กว่าจะเป็นนักเรียนทุน ตอนที่ 1 : สมัครสอบและสอบข้อเขียน
ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่าตอนนี้ผมกำลังจะรับทุนกระทรวงวิทย์ฯ ไปเรียนต่อปริญญาโท-เอกในด้าน Nanomaterials เน้น Organic Synthesis ครับ (ใช้คำว่ากำลังจะรับทุนเพราะตอนที่เขียนบล็อกนี้ยังไม่ได้ทำสัญญารับทุนครับ) ก็เลยอยากจะมาเขียนเล่าประสบการณ์ว่าทำยังไงถึงจะได้ทุนกับเขาบ้าง แต่เนื้อหาในบล็อกนี้จะหนักไปทางทุนกระทรวงวิทย์ฯ สักนิดนึงครับ

สมัครรับทุน

สิ่งนึงที่ควรจะระลึกเอาไว้ให้ดีก็คือ ทุนรัฐบาลไม่ใช่ทุนให้เปล่า หลังจากที่เรียนจบกลับมาแล้วก็ต้องไปทำงานใช้ทุนในหน่วยงานที่เขากำหนดเป็นเวลาสองเท่าของเวลาที่รับทุนไปครับ (นับเป็นวันเลยละ) ไม่อย่างนั้นก็ต้องชดใช้เงินคืนอีกสามเท่าตัว (เงินทุน+เบี้ยปรับอีกสองเท่า) ฉะนั้น ถ้าไม่คิดจะไปทำงานแต่แรกก็ไปด้วยทุนตัวเองหรือทุนให้เปล่าอย่างอื่นจะดีกว่าครับ

หลังจากนั้นก็ต้องเช็คตัวเองกันก่อนว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมตามที่เขาต้องการหรือเปล่า รายละเอียดคร่าว ๆ สำหรับการรับทุนบุคคลทั่วไประดับปริญญานั้น คนที่จะไปเรียนปริญญาโทหรือโท-เอก ต้องกำลังเรียนปีสุดท้ายของปริญญาตรีหรือหลักสูตรที่เทียบเท่ากัน เกรดเฉลี่ยสะสมต้องไม่ต่ำกว่า 2.75 หรือ 3.00 แล้วแต่ว่าทุนนั้นจะกำหนดไว้แบบไหน ไม่งั้นก็ต้องจบแล้วและได้เกรดไม่ต่ำกว่า 2.75 หรือ 3.00 และอายุต้องไม่เกิน 35 ปี (จนถึงวันปิดรับสมัคร) ครับ ส่วนคนที่จะไปเรียนปริญญาเอกนั้นต้องจบปริญญาโทและได้เกรดไม่ต่ำกว่า 3.50 และอายุไม่เกิน 40 ปีครับ แล้วก็ยังมีข้อกำหนดอย่างอื่นอีกครับ แต่ขออนุญาตไม่กล่าวไว้ตรงนี้ก็แล้วกัน

ถ้ากำลังเรียนอยู่ปริญญาตรีก็ต้องเตรียมทำเกรดให้ดี ๆ ครับ จะได้คุณสมบัติดีพอที่จะสมัครได้

ทุนรัฐบาลสำหรับบุคคลทั่วไปนั้นจะเปิดรับสมัครช่วงพฤศจิกายนที่เว็บไซต์ของ ก.พ. //scholar.ocsc.go.th หรือเว็บไซต์ของกระทรวงวิทย์ฯ //stscholar.nstda.or.th ครับ ต้องคอยติดตามข่าวสารดี ๆ ซึ่งทุนรัฐบาลที่ประกาศรับสมัครนั้นจะมีอยู่ 5 ประเภท (ข้อมูลปี 2557) ได้แก่
  • ทุนรัฐบาลตามความต้องการของกระทรวง กรม หรือหน่วยงานของรัฐ (ทุน ก.พ.)
  • ทุนรัฐบาลที่จัดสรรให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามความต้องการของกระทรวง กรม หรือหน่วยงานของรัฐ (ทุนกระทรวงวิทย์ฯ)
  • ทุนรัฐบาลไปศึกษาในสาธารณรัฐประชาชนจีน (ทุน GUCAS)
  • ทุนไทยพัฒน์
  • ทุนสายออกบัตรธนาคารของธนาคารแห่งประเทศไทย
ตอนที่สมัครจะเลือกได้แค่ 2 ประเภท ประเภทละ 1 หน่วยทุนเท่านั้นครับ (เช่น สมัครทุนกระทรวงวิทย์ฯ 1 หน่วยเพียงอย่างเดียวได้ หรือสมัครทุนกระทรวงวิทย์ฯ กับทุนไทยพัฒน์อย่างละ 1 หน่วยก็ยังได้ แต่จะสมัครทุนกระทรวงวิทย์ฯ 2 หน่วยไม่ได้ครับ) ดังนั้นก็ต้องเลือกกันดี ๆ หน่อยละ

ในเอกสารประกาศรับสมัครนั้นจะมีข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือก คุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัคร ฯลฯ ซึ่งผู้สมัครควรจะทราบและศึกษาให้ดีครับ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับทุนที่เปิดรับสมัครว่ามีทุนอะไรบ้าง ซึ่งจะบอกข้อมูลพวกนี้เอาไว้ด้วยครับ
  • หมายเลขหน่วยทุน
  • หน่วยงานที่เสนอทุน - ก็คือหน่วยงานที่เราต้องไปทำงานในอนาคตครับ ซึ่งทุนกระทรวงวิทย์ฯ ก็มีหลัก ๆ อยู่สองประเภท ได้แก่มหาวิทยาลัย (เป็นอาจารย์) กับศูนย์วิจัยของ สวทช. (เป็นนักวิจัย) ครับ รวมไปถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน ตรงนี้ต้องชั่งน้ำหนักดี ๆ ว่าเราอยากจะไปทำงานประเภทไหนกันแน่
  • สาขาวิชาอะไร และเน้นด้านไหน
  • ระดับการศึกษาที่จะให้เราไปเรียน - โท-เอก หรือโท หรือเอก
  • ประเทศที่ต้องการจะให้เราเลือกไปเรียน - บางหน่วยกำหนดไว้แค่ประเทศเดียว บางหน่วยกำหนดไว้หลายสิบประเทศ อย่างไรก็ตาม กว่าจะได้เลือกประเทศจริง ๆ ก็หลังจากได้รับทุนแล้วโน่นครับ
  • จำนวนทุนที่เปิดรับ - ทุนกระทรวงวิทย์ฯ ส่วนใหญ่เอาคนเดียวครับ
  • คุณสมบัติเฉพาะของผู้สมัคร - ตรงนี้ก็ต้องดูครับว่าตัวเองเรียนอยู่สาขาไหน แล้วทุนรับนักศึกษาจากสาขาที่ตัวเองอยู่หรือเปล่า รวมทั้งเกรดเฉลี่ยและอายุก็ต้องได้ตามที่กำหนดไว้ด้วยครับ
หัวข้อที่ทำตัวเอียงเอาไว้หมายถึงต้องพิจารณาว่าคุณสมบัติที่เรามีนั้นได้ตามที่หน่วยทุนต้องการหรือเปล่า ส่วนหัวข้อที่ขีดเส้นใต้เอาไว้นั้นหมายถึงต้องพิจารณาจากความสนใจของตัวเองครับ

นอกจากเอกสารประกาศรับสมัครแล้วก็ยังมีกำหนดการในการสอบคัดเลือกรอบต่าง ๆ ซึ่งผู้สมัครควรจะศึกษาเอาไว้ครับ

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกทุนหน่วยไหนก็ได้เวลากรอกใบสมัครครับ ซึ่งก็ต้องเข้าไปกรอกแบบออนไลน์ในเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.พ. ครับ แล้วก็พิมพ์ใบสมัครและแบบฟอร์มการชำระเงินออกมาครับ

หลังจากที่พิมพ์เอกสารสองฉบับนี้ออกมาแล้วก็ถึงขั้นตอนต่อไปก็คือการจ่ายค่าสมัคร โดยเราจะต้องเอาแบบฟอร์มการชำระเงินและเงิน 130 บาทไปที่ธนาคารกรุงไทยสาขาไหนก็ได้ที่ไปสะดวกภายในวันที่กำหนดครับ เงิน 130 บาทนี้แบ่งเป็นค่าสมัคร 100 บาทและค่าธรรมเนียมธนาคารอีก 30 บาท บอกเจ้าหน้าที่ธนาคารว่า "จ่ายค่าสมัครสอบ ก.พ." เจ้าหน้าที่ก็เข้าใจและดำเนินการให้ครับ จากนั้นอีก 7 วันก็ตรวจสอบสถานะการชำระเงินในเว็บของ ก.พ. ครับ

รายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ เลขประจำตัวสอบ ผังที่นั่งสอบ และข้อปฏิบัติการในการเข้าสอบจะประกาศในช่วงปลายเดือนมกราคมครับ ซึ่งผู้เข้าสอบต้องจำข้อมูลเลขประจำตัวสอบและสถานที่สอบเอาไว้ให้ดีครับ ผมลองนับดูเล่น ๆ คนที่สอบหน่วยเดียวกับผมมี 18 คน (ไม่นับผม) แต่ข้อเขียนเอาแค่ 5 คน ถอนใจเบา ๆ เฮือก...

วันสอบข้อเขียน

แล้วการสอบข้อเขียนก็มาถึง

การสอบข้อเขียนของทุนบุคคลทั่วไประดับปริญญานั้นจะสอบช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะสอบที่เดียวกันหมดก็คือที่เมืองทองธานีครับ วันนั้นรีบออกจากหอพักแต่เช้าแล้วก็ขึ้น ปอ.166 (ถ้าใครมาจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแนะนำให้ขึ้นสายนี้ครับ ถ้าจำไม่ผิดรถจะเข้าไปในเมืองทองธานีเลย ประมาณชั่วโมงเศษ ๆ น่าจะถึงครับ) พอลงรถเมล์แล้วก็ขึ้นรถรับ-ส่งภายในที่จะไปส่งทุก Hall

การแต่งกายควรแต่งแบบสุภาพ ใครที่ยังเป็นนักศึกษาจะแต่งชุดนักศึกษาไปเลยก็ดีครับ (วันที่ผมไปสอบ เพื่อนที่คณะแต่งชุดนักศึกษากันหมด มีผมแต่งไปรเวตอยู่คนเดียว --") แนะนำว่าควรจะเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วยและเตรียมเอกสารใส่ซองไปให้เรียบร้อยครับ

เมื่อมาถึง Hall ที่จะสอบแล้วก็ต้องเอาสัมภาระที่ไม่ได้ใช้ทั้งหมดใส่ถุงพลาสติกแล้วก็ฝากไว้ที่จุดรับฝากครับ (เขาจะมีถุงให้ ค่ารับฝากของน่าจะ 30 หรือ 50 บาทจำไม่ได้ครับ) แล้วค่อยมารับคืนหลังสอบเสร็จ

ภาคเช้าเป็นการสอบวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งข้อสอบก็ให้อารมณ์ประมาณข้อสอบ IELTS เลยครับ
  • คำศัพท์ - ถามว่าคำศัพท์คำนี้มีความหมายเหมือนคำไหน หรือควรจะเอาคำไหนไปเติมลงในช่องว่าง
  • ไวยากรณ์ - ข้อสอบ Error Identification ทั่ว ๆ ไป แต่ส่วนที่ขีดเส้นใต้ยาวกว่ามากครับ ประโยคยาวประมาณสามบรรทัด ขีดเส้นใต้ตัวเลือกละ 3-4 คำ
  • อ่านจับใจความ
พอทำข้อสอบเสร็จก็ของีบสักพักก่อน เพราะผู้เข้าสอบจะออกจากห้องได้ก็ต่อเมื่อหมดเวลา พองีบเสร็จก็ตรวจทานอีกชั้นนึงเผื่อจะเปลี่ยนใจข้อไหน แล้วเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นครับ พอเห็นข้อนึงแล้วเกิดอยากจะเปลี่ยนคำตอบก็เลยเอายางลบลบ กลายเป็นว่ารอยดินสอเปื้อนเยอะกว่าเดิมแถมลบออกก็ยังเป็นรอยอีก ผมตกใจเรียกกรรมการคุมสอบมาขอเปลี่ยนกระดาษคำตอบ แถมเวลาในขณะนั้นก็เหลือประมาณไม่ถึง 20 นาทีด้วย พอได้กระดาษคำตอบใหม่มาแล้วก็เริ่มคัดลอกคำตอบจากแผ่นเดิมใส่ลงไปในแผ่นใหม่อย่างบ้าคลั่ง ข้อสอบมีประมาณ 100 ข้อ (จำตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ครับ) บอกกับตัวเองในใจว่าอย่าลอกผิดเด็ดขาด ลายมือที่เขียนหัวกระดาษคำตอบแผ่นใหม่นี่แย่กว่าไก่เมาเขี่ยอีก พอลอกเสร็จก็เหลือไม่ถึง 5 นาทีก็จะหมดเวลา เรียกว่าฉิวเฉียดก็น่าจะเรียกได้ครับ

ถึงตรงนี้ก็มีอุทาหรณ์เตือนใจสักนิดครับว่าฝนบาง ๆ ไว้ก่อน พอตรวจทานจนแน่ใจค่อยลงทึบ ๆ ดำ ๆ ทีหลังได้ครับ อีกอย่างที่อยากบอกคือถ้าขอกระดาษคำตอบแผ่นใหม่แล้วต้องขีดฆ่าแผ่นที่ไม่ใช้ให้เรียบร้อยครับ

จากนั้นก็ไปกินข้าวกลางวันกับเพื่อนที่คณะ (ที่บังเอิญเจอกันตอนสอบ) แล้วก็มาสอบความถนัดต่อในช่วงบ่าย ข้อสอบความถนัดเท่าที่จำได้เป็นบางส่วนเป็นประมาณนี้ครับ
  • รูปแบบตัวเลข ถามหาจำนวนถัดไป - บางครั้งก็คิดง่าย ๆ ได้ อย่างเช่น 1 4 9 16 พวกนี้ก็มองออกได้ง่าย ๆ ว่าเป็นเลขยกกำลังสองและตัวต่อไปก็ต้องเป็น 25 แต่หลายข้อก็เริ่มซับซ้อน เช่นเอาลำดับ 3 7 11 15 กับ 9 18 36 72 มาสลับกันเป็น 3 9 7 18 11 36 15 72 แล้วก็ถามหาตัวถัดไปบ้าง สองตัวถัดไปบ้าง หรือบางข้อก็เป็นสัญลักษณ์ครับ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างของสองสิ่ง - ถ้าเครื่องบินคู่กับท่าอากาศยาน รถไฟก็ต้องคู่กับสถานีรถไฟ ลักษณะนี้ครับ แต่คำถามบางข้อก็ไม่เข้าใจคนตั้งเหมือนกันว่าเขาคิดอะไรอยู่
  • โจทย์เลขที่ให้ข้อมูลมาไม่ครบ แล้วถามว่าถ้าให้ข้อมูลนี้มาจะหาคำตอบได้หรือไม่
วันนั้นก็นั่งหัวหมุนอยู่ในห้องสอบ ออกมายังเบลอ ๆ อยู่เลย แต่ส่วนใหญ่ก็คิดว่าทำได้ครับ

ผลสอบข้อเขียนจะประกาศต้นเดือนเมษายน ตอนนั้นก็หวังไว้ในใจว่าน่าจะติดเพราะทำข้อสอบได้ดีพอสมควร แล้วผลก็ออกมาว่าผ่านข้อเขียนแล้วครับ รู้สึกโล่งใจว่าผ่านไปได้ชั้นนึงแล้ว



Create Date : 12 สิงหาคม 2558
Last Update : 12 สิงหาคม 2558 14:10:25 น.
Counter : 678 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ตะกั่ว-หนึ่งสี่ศูนย์
Location :
ฉะเชิงเทรา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



นักศึกษาเคมีที่กำลังจะกลายเป็นนักเรียนทุน สนใจเคมีพอ ๆ กับอนิเมะ ยินดีต้อนรับครับ