Memories of Matsuko : ชีวิตบัดซบของมัตสึโกะ



SPOIL ALERT SPOIL ALERT SPOIL ALERT

Memories of Matsuko
....ภาษาไทยว่าไงอ้ะ? ลืม เห็นจั่วหลังดีวีดีว่ามัตสึโกะไปเป็นสาวโซปและขายตัว โอ้ว แร๊งงงงง แต่เรื่องที่ควรจะดาร์คและเฮนไตกลับมีหน้าปกสดใสเบิกบานราวกับ Amelie ภาคพื้นคันโตอะไรอย่างนี้

หนังเล่าเรื่องได้อย่างมีสีสันเหมือนสีจัดจ้านบนปกหนัง การใช้สีโคตร contrast กับตัวเนื้อเรื่อง จินตนาการของมัตสึโกะช่างกระเจิดกระเจิง โอเว่อร์ ชวนขบขัน ชวนร้องไห้ทั้งที่ดอกอะไรต่อมิอะไรกำลังบานพรึ่บกันเต็มจอนั่นแหละ

เรื่องราวที่ตลก เศร้า แสนหวานและขมขื่นของมัตสึโกะค่อยๆผ่านสายตาของโช หลานชายที่มีทีท่าว่าคงเป็นหมาขี้แพ้เช่นป้า ครั้งแรกที่ได้รับรู้เรื่องราวของมัตสึโกะ โชที่ไม่มีความผูกพันอะไรเลยกับป้าของตัวเอง ไม่ได้สนใจ จนกระทั่งไปทำความสะอาดรังหนู (ควรจะเรียกว่ารังหมามากกว่า) ที่พำนักสุดท้ายของป้าของเขา ที่มีชีวิต และตายไปอย่างน่าอเนจอนาถใจ ตามคำสั่งของพ่อ

ณ จุดนี้ มัตสึโกะนั้นน่าสมเพช เราควรไปใส่ใจอะไรกับคนที่ทำตัวไร้ค่าอย่างนี้

เรื่องเริ่มอย่างงดงามว่ามัตสึโกะเป็นครูสาวสอนดนตรีที่หน้าตาสวยและเสียงเพราะ อนาคตในอาชีพท่าจะรุ่ง ถ้าเธอไม่ตัดสินใจทำพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยการโกหก รวมถึงวิธีคิดแก้ปัญหาแปลกๆ จนตกกระไดพลอยโจนลงมา


...จนรากเลือด


ด้วยผลลัพธ์จากนิสัยประจำตัวที่มักสำแดงเดชโดยการปั้นหน้าประหลาดยามที่ตัวเองรู้สึกคับขัน ทำให้มัตสึโกะตกอยู่ในภาวะลำบากโดยที่เธอไม่ตั้งใจเลยซักนิดเดียว


ด้วยความอับอาย และความน้อยอกน้อยใจที่คิดว่าว่าพ่อไม่รักตัว แต่รักคุมิ น้องสาวที่ร่างกายอ่อนแอ มากกว่า

มัตสึโกะหนีออกจากบ้าน ด้วยฉากที่เราเห็นว่ามัตสึโกะกำลังเดินไปในเส้นทางที่สุกสกาว เปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝัน

มันเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ชีวิตที่มีทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตา

จะว่าชะตาพาไปหรือเปล่า อันนี้ตัวมัตสึโกะคนเดียวเท่านั้นที่รู้

ชีวิตของเธออยู่ในกำมือของเธอ และหลายครั้งเธอเลือกให้ผู้ชายที่เข้ามาในชีวิต จูง ทึ้ง กระชากลากถูไป โดยไม่ปริปาก เธอกลับฝากความหวังเต็มเปี่ยมให้คนรักหลายต่อหลายคน ที่หักหลังหญิงสาวคนนี้อย่างเลือดเย็น


มัตสึโกะเหมือนดอกไม้ริมทางที่ถูกคนที่ผ่านมาคนแล้วคนเล่าดอมดม บ้างเด็ดมาขยำขยู้จนยับเยิน บ้างพรวนดินรดน้ำจนดอกไม้งอกงามออกดอกสวยอีกครั้ง ไม่ว่าจะกี่ครั้งดอกไม้ดอกนี้ก็ต่อสู้มาได้ แต่ความบอบช้ำที่ในที่สุดก็ทำให้โรยรา

ร่างกายที่ผ่านการขายบริการในร้านโซป มีผัวเป็นแมงดา ผจญในคุก(จนเหน็บเมงุมิเป็นเพื่อนออกมาไต่เต้าเป็นประธานบริษัทหนังคิมูจิ๊ได้คนนึง) ยังยืดหยัดอยู่ได้ด้วยจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ แต่มัตสึโกะเป็นคน ที่ยังไงๆก็ต้องเหนื่อยล้าเป็น อ่อนแอเป็น


ในตอนนั้นเอง“ริว” ยากูซ่าสุดโฉดก็ก้าวเข้ามาเป็นหลักที่พึ่งของมัตสึโกะ ริวคนนี้เองที่เมื่อสิบปีก่อนผลิกผันชีวิตของมัตสึโกะ ลูกศิษย์หนุ่มที่ทำให้ครูสาวในตอนนั้นออกไปรับความผิดแทนด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้เธอกลายมาเป็น ตัวเธอในทุกวันนี้


เมื่อเทียบกับผู้ชายคนอื่นๆ เธอกับริวมีความผูกพันกันมากที่สุด ขาดกันและกันไม่ได้ พร้อมจะไปขึ้นสวรรค์ลงนรกพร้อมกัน แต่แล้วสุดท้ายผกก.ก็ใจร้ายจงใจทำให้ ริวทิ้งรอยแผลใหญ่ที่สุดบนจิตใจของนางเอกที่ชีวิตแมร่งดราม่าแซงหน้าโอชิน


ฉากหน้าคุกท่ามกลางหิมะที่เหมือนกับเรายืนอยู่ในที่เวิ้งว้าง ที่ริวได้เจอมัตสึโกะเป็นครั้งสุดท้าย โคตรทำร้ายจิตใจผู้หญิงทุกคนบนโลก เหมือนกำลังไปชมพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่ดอยอินทนนท์แล้วคุณแฟนก็ถีบเราตกเหวยังไงยังงั้นแหละ

นับจากวินาทีนั้นมา

จขบ.เหมือนตกเหวไปกะมัตสึโกะ

ชีวิตมัตสึโกะไร้แก่นสารที่ดำเนินไปอย่างสิ้นหวังทำให้ความรู้สึกตอนดูเข้าขั้นใกล้เคียงตอนเกือบจบของ the mist

และเมื่อเราเห็นประกายไฟเล็กๆที่จุดติดขึ้นในใจของมัตสึโกะ เราก็ต้องแอบลุ้นให้เธอสมหวังกับความฝันเล็กๆที่แสนจะมีค่าในยามนี้

ในเมื่อเธอลุกขึ้นมาสู้ ในเมื่อเธอเลิกล้มความสิ้นหวัง ในเมื่อเธอจะกลายเป็นคนใหม่ จะเป็นมัตสึโกะตอนที่ยังไม่ทิ้งจิตวิญญานเริงร่า เธอก็ควรจะสมหวัง เธอก็ควรมีอนาคต


จุดนั้นดูเพลินแอบลุ้นจนลืมไปสนิทว่าตอนต้นเรื่องเธอมีสภาพเป็นเช่นใด


จนหนังแอบสอดมหาตลกร้ายที่สุดมากระแทกตับสะเทือนถึงต่อมหมวกไตมาอย่างเนียน เราต้องตื่นมารับรู้เสียทีว่ามันถึงจุดที่เราต้องเดินกลับมาหาจุดเริ่มต้น


ว่ามัตสึโกะได้จากไปแล้ว...



มัตสึโกะ คนไร้ค่า คือ นิยามของน้องชาย

มัตสึโกะ โอเน่จัง คือ ภาพพี่สาวสุดที่รักที่คุมิน้องสาวของเธอพูดถึงอย่างชื่นชม

มัตสึโกะ คือ ลูกสาวที่พ่อรักมากแต่ไม่แสดงออก

มัตสึโกะ คือ เพื่อนแท้ของเมงุมิประธานบริษัทหนังเอวี ที่ทั้งหัวเราะทั้งร่ำไห้มาด้วยกัน

มัตสึโกะ คือ พระเจ้าสำหรับยากูซ่าจอมโฉดอย่างริว


ถ้าชีวิตคนเราต้องตกต่ำผกผันไปแบบหน้าฝ่ามือนางงามเป็นหลังตีนกรรมกร ตอนนั้นเราๆท่านๆยังจะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงกับชะตากรรมตัวเองได้อย่างมีสติหรือเปล่า? บางคนอาจจะตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่าฉันไม่มีวันงอมืองอตีนให้ตัวเองตกต่ำโดนหยามเหยียดได้อย่างแน่นอน คนเราก็ต้องสู้เพื่อให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นๆไปอยู่แล้ว คนที่ยอมแพ้โดยไม่เริ่มทำอะไรซักอย่างน่ะ ไม่มีค่าความเป็นคนอยู่แล้ว

คำพูดองอาจกล้าหาญนี้ ถ้ามัตสึโกะได้ฟังก็คงดี

บางคนอาจพูดว่า ถ้าตอนนั้นมีคนสำคัญอยู่เคียงข้างล่ะก็ ฉันอาจจะฝ่าฝันไปได้ก็ได้นะ
เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้ ความรักเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเยียวยาในยามลำบากเช่นนี้ยังไงล่ะ

น่าเสียดายที่ในยามลำบากทุกเวลาในชีวิตของมัตสึโกะ ไม่มีความรักใดที่เข้ามาประคับประคองเธอเลย


สำหรับ ชีวิตของคนๆหนึ่งเป็นอะไรได้มากมายสำหรับคนที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันอีกหลายคน ทั้งเป็นที่รักบูชา ที่ชังของน้อง เป็นสวะของสังคม แต่มัตสึโกะก็ควรภูมิใจที่ตัวตนของตนเองก่อให้เกิดอะไรขึ้นตั้งหลายอย่าง แม้จะเศร้า สุข ทุกข์ เหงา แต่เธอก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเหล่านั้น ชีวิตที่โลดโผนที่ตอนต้น จวบจนเฉาซึมในบั้นปลาย ไม่มีใครจะลืมเธอได้ลงซักคน

และชีวิตของเธอเป็นเรื่องราวที่จะทำให้โช กลับมายืนหยัดขึ้นมาใหม่ มองโลกนี้ใหม่ด้วยใจที่ไม่ยอมแพ้อีกต่อไป


เอ้ายิ้มสิ!!!



/ตกเก้าอี้



Create Date : 05 มกราคม 2555
Last Update : 6 มกราคม 2555 20:08:17 น.
Counter : 5097 Pageviews.

2 comments
  
หนังเรื่องนี้เพลงประกอบเพราะมากจริงๆครับ

เนื้อหาก็ซึ้ง ภาพก็สวยแปลกตา เป็นเรื่องที่ประทับใจผมมากเลยครับ
โดย: replay (replay ) วันที่: 6 มกราคม 2555 เวลา:8:07:13 น.
  
หนังดีนะคะ

ไม่ชอบตรงที่มัตสึโกะหยิบเงินคนอื่นโดยพลการ เพื่อแก้ปัญหา
มันอ่อนไปค่ะ ควรจะผัดผ่อนว่าจะรีบมาใช้คืน
หรือหยิบเงินคนอื่นแล้วรีบไปอธิบายเขาและบอกว่าจะรีบมาใช้คืน

ถ้าไม่มีเรื่องนี้ ชีวิตเธอก็ไม่ตกต่ำขนาดนี้
โดย: jum IP: 119.46.90.71 วันที่: 26 มกราคม 2555 เวลา:15:00:36 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

กุลสตรีดีแตก
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



จขบ.นี้วันๆเอาแต่ดูเมะ especially สาย Y จะยาโอ้ย จะยูริ ก็คัมมอน ตรูเหยียบเรือสองแคม เพราะงั้นบล็อกจะว่างโล่งโจ้งเตียน หลายเพลาจะอัพที

แพลนในอนาคต - อาจจะรีวิวเมะที่เคยดู แต่ต้องแซะตัวให้ละสายตาจากการนั่งดูให้ได้ก่อน ขนาดรีวิวหนังยังเอาตัวไม่รอดเลย

โธ่เอ๋ย...