อดีตชาวดิน สระบุรี กรมที่ดิน (ราส์ส กิโลหก)
Group Blog
 
All Blogs
 

นาฬิกาเรือนใหม่....

ราส์ส กิโลหก

ประมาณ ปี พ.ศ. 2519

สมชายเซ็นชื่อรับเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง จากเจ้าหน้าที่การเงิน เขานับจำนวนเงินแล้วถูกต้อง จัดการพับเงินให้เรียบร้อย ก่อนเอามันยัดใส่กระเป๋ากางเกง...ตัวที่ใหม่ที่สุดที่เขามี แต่มันเก่ามากในสายตาของร้านขายเสื้อผ้า..


วันนี้วันดี เงินตุงกระเป๋า เกือบ 2000 บาท “ เดี๋ยวไป ฟาดเป็ดพะโล้กับแม่โขงซักแบน ร้านอ้ายโกตลาดโต้รุ่ง....เปรี้ยวปากมาหลายวันแล้ว ขอให้สมอยากซักวันเถอะ วะ! ซัดแต่เหล้าขาวกับมะขาม จนปากบวมหมดแล้ว” น้ำลายทำท่าจะล้นออกมานอกปาก เพราะกลิ่นเป็ดพะโล้ลอยมาแต่ไกล .ภาพของเหล้าบางๆโซดาเย็นๆ ลอยไปลอยมา

เขาเดินลัดเลาะผ่านตลาด โดยตลาดนี้มีห้องแถวอยู่ประมาณ 10 คูหา ถ้าเดินพ้นตลาดนี้ไปก็จะเป็นร้านเป็ดพะโล้ อ้ายโก ขายอยู่ในตลาดโต้รุ่ง ขณะกำลังจะผ่านร้านขายนาฬิกา เงินในกระเป๋า เต้นตุ๊บๆเมื่อสายตาไปเห็นนาฬิกา โชว์อยู่หน้าร้าน แถมมีใบบอกราคาเสร็จสรรพ เป็นเรือนเหล็กยี่ห้อดัง “ ลิงโก้” ซะด้วย มีพรายน้ำดูเวลาในที่มืดได้ ระบบออโตเมติกไม่ต้องไขลาน. น่าสน น่าสน !


“ราคา 600 บาท ตั้ง 600 เอาไงดี ? อยากได้ก็อยาก แพงก็แพง แต่ เพื่อสนับสนุนในการเป็นผู้ต้องตรงต่อเวลา ฉะนั้นเราต้องมีเวลาเป็นของตนเอง” เขาตัดสินใจครั้งสำคัญ คือซื้อ !


นาฬิกาเรือนสวยสรวมเข้าที่ข้อมือสมชายพร้อมกับเงินที่บินจากกระเป๋าไป ข้อมือข้างที่ใส่นาฬิกาดูเหมือนจะเป็นที่สนใจจากเจ้าของอยู่ตลอดเวลา ยกขึ้นมามองแล้วเล็งๆเอียงซ้ายเอียงขวาดูนั่นดูนี่ แล้วที่บ่อยๆคือยกดูเวลาทุกๆ 5 นาทีไม่รู้จะดูกันไปถึงไหน


นั่งละเลียดเหล้ากับโซดาบางๆ พร้อมเคี้ยวเอื้องเป็ดพะโล้ จนอิ่ม ความร้อนแรงจากเหล้า 40 ดีกรีทำเอาสมชายตึงๆไปเหมือนกัน


อ้ายโกมาเคลียร์พื้นที่ พูดยังกับท่องจำ


“ เหล้าแบน โซดา 2 แข็ง 2 ป๋อง เป็ดครึ่ง”(หมายถึงครึ่งตัว) มันถือสมุดฉีกเล่มเล็กๆมาด้วย จดลงในกระดาษยุกๆยิกๆ สักพักเอามือฉีกกระดาษ พรืด !


เอาบิลล์เถื่อนวางบนโต๊ะ “ 49 บาท เฮีย!” มือไม่ชักกลับแบรอเงิน..!


สมชายเดินออกมาพร้อมคว้าไม้จิ้มฟันเสียบคาปาก ยกข้อมือดูเวลาเป็นครั้งที่ 100 พรายน้ำชี้ไปที่เวลา ภาษาชาวบ้านคือ 1 ทุ่มยี่สิบห้า


เขามายืนรอรถสามล้อถีบรับจ้างเพื่อกลับที่พัก อัตราค่าสามล้อกลับที่พัก 2-3 บาทเพราะระยะทางห่างไปประมาณ 800 เมตร โต้รุ่งคนยังแยะเพราะเป็นช่วงหัวค่ำ


ที่ริมถนนมีหญิงแก่ อายุประมาณ 60 ปีถือของพะรุงพะรัง ดูสภาพก็รู้ว่าเป็นแม่ค้ามาขายของที่ตลาดโต้รุ่ง คงขายของหมดแล้วรอเรียกรถสามล้อกลับบ้าน


พอสมชายเดินไปถึง แกมองสมชายแล้วก็มองไปที่ถนน เป็นอย่างนี้อยู่สามสี่ครั้งจนในที่สุดก็เดินมาหาสมชาย พลางชี้ไปที่ข้อมือถามว่า


“เท่าไหร่ ล่ะ นั่นน่ะ ! ” แกชี้มือไปที่นาฬิกาสมชาย..


อ๋อ ! นึกว่ามีอะไร สมชายขยับนาฬิกาใหม่ที่ข้อมือให้เข้าที่เข้าทาง แล้วยื่นมือให้ยายดู


เอาไม้จิ้มฟันออกจากปาก ตาเป็นประกาย “รุ่นนี้ รุ่นใหม่ มีเกือบทุกอย่าง 600 บาท น่ะยาย ใช้ดีนะ” ....


แกทำท่า งง! เอามือเกาหัว ยิกๆ …


“ ข้าไม่ได้ถามราคา ข้าอยากรู้ว่า ตอนนี้มันกี่โมง กี่ ยาม นัดให้ลูกชายมารับ มันไม่มาซักที ไม่รู้หายหัวไปไหน ?” ยายทำหน้าแปลกๆ...


แต่หน้าสมชายตอนนี้ แปลกกว่าหน้ายาย !!!




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2551    
Last Update : 28 สิงหาคม 2551 7:43:04 น.
Counter : 293 Pageviews.  

ชื่อนั้นสำคัญไฉน..???


ชื่อนั้นสำคัญไฉน..???


ราส์ส กิโลหก




ประมาณ พ.ศ. 2539 ผมได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง ให้เดินทางไปช่วยราชการ ณ จังหวัดทางภาคอีสาน โดยกำหนดระยะเวลา 1 ปี


ผมไปทำหน้าที่หัวหน้างานประจำสำนักงานที่ดินจังหวัด โดยปฏิบัติหน้าที่ในฝ่ายรังวัด สำหรับราษฎร์ที่เป็นเจ้าของที่ดินที่มีความประสงค์จะมาทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินของตน จะต้องมาติดต่อ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นๆ เฉพาะของฝ่ายรังวัดจะรับผิดชอบเกี่ยวกับ การรังวัดแบ่งแยกที่ดิน สอบเขตที่ดิน(ในกรณีหลักเขตสูญหาย หรือไม่ทราบแนวเขตที่ดินของตน) รังวัดที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาล หรือการขอออกโฉนดที่ดินใหม่..


วิธีการขอรังวัดที่ดินคือ เมื่อเจ้าของที่ดินมาติดต่อแจ้งความประสงค์ เจ้าหน้าที่ ก็จะรับเรื่องไว้และกำหนดวันออกไปทำการรังวัด โดยทั่วไปหลังจากรับเรื่องแล้วระยะเวลาประมาณ 30วัน


จำนวนช่างฯผู้ทำการรังวัดในฝ่ายรังวัดมีจำนวน 5 คน การกำหนดตัวช่างฯและวันที่รังวัด จะเป็นหน้าที่ของหัวหน้าฝ่ายฯ เมื่อกำหนดชื่อช่างฯพร้อมกำหนดวันทำการรังวัดแล้ว..จะมีหนังสือทำเป็นสำเนามอบให้เจ้าของที่ดิน 1 ฉบับ หนังสือฉบับนี้จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อช่างฯและวันที่ทำการรังวัด..ซึ่งเจ้าของที่ดินจะต้องเก็บไว้ให้ดีเพื่อสะดวกในการติดต่อและติดตามเรื่องราวของตน


ในการรังวัดที่ดิน เจ้าของที่ดินจะต้องมารับช่างแผนที่ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัด ตามวันที่กำหนดไว้ เพื่อนำเจ้าหน้าที่ไปยังแปลงที่ดิน (ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแนวทางใหม่ เจ้าของที่ดินไม่ต้องมารับเจ้าหน้าที่ แต่ให้นัดกันที่สถานที่ใกล้เคียง เช่นวัด โรงเรียน หรือ อบต. ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่ดิน)


ยายหนู อายุซัก 60 ปี แกมีตาข้างเดียวอีกข้างดูเหมือนจะออกถั่วๆ มือซ้ายหิ้วตะกร้าหมาก ปากเคี๊ยวหมาก แยบๆๆ เดินมานั่งรอที่ฝ่ายรังวัดหลังจากได้ยื่นเรื่องขอรังวัดแบ่งแยกในนามเดิมที่ฝ่ายทะเบียนแล้ว แกมานั่งรอเพื่อให้ฝ่ายรังวัดดำเนินการกำหนดตัวช่างฯและวันที่ทำการรังวัด..


ผมตรวจดูเอกสารต่างๆเรียบร้อยแล้ว ได้เสนอให้หัวหน้าฝ่ายฯเพื่อกำหนดตัวช่างฯและวันที่จะทำการรังวัด..


เมื่อจบขั้นตอน เจ้าหน้าที่จะมอบหนังสือที่เรียกว่าใบนัดรังวัดเป็นสำเนาให้แก 1 ใบ พร้อมอธิบายรายละเอียดต่างๆให้ทราบ เช่นว่า ให้มารับช่างชื่ออะไร ในวันที่เท่าไหร่ พร้อมสำทับไปด้วยเกี่ยวกับสภาพที่ดินโดยขอให้ถากถางให้เรียบร้อย..อย่าให้รกเพราะจะไม่สะดวกในการรังวัด.


หลังจากนั้นประมาณ 30 วันผมมาทำงานแต่เช้า กำลังเดินขึ้นสำนักงานฯ สังเกตุเห็นยายหนู กับพรรคพวกเป็นหญิงแก่รุ่นราวคราวเดียวกัน นั่งล้อมวงปั้นข้าวเหนียวกินกันอยู่บนสนามหญ้าหน้าที่ทำงาน ที่จำแกได้เพราะแกมีตาข้างเดียว


ผมนั่งทำงานจนเวลาล่วงไปถึง เกือบ 10 โมงเช้า ช่างที่อยู่ในฝ่ายฯเริ่มทยอยออกไปทำการรังวัดเมื่อมีเจ้าของที่ดินมารับตามที่กำหนดนัดกันไว้ จนเหลือช่างอยู่เพียง 1 คน ช่างคนนี้ก็มีคิวรังวัดในวันนี้ ด้วย.ซึ่งแกก็จัดเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อเตรียมตัวออกไปทำงาน..


จนเวลาไปถึง 10.30 น.ช่างผู้นี้เริ่มบ่นว่าทำไมเจ้าของที่ดินไม่มารับเสียที มารับสายๆเดี๋ยวงานไม่เสร็จ จะเสียงานเสียการ เค้าเริ่มหงุดหงิดเพราะคนงานอีก 3 คนก็นั่งรออยู่ด้วยกัน..ผมนึก เอะ ใจ จึงถามว่าเจ้าของที่ดินชื่ออะไร..


“ชื่อนางหนู พี่ ! แกขอแบ่งแยกในนามเดิมอีก 5 แปลงเนื้อที่ตั้ง 50 ไร่แปลงใหญ่ๆอย่างนี้ไปสายเดี๋ยววันนี้ก็ไม่เสร็จ ” หมอพูดอย่างเซ็งๆ..


“เฮ้ย ! .” . ผมนึกถึงยายหนูตาเดียวทันที “แกมาแล้ว ! เมื่อเช้ายังเห็นแกนั่งอยู่สนามหญ้าหน้าที่ทำงาน เห็นนั่งจิ้มข้าวเหนียวอยู่เลย”...


“ โป๋ๆๆ เอ็งลงไปดูผู้หญิงแก่ๆมีตาเดียว คงอยู่ที่สนามหญ้าข้างหน้านี่แหละ ..ไปตามขึ้นมา ซิ”.ผมหันไปบอกกับคนงานรังวัดที่เดินเตร่ๆอยู่ใกล้ๆ..


ซักพัก..ยายหนูหิ้วตะกร้าหมากอาวุธประจำกาย เดินตามอ้ายโป๋คนงานรังวัดขึ้นมาบนสำนักงานฯพอเจอหน้าแก ผมถามว่าทำไม่ไม่ขึ้นมารับช่างฯมัวทำอะไรอยู่ นี่ก็เกือบห้าโมงเช้าแล้ว กว่าจะไปถึงที่ดินคงเกือบเที่ยงละมั๊ง..!


แกทำหน้างงๆ พร้อมควักหนังสือใบนัดรังวัดที่ยับยู่ยี่ออกมาจากตะกร้าหมาก…


พลางหันหน้าไปมองไปที่เจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนที่ชี้แจงกับแก เมื่อ 30 วันก่อน


แกเอานิ้วชี้ไปที่เจ้าหน้าที่ผู้หญิง “ อี หนูคนนี้แหละบอกกับยายว่า ให้มารับ “ช่างฯเที่ยง” แล้วนี่เพิ่ง ห้าโมงกว่า ข้าก็ยังไม่ขึ้นมาซิ ! นั่งอยู่ข้างล่างมันเย็นสบายดี กะว่าเที่ยงเมื่อไหร่ถึงจะขึ้นมารับช่าง”..


“.......................................” จริงของแกเพราะช่างรังวัด มีชื่อว่า นายเที่ยง ................!!!!



หมายเหตุ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงไม่ได้โม้ นะครับ ???
(การทำงานหรือติดต่อกับราษฎร์ต้องชี้แจงดีๆ ผมไม่ได้ว่าโง่นะครับ แต่ผู้สูงอายุบางท่านบางครั้งก็เหมือนเด็ก ที่สื่อสารกันลำบาก ครับ ถึงมีเรื่องขำๆบ่อยเกี่ยวกับถุงยางอนามัยที่เล่าขานกันมา)




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2551    
Last Update : 28 สิงหาคม 2551 7:38:35 น.
Counter : 311 Pageviews.  

น้ำใจ จากน้ำฝน(ประสบการรังวัดที่ดิน) ตอน 2

โดย ราส์ส กิโลหก

ผะอืดผะอม...จากน้ำฝนบ้านยายเมี้ยนอยู่หลายวัน...ถึงขั้น อ้ายเบี้ยวสาบานว่า มันจะไม่กินน้ำฝนจาก ตุ่มใหญ่ ตลอดชีวิต ...เอากะมัน !!!!


ส่วนอ้าย ถั่ว ทะลุกลางปล้อง เสนอหน้า บ้างว่า...ของมันจะไม่กินเฉพาะบ้านยายเมี้ยน...แต่บ้านอื่นขอคิดดู ตามสถานการณ์...เออ !!!...แสดงว่า..อ้ายถั่วเป็นมวยกว่าอ้ายเบี้ยว...


เพราะอ้ายถั่ว..รู้ดีว่า..เดินเข้าไปทำงานในพื้นที่..ถ้าน้ำที่ขนไปหมดขึ้นมา...อย่าว่าแต่น้ำตุ๊กแกเน่าเลย....น้ำจากปลักรอยเท้าควาย ก็กินกันมาแล้ว.. ..


พวกเราย้ายไปทำงานที่จุดใหม่ ตามหมายกำหนดการ คือ พื้นที่ หมู่ที่ 12 ซึ่งผู้ใหญ่บ้านชื่อทองแดงพื้นที่ห่างจากที่เดิมมากโขอยู่...เราเดินทางมาถึงบ้าน ผู้ใหญ่ทองแดง ตั้งแต่เช้า ...มาถึงก็ยืน ออ กันอยู่หน้าบ้าน....


หน้าบ้านผู้ใหญ่.. มีป้ายเปลือกไม้ กว้างซัก 1 ศอก ยาว 2 ศอก เขียนชื่อ ผู้ใหญ่และตำแหน่ง ตัวอัษรสีขาวใสปักอยู่บนเสา 2 ต้น แต่คงปักมานาน เสาเลยเอียงตามแรงโน้มถ่วงของโลก มองดูก็เป็นศิลปะดี ...บริเวณประตูหน้าบ้าน ตัวบานประตู เอาไม้ไผ่มาขัด พอไม่ให้หมาแมว เข้าออก

สูงจากประตูขึ้นไป ทำเป็นซุ้ม มีไม้เลื้อย คือต้น ดอกกระดังงา กำลังแผ่กิ่งก้านจนมองทึบเป็นซุ้มใหญ่ ดอกกระดังงา ดอกเล็กดอกใหญ่ มองเห็นลานตาไปหมด โดยเฉพาะกลิ่นหอม ฉุน กระจายอยู่รอบบริเวณ...ทำให้นึกถึงเวลาไปที่วัดต่างๆมักมีกลิ่นแบบนี้...


.อ้ายเบี้ยวตะโกนเรียกหาเจ้าของบ้าน....ผู้...ใ ห ญ่ ....ๆๆๆๆๆๆ !!!!!...สิ้นเสียงปรากฏผู้ที่ต้อนรับเรา คณะแรกคือ พวกอ้ายด่าง อีแด่น ทั้งหลาย 4-5 ตัว ..พวก.มันทะลึ่งลุกขึ้นจากที่นอนขดอยู่ตามริมรั้วและขอบบ่อ วิ่งออกมาเป็นฝูง อ้าปากแยกเขี้ยว ทำท่าเหมือนจะวิ่งเข้าใส่..


แต่พอเข้าใกล้กลับหยุดกึกจนฝุ่นฟุ้ง โก่งคอ ตะเบ็งเห่า เสียงลั่นบ้านไปหมด......ทั้งหมดเป็นหมา พันธ์ไทยแท้ ขนสั้นเกรียน ตัวผอมๆหัวโตๆ สงสัยได้กินแต่ข้าวไม่เคยได้กินกับ.... ....
.
มีผู้ชายเดินตามออกมา เป็นผู้ใหญ่ทองแดง.... “ ชา...ช่าง.....หรือ....หรือ....คา... ครับ !! ดะ...ดะ....เดี๋ยวครับ รอ...รอ...เดี๋ยวครับ......กา.....กา....ลัง....ออ.....ออก .... มา... ครับ” …..ผู้ใหญ่แกเป็นคนพูดติดอ่างครับ....ผมเคยเจอแกมาก่อนแล้ว...ตอนประชุมผู้ใหญ่บ้าน-กำนัน......

คนในหมู่บ้านมักเรียกแก ว่า ....ทอง อ่าง.....หรือ บางคน ก็ เรียกว่า อ่างทอง !!!!

ตามด้วยเสียง ตะคอก ด่า หมา ..แบบ ภาษา อ่างๆๆของแก แข่งกับเสียงหมาเห่า ฟังไม่ได้ศัพท์ ซักครู่เดียว เหมือนรู้ภาษาอ่าง กองทัพหมาของ ผู้ใหญ่ฯ หยุดเห่าสนิท .....

มันมองกลุ่มผู้เขียนที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน แบบค้อนๆๆแล้วล่าถอยกลับไปนอนตามริมรั้วข้างๆบ่อที่เดิม . แบบหมดอาลัยตายจาก...

ผู้ใหญ่ทองแดง แต่งตัวอยู่ในชุดรัดกุมพร้อมออกทำงานกับเรา ที่หัวมีผ้าขาวม้าพันอยู่ มือถือมีดขอ ซึ่งเป็นธรรมดาของชาวบ้านแถบๆนี้ ถ้าออกจากบ้านไป ไร่ นาทุกคนจะถือมีดติดมือเสมอ อายุแกประมาณ 50 เศษๆ ท่าทางใจดี หน้าตาเหมือนชาวนาทั่วๆไป ตัดผมสั้นติดหนังหัว..เหมือนพวกทหารเกณฑ์ แต่สีผมออกขาวๆ มองไกลๆเหมือนคนหัวโล้น...

แกเปิดประตูรั้ว...ซึ่งเป็นไม้ไผ่ขัดเป็นสี่เหลี่ยม การเปิดคือ ยกทางด้านริมให้ลอยเหนือพื้น เล็กน้อย แล้วดันเข้าหาตัวบ้าน เหมือนวงเวียน ที่ด้านหนึ่งเป็นจุดศูนย์กลาง อีกด้านเป็นรัศมีวงกลม...

“ค่า ....เข้า......มา......ก่อ...ก่อน......คา คับ” เสียง อ่างๆๆของผู้ใหญ่....


เราเดินตามกันเป็นหางเข้าบ้านหลังผู้ใหญ่เปิดประตู...ไม่น่าเรียกเปิดประตู..น่าเป็นการยกประตูมากกว่า...


บริเวณบ้าน.. รอบๆบ้านมีต้นไม้หลากหลายชนิด ไม้ผล เช่น มะม่วง , ขนุน , แผ่กิ่งก้านสาขา เหมือน ร่มยักษ์ กันความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ นำพาความร่มเย็นให้กับบริเวณบ้าน เปรียบเหมือนเป็นแอร์ธรรมชาติ กลายๆๆ มองดูรกคลื้ม แต่สะอาด เพราะมีการดูแลรักษาอย่างดี ตามโคนต้นไม้ ได้จัดทำที่สำหรับนั่งโดยยกสูงจากพื้นดินประมาณ 2 ศอก .....

พวกเราเลือกหาที่นั่งกัน ผู้ใหญ่เดินหายเข้าไปในบ้าน สักพักเดินออกมา พร้อมน้ำในขันใบใหญ่ ...

“ เบี้ยว...รับน้ำจากผู้ใหญ่ หน่อย เอาไปแจกกินกันกัน”.....ผู้เขียนหันไปบอกกับ อ้ายเบี้ยว....



ที่ดินของผู้ใหญ่ ..เนื้อที่ ประมาณ 50 ไร่ ตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างไกลจากชาวบ้านคนอื่นๆ.. สภาพบ้าน เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง แบบบ้านชนบททั่วไป บริเวณที่ตั้งของตัวบ้าน รวมพื้นที่รอบๆ สำหรับอยู่อาศัยเนื้อที่ประมาณ ซัก 1 ไร่ เหลือนอกนั้นใช้ทำนา ..


มองเห็นหลังบ้านมีบ่อน้ำขนาดใหญ่.....ด้วยความที่ผู้เขียนชอบบรรยากาศของน้ำ...จึงเดินเลยไปดู....บ่อกว้างและยาว พอสมควร เนื้อที่คงเป็นไร่ ไม่มีวัชพืชในบ่อ น้ำใสแจ๋ว .....ปลาตัวเล็กๆว่ายกันเป็นฝูง ...นานๆจะได้ยินเสียงปลาตัวใหญ่พุ่งฮุบเหยื่อ บนผิวน้ำ จนน้ำกระจายเป็นวงกลมกว้าง... .


ลมพัดผ่านแผ่นน้ำในบ่อเป็นละลอกๆเหมือนคลื่นเล็กเรียงกันเป็นระเบียบ ..มากระทบตัวผู้เขียน ..เย็นชื่นใจจริงๆๆๆ เหมือนยืนอยู่ที่หน้าผาน้ำตกที่ไหนซักแห่ง..



.ต้นคูณขนาดใหญ่ นับสิบๆต้น ยึดแน่นอยู่โดยรอบของบ่อรายรอบเป็นวงกลม ตามกิ่งของต้น ออกดอกเป็นพวง เหมือนโคมไฟราคาแพง ทั้งดอกสีเหลืองที่อยู่กับกิ่ง และที่ร่วงหล่นลงในบ่อน้ำลอยเป็นแพ มองดูเหลืองอร่าม ...เฉพาะเงาของต้นไม้ในน้ำ...เหมือนภาพเขียนของจิตรกรชั้นนำ ......


ถ้าเอาเปลญวน...มาผูกนอนริมสระ...เบียร์ซัก 6 ขวด...อูย...น้ำลายไหล..!!!
.


....เฮ้อ...นี่แหละวิถีชีวิต.. ที่เรียบง่ายและพอเพียง ...พวกที่วุ่นวายและแก่งแย่งอยู่ในเมืองกรุงจะมีโอกาสมาเห็นบ้าง ไหม ???



มองดูแล้วผู้เขียนยังคิดว่า ถ้าชาวนาเหล่านี้ ได้รับความรู้การศึกษาที่ทัดเทียมกันกับคนในเมือง และได้รับการดูแลจากรัฐบาลด้วยความจริงใจ พวกเขาจะมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่น่าอิจฉามาก เพราะวิถีชีวิตเรียบง่ายพอเพียง.....


แต่ในสภาพความเป็นจริงชาวไร่-ชาวนา ถูกเอารัดเอาเปรียบ จากผู้ที่แข็งแรงกว่า เป็นหนี้เป็นสินที่เกินความจริง การกดราคาสินค้าจากพ่อค้าคนกลาง ซ้ำร้ายถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในการไปติดต่อราชการต่างๆ .....


จุดที่ทำงานและนัดกับชาวบ้านเอาไว้ อยู่ห่างไปทางเหนือประมาณ 3- กิโลเมตร ...ผู้ใหญ่นัดพบชาวบ้านที่แปลงที่ดิน..... ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่นี่ บ้านพักกับที่ดินทำนาอยู่กันคนละแห่งกัน ตอนเช้าก็ออกไปที่นา-ไร่ ตอนเย็นก็กลับบ้าน ช่วงหน้าฝนจะมีภาพชาวบ้านต้อนวัว-ควายไปที่ทำนา เพื่อไปไถนาบ้าง ไปเลี้ยงบ้าง ตอนเย็นตะวัน โพล้เพล้ ก็จะต้อนวัว-ควายกลับบ้านกัน....เป็นชีวิตประจำวัน..


รถเข้าไม่ถึงต้องเดินเท้าไป ช่วงเดือนเมษายน เป็นหน้าแล้ง ตามท้องนาจะมีแต่ ตอซังข้าวแห้งๆ บางที่เหลือแต่โคนตอเป็นสีดำ เนื่องจากเจ้าของที่นาบางคนชอบเผาซังข้าว.....พื้นนามองเห็นดินแตกแขนงจากความแห้งแล้ง....เพราะขาดฝน..


เราเดินบนคันนา เดินตามกันเป็นแถว มองไกลๆเหมือน พวกพ่อค้าที่ขนเอาของมาขายให้ชาวบ้านตอนหน้าแล้ง .....ผู้เขียนให้ผู้ใหญ่ฯเดินนำหน้า เพราะต้องเป็นผู้ นำทาง.....บนคันนามีหญ้าขึ้นประปราย ตอนเช้าๆหญ้าเปียกน้ำค้าง...ดูแฉะๆตอนกลางคืนน้ำค้างคงแรง.....


ก้มหน้าก้มตาเดินกันไป ...คุยกันบ้าง.แต่ไม่มาก เพราะผู้เขียนเห็นใจแก ถ้าพูดมากแกจะเหนื่อยกว่าการเดิน ...มัว แต่ อ้อๆๆอ้าๆๆ เล่นเอาคนฟังเหนื่อยไปด้วย....บรรยากาศเงียบๆใจผู้เขียนล่องลอย..ไปในอดีต ตอนสอบเข้าเรียนวิชาช่างสำรวจ(เซอร์เวย์) ทุ่งมหาเมฆ...


ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าจบแล้วจะไปทำอะไรได้บ้าง มาสอบตามเพื่อน ...จบแล้วมาทำงานถึงรู้ว่างานส่วนใหญ่อยู่กับป่ากับเขา......เพราะ 1 ปีต้องมาอยู่แบบนี้ 6-8 เดือน...นึกถึงเพลงของเรา สมัยเรียนหนังสือ ดังบทเพลงว่า.....


“ ชีวิตเซอร์เวย์ ว้าเหว่ จริงๆ อยากมีหญิงไว้อิงแนบข้าง ร่อนเร่เซอร์เวย์ อ้างว้าง ชะ !! ร่อนเร่เซอร์เวย์อ้างว้าง ไม่มีน้องนาง มาเคียงข้าง คราวไปเซอร์เวย์” ...


ผู้ใหญ่ทองแดงอยู่ข้างหน้า แกเดินช้าเกินไปเพราะคันนาลื่นหรือไม่ก็อายุแยะแรงคงน้อย อ้ายเป๋..คนงานของผู้เขียน ซึ่งอยู่ด้านหลังทนไม่ไหว มันทำอวดเก่ง เดินแซงแถว ไปอยู่ข้างหน้า เป็นคนที่ 1 อยู่ด้านหน้าผู้ใหญ่ฯ. อ้าย เป๋ นั้น ขาข้างหนึ่งดี แต่อีกข้างลีบ เป็นตั้งแต่เกิด เวลาเดินตามถนนต้องเดินโยกเยก เพราะกำลังขาไม่เท่ากัน แต่ถ้าเดินท้องไร่ท้องนา อ้าย เป๋ ไม่เป็นรองคนขาดีๆ คงเป็นพรสวรรค์พิเศษของมัน....


ถ้ามันเดินในไร่นา ไม่สังเกตดูดีๆ ไม่รู้ว่า ขาเป๋ อ้าย เป๋ จึงชอบเดินท้องไร่ท้องนา มากกว่าเดินบนถนน “มันเท่ห์กว่ากันแยะ” อ้าย เป๋ เคยบอกความจริงกับผู้เขียน...


เดินตามกันไปเป็นขบวนเพราะแนวคันนาแคบ บังคับให้เดินกันเป็นแถว เสียง อ้าย เป๋ คุยกับผู้ใหญ่ฯ ดังลั่นทุ่ง จับใจความได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ งูๆ.. เห็นเถียงกันว่า งูสิงห์ กับงูเห่า งูอะไรอร่อยกว่ากัน.. เดินเถียงกันไปตลอดทาง..


จนกระทั่งเดินมาถึงบ่อร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นทางผ่าน เราต้องเดินเลาะริมบ่อ ไปทางอื่นไม่ได้ ขอบบ่อด้านซ้ายเป็นแนวต้นไม้รวก เป็นแถวยาวขึ้นเบียดชิดกัน จนรกทึบ ด้านขวาเป็นตัวบ่อ น้ำแห้ง มองเห็นหญ้าเขียวๆก้นบ่อ สูงถึงขอบบ่อ ประมาณ เกือบ 2 เมตร


พื้นขอบบ่อที่เราเดินอยู่ก็มีพวกเถาวัลย์ หญ้าคาขึ้นอยู่เต็มทางเดิน ......ทางเดินช่วงนี้จะเดินลำบาก ยากกว่าเดินบนคันนา เพราะพื้นที่ทางเดินแคบ และ มี หญ้าขึ้นคลุมพื้นดิน ซึ่งเปียกแฉะจากน้ำค้างตอนกลางคืน....


การเดินจะช้าลงกว่าปรกติ ต้องระมัดระวังมากขึ้นเพราะถ้าลื่นอาจตกลงในบ่อได้ ...อีกไกลพอสมควร กว่าจะสิ้นสุดทางเดินริมบ่อ กะๆดูไม่น่าเกิน 200 เมตร ก็จะสิ้นสุดที่ ปลายนา เราก็จะได้เดินสบายๆบนคันนาเหมือนเดิม .. .....


พวกเราเดินแบบ ทุลักทุเล เพราะทุกคนไม่ได้เดินตัวเปล่า ต่างคนก็มีสัมภาระ เช่นเครื่องมือการรังวัด กระติกใส่น้ำกิน ข้าวกลางวันที่เตรียมมาด้วย พะรุงพะรังพอตัว ซ้ำหญ้าก็เปียกทางก็แคบ ทุกคนคงคิดเหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะเดินพ้นบริเวณ นี้เสียที .......

ตอนนี้ไม่มีเสียงคุย ได้ ยินแต่เสียง เท้าย่ำลงบนพื้นซึ่งเต็มไปด้วยหญ้า และเสียงหายใจหนักๆยาวๆ


เดินมาได้ประมาณครึ่งทาง... ด้านริมซ้ายมือ นอกจากกอไม้รวกที่ขึ้นหนาทึบแล้ว มีช่วงหนึ่งหญ้าคาขึ้นสูงเป็นกอ ยาวประมาณ 1 เมตร ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มอยู่ชิดทางเดินด้านซ้ายมือ พอ อ้าย เป๋ เดินไปถึง มันคงเห็นอะไรบางอย่าง......


เห็นก้มมองดู พร้อมกับหยุดเดินกะทันหัน เล่นเอาคนที่เดินตามหลังกันเป็นพรวน หยุดตามแทบไม่ทัน



“ หางหนู โผล่มาจาก กอหญ้า ตัวมันอยู่ในกอหญ้า แหงแก๋” เสียงมันพูดลอยๆๆแต่ได้ยินชัด



“ หนู.....นะ...นะ...นา....กิ.......กิน.......ด้า....ยย” ผู้ใหญ่ทอง มองที่หางหนู...


อ้าย เป๋ แสดงท่า ลิงโลด ดีใจ เหมือนเจอ ของโปรด มัน รีบเอามือ....ตะครุบ...ที่หางหนู ..จับไว้แน่น.แล้วจัดแจง....ลากออกมา . ผู้เขียน...ชะโชกมองดู....นึกในใจ มันทำอะไรของมัน...



อ้าย เป๋ ค่อยๆ ลากหางหนูออกมา จนจะพ้นพงหญ้า…. มองเห็น ขนปุยๆ ก้นของ หนู ผู้ใหญ่ก็ก้มตัวลงเตรียมช่วย ตะครุบ หนู....ทันใดนั้น....!!!!!....


เสียงร้องของคนแบบสุดปลายเสียง .. อ้าย เป๋ ร้องเป็นสุนัขถูกน้ำร้อนลวก..มันปล่อยหางหนูอย่างรวดเร็ว ทำท่าเหมือนถูกไฟฟ้าช๊อตที่ข้อมือ.....เหยียดตัวทะลึ่งขึ้น..ปานตัวติดสปริง....กระโดดเหมือนคนบ้า....


เนื่องจาก คันดินขอบบ่อเล็ก และแคบ ลื่นเพราะหญ้าเปียกอีกต่างหาก..อ้าย เป๋ เสียการทรงตัว มันหงายท้องไปทางด้านขวามือ ซึ่งเป็นด้านบ่อร้าง กลิ้ง หลุนๆแหวกพวกกิ่งไม้ขอบบ่อ หายวับ ลงไปด้านล่างของ บ่อ ...


ส่วนผู้ใหญ่ทอง ร้องเสียงหลง แทบหายติดอ่าง “ ง..งงง...แม...ว.......แมว...................” แกพูดไม่จบหรอกครับ...กลิ้งหายวับไปตามทางที่ อ้าย เป๋ หายไปเมื่อ ตะกี้....ตามไปอีกคน!!!!!

เหตุการณ์มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ผู้เขียนซึ่งยืนเป็นคนที่ 3 ต่อจาก อ้าย เป๋ และผู้ใหญ่ทอง เมื่อ2 คนตกบ่อไปแล้ว จึงได้เห็นสิ่งที่ทำให้ อ้าย เป๋ และผู้ใหญ่ทอง..กลายเป็นคน บ้า ในพริบตา ทะลึ่งพรวดจากกอหญ้า....ด้วยความตกใจเช่นกัน......


มันคือ งูแมวเซา ที่มีพิษร้ายกาจ ขนาดข้อมือ เกล็ดตามตัวขยายพองเต็มที่ คงกำลังโมโห ที่มีคนไปดึงเหยื่อจากปาก ที่ปากยังคาบหนูตัวเบ่อเริ่ม แต่ตัวหนูจวนจะหลุดจากปาก มองเห็นท้องขาวๆของหนูได้เกือบเต็มตัว...



ผู้เขียน ร้องไม่เป็นภาษา เพราะปากงูอยู่ห่างเท้า ไม่ถึงคืบ ของที่ถืออยู่ในมือ หลุดไปโดยไม่รู้ตัว..ใส่เกียร์ถอยหลังอย่างรวดเร็ว ...พวกที่อยู่ด้านหลังโดนดันกลับไปอย่างแรง ต่างตกใจ ล้มกลิ้งล้มหงายกันไม่เป็นท่า เพียงเพื่อต้องการไปให้พ้นจากจุดที่ยืนอยู่เร็วที่สุด ...



มารู้สึกตัวอีกครั้ง คือนอนหงายอยู่ก้นบ่อ และอาการแสบตามแขนและที่หน้า มองดู ตามเนื้อตัว เสื้อผ้าเต็มไปด้วยโคลน เปรอะเลอะเทอะ มอมแมม เนื่องจาก ก้นบ่อที่ ดูเหมือนน้ำแห้ง... ที่แท้ยังแห้งไม่สนิท ยังมีน้ำก้นบ่ออยู่พอสมควร ทำให้ดินโคลนอ่อนจนเละ..เพราะอมน้ำ...



มองดูรอบๆ เห็น ลูกน้องคนงาน ที่เดินตามหลังผู้เขียนแต่แรก...ก็มีสภาพไม่ต่างกัน เครื่องไม้ เครื่องมือ ตกกระจัดกระจาย ที่เสียดายคือ ห่อข้าว ขวดน้ำ แตกหักเสียหายหมด..



มองรอบตัว แต่ไม่เห็นทั้งผู้ใหญ่ ทอง และ อ้าย เป๋ คงเป็นเพราะ จุดที่ทั้งสองตกไปในบ่อ เป็นคนละจุดกับผู้เขียนตก ....และบริเวณนั้นมีหญ้าและวัชพืชสูงเกือบท่วมหัว...



ด้วยความเป็นห่วง...ได้รีบลุกขึ้น .ตะโกนเรียกหา....



สักครู่มีเสียงอ้ายเป๋ ขานรับ ตำแหน่งอยู่ไม่ห่างจากผู้เขียนมากนัก....



อ้าย เป๋ และ ผู้ใหญ่ทองเดินแหวกหญ้าออก ...ด้วยสภาพที่ อยากจะหัวเราะแต่หัวเราะไม่ออก..



หัวอ้าย เป๋ เต็มไปด้วยโคลน เหมือนโจรที่ใส่หมวกไหมพรมเพื่อพรางใบหน้า .. ตอนตกลงมามันคงเอาหัวลงมาก่อน ถ้าน้ำก้นบ่อ ลึกมากกว่านี้ อ้าย เป๋ สิ้นชื่อแน่ๆ..



ส่วนผู้ใหญ่ทอง อาการน้อยกว่าอ้าย เป๋ โคลนที่หัวแก เป็นกระจุก แต่เกิดภาพศิลป์ บนใบหน้าแก เพราะมีโคลนพอกอยู่แค่ครึ่งใบหน้า มองเห็นตาข้างเดียว อีกข้างมองไม่เห็น เพราะโคลน พอกอยู่...เหมือน โมเช่ ดายัน ยอดนักรบของ อิสราเอลในอดีต....



โขยกเขยก ยกพลขึ้นจากบ่อ พร้อมเก็บรวมรวมสิ่งของที่ยังใช้การได้...มองดูนาฬิกา เกือบ 9.00 น...จะทำอย่างไรนัดชาวบ้านไว้ เวลา 9.00 น...สภาพของทุกคนไม่ต้องบรรยาย เหมือนพวกล้างท่อของกรุงเทพมหานคร..จะกลับไปล้างตัวที่บ้านผู้ใหญ่ก็ไกลเกินไป...หน้าแล้งอย่างนี้อย่าหวังว่าจะมีน้ำจากบ่อในท้องทุ่งท้องนา...



“เอา ไงดี ผู้ใหญ่ เสียฤกษ์ แล้วมั๊ง วันนี้” ผู้เขียนหันมาปรึกษาผู้ใหญ่ทอง...



ผู้ใหญ่ยังไม่ทัน พูดอะไร...เสียงแจ๋วของ อ้าย เป๋...สอดขึ้นมา...



“ไปมันอย่างนี้ แหละพี่ เดินๆไปเดี๋ยวก็ แห้ง เดี๋ยวชาวบ้านจะรอ” อ้าย เป๋ แสดงความเป็นผู้มีความรับผิดชอบ แต่ผู้เขียนว่ามัน พูดแก้เกี้ยวมากกว่า เพราะมันนั่น แหละ เป็นต้นเหตุให้เป็นแบบนี้...



ผู้เขียนตัดสิน ใจเดินหน้า ต่อ เพราะชาวบ้าน รออยู่จำนวนมาก หากไมไป จะเสียหายและเสียเวลาคนที่มาคอย .....เห็นใจชาวบ้านว่างั้นเถอะ...อีกอย่างเราวางโปรแกรม วางคิวไว้หมดแล้ว ถ้ามีการเลื่อน จะยุ่งยาก..???



“อ้าย เป๋ มรึงมาอยู่ข้างหลัง เลย อ้ายตัวซวย ทั้งน้ำ ทั้งข้าว หกหมดวันนี้ อานแน่” อ้ายถั่วพูด... ด่าอ้าย เป๋ เพื่อนซี้ของมัน...



เราไปถึงพื้นที่ ประมาณ 9.30 น เป็นตามคาดชาวบ้าน มารออยู่จำนวนมาก เพราะต่างคน ต่างอยากได้ เอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดิน ถ้าที่ดินเป็นโฉนดแล้ว คุณค่าและราคาจะสูงขึ้นทันที เพราะเป็นเหมือนใบผ่านทางได้.....
...ใช้จำนำ.จำนอง .ใช้ประกันตัวผู้ต้องหา...ขายก็ได้ราคา..ที่ดินเปล่าๆไม่มีเอกสารสิทธิ์ใครอยากจะซื้อ .แก้ปัญหาการรุกล้ำแนวเขตกัน..การจัดเก็บภาษีท้องถิ่น .ฯลฯ..



ชาวบ้านต่างเห็นใจพวกเรา ที่ทำงานให้ทั้งๆที่สภาพ เหมือนแต่งแฟนซีมาทำงาน ....



การรังวัดจะรังวัดแบบหน้ากระดาน คือเริ่มวัดตั้งแต่แปลงแรก และเรียงลำดับรังวัดสืบเนื่องติดต่อกันไป พวกที่รังวัดเสร็จก่อนก็กลับบ้านได้เลย ...



สิ่งที่ อ้าย ถั่ว วิตกว่าจะไม่มีน้ำหรือข้าวกลางวัน กิน....!!!!!



ปรากฏเป็นตรงกันข้าม ...ชาวบ้านเจ้าของที่ดินซึ่งรังวัดเสร็จก่อนในลำดับต้นๆๆ กลับบ้านไปแล้ว คงด้วยความเห็นใจพวกเรา เขากลับมาอีกพร้อม อาหาร,น้ำ และ ยอดอาหาร คือเหล้า แต่เป็นเหล้าต้ม...สีขาวใสเป็นตาตั๊กแตน ...ถ้าเอามาจุดไฟ..ติดพรึบ...แสดงถึง ดีกรีอันร้อนแรง...



คิดดูแล้วกัน..ชาวบ้านเกือบ 30 คน...ของที่ทุกคนมีน้ำใจจะมากขนาดไหน.....



คนที่เห็นดีใจออกหน้าออกตา...คือ อ้าย ถั่ว ...มันยิ้มแก้มไม่หุบ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานแบบไม่เหน็ดเหนื่อย...เพราะเลิกงานเมื่อไหร่...คงได้ ฟาดของโปรดได้เต็มที่...



เรารังวัดเสร็จทั้งหมด เวลาก็ล่วงถึง ประมาณ 5 โมงเย็นแก่ๆ อาหารที่ชาวบ้านนำมาให้ มีทั้งไก่ ทั้งปลา เหล้าขาวเกือบ 10 ขวด...หอบของเดินทางกลับถึงบ้านผู้ใหญ่ ตะวันโพล้เพล้ แดดร่มลมตก...อาบน้ำอาบท่าทำความสะอาดร่างกาย ผู้ใหญ่ให้แม่บ้าน นำไก่และ ปลา ไปทำอาหาร..



แล้วก็ตาม ทำ มะ เนียม ตั้งวงเหล้าคุยกัน เหนื่อยกันมาทั้งวัน มีชาวบ้านละแวกใกล้เคียง มาร่วมวงกับเรา 4-5 คน...นี่คือวิถีชีวิตส่วนหนึ่งของเราคือชาวดิน(กรมที่ดิน) ...กับชาวบ้าน...เราทำงานให้เขาเขาก็มีน้ำใจ แบบคนไทยชนบท......



จนได้เวลาสมควรเกือบเที่ยงคืน...พระเอกของงานคือเหล้าขายดี ไม่มีเหลือซักหยด...พวกเราลาผู้ใหญ่และชาวบ้าน เพื่อจะ กลับบ้านพักกัน....(สมัยนั้น พาหนะที่ใช้คือ มอเตอร์ไซค์ เราจะเช่าบ้านอยู่ใน ตำบล หรือ อำเภอ ตามความเหมาะสม)



วันนี้อ้ายถั่วลาภปาก มันฟาดเต็มคราบ ซัดเต็มที่ ออกอาการ เดินเซๆ



กำลังขึ้นรถ มัน บอกกับผู้เขียน “เพ่ ครับ เพ่” มันพูดเสียงคับปาก.....



“ทำไม วะ เหล้าหมดแล้ว กลับบ้านกัน” ผู้เขียนคิดว่ามันยังติดลมอยู่...



“ ม่าย ใช่ คับ ....ท่านประธาน คับ” มันทำดัดจริตเรียกท่านประธาน ...มันคงได้ยินที่มีการคุยกันเรื่องการเมืองในวงเหล้า และมีการพูดถึงสภาผู้แทนฯ และประธานสภาฯ ชาวบ้านชอบดูเวลามีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์



“ผมขอ ถอนคำพูด ครับ....เอิ๊กๆ......คือ เมื่อเช้านี้ที่ว่า.....เอิ๊กๆ..... อ้าย เป๋ เป็นตัวซวย.....เอือกๆๆ ความจริงเป็นตัวโชค ลาภ ครับ” มันพูดเป็นช่วงเพราะความเมา....!!!!!






 

Create Date : 28 สิงหาคม 2551    
Last Update : 28 สิงหาคม 2551 7:24:26 น.
Counter : 485 Pageviews.  

น้ำใจ จากน้ำฝน(ประสบการรังวัดที่ดิน)

ประสบการณ์/รังวัดที่ดิน/ชาวดินสระบุรี
น้ำใจ..มาจากน้ำฝน...

โดย ราส์ส กิโลหก


มีเรื่องสนุกเล่าให้ฟังเรื่องนึง......ประมาณ ปี 2522 ผู้เขียนเป็นช่างรังวัดพาลูกน้อง 6 คนไปทำการรังวัดออกโฉนดให้กับชาวบ้าน ในท้องที่ตำบลหนึ่งในจังหวัดสระบุรี เป็นการรังวัดแบบเรียงหน้ากระดาน คือรังวัดรวมๆกันไปที่เดียวหลายสิบหลายร้อยแปลง ระยะเวลาตามโครงการ ประมาณ 6 เดือน..


ขั้นตอนแรกแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านและกำนัน เรียกชาวบ้านมาประชุมกันที่ศาลาวัด ผู้ใหญ่บ้านก็ทำการสำรวจลูกบ้านที่จะขอรังวัดออกโฉนด แล้วนำรายชื่อทั้งหมดนำมาให้ผู้เขียนเพื่อวางแผนการทำงาน ผู้เขียนจะเป็นผู้กำหนดวันนัดรังวัดให้ผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่ทราบ โดยกำหนดแยกเป็นกลุ่มๆละประมาณ 30 แปลง..


หลังจากนั้นชาวบ้านผู้ขอรังวัดออกโฉนด จะต้องมารับหลักเขตที่ผู้เขียนขนไปกองไว้ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน เพื่อเอาไปเตรียมไว้ที่ไร่ นาของตน เมื่อถึงวัดนัดฯผู้ใหญ่บ้านจะเป็นผู้นำผู้เขียน ไปที่นาที่ไร่ของผู้ขอรังวัด และเจ้าของที่ดินจะเป็นคนนำชี้เขตรังวัด และขุดหลักเขตตามขอบนา-ไร่ให้รอบเขตที่ดิน เช่นตามเขตแยกและแนวคตโค้ง...เฉพาะแปลงที่ดินของตนเอง .เมื่อผ่านขั้นตอนนี้เป็นอันเสร็จเรื่องสำหรับเจ้าของที่ดิน ขั้นตอนต่อไปผู้เขียนจะไปทำการรังวัดซ้ำเพิ่มเติมอีกครั้งในภายหลัง...เพราะเรารู้ขอบเขตหมดแล้ว..


ในการรังวัดซ้ำเพิ่ม ในวันต่อมา คือ ส่องกล้อง ดึงระยะ จดรายละเอียดชื่อหลัก จุดหนึ่งๆใช้เวลาหลายวัน ในบริเวณพิ้นที่ทำการมีบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านไม้เก่าๆแบบชนบททั่วไป มีต้นไม้ใหญ่รก แต่ร่มเย็นตั้งอยู่บริเวณที่ทำงาน ซึ่งเราต้องเดินผ่านบ่อยๆ เจ้าของบ้านชื่อยาย เมี้ยน อายุร่วม 70 ปีแต่ยังแข็งแรงเดินเหินได้สบายๆ แกอยู่บ้านคนเดียวลูกเต้าไม่มี สามีก็เพิ่งตายจากไปไม่นาน แกมีที่นาแยะแต่ไม่ได้ทำเอง ให้คนอื่นเช่า แกอาศัยค่าเช่านานี่แหละใช้อยู่ใช้กิน โดยที่นาของแกก็ขอออกโฉนดกับเราด้วย ..


แต่สิ่งที่สะกิดใจผู้เขียนคือ บ้านแก ตุ๊กแกแยะจัง ตัวใหญ่ๆเกาะอยู่ตามฝาบ้าน ตามต้นไม้ก็มี ถ้ามาตอนกลางคืนคงไม่กล้ามา...มันวังเวงชอบกล..???


ตอนเช้าไปทำงานต้องเดินผ่านบ้านนี้ ทำงานเสร็จตอนเย็นก็ใช้เส้นทางนี้กลับ จนยายเมี้ยนเจ้าของบ้านมีน้ำใจ เวลาจะผ่านบ้านแกมักจะเรียกให้กินน้ำทุกครั้ง ..


ที่บ้านแก มีตุ่มน้ำขนาดใหญ่ขนาดสูงท่วมหัว ตั้งสูงกว่าพื้นดินประมาณ 1 ศอกมีก๊อกน้ำสำหรับปิด-เปิด เพื่อรอง น้ำในตุ่มออกมาใช้


ด้านบนของตุ่มน้ำ จากหลังคาบ้านจะมีรางน้ำ รับน้ำจากหลังคามาลงในตุ่ม ถ้าน้ำเต็มๆ ใช้กินอย่างเดียวคงกินได้เป็นปี .....


สำหรับผู้เขียนถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ผู้เขียนจะไม่กินน้ำของชาวบ้าน เนื่องจากสมัยนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่จะกินน้ำจากบ่อ บาดาล แต่ที่บ้านนางเมี้ยนเห็นว่าเป็นน้ำฝน ผู้เขียนจึงยอมกิน เพราะทำงานเสร็จตอนเย็นมาเหนื่อยๆ กินน้ำฝนแล้วเย็นชื่นใจ...


น้ำฝนบ้านนางเมี้ยน รสชาติแปลกจากที่อื่น คงเพราะเป็นน้ำฝนค้างปีในตุ่มใหญ่ ...


ใช้บริการน้ำจากบ้านางเมี้ยน อยู่หลายวัน.. จนวันหนึ่งตอนเย็นเราก็เดินผ่านมาทางนี้เช่นเคย แล้วก็แวะกินน้ำเหมือนทุกครั้ง วันนี้อากาศเดือน เมษายน ร้อนมาก กินน้ำกันมากว่าปรกติ ยายเมี้ยนเดินมา บอกกับผู้เขียนว่าช่วยให้ลูกน้องปีนขึ้นไปบนหลังโอ่งให้หน่อย เพราะเมื่อคืนลมแรง พัดเอารางน้ำที่อยู่บนปากตุ่มเอียงไปบนขอบตุ่มถ้าเกิดมีฝนตกน้ำจะไม่ลงตุ่ม หน้าฝนกำลังจะมาแล้ว แกบอก


“เฮ๊ย...อ้ายเบี้ยว มรึง ขึ้นไปดูให้แกหน่อย กินน้ำแกจะหมดตุ่มแล้ว ช่วยหน่อย โว๊ย” ผู้เขียนเรียกอ้ายเบี้ยวเพราะตัวมันเล็กน่าจะคล่อง ตัว


อ้ายเบี้ยว ถอดรองเท้าขยับขากางเกง ปีนขึ้นไปบนหลังตุ่ม จัดการตามที่ยายเมี้ยนบอก ผู้เขียนไม่ได้สนใจอะไร เดินมาคุยกับยายเมี้ยนที่หน้าบ้านแก สักพักใหญ่ๆ อ้ายเบี้ยวเดินกลับออกมาคงทำงานตามที่สั่งเรียบร้อย มันเดินผ่านผู้เขียนไปไม่พูดอะไร แต่สังเกตหน้าตามันแดงๆน้ำลายยึดๆ..


ผู้เขียน ลานางเมี้ยนเพื่อจะกลับบ้านกันตามปรกติ เมื่อเดินพ้นบ้านนางเมี้ยน พอสมควร อ้ายเบี้ยวก้มตัวลง มันอ๊วกออกมาอย่างแรงเสียงดัง น้ำที่กินเมื่อครู่ออกมาเป็นสาย...


ผู้เขียนและคนอื่นๆ ตกใจหยุดมุงดูอ้ายเบี้ยวอ๊วก เสียงอ้ายถั่ว คนงานอีกคนเย้าว่า “มันได้เวลา มั๊ง พี่ พยาธิมันคงกวน”


อ้ายเบี้ยว หันควับ มองหน้าอ้าย ถั่ว เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ พร้อมเอามือป้ายน้ำลายที่เลอะปาก ก่อนพูดเสียงดังอย่างโมโห “เดี๋ยวมรึงจะอ๊วกเหมือนกู” ไอ้ เอี้ยถั่ว..!!!!


“ทำไมหรือ” ผู้เขียนถาม???


พอมันพูดออกมาเท่านั้น วงแตกครับ เสียงอ๊วกกันระงม ทั้ง หัวหน้าและลูกน้อง


อ้าย เบี้ยว พูดเสียงเหมือนคนร้องไห้...


“จะไม่อ๊วกอย่างไงล่ะพี่...ในตุ่มน่ะ น้ำจะหมดตุ่มอยู่แล้ว มีซาก ตุ๊กแก เป็นสิบตัวลอยเต็มไปหมด กำลังเน่าเลย”
.อ๊วก!!!!... ......สวัสดี/




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2551    
Last Update : 28 สิงหาคม 2551 7:19:26 น.
Counter : 444 Pageviews.  

คืนสยองขวัญบนรถตู้

คืนสยองขวัญบนรถตู้
(ตอนที่ 1)

กริ๊งๆๆๆๆๆกริ๊งๆๆๆๆๆๆ......

ผมสะดุ้ง...ลืมตา..เพราะเสียง นาฬิกาปลุก บนหัวเตียงที่กรีดระรัวอย่างไม่เกรงใจเจ้าของ จนผมเกรงใจมันต้องลุกขึ้นอย่างขี้เกียจ พลางสะบัดหัว ไล่ความงัวเงีย มึนงง ออกจากหัว พร้อม เอื้อมมือไปในความมืด ควานหา ด้วยความเคยชินไปยัง นาฬิกา ต้นเสียง หยิบคว้าเอามามอง ...กดปุ่มหยุดเสียงให้มันเงียบ...


พรายน้ำจากเข็มนาฬิกา ชี้บอก เวลา ตี 5 พอดิบพอดี ...เป็นไปตามที่ผมตั้งเวลาไว้ ....ปัดเอาผ้าห่มออกจากร่างกายดีดตัวลงจากเตียงนอน พยายาม ไล่ความง่วงที่ยังรบกวนอยู่ ...เหมือนร่างกายยังไม่พร้อมที่จะตื่น เปิดสวิตไฟฟ้า ...วิ่งเข้าห้องน้ำ ปฎิบัติ ภาระกิจ ส่วนตัวทันที....


วันนี้เรามีนัดจะไปงานศพ แม่ของ น้องที่ทำงาน ซึ่งตั้งศพอยู่ที่วัดต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง ทางภาคอีสาน ....ก็ตามสมัยนิยม...ผมตกลงเหมารถตู้เพื่อเป็นพาหนะในการเดินทาง ...เพราะขี้เกียจขับรถ...จังหวัดที่จะไปไม่ใช่ใกล้ๆระยะทาง เกือบ 500 กิโลเมตร....


ลุงบุญ ขับรถตู้มาจอดที่หน้าบ้าน... ผมรออยู่แล้ว ..ไม่ให้เสียเวลา เปิดประตูด้านข้าง ขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังคนขับ.. ไม่ต้องรอให้ลุงบุญ มาเปิดให้..


“ลุง มีเพื่อนผม อีก 5 คนรออยู่ที่ หน้าศาลากลางจังหวัด แวะรับด้วย ครับ..!!” ผมยื่นหน้าบอกลุงคนขับ..


แกหันหน้ามาหาผม “ ได้ครับ ไปกัน แค่ 5 คน เท่านั้น เหรอ”......ก็มีไปเท่านั้น แหละ ลุง จะได้นั่งกันสบายๆ ผมตอบแก...


ท้องฟ้ายังมืด อากาศยามเช้าเย็นสบาย ถนนหนทางโล่ง ท้องถนนมีผู้คนไม่มาก บ้านผู้คนสองข้างทางมืดเงียบ นานๆจะมีรถให้พบเห็น...นึกในใจว่าถ้าโลกเราไม่มีดวงอาทิตย์....ไม่มีแสงตะวัน...ชีวิตความเป็นอยู่คงลำบากไม่น้อย...


เบิ้ม , เจ๋ง , ขรรชัย , หมาน และ อ้ายเหวง ยืนรอกันอยู่ ข้างๆศาลากลางจังหวัด...ตรงตามเวลานัดหมายโดยพร้อมเพรียงกัน...


“อ้าย เหวง เอ็ง ขึ้น ด้านหน้า นั่ง คู่กับคนขับ เอ็งมันตัวใหญ่” ผมตะโกน บอกทันทีที่รถจอด ตรงหน้ากลุ่มที่ยืนรอกันอยู่..อ้ายเหวง ตัวอ้วนดำ สูง 180 เซ็นต์ติเมตร หนักคงเป็น ร้อยกิโล เป็นลูกน้องผมเอง หมอนี่ถ้าได้กิน เบียร์ สามารถกินคนเดียวได้เป็นโหล...


.ส่วน อีก 4 คน ทยอยกันขึ้นด้านตัวรถตู้ .ทักทายกัน เล็กน้อย เพราะดูท่าทางบางคนยังเมาขี้ตาอยู่ ขึ้นรถหาที่นั่งกัน ตามเบาะที่เป็นแถว นั่งกันสบายไม่แออัด เพราะรถตู้ปรกติ บรรทุกได้ ถึง 11 คน..ความจริงเราชวน พรรคพวกที่ทำงานเดียวกัน กับน้องลูกสาวคนตาย ไปกันหลายคน แต่ระยะทางมันไกลเลยถอดใจกัน ฝากแต่ซองทำบุญไป....

รถตู้ มุ่งหน้าออกเดินทาง เราใช้เส้นทางถนนมิตรภาพ ..ถนนเส้นนี้เมื่อ 50 ปีก่อนถือว่าเป็นถนนที่ดีที่สุดในประเทศไทย สร้างโดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอเมริกา.ความยาว.ต้นทางที่สระบุรีสุดปลายทาง นครราชสีมา...


เดิมพื้นถนนลาดยางมะตอย...ความกว้าง 2 เลน..ตอนสร้างเสร็จใหม่ๆบางคนเล่าว่า ขนาดขับรถบนถนนน้ำในแก้วยังไม่หก...คงจะเปรียบให้เห็นว่าถนนเรียบเป็นกระดาษ....นั่นมัน พ.ศ. 2500...


ปัจจุบันเป็นถนนคอนกรีต กว้างขวางใหญ่โต ....มีเลนให้วิ่งหลายเลน ...ขับสบายๆๆ...


ลุงบุญ อายุ กว่า 50 ปี แกเป็นเจ้าของรถเอง ใช้บริการกันบ่อย เพราะแกขับรถดีไม่คึกคะนอง นิสัยเป็นกันเอง ...ผมเคยเจอรถตู้บางคัน เจ้าของรถไม่ได้ขับเองเพราะมีหลายคัน จึงจ้าง คนอื่นขับ ไม่รู้มันทะเลาะกับเมียมาหรือเปล่า...? ขับเหมือนไม่มีคนอื่นนั่งอยู่ด้วย...เข็ดขยาด..ขอจำหน้าคนขับจนวันตาย.....และขออวยพรขอให้มันไปตายคนเดียว เถอะ ....!!!


“เฮ้ย...เบิ้ม มีแผนที่วัดที่จะไปนี่ หรือเปล่า ???” ผมหันหน้าเอ่ยถาม......กับเบิ้มซึ่งนั่งอยู่เบาะหลัง...


“มี.. ! มี..! จดมาแล้ว ” ......เบิ้ม พูดพร้อมหยิบกระดาษขนาด เอ 4.....ยื่นมาให้. ….


กางกระดาษดู เป็นแผนที่วาดอย่างสังเขป แสดงตำแหน่ง ของวัดที่เราจะไปกัน ตกใจนิดหน่อย เพราะไม่ได้อยู่ในตัว อำเภอ หรือจังหวัด....ดูจะห่างไกลออกไปอีกมาก..ก็เพียงแต่ภาวนาขอให้ ถนนหนทางไม่ แย่จนเกินไป.. สงสารรถ...เกรงใจคนขับ...!!!


ประมาณ 2 โมงเช้า เราก็ถึงโคราช ลุงบุญเลือกใช้เส้นทางอ้อมเมือง เพื่อไปสู่จังหวัดขอนแก่น แวะกินข้าวกิน กาแฟ ที่ปั๊ม น้ำมันแห่งหนึ่ง ทุกคนอิ่มกันถ้วนหน้า กระปี้กระเปร่า...สดชื่นขึ้น....เพราะช่วงขึ้นรถมาตอนแรก..พวกเล่นนอน กันอย่างเดียว..แต่ผมตาแข็งไม่หลับเหมือนคนอื่น นั่งมองข้างทาง ดูไร่นา บ้านคน เพลินตาดี....


พอรถตู้เคลื่อนตัวออกจาก ปั๊มน้ำมัน “ลุงบุญ เราไปตั้งต้นอีกที่ ตรงทางแยกอ้อมเมือง ก่อนถึงจังหวัดขอนแก่น นะ” ผมยื่นหน้าบอก...เพราะช่วงต่อไปเราจะไปต่อที่จังหวัดกาฬสินธิ์ ...กลัวลุงบุญจะขับเลยไปเพราะแกยังไม่เคยไป จังหวัดกาฬสินธิ์ ...


เส้นทางกว้างดี..โดยเฉพาะไหล่ทางกว้างเป็นพิเศษ พวกที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์จะปลอดภัย และมีที่ให้พักรถใหญ่เช่น 10 ล้อ 18 ล้อเป็นช่วงๆ


สำหรับที่พักรถจะขยายออกไปจากริมทางอีก ทำให้ไม่เกะกะรถเล็กที่วิ่งมาตามไหล่ทาง.....เพราะเคยมีอุบัติเหตุบ่อยๆ...ที่รถบนถนนวิ่งมาชนท้ายรถที่จอดอยู่ริมทาง.....ตายเจ็บกันไปเยอะ..การป้องกันที่ดี..ก็จะเป็นบุญกุศลของพวกมักง่ายและ ประมาท.....


“พี่ พี่...อ้ายหน่อง(หมายถึงลูกสาวคนตาย) มันไปวัดยังไงไปกับใคร” เสียง อีขรรชัย(ที่ทำงานเรียกกันอย่างนั้น)..เพราะลักษณะของแก เป็นเหมือนตุ๊ด...แต่จีบทั้งผู้หญิง ..สีทั้งผู้ชาย..เลยไม่รู้อยู่เพศไหน... ถามมาจากด้านหลังรถ.....คงเป็นห่วง น้องหน่องเพราะน้อง หน่อง ยังไม่มีแฟน สวยเสียด้วยอายุแค่ 20 เศษๆเพิ่งบรรจุเข้ารับราชการไม่กี่ปี....


เหมือนพรรคพวกรู้ทัน เสี่ยเจ๋ง เลยดักคอ “แม่ตายทั้งที จะให้ไปพร้อมแขกหรือไง ? เจ้าภาพต้องไปก่อน...อ้ายหน่องมันลางานตั้ง 3 วัน ป่านนี้อยู่ที่วัดแล้ว”….ผมว่าพวกที่มางานศพ คราวนี้ คงอยากสร้างคะแนนให้ตัวเอง ตามภาษาพวกหัวงู ทั้งหลาย...แต่ไม่ใช่ผมนะครับ....


“ พี่ พี่......” เสียง เสี่ยหมาน พูดขึ้นมาบ้าง “ผมไม่เกี่ยวกับ น้องหน่อง ผมขอให้ โชเฟอร์หยุดรถ ตรงที่พักรถข้างหน้าได้ไหม”........มันพูดขึ้นมาลอยๆๆๆ


“ได้ครับ ได้ จะจอดให้ครับ” ลุงบุญรีบบอก....เพราะแกเป็นคนใจดี......


“ผมปวดเยี่ยว แล้วขอสูบบุหรี่ ซักมวน” เสี่ยหมานรีบพูด ออกตัว.....เสียงสั่นๆเหมือนเสียงคนจะลงแดง....ยังไงยังงั้น...


ประมาณ 5 โมงเช้า เราก็ถึง ทางแยกบายพาส ทางด้านขวามือ เลี้ยวเข้ามาแล้ว ข้ามทางรถไฟ...ก็จะออกสู่...มหาสารคามเมืองแห่งการศึกษา เพราะที่นี่ดูเป็นเมืองเล็กๆ....แต่มีนักศึกษามาเรียนที่นี่กันมาก....


ผ่านมหาสารคาม ไปถึงยางตลาด เลี้ยวซ้าย เพื่อไปจังหวัด กาฬสินธิ์ ....ดูนาฬิกา เกือบบ่ายโมงแล้ว แวะกินอาหารกลางวันกัน...อ้าย เหวง แลบลิ้น ทำท่าเหมือนอยากกิน เบียร์ แต่ผมสั่งห้าม บอก เอาไว้กินตอนขากลับ ให้เสร็จงาน ศพก่อน....


รถตู้วิ่งมาถึง...จังหวัดกาฬสินธิ์ แต่เราไม่เข้าตัวจังหวัด รถเลี้ยวขวาไปทางจังหวัด ร้อยเอ็ด ผมเอาแผนที่มาดูรายละเอียด อีกครั้ง แผนที่ระบุว่า จากจุดนี้อีกประมาณ 20 กิโลเมตร ....


ให้สังเกตุทางแยกขวามือ มีต้นไม้ใหญ่อยู่ปากทาง และจะมีป้ายเขียนชื่อวัดที่เราจะไป..ให้เลี้ยวเข้าไป...ในแผนที่ไม่ได้บอกระยะทางเพียงแต่บอกให้ ไปเรื่อยๆจะถึงวัดเอง...


ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ถึงตำแหน่งตามที่แผนที่ บอกไว้ ลุงบุญเลี้ยวรถ เข้าทางแยก ....สภาพถนนเป็นลูกรัง...กว้างไม่น่าเกิน 5 เมตร สองข้างทางก็เป็น ป่าโปร่งเหมือนชนบททั่วไป แต่แปลกแถวนี้ไม่ค่อยมีใครทำนา มองดูเหมือนปลูกพืชอย่างอื่น ....


สภาพที่ดินเป็นเหมือนเนินเขา รถวิ่งเร็วไม่ได้ถนนบางช่วงสูงขึ้นบางช่วงลาดต่ำลง ผิวถนนเป็นหลุมบ่อพอประมาณ ที่สำคัญ ตั้งแต่เข้ามาไม่มีบ้านคน ซักหลัง


ลุงบุญ ขับรถไป..ช้า ๆ…คงเดาใจผมออก แกบอกว่า เจ้าของที่ดินส่วนใหญ่ จะมีบ้านรวมกันอยู่ในหมู่บ้าน หน้าทำนาจะออกจากบ้านมาทำนากัน บริเวณนี้เป็นที่ทำไร่-นา จึงไม่มีบ้านคน เพราะคนจะไปอาศัยรวมกันในหมู่บ้าน จะเห็นก็มีแต่เถียงนา หรือกระท่อมเล็กๆไว้กันแดดกันฝนเวลามานา-มาไร่


ตอนแรกเข้ามา มองดูข้างทางก็เพลินๆดี พอนานเข้า เอ๊ะ !! ทำไมยังไม่ถึงซักที ....


“ใครมีเบอร์ อ้ายหน่อง มั่ง” อีขรรชัย พูดขึ้นมาลอยๆ มันคงนั่งรถจนเบื่อ คงอยากรู้ว่าเมื่อไหร่จะถึง....


เสี่ย เจ๋ง เอาโทรศัพท์ ออกมาจากเอว เพื่อจะไล่กดดูเบอร์ ในเครื่อง.... ซักพักพูดขึ้นว่า “ อีขรรชัย ใสเจีย เสียใจ แถวนี้ไม่มีคลื่น” พร้อมหันหน้าไปทาง คนถาม .... “ไม่มีคลื่นซักขีด...ได้เบอร์ไปก็ไม่มีประโยชน์...


โทรศัพท์ตอนนี้ ก็เหมือนไม้ตีพริก ทำอะไรไม่ได้” .....เสี่ยเจ๋งพูดน้ำเสียง มีกังวล...


ยิ่งลึกเข้ามามาก ทางก็ยิ่ง คดเคี้ยว วกวน ซ้ำข้างทางต้นไม้ก็เริ่มรกครึ้มมากขึ้น นาฬิกา บอกเวลาประมาณ บ่าย 3 โมงแต่ดูแล้วเหมือนหกโมงเย็น รถหรือคน ก็ไม่พบเห็น วัว กระบือ ไม่เห็นมี ...ผมชักใจคอไม่ดี กำลังจะบอกกับลุงบุญว่าเอาไงดี...จะกลับไปตั้งหลักที่จังหวัด ก่อนดีมั๊ย...


อยู่ๆก็มีลมพัด เห็นฝุ่นฟุ้ง เห็นต้นไม้ขนาดเล็กลู่ตามลม... ลมม้วนตัวเป็นกรวยพัดใบไม้แห้ง เศษไม้ม้วนขึ้นไปในอากาศ...แต่ก็ยังไม่รุนแรงอะไร ซักพักก็หายไป....ทางข้างหน้าเป็นโค้งหักข้อศอก....พอรถพ้นโค้งออกมา....


“ นั่นไง เห็นศาลาวัดแล้ว อยู่ข้างหน้า” อ้ายเหวง.....ตะโกนอย่างดีใจ.....


พวกเราถอนหายใจกัน.... ถึงเสียที... พอรถเข้าไปใกล้...เอ๊ะ...ทำไม่เงียบชอบกล หรือเจ้าภาพจัดงานไม่ใหญ่โต.. .....ลุงบุญ จอดรถหน้าวัด ...???. ด้านหน้าวัด...มีซุ้มหน้าวัด เป็นเสาไม้เนื้อแข็งสูง ประมาณ 5 เมตร.....


ด้านบนของเสาทำเป็นหลังคาเล็กๆครอบไว้ มีป้ายชื่อวัด..ติดอยู่ด้านบนระหว่างเสาสองต้น .ใจผมห่อเหี่ยวเพราะชื่อวัดไม่ตรงกับที่เราจะไป .....วัดนี้ไม่มีรั้ว ...เห็นแต่เสาไม้ เก่าๆ เอียงๆปักเป็นอาณาเขตวัด .....


พวกเราในรถมองหน้ากัน เลิ่กลั่ก...ทำอะไรไม่ถูก...มองซ้ายมองขวา รอบๆบริเวณ อย่างตื่นกลัว ท่าทางเหมือนเด็กน้อยที่หลงทางกับ พ่อ แม่ ......


หน้าตาแต่ละคน..เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด.... ผมชะเง้อมองเข้าไปในบริเวณวัด ต้นโพธิ์ ต้น ไทร ขึ้นอยู่ทั่วไป พื้นลานทั่วไป เต็มไปด้วยใบไม้แห้ง ไม่มีการเก็บกวาด เหมือนวัดร้าง หมา แมว ไม่มีให้เห็น ....


มีทางที่รถเข้าไปได้...ผมบอกกับคนขับ. “ลุงบุญ....ขับเข้าไปเลย เผื่อเจอพระจะได้ถามทาง”......


รถเคลื่อนตัวช้าๆ...เข้าไปในวัด...บรรยากาศในรถเงียบสนิท...ได้ยินแต่เสียงแอร์รถยนต์ ครางอย่าสม่ำเสมอ..และเสียงหายใจ...ยาวๆของบางคน....ผมสังเกตุสภาพภายใน ..บริเวณวัด...เพ่งสายตา มองผ่านหน้าต่างรถออกไป..…


มีโบสถ์เก่าคร่ำครึ ไม่มีสีสัน ออกสีดำๆ หลังคามีรอยโหว่เห็น อยู่หลายรู กระเบื้องดินเผาที่เรียงเป็นหลังคา ดูทรุดโทรมไม่สวยงาม ข้างโบสถ์มีต้นไทรใหญ่ อายุคงเป็นร้อยปี มองเห็นรากใหญ่เลื้อยขึ้นมาเกาะ ผนังโบสถ์.....


ถัดมาประมาณ ซัก 100 เมตรเป็นที่ตั้ง ตัวศาลาวัด ลักษณะหลังคาทรงสูงแบบศาลาวัดทั่วไป เป็นไม้สักทั้งหลัง พื้นยกจากพื้นดินประมาณ 2 เมตร มีเสาประมาณซัก 20 ต้น เอียงกันเป็นฟันโยก ..แสดงถึงความเก่าแก่ และทรุดโทรม..


ผนังข้างฝาศาลาตีด้วยไม้ระแนง...เป็นช่องๆ...โปร่งมองเห็นข้างในชัดเจน.. ....จนมองเห็นพระพุทธรูปตั้งอยู่มุมด้านหนึ่ง..ผมกระซิบ เบาๆกับลุงบุญ ให้จอดตรงบันใด ศาลาวัด...


รถจอดสนิท... “ เอ้าพวกเรา...ลงไปดูอะไรกันหน่อย” ผมลงมาคนแรก มองดูเวลาหกโมงครึ่ง พระอาทิตย์กำลัง จะตกทางทิศตะวันตก...มองเห็นแสงเป็นสีแดงแสด.....อากาศเริ่มเย็น.....ทุกคนมายืนรวมกัน...ตรงบันใดทางขึ้นศาลาวัด.....ชะเง้อ..มองขึ้นไปบนศาลาวัด...ไม่เห็นใครซักคน...


อ้ายเหวง เอามือ ป้องปาก ตะโกน ขึ้นไปบนศาลาวัด.. “หลวงพ่อ คร๊าบบบบ...หลวงพ่อ คร๊าบบบบบ” มันตะโกนจนเสียงแห้ง ปรากฏได้ความเงียบกลับคืนมา...พระอาทิตย์ลับหายไปแล้ว..แต่ยังเหลือแสงเหลืองสลัว....ให้พอมองเห็นหน้ากัน...


อะไรไม่ร้ายเท่า...จู่ๆลมไม่รู้มาจากไหน...พัดกระหน่ำเข้ามาในวัดที่พวกเรายืนอยู่ ได้ยินเสียงใบไม้แห้ง..โกรกกรากลากไปตามพื้นและปลิวว่อน...ขึ้น เหนือพื้นดิน...


เสียงลมกระทบกิ่งไม้...ดังซ่าไปทั่วบริเวณ....ดังสนั่นในความมืด...ซึ่งตอนนี้มืดสนิท...มองหน้ากันไม่เห็นแล้ว...หันมองไปทางไหน...พบแต่ความมืดดำไปหมด....


เสียง ฟ้าร้องครวญคราง...ระงม..เหมือนเสียงอยู่บนหัว...ฟ้าแลบแปลบปล๊าบ...วิ่งเป็นเส้นเหมือนรากไม้เรืองแสง....บนแผ่นฟ้า...ฟ้าแลบแต่ละครั้ง...จะนำแสงสว่าง..ลงมาเป็นช่วงๆ..เป็นไฟกระพริบ ..ของธรรมชาติ..แทนที่จะดูสวยงาน...แต่ยามนี้มันดูน่ากลัว....เสียงหรีดหริ่งเรไร.....ดังกระหึ่มขึ้นมา....เหมือนเปิดเครื่องเสียงขนาดใหญ่...ดังก้องไปทั่วบริเวณ....


“ขึ้นรถกลับ กัน เถอะ ไม่ไหวแล้ว” ผมตะโกนเสียงดังแข่งกับเสียงลม และเสียงใบไม้...ที่ดังกระหึ่ม... อยู่รอบตัว...


ไม่มีใครคัดค้าน..ต่างรีบกระโดดขึ้นรถอย่างรวดเร็ว.....ตามมาติดๆ..คือเสียง ซ่า...ของฝนที่ซัดลงมา...เป็นสาย..กระทบหลังคารถ ดังกราว...พร้อมเสียงลม เอื้ออึง...กระแทกรถเป็นช่วงๆ...ทุกคนเงียบกริบ...ไม่มีใครเอ่ย...คำพูดออกจากปาก...


ลุงบุญ บิดกุญแจ..เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม... พร้อมแสงไฟหน้ารถสว่าง จ้า พุ่งเป็นลำแสงไปข้างหน้า มองเห็นเม็ดฝนนับร้อยนับพัน ตัดกับแสงไฟ “ ต้องขับเลย ไปกลับรถด้านหน้า ถนนมันแคบ ตีวงตรงนี้ไม่ได้” ลุงบุญพูดในความมืด..พร้อมรถเคลื่อนตัวออกไปข้างหน้าอย่าง ช้าๆ....ขับมาได้ประมาณ 30 เมตรแลเห็นพอมีช่องด้านหน้าขวามือ...พื้นที่กว้างพอที่จะกลับรถได้...


ลุงบุญ หักพวกมาลัย หันหัวรถ เข้าที่ว่างขวามือ เต็มคัน แล้วเบรก..ปลดเกียร์ เตรียมถอยหลังกลับรถ....!!


“ ลุง ลุง ข้างหน้านั่น เป็นอะไร เหรอคับ” อ้ายเหวงถามลุงบุญ เบาๆๆ ผม มองตามลำแสงไฟไป ความสว่างจากแสงไฟ จับไปที่ ฐานสี่เหลี่ยมคอนกรีต บนฐานมีแท่งปูนสองแท่ง รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งเป็นคู่ขนานห่างกันประมาณ 2 ศอก มีหลังคาสูงมุงอยู่ด้านบน มีเสาสี่ต้นค้ำอยู่...ถัดไปไม่มาก...มองเห็นเป็นเหมือนโกดังเก็บของ ด้านหน้าเป็นประตู บานใหญ่เปิดอ้า...มองเห็นด้านใน..


ทุกคนในรถมองเห็นเหมือนผม........ผมกลืนน้ำลาย..ลงคออย่างยากเย็น ..!! ในโกดังคือโลงศพเรียงซ้อนกันเป็นกองสูงท่วมหัว...ฝาโลงวางอยู่เกะกะไม่เป็นระเบียบ...


อี ขรรค์ชัย...ยื่นหน้ามา กระซิบ ผม “โกดังเก็บศพ กับที่ เผาศพ” ...ผมไม่ยอมพูดอะไรกับมัน..ได้แต่นึกเพียงว่าให้ไปให้พ้นจากตรงนี้โดยเร็ว.......ฟ้าคำรามสนั่น เหมือนรับรู้......แสงจากสายฟ้า...สว่างวาบ...ทาบลงมา ...แยกความมืดออกไปชั่วประเดี๋ยว....ฝนก็ยังกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา......


แต่เหมือน นรกแกล้ง..!!!


ลุงบุญ...ถอยรถไป...ช้าๆ..เนิบๆๆ...ด้วยความระมัดระวัง...เพราะข้างนอกมืดสนิท.... ผมเกร็งขาด้วยความตื่นเต้น อยากออกไปจากที่นี้เร็วๆ.. ...ภาวนาอยู่ในใจขอให้กลับออกไปอย่างราบรื่น...อย่าให้มีอุปสรรค...มาขวาง.. ...


รถถอยออกมาได้ครึ่งคัน..ซักพัก .ผมมีความรู้สึกว่า ..ล้อหลังด้านซ้ายมือ..เอียงวูบต่ำลง.......


ผมใจหายวาบ..ตายละ..!!! รถเป็นอะไรหรือเปล่า ???... เพี้ยงอย่ามาเป็นอะไรตอนนี้เลย....เจ้าประคู๊ณ....!!!


..เสียงรถ..เบิ้ล.. เร่งเครื่อง..ดังขึ้นแรงกว่าเดิม..ล้อรถตะกุยดิน..เศษดินกระทบใต้ท้องรถ จบคนในรถรู้สึกได้ รถโยกไปข้างหน้าหน่อยเดียว...แต่ก็ไหลกลับมาอย่างเก่า........เป็นอย่างนี้อยู่ 3 – 4 ครั้ง....แต่ทุกครั้งก็เหมือนเดิม คือรถยังขยับไปไหนไม่ได้....ทุกคนนั่งไม่ติดเบาะ...ลุกขึ้นยืน...พูด.... ถามกันวุ่นวาย..ดังลั่นรถ...ฟังไม่ได้ศัพท์....


ผมได้สติก่อนใคร “ลุงรถ ติดหล่ม หรือเปล่า ???”....ถามไปยังงั้น...เพราะรู้อยู่แล้วว่าอะไร...เป็นอะไร....


เสียงลุงบุญ..ตอบกลับมาไม่ค่อยเต็มเสียง “ เดี๋ยว ผมจะลงไปดู ไม่รู้ลงลึก หรือเปล่า” แกฉวยไฟฉาย...เปิดประตูลงจากรถไปพวกเราอยู่ในรถ...ได้แต่มองแกทางหน้าต่าง...เห็นแต่แสงไปฉายสาดไปมา.....


ซักพัก แกเปิดประตูรถเข้ามา....พูดเสียงไม่ค่อยดี “..ลงเกือบมิดล้อ...ดินก็เหลวมาก เพราะโดนน้ำฝน เป็นหลุมใหญ่ เบ่อเริ่ม ลำบากครับ ลำบาก” ....พร้อมเอื้อมมือเปิดไฟในตัวรถ...สภาพของแกเปียกโชกไปหมด... “มีทางเดียว ต้องเอารถไถนา มาลาก ..แต่ตอนนี้ จะไปหาใคร.???”...เสียงปลงตก..


ผมก้มมอง ดูนาฬิกามองที่ข้อมือ แค่ ทุ่มเศษๆ.....มันมืดอย่างกับเที่ยงคืน....มองไปรอบๆมีแต่ความมืด ... อย่าว่าแต่รถไถเลย...คนซักคนก็ไม่เห็น..แล้วจะไปหาใคร...ฟ้าก็รั่วแบบนี้....และที่สำคัญ ต้องเดินไปหา...คิดแล้วเสียวสันหลังวูบ....สภาพการณ์แบบนี้.. ใครจะรับอาสา...???..


ลุงบุญ..เอาผ้าขาวม้า เช็ดหัว เช็ดตัวที่เปียกโชก...พร้อมกับ..เปลี่ยน เสื้อ กางเกงใหม่.....แกเปลี่ยนด้วยความชำนาญทั้งๆที่นั่งอยู่ที่เบาะคนขับ....


ดูท่าทางแกสบายตัวขึ้น..... “ ผมว่า..ยาก นะที่จะเอารถขึ้นในคืนนี้..ยังไงคงต้อง รอให้เช้าเสียก่อน...คืนนี้ต้องค้างที่ นี่..” ลุงบุญ พูด เป็นงานเป็นการ...แกยังบอกอีกว่า “เลือกเอา..จะนอนกันในรถ หรือจะไปนอนที่ศาลาวัด...”


“ โอ๊ย...ใครจะไปนอน..!!!! .ศาลาวัด เหรอ... ป่าช้า ชัดๆๆ...นอนในรถดีกว่า”...เสี่ยหมาน...บอกอย่างจริงจัง หนักแน่น...คงประเภทช้างลากก็ไม่ไป....


.ผมก็เห็นด้วย..หันไปมองที่ศาลาวัดที่ไร...มันมีมโนภาพที่...เป็นเหมือนป่าช้าจริง..ๆ.. มืดทะมึนแบบนั้น.....ต่อให้จิตแข็งขนาดไหน...ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน...ทั้งฝน ทั้งฟ้า ยังไม่มีทีท่าจะลดความแรง...คงตกทั้งคืน....


ตกลงเราจะนอนกันในรถตู้.....เบาะด้านหน้าพื้นที่แคบ...ผมให้อ้าย เหวง ปีนข้ามเบาะมาที่ด้านหลัง ไล่ให้มันเดินเลยไปที่เบาะหลังสุด..ของตัวรถ...เสียงมันบ่น อุบอิบ..แต่ไม่กล้าขัดคำสั่ง…มันคงกลัว.เพราะด้านหลังรถ...กระจกจะดูโล่งๆๆๆ..!!!!


ผมจองแถวที่ 1 เบาะที่อยู่หลังคนขับ.....ถัดไปเป็นของ...เสี่ยหมาน.....ถัดไปอีกแถว...เป็นของ เสี่ยเจ๋ง และอีขรรชัย....


ลุงบุญ ปิดสวิตไฟในรถ...ขยับตัวเตรียมนอน... “ล๊อคประตูรถให้หมด..นะครับ..เพื่อความปลอดภัย” ....ก่อนเอนตัวลงนอน..แกไขกระจกข้างด้านคนขับ...และด้านตรงกันข้าม..ลงมาเล็กน้อย…ประมาณ 2 นิ้ว .พอกระจกเลื่อนลง...ไอเย็นจากละอองฝนและเสียงฝน..ซ่าๆ...แผ่เข้ามาในตัวรถ...


“ลุง ลุง มี ไฟฉายกี่อัน...” ผมถามแกในความมืด..


“ มี อีกอัน เดี๋ยว หยิบให้”..


ผมรับไฟฉาย มาถือไว้ เผื่อมีอะไรจะได้ใช้ไฟฉาย.ให้เป็นประโยชน์.......ในรถมีแต่ความเงียบ..ไม่มีใครพูดคุย อะไร คงเหนื่อยและเพลีย จากการเดินทาง ..และเครียดอย่างหนักที่ต้อง มานอนแบบนี้...นอนคิดไปเรื่อยเปื่อย...อดนึกไม่ได้ว่าถ้ามาคนเดียวแล้วมาเป็นแบบนี้...ขนลุกซู่เลย ..เย็นวาบไปที่ไขสันหลัง.....คงบ้าตายแน่ๆ..


แต่คนเราก็แปลกนะ...อยู่กันหลายๆคน..ใจก็ชื้นอย่างน้อยที่สุดมีเพื่อนอยู่ด้วยความกลัวลดลงไปมาก...ยิ่งมารวมกันอยู่ในรถตู้แบบนี้ เหมือนเรามีเกราะคุ้มกัน...เคยดูในหนังผี..เวลาคนถูกผีหลอก คนนั้นจะรีบคลุมโปงเหมือนเอาผ้าห่มเป็นเกราะ..คุ้มกัน...


ผมนอนไม่หลับ ..คิดโน่นนี่ไปเรื่อย....แว่ว.เสียงกรนของลุงบุญ..มีทั้งเสียงต่ำ และเสียงสูง สลับกัน..แกคงชินกับการนอนแบบนี้ .ฝนยังตกอยู่..แต่นานๆจะมีเสียงฟ้า..คำรามมาบ้าง....เป็นครั้งคราว..


“ เหวง หลับ ยัง วะ.??”....ผมพูดลอยๆขึ้นมาในความมืด....ไม่ได้หวังให้มันตอบ...


แต่มันทะลึ่งได้ยิน.. “ นอนไม่หลับ พี่..!!!ผมกลัวมีใครปีนมาด้านหลังรถ...” ทำปากดี อ้ายเหวง ขอให้เป็นตามที่พูด...เถอะมรึง.!!!


“เสี่ย หมาน หลับ ยัง???” เงียบ.!!!!!


“เอ้า !! ใครยังไม่หลับ บ้าง”...ผมเล่นมุข...แก้เครียด...เงียบ !!!....คงหลับกันหมด.…????


ผุดลุกขึ้นนั่ง...มองออกไปนอกหน้าต่าง.รถ..เอาไฟฉายส่องกราดออกไป...สายฝนยังคงหล่นลงดินเป็นสาย..พื้นดินเฉอะแฉะ..ถ้าลงไปเดินคงแหยงเท้า..อดเอามือลูบขาไม่ได้....มีความรู้สึกว่า ...อยู่ในรถมันอบอุ่น...และปลอดภัย.....สูงสุด....


ชักสนุก.. ผม...ฉายไฟ..สาดไปทั่วๆๆๆ...บนพื้นดิน...ตามต้นไม้...ภาพและเงา.ต้นไม้...ตอนกลางคืน..มองเป็นรูปร่างต่างๆ แล้วแต่จะจินตนาการ กบ เขียด กระโดดเล่นน้ำฝนกันสนุก....มองเห็นตัวอะไร ดำๆยาวๆ..เอ๋อ..งูนั่นเอง...ไม่รู้งู อะไร..ขนาดข้อมือเด็ก..คงออกมาหาอาหาร..กินกบ เขียด.....เอาไปฉายส่องดูเวลา แป๊บเดียว จะ ห้าทุ่มแล้ว..


ผมอดจะมองไปที่โกดังเก็บศพไม่ได้....ทั้งๆที่มืดสนิทมองอะไรไม่เห็น.....กลัวก็กลัว..แต่อีกใจนึง...ก็อยากรู้อยากเห็น...คิดในใจว่าอยู่ในรถกลัวอะไร..มีเพื่อนในรถตั้งหลายคน...ผม...หันกระบอกไฟฉายไปที่หน้าโกดังแบบกล้าๆกลัวๆ....มันน่าตื่นเต้น...แบบที่คนเราชอบทำอะไรที่เสี่ยงๆ...


แสงสว่างจากไฟฉายขนาดถ่านก้อนใหญ่ 4 ก้อน..จับไปที่หน้าโกดัง...ภาพที่เห็นเล่นเอาผม สดุ้ง เฮือก....พูดออกมาแบบไม่รู้ตัว......

“..เฮ๊ย...!!!!...” ประตูโกดัง....ประตูนี้ตอนแรกที่รถติดหล่ม....ตอนหัวค่ำ...ประตู มันเปิดอยู่นี่นา...ยังมองเห็นโลงศพอยู่เลย...บรื๋อ.....แล้วตอนนี้ใครปิด....????? รูขุมขนในร่างกายขยาย..จนตัวชา......โดนเข้าแล้วมั๊งเรา.......????


ผม ปิดไฟฉายทันที....หันไปหาพรรคพวกที่นอนหลับกันอยู่...ในรถมืด...มองไม่เห็น...ได้ยินเสียงกรน เสียงหายใจก็ยังดี..เอาเป็นเพื่อน...นึกโทษตัวเองหาเรื่อง...น่าจะนอนหลับพร้อมกันไป..ก็หมดเรื่อง....


กำลังนั่งใจลอยอยู่....เปรี้ยง...!!!!..เสียง ฟ้า ผ่า...ดังสนั่น จนรถสะเทือน….แสงสว่างไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนแรงเทียน...ไล่ความมืดจนกระเจิง....


ความวัว ยังไม่ทันหาย...ความกระบือ...ก็ระเบิดขึ้นใน...ทันที..


อ้าย เหวง แหกปากตะโกน..แข่งกับเสียง ฟ้าผ่า... “ พี่ๆๆๆๆ ช่วยด้วย...มีคนยื่นหน้า...ที่กระจกหลังรถ...โอ๊ยๆๆๆๆ”...


เสียง อ้าย เหวง ดังลั่น...รถ.....พร้อม ความสูง 180 เซนติเมตร น้ำหนักไม่น้อยกกว่าร้อย โล...มันกระโจนพรวดเดียว มาอยู่ที่กลางรถ..ตรงเบาะ เสี่ยหมาน พอดี....


“ เฮ๊ย..!!! อะไรกัน.วะ...อ้ายเหวง...อ้ายหมี ควาย มรึง... มามุดอยู่ตรงนี้ ได้ ไงวะ เนี่ย...” ตกอกตกใจหมด...อ้าย ห่ะ.!!!!.เสี่ยหมาน..พูดด้วยความโมโห...คงกำลังหลับฝันดี....


ทุก คนในรถ ตื่นกันหมด... เพราะเสียงอ้ายเหวง…แต่มันก็.ยังไม่หยุดพูด “ เห็นเต็มตาเลยพี่ หน้าคนชัดๆ ...เสียงฟ้าผ่าดังผมลืมตาขึ้นมา เห็นพอดี..มันมองผมเขม็งเลย..... โอย.!!..ผมไม่นอนข้างหลังรถแล้ว...ขอนอนที่พื้นหน้าเบาะ เสี่ย หมาน นี่แหละ” ไม่พูดเปล่ามันซุกตัว...นอนเลย...


ลุงบุญ เอาไฟฉายส่องไป...ที่กระจกด้านหลังรถ.... “ ไม่เห็นมี อะไร ตาฝาด หรือฝันไปหรือเปล่า.. ???? อยู่กัน เยอะแยะ กลัวอะไร..ที่หน้ารถนี่ พระตั้งอยู่ นี่ไม่เห็นหรือ..ไง...!!!!.” ไม่พูดเปล่า...แกเอาไปฉาย ส่องให้ดู..พระที่ตั้งอยู่...หน้ารถ ..ตรงกับคนขับ.. เป็นพระทองเหลือง น่าเป็นหลวงพ่อ พุทธโสธร ... “..เดี๋ยวก็สว่างแล้ว....อีกไม่กี่ชั่วโมง”...แกไม่แค่ปลอบใจ อ้ายเหวง..คงปลอบใจคนทั้งรถ และ ตัวแกเองด้วย..ผมว่างั้น ???


หลังจากอ้ายเหวงโวยวาย...ทุกคนตื่นหมด...ไม่มีใครนอนต่อ..ความง่วง..หายไปหมด...สถานการณ์ในรถตู้..เริ่มเครียดอีกครั้ง...ฝนซาเม็ดลงไปแล้ว...อากาศเย็นจนรู้สึกได้...ข้างนอกยังมืดสนิทเหมือนเดิม....อีกทั้งไม่มีเสียง.อื่นให้ได้ยิน...นอกจากเสียงฝนที่ตก พรำๆๆ ........


ผมรู้ตัวอยู่แล้วว่าพวกเราจะ..ต้องโดนอะไร....เพราะโกดังเก็บศพ...เดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิด....แต่ยังไม่อยากพูด..ให้คนในรถไม่สบายใจ....เอาไฟฉายส่องดูเวลาอีกครั้ง...ประมาณ...5 ทุ่มครึ่ง....


ฝนที่ตกพรำๆ เริ่มขาดเม็ด...และหยุดสนิท... หยุดจนเงียบสงัด.....มีแต่เสียง...ขยับตัวไปมาของคนอยู่ในรถ....ทุกคนเริ่มขยับจากที่เดิมมารวมเป็นกลุ่มเดียวกัน......ยังไม่ทันได้คุยอะไรกัน....


กลิ่นธูป..จาง.ๆลอย.มาแตะที่ปลายจมูก....ผมได้กลิ่นแต่ยังไม่แน่ใจ...จะหันไปหาลุงบุญ ...ปรากฎแกกำลังปีนจากที่นั่งทางด้านหน้า...ที่แกนอนอยู่เดิม...มายังที่พวกเรานั่งอยู่รวมกัน.....


“..ที่วัดนี่แรง เอาเรื่อง.....กลิ่นธูป..มาก่อนแล้ว...ทุกคนได้กลิ่นหรือเปล่า ????” พอมาถึง แกกระซิบถามผม....เสียงสั่น..ทุกคนที่นั่งอยู่ด้วย..พูดตรงกันว่าได้กลิ่น...


จากกลิ่นจางๆๆตอนนี้เริ่มฉุนมากขึ้น..จนเหมือนคนเอาธูปเป็นกำ..มาจุดอยู่รอบรถ....จากกลิ่น.ตามมาด้วยเสียง...ปี่..เสียงระนาด..แว่วๆๆมา...ฟังไม่ออกว่ามาจากทางไหน... จากเสียงเบา.ๆ และ..เริ่มดังขึ้น.ๆ.....จนได้ยินชัด..เต็มสองรูหู....


เรายังไม่อยากเปิดไฟในรถ..ยังไงอยู่มืดๆในรถ....อบอุ่นใจกว่า...เสียงใครคนหนึ่งพูดขึ้นว่า. “ เสียง..ดนตรี.มาจากศาลาวัด.แน่นอน..”. ผมก็คิดเหมือนกัน....แต่เสียงมันเย็นๆยานๆอย่างไงไม่รู้....ไม่มีชีวิตชีวา..เสียงเนิบๆ...เหมือนคนเล่นไม่รู้ร้อนรู้หนาว.... . พวกเรามีความรู้สึกว่า...บริเวณวัดนี้เหมือนมีงานอะไรซักอย่าง...และมีคนมาร่วมงาน...ไม่ใช่มีแต่พวกเราในรถตู้..อย่างเดียวดาย...ความรู้สึกเป็นอย่างนั้น จริงๆ....


“เอา ไงดี ลุงบุญ.” ผมพูดเบาๆกับ แก..เพราะเห็นว่ามีอาวุโส..และน่าจะผ่านเรื่องแบบนี้มาบ้าง..!!!..


ยังไม่ทันจะตอบอะไร.....มาอีกแล้ว...คราวนี้..กลิ่นฉุนกึกเลย.....เป็นกลิ่น.เผาศพชัดเลยๆ...เหม็นเขียว...อบอวนไปทั่วรถ...


“ ไม่ไหวแล้ว..แรงจริงๆๆ..ต้องออกไปจากที่นี่..ให้ได้เร็วที่สุด..ต้องช่วยกันครับ..”...ลุงบุญ..พูดเสียงแข็ง..ประเภท..หมูไม่กลัวน้ำร้อน....


“คุณขับรถได้ไหม..ไปนั่งที่คนขับ เลย...ที่เหลือลงมากับผม..ช่วยกันยก...”.... ไม่ต้องรอคำตอบแกดันหลัง ..ให้ผมปีนไปที่นั่งคนขับ....พรรคพวกไม่มีใครคัดค้านซักแอะ...รีบเดินตามลุงบุญ ที่เปิดประตูด้านข้างรถ....เดินออกไปด้านนอกรถทันที.....


เดินเกาะกันเป็นกลุ่ม...ไปที่ล้อที่ติดหล่ม...พอให้สัญญาณผมติดเครื่องรถ..ใส่เกียร์ถอยหลัง....


เอ้า..ๆ..เอาเลย...เสียงลั่น...ในความมืด...รถเลื่อนโยนไปข้างหน้า......พอไหลเลื่อนกลับ...ผมปล่อยครัช...เหยียบคันเร่ง...สุดแรง.....ตัวรถกระโจนเหมือนม้าพยศ...ท้ายกระดอนขึ้นเหนือดิน..ผมแทบตกจากเบาะนั่ง..ดีที่มือจับพวกมาลัยไว้แน่น.....


รถตั้งลำขึ้นมาได้แล้ว...ไม่มีใครสั่ง..ลุงบุญ วิ่งมาที่ประตูด้านคนขับ...คนอื่นวิ่งเข้ามาประตูด้านข้าง..แข้งขาเปียกโคลน.เลอะเทอะ..ไม่มีใครใส่ใจ...ส่วนผมปีนจากที่นั่งคนขับมาอยู่ที่เบาะหลังตามเดิม...


“ใจเย็นๆ ...นะลุง ไม่ต้องรีบ...ใจเย็นๆ”...ผมชะโงกหน้าบอกแก...เดี๋ยวตกหลุมลงไปอีกจะยุ่ง....


เหมือนไล่ส่ง...ทั้งกลิ่น..ทั้งเสียง...รอบๆบริเวณ..กระหึ่ม....อย่างรุนแรงกว่าเดิม...


ลุงบุญ เปิดไฟหน้ารถ...ขยับรถให้ตรงทาง.....รถเคลื่อนตัวออกจากจุดที่ติดหล่ม...ค่อยๆลัดเลาะตามเส้นทางเพื่อออก...จากวัดนี้...ช่วงผ่านศาลาวัด...ผมอดที่จะมองไปที่ศาลาไม่ได้....ยังมือบอนเอาไปฉายส่องขึ้นไป.....บรื๋อ.....เงาดำๆของคนเต็มศาลาวัด!!..........สวัสดี




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2551    
Last Update : 28 สิงหาคม 2551 5:38:32 น.
Counter : 427 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

Valentine's Month


 
สวนดอก
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add สวนดอก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.