เพราะพระเจ้ามอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เราทุกคนเสมอ... ผมจึงมีวันนี้ได้แม้จะผ่านช่วงเวลาเลวร้ายมากมาย แต่ท้องฟ้าจะสดใสเสมอหลังจากที่เมฆฝนผ่านไป ....... (^.^)
Group Blog
 
All blogs
 
ลอง Review "5 แพร่ง" .... ใครว่าเสียดายเงิน แต่ผมคิดว่าหนังดีมาก.... ทำไม? .. ลองอ่านดูครับ ....



วันนี้ได้มีโอกาสไปชมภาพยนต์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดเรื่องหนึ่งแห่งปีครับ
เรื่อง "Phobia2" หรือ "5 แพร่ง" นั่นเอง

เป็นคนหนึ่งที่มีความรู้สึกอยากชมภาพยนต์เรื่องนี้อย่างมากเป็นทุนเดิม
เนื่องจากผลงานในครั้ง "4 แพร่ง" ออกฉายนั้นสร้างความหลอนในลักษณะของ
"หนังผี" ที่ Renovate ตัวเองขึ้นจากมาตรฐาน "หนังผี" ตลาดๆ ธรรมดาทั่วไป
อย่างน่าชื่นชม และน่าบอกกล่าวต่อให้ชมต่อๆ กันไป

แต่เนื่องจากติดภารกิจบางอย่างบางประการ ทำให้ไม่สามารถเข้าชม "ห้าแพร่ง"
ได้ในวันแรกที่เข้าฉาย (แต่ได้ชมในวันที่สองแทน)

แน่นอนครับ ถึงแม้จะไม่ได้เข้าชมตั้งแต่วันแรก แต่ความอยากมันไม่อยู่นิ่ง
ทำให้ต้องขวนขวายหาอ่านความคิดเห็นของคนอื่นจากกระทู้ต่างๆ ซึ่งที่หนึ่ง
ซึ่งห้ามพลาดก็ได้แก่ "pantip.com" นั่นเอง...

ผมได้ลองอ่านความเห็นหลายต่อหลายกระทู้ พบว่าส่วนมากจะกล่าวถึงภาพยนต์เรื่องนี้
ในมุมของความผิดหวังมากกว่าชื่นชม หลายๆ คนสรุปว่าคุณค่าของหนังมีเพียงสองเรื่อง
คือ เรื่องแรก "หลาวชะโอน" กับเรื่องสุดท้าย "คนกอง" เท่านั้น....

======================
ผมไม่เห็นด้วยครับ
======================

เหตุผลเป็นอย่างไรลองตามอ่านกันดู....




หลาวชะโอน
============================================
เรื่องแรกเรื่องนี้เป็นการเล่าเรื่องราวเสียดสีสังคมจากกรณีสะเทือนขวัญสังคม
ในช่วงที่ผ่านมาไม่นานนี้ ในเรื่องราวของ "แก๊งปาหิน" ซึ่งตัวเอกของเรื่องต้อง
หลบคดีและความผิดไปอาศัยผ้าเหลืองในวัดป่าทางภาคใต้ซึ่งห่างจากคดีที่เกิด
ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ความผิดบางอย่าง... ยากที่จะแก้ไข... ยิ่งไม่คิดจะสำนึกผิดด้วยแล้ว
การแก้ไขคงเป็นไปไม่ได้เลย....

ความน่าชื่นชมของเรื่องนี้ผมยกให้เรื่องความมีสาระทางธรรมเป็นเรื่องเด่น
การนำเรื่องของการชดใช้ผลกรรมที่ตนได้ก่อไว้มาแสดงเตือนสติ ผมคิดว่ามัน
เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมาก เพราะสังคมไทยลืมจุดนี้ไปแล้ว และมักจะตัดสินปัญหา
ด้วย "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" แทนที่จะรอดู "กฏแห่งกรรม" ได้แสดงบทบาทของมัน

สาระเหล่านี้ ผมคิดว่าเป็นจุดเด่นของ "ห้าแพร่ง" เลยทีเดียว เพราะเนื้อหาสาระ
เหล่านี้แทรกไว้ให้ได้คิดในเกือบจะทุกๆ ตอนของภาพยนต์ และหากนำไป
เปรียบเทียบกับ "สี่แพร่ง" แล้ว ผมคิดว่า "ห้าแพร่ง" ได้คะแนนตรงนี้ไปเต็มๆ

บรรยากาศของเรื่องนั้นเน้นความน่ากลัวของความมืดที่ไม่ใช่มืดสลัวเปิดไปทึมๆ
ให้น่ากลัวโดยพร่ำเพรื่อ.... แต่แสงในเรื่องเป็นแสงเลียนแบบธรรมชาติจริงๆ
ที่มีความน่ากลัวมาจากผืนป่าที่สมบูรณ์ แลดูลึกลับ เล่นกับจินตนาการของคนดู

ในแง่ของนักแสดง ถ่ายทอดในระดับที่ผมถือว่าสอบผ่าน แต่เนื่องจากบทนี้
ผมว่าไม่ค่อยมี scene ที่ต้องแสดงออกระดับเทพ ผมจึงไม่อาจชื่นชมได้เต็มที่
(ตัวละครในเรื่องแค่แสดงออกถึงความนึกคิดตรงๆ ไม่จำเป็นต้องมีมิติมาก)

เรื่องของ make up และ Special Effect ผมคิดว่าไม่ขัดหูขัดตาอะไร หากคุณ
มาชมหนัง อยากให้เน้นมองที่เนื้อเรื่องของภาพยนต์ มองสิ่งที่หนังอยากจะสื่อ
แล้วเรื่องของ effect เหล่านี้เป็นเพียง "ผู้ช่วยดำเนินเรื่อง" ผมถือว่า "เยี่ยม"

"ผี" ออกในจุดที่ไม่พร่ำเพรื่อ แม้บางจุดหลอกให้เราหลอนตัวเอง แต่ว่าก็ไม่ได้
"หวงผี" ให้ออกน้อยจนไม่สะใจคนดู......

-------------------------------------------------------------------------------

โดยสรุปแล้ว "หลาวชะโอน" ให้ความน่ากลัวสมคำร่ำลือ ให้สิ่งที่เป็นแง่คิดที่ดี
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุด... คงไม่ใช่ใครอื่น... นอกจาก "ความคิดฝ่ายต่ำของเราเอง"



ห้องเตียงรวม
============================================
คุณเคยต้องเฝ้าไข้ตามลำพังหรือไม่?
เคยต้องเดินในโรงพยาบาลในยามค่ำคืนเพียงลำพังหรือไม่?

ถ้าคุณเคย... คุณอาจเข้าใจความน่ากลัวของความเงียบที่ต้องอยู่คนเดียว
ในโรงพยาบาลก็ได้....

ตั้งแต่เล็กมา ที่บ้านผมจะสอนมาเสมอว่า
"ถ้าเราไม่เคยไปทำอะไรใคร... แล้วเค้าจะมาทำร้ายเราทำไม?"
ครับ... ประโยคนี้ ใช้ปลอบประโลมความรู้สึกกลัว "ผี" ของผมได้เสมอ.......

เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่หลายๆ ท่านไม่รู้สึกประทับใจอะไรมากมาย แต่สำหรับผม
มันก็เป็นอีกรสชาดหนึ่งของ "หนังผี" .... ผี... ที่ท่านต้องกลัว!

ตลอดทั้งเรื่อง ใช้เพียงฉากเล็กๆ กับตัวละครไม่กี่ตัว ในบรรยากาศน่าอึดอัด
จากการกำกับภาพศิลป์ที่อึมครึมจากแสงไฟนีออนของโรงพยาบาล
การเขียนบทก็แทรกความฮาเล็กๆ จากใบหน้าเหยเกของนักแสดงเป็นระยะ
อาจไม่ถึงกับหัวเราะออกมา แต่ก็อดอมยิ้มไว้ในซอกหนึ่งของความคิดไม่ได้

สิ่งที่แสดงออกชัดเจนในเรื่องนี้ผมยกให้ความเป็น "ผีดุ" ..... ไม่รู้จะดุไปไหน....
เรียกความตกใจและหลอนพร้อมเสียวสันหลังได้ไม่ขาดสาย
(ขนาดโผล่ตลอดก็ยังอดตกใจไม่ได้)

ด้านนักแสดง ผมคิดว่าแดนแสดงได้ดีในบทนั้น เช่นเดียวกับที่เขียนไว้ในเรื่อง
"หลาวชะโอน" คือ บทไม่ได้ต้องการมิติของตัวละครอะไรมากที่ต้องแสดงออก
แต่ความน่ากลัวมันไปอยู่ที่ความ "ดุ" ของผี และการ "ดิ้นรน" มีชีวิตรอดมากกว่า

--------------------------------------------------------------------------------

เป็นอีกเรื่องที่ตอบโจทย์ผมได้ว่า.... "ทำไมบางครั้ง.... เราจึงต้องกลัวผี?"



Backpackers
============================================

กลายเป็นหลังซอมบี้สัญชาติไทย มองข้อดีแบบผ่านๆ ก็ถือว่าแปลกๆ ดี ไม่เคยเห็น
บรรยากาศชนบทของไทยๆ กับผีซอมบี้

ผีซอมบี้ของตะวันตก จะเน้นการแอบตามซอกตามหลืบในเมืองไฮเทค ซึ่งช่วย
ให้มีจุดบอดที่มองไม่เห็นเยอะ ให้ผีโผล่มาเยอะ.... ตกใจได้เยอะหน่อย
เพราะไม่รู้จะมาทางไหน....

แต่ชนบทของไทยล่ะ?? ก็คงพอเห็นกันบ้างแล้วกับตัวอย่างหนังที่เป็นซอมบี้วิ่ง
ผ่ากลางไร่มันสัมปะหลัง..... พระเจ้า.... เก๋เสียไม่มีล่ะ.... ชอบจัง เปรี้ยวดี....
จะให้ซอมบี้ไปแอบใต้ใบต้นมันก็ไม่ไหวจะเคลียร์ ต้นมันสูงแค่เข่า.....

การตีโจทย์นี้เอง.... ที่ผมคิดว่าผู้กำกับทำได้ดี
ทั้งการตีโจทย์ของความกลัว ซึ่งมีที่มาจาก "ความไม่รู้" (ผีอยู่ไหนฟร่ะ.... )
ทั้งการตีโจทย์ของความกลัว ซึ่งมีที่มาจาก "ความระแวง" (ใครดี ใครชั่วเนี่ย)
รวมไปถึงความกลัวเมื่อไร้ที่พึ่งพิงอีกต่อไป.....
ทางออกที่แทรกเข้ามาในความคิดคืออะไร.... หรือว่าตัวละครเลือกอย่างไร?
หรือถ้าเป็นคุณ.... จะเลือกอย่างไร?

การคัดตัวแสดงมา ผมกลับไม่คิดว่าน้องชาลีเป็นตัวเอกของเรื่อง ผมยกให้สาวญี่ปุ่น
ที่โบกรถนั่นแหละเป็นตัวหลัก และเธอก็ทำหน้าที่เพิ่มความหวาดผวาตามประสา
ญี่ปุ่นได้ดี (แอ๊บแบ๊ว)

ภาพที่ออกมาให้ได้ชม อาจจะไม่ใช่ลักษณะของความน่ากลัวหรือตกใจสยองขวัญ
แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ ควรอยู่ในประเภท "ระทึกขวัญ" มากกว่า

ครับ.... จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ หากใครจะเข้าไปชมแล้วรู้สึกผิดหวัง เพราะเรื่องนี้...
มันไม่ใช่ภาพยนต์สยองขวัญสั่นประสาทอย่างที่คนตั้งใจเข้าไปชมแต่แรก....
หากอยากชมให้สนุก ผมว่าให้ลองคิดว่าถ้าเราเจอสถานการณ์เช่นนั้น.... เราจะทำอย่างไร?

จะรำคาญนิดหน่อยก็คือเรื่องการ flashback ไปเฉลยอดีต... ซึ่งผมไม่อยากรู้มากขนาดนั้น
แต่ตัวหนังทำมาให้ดูกันเต็มอิ่มเกินไปและคิดว่าอยู่ผิดที่ผิดทางไป (ไหม?)
อันนั้นก็เป็นความคิดส่วนบุคคลนะครับ เพราะผมก็แค่คนเสพงานคนหนึ่งเท่านั้น

---------------------------------------------------------------------------------

เรื่องราวตอนนี้ ยังทำให้อดเห็นด้วยกับบางความเห็นในกระทู้ต่างๆ ไม่ได้...
"บางครั้ง คนเราก็มีชีวิตที่ไม่ต่างจากเป็นผีไปแล้ว"
รวมทั้ง
"การกระทำในวันนี้ของเรา มันจะเป็นภาพลักษณ์ติดตัวเราไปในภายหน้า"



รถมือสอง
============================================

ตอนนี้ผมต้องบอกเลยว่าเป็นตอนที่ผมชอบมากที่สุดจากทั้งหมด 5 เรื่องราว....

ครั้งหนึ่งผมได้อ่านหนังสือที่ได้ออกตัวก่อนว่า "ให้ความสัมพันธ์ของแม่เป็นกุศโลบาย"
เนื่องจากผู้เขียนชื่อว่าการอ้างถึง "แม่" จะเป็นการสะเทือนอารมณ์ได้มากกว่า

เหตุนี้กระมัง ที่ทำให้ผมคล้อยตามเรื่องราวนี้อย่างมาก

เรื่องราวของแม่ที่เป็นห่วงลูกแทบขาดใจ ... แม้ต้องผจญความกลัวครั้งแล้วครั้งเล่า

"แม่... ก็ยอม"....

การแสดงในเรื่องนี้ก็มีส่วนอย่างมากที่สุด ที่ทำให้ผมประทับใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ
นิโคลนั้นไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ... แต่สิ่งที่ออกมาในภาพยนต์นั้นคือการ
ตีความตัวละครและแสดงออกมาเกินร้อย.....

ในขณะที่แสนจะท้อแท้แทบจะทรุดตัวลง น้ำตาร่วงหล่นแบบเกินจะอดจะกลั้นมันไว้
แต่ก็ยังต้องแสดงออกถึงความเข้มแข็งที่ว่า "ฉันจะหยุดไม่ได้"....

หรือในสีหน้าของนิโคลที่แสดงความกลัวออกมาขณะที่ต้องเผชิญกับ "ผี" อย่างจัง
มันคือความตกใจที่ไม่ใช่การจะมากรี๊ดกร๊าดพร่ำเพรื่อ... แต่มันคือความตกใจที่
ทำให้คอเหมือนจะตีบตันไปหมด แม้แต่เสียงร้องที่จะเล็ดลอดออกมาก็ดูจะไม่มี

การแสดงเหล่านี้เองที่ทำให้ผมประทับใจคุณนิโคลมากเหลือเกิน... และยกความดี
ความชอบของเรื่องนี้ให้กับการแสดงของคุณนิโคลไปเลยครับ

ในด้าน effect นั้นผมคิดว่าเรื่องนี้ทำได้พอเหมาะพอเจาะ... ไม่เยอะจนเฝอ...
เหมือนในเรื่องยันต์สั่งตาย .... (ไม่ทราบหรอกครับว่าคนเดียวกันกำกับหรือเปล่า)

------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องราวโดยรวมหลังจากดูจบแล้วต้องบอกว่า เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่ดราม่า และเนื้อหา
"หนัก" ที่สุดในทั้งหมดห้าแพร่งด้วย.... ใจหนึ่งก็อยากจะสงสารคุณแม่....
แต่ก็นะ... อาจจะสาสมแล้วก็ได้!

(ผมก็ใช้รถมือสองเสียด้วยสิ.... )





------------------------------------------------------------------------------------
เขียนจบแพร่งที่สี่เสียที.... อีกแพร่งเดียวเอง.... แต่คุณพระ....
จะไปหาน้ำดื่มก็ไม่กล้าออกจากห้องอ่ะ.... หลอนอยู่คนเดียว..... T_T



คนกอง
============================================

"คนกอง" เป็นอีกตอนหนึ่งที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุด โดยเฉพาะความขบขันและ
การแสดงของพี่มาช่าที่สลัดภาพนางเอกสาวสวยมาเป็นนักแสดงตลกแบบ "สวยๆ"

ผมชื่นชอบผลงานของผู้กำกับท่านนี้มาจาก "คนกลาง" ในครั้ง "สี่แพร่ง" มาแล้ว
ในครั้งนั้น ภาพยนต์ทำให้ผมทั้งกลัว ขนลุก แต่ก็กรามค้างไปเวลาเดียวกัน
ซึ่งเป็นครั้งแรกครั้งเดียวในชีวิตที่ผมมีอาการแบบนี้.......

มาคราวนี้ "คนกอง" ก็ยังมาเรียกเสียงฮาโดยบทอารมณ์ดีได้อย่างไม่น่าผิดหวังนัก
ประกอบกับมาพบการแสดงในแบบใหม่ๆ ของพี่มาช่า ซึ่งเป็นธรรมชาติมาก
+ จิกกัดเรื่องรอบข้างนิดๆ พอสังเขป ทำให้เรื่องนี้ช่วงชิงความ "ฮา" ไปได้ตามเคย....

แต่!!! .... เหตุผลที่ผมไม่ชื่นชมเรื่องนี้เหมือนคนอื่นก็มีอยู่เช่นกัน........
ตั้งแต่ดูจนจบเรื่องนี้.... ผมรู้สึกเหมือนดูหนังตลก.... ไม่มีความกลัว ตกใจ ขนลุก
หรืออะไรก็ตามเหมือนในครั้ง "คนกลาง" ซึ่งเหล่านี้ล้วนควรพบได้ในการเสพ
"หนังผี" ไม่ใช่หรือ?

แต่หากจะให้คะแนนความชอบเรื่องนี้... ผมคงให้ไว้สูงเช่นกัน เพราะชอบ
เพียงแต่คงไม่ใช่ "หนังผีในดวงใจ" .... เพราะมันเป็นเพียง "หนังตลก" มากกว่า

---------------------------------------------------------------------------------

ทั้งนี้ลองชมกันเองจะดีที่สุดนะครับ ว่าคุณจะกลัวไหม?
เพราะระดับของแต่ละคนไม่เท่ากัน..... คุณอาจจะเป็นคนที่ "กลัว" กับเรื่องนี้
และรักเรื่องนี้มากกว่าผมก็เป็นได้........



จบแล้วครับผม ชอบไม่ชอบ เห็นด้วยไม่เห็นด้วยยังไงก็คอมเม้นต์ได้นะครับ
เป็นการทดลองเขียนครั้งแรกครับผม




Create Date : 11 กันยายน 2552
Last Update : 11 กันยายน 2552 2:13:45 น. 6 comments
Counter : 2728 Pageviews.

 
น่าสนใจมากๆ ต้องรวบรวมความกล้าไปดูแล้วค่ะ


โดย: auau_pi วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:7:21:11 น.  

 
ผมชอบนะเรื่องนี้ หนังจบตบมือให้เลยครับ


โดย: บอล IP: 202.183.148.96 วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:10:24:58 น.  

 
ไปดูมาแล้วเช่นกันค่ะ

จขบ.เขียนรีวิวได้ดีนะคะ ชื่นชมๆ

เราชอบเรื่องหลาวชะโอนมากที่สุด ถึงแม้ใน 4แพร่ง ผกก.คนนี้จะสร้างความผิดหวังให้กับเรา แต่ใน 5 แพร่ง เราชอบแพร่งนี้มากที่สุด เนื้อหาดี การแสดงดี ผีออกมาไม่เยอะ แต่เล่นกับจิตใจคนมากกว่า บีบอารมณืดีค่ะ

ส่วนเรื่องรถมือ 2 นิโคลแสดงได้สุดยอดมาก สำหรับความน่ากลัว ก็น่ากลัวสุดๆเหมือนกันเรื่องนี้ แต่เราชอบ Last Flight ของผกก. คนนี้ใน 4 แพร่งมากกว่านะ จนตอนนี้ฉาก และภาพของเรื่องนั้นยังติดตาอยู่เลย

เรื่องสุดท้ายก็ชอบมากเหมือนกัน เป็นการปิดฉากได้ดีค่ะ คนดูเดินออกจากโรงด้วยเสียงหัวเราะ
ถ้าเอาเรื่องรถมือ 2 ไว้เรื่องสุดท้าย เราคงไม่กล้าขับรถกลับบ้านอ่ะ ดันไปดูรอบดึกซะด้วย 555


โดย: KiRaRi วันที่: 11 กันยายน 2552 เวลา:10:54:23 น.  

 
ไม่ได้เรื่องจิงๆๆผิดหวังจากเรื่องแรกมาก


โดย: ผู้หวังดี IP: 118.172.248.36 วันที่: 12 กันยายน 2552 เวลา:14:06:56 น.  

 
อืม คงหน้ากลัวไม่ใช้น้อย


โดย: คนดี IP: 182.53.236.150 วันที่: 22 กันยายน 2556 เวลา:10:05:12 น.  

 
อิอิ


โดย: คนนั้นสิ IP: 182.53.236.150 วันที่: 22 กันยายน 2556 เวลา:10:07:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

pcplant
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




PandyDog = หมาแพนดี้....

แม่ให้ชื่อมาแต่กำเนิดว่า "แพน" ครับ...
แต่รำคาญคนชอบทักว่า "กะทะ" เหรอ...

ก็เลยต้องแจ้งว่า แพน มาจาก "รำแพน"
หรือตรงกับภาษาอังกฤษ ว่า "Expand" ครับ
เอากลับมาเป็นคำไทยว่า "แพนด์" "Pand"
Friends' blogs
[Add pcplant's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.