ผมแค่อยากเตือน
ก่อนหน้านี้ทำได้แค่เดือน คนสนิท เพื่อนๆ ญาติๆ วันนี้คิดว่าอยากทำความดี เอาความรู้ ประสบการณ์มาเป็นวิทยาทานให้กับเพื่อนๆใน สินธร พันทิป เพราะวันหนึ่ง ผมก็เคยเป็นเหมือนคุณ

ผมคือใคร ?
- ก็แค่คนธรรมดา ที่มีเงินเท่าไรลงทุนในตลาดหุ้น"เกือบ" หมด (ปัจจุบันยังเป็นอยู่  นิสัยเสีย แก้ไม่หาย)   ไม่ขอบอกว่าทำงานอะไร แต่ค่อนข้างเกี่ยวกับแวดวงการเงินพอสมควร 

การลงทุนในหุ้น
- ผมเริ่มลงทุนในปี 2005 ก่อนวิกฤต subprime แต่ก็แค่ซื้อขายเล็กๆน้อยๆเท่านั้น เพราะไม่มีเวลา  มาลงทุนจริงจังก็ช่วงปี 2008-2009 ซึ่งช่วงนั้นดัชนีอยู่ที่ประมาณ 300 กว่าจุด (ถ้าคิดไม่ออก  เตือนความจำด้วยราคาหุ้น CPF=4 บาท)  ผมเหมือนเทพเลย ซื้ออะไรก็ขึ้น คิดว่าตัวเองเก่ง เซียน  เงินง่ายแบบนี้เองหรอ  คิดแม้กระทั่งว่าจะออกจากงานมาเทรดหุ้นด้วยซ้ำ กำไร 2000-3000 ต่อวันนี่ หมูๆเลย เริ่มให้เวลากับตลาดหุ้นมากขึ้น เรียนอ่านกราฟ  ชีวิตช่วงนี้ขาขึ้นมาก บินไปเที่ยวโน่นนี่บ่อย สบายใจ ชีวิตมีความสุข  

แล้วเกิดอะไรขึ้น ?  
- ชีวิตที่ใช้เงินสบายๆ นั้น เริ่มกลายเป็นนิสัย ในขณะที่ตลาดเริ่มอิ่มตัว  การใช้จ่ายยังเป็นแบบเดิม แต่กำไรจากหุ้นไม่ได้มากเท่าเก่า   อีกทั้งการวิเคราะห์เทคนิคไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะตลาดบ้านเรานั้นมันเดาทิศทางยาก  มีคนคุมราคาเยอะ ทั้งกลุ่มทุนและการเมือง ไม่มีทางชนะเขาหรอก  เพราะการดูกราฟการวิเคราะห์จิตวิทยาของนักลงทุน โดยคาดการณ์จากสถิติของสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต  ซึ่งของเหล่านี้ ถูกคิดค้นและพัฒนาโดยตลาดทุนที่พัฒนาแล้วเช่น สหรัฐฯ หรือ ญี่ปุ่น แต่ในบ้านเราคนมันไม่ได้ใช้ความรู้หรือแม้แต่sense ในการเทรด   ดังนั้นหากคุณหวังเงินกินขนมรายวัน ผมว่า คุณออกจากตลาดไปเปิดร้านข้าวมันไก่ยังให้ผลตอบแทนดีกว่า   

คุณคือ VI ??
-  ผมไม่ใช่  VI^ เพราะผมไม่ได้หวังแค่ปันผล  ผมหวัง Growth หวัง Capital Gain หวังทุกอย่าง  วิธีการวิเคราะห์บริษัทของผมคือการดูที่บริษัท ความสามารถในการแข่งขันและทำกำไร จากนั้นค่อยมาดูที่ราคา  ถ้ามันแพง ต่อให้บริษัทดียังไง ผมก็ไม่ซื้อ เหมือนคุณทดลองขับ Honda City , Toyota Vios แล้วรู้สึกว่า มันคือรถที่ดี  ผมถามคุณว่าคุณอยากซื้อรถเหล่านี้ในราคาคันละ 3 ล้านหรือเปล่า ?  

^เหตุผลอธิบายอยู่ตอนท้าย

ทำยังไงให้อยู่รอดในตลาด?
- ตั้งราคาหุ้นที่อยากได้ ที่คิดว่าสมเหตุสมผล แล้วจดใส่กระดาษ แปะไว้หน้าห้องน้ำ และในห้องน้ำ  โดยทุกๆ สามเดือน ให้เปลี่ยนกระดาษใหม่ (เพราะกระดาษเดิมอาจจะเปื่อยไปแล้ว )  โดยยังคงเขียนชื่อบริษัทเดิม แต่ก่อนที่จะเขียนราคาที่อยากซื้อ ให้ดูก่อนว่า พื้นฐานมันเปลี่ยนไปไหม  เขายังดำเนินธุรกิจดีอยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ ใส่ราคาลงไปแล้วเอาไปแปะไว้ที่เดิม   วันไหนที่ราคาหุ้นมันลงมาถึงจุดที่ใกล้ๆกับราคาที่เราอยากได้ ซื้อไปเลย อย่าไปสนใจ ทิ้งมันไว้ ก็แค่เปลี่ยนกระดาษทุกๆสามเดือนอย่างเดิม  อย่าคิดว่าจะขายที่ราคาไหน  แต่ให้ถามว่า ถ้าจะซื้อเพิ่ม คุณพร้อมที่จะจ่ายเท่าไร

ผมซื้อหุ้นโดยไม่ค่อยดูดัชนี เพราะบางครั้งดัชนีมันไม่มีเหตุผล ผมซื้อหุ้นตัวนึงตอน SET อยู่ 1600 จุด แต่มันก็ยังบวกจนถึงปัจจุบัน    

จริงๆจั่วหัวให้มันดูน่าสนใจไปงั้นแหละ ผมอยากจะเข้ามาทั้งแนะนำและเตือนนักลงทุนรุ่นใหม่ ที่เพิ่งเข้ามาและ"ทิ้ง" เงินอย่างไม่เป็นระบบระเบียบ  ผมไม่อยากจะขัดขาใคร และไม่เคยคิดจะดิสเครดิตสมาชิกในห้องนี้ แต่การลงทุนในตลาดหุ้นนั้น หากคุณต้องติดตามว่า สัญญาณหุ้นนี้เป็นอย่างไรจาก pantip อยู่สม่ำเสมอ  คุณต้องระวังตัว เพราะโอกาสขาดทุนนั้นมันมากจนประเมินไม่ถูกเลยที่เดียว

บริษัทหลายแห่งซื้อขายกันแพงมาก แต่ก็ยังมี Volume ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ ขอบอกและย้ำอีกครั้งว่า "ผมไม่ใช่ และไม่เคยเทียบตัวเองกับ Value Investor เพราะคำนี้มัน "ศักดิ์สิทธิ์" เกินกว่าที่ผมจะใช้ได้  ถึงแม้หลักการณ์จะคล้ายๆกันก็ตาม  ทุกวันนี้คนใช้คำว่า VI กันเกลื่อนมาก ซึ่งส่วนตัวแล้วคิดว่ามันไม่สมควร  นอกจากนี้ ผมยินดีจะตอบทุกคำถาม เว้นเสียแต่จะไม่แนะนำหุ้นใดๆทั้งนั้น  ไม่บอกว่าควรซื้อควรขายหุ้นรายตัว  ตัวนี้ดีไม่ดี"   

ผมไม่อยากเห็นคนต้องเอาเงินมาทิ้งในตลาดหุ้น  ผมอยากให้ทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจ ก่อนที่จะเข้ามาลงทุน

โชคดีร่ำรวยถ้วนหน้า
สาธุ



Create Date : 18 มิถุนายน 2556
Last Update : 18 มิถุนายน 2556 3:09:52 น.
Counter : 379 Pageviews.

0 comment
การเป็นนักวิเคราะห์

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยที่ยังเข้าตลาดใหม่ๆ  ผมมีคำถามกับตัวเองว่า การเป็นนักวิเคราห์มันดียังไง   ถ้ารู้ว่าหุ้นตัวนี้ดี การลงทุนตัวนั้นให้ผลตอบแทนสูง  ทำไมไม่ไปซื้อเอง ลงทุนเอง โดยไม่ต้องบอกใครหละ  เป็นเสือในถ้ำ ขย้ำเหยื่อคนเดียว ทำกำไรเงียบๆ  แต่หลังจากได้ผันตัวเองเข้ามาเป็นนักวิเคราะห์เอง ก็ได้รู้ว่ามุมมองที่เคยให้ไว้กับอาชีพนักวิเคราะห์ได้เปลี่ยนไป

 

นักวิเคราะห์มีอยู่หลายแบบ บ้างวิเคราะห์เพื่อแนะนำหุ้นที่ตัวเองถืออยู่เพื่อทำราคา  บ้างก็วิเคราะห์ตามอารมณ์ บ้างก็วิเคราะห์ตามกระแสตลาด  แต่ก็มีอีกประเภทที่แปลกไป คือ วิเคราะห์ด้วยใจ และสนุกกับการอ่านข่าว ประมวลข้อมูล และพยายามที่จะเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกัน  ซึ่งนั่นก็คือผมนั่นเอง

 

  ผมเป็นนักวิเคราะห์พื้นฐานคนนึงซึ่งมองหุ้นและวิถีของตลาดทุนด้วยมุมมองที่แตกต่าง แต่มีเหตุผล สาเหตุของการเป็น "ผู้มองบวก" ก็เพราะมันมีเรื่องบวกให้มอง

ผมจะไม่โพสในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล ไม่ใช่หุ้นลงแล้วหลับหูหลับตามามองบวก เพื่อปลอบใจตัวเอง อยู่เฉยๆดีกว่า ไม่มีคนด่า สบายใจ ไม่เหนื่อยในการพิมพ์ด้วย

ผมมองบวก เพราะมันมีเรื่องบวกให้มองจริงๆ

 

ผมตัดสินใจสร้างบลอกแห่งนี้เพื่อเผยแพร่ไอเดีย ความคิดเห็น และความรู้สึกต่อเศรษฐกิจ การเมือง สังคม อัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวโยงกับเรื่องเงินๆทองๆ และโอกาสในการสร้างผลตอบบแทนแบบเงินต่อเงิน

หลายคนมองว่าอาชีพที่อยู่ในตลาดทุนไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์ นักเทรด ผู้ลงทุน บริษัทเงินทุน ฯลฯ เป็นอาชีพที่เอาเปรียบ เนื่องจากทำงานห้องแอร์ เงินเดือนดี มีสวัสดิการ  ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงาน  อันที่จริง พวกเราก็ใช้สมองจนเหนื่อยเหมือนกัน

 

หลายๆคนอาจมองว่า "จะอะไรมาก...ก็แค่คิด"  ความเป็นจริง มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นครับ  พวกเราหลายๆคนมีปัญหาสุขภาพ เนื่องจากความเครียด นั่งนาน สายตาเสีย  ข้างๆผมก็ใส่แว่นกันทุกคน 

คนยิวถือว่าอาชีพที่คิดเพื่อนำเงินต่อเงิน เป็นอาชีพชั้นสูง  ถึงแม้ผมชอบและรักอาชีพนี้  แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นครับ   อาชีพทุกอาชีพมีเกียรติและศักดิ์ศรีทั้งนั้น ลองยกตัวอย่างมาสักอาชีพและมาจินตนาการว่าหากขาดพวกเขาเราอยู่ได้หรือเปล่า  

สำหรับผม  ผมหาอาชีพนั้นไม่ได้ครับ

 

ขอเชิญติดตามบทความทางบลอกนี้ซึ่งอาจชี้ช่องทางสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ท่าน  อย่างไรก็แล้วแต่ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

 

โชคดีร่ำรวยครับ




Create Date : 28 พฤษภาคม 2555
Last Update : 28 พฤษภาคม 2555 15:46:20 น.
Counter : 316 Pageviews.

1 comment
ว่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ข้อสังเกตุที่ต้องการคำอธิบาย

ผมเองก็คิดว่า แบงค์ชาติโดยเฉพาะท่านผู้ว่าการไม่ค่อยกินเส้นกับรัฐบาลเท่าไร  แต่วันนี้เพิ่งเปิดคอมดูโน่นดูนี่หลังจากไม่ได้สนใจมาระยะนึง พอดูกราฟแล้ว มันแปลกๆ เพราะการเคลื่อนไหวของค่าเงิน AUD/USD and THB/AUD มันเหมือนกันจนจะเหมือนกราฟเดียวกันไปแล้ว

ภาพประกอบ 1 : เปรียบเทียบAUD:USD และ THB:AUD

ลองเอากราฟสองอันเทียบกันโดยยกอันแรกมาวางในอันที่สองความต่างมีอยู่เพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น  จากนั้น เรามาดูเทรนของคู่บาทกับUSD กันบ้างดีกว่า


ภาพประกอบ 2 : เปรียบเทียบเงินบาทต่อดอลล่าสหรัฐฯ


ประเทศไทยนี่แปลกนะครับ เงินเหรียญออสเตรเลียแข็งค่ากว่า US และตอนนี้เงินไทยแข็งค่ากว่าเงินเหรียญออสเตรเลียตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. ซึ่งนั่นควรจะทำให้เงินบาทแข็งค่ากว่า US ด้วย แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม เพราะตั้งแต่ ก.พ. เป็นต้นมา เงินบาทไทยอ่อนค่ากว่า US และมีแนวโน้มจะอ่อนต่อไปอีก ...เฮ้อออ แปลกจริงๆ


การกำหนดค่าเงินแปลกๆแบบนี้ อาจเอิ้อประโยชน์ให้นักธุรกิจและนักการเมือง เอาเงินไทยไปแลกAUD แล้วพา AUD ไปเปลี่ยนเป็น USD จากนั้น เอาเงิน USD เปลี่ยนกลับเป็นเงินไทย กำไรโขเลยทีเดียว

ค่า Premium ที่เราให้กับสกุล USD มันมากเกินไปหรือเปล่า  นี่คือคำถามที่ยังต้องการคำตอบ

ชี้ช่องรวย  55555
ใครสนใจอยากจะหิ้วเงินไปมาก็เชิญนะครับ  แต่ระวังจ๊ะเอ๋กับข้อหาฟอกเงินละกัน

โชคดีร่ำรวยทุกท่านครับ

--------------------------------------------------------------------------------

Edition Remark

May 28, 2012 8.32 PM
-แก้ไขภาพ ทำให้ใหญ่ขึ้นแล้วนะครับ  ขออภัยที่ใส่รูปเล็กก่อนหน้านี้ครับ




Create Date : 28 พฤษภาคม 2555
Last Update : 28 พฤษภาคม 2555 20:33:35 น.
Counter : 621 Pageviews.

1 comment
QE3 ไม่ต้องใช้ ไม่ต้องรอ เพราะไม่ช่วยอะไร
ไม่ต้องรอ QE3 และไม่ต้องหวัง

หลังจากที่ช่วงเช้านี้ผมได้โพสไปว่า เลิกดู เบอร์นันเก้ แล้วกลับมาดู ดร.ประสาร เห็นจะได้ผล เพราะคน

ที่ไม่เชื่อและไปรอฟังเบอร์นันเก้คงผิดหวังไปตามๆกัน

ทำไมต้องดู ดร.ประสาร และทำไมไม่ต้องดูเบอร์นันเก้ เหตุผล คือเบอร์นันเก้ไม่ได้ช่วยอะไรต่อระบบเศรษฐกิจเลย เขาเพียงแค่ "สร้าง"ความเชื่อมั่นให้กลับมาเท่านั้น สิ่งที่เบอร์นันเก้ทำในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการอัดเงินเข้าระบบ การซื้อพันธบัตรรัฐบาล และการอุ้มสหรัฐแบบไม่สมควรนั้น ไม่ใช่วิถีทางที่ดีที่จะพยุงและรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ QE2 แค่ฟื้นความมั่นใจและดันดัชนีขึ้นเท่านั้น มันเป็นโลกมายา ความจริงคืออเมริกากำลังเดินผิดทาง กำลังเดินบนทางที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป สิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งคือการรักษาวินัยทางการคลัง

สหรัฐกำลังใช้เงินอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโต เงินหมดก็พิมพ์มาใหม่ จนกระดาษที่ชื่อดอลล่าห์ไม่มีคุณค่าและความน่าสนใจที่ใครๆอยากจะถือครองเช่นที่เคยเป็นในอดีต สหรัฐควรที่จะออกจากสงคราม

สงครามคือปัจจัยการล่มสลายของสหรัฐฯ การตัดสินใจของ ประธานาธิปดีคนก่อนนั้นทำภายใต้พื้นฐานของความกดดัน ท่ามกลางข้อมูล และความตึงเครียดอย่างมหาศาลกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรับได้ แต่ทำไม เมื่อเดินผิดทาง และรู้ตัวว่าเดินผิดทาง สหรัฐฯยังคงไม่ยุติการทำสงคราม ?? ผมอยากให้ทุกท่านไปหาเหตุผลด้วยตัวเองจาก vdo บน youtube ที่ชื่อThe President's Book of secret ซึ่งมีอยู่ 6 parts ด้วยกัน

สหรัฐนอกจากจะให้สวัสดิการเกินตัวแก่คนแก่แล้ว ใช้เงินไปมหาศาลในการทำสงคราม ปกต้องตัวเอง และ"หาผลประโยชน์" จากการสถาปนาตัวเองเป็น ประเทศมหาอำนาจผู้ผดุงคุณธรรม ความยุติธรรม และเสรีธรรมแห่งโลก (และเป็นผู้ซึ่งมีอาวุธทำลายล้างสูงที่สุดในโลกไว้ในครอบครองในยามเดียวกัน)

การทำสงครามนั้น เต็มไปด้วยผลประโยชน์และความลับมากมายมหาศาลอันประเมินค่าไม่ได้ ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่ออเมริกาได้ลิ้มรสชาติผลประโยชน์อันหอมหวานของสงครามแล้ว ก็ยากที่จะถอนตัวออกมาได้

ไม่ว่าจะเป็นบริษัทน้ำมันเอย บริษัทค้าอาวุธเอย ทรัพย์ยากรและธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังสงครามที่ทำเงิน"นอกระบบ" ในระดับที่สูงกว่ากำไรสุทธิของ10 บริษัทท้อบบิ๊กของอเมริกามารวมกัน

เงินที่ใช้ในการดูแลประธานาธิปดีและคณะ ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบ หน่วยงาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้องนั้น คงไม่สามารถระบุได้ และผมเชื่อว่า แม้แต่ท่านประธานาธิปดีก็ระบุไม่ได้ว่าแต่ละปีท่านเสียค่าใช้จ่ายที่ใช้กับตัวเองไปเท่าไร เงินเหล่านั้นก็มาจากงบประมาณ ซึ่งสามารถปรับลดโควต้าได้ แต่ไม่ทำ ถือว่า ทำแหน่ง The president of the united state คู่ควรกับการได้รับสิ่งเหล่านั้น เป็นการ ประเทศชาติซึ่งสำคัญความคงลบ the legend of presidency ไม่ได้.

หากอเมริกาถอนทหารออกจากประเทศแถบตัววันออก ถอนทหารและยุบหน่วยรักษาสันติภาพที่มีอยู่ทั่วโลก ให้เหลือเพียงแค่ทีจำเป็นจริงๆเท่านั้น เงินที่ต้องจ่ายทหาร บริษัทอาวุธ น้ำมัน และอื่นๆย่อมคงจะเหลือมาช่วยพยุงอำนาจของอเมริกาไว้ ซึ่งคงไม่อยู๋ในสถานภาพแบบนี้



จะว่าไปแล้ว การลดเครดิต ถามว่ามันมีผลไหม มันไม่มีผล เพราะมันห่วยมาตั้งนานแล้ว การลดเครดิตเป็นการทำให้เรื่องปูดโดยมีผลประโยชน์อยู่ภายหลัง เนื่องจากระยะหลังๆนี้ อเมริกาเริ่มไม่ค่อยมีคนไว้เนื้อเชื่อใจทำธุรกิจด้วย จากการที่เป็นพวกนิสัยสปอตเกินไป ไม่รู้อะไรควรทำต่อใครอย่างไร และเวลาไหน รัฐบาลอื่นๆไม่ยอมโยงเงินตัวเองกับดอลลาห์ อเมกาเสียดุลอย่างหนัง ทำอะไรไม่ได้ ก็เลยต้องหาเงินกลับ พร้อมๆกับการสร้างหลักประกันให้ตัวเองในเวลาเดียวกัน

นั่นคือเหตุผลว่าทำไม ระยะหลังๆมานี้ ทองคำราคาปานกลาง ไม่สูง ค่อนข้างที่จะต่ำไปด้วยซ้ำ อเมริกาใช้เงินจำนวนมากซื้อทองเก็บเข้าคลังจากประเทศต่างๆ เพื่อลดอัตราทองคำสำรอง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่งข่าวว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวบ้าง เดี๋ยวก็ว่าลงบ้าง เพื่อพยุงราคาไม่ได้ผันผวนเกินไป เพื่อจะได้ซื้อได้เยอะๆ พร้อมข้อเสนอดีๆจากคนขาย

หลังจากที่มีทองในปริมาณมากพอแล้ว ก็ปล่อยข่าวร้ายเข้าสู่ระบบการเงินโลกผ่านตลาดเงินและตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง สร้างความกลัวให้เกิดขึ้นในหมู่คน จนทุกฝ่ายต่างก็ต้องหันไปสร้างหลักประกันให้ตัวเองโดยการหาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงลดลงมาไว้เป็นประกันก่อน การปล่อยข่าวได้ถูกกระทำอย่างต่อเนื่อง จนราคาทองคำพุ่งสูงขึ้้น อย่างไรสาเหตที่เหมาะสม และก็ถึงเวลาขาย



ประเทศที่เคยขายทองให้สหรัฐขาดทุนทันทีแบบมหาศาล เนื่องจากเดิมเคยมีทอง แล้วขายไปเพื่อมาซื้อดอลล่าและหุ้นอเมริกา จากนั้น โดนกดโดยมือมืดทำให้หุ้นลงอย่างต่อเนื่อง จำต้องขาย อเมกาได้ประโยชน์ 1 ต่อ ประเทศเหล่านั้นกลับมาซื้อทองคืน ในราคาที่แพงกว่าที่ขายไปมาก อีก 1 ต่อ กำไรทั้งขึ้นทั้งร่อง ว่าแต่..ทำแล้วได้อะไร สุดท้าย ดอลล่าก็ยังอ่อนปวกเปียก

คำตอบก็มีเพียงว่า เพื่อรักษาสถานะของการเป็น "พี่ใหญ่" ของโลกเอาไว้ แต่หาใช้เป็นการทำหน้าที่พี่ที่ดีที่ปกป้องน้อง สิ่งที่สหรัฐทำคือทำให้น้องอ่อนแอ เพื่อให้พี่ใหญ่ ยังคงเป็นพี่ใหญ่ต่อไป

แต่เห็นที่พี่ใหญ่อาจถึงทางตัน


เศรษฐกิจเอเชียเติบโตดีมาก แม้ไม่พึ่งพาสหรัฐ การซื้อขายภายในภูมิภาคของเราก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ การเปิดเสรีทางการค้าของเราจะทำได้คล่อง และสะดวกกว่าสหภาพยุโรป การมีค่าเงินกลางเช่น EURO นั้น ปัญหาเยอะมาก เพราะพื้นฐานของแต่ละประเทศไม่เหมือนกันแต่ใช้ค่าเดียวกัน และนั่นคือต้นตอแบบเบสิคของปัญหาหนี้ยุโรปที่ไม่ค่อยมีใครมอง

เราเคยประกาศว่าเราจะเป็นเสือ เราต้องใช้เวลาครับ อเมริกาเป็นแค่นกอินทรีย์ สู้กับเสือยังไงก็ตาย การจะเป็นเจ้าป่า ต้องสั่งสมประสบการณ์และไม่หยิ่งทะนงในตัวเองจนเกินไป

สิ่งที่อยากให้สังเกตตอนนี้คือฟังความเห็นจากนักบริหารที่อยู่ในวงการมานาน ทุกๆท่านต่างมองและบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อีกหน่อย เราจะมา และ อเมริกาจะไป หากยังคงนิสัยแบบนี้

นี่มันระดับโลก หวังผลในปีสองปี อาจไม่เห็น แต่รับรอง ไม่เกินรุ่นหลาน ได้เห็นแน่นอน


((อาจจะไม่ได้เห็น ถ้าเขาไม่ยอมแพ้ และหันนิวเคลียมาหาเรา))



Create Date : 26 สิงหาคม 2554
Last Update : 26 สิงหาคม 2554 23:14:36 น.
Counter : 219 Pageviews.

0 comment
อัพเดท เช้า 26/8/2554
มีแต่ข่าวดีทั้งนั้น

ยอดส่งออกของไทยทำสถิติสูงสุดใหม่เดือน ก.ค.กระทรวงพาณิชย์รายงานยอดส่งออกเดือน ก.ค. ขยายตัวสูง 38.3% yoy ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ US$2.15 หมื่นล้าน เร่งตัวขึ้นจากเดือน มิ.ย.ที่ขยายตัว 16.8% yoy
จากปัจจัยสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรรมการเกษตรโดยเฉพาะข้าวและยางพาราเพิ่มขึ้น 110.6% yoy

มีนักวิเคราะห์แหกคอก แห่งJP Morgan หลุดปากมาว่า ไม่นาน เอเซียจะต้องเติบโตและตลาดแถวนี้จะคึกคักแม้ การเติบโตของสหรัฐจะเป็น0ก็ตาม

ดูพี่แกมั่นใจกว่าผมอีกนะครับนั่น

ท่านที่จะดูเบอร์นันเก้ ผมแนะนำให้ดู ดร.ประสานดีกว่า บ้านเราดูของเรา อย่าไปแคร์มาก เขากระทบเราอย่างมากก็ไม่เกิน 30% (ไม่รวมกิจการที่เน้นส่งออก)

ปล.นายกญี่ปุ่นออกแล้ว คนที่ 5 ในรอบไม่กี่ปีมานี้ ไมไม่มีใครพูดถึงไทยบ้าง เราก็มีตั้งเยอะ ภูมิใจ 555555



Create Date : 26 สิงหาคม 2554
Last Update : 26 สิงหาคม 2554 11:37:48 น.
Counter : 159 Pageviews.

0 comment
1  2  

TEAC
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]