O[r]NgoinG (^^,)GoingO[r]N--สิ่งดี ๆ ซ่อนตัวอยู่ในทุกวันของคุณ
Group Blog
 
All blogs
 

หลักการตัดสินใจ

:::: ผู้นำในที่นี้ให้หมายถึง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งหรือได้รับการยกย่องให้เป็นหัวหน้าและเป็นผู้ตัดสินใจ ฉะนั้น การตัดสินใจ เป็นหน้าที่ที่สำคัญของผู้หน้าหรือผู้บริหาร ที่ต้องมีศักยภาพในการค้นหาความจริง และ ประเมินสถานการณ์ก่อนทำการตัดสินใจ ว่าควรทำหรือไม่ควรทำ และ เพราะอะไร

เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็จะต้องการวางแผนและกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์และ เป้าประสงค์ที่แน่นอน สามารถวัดผลได้ เกิดขึ้น

ในเรื่องของการตัดสินใจของผู้นำ ตามหลักของ อาจารณ์ เออเนสท์ เดล Ernest Dale ที่มหาวิทยาลัย เพ็นซิลวาเนีย อธิบายลักษณะการตัดสินดังกล่าวไว้ ห้า แบบ ดังนี้


* แบบดีเลิศ Ideal Decision-maker ผู้ที่ตัดสินใจแบบนี้ จะใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในทุกๆทางมาเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจอย่างรอบคอบ สมเหตุสมผล ตามข้อมูล สถิติ และ หลักฐานต่างๆที่สามารถรวบรวมได้เพื่อให้เกิดภาวการณ์ตัดสินใจที่สมบูรณ์ที่สุด



* แบบยอมรับ Receptive decision-maker เป็นของผู้ตัดสินใจที่รับเอาผลสรุป รายงานและข้อเสนอแนะของผู้ใต้บังคับบัญชามาดำเนินการ โดยที่ตนเองไม่ต้องใช้ความคิดตัดสินใจด้วยตนเอง ถ้าข้อเสนอแนะนั้นดี ถูกต้อง ตรงไปตรงมา ก็จะบังเกิดผลดีต่อการบริหารและการดำเนินงาน แต่ถ้า เป็นไปในทางลบ ก็อาจำทให้เกิดผลร้าย เช่น ถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาตั้งใจจะประจบ มีอคติ หรือ มีความรู้ไม่จริงในเรื่องดังกล่าว ข้อเสนอแนะนั้นอาจไม่ถูกต้องและเป็นอันตรายต่อการนำไปใช้



* แบบ กล้าหาญ Exploiting decision- maker ได้แก่ผู้ตัดสินใจที่ชอบขโมยความคิดใหม่ๆของผู้อื่นมาเป็นของตนเองแล้วบอกว่าเป็นความคิดของตนเอง ซึ่งมักจะเป็นที่รังเกียจ และ ไม่น่านับถือ แก่บุคคลอื่นๆในกลุ่มคนทำงาน เพราะแสดงให้เห็นว่า เป็นคนทุจริต และ ไม่จริงใจ



* แบบสะสมCollection Decision-maker ผู้ตัดสินใจแบบนี้ใช้วิธีฉวยโอกาส ใช้วิธีการตัดสินใจแบบปะหน้าปะจมูก หรือใช้สถาการณ์แวดล้อมช่วยในการตัดสินใจ ทำให้การตัดสินเกิดความผิดพลาดได้ง่าย เพราะตนเองไม่รู้จริง เพียงแต่เออ ออ หรือ ใช้สิ่งแวดล้อมช่วยในการตัดสินใจ อันตรายมากแก่การนำไปใช้ และ มักจะโยนความผิดให้แก่คนอื่น หรือ สิ่งอื่นๆ ทำให้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังในการตัดสินใจครั้งต่อไป



* แบบตลาด Market Decision-maker ผู้ตัดสินใจแบบนี้ ใช้วิธีการซักถามเอาจากหลายๆคนๆ โดยที่ตนเองก็ไม่มีความรู้ในด้านนั้นมากนั้น ทำให้ใช้วิธีการถามจากหลายๆคน แล้วเลือกจากคนที่ดูดี หรือ เลือกจากที่คนเห็นด้วยมากสุด อาจทำให้ผิดพลาดได้ และ ไม่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มลูกน้องได้


กฎของการตัดสินใจ
เพราะการตัดสินใจเป็นบทบาทที่สำคัญของผู้นำ ดังนั้น การตัดสินใจที่ดีควรเป็นแบบดีเลิศ เพราะจะได้รับการยอมรับ และ เป็นที่นับถือในกลุ่มผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งกฎการตัดสินใจที่ดีเลิศควรประกอบไปด้วย


* ค้นหา รวบรวมข้อมูลและ สถิติที่ถูกต้อง และ เชื่อถือได้
* วิเคราะห์ และ ประเมิน ข้อมูลและสถิตินั้นเพื่อหาความเป็นไปได้ของโครงการก่อน การตัดสินใจ
* อย่างมองอะไรเพียงด้านเดียว โดยเด็ดขาด
* ต้องมีความกล้า และ ใจกล้า รวมทั้ง ใจกว้าง
* เลือกจังหวะเป็น รู้จักเวลาที่ถูกต้อง
* รู้จักการยืดหยุ่น ตามสถานการณ์และเวลาที่เปลี่ยนไป การตัดสินใจควรจะเหมาะสมในสถานการณ์ และ เวลา ที่ต้องการ
* ต้องรู้จักการประสานงานกับคนอื่นเป็น และ มอบหมายงานเป็น
* ต้องเรียนรู้ในการติดตาม และ ประเมินผลงานที่มอบหมาย รวมทั้งเป้าหมายที่ตั้งไว้


เพียงเรียนรู้กฎการตัดสินใจข้างบน และ นำไปเป็นพื้นฐานในการตัดสิน คุณก็จะสามารถเป็นหนึ่งในผู้มีการตัดสินใจที่ดีได้ โดยสามารถฝึกได้ตั่งแต่ยังไม่เป็นผู้นำใคร เพราะรับรองได้ว่า ด้วยหลักการตัดสินใจดังกล่าว สามารถทำให้คุณมีศักยภาพมากพอที่จะได้เป็นผู้นำทีม หรือ คนอื่นๆในไม่ช้า รวมทั้ง การได้รับความนับถือ และ การตัดสินของคุณด้วยเช่นกัน




 

Create Date : 10 กันยายน 2550    
Last Update : 10 กันยายน 2550 13:24:45 น.
Counter : 395 Pageviews.  

กับดักของการบริหารเวลา

By Mod L., Junior Writer, MissConsult.com
Oct 22, 2006

:::ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือมากๆ และชอบทำกิจกรรมต่างๆในเวลาเดียวกันด้วย แต่มักจะติดปัญหาเรื่องที่ว่า ไม่มีเวลา หรือ เวลาไม่พอ ซึ่งคิดว่าสิ่งนี้อาจจะเป็นข้อแก้ตัวที่ดีในกรณีต่างๆ สำหรับหลายต่อหลายคน (รวมทั้งตัวผู้เขียนด้วย) ทำให้ผู้เขียนไม่มีเวลาอ่านหนังสือมากนัก
หลายต่อหลายครั้งคนเราคิดว่าตัวเองไม่มีเวลาจริงเหรอ หรือว่าแค่ยกมาเป็นข้ออ้าง คนทุกคนมีเวลาในแต่ละวัน 24 ชั่วโมงเท่าๆกัน แต่ว่าทำไมบางคนสามารถทำอะไรได้มากมายในชีวิต แต่ขณะที่บางคนทำอะไรได้ไม่มาก ภายในช่วงเวลาที่เท่ากัน!

ผู้เขียนเพิ่งได้อ่านบทความของ รศ.ดร.พสุ เตชะรินทร์ จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งทำให้ได้ข้อคิดเกี่ยวกับคำว่า การบริหารเวลา ผู้เขียนเองเป็นคนหนึ่งที่คิดแต่ว่าทำอย่างไรให้บริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยได้อ่านหนังสือ how to มากมายในการบริหารเวลา แต่ว่ากลับใช้ได้ไม่มากกับชีวิตของตัวเอง ในทางกลับกัน ตัวผู้เขียนเองกลับไม่เคยได้ถามคำถามว่า อะไรคือปัญหาสำคัญที่ทำให้เรามีเวลาไม่พอ ซึ่งในบทความนี้ได้กล่าวถึง

ซึ่งคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์กับตัวผู้เขียนมาก ทำให้สามารถบริหารเวลาได้ดีมากยิ่งขึ้น หวังว่าบทความนี้คงมีประโยชน์แก่ทุกคนด้วยเช่นกัน


Donald E.Wetmore ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเวลาระบุไว้ว่า การบริหารเวลาที่ดีนั้นไม่ใช่การทำงานหนักหรือมากขึ้น แต่เป็นการทำงานอย่างชาญฉลาดขึ้นต่างหาก และสิ่งที่สำคัญคือ การบริหารเวลาที่ดีนั้น อยู่ที่การเลือกที่จะไม่ทำในสิ่งใด มากกว่าการเลือกที่จะทำสิ่งใด

Dr.Wetmore ได้ให้คำแนะนำไว้ว่าข้อผิดพลาดในการทำงานหรือดำเนินชีวิตของเราที่จะนำไปสู่การบริหารเวลาที่ไม่ดีนั้น มีด้วยกัน 5 ประการ คือ


1.การเริ่มต้นวันโดยไม่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า
ปกติผู้เขียนเป็นคนที่วางแผนไว้ล่วงหน้าในเรื่องอนาคต แต่จะวางแผนเป็นเดือน แล้วจะกะคร่าวๆว่าจะเสร็จในช่วงไหนของเดือน แต่ว่าไม่เคยวางแผนประจำวัน แต่ในบทความนี้จะให้เราลองสำรวจตัวเองว่าในทุกๆวันที่ไปทำงานนั้น เรามีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าเราจะทำอะไรบ้าง เรื่องใดเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำให้เสร็จในวันนั้นหรือไม่ เนื่องจากถ้าเราเริ่มต้นวันด้วยการไม่วางแผนไว้ล่วงหน้าให้ชัดเจน เมื่อไปถึงที่ทำงานเรามักจะตอบสนองต่อสิ่งที่ผู้อื่นเรียกร้องจากเรามากกว่าสิ่งที่เราอยากจะทำ/สิ่งที่ต้องทำ เหมือนกับว่าการไปถึงที่ทำงาน โดยขาดแผนการทำงานที่ชัดเจนจะทำให้โหมดการทำงานของเราเป็นเชิงรับ จะสนองแต่ความต้องการของคนอื่น และถ้าเราไม่รู้จักที่จะเป็นผู้นำในการบริหารเวลาของตนเอง ก็ย่อมมีคนอื่นเขามาช่วยบริหารหรือใช้เวลาของเรา ดังนั้น สิ่งที่เราจะประสบคือเราจะทำงานหนักแต่สิ่งที่เราทำนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่เราควรทำ
ข้อแนะนำ ในช่วงเช้าของทุกวันลองวางแผนไว้ล่วงหน้า ว่าวันนั้นเราจะทำอะไร อย่างไรบ้าง อย่าไปถึงที่ทำงาน แล้วปล่อยให้ผู้อื่นบริหารเวลาของเราหรือขโมยเวลาของเราไป


2.การสร้างความสมดุลให้กับชีวิต
ปกติผู้เขียนเป็นอีกคนหนึ่ง ที่ไม่เคยคิดถึงความสมดุลอื่นๆ นอกเหนือจากสมดุลเวลาการทำงานและครอบครัว ซึ่งจะพยายามจัดเวลาให้เกิดความสมดุลของทั้งสองอย่าง แต่จริงๆแล้วในบทความนี้ได้กล่าวถึงอีก 5 ประการที่พวกเราควรสร้างความสมดุล
นั่นคือเราควรแบ่งเวลาการใช้ชีวิตของเรานั้นประกอบด้วย 7 ด้านที่สำคัญ คือสุขภาพ ครอบครัว การเงิน สติปัญญา สังคม วิชาชีพ และจิตใจ(Spiritual) ซึ่งไม่ได้หมายความว่าใน 24 ชั่วโมงของวัน เราจะต้องแบ่งเวลาให้ครบทั้ง 7 ด้าน แต่ในระยะยาวแล้วการแบ่งเวลาให้เกิดความสมดุลระหว่างทั้ง 7 ด้านนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ และที่สำคัญคือทั้ง 7 ด้านนั้นมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ถ้าเราไม่แบ่งเวลาให้กับสุขภาพ ก็จะนำไปสู่ครอบครัวและสังคมที่แย่ไปด้วย
ข้อแนะนำ ลองสำรวจตัวเองดูว่าได้แบ่งเวลาในชีวิตของเราตาม 7 ด้านข้างต้นหรือไม่ แล้วแบ่งเวลาให้เกิดความสมดุลในระยะยาวหรือไม่ อย่างไร


3. ต้องไม่ทำงานบนโต๊ะหรือบริเวณที่รก
ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมากสำหรับตัวผู้เขียนเอง เนื่องจากว่าในขณะนี้แล้ว ห้องนอผู้เขียนเองได้กลายเป็นห้องเก็บของโดยปริยาย ซึ่งไม่ได้เก็บสิ่งของอย่างอื่นเลย นอกจากหนังสือ เพราะเป็นคนที่รักหนังสือมาก จะเก็บหนังสือทุกเล่มที่เรียนมาตั้งแต่มัธยมต้น จนถึงปัจจุบัน(ปริญญาโท) ได้ขนหนังสือทุกเล่มที่เรียนในต่างประเทศกลับมาที่เมืองไทยซึ่งหนักประมาณ เกือบ 40 กิโลกรัมได้ ซึ่งทำให้แทบไม่มีน้ำหนักเหลือในการซื้อของฝากและของใช้ส่วนตัวมากนัก
ทำให้ในปัจจุบันนี้ ไม่สามารถนอนในห้องนอน เพราะถ้านอน เป็นไปได้ว่าหนังสืออาจล้มทับตัวเอง ตอนนี้กำลังจัดระเบียบหนังสือใหม่หมด โดยจะซื้อตู้หนังสือ แล้วแบ่งเป็นหมวดหมู่ คล้ายๆที่ห้องสมุดทำ เนื่องจากว่า แต่ละครั้ง ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการหาหนังสือ หรือเอกสารที่เราต้องการอ่าน ตอนนี้ได้แนวคิดใหม่ และทำใหม่แล้วเพราะบทความนี้
ในบทความนี้ได้กล่าวถึงผลวิจัยชี้ให้เห็นว่าการที่เราทำงานบนโต๊ะที่รกนั้น เราจะต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ต่อวันในการค้นหาของต่างๆ หรือถูกรบกวนสมาธิในการทำงาน และถ้าวันละชั่วโมงครึ่งพอรวมเป็นหนึ่งสัปดาห์ก็เป็นเจ็ดชั่วโมงครึ่งต่อสัปดาห์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้เวลาหาของอยู่ชั่วโมงครึ่งต่อวัน แต่เป็นการเก็บเล็กผสมน้อย ครั้งละ นาที สองนาที ซึ่งก็ดูเหมือนไม่เยอะ แต่จริงๆแล้วเป็นเหมือนน้ำรั่ว ค่อยๆหยดไปเรื่อยๆ แต่พอรวมกันแล้วก็เป็นชั่วโมงครึ่งต่อวัน
ข้อแนะนำ ควรจัดเอกสารหรือแฟ้มต่างๆให้เรียบร้อย ให้ง่ายต่อการค้นหา อาจจะเสียเวลาในตอนแรกที่จัด แต่ผลที่ได้คุ้มเกินคาด


4.การนอนไม่พอ
ตัวผู้เขียนจะคิดว่าเป็นคนนอนพอ เพราะจะนอน 7-8 ชั่วโมง แต่บางครั้งตื่นมา ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสดชื่น เพราะความจริง คนเราจะคำนึงถึงแค่ชั่วโมงในการนอนเท่านั้น ไม่เคยคิดถึงการนอนในเชิงคุณภาพ ซึ่งรวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วย ซึ่งในบทความนี้ได้กล่าวไว้ ทำให้เข้าใจเรื่องการนอนของตัวเองมากขึ้น
การนอนของคนส่วนใหญ่จะนอนกันพอ แต่การนอนพอเป็นในเชิงปริมาณ แต่ไม่พอในเชิงคุณภาพ เราลองสังเกตตัวเองก็ได้ว่าเวลานอนหลับในแต่ละคืนนั้นจริงๆแล้ว หลับสนิทอย่างมีคุณภาพเพียงใด ปัญหาของการนอนอย่างไม่มีคุณภาพนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานแล้วเครียด หรือกังวลเรื่องใดๆ มากเป็นพิเศษ พอเครียดหรือกังวลแล้วก็ทำให้นอนหลับไม่สนิทจริงๆ
ข้อแนะนำ เราควรวางแผนการทำงานในแต่ละวันให้ดี และทำงานเสร็จตามแผนที่วางไว้ ซึ่งจะทำให้เราไม่เครียดหรือกังวลเรื่องงานตกมาถึงตอนเย็น ซึ่งพอถึงตอนเย็นเราจะมีความรู้สึกปลอดโปร่ง ทำงานที่ตั้งใจไว้สำเร็จ หลับได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น


5.การทานข้าวไปพร้อมกับการทำงาน
สิ่งนี้ไม่เคยเกิดกับตัวผู้เขียน แต่คิดว่า น่าจะเกิดกับอีกหลายๆคน ที่ชอบการประหยัดเวลา โดยการสองสิ่งในเวลาเดียวกัน เช่น เรื่องการทานอาหาร พร้อมๆ กับการทำงาน
แต่ในบทความนี้ได้กล่าวถึงผลวิจัยต่างๆ พบว่าการทำแบบนี้ทำให้เกิดผลในด้านลบด้วยซ้ำไป ทั้งนี้ เรามักจะนั่งทำงานกันตั้งแต่เช้า พอถึงตอนเที่ยง เราควรจะมีเวลาอย่างน้อย 15 นาทีในการเปลี่ยนอิริยาบถ การได้ลุกออกไปทานข้าวข้างนอก การได้เปลี่ยนอิริยาบถ หรือบรรยากาศบ้างเพียงแค่ 15 นาที ก็เหมือนกับการได้ชาร์ตแบตเตอรี่ใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เราพร้อมจะทำงานต่อไปตอนบ่ายได้อย่างเต็มที่
ข้อแนะนำ ไม่ควรกินข้าวไปทำงานไปเด็ดขาด

กับดักในการบริหารเวลาทั้ง 5 ประการข้างต้นนี้ เป็นเรื่องที่เราอาจจะนึกไม่ถึง แต่เป็นประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ที่ถ้าเราทำได้ดี ก็จะช่วยให้เราบริหารเวลาได้ดีขึ้น




 

Create Date : 10 กันยายน 2550    
Last Update : 10 กันยายน 2550 13:23:46 น.
Counter : 328 Pageviews.  

การสร้างความประทับใจ

By Aronrat W., MissConsult.com
Oct 16, 2006

ต้องมีสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราอยากทำให้ใครสักคนประทับใจ หรือ ความรู้สึกที่อยากเป็นที่จดจำของใคร

การสร้างความประทับใจ ดูจะเป็นเรื่องยาก เพราะว่า ดูเป็นเรื่องยุ่งยากและทำได้ยากเสียเหลือเกินในความจริงแล้ว การทำให้คนประทับใจ เราสามารถทำกันได้ โดยอาศัยหลักดังต่อไปนี้


* การแต่งกาย อย่างที่เราได้ยินมาแต่โบราณว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ยังคงเป็นความจริงอยู่เสมอ ดังนั้น หลักพื้นฐานในการทำตนให้เป็นที่ประทับใจ ก็คือ การเลือกการแต่งกายที่เหมาะสมกับเรา และ โอกาส

การแต่งตัวดี มีส่วนช่วยมากในการสร้างรอยประทับใจ เครื่องแต่งกายที่สะอาด เรียบร้อย ทรงผม รองเท้า ที่เหมาะกับเรา ย่อมส่งเสริมให้ตัวเราดูดี และ สร้างความประทับใจได้ดี เราเองก็พิสูจน์ได้ง่ายๆ ว่า เวลาเห็นใครที่แต่งตัวดี และ ดูเหมาะสมกับเขา เรายังชื่นชม อาจจะเผลอ แอบมองอีกรอบ เพราะประทับใจ ดังนั้น การแต่งตัว ถือเป็นปัจจัยหลักที่ต้องพิจารณา ถ้าเราคิดจะสร้างความประทับใจแก่คนอื่น หลักการแต่งตัว สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ MissConsult.com ที่เขียนบทความเกี่ยวกับการแต่งกาย

* ยิ้มแย้มแจ่มใส ฝึกเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มง่าย และ ยิ้มสวย บางคนอาจจะวิตกกับหน้าตา รูปร่าง จนลืมเรื่องสำคัญที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่า ก็คือ บุคลิกของเรา

การที่เราแต่งตัวดี แต่ไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าตาบูดบึ้ง ดูยังไงก็ไม่สวยไปได้ ดังนั้น การที่เรามีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใส และ เป็นมิตร เป็นการสร้างสัญญาณแห่งมิตรภาพที่ดี และ สามารถสร้างรอยประทับใจได้ดีไม่แพ้การแต่งตัว หรือ อาจมากกว่าการแต่งตัวด้วยซ้ำ เพราะ ถ้าคุณแต่งตัวให้สะอาดเรียบร้อย แต่อาจไม่ดูสวยงามอย่างมากมาย แต่ด้วยรอยยิ้ม และ บุคลิกที่ร่าเริงแจ่มใสของคุณ ก็จะทำให้เสื้อผ้าธรรมดาง่ายๆ ดูดีมีราคาขึ้นมาได้เหมือนกัน

* มองโลกในแง่ดี เป็นคนที่หัวเราะเป็น มีอารมณ์สนุกร่วมกับคนอื่น มากกว่าเป็นเสื้อยิ้มยาก หัวเราะไม่เป็น เพราะ ต่อให้คุณยิ้มเก่ง แต่ไม่รู้จักหัวเราะร่วมกับคนอื่น หรือ มองโลกในแง่ดี คุณก็อาจจะดูน่าเบื่อ หรือ ไม่น่าสนใจโดยง่าย

* ภาษา คำพูดจา เป็นคนที่พูดจาสุภาพ และ เหมาะกับกลุ่ม การพูดจาเน้นที่ความจริงใจ ไม่แสแสร้ง เพราะ ถ้าเป็นเช่นนั้น คุณจะทำให้คนอยากคุยกับคุณ และ ประทับใจคุณมากขึ้น

การพูดจา ภาษา คำพูด เป็นเรื่องสำคัญที่คุณต้องพิจารณา อย่าพูดโอ้อวด หรือ แก้ตัว เพราะ ถ้าถูกจับโกหกได้ คุณจะเป็นคนที่เขาไม่ไว้ใจอีก อย่าพูดเรื่องไม่ดี หรือ จุดไม่ดีของคนอื่น อย่าพูดตะโกน หรือ เสียงเบาจนเกินไป รู้จักพูดคำว่า ขอบคุณ ขอโทษ และ เป็นคนรักษาคำพูดต่อคนอื่นที่คุณให้สัญญา ถ้าทำได้เท่านี้ คุณก็จะเป็นคนมีเสน่ห์ น่าสนใจอย่างแน่นอน

* มีความสุภาพอ่อนโยน หรือ รู้จักการให้เกียรติให้คนอื่น มีกริยามารยาที่สุภาพ ทำให้คุณดูเป็นคนมีระดับ มีสังคมที่ดี เคยมีการวิจัยว่า มนุษย์เราสามารถรับรู้ทางประสาทสัมผัสดังนี้
o มองเห็น 75%
o ได้ยิน 13%
o สัมผัส ได้รส และ ได้กลิ่น 13%

แต่ภายใน 3 วัน มนุษย์สามารถรับรู้สิ่งที่ได้ยิน 10% สิ่งที่ได้เห็น 20% และ สิ่งที่ได้ยินและเห็นพร้อมๆกัน 70% ดังนั้น คำพูดประกอบกับกริยาที่ดี คุณก็จะสามารถทำให้คุณประทับใจได้โดยง่าย !!

* ภาษากาย เรียนรู้ที่จะหัดอ่านภาษากาย และ เข้าใจภาษากาย เพราะ คนหลายๆคน สื่อความรู้สึกทางภาษากายมากกว่า การพูด ดังนั้น ถ้าคุณมีความเข้าใจในภาษากาย จะทำให้คุณสามารถเข้าใจหลายๆคนได้ดี รวมทั้งตัวคุณเองที่ต้องมีภาษากายที่ถูกต้องในการเข้าสังคม เพราะจะทำให้คุณเป็นที่ประทับใจ เช่น
o การใช้หน้าและศรีษะ สำหรับ การฟังคู่สนทนา คุณต้องรู้ในการมองหน้าผู้พูด ยิ้ม และ แสดงให้เห็นว่า คุณสนใจในสิ่งที่เขาพูด
o มือและแขน อย่ากอดอก เมื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น เพราะแสดงให้เห็นว่า คุณกำลังป้องกันตนเอง หรือ อึดอัดในการอยู่ร่วมกับคนอื่น
o ร่างกายอื่นๆ เช่น ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เป็นต้น

* รู้จักปล่อยวาง และ ยืดหยุ่น อย่าเป็นคนคิดมาก หรือ คิดเล็กคิดน้อยกับคำพูดคนอื่นมากเกินไป ถ้าคุณต้องเข้ากลุ่ม หรือ เข้าสังคม เป็นไปได้ว่า คุณอาจจะได้ยินสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย หรือ อยากโต้แย้ง ก่อนที่จะทำเช่นนั้น คุณดูว่า เป็นเรื่องที่บานปลายหรือว่า หาจุดจบไม่ได้หรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ควรปล่อยวาง อย่าไปโต้แย้งให้เสียเวลา แต่ถ้าเป็นเรื่องทั่วไป ก็สามารถคุยโต้แย้งเพื่อสนุกได้ แต่ก็ต้องเรียนรู้ถ้าคุณกดดันทำให้เขาอึดอัด คุณก็ควรเว้นช่องว่างให้เขาชนะได้บ้าง

* ควบคุมอารมณ์ อย่าเป็นคนอารมณ์ร้อน เอาแต่ใจ หัดเรียนรู้คนอื่น หรือ ถ้ารู้สึกอึดอัดไม่พอใจ ให้เลี่ยงออกมา ดีกว่า การทำตัวเป็นคนวู่วาม เพราะสุดท้าย คุณจะกลายเป็นคนที่ใครๆ กลัว ไม่กล้าเข้าใกล้เลยก็ได้

หลักข้างบน เป็นพื้นฐานในการทำให้ผู้อื่นประทับใจเรา และ ไม่ยากเกินจะปฏิบัติ ดังนั้น ลองปฏิบัติตามทุกครั้งที่เราต้องติดต่อผู้อื่น รับรองได้ว่า คุณจะเป็นที่จดจำในแง่ที่ดีของคนอื่นอย่างแน่นอน




 

Create Date : 10 กันยายน 2550    
Last Update : 10 กันยายน 2550 13:22:24 น.
Counter : 299 Pageviews.  

ไขปริศนา ‘ด.ช.สีฟ้า-ด.ญ.สีชมพู’

เดลิเมล์ - นักวิจัยเมืองผู้ดีไขปริศนา เหตุใดเวลาเลือกเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์สำหรับเด็กอ่อน คนส่วนใหญ่มักเลือกสีฟ้าให้เด็กผู้ชาย และสีชมพูให้เด็กผู้หญิง

คำถามนี้มีคำตอบเมื่อนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล อังกฤษ ขอให้หญิง-ชายกว่า 200 คนเลือกสามเหลี่ยมสีที่ชอบที่สุดจากที่คละกันอยู่มากมายถึงกว่า 250 เฉดสี

ผลปรากฏว่าผู้หญิงเลือกสามเหลี่ยมสีชมพูและม่วงแดง ขณะที่ผู้ชายเลือกสีฟ้าเป็นส่วนใหญ่

ความสัมพันธ์นี้ชัดเจนกระทั่งนักวิจัยที่รายงานผลการศึกษาไว้ในวารสารเคอร์เรนต์ ไบโอโลจี สามารถระบุเพศของกลุ่มตัวอย่างได้ด้วยการดูจากสีวัตถุที่เลือก

อันยา ฮัลเบิร์ต ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยาศาสตร์เสมือนจริงจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล กล่าวว่าผลการศึกษาชี้ชัดความแตกต่างระหว่างสองเพศอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ นักวิจัยเชื่อว่าความแตกต่างดังกล่าวหยั่งรากมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของมนุษย์ ที่ผู้ชายเริ่มพัฒนาความชอบในสีฟ้าจากฟ้าที่กระจ่างใส เพราะหมายถึงอากาศดีเหมาะสมกับการออกล่าสัตว์ ขณะที่ผู้หญิงพัฒนาความชอบสีแดงและชมพูจากหน้าที่การเก็บองุ่นและเบอร์รี

ศาสตราจารย์ฮัลเบิร์ตเสริมว่า ความสามารถของผู้หญิงในการเลือกสีแดงและชมพูยังอาจเป็นประโยชน์ในการเลือกคู่ที่เหมาะสม กล่าวคือ คนที่มีแก้มฝาดมักหมายถึงคนที่มีสุขภาพดี นอกจากนั้น แก้มสีชมพูระเรื่อยังดึงดูดสายตาผู้พบเห็น

“การหาอาหารและหาคู่เป็นปัจจัยสำคัญของความอยู่รอด” ศาสตราจารย์ฮัลเบิร์ตบอก และว่าสังคมเราเน้นย้ำรสนิยมด้านสีที่ติดตัวมาแต่อดีตกาล ด้วยการเลือกเสื้อผ้าสีชมพูให้เด็กหญิง และสีฟ้าให้เด็กชาย

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 สิงหาคม 2550 11:38 น.

------------------------------------------------------------------------
ผู้ชายชอบสีน้ำเงินโฉมตรูชอบชมพู [หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ประจำวันที่ 24 ส.ค. 50 - 00:38]

นักประสาทวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนิวแคสเซิลหัวหน้าคณะผู้ศึกษา กล่าวว่า เหตุที่เพศหญิงพึงพอใจในสีชมพูนั้น มีรากฐานมาตั้งแต่สมัยวิวัฒนาการ ตั้งแต่มนุษย์ยังอยู่ตามถ้ำ โดยอาจจะเคยเห็นจากผลไม้ที่สุกและใบหน้าของคนที่มีเลือดฝาดดี

นักวิทยาศาสตร์หญิงอันยา เฮิร์ลเบิร์ท กล่าวในรายงานผลการศึกษาในวารสาร “ชีววิทยาปัจจุบัน” ว่า “สงสัยว่าความแตกต่างระหว่างเพศในเรื่องนี้ อาจจะสืบเนื่องมาจากวิวัฒนาการในการแบ่งงานกันตามความถนัด ตั้งแต่สมัยที่มนุษย์ยังล่าสัตว์และเก็บรวบรวมอาหาร มันเป็นเหตุผลทางชีววิทยากับการชอบสิ่งที่มีสีแดงๆ แต่กับผู้ชายแล้ว สีอาจจะไม่ ค่อยสำคัญนัก เพราะในฐานะของพราน จำเป็นต้องคอยดูแต่สิ่งที่มีสีมืดและยิงใส่เท่านั้น”

คณะนักวิจัยได้ ศึกษา ด้วยการทดสอบกับหญิงชายที่อยู่ในวัยยี่สิบปี 200 กว่าคน ด้วยการขอให้เลือกสีบนจอคอมพิวเตอร์.




 

Create Date : 24 สิงหาคม 2550    
Last Update : 25 สิงหาคม 2550 19:01:32 น.
Counter : 179 Pageviews.  

ออกกำลังกายตา เพื่อบำรุงสมอง

วิธีบำรุงสมอง "อยากจำแม่นลองอ่านดู"
การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะนั้นส่งผลดีต่อสมอง เพราะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองดีขึ้น


งานวิจัยเพื่อค้นหาวิธีการ "บำรุงสมอง" ยังมีเผยแพร่ออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่องครับ งานเด่นๆ ที่ผ่านมาก็เช่น ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
สหรัฐอเมริกา ที่บอกว่า การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะนั้นส่งผลดีต่อสมอง เพราะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองดีขึ้น เมื่อสมองแข็งแรง"ความจำ" ก็แม่นยำปิ๊งปั๊งตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ นอกจากนั้นในวงการแพทย์ปัจจุบันก็ยอมรับกันว่าการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว"โอเมก้า 3" ซึ่งพบมากในน้ำมันปลาและเนื้อปลาทะเล ก็มีส่วนช่วยบำรุงสมอง บำรุงความจำเช่นกัน

มาวันนี้ นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เมโทรโพลิแทน ประเทศอังกฤษ เสนอข้อมูลใหม่ ว่า วิธีพัฒนา-ฟื้นฟูความจำของสมองมนุษย์แบบง่ายๆ ทำได้ด้วยการค่อยๆ กรอก "ลูกตา" จากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งเท่านั้นเอง! เคล็ดลับการกรอกลูกตาที่ว่านี้ ต้องทำในแนวนอน เช่น กรอกตามองจากฝั่งซ้าย มาตรงกลาง แล้วไปทางขวา หรือไม่ก็ทำในทิศทางสลับกัน แต่ต้องกรอกตา หรือ ทำต่อเนื่องเพียง 30 วินาทีต่อวัน

ดร.แอนดรูว์ ปาร์กเกอร์ นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญระบบประสาท ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า การฝึกกรอกตาไปมาแบบนี้จะช่วยให้ "สมองทั้ง 2 ซีก" ของคนเราทำงานตอบสนองกันดียิ่งขึ้น เมื่อทำบ่อยๆ จึงเหมือนกับเป็นการ "ออกกำลังกายสมอง" ไปในตัว ทำให้สมองของผู้ฝึกมีความจำดีกว่าเดิม 10 เปอร์เซ็นต์! ดร.แอนดรูว์ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นดังกล่าวจากการทดลองแบ่งนักศึกษา 102 ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ฝึกกรอกตาซ้ายขวา, กลุ่มที่สองกรอกตาขึ้นลงและกลุ่มที่สามไม่ต้องฝึกอะไรเลย

ผลพบว่า กลุ่มแรกจดจำเสียงคำพูด 300 คำที่นักวิจัยเปิดเทปให้ฟังได้มากที่สุดสำหรับท่านผู้อ่านที่อยากทดลองทำก็ลองดูได้นะครับ แต่แนะนำว่าอย่าไปฝึกเวลานั่งรถราที่มันเขย่า ๆ เดี๋ยวจะตาลาย-ปวดตาจนอาเจียนพุ่งปรู๊ดกันไปเสียก่อน!

บทความจาก หมุนก่อนโลก วิทยา ผาสุก //futurethai.blogspot.com




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2550    
Last Update : 22 สิงหาคม 2550 14:33:32 น.
Counter : 305 Pageviews.  

1  2  3  

ธีร์ตา
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ธีร์ตา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.