 2 จำนวนนะครับ) และถ้าไม่แน่ใจว่าคำไหนควรเขียนตัวพิมพ์เล็กหรือตัวพิมพ์ใหญ่ก็เขียนเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ไปให้หมดครับ

ตอนสอบต้องระวังอย่าให้สมาธิหลุด โดยเฉพาะบางตอนย่อยที่มีข้อสอบมากกว่า 1 แบบครับ ระหว่างนี้ให้เขียนคำตอบไปในกระดาษคำถามก่อน แล้วค่อยลอกมาทีหลังเพราะหลังจากไฟล์เสียงเล่นจบแล้วก็ยังมีเวลาอีก 10 นาทีให้ลอกจากกระดาษคำถามลงในกระดาษคำตอบ

Reading

ข้อสอบจะมี 40 ข้อเท่ากัน และมีเวลาให้ 1 ชั่วโมง และไม่มีเวลาให้ลอกคำตอบนะครับ เขียนลงไปในกระดาษคำตอบเลย โดยจะมีบทความในนิตยสาร 3 บทความ ซึ่งแต่ละบทความก็จะมีข้อสอบประมาณ 13-14 ข้อ ลักษณะของข้อสอบค่อนข้างหลากหลายครับ ซึ่งข้อมูลนี้สามารถหาได้จากหนังสือเตรียมสอบ (เล่มที่ผมพูดถึงก็มีครับ) แต่จุดที่ต้องระวังก็คือ NOT GIVEN กับ FALSE/NO ไม่เหมือนกันนะครับ เพราะผมพลาดจุดนี้มาก่อนระหว่างเตรียมตัว

ข้อสอบส่วนนี้ก็เขียนเป็นตัวพิมพ์ใหญ่หมดเลยได้เหมือนกันครับ ตอนออกจากห้องสอบหลังสอบเสร็จสามส่วนนี้แล้วได้ยินคนอื่น ๆ บ่นกันเรื่องทำไม่ทัน แต่ผมเหลือเวลาพอสมควรเลยแฮะ

Writing

เมื่อสองปีที่แล้วผมเขียนไม่ทันครับ ทำให้ได้คะแนนน้อยไปหน่อย แต่ครั้งนี้เตรียมตัวมาดีก็เลยทำทันและมีเวลาตรวจทานด้วยครับ

การสอบส่วนนี้จะแบ่งออกเป็น 2 Task

Task 1 - เป็นการเขียนบรรยายกราฟ แผนภูมิ ตาราง แผนที่ ฯลฯ โดยเลือกลักษณะสำคัญมาบรรยายครับ ซึ่งควรใช้เวลาประมาณ 20 นาทีกับส่วนนี้

Task 2 - เป็นการเขียนแสดงความคิดเห็นของตัวเองต่อประเด็นที่โจทย์กำหนด ซึ่งควรใช้เวลาประมาณ 40 นาทีกับส่วนนี้

ตอนที่ผมสอบนั้น Task 1 เป็นตารางแสดงเปอร์เซ็นต์ของประชากรทั่วโลกและใน 5 ประเทศที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง ส่วน Task 2 ถามเกี่ยวกับแฟชั่นครับ

หลังจากเสร็จสิ้นการสอบ Writing แล้วเจ้าหน้าที่จะแจกซองจดหมายให้เราเขียนชื่อ ที่อยู่ (ชื่อต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนที่อยู่นั้นจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยก็ได้) เพื่อส่งผลสอบทางไปรษณีย์ แต่ถ้าต้องการมารับผลเองก็ต้องแจ้งตอนนี้เลย ซึ่งเขาก็จะบอกว่าต้องทำยังไง จากนั้นก็แจ้งกำหนดเวลาและสถานที่นัดรวมผู้เข้าสอบ Speaking และปล่อยผู้เข้าสอบตามหมายเลขแท็กกระเป๋าครับ

พักกลางวัน

จากที่ผ่านมาเมื่อสองปีที่แล้ว ส่วนใหญ่แถวอโศก-นานาจะเป็นย่านนักท่องเที่ยว ฉะนั้นร้านอาหารก็จะแพงกว่าปกติครับ ผมเลยไปหาของกินที่ท็อปส์ใต้โรบินสันแถวอโศกแทน แต่ก็เกือบมาสอบ Speaking ไม่ทันครับ เพราะระยะทางค่อนข้างไกลบวกกับออกจากห้องสอบช้าด้วย แถมสอบ Speaking รอบแรก ๆ อีก

แนะนำว่าควรวางแผนเวลาให้ดีนะครับ หรือเตรียมอะไรมากินข้างนอกโรงแรมเลยก็ได้

Speaking

เมื่อได้เวลาก็รีบไปรายงานตัวและฝากกระเป๋าครับ ที่เอาติดตัวไปได้ก็มีแค่แท็กและเอกสารยืนยันตัวตนเหมือนเดิม จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็บอกให้ผมไปนั่งรอหน้าห้องสอบครับ

เมื่อเข้าไปในห้องสอบ ก็เจอ Examiner นั่งรออยู่ เชิญให้นั่ง แล้วก็แนะนำตัวเองจากนั้นก็ถามชื่อผม แล้วก็ชื่อเล่น ซึ่งเขาจะถามว่าอยากให้เรียกชื่อคุณว่าอะไร จะให้เรียกชื่อจริงก็ได้หรือชื่อเล่นก็ได้ จากนั้นก็จะขอดูหนังสือเดินทาง/บัตรประชาชน แล้วก็เริ่มการสอบ ซึ่งเขาจะอัดเสียงบทสนทนาแต่ละตอนเอาไว้

การสอบแบ่งออกเป็น 3 ตอน

ตอนที่ 1 - สนทนาเรื่องทั่ว ๆ ไป ตอนนั้นจำได้แค่คำถามท้าย ๆ ว่าคุณดูกีฬาบ้างไหม กีฬาอะไรที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้ คุณชอบดูกีฬาที่ไหนมากกว่ากันระหว่างในสนามกับทางโทรทัศน์ เคยคิดอยากเล่นกีฬาอะไรไหม โชคดีว่าช่วงนั้นผมได้ดูบอลไทยอยู่บ้างตอนค่ำวันเสาร์อาทิตย์ จนหมดเวลา Examiner จะทำมือเป็นสัญญาณแล้วชี้ที่นาฬิกาจับเวลาครับ (แต่แล้วแต่คนมั้ง อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจ)

ตอนที่ 2 - จะมี Task Card มาให้ แล้วให้เราเตรียมตัวพูด จำไม่ได้ว่ากี่นาทีครับ น่าจะ 1-2 นาที ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองพูดไม่ค่อยดีเท่าไร

ตอนที่ 3 - จะเป็นบทสนทนายาว ๆ และลึกซึ้งมากขึ้น

หลังจากสอบเสร็จแล้วก็ออกจากห้องสอบ รับของที่ฝากไว้แล้วก็กลับบ้านครับ

หลังวันสอบ

ผลสอบจะส่งมาทางไปรษณีย์ และจะประกาศผลทางอินเทอร์เน็ต 13 วันหลังสอบครับ

13 พฤศจิกายน 2558 - วันประกาศผล

ตามที่เจ้าหน้าที่บอกมา ผลสอบจะออกหลังจาก 13:00 น. แต่วันนั้นระบบรวน ทำให้กว่าจะทราบผลได้ก็ล่าช้าไปประมาณชั่วโมงเศษ ๆ แต่ผลก็ออกมาอย่างที่คิดไว้ครับว่า Speaking ผ่านแบบฉิวเฉียด ส่วนอีกสามส่วนที่เหลือผ่านไปได้ด้วยดีและคะแนนก็ดีขึ้นด้วยครับ

หลังจากนั้นประมาณสองวันก็มีจดหมายแจ้งเตือนจากไปรษณีย์ให้ไปรับผสสอบที่ที่ทำการไปรษณีย์ครับ (บ้านผมไปรษณีย์ไม่กล้าเข้ามาส่ง พวกพัสดุหรือจดหมายที่ต้องเซ็นรับก็เลยต้องไปรับที่ที่ทำการไปรษณีย์เอง แถมอยู่คนละอำเภอกันอีก) เป็นอันเสร็จสิ้นกันไปครับ



Create Date : 25 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2558 1:09:53 น.
Counter : 1066 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ตะกั่ว-หนึ่งสี่ศูนย์
Location :
ฉะเชิงเทรา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



นักศึกษาเคมีที่กำลังจะกลายเป็นนักเรียนทุน สนใจเคมีพอ ๆ กับอนิเมะ ยินดีต้อนรับครับ