อดีตชาวดิน สระบุรี กรมที่ดิน (ราส์ส กิโลหก)
Group Blog
 
All Blogs
 

ขาดฉันแล้วเธอ....จะรู้สึก

ขาดฉันแล้วเธอ...จะรู้สึก.
ราสส์ กิโลหก

ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวเสียหน่อย อันรูปร่างของผมนั้นมี ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกกลมยาวไม่ถึงศอก ชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่ดิน แต่สมัยก่อนรุ่นปู่ย่าตาทวด รูปทรงจะเป็นทรงกรวย ทางด้านล่างจะใหญ่ว่าด้านบน บางครั้งมีฐานที่ด้านล่างด้วย การใช้งานพวกผมนั้นต้องถูกฝังลงบนดิน เมื่อฝังลงดินเมื่อใดผมจะมีอำนาจมาก หากยังไม่ได้ฝังลงดินพวกผมก็เป็นแค่ แท่งคอนกรีตธรรมดาเท่านั้น ท่านคงสงสัยว่าผมเป็นใครกัน ?..

ขอเฉลยว่า ผมคือหลักเขตที่ดินครับ เจ้าของที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดิน จะต้องมีผมอยู่ในที่ดินทุกแปลง แต่ก็เป็นเรื่องแปลก คนที่มีโฉนดที่ดินกลับให้ความสำคัญโฉนดที่ดินจนมองข้ามหัวของหลักเขตที่ดิน พวกเขาคิดว่าการกำโฉนดที่ดินอยู่ในมือก็เพียงพอแล้ว หลักเขตที่ดินเป็นเพียงส่วนประกอบ ผมไม่เถียงหรอกครับถึงอย่างไรผมก็ไม่อาจหาญเอาตัวไปเทียบกับโฉนดที่ดินได้ เพราะผมมันเป็นเพียงแค่หลักเขตที่ยืนโด่เด่ อยู่กลางท้องทุ่งท้องนา ที่ไร้คนเหลียวแล

หลังจากช่างรังวัดมาทำการรังวัดที่ดิน และเจ้าของที่ดินได้ขุดหลุมฝังพวกผมลงในพื้นดินแล้ว ในเวลาต่อมาส่วนใหญ่พวกเขาจะไม่สนใจใยดีหลักเขตอย่างพวกผมอีกเลย นอกจากจะมีคนที่มีวุฒิภาวะบางคนเท่านั้นที่คิดการณ์ไกลจะนำหลักเสาปูน กว้าง 4 นิ้ว ยาว ประมาณ 60 เซนติเมตรมาฝังคู่ให้เป็นเพื่อนกับผม ทำให้ผมอบอุ่นใจมากเพราะเหมือนเป็นเกาะคุ้มภัยไม่ให้ใครมารังแกผมได้ เวลาเจ้าของที่ดินจะมาเยี่ยมผมจะมองเห็นได้ง่ายเพราะหลักปูนเพื่อนผมนั้นใหญ่และสูงกว่าผม

ส่วนเจ้าของที่ดินที่ไม่เคยสนใจผม จะทอดทิ้งผมเหมือนเป็นสิ่งไร้ค่า เมื่อเวลาเนิ่นนานหลายๆปี จนเขาลืมไปแล้วว่าพวกผมอยู่ตรงไหนบ้าง หลายๆหลักต้องล้มหายไปเนื่องจาก ถูกรถไถนาไถทิ้งบ้าง ถูกพวกเด็กเกเรทุบเล่นเอาบ้าง ถูกดินถมทับจนมิดบ้าง โอ้ ! ผมนี่ช่างไร้ค่าจริงๆๆ..

********************************
ณ.สำนักงานที่ดินจังหวัดแห่งหนึ่ง..

ชายสูงอายุในมือถือโฉนดที่ดินเดินหน้าตาตื่นเข้ามาที่ฝ่ายรังวัด.

“สวัสดีครับ ” เขายกมือไหว้เจ้าหน้าที่ผู้ชายคนหนึ่ง ที่นั่งเกาหัวอยู่ที่โต๊ะทำงาน

คนที่กำลังเกาหัวมันๆหันหน้ามามองแบบเคืองนิดๆ

“มีไรลุง ?”

ชายชรามองความว่างเปล่าที่หน้าโต๊ะทำงาน นึกในใจว่าอยากได้เก้าอี้นั่งซักตัว..

“ว่าไง ครับ ! มีธุระอะไร ลุง” เขาถามซ้ำ

คนถูกถามนึกโมโหในใจว่า มาจนถึงที่นี่ถ้าไม่มีธุระจะหาพระแสงอะไร อ้ายหอย เอ๊ย !

“ผมมาขอปรึกษาหน่อยครับ เกี่ยวกับที่ดิน”

“เอ้า ว่ามา อีก 2 ชั่วโมงจะเที่ยงแล้วเดี๋ยวผมไม่ว่าง ต้องออกไปกินข้าว”

“เอ่อ ! คือว่า..” ชายชราพูดติดอ่าง..

“อะไรอีกล่ะ ลุง เดี๋ยวก็หมดเวลา หรอก ! ชักช้าอยู่ได้” เค้าเก็บของบนโต๊ะคงเตรียมตัวไปกินข้าวกลางวัน ในตอน 10 โมง

ชายชรา มองหน้ายิ้มๆ แต่นึกในใจ แล้วมึงจะให้กูยืนอยู่แบบนี้หรือไง วะ แต่ปากพูดออกไปว่า..

“ไม่มีเก้าอี้ซักตัวหรือครับ ผมยืนจนเมื่อยแล้ว ครับ”

“หน่องๆๆ เอาเก้าอี้ นายพรานมาให้ลุงแกหน่อย..” เขาคงเพิ่งนึกออก ตะโกนบอกเจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆให้เอา เก้าอี้มาให้ชายชรานั่ง

หลังจากเหตุการณ์สงบ..

ชายชราเอาโฉนดที่ถือมา วางบนโต๊ะทำงานต่อหน้าเจ้าหน้าที่

“โฉนดที่ดินแปลงนี้รังวัดแบ่งแยกมา เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีคนมาขอซื้อ แต่หาหลักเขตไม่เจอ คนซื้อเลยยังไม่ตกลง เขาเกี่ยงให้ผมหาหลักเขตให้เขาดูก่อน เขากลัวผิดแปลง” ลุงพูดยาวจนเหนื่อย

“อ้าว หลักเขตอยู่ในที่ดินของ ลุง แล้วมันหายไปไหน ล่ะ ! ลุงไปดุด่าให้มันน้อยใจหรือเปล่า ?”

“ผมก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน เจ้าหน้าที่ปักให้แล้ว ผมก็ไม่เห็นอีกเลย”

เจ้าหน้าที่รู้ทันทีว่า ตาลุงนี่แสบไม่เบา เพราะข้อเท็จจริง การปักหลักเขตนั้น เจ้าของที่ดินจะเป็นผู้ขุดฝังเอง ต่อหน้าเจ้าหน้าที่และเจ้าของที่ดินแปลงที่ติดกันร่วมดูอยู่ด้วย..พอหลักหายขึ้นมาจัดแจงโทษเจ้าหน้าที่หน้าตาเฉย..

“ที่ดินก็เป็นของลุง หลักเขตก็อยู่ติดกับที่ดิน ลุงไม่ดูแล แล้ว ผีที่ไหนจะเฝ้าให้ละครับ”

“ช่วยออกไปดูให้ผมหน่อย เถอะ วันพรุ่งนี้ คนซื้อมามาดูหลัก ถ้าไม่เจอเขาจะไปซื้อแปลงอื่น”

ในหลักการแล้วเป็นการยากที่ออกไปรังวัดที่ดินด้วยความรวดเร็วแบบนั้น เพราะการรังวัดที่ดินต้องยื่นคำขอรังวัดก่อน ต้องกำหนดวันเวลา(ตามคิว) อาจจะเป็น 1 เดือน หรือ 2 เดือน

สรุปแล้วตาลุงซวยไป เนื่องจากผู้ซื้อรอไม่ได้จึงไปตกลงซื้อแปลงใกล้ๆกันที่เขารักษาหลักเขตไว้เป็นอย่างดีเพราะเอาเสาปูนขนาดยาว 60 เซนติเมตรฝังคู่ไปด้วยทำให้มองเห็นได้ชัดเจนไม่ต้องไปขุดหาให้ใจหายใจคว่ำว่าจะเจอหรือไม่ ? เดินเอาโฉนดกางไปในพื้นที่ พบหลักเขตเบอร์ตรงกับโฉนดทุกหลัก ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายแฮปปี้..

อีกราย...

รายนี้ชื่อ นาย ห้อยเป็นเจ้าของที่นา จำนวนเนื้อที่ 20 ไร่เศษๆ เจ้าหน้าที่ออกไปเดินสำรวจออกโฉนดให้ ตอนที่ทำการรังวัดเจ้าของที่ดินต้องแบกหลักเขตตามหลังไปด้วย เมื่อถึงจุดมุมเขต ก็ขุดปักหลักเขตเรื่อยๆจนรอบแปลงที่ดิน ที่ดินของแกทั้งแปลงปักหลักเขตทั้งหมดเกือบ 20 หลักเพราะติดลำห้วยเป็นส่วนใหญ่ทำให้มีจุดคดโค้งจำนวนมาก .

ขณะที่เดินรังวัดที่นา ช่างรังวัดก็พร่ำสอนให้แกดูแลหลักเขตให้ดีเพราะหลักเขตเป็นสิ่งที่สำคัญ มีแต่โฉนดแต่ไม่พบหลักเขต ความศักดิ์สิทธิ์ของโฉนดที่ดินจะลดต่ำลง กลายเป็นโฉนดที่เลื่อนลอยหาความเชื่อถือไม่ได้ ช่างฯ พูดอะไรออกไปแกรับปากอย่างแข็งขันว่าจะดูแลให้ดีที่สุด.

หลายๆปีต่อมาที่ดินมีราคา มีนายหน้าติดต่อเอาไปขายให้นายทุน ..

“ลุงๆๆที่ดินของลุงแปลงนี้สวย ติดทั้งถนน ทั้งลำห้วย จะขาย มั้ย ! ถ้าตกลงขาย ช่วยถ่ายสำเนาโฉนดมาให้ผม 1 ชุด” ทิดหร่องนายหน้าประจำท้องถิ่น มาทำหน้าที่หน้าม้า..

อีกไม่กี่วัน ทิดหร่องมาส่งข่าวว่า นายทุนสนใจจะซื้อและจะพามาดูที่ดิน ในวันสองวันนี้ พร้อมกับถามหาหลักเขตว่าอยู่ครบมั้ย !

“หลักเขตไม่ต้องห่วง อยู่ครบทุกหลัก” ลุงห้อยยึดอกพูดด้วยความภูมิใจ

นายห้อย นึกขอบคุณ นายช่างรังวัดที่พร่ำสอนให้แกดูแลรักษาหลักเขตให้ดี มันเกิดผลดีกับแกมากอย่างคาดไม่ถึง แกนึกถึงเงินก้อนใหญ่ที่ได้จากการขายที่ดิน ส่วนหนึ่งต้องเก็บฝากธนาคารไว้ อีกส่วนหนึ่งจะเอาไปซื้อที่ดินที่ราคาถูกๆเอาไว้ทำกิน..

รถเบ็นซ์ คันงามมาจอดหน้าที่ดินลุงห้อย โดยมีทิดหร่องขี่รถมอเตอร์ไซค์นำหน้ามา..

อาเสี่ยตัวขาวอ้วนพุงลุ้ย เดินลงมามองดูบริเวณที่ดินด้วยความพอใจ ..

ลุงห้อยถือโฉนดที่ดิน ออกมาพบเสี่ยอ้วน ..พร้อมยกมือไหว้. อาเสี่ยหยิบโฉนดมาดู

“ลุง พาผมไปดูหลักเขตหน่อย”

“อ๋อ! ได้ครับ เดินตามผมมาเลย” ลุงห้อยเดินนำหน้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม..

ทุกคนเดินตามลุงห้อยเป็นงูกินหางไปตามคันนา จนมาถึงใต้ถุนบ้าน..แกพาเดินไปที่ลังใหญ่.
เปิดฝาลังออก..

“เสี่ย เชิญทางนี้ครับ”

เสี่ยอ้วนทำหน้า งงๆ เดินไปที่ลังไม้ ..

ปรากฏเป็นหลักเขตจำนวนมากวางเรียงเป็นระเบียบอย่างดีอยู่ในลัง..

“นี่ครับเสี่ย ! หลักเขตทั้งหมดอยู่ที่นี่ ผมดูแลอย่างดี ล้างจนขาวสะอาด อยู่ครบทุกหลัก ตรวจดูเบอร์ในโฉนดได้รับรองตรงทุกหลัก”

นายห้อย ยิ้มจนเห็นฟันขาว...




 

Create Date : 26 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2552 23:12:49 น.
Counter : 398 Pageviews.  

เขี้ยว...กับงา

นังตาล..

ราสส์ กิโลหก

ลูกหมาเพศเมีย อายุเกือบ 4 เดือน ขนสีน้ำตาลสลับขาวลำตัวอ้วนปุกปุย วิ่งเล่นกับพี่น้องท้องเดียวกันอยู่ในบริเวณพื้นบ้าน อย่างสนุกสนานตามประสาลูกหมาที่ยังดูไร้เดียงสา

“พี่รัตน์ เอาไปเลี้ยงสักตัวไหม ? พันธุ์นี้ฉลาดนะพี่” อิ่ว. หญิง.สาวเจ้าของเรือนร่างอ้วนขาวจนกลม พูดพร้อมก้มลงอุ้มเจ้าลูกหมาตัวสีน้ำตาล นำมายื่นให้ผมดูใกล้ๆเหมือนจะเชียร์ให้นำกลับไปเลี้ยงที่บ้าน แต่ผมว่าเธอคงอยากจะระบายลูกหมาที่ แม่มันออกลูกมาจนเต็มบ้านมากกว่า

ผมมองดู เจ้าลูกหมาตัวน้อย ขนสีน้ำตาลปนขาวถูกทำความสะอาดจนขนเป็นมัน คาดว่าเจ้าของคงดูแลรักษาเป็นอย่างดี มันมองดูผมเหมือนรู้จักกันมาก่อน ดวงตากลมโตดำขลับมองหน้าผมเขม็ง ปากร้อง หงิงๆๆๆ ทำท่าจะกระโดดมาหา

ความจริงผมกับพวกน้องหมา ก็ไม่ได้ถึงกับเกลียดหรือชอบ คือเฉยๆเลี้ยงก็ได้ไม่เลี้ยงก็ได้ ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเป็นพิเศษ ผมเคยเห็นคนบางคนที่ อินกับหมาจนเลี้ยงไปเป็นลูกเป็นหลาน ก็มีให้เห็นทั่วๆไป..

“เอาไง ? คุณ ! ดูมันมอง ซิ คงอยากไปกับเรา” ผมเอื้อมมือไปลูบหัวมันเบาๆ พร้อมหันไปถาม นิ เมียผมที่ ยืนอยู่ข้างๆกับเจ้าของหมา เมียผมเป็นญาติกับอิ่ว โดยอิ่วเรียกเมียผม ว่า อี้ เพราะพวกเขามีเชื้อจีน

“อี้ เอาไปเลี้ยงเถอะ น่ารักดีออก นังตาลนี่เป็นลูกท้องแรก ท้องนี้มี 6 ตัวเป็นตัวเมีย 3 ตัว มีคนเอาไปแล้ว 2 ตัวเหลือตัวเมียนังตาลนี่เป็นตัวสุดท้าย ตัวผู้ หนูจะเอาไว้เลี้ยงไว้เอง” อิ่ว พยายามตื้อให้รับนังตาลเอาไปเลี้ยง

“เอาก็เอา ! ดีเหมือนกันเอาไว้เฝ้าบ้าน” นิพูดแล้วมองมาที่ผม ผมพยักหน้าตกลง

พรุ่งนี้เราต้องเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านกัน โดยมีพาหนะเป็นรถปิคอัพส่วนตัว ระยะทางจากที่นี่กลับถึงบ้านประมาณเกือบ 500 กิโลเมตร การเดินทางไกลความพร้อมของรถมีความจำเป็นมาก โดยเฉพาะรถเก่าที่มีอายุการใช้งานมามากกว่า 10 ปี เช่นรถของผม

หลังจากล่ำลากันตามธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว เราออกเดินทางกันแต่เช้ามืด กะระยะเวลาเดินทางถึงบ้านคง มืดค่ำแน่ บนรถมีผมและ นิเมียผม พร้อมด้วยแขกใหม่ของเราคือ นังตาลลูกหมาผู้น่ารัก ติดตามมาด้วย

นังตาลนั้นเป็นหมาที่เรียบร้อยไม่ดื้อซน วางตรงไหนก็นอนตรงนั้น หรือมันคงตื่นเต้นไม่เคยนั่งรถก็เป็นได้ ผมให้มันนอนอยู่ที่บริเวณที่พักเท้าด้านซ้ายมือของรถ ก็คืออยู่ตรงเท้าของเมียผม ซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะด้านหน้าของรถข้างๆคนขับ เราขับมาเรื่อยๆไม่รีบร้อนเพราะหนทางมันไกลจนสุดกู่ ขับมาได้ประมาณ 100 กิโลฯเศษๆ เห็นนังตาลมันผุดลุกผุดนั่ง เหมือนมันกังวลใจอะไรซักอย่าง

ผมอดสงสัยไม่ได้ ขับรถไปก็หันมามอง นังตาลไป หรือมันคิดถึงบ้านคิดถึงแม่มันและ อิ่วเจ้าของเดิม

“นี่เธอ ! นังตาลมันเป็นอะไร ?”ผม หันหน้าไปถามเมีย

“นั่น ซิ ! ไม่รู้มันเป็นอะไร เดี๋ยวลุกเดี๋ยวนั่ง หรือมันคิดถึงบ้าน”

“คงไม่ใช่หรอก เพราะตอนแรกๆไม่เห็นเป็นอะไร” ผมก็เดาไปตามเรื่องเพราะไม่รู้มันเป็นอะไรแน่ ขับรถมาก็เกือบสองชั่วโมง อากาศเย็นๆรู้สึกปวดท้องฉี่ขึ้นมา มองดูรอบๆมีแต่ท้องไร่ท้องนา ผมเลยตัดสินใจจะหาที่เหมาะๆเพื่อจอดรถปล่อยเจ้าน้ำเบาเสียหน่อย

จนแลเห็นพื้นที่ต้องการ จัดการชะลอความเร็วของรถหักพวงมาลัยจอดชิดขอบทาง เปิดประตูลงจากรถเพื่อออกไปทำธุระส่วนตัว พอเดินไปด้านข้างตัวรถผมตะโกนบอกให้ นิ ออกมายืดเส้นยืดสายบ้างเพราะนั่งรถมาหลายชั่วโมง จะได้สบายตัว

ขณะที่ นิ กำลังเปิดประตูรถเพื่อออกมาด้านนอก เธอก็แทบจะตกจากรถเพราะพอประตูอ้าออก นังตาลกระโจนพรวดออกไปอย่างเร็ว เหมือนรอโอกาสนี้มานาน เมียผมร้องด้วยความตกใจจนผมต้องหันกลับมามอง เจ้าหมาน้อยโกยอ้าวออกมาเหมือนนักวิ่งร้อยเมตรที่ได้ยินเสียงปืนให้ออกจากเส้นสตาร์ท มันวิ่งรี่ไปที่พุ่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล ทำท่าเอาก้นเรี่ยๆดิน แล้วก็ปล่อย น้ำฉี่ออกมาพุ่งเป็นท่อประปาแตก คงอั้นมานานจนน้ำเต็มกระเพาะ ทำท่าทางแหงนหน้าขึ้นฟ้า เป็นการแสดงถึงความสบายกายสบายใจที่จัดการเอาเจ้าสิ่งถ่วงความสุขนี้ออกมาได้

ผมมองดูมันฉี่จนเพลิน นึกขำท่าทางของมันจริงๆ ความสงสัยของผมได้รับคำตอบแล้ว นังตาลมันปวดท้องฉี่นี่เอง ยังนึกชมว่ามันช่างเป็นหมาที่รักความสะอาด รู้ว่าที่ไหนควรฉี่และที่ไหนไม่ควรจะฉี่ ..

********************************

บ้านที่พักอาศัยของผมนั้นเป็นบ้านเช่า สภาพบ้านเดี่ยวชั้นเดียว มีรั้วรอบขอบชิด บริเวณที่ตั้งของบ้านเป็นที่ชุมชนมีบ้านเรือนปลูกสร้างอยู่หนาแน่นพอสมควรเพราะอยู่ในตัวเมืองคือเป็นเขตเทศบาลเมือง

เรามาถึงบ้านเกือบมืดตามที่คาดการณ์ไว้ เพราะขับมาเรื่อยๆเหนื่อยก็แวะพักข้างทาง เส้นทางสมัยนั้นถนนหนทางยังไม่มากมายหลายเลนเหมือนสมัยนี้ และเส้นทางส่วนมากยังเป็นแค่ถนนสองเลน รถสิบล้อก็มาก ต้องขับด้วยความระมัดระวัง

บริเวณตรงหน้าบ้านมีพื้นที่ เป็นชานยื่นออกไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของตัวบ้านจึงมีหลังคากันแดดกันฝน ค้นหาลังไม้เก่าๆมา 1 ลังเอาผ้าที่ไม่ได้ใช้วางลงพื้นด้านล่าง เพื่อให้ นังตาล ได้ที่นอนนุ่มๆ มันก็แสนรู้พอทำให้เสร็จ เจ้าหมานิสัยดีเดินลงไปนอนในลังทันที นังตาลได้ที่พักที่เหมาะสมแล้ว

ผมนั้นเป็นคนกินเหล้าครับ เวลาเมาๆเมียมักบ่นว่ากินทำไมเหล้าไม่เห็นอร่อยขมๆก็ขม ผมก็จะพูดแถ กับเธอทุกครั้งว่า ใครๆเขาก็กินกันทั้งนั้น ถ้าเหล้าเป็นสิ่งไม่ดี ทำไมทางการถึงยอมให้มีการโฆษณาใหญ่โต งานเลี้ยงต่างๆก็เห็นมีแต่เหล้าไ ม่ว่าไปไหนก็มีแต่คนกินเหล้า ถ้าไม่กิน ซิ ! คงเป็นเรื่องแปลก ผมก็พูดแบบกวนน้ำให้ขุ่นๆ.. และทุกครั้งเธอจะทำหน้า เบ้ๆ แต่ก็เดินเข้าครัวไปจัดการทำกับแกล้มมาให้ผัวกิน ทุกครั้ง ..จะมีเมียต้องหาเมียแบบผมครับ....การกินเหล้าจึงจะคล่องคอ ไม่เหมือนบางคนกินเหล้าในบ้านไม่เป็นสุขเพราะได้กินกับแกล้มเป็นเสียงเมียด่า..จนสำลักเหล้าเกือบตายไปหลายคน..

วันหนึ่งฤกษ์ยามงามดี พรรคพวกนัดมากินเหล้าสังสรรค์เฮฮาที่บ้านผม เรื่องอย่างนี้มีเป็นประจำเพราะกินที่บ้านผมปลอดภัยไม่มีเสียงรบกวน สิ่งแวดล้อมไม่เป็นพิษ ไม่เหมือนบ้านคนอื่นๆ ..เราตั้งวงกันที่ชานหน้าบ้านนั่นแหละ โต๊ะเก้าอี้ไม่ต้องเอาสื่อปู นั่งกันเป็นวง

การกินเหล้าของพวกขี้เหล้า เริ่มกินใหม่ๆก็คุยกันเรื่องงานเรื่องการ ดูเป็นหลักวิชาดีมีการถกเถียงเกี่ยวกับการงานบ้างพอเป็นพิธี มีการพูดถึงเจ้านายบ้าง พูดถึงน้องผู้หญิงในที่ทำงานคนโน้นขาวคนนี้ดำ คนนั้นอ้วนคนนี้ผอม ก็ว่ากันไปเรื่อยตามภาษาคนมีปาก

จนมาถึงยกสุดท้ายร้อยทั้งร้อยจะลงมาที่เมียของตัวเอง ใช่แล้วมันคือ มหกรรมนินทาเมียนั่นเอง สังเกตมาก็หลายครั้งหลายหนในทุกครั้งที่ตั้งวงดื่มสุรา ไม่เคยได้ยินใครชมเมียตัวเองเลย ทุกคนจะหาข้อบกพร่องของเมียมาประจานกันสนุกปาก ความลับต่างๆของเมียก็มาเปิดเผยกันตอนเมาโดยผัวตัวแสบ ผมละ สงสารคนที่เป็นเมีย จริง จริ๊ง! ..คงจะนอนสะอึกโดยไม่รู้สาเหตุ เพราะผัวสุดที่รักเอาไปด่าในวงเหล้า..ฮิฮิ..

จนได้เวลาอันสมควรแก่เหตุ ที่งานเลี้ยงจะเลิกรา คือจะกลับบ้านกันแล้ว แต่เมียผมชอบพูดว่ายัดกันไม่ลงแล้ว คือเมากันจนปลิ้น พูดกันแทบไม่รู้เรื่อง ถึงจะได้แยกย้ายกันกลับบ้าน สมัยนั้นไม่มีตรวจจับคนกินเหล้าเหมือนสมัยนี้ พวกขี้เมารุ่นเก่าจึงขับรถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านได้อย่างเสรี..

ในการกินสังสรรค์ครั้งนี้เป็นวาระพิเศษ คือฉลองพรรคพวกที่ได้รับการพิจารณา ความดีความชอบเป็นพิเศษ จากเจ้านาย ตามภาษาชาวบ้านคือได้ สองขั้น กว่าจะเลิกจึงดึกกว่าทุกครั้ง เมียผมทนรอเก็บกวาดทำความสะอาดไม่ไหว จึงแอบไปนอนก่อน ส่วนผมก็เมาจนเดินแทบไม่ไหว จานชามและเศษอาหารที่เหลือก็เลยปล่อยไว้ที่วงเหล้า คิดว่ามาเก็บตอนเช้าคงไม่เป็นไร

ตอนเช้าตื่นขึ้นมาได้ยินเสียงเมียกำลังเก็บจานชามและเศษอาหารอยู่ที่ชานหน้าบ้าน พอเดินออกไปเธอหันมาพูดกับผมด้วยความตื่นเต้นว่า พวกจานชามต่างๆและเศษอาหารไม่มีร่องรอยการรื้อค้น คือหมายความว่า นังตาลซึ่งนอนอยู่ใกล้ๆ ไม่มาแตะต้องเศษอาหารในจานเลย ทั้งที่เศษอาหารเหล่านั้นมีทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ซึ่งเป็นอาหารจานโปรดของมัน ผมถึงกับอึ้งในความเป็น สุนัขผู้ดีของนังตาล มันคงไม่ใช่หมาธรรมดา ผมคิดไปไกล..

หลายเดือนต่อมาก็ตามธรรมชาติของหมา นังตาลคงเป็นสาวเต็มตัว เดือน 12 หน้าหมาติดสัด มีหมาหนุ่มๆหลายตัวมาร้องมาหอนและกัดกัน เป็นที่อึกทึกอยู่ที่หน้าบ้าน พวกมันคงจะมาเปิดบริสุทธิ์กับหมาของผม ทั้งที่ตรงหน้าบ้านผมก็มีหมาตัวเมียเหมือนกัน เห็นยืนๆอยู่แต่ไม่เห็นมีหมาตัวผู้ไปสนใจ หมามันคงรู้ว่าตัวไหนสวยหรือไม่สวย ไม่แตกต่างไปจากความรู้สึกของคน ผมคิดว่างั้น ..

อีกไม่นานนังตาลก็ตั้งท้องเพราะไม่ได้คุมกำเนิด ไม่รู้ท้องกับตัวไหนเพราะมันมากันเป็นฝูง แต่ก็ช่างมันเพราะลูกหมามันไม่ต้องการมีพ่ออยู่แล้ว ท้องเริ่มใหญ่ขึ้นทุกวัน เราสองคนผัวเมียคิดกันว่าจะให้นังตาลคลอดลูกที่ไหนดี มองดูทำเลแล้วคงไม่มีที่ไหนเหมาะสมเท่าที่มันเคยนอนอยู่ที่เดิม เพียงแต่เราจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นบางอย่าง ไปเพิ่มเติมให้..
ก่อนวันที่จะคลอดมันเดินไปมา ร้องหงิงๆๆทั้งคืน วันรุ่งขึ้นผมไปมองดูที่ลังนอนของมัน เห็นมันนอนเงียบอยู่ในลัง คิดว่ามันคงคลอดลูกเรียบร้อยแล้ว เมียผมบอกว่าตอนนี้อย่าไปยุ่งกับมันมาก...ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ตอนเย็นกลับจากที่ทำงาน ผมอยากเห็นลูกของมันว่าหน้าตาเป็นไงบ้าง จะเป็นสีอะไร และมีกี่ตัว..

พอเดินเข้าไปใกล้ๆ นังตาลมันมองมาที่ผมแล้วก็มองไปที่ท้องตัวเองเหมือนหวงลูก ทันใดนั้นผมต้องตกใจสุดขีดต้องยืน งง ! จนทำอะไรไม่ถูก เพราะภาพที่เห็นมันทำเอาผมสะอิดสะเอียน จนของเก่าในท้องกำลังจะออกมา..

หมาแม่ลูกอ่อน ก้มหัวไปที่ใต้ท้องของตัวเอง พร้อมกับคาบลูกของมันขึ้นมา สะบัดตัวลูกกลืนเข้าปากไปทันที..

“เฮ้ย ! นิๆๆๆๆ ออกมานี่เร็ว โอ๊กๆๆๆๆอ๊วกๆๆๆๆ” ผมร้องลั่นบ้าน หันหน้าออกไปอ๊วกที่ข้างๆบ้าน

เมียผมวิ่งหน้าตื่นออกมาจากภายในบ้าน ในมือยังถือมีดที่ใช้ทำกับข้าว เพราะเธอกำลังหั่นเนื้อหมูอยู่ในครัวหลังบ้าน.

“ มีอะไรกันคุณ !”

พอเห็นสภาพที่ผมยืนอ๊วกอยู่ หล่อน เสียงดังขึ้นมาทันที

“โอ้โห้ ! ล่อกันแต่วันเลยหรือนี่ ดีจังเลยนะรู้จักกลับมาอ๊วกที่บ้าน เห็นบ้านเป็นกระโถนหรือ ไง ? ” พูดแล้วทำท่าเหมือนจะกลับไปทำกับข้าวต่อ

“เดี๋ยวๆๆๆเดี๋ยวก่อน ผมไม่ได้กินเหล้าเมามา..นังตาลมันกินลูกตัวเอง” ที่ปากผมน้ำลายยืดจนล้นที่ริมฝีปาก จนต้องเอาหลังมือเช็ดด้วยความเคยชิน

******************************

ได้ความว่า นังตาลออกลูกมา 4 ตัวแต่ความที่เป็นคุณแม่มือใหม่ มันเลี้ยงลูกไม่เป็น เลยนอนทับลูกตายจนหมด พอผมเข้าไปใกล้ความที่หวงลูกมันจึงกินลูกตัวเองไป 1 ตัว ผมต้องรีบกันตัวนังตาลออกจากกล่องที่นอนของมัน แล้วเอาลูกอีก 3 ตัวที่ตายหมดแล้วเอาไปฝัง พอมันกลับไปที่กล่องได้ มันดมหาลูก..แต่ไม่เจอ..นังหมาแม่ลูกอ่อนร้องส่งเสียงครางจนน่าตกใจ เอาปากคาบผ้าที่รองนอนตอนก่อนคลอดลูก แล้ววิ่งไปวิ่งมาอย่างบ้าคลั่ง ผมมองดูด้วยความเวทนาสงสารจนจับใจ แต่ไม่รู้จะช่วยมันยังไง ?

มันมีอาการอยู่ถึง 1 วันกับ 1 คืน ข้าวปลาไม่ยอมกิน คิดว่าถ้าไม่ช่วย..มันคงตรอมใจตายแน่ๆ ผมจัดการดึงผ้าออกจากปากปลอบโยนให้มันสงบ เอาตัวเข้าไปในบ้านจับอาบน้ำอาบท่าให้สะอาด แล้วให้นอนในห้องเดียวกัน จนอาการดีขึ้น กลับมากินข้าวได้เหมือนเดิม ..ความรู้สึกของการเป็นแม่..มันลึกซึ้งและเข้าใจได้ยากสำหรับสัตว์ตัวหนึ่ง ...นึกถึงภาพนังตาลคาบผ้าแล้ววิ่งไปมาเพื่อตามหาลูก...มันกินใจทุกครั้งที่นึกถึง..

ในเวลาต่อมา ผมไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบเดิมอีก จึงจับนังตาลฉีดยาคุมกำเนิดเพื่อป้องกันไม่ให้มันมีลูก จนหลายปีต่อมา ผมไปซื้อที่ดินเป็นของตนเองที่บริเวณชานเมือง และได้สร้างบ้านไม้หลังเล็กๆชั้นเดียว เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ต่อไปไม่ต้องเสียค่าเช่าบ้านให้กับคนอื่น โดยลักษณะของบ้าน..ส่วนของพื้นบ้านไม่ติดพื้นดินแต่ยกพื้นสูงจากพื้นดิน 1 เมตร ทำให้มีช่องว่างระหว่างพื้นบ้านกับพื้นดิน คือบ้านมีใต้ถุนนั่นเอง ช่างที่รับจ้างสร้างบ้านบอกว่าจะได้มีลมพัดผ่านใต้พื้นบ้าน ทำให้อากาศในตัวบ้านถ่ายเทสะดวก ก็คงเป็นลักษณะของบ้านไทยๆทั่วไป

มัวแต่ยุ่งเรื่องสร้างบ้านและย้ายของเข้าบ้าน งานในหน้าที่ก็ยุ่งๆ เพราะตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น จนไม่ค่อยมีเวลาสนใจกับ นังตาล และไม่ได้นำหมอมาฉีดยาคุมกำเนิดเหมือนทุกครั้ง ปรากฏว่ามันไปติดสัดมาและเกิดท้องขึ้นมาอีก ทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบใจที่มันมีท้อง คงเป็นเพราะไม่อยากเห็นเหตุการณ์เก่าๆของมันที่เคยกินลูกตัวเอง..แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงเพราะท้องโตมาแล้ว

ไม่รู้ว่าผีห่าซาตานตนไหนเข้าสิง ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดกับนางตาลทุกครั้งที่มันมานอนในบ้าน ไม่มีความเมตตากับมันเหมือนเดิม เวลามันเดินเข้ามาในบ้านผมจะตะคอกและไล่มันออกไปด้วยเสียงอันดัง ทั้งที่ก่อนหน้านั้น มันสามารถเข้ามานอนเล่นอยู่ในบ้านได้ ครั้งแรกๆที่โดนไล่มันจะมองผมด้วยสายตาเหมือนแปลกใจ จนโดนไล่บ่อยๆคราวนี้มันไม่เข้ามานอนในบ้านแต่จะหาที่นอนอยู่ที่ใต้ถุนบ้านซึ่งเป็นพื้นดิน และไม่เคยย่างกายเข้ามาในบ้านอีกเลย เมื่อไม่มีใครสนใจจะดูแลหรืออาบน้ำให้ เป็นเวลานานๆ ตัวมันก็เริ่มสกปรกมีกลิ่นเหม็น

นิเมียผมก็ยุ่งอยู่กับการเลี้ยงลูกอ่อน ไม่มีเวลามาสนใจกับนางตาลที่ท้องแก่ใกล้คลอด ผมก็ออกงานสังคมกลับบ้านดึกๆดื่นๆเป็นประจำ

วันหนึ่งกลับจากงานเลี้ยงถึงบ้านประมาณ เที่ยงคืน อาบน้ำอาบท่าเสร็จก็เข้านอน นิเมียผมและลูกหลับไปก่อนแล้ว พอล้มตัวนอนไปไม่นาน หูผมแว่วได้ยินเสียงร้องเบาๆอยู่ที่ใต้ถุนบ้านตรงกับพื้นบ้านที่ผมนอน ครั้งแรกยังฟังไม่ถนัดว่าเสียงอะไร แต่ต่อมาเสียงเริ่มดังขึ้น จนรู้ว่าเป็นเสียงของลูกหมาเสียงร้องกันระงมคงมีหลายตัว จึงนึกถึงนางตาลขึ้นมา มันคงออกลูกแล้ว คิดว่าพรุ่งนี้จะลงไปดู ..

กำลังจะเคลิ้มๆเสียงลูกหมาดังมาอีกคราวนี้ดังแรงขึ้น จนรบกวนการนอน ที่ง่วงจนไม่อยากออกไปทำอะไร ผมต้องย้ายที่นอนใหม่เพื่อไม่ให้เสียงลูกหมารบกวน จนสามารถหลับลงได้ ..

ตื่นเช้าขึ้นมา พอเปิดประตูบ้านออกมา นังตาลมายืนมองที่หน้าประตู ผมจึงนึกถึงลูกมันขึ้นมาได้ รีบเดินไปมองหาดูที่บริเวณใต้ถุน เห็นตำแหน่งได้ไม่ยากเพราะเสียงลูกหมายังร้องกันเสียงดัง ผมนึกเอะใจที่เสียงร้องของมันเหมือนร้องเพราะความเจ็บปวด และเสียงเริ่มแหบๆคงเพราะร้องมานาน..

เข้าไปมองใกล้ๆตรงจุดที่ลูกหมานอนกันอยู่ พื้นที่เป็นหลุมตื้นๆ มีลูกหมาอยู่ 5 ตัวแต่ละตัวนอนดิ้นกันไปมาเป็นที่ผิดสังเกต รีบเอามือจับตัวหนึ่งขึ้นมาดู แล้วผมก็ต้องตกใจสุดขีด ใจหายวาบ เพราะตามตัวของมันมีมดเต็มไปหมดเป็นมดแดงไฟ โดยเฉพาะตรงใบหน้าพวกมดแดงตอมกันเป็นกระจุก

โอ ! ตายละ พวกมันคงโดนมดกัดทั้งคืน แล้วนังตาลทำไมไม่ดูลูก

ผมรีบคว้าลูกหมาทั้งหมดไปที่โอ่งน้ำข้างบ้าน จับอาบน้ำฟอกสบู่หวังที่จะเอามดออกจากตัวให้หมด อาบน้ำเสร็จเอาผ้ามาเช็ด แล้วเอาทั้งหมดเข้าไปในบ้าน เรียก นิ เมียผม ให้หากล่องมาใส่

“ทำไมนังตาลมันไม่ยอมเลี้ยงลูก หมาตัวนี้มันประสาทหรือเปล่า ?” ผมบ่นกับ นิ พร้อมหันไปมองนังตาลที่ยืนมองเราอยู่ที่หน้าประตูบ้าน

“คุณๆๆไม่อาบน้ำให้นังตาล มันมั่งหรือ ? ไม่ได้อาบมาหลายเดือนแล้ว สภาพดูไม่ได้เลย เหม็นไปทั้งตัว ช่วยจัดการให้หน่อยเถอะสงสารมัน” นิ บอกผมเหมือนบังคับ

ผมจึงนำตัวนังตาลไปอาบน้ำที่โอ่งข้างบ้าน ตัวมันเหม็นจริงๆ ต้องอาบหลายเที่ยวกว่าเนื้อตัวจะสะอาดเหมือนที่เคยเป็น กำลังเอาผ้าเช็ดตัวให้มัน..

เสียงเมียผม ตะโกนเรียกอยู่ในบ้าน รีบวิ่งเข้าไปดู เธอยืนอยู่ตรงกล่องที่ใส่ลูกหมา ไม่พูดอะไร แต่ชี้มือไปที่กล่อง ส่วนมืออีกข้างเอาไปปิดที่ปากตัวเอง

ผมรีบมองไปที่ตัวลูกหมา ไม่มีการดิ้นแล้ว จับขึ้นมาดูปรากฏตายหมดทุกตัว ยังแปลกใจตอนจับมาอาบน้ำยังดิ้นอยู่เลยทำไมตายง่ายจัง พอมองดูไปที่ใบหน้าของพวกลูกหมาเคราะห์ร้ายใกล้ๆ ผมถึงกับสยองกับสิ่งที่เห็นไม่ได้ ลูกหมาเกิดใหม่ยังไม่ลืมตา แต่พอเอามือดึงหนังตาขึ้น ปรากฎว่าดวงตาของลูกหมาไม่มี...มีแต่รอยลึกโบ๋ลงไปในกระบอกตา เอามือเขี่ยๆดูยังมีมดหลงเหลืออยู่ 2-3 ตัว ...สังเกตดูทุกๆตัวเป็นเหมือนกันหมด..

“อ้ายมด เวร พวกนี้มันกัดกินลูกตาหมาจนหมด ถ้าผมลงมาดูตั้งแต่เมือคืนมันคงไม่เป็นอย่างนี้” ผมบ่นและตำหนิกับตัวเอง นิ เมียผม ซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆได้ ฟังแล้วถึงกับน้ำตาซึมอกมา คงอดเวทนานังตาลและลูกๆของมันไม่ได้

นังตาลกลายเป็นหมาโรคประสาท จับให้เข้ามาอยู่ในบ้านก็ไม่ยอมมันจะหนีไปนอนที่ใต้ถุนบ้านตลอด ถ้าปิดประตูขังไว้ในบ้านมันก็จะร้อง จนต้องปล่อยออกไป มันไม่มาสนใจผมหรือเมียผมเลย ทั้งที่ธรรมดาแล้วเวลาที่ผมกลับมาถึงบ้าน นังตาลจะเข้ามานอนกลิ้งนอนหงายที่ขาตอนที่นั่งลงถอดรองเท้าเพื่อเข้าบ้าน แต่ตอนนี้มันจะซุกตัวอยู่แต่พื้นดินใต้ถุนบ้าน เรียกออกมากินข้าวก็ไม่ค่อยกิน

เป็นอย่างนี้อยู่เป็นเดือน ร่างกายนังตาลซูบผอมลงจนเห็นได้ชัด แต่มีสิ่งหนึ่งผิดสังเกต คือท้องมันบวมขึ้นมาจนพอง ผมไปตามหมอจากปศุสัตว์ ซึ่งเป็นพรรคพวกกันมาดู เขาบอกมันเป็นท้องมานจัดการเอาเข็มอันใหญ่ๆเจาะที่ท้องนังตาลเพื่อเอาน้ำข้างในออกมา

“ท่าจะเป็นหนัก สงสัยคงรอดยาก คงไม่เกิน 2 วัน” ก่อนกลับ เขาหันมาบอกผม

หมอหมากลับไปแล้ว ผมเดินมาดูนังตาลที่ยังคงนอนอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน น้ำตาลูกผู้ชายอย่างผมไหลลงมาอาบแก้ม นึกถึงตอนที่เราเอามันมาใหม่ๆเอามาเลี้ยงที่บ้าน พฤติกรรมหลายๆอย่างของมันแสดงถึงความสูงส่งกว่าหมาทั่วๆไปที่ผมได้เห็นมา ทั้งๆที่ผมเคยรักเคยเอ็นดูมัน แต่ทำไม ? ตอนย้ายมาอยู่บ้านใหม่ผมถึงแสดงความใจดำกับมันได้ลงคอ ผมมองข้ามความรู้สึกของเจ้าสัตว์ตัวเล็กๆนี้ไปได้อย่างไร ?

จนถึงทุกวันนี้ผมยังลืมนังตาลไม่ลง บาปกรรมที่ผมได้กระทำกับนังตาลมันยังรบกวนเกาะติดความรู้สึกของผมไม่รู้ลืม ยิ่งได้เห็นหมาแม่ลูกอ่อนที่อยู่ตามวัดหรือตามถนน ความคิดถึงนังตาลจะกำเริบขึ้นมาทุกครั้ง..มันเป็นบาปที่คงไม่สามารถลบหายไปตลอดชีวิตของผม..




 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2552 19:06:04 น.
Counter : 288 Pageviews.  

นังตาล

เขี้ยว..กับ..งา..

ราสส์ กิโลหก

“เอ้าๆๆ..แทงเสียๆ”

เจ้ามือวงไฮโล พูดซ้ำๆซากๆ หลังจากที่เขย่าถ้วยไฮโล ที่มีเจ้ากระดูกดิ้นได้อยู่ภายในเรียบร้อยแล้ว เขาวางถ้วยลงด้วยความระมัดระวัง เสียงผู้คนที่รุมล้อมจนเป็นวง พูดกันอื้ออึง ทุกคนเริ่มเอาเงินวางไปบนผืนผ้าสีขาวตรงหน้าเจ้ามือ

“เสียง ตึ๊บๆๆ...กูว่าหก อยู่แน่นอน.. เต็งหก-หกสูง โว๊ย ! ” เบิ้มเอาเงิน 200 บาทวางทาบลงไปบนพื้นผ้า

“กูว่า หกไม่อยู่หรอก ! เสียงออกเนียนๆ น่าเป็นเอี่ยวมากกว่า” สมานเอาแบ็งก์ 500 วางลงบนผืนผ้า ตรงตำแหน่ง จุดแดงๆ เป็นวงกลมใหญ่ คนเล่นรู้กันว่ามันคือ เอี่ยว หรือ หนึ่ง

คนอื่นๆก็สาระวน และจดจ่ออยู่กันการแทงเงินลงบนผืนผ้า ไม่นานเงินกองย่อมๆก็วางกันเกลื่อนจนเต็มผืนผ้า เจ้ามือเหลือบตามองดูเงินบนผืนผ้า เขารู้อยู่ในใจว่าลูกเต๋าจะออกมาเบอร์อะไร เพราะมืออาชีพชั้นเซียน สามารถกำหนดการเขย่าลูกเต๋าให้ออกมาตามที่ต้องการแม้จะไม่ครบทุกลูกก็ตาม

“เอ้า เปิดๆๆ..” เสียงลูกค้าในวงตะโกนบอกกันเอง คนที่อยู่ใกล้ถ้วยเอื้อมมือมาที่ถ้วยกระเบื้องที่คว่ำครอบอยู่บนถ้วยเหมือนพาน ซึ่งวางประกบกันอยู่ เขาค่อยๆยกส่วนที่เป็นฝาครอบขึ้นแล้วเลื่อนออกมาทางด้านข้างๆ ภาพของลูกแรกเริ่มโผล่ออกมา จน ลูกที่ สองและสามตามลำดับ

และที่ตามมาคือเสียงทั้งดีใจ ของคนที่แทงถูก และเสียงบ่นดังๆของคนที่แทงไม่ถูก

จ่าหมู เจ้ามือ กวาดเก็บเงินจากผืนผ้าตรงส่วนที่ลูกค้าแทงไม่ถูก ขึ้นมาปึกใหญ่ พร้อมกับนับเงินบางส่วน วางลงในตำแหน่งผู้ที่แทงถูก เงินส่วนที่เหลือเหวี่ยงลงบนกองที่หน้าตัก ซึ่งกองใหญ่อยู่แล้วให้ใหญ่ขึ้นไปอีก

ก็เล่นได้เล่นเสียกันไป คนเล่นได้ก็เสียงดัง เงินในกระเป๋าตุงแบบได้มาง่ายๆ ไม่ต้องไปทำงานให้เหนื่อยยาก คนเล่นเสียก็หน้ามืด เพราะกระเป๋าแฟบจนแบนติดตัว หัวสมองมึนตึบ แต่ก็พยายามหาทางเล่นต่อ เพราะส่วนมากคิดเข้าข้างตัวเองว่าเดี๋ยวก็ได้คืนกลับมา แต่ส่วนมากเงินหลงทางกลับมาไม่ถูกซะมาก..

อ้วน กับวุฒิ เงินในมือหมดเกลี้ยงเพราะแทงผิดมากกว่าแทงถูก หันมามองหน้ากัน สายตามองไปที่กองเงินของเจ้ามือ พลางคิดว่าจะต้องเอาทุนคืนให้ได้ ไม่ต้องคิดให้เสียเวลา ของมีอยู่กับตัว เอาจำนำกับเจ้ามือก็ได้ อ้วนปลดสร้อยคอหนัก 3 บาทออกมา วุฒิปลด สร้อยข้อมือหนักไม่แพ้กัน

“จ่าหมู ผมเอาทองไว้ รวมกัน 6 บาท ขอหกหมื่น ไถ่คืน หกหมื่นห้า” กำทองสองเส้นไปยื่นให้เจ้ามือ

ธุรกิจในวงพนันเป็นไปอย่างเรียบง่ายไม่มีพิธีการให้ยุ่งยาก ซื้อง่ายขายคล่อง เงินเหมือนเศษกระดาษ โยนกันไปโยนกันมา การพนันมันกัดกินได้ทุกอย่าง เหมือนคำโบราณที่ว่า โจรปล้นหรือไฟไหม้หลายๆครั้งอาจจะไม่หมดตัวเท่ากับการเสียพนันเพียงครั้งเดียว ก็มีตัวอย่างให้เห็นกันบ่อยๆแต่อย่างว่า ของดีๆไม่ค่อยอยากปฏิบัติ... แต่ของ ไม่ดีชอบกันจริง..จริ๊ง !

“ดวงซวย ชิบ... เหลือ 20 บาทโว๊ย ! เอาไว้ไปซื้อยาฆ่าตัวตาย” น้า ไฝ หันหลังเดินออกมา พร้อมบ่นดังๆด้วยความโมโห

คำนวณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในวงพนัน ขณะนี้ถ้านับกันดีๆคงไม่ต่ำกว่าแสนบาท ถือว่าเป็นธุรกิจที่ไม่เบาที่เดียว

การพนันนั้นจะมีสิ่งที่ควบคู่กันอยู่ด้วย คือการโกง มันอยู่ที่ว่าเทคนิคว่าการโกงจะเหนือชั้นแค่ไหน เซียนพนันมากมายสามารถยึดอาชีพจากการเล่นพนันได้สบายๆๆ เพราะมีหมูให้กินได้ไม่มีหมด

อ้ายเบี้ยว แมวมองที่มีหน้าที่ดูต้นทาง เดินเร็วๆมาที่วง ตรงไปยังจ่าหมูที่กำลังจะเขย่าลูกเต๋า ในรอบต่อไป

“ จ่าๆ..มีขามาใหม่ เค้าจะมาขอเล่นด้วย แก่แล้ว อายุซัก 60 มั๊ง ! ผมขาวจนหมดหัว”

คนในวงหยุดภารกิจ ทุกคนมองไปที่อ้ายเบี้ยว

“ตำรวจหรือเปล่า ? มึงดูดีๆ นะ เดี๋ยวได้วิ่งกันป่าราบ” จ่าหมูชักใจคอไม่ดี ดวงกำลังกินดีเสียด้วย

“คงไม่ใช่ หรอก มารถเก๋ง ใส่ทองเต็มตัวเลย ท่าจะอู๋ ไม่เบา ผมว่าไม่ใช่ตำรวจแน่ เพราะตำรวจที่นี่ผมรู้จัก ทุก ตัว..เอ๊ย ! ..ทุกคน”

“เอาๆๆให้เข้ามา คนที่มีเงิน ที่นี่ไม่รังเกรียจ ว่ะ !” จ่าพูดแล้ว เขย่าลูกเต๋า ต่อ

“ เอ้า แทงเสียๆๆๆ” แกยังท่องคาถาบทเดิม..

ชายชรา อายุเกิน 60 รูปร่างผอมสูง ผิวขาวลักษณะดี นิ้วเรียวยาวเหมือนผู้หญิง แหวนทองคำประดับหัวพลอยเม็ดเขื่องประดับที่นิ้วมือข้างขวา สร้อยเส้นโตเหมือนโซ่เหลืองอร่ามที่ลำคอ และสร้อยที่ข้อมือเส้นหนาจนเกินกว่าสร้อยข้อมือที่เห็นชาวบ้านใส่กันทั่วไป ผมบนหัวขาวโพลนแต่ดูแลรักษาเป็นระเบียบ

“สวัสดี..ครับ..ขอร่วมวงด้วย..ครับ” ชายชราผู้มาใหม่พูดด้วยความนอบน้อม

“เอา เลยลุง ตามสบายครับ” สมานเบี่ยงตัวหลบให้ เพื่อให้ผู้มาใหม่มีพื้นที่ยืนข้างวง

ขณะที่ยืนแทงพนัน ชายชรามักจะเอาหลอดยาดมมาจ่อที่จมูกบ่อยๆ จนอ้วนดำ ที่ยืนอยู่ข้างๆอดถามไม่ได้

“ลุง จะเป็นลม เหรอ !ถ้าไม่ไหวก็กลับไปนอนก่อน เดี๋ยวน็อคขึ้นมา จะแย่เอา”

“ไม่เป็นไร ไหวๆๆๆ”

จ่าหมูคาถาชักไม่ขลัง ตั้งแต่ชายแก่เข้ามาร่วมวง หน้าตักเริ่มยุบลงเรื่อยๆ เพราะลูกค้าแทงถูกมากกว่าแทงผิด จนในที่สุดก็หมดเค้าเงินเกลี้ยงหน้าตัก แกหันไปมองอ้วนดำและวุฒิ เห็นในมือทั้งสองคนถือเงินเป็นปึกๆ

“ เฮ้ย ! พวกเอ็ง มาไถ่เอาทองคืนไป เงินหมดหน้าตักแล้ว ว่ะ !” พูดพร้อมควักทองสองเส้นออกมาจากกระเป๋า

คนดวงไม่ดี ทำอะไรก็ไม่ดี เขาเรียกว่าดวงกุด เงินที่ อ้วนดำและ วุฒิเอามาไถ่ทอง 65,000 หายวับไปในเวลาไม่นาน ตอนนี้ลูกค้า ฮาเฮ เพราะกำไรกันเป็นกอบเป็นกำ จ่าหมูลุกขึ้นโบกมือลา กำลังจะเก็บถ้วยเครื่องมือหากินกลับออกมา

“จ่าหมู ขอยืมถ้วยและลูก หน่อย เดี๋ยวผมเป็นเจ้ามือเอง” ชายชราเดินไปหาจ่าหมู พวกลูกวงมองดู ด้วยความแปลกใจ แต่แล้วก็ยิ้ม เมื่อเจ้ามือคนใหม่ควักเงินออกมา ปีกใหญ่คงไม่ต่ำกว่าแสน

สมาน หันไปมอง วุฒิ เหมือนถามความเห็น คนอื่นๆก็ทำท่าลังเล เพราะพึ่งเห็นหน้ากันครั้งแรก..ชายชราคงรู้ทัน จึงพูดออกตัว

“ไม่ต้องกลัว ผมใช้ถ้วยและลูกเต๋าของจ่าหมูก็ได้ ไม่มีปัญหา”

ปรากฏว่าลูกวง สบายใจตกลงให้แกเป็นเจ้ามือได้..

เล่นกันไปไม่นาน ก็ได้บ้างเสียบ้าง เหตุการณ์ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

“ตาลุงนี่ ฝีมือไม่เท่าไหร่ คงเป็นพวกมือสมัครเล่น อย่างนี้ได้เสีย ดี” น้อยที่ยืนอยู่จนชิดขอบโต๊ะ หันมาบอกเบาๆกับพวกที่ยืนอยู่ข้างหลัง

แต่สิ่งหนึ่งที่ตาลุงเจ้ามือทำบ่อยๆคือ แกจะเอายาดมมาสูดที่ ตรงจมูกอยู่เรื่อยๆ เหมือนเป็นการสูดเพื่อบรรเทาอาการจะเป็นลม

เงินกองอยู่ที่หน้าตักเจ้ามือยังไม่พร่องไปไหน แต่เจ้ามือทำใจป้ำควักออกมาอีกปึกใหญ่ คงอยากแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของเจ้ามือ

“เจ้ามืออย่างผม เค้ายาวถึงทางรถไฟ ไม่มีอั้นครับ ใครมีปัญญาบุกมาได้เลย” พูดจบเอายาดมมาสูดที่จมูก ดัง ฟืดๆๆ

อากาศก็ร้อนพื้นที่ก็คับแคบเพราะแอบเล่นกัน ช่วงหนึ่งหลังจากเขย่าลูกเต๋าและวางถ้วยแล้ว ลูกวงกำลังลงเงินแทงที่ผืนผ้า เจ้ามือเกิดอาการเกร็งที่มือ เสียงหายใจ ครอกๆๆ จนมือไปปัดโดนถ้วยล้มลงไปที่พื้น ทั้งลูกเต๋าและถ้วยหล่นลงใต้โต๊ะดีที่เป็นพื้นดิน จึงไม่มีการแตกเสียหาย

แต่เจ้ามือก็คืนสติทันรีบก้มลงใต้โต๊ะเพื่อเก็บอุปกรณ์ขึ้นมาใหม่

“ขอโทษ ครับ ขอโทษ มันเคลิ้มไป เมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย” แกยังพยายามฝืนทน คงเพราะผีการพนันเข้าสิงจนงอมแงม

พวกลูกวงไม่ได้ห่วงอะไรในตัวแกเท่าไหร่แต่ทุกคนต่างมองไปที่เงินหน้าตักกองโตมากกว่า จึงไม่มีใครอยากให้แกเลิกเล่น

“ไม่เป็นไร ลุง เดี๋ยวผมพัดให้ อากาศจะได้ถ่ายเท ร่างกายจะได้สดชื่น” นพที่ยืนแทงอยู่ใกล้ๆเจ้ามือ ทำเป็นเอาใจ

“ไหว ครับ ไหว ไม่ต้องห่วง ผมมันใจสู้ทุกอย่างอยู่แล้ว” เจ้ามือเฒ่า เอาลูกเต๋ามาเรียงกัน เอาฝาถ้วยครอบแล้วจัดการเขย่า เสร็จแล้วเอาวางที่ด้านหน้า..

“ลงแทงเงินได้...ครับ” แกบอกกับลูกวง

แต่อาการของแกยังไม่ค่อยดี คงยังปวดหัวอยู่ เจ้านพดึงผ้าเย็น ออกมาจากกระติดน้ำ ทุบดัง โป๊ะ ! จนถุงพลาสติกที่หุ้มผ้าแตกออก แล้วยื่นผ้าให้แกเอาไปเช็ดหน้า

ลุงเจ้ามือไม่ปฏิเสธ คว้าผ้ามาโป๊ะที่ใบหน้า เพื่อบรรเทาอาการ..

ไวยิ่งกว่าฟ้าแลบ..!!!

อ้ายนพตัวแสบ เอื้อมมือไปเปิดฝาถ้วย และวางปิดทันที ด้วยความชำนาญ ไม่มีเสียงอะไรให้ได้ยินมันใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที

ภาพของลูกเต๋าที่วางอยู่ในถ้วยคือ 6-3-3

ลูกค้าที่ยืนอยู่รอบวง หัวใจพองโต เส้นประสาทตื่นกันหมด เพราะทุกคนเห็นลูกเต๋าในถ้วยทั้งหมดแล้ว...มันเป็นการฆ่ากันอย่างเลือดเย็น..

เช็ดหน้าตาเสร็จท่าทางก็ยังทรงๆอยู่เหมือนไม่ดีขึ้น หมูเฒ่ายังไม่รู้ตัวว่าถูกพวกเขี้ยวยาวเล่นกลเข้าให้แล้ว

“ผมให้แทงตานี้เป็นตาสุดท้าย ไม่ไหวครับต้องกลับไปพักผ่อนก่อน หน้าตักมีอยู่ประมาณ 2 แสน อั้น สองแสนครับ”

อย่างกับของในห้างลดราคา 100 เปอร์เซ็นต์คือได้เปล่า เพราะไฮโลเปิดถ้วยแทงแบบนี้ ถูกแน่ 100 เปอร์เซ็นต์มีเท่าไหร่ต้องใส่ให้หมด..
พวกลูกวงแย่งกันแทง จนชุลมุน แต่เจ้ามือก็ไม่ได้ผิดสังเกต เพราะตานี้จะเป็นตาสุดท้าย ลูกวงคงจะแทงทิ้งทวน

อ้ายนพ ถอดทั้งสร้อยทั้งแหวน ขอจำนำกับพวกกันที่อยู่ใกล้ๆเพื่อนำเงินมาลงแทง มันกำลังฝันหวานถึงเงิน บาปก้อนโต

“ หก สูง ,หก สาม” ลูกค้าทั้งหมด จะรุมแทงที่สองตัวนี้ ไม่มีตัวอื่นเลย

“กูสงสาร ตาแก่นี่จริงๆว่ะ คงเข็ดที่นี่ไปอีกนาน” สมาน หันไปบอกกับ อ้วนดำ

มันเป็นตาสุดท้ายจริงๆๆเงินที่ทุ่มแทงลงมามันกองใหญ่จนเกือบเท่าเงินที่กองอยู่หน้าตักเจ้ามือ และที่สำคัญ ใจมันตรงกันหมด พร้อมใจกันจริงๆๆ

ใจเย็นมากๆสำหรับเจ้ามือแปลกหน้าผู้นี้ แววตาของแกเฉยเมย ไม่มีอาการอะไรให้เห็น แกเอามือขยับถ้วยไฮโล ที่ยังไม่ได้เปิด เลื่อนไปทางขวามือเล็กน้อย เพราะกองเงินที่แทงมันล้นจนเกือบมาถึงถ้วย...

“เรียบร้อยแล้วเปิดถ้วยได้” เสียงอ้ายนพพูดด้วยความรื่นเริง มันคิดว่าเดี๋ยวเจ้ามือหมดตูดกลับไปแล้ว มันต้องไปขอเงินค่าเปิดถ้วยกับคนอื่นๆ..อีก

ถ้าพวกลูกวงสังเกตซักนิด คงต้องแปลกใจ เพราะเจ้ามือไก่อ่อนของพวกเขา เอามือล้วงหยิบถุงผ้าขนาดย่อมๆออกมาจากกระเป๋าเหมือนจะเอามาใส่อะไรบางอย่าง

อ้ายเจ้านพ เอื้อมมือมาที่ฝาครอบถ้วย ยกขึ้นทันทีแบบไม่ต้องลุ้น ..เพราะเห็นๆกันอยู่..

ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาที่กลางกระบาล ของพวกเขี้ยวที่แอบเปิดถ้วยไฮโล เพราะลูกเต๋าออกมาที่..

หก-สี่ เอี่ยว....

“เฮ้ย !” เสียงดังพร้อมกัน จนสนั่นไปไกล

และก็รวดเร็วอะไรปานนั้น ชายชราผู้อ่อนแอ ขี้โรคไม่ปรากฏ อาการแบบตอนแรก เพราะพี่แกเอามือกวาดเงินลงถุงผ้าที่เตรียมไว้แล้วด้วยความชำนาญ..

ไม่มีใครกล้าเถียงกล้าโวย..เพราะไม่รู้จะเอาเหตุผลอะไรไป..เถียงไปค้าน..

ลูกเต๋าที่เห็นกัน จะๆถูกเปลี่ยนไปแค่เวลาเสี้ยววินาทีเหมือนกัน

และที่แน่ๆตาลุงเจ้ามือปลีกตัวหายกลับไปอย่างรวดเร็ว..

จ่าหมู ดวงดีเพราะหมดตูดไปก่อน ได้แต่เป็นผีเฝ้าข้างบ่อน แต่ยังไม่ไปไหน เพราะเจ้ามือยืมลูกและถ้วยของแกไปเขย่า..

และมีแกคนเดียวที่ยิ้มได้ เนื้องจาก ก่อนที่ชายชราเจ้ามือ นิรนามจะกลับเขาแอบเอาเงินยัดใส่กระเป๋า จ่าหมูถึง 10,000 บาท

“ลูกเต๋าก็ของจ่าหมู ถ้วยก็ของจ่าหมู แล้วลูกเต๋ามันพลิกตอนไหน วะเนี่ย !” สมานเดินงุ่นง่านเพราะเงินเกลี้ยงจนหมดตัว

จ่าหมูหยิบลูกเต๋าของแกขึ้นมาพิจารณา แล้วก็พูดออกมาเบาๆ

“ลุกเต๋าชุดนี้ไม่ใช่ของกู”

อ้ายนพแถเข้ามาทันที มันเอาลูกเต๋า คว้าใส่ปากใช้ฟันกัด ลูกเต๋าแตกออกเป็นสองซีก ..

“แม่ง...ถ่วงแม่เหล็กจริงๆด้วย..”

อ้วนดำ ใช้ความคิด ไล่เรียงมา จนนึกได้..

“มันเปลี่ยนลูกเต๋าของจ่าหมู ตอนแกล้งทำถ้วยล้ม.....และทำให้ลูกเต๋าเปลี่ยนหน้าก็ คือตอนที่เอื้อมมือขยับถ้วยออกจากหน้าตัก แหวนที่มันใส่ต้องมีแม่เหล็กอีกอัน”

“อ้ายแก่นี่ งามันยาวกว่า เขี้ยว ว่ากันไม่ได้โว๊ย ! ที่ใครทีมัน เหนือฟ้ายังมีเมฆ ฮะๆๆๆ” อ้ายอ้วนดำแค่นหัวเราะอย่างเซ็งๆ







 

Create Date : 23 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 23 พฤษภาคม 2552 19:04:10 น.
Counter : 361 Pageviews.  

ไป..บ้านคุณย่า

ไปบ้านคุณ ย่า...

ราสส์ กิโลหก

(ตอนที่ 1)
ไชโย.!.ไชโย..!..เสียงลั่นบ้านจนแสบแก้วหู ของเด็กชายและเด็กหญิงวัย 12 และ 9 ปีกระโดดโลดเต้น อยู่ในบ้านสวยงามหลังใหญ่ ด้วยความดีใจสุดๆ เมื่อผู้เป็นประมุขของบ้านคือคุณ สมชาย บิดาของเด็กทั้งสองคน เอ่ยปากว่า ในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ที่จะถึงอีกไม่กี่วันนี้ จะพาเด็กๆไปเยี่ยมคุณย่าที่ บ้านต่างจังหวัด..

คุณสมชายเป็นคนต่างจังหวัด แต่เป็นคนเรียนเก่งจนสามารถเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ในกรุงเทพฯ เมื่อเรียนจบได้รับปริญญาตามหลักสูตรแล้ว ก็สอบเข้าทำงานส่วนราชการแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ด้วยความรู้และความขยันหมั่นเพียร ทำให้มีความเจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ จนถึงปัจจุบันเขามีตำแหน่งหน้าที่สูงพอสมควร ถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิตสำหรับฐานะของ เด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง ที่เข้ามาขวนขวายหาความรู้ในเมืองกรุง ส่วนคู่ชีวิตของเขาคือ ปรียา สาวสวยที่มีภูมิลำเนาเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด ผู้เป็นกำลังใจเสมอมาจนสมชายประสบความสำเร็จในชีวิต

ครอบครัวนี้มีลูก 2 คนคนโตเป็นผู้ชายชื่อมงคล หรือ หมง อายุ 12 ปีและคนเล็กเป็นผู้หญิง ชื่อ วีนัส หรือ วี อายุ 9 ปี เด็กทั้งสองคนได้เคยไปเที่ยวบ้านคุณย่ามาหลายครั้งแล้วและทุกครั้งเด็กๆจะมีความสนุกและความสุขกับบรรยากาศที่บ้านคุณย่ากันมาก จนติดใจฉะนั้นพอได้ยินคำว่าจะมีการไปบ้านคุณย่าอีก พวกเด็กๆจึงมีความดีใจสุดๆ บ้านคุณย่าอยู่ไม่ไกลมากนักระยะทางประมาณ 200 กิโลฯ ถ้าพอมีเวลาว่างเมื่อใดคุณสมชาย จะถือโอกาส พาลูกๆและเมียไปเยี่ยมแม่ที่บ้านต่างจังหวัดเสมอ จนเด็กๆคุ้นเคยกับบ้านคุณ ย่าเป็นอย่างดี

ย่าของเด็กๆมีชื่อว่า ประไพ หรือ ไพ คู่ชีวิตของย่าไพคือ ปู่ เบิ้ม ได้เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน ที่บ้านสวนของย่าไพมีผู้อาศัยอยู่รวมกันทั้งหมด 5 คน ก็มี ปู่ใหญ่ ซึ่งเป็นพี่ชายของ ย่าไพ ปู่ใหญ่อายุร่วม 70 ปี แต่ยังแข็งแรงและครองตัวเป็นโสด ปู่ใหญ่และ ย่าไพ สองพี่น้องคู่นี้รักกันมากไม่เคยแยกกันอยู่ ปู่ใหญ่อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้เสมอมาตั้งแต่เกิดไม่เคยย้ายไปไหน แกจะอยู่เป็นเพื่อนกันกับน้องสาว ทำให้ย่าไพรักและเป็นห่วงปู่ใหญ่ผู้เป็นพี่ชายมากๆ

คนต่อมาคือ อาเลา เป็นน้องชายของสมชาย อายุ 40 ปี เมียของอาเลาชื่อ อาสวย อายุน้อยกว่าอาเลาไม่มากนัก และคนสุดท้ายคือ พี่ น้อย อายุ 14 ปี เป็นลูกของอาเลากับอาสวย

ย่าไพเป็นเจ้าของพื้นที่ดิน ประมาณ 80 ไร่ ที่ดินแปลงนี้ทำเลที่ดินสวยที่เดียว เพราะด้านใต้ติดแม่น้ำป่าสัก กว้างถึง 50 วา(100 เมตร) ส่วนด้านเหนือติดถนนทางหลวงชนบท กว้างถึง 60 วา(120 เมตร) พื้นที่ 80 ไร่ ได้แบ่งออกมา 40 ไร่เพื่อทำนา ส่วนที่เหลือได้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของ ในหลวง โดยแบ่งขุดเป็นบ่อน้ำประมาณ 5 ไร่ ส่วนที่เหลือได้จัดพื้นที่ ปลูกพืชผลต่างๆหลายชนิด ทั้งพืชยืนต้น และพืชล้มลุก พืชสวนครัว เช่นตะไคร้ มะกรูดมะนาว กระถิน ฟัก ฟักทอง ถั่วฝักยาว และอื่นๆอีกมากมาย และที่สำคัญได้กันที่ดินบางส่วนปลูกพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาตามแพทย์แผนโบราณอีกหลายชนิด

สัตว์เลี้ยงก็ตามชนบททั่วไป คือ หมาพันธ์ไทยแท้ อีแด่น อ้ายเด่นทั้งหลายมีอยู่4 – 5 ตัว เวลาครอบครัวสมชายไปเยี่ยมย่าทีไร พวกสมุนเห่ากันระงม รอบๆบ้านยังมีไก่ไทยหลายสิบตัว ทั้งพ่อไก่ตัวใหญ่สีสดสวย และ แม่ไก่ล้อมรอบด้วยลูกเจี๊ยบตัวเล็กๆ แบ่งกันเป็นกลุ่มๆหลายกลุ่มหลายแม่ ส่งเสียงจิ๊บๆแจ๊บๆตลอดเวลาไม่มีหยุดเสียง เป็ดห่านก็หลายตัวเพราะพื้นที่มีทั้งแม่น้ำและบ่อน้ำในสวน เป็ดที่เลี้ยงไว้ได้ออกไข่ให้คนในบ้านได้กินเป็นประจำ ไข่เป็ดฟองใหญ่ๆ ไข่แดงสวยสดเพราะความสมบูรณ์ของอาหารเป็ดที่มีอยู่มากมายในธรรมชาติ ไม่ต้องไปหาซื้ออาหารที่ไหนให้เปลืองเงิน

ที่นา-ที่สวนของย่าไพ ไม่เคยขาดแคลนน้ำในการทำเกษตรเพราะมีทั้งบ่อที่ขุดเอง และแม่น้ำป่าสักที่ใสสะอาดไหลผ่าน ความอุดมสมบูรณ์ครบถ้วนจนล้นปรี่ มีที่นาให้ผลผลิตเป็นข้าว มีสวนให้ความร่มเย็นและผลผลิตดอกผลตามฤดูกาลไม่เคยขาด

ความรู้สึกนึกคิดของเด็กๆที่เกี่ยวกับบ้านคุณย่า เปรียบเหมือนกำลังจะเดินทางไปสู่สนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ที่มีของเล่นตามธรรมชาติหลากหลายชนิด บรรยากาศบ้านคุณย่าเป็นกลิ่นไอของชนบทล้วนๆ มีท้องทุ่งนาที่กว้างใหญ่ ต้นไม้ใหญ่ เล็กมากมาย พื้นที่บางส่วนแลดูเหมือนเป็นป่าขนาดเล็กที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย ทรัพยากรป่า

วิถีชีวิตของคนในชนบท มีแต่ความเรียบง่าย พอเพียง สงบไม่วุ่นวาย มีน้ำใจไมตรีต่อกันแบบจริงใจไม่แสแสร้ง ถ้าคนชนบทยึดหลักวิถีชีวิตที่พอเพียงอย่างเคร่งครัด ชีวิตของเขาจะมีความสุขมากกว่าพวกเศรษฐีร้อยล้านพันล้านที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงอย่างเทียบกันไม่ได้

ครอบครัวคุณสมชายออกเดินทางจากบ้านพักด้วยรถส่วนตัว ตั้งแค่เวลา ตีห้ากว่าๆ พวกเด็กๆเกือบไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะความตื่นเต้น ช่วงเวลาเช้ามืดรถราไม่หนาแน่นขับสบายๆไม่รีบร้อน ปรียาสะใภ้คนดีไม่ลืมที่จะหาซื้อข้าวของต่างๆไปฝากแม่ย่า..เหมือนเคย

ระยะทางจากบ้านพักของสมชาย ไปถึงบ้านคุณย่า ประมาณ 200 กิโลฯ ระหว่างขับรถอยู่บนถนน เด็กสองคนพี่น้องซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะหลัง พูดคุยกันกันไม่หยุดด้วยความตื่นตาตื่นใจที่จะได้ไปบ้านคุณย่า บางครั้งเถียงกันเสียงดังลั่นรถมาตลอดทาง จนรถวิ่งมาได้ร้อยกิโลฯเศษเสียงเด็กๆก็เงียบหายไป ปรียาหันมามองเห็นเด็กทั้งสองม่อยหลับไปกับเบาะทั้งคู่ แววตาเธอมองลูกด้วยความเอ็นดู คุณสมชายใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงรถก็มาถึงบริเวณด้านเหนือแปลงที่ดินที่ติดกับถนน เขาขับรถเลี้ยวลงมาจากถนนใหญ่เพื่อเข้าถนนซอยเล็กๆซึ่งสร้างอยู่ในที่ดินของเจ้าของที่ดินเอง ถนนซอยเล็กๆนี้มีระยะทางประมาณ 500 เมตรโดยปลายทางจะไปสุดที่ตัวบ้านหลังใหญ่ของย่าไพ ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก

เสียงครางกระหึ่มของรถและตัวรถวิ่งมาถึงด้านหน้าของตัวบ้าน ทำให้เจ้าหมาขนเหี้ยน 4-5ตัวพากันวิ่งออกมาเห่ากันอุดลุต เป็ดไก่ที่หากินกันอยู่แถวๆนั้น ตกใจกระพือปีกวิ่งหนีกันจนฝุ่นตลบ

“แม่ๆๆๆพี่สมชายมา” อาเลาซึ่งขนถัวฝักยาวเต็มกระบุง กำลังจะเอาไปล้างน้ำที่ท่าน้ำ หันมาเห็นพลางตะโกนเสียงดังลั่นไปบนเรือนไม้ 2 ชั้น บอกกับย่าไพ

ทั้งย่าไพ ปู่ใหญ่ อาสวย พากันเดินลงจากเรือนมาที่รถด้วยความดีใจ

ทุกคนทักทายยกมือไหว้กันตามอาวุโสของแต่ละคน อาเลาและอาสวย มาที่รถช่วยยกสิ่งของต่างๆที่ขนมาจากกรุงเทพฯขึ้นไปไว้บนเรือน ทุกคนพากันเดินขึ้นไปบนเรือนหลังไม้เก่าแก่แต่แข็งแรง

“คุณ ย่าครับ เดี๋ยว หมง จะให้พี่น้อยพาไปเที่ยวดูกิ้งก่าสีเขียว ที่สวน นะครับ” เจ้าหมงนอนมาจนเต็มอิ่มบนรถ พอมาถึงจะออกเที่ยวทันที

“พี่ หมง ให้ วี ไปด้วยคน นะ” เสียงแจ๋วๆของน้องสาวอ้อนพี่ชาย

“ไปก็ได้ แต่ถ้าหกล้มหรือเห็นกิ้งก่า ห้ามร้องไห้ นะ”

“รับรอง วี ไม่ร้อง เพราะไปกับพี่ หมง วีไม่กลัว”เด็กหญิงลุกขึ้นยืนพูดเสียงดัง

ทั้งปู่ ย่า พ่อ แม่ และ อาๆ มองดู น้อง วีด้วยความขบขันในท่าทีของเด็กน้อยที่อยากตามพี่ชายไปเที่ยว ย่าไพหันหน้าไปที่ สมชาย ปรียา และเด็กๆ

“เดี๋ยวกินข้าวกินปลากันให้อิ่มก่อน ใครจะไปเที่ยวที่ไหน ค่อยไป”
ก่อนที่จะตะโกนบอกกับ อาสวย “สวยไปจัดสำรับข้าวออกมาเลยเดี๋ยวกินข้าว พร้อมๆกัน”

ทุกคนนั่งล้อมวงกินข้าวมื้อเช้ากัน หม้อข้าวถูกยกออกมา ตามด้วยกับข้าวหอมฉุย 4-5อย่าง ต้มยำปลาช่อน ผัดเผ็ดกระเพราปลาช่อน ปลาสดๆจากการวางเบ็ดของอาเลาเมื่อคืนได้ตัวเขื่องๆมาหลายตัว น้ำหนักนับได้หลายกิโลฯ ไข่เจียวจากไข่เป็ด น้ำพริกขี้การสแซบ ผักสดๆจากสวนที่ไม่ต้องกลัวสารพิษตกค้าง น้ำจิ้มพริกมะนาว พริกผงหอมเพราะคั่วเองตำเอง ข้าวร้อนๆจากหม้อ เล่นเอากินกันเอร็ดอร่อยข้าวหมดหม้อไม่รู้ตัว..

“น้อย เอ๊ย ! ดูแลน้องดีๆนะ อย่าไปไกลนักล่ะ !” ย่าไพ บอกกับพี่น้อยของเด็กๆ ขณะที่พวกเขากำลังเดินลงเรือนเพื่อออกไปเที่ยวที่สวนหลังบ้านเจ้าน้อยหาหมวกมาให้เด็กๆ 2 ใบ และของตัวเองอีก 1 ใบ เอาหมวกสวมที่หัว หยิบย่ามมาสะพายที่ไหล่ในย่ามมีลูกระสุนดินที่ปั้นเป็นลูกกลมๆหลายสิบลูก และหยิบหนังสะติ๊กออกจากย่ามมาเสียบที่เอวอย่างคล่องแคล่ว ไม่ลืมที่จะหยิบไม้ตะพดขนาดยาว 1 เมตรให้เด็กทั้งสองคนถือไว้คนละอัน

“ไปกันได้แล้วพวกเรา ไม้ถือไว้ให้ดี เอาไว้ตีงู เผื่อเจอมันกลางทาง” เจ้าน้อยพูดหยอกเล่น

“มี งู ด้วยเหรอ พี่น้อย !” เสียงเล็กๆของ วีพูดด้วยความกลัว

“ มีแต่ตัวเล็กๆไม่มีพิษหรอกไม่ต้องกลัว ใช่มั๊ย พี่ น้อย ! ” หมง พูดเหมือนปลอบใจตัวเอง

ทั้งสามคนเดินลัดเลาะออกทางหลังบ้าน พากันเดินไปบนคันนา ต้นข้าวในนาขึ้นแตกใบเขียวเต็มไปหมด กลิ่นใบข้าวหอมเย็น กระจายไปทั่ว ในท้องนามีน้ำขังอยู่เต็มสูงเกือบครึ่งของต้นข้าว มองลงไปในท้องนา มองเห็นปูนากล้ามใหญ่ตัวแดงๆหลายตัว เกาะอยู่ข้างคันนาใต้น้ำ พอคนเดินเข้าไปใกล้มันพากันวิ่งหายไปในน้ำด้วยความตกใจ น้ำใสๆขุ่นขึ้นมาทันที จากการวิ่งหนีอย่างรวดเร็วจนโคลนตลบ ของพวกปูนา แมงปอตัวเล็กตัวใหญ่ เป็นร้อยตัวบินกันว่อน บางตัวบินอยู่กับที่เป็นที่น่าแปลกใจ บ้างก็เกาะตามปลายยอดของต้นข้าว บ้างก็บินไปมา

“พี่ น้อย ! แมงปอมันมาทำอะไรกันแยะเชียว” วีเดินไปพูดไป

“ไม่รู้เหมือนกัน สงสัยมันมาบินเล่นกัน เหมือนเราจะไปเที่ยวเล่นนี่ไง !” น้อยพูดมั่วส่งเดช

“มันคงมากินใบข้าวมั้ง ! เห็นมันชอบเกาะที่ต้นข้าว” หมง หันมาทางน้องสาว พลางเอามือที่ถือไม้ ไล่ตีแมงปอไปมาแต่ไม่ถูกซัก ตัว

“โฮ้ง ๆๆๆๆๆโฮ้งๆๆๆๆๆ” เสียง อ้ายมอมเจ้าหมาจอมวุ่นซึ่งวิ่งตามมากับกลุ่มเด็กๆด้วย มันเอาจมูกดมๆที่พื้นหญ้าข้างๆคันนาแล้วทำท่ายื่นจมูกยื่นเข้ายื่นออก แบบกล้าๆกลัวๆ

“มันเห่า อึ่งอ่าง” พี่น้อยบอก

เด็กๆกับหมาอีก 1 ตัวเดินกันมาจนสุดคันนา เข้าเขตพื้นที่สวน กลิ่นไอความเย็นและร่มรื่นสัมผัสที่ตัวจนรู้สึกได้ ต้นไม้ต่างๆที่ปลูกไว้ถูกจัดอย่างมีระเบียบ เรียงเป็นแนวอย่างสวยงามไม่รกทึบจนเกินไป เจ้ามอมเหมือนรู้หน้าที่มันวิ่งแซงออกไปข้างหน้า วิ่งไปพลางดมโน่นนี่ไปตลอดทาง เหมือนดูแลความปลอดภัย

“กิ้งก่าสีน้ำเงิน ยังไม่ออกมาเหรอ พี่หมง ?” เด็กหญิงถามพร้อมหันหน้ามองไปตามต้นไม้

“เดี๋ยว ซิ ! เดี๋ยวเจอ แน่ ใช่มั๊ย ! พี่ น้อย !” หมงโยนต่อ

“ฮื่อๆๆๆกำลังมองหาอยู่ มันจะเกาะอยู่ข้างๆต้นไม้”

“โฮ้งๆๆๆๆๆโฮ้งๆๆๆๆๆ” เสียงเจ้ามอมที่วิ่งไปข้างหน้าห่างจากกลุ่มประมาณ 20 เมตร มันยืนแหงนคอเห่าอยู่ใต้ต้นฝรั่งต้นใหญ่ เด็กๆพากันวิ่งตามไปแหงนคอมองดู และก็สมใจอยากเพราะมันคือ เจ้ากิ้งก่าตัวใหญ่ลำ ตัวออกสีน้ำเงิน ที่รอบคอเป็นสีแดงสวยงามเหมือนทาสีเอาไว้ มันเกาะต้นไม้เฉย มีแต่ดวงตาที่กลิ้งมองดูเจ้าหมาปากเปาะและเสียงตะโกนของเด็กๆที่โคนต้นไม้.

“เย้ๆๆเห็นแล้ว ตัวใหญ่สวยด้วย อยากเอาไปเลี้ยงที่บ้านจังเลย !” เสียงแหลมๆของยายวีตะโกนอย่างดีใจสุดๆ

“ให้มันอยู่อย่างนี้ดีแล้ว อย่าจับไปเลี้ยงเลยเหมือนจับเอาไปขังคุก เดี๋ยวมันก็เหงาตาย เพราะพวกเพื่อนๆและลูกๆของมันอยู่ในป่านี้ บาปกรรมเปล่า ๆ” พี่น้อยพูดให้เด็กๆฟัง
ยายวีมองหน้าพี่น้อย “กิ้งก่ามันมีเพื่อนด้วยหรือ คะ”

“มี ซิ ! ก็เหมือนพวกเราที่มีเพื่อน มีพ่อแม่ มีพี่น้อง ถ้าโดนจับตัวไป พวกเขาก็เสียใจ ที่ต้องแยกกันไม่เห็นหน้ากันอีก”

“งั้น ! วีไม่จับเอาไปเลี้ยงดีกว่าสงสารพวกเค้า ที่ต้องแยกจาก พ่อ แม่ พี่ น้อง” ยายวีนึกสงสารขึ้นมา

“เดี๋ยวเราไปเก็บมะขามเทศมันกินกันดีกว่า มีฝักโป้งๆสีแดงออกแยะเลยตอนนี้” พี่น้อยชวนเด็กๆออกเดินต่อ
(จบตอนที่ 1)




 

Create Date : 22 ธันวาคม 2551    
Last Update : 22 ธันวาคม 2551 17:55:20 น.
Counter : 295 Pageviews.  

บ้านว่าง..ให้เช่า..


บ้านว่างให้เช่า

ราสส์ กิโลหก

“บ้านว่างให้เช่า” เป็นข้อความบนป้ายไม้ขนาดกว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 80 เซนติเมตร พื้นสีขาวตัวหนังสือสีแดงมองเห็นสะดุดตา และถัดลงมาเป็นอักษรหมายเลขโทรศัพท์ แขวนอยู่ที่บานประตูรั้วหน้าบ้านหลังหนึ่ง ผมเดินผ่านไปมาบ่อยๆเพราะบ้านที่ผมเช่าอาศัยตั้งอยู่ลึกเข้าไปในซอยห่างจากบ้านหลังนี้เข้าไปอีกเกือบ 500 เมตร บ้านที่ผมเช่าอยู่เป็นบ้านไม้หลังเล็กๆเชั้นเดียว หน้าบ้านมีต้นจามจุรีต้นใหญ่ ส่วนเจ้าของบ้านก็อาศัยอยู่ที่บ้านอีกหลังใกล้ๆกัน

บริเวณแถวๆนี้เป็นพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯเรียกว่าแทบจะออกไปนอกเขตจังหวัดก็เป็นได้ ความลึกระยะทางจากถนนใหญ่ไปจนสุดปลายซอยประมาณ 1.5 กิโลเมตร ด้านสุดปลายซอยจะเป็นลำห้วยเล็กๆขวางก้นซอยอยู่ เหมือนเป็นขอบเขตกั้นปลายซอยกับที่ดินของคนอื่น

เนื่องจากความเจริญยังมาไม่ถึง สภาพพื้นถนนในซอยจึงเป็นเพียงดินลูกรัง กว้างไม่ถึง 6 เมตรรถยนต์พอขับสวนกันได้ บ้านเรือนตั้งอยู่เป็นหย่อมๆไม่ติดต่อกัน ถ้ากลับบ้านตอนกลางคืนในซอยจะมืดเหมือนเดินเข้าถ้ำเพราะไม่มีไฟฟ้าส่องข้างทาง

สภาพบ้านส่วนใหญ่จะสร้างมาแต่เดิมและเป็นบ้านไม้เก่าๆ ส่วนบ้านสร้างเป็นตึกใหม่ๆมีให้เห็นไม่กี่หลัง บรรยากาศเงียบๆเพราะบ้านแต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกันเป็นฟัน หลอ ประเภทบ้านใครบ้านมันไม่ค่อยมีสังคมต่อกัน

บ้านหลังที่ติดป้ายให้เช่า เป็นบ้านไม้สักหลังใหญ่ ลักษณะเป็นบ้านแบบโบราณอายุน่าจะเป็นร้อยปี สภาพเก่าทรุดโทรมแต่ดูยังแข็งแรง ประตูรั้วหน้าบ้านเป็นประตูไม้บานใหญ่ 2 บานปิดเปิดโดยอาศัยบานพับ ส่วนรั้วรอบๆตัวบ้านเป็นรั้วสังกะสี เก่าแก่จนเป็นสีแดงเพราะสนิมเกาะกิน เนื้อที่ทั้งหมดคงประมาณ 200 ตารางวา ในพื้นที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่หลายต้น บางต้นดูแล้วอายุคงพอๆกับตัวบ้าน ความร่มเย็นมากเกินจนเป็นความรกครื้มจากต้นไม้ใหญ่ๆ

ตำแหน่งที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวห่างไกลจากหลังอื่นๆ มีเพียงบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ใกล้ที่สุด คืออยู่ตรงกันข้าม อยู่อีกฝั่งของถนน ไม่ตรงกับหน้าบ้านโดยตรง แต่เยื้องไปทางปากซอยประมาณ 50 เมตรปลูกเป็นเพิงหมาแหงน มีชายหญิงผัวเมียสูงอายุ เปิดเป็นร้านขายของประเภทโชห่วย แต่ไม่ใหญ่โตอะไรมากนัก ก็มีคนในซอยที่ผ่านไปมาแวะซื้อของบ้างประปราย..

ผมเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯและมาเช่าบ้านอยู่ในซอยนี้เพียงลำพัง ผมไม่มีรถส่วนตัว ใช้การเดินเท้า เพื่อออกไปรอขึ้นรถเมล์ประจำทางที่ปากซอย เวลาเดินผ่านบ้านนี้ผมชอบมองดูที่ป้าย บ้านว่างให้เช่า ที่แขวนอยูที่ประตูรั้วหน้าบ้าน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องชอบมอง จริงๆแล้วป้ายที่แขวนไว้ตามหน้าบ้าน บอกบ้านว่างให้เช่า ก็มีตั้งหลายหลังในซอยแห่งนี้ ผมก็ไม่เคยสนใจอะไรเพราะผมไม่ต้องการจะหาบ้านเช่า มองเห็นก็เฉยๆไม่สะดุดตาอะไร แต่สำหรับป้ายที่หน้ารั้วบ้านหลังนี้มันเหมือนมีอะไรดลใจให้ผมต้องมองต้องสนใจทุกครั้งที่เดินผ่าน จะว่าผมอยากจะเช่าบ้านหลังนี้ก็ไม่ใช่เพราะรายได้ต่อเดือนชองผมมันน้อยนิดเดียว คงไม่มีปัญญาจะเช่าบ้านใหญ่ขนาดนี้ได้

เช้าวันหนึ่งเดินจากบ้าน ไปขึ้นรถเมล์ประจำทางที่ปากซอยไปทำงานเหมือนทุกๆวัน พอเดินผ่านที่หน้าบ้านหลังดังกล่าวผมมองไปที่หน้าประตูบ้านด้วยความเคยชิน ปรากฏว่าป้าย บ้านว่างให้เช่า ไม่อยู่ที่เดิมผมมองหาที่พื้นคิดว่าหล่นไปหรือเปล่า ? ก็ไม่มี หรือมีคนมาติดต่อขอเช่าไปแล้ว เจ้าของบ้านคงมาปลดเอาป้ายออกไป

ตอนเย็นกลับจากที่ทำงานลงรถเมล์ที่ปากซอย แล้วเดินเท้าเข้าซอยเพื่อกลับบ้าน เดินมาถึงตรงหน้าบ้านหลังที่ผมเดินผ่านเมื่อเช้า หลังที่เคยติดป้ายบ้านว่างให้เช่า ประตูบานใหญ่เปิดออกทั้งสองบาน มองเข้าไปในบ้านเห็นมีรถหกล้อ บรรทุกสิ่งของเครื่องใช้ประเภท ตู้เตียง โต๊ะเก้าอี้ และของใช้ต่างๆ ฯ มีคนผู้ชาย 4-5 คนกำลังขนของและผู้หญิงหลายคนทำความสะอาดที่ตัวบ้านและหน้าบ้าน

“มีคนเช่าแล้ว ! ดีเหมือนกันเวลาเดินผ่านจะได้ไม่เหงา”ผมนึกในใจ

เมื่อไม่มีป้าย บ้านว่างให้เช่าติดอยู่ ความรู้สึกของผมก็ไม่ได้สนใจกับบ้านหลังนี้อีกต่อไป..

หลายวันต่อมา น่าจะสัก 7 วันได้ ผมเดินผ่านบ้านหลังนี้ ในตอนเย็นหลังเลิกงานปรากฏบานประตูไม้อันใหญ่หน้าบ้านเปิดออก ภายในบริเวณบ้านมีรถหกล้อจอดอยู่โดยหันทางด้านท้ายไปจ่อที่หน้าตัวบ้าน หันหัวรถออกมาทางด้านหน้าประตูรั้ว มีชายหนุ่มๆหลายคนช่วยกันขนของขึ้นรถ มองเห็นเป็นพวกโต๊ะ ตู้ เตียง เก้าอี้เครื่องใช้ต่างๆ ฯ ข้างรถหกล้อยังมีรถเก๋งสภาพกลางเก่ากลางใหม่อีก 1 คันมองเห็นผู้หญิงและเด็กๆ 2 คนยืนอยู่ข้างรถเก๋ง ผู้หญิงสวมชุดดำทั้งชุด

ความจริงผมไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็นอะไร แต่สำหรับบ้านหลังนี้มีความรู้สึกเหมือนมีความผูกพันกับผมอย่างประหลาด ผมพยายามมองเข้าไปในบ้านเพื่อดูว่า เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงมีการขนของกลับทั้งที่เพิ่งขนย้ายเข้ามา ก็ได้แต่มองดูไม่กล้าเข้าไปพูดคุยหรือไถ่ถามจากคนในบ้าน แต่เก็บความสงสัยไว้ในหัวสมอง


“หรือ ผีในบ้านดุ” ผมไม่สามารถห้ามความคิดของตัวเองได้

ไม่เกิน 2 วัน ป้ายบ้านว่างให้เช่า กลับมาติดอยู่ที่เดิม อีกยังคิดว่าเจ้าของบ้านมาติดได้เร็วจริงๆหลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์ตอนเช้าเดินออกไปเพื่อไปทำงานเหมือนเคย พอเดินผ่านบ้านหลังนี้อีก ปรากฏป้าย บ้านว่างให้เช่าไม่อยู่ หายไปจากตำแหน่งที่เคยแขวน

“คงมีคนมาเช่าใหม่ !” ผมพูดกับตัวเอง

ตอนเย็นกลับจากเลิกงาน ลงรถที่ปากซอยเหมือนทุกวัน ขณะเดินผ่านมาถึงที่บ้านหลังนี้อีก กำลังคิดว่าใครมาเช่ากัน บานประตูหน้าบ้านปิดทั้งสองบาน จึงส่งสายตามองข้ามรั้วสังกะสีเข้าไปในตัวบ้าน หูแว่วๆมีเสียงร้องเพลงกันอย่างสนุก เห็นเด็กวัยรุ่นประมาณเกือบ 10 คนนั่งล้อมวงกินเหล้ากันตรงที่ว่างหน้าตัวบ้าน ดูการแต่งตัวคงเป็นเด็กนักเรียนช่างกล มีรถมอเตอร์ไซค์จอดอยู่หลายคัน

“พวกนักเรียน คงรวมหุ้นกันเช่าเพื่อพักอาศัยเรียนหนังสือ” ผมเดาว่าเป็นอย่างนั้น

ในวันต่อๆมาก็เหมือนเดินผมมองไม่เห็นป้ายและก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรอีก ออกจะลืมๆไปแล้วด้วยซ้ำ แต่พอครบ 7 วัน ตอนเย็นกลับมาจากทำงาน เดินผ่านที่บ้านหลังเดิม ที่บริเวณหน้าบ้านมีเด็กนักเรียนช่างกล หลายสิบคนและรถมอเตอร์หลายคัน กำลังติดเครื่องส่งเสียงดังลั่นไปหมด มีบางคนขนห่อเสื้อผ้าและสิ่งของส่วนตัวเต็มไม้เต็มมือ เป็นลักษณะของการขนของออกจากบ้าน ไม่มีเสียงคุยสนุกสนานทุกคนดูท่าทางเศร้าๆ ผมได้แต่มองผ่านๆเพราะไม่อยากเข้าไปใกล้พวกนี้ กลัวโดนลูกหลง

และแล้วไม่เกิน 2 วันไม่เกินจริงๆ เจ้าป้ายบ้ากลับมาอยู่ที่เดิมอีกแล้ว ตอนนี้ผมมีความรู้สึกเกลียดเจ้าป้ายอันนี้จริงๆ ผมเป็นบ้าไปหรือเปล่า ! ผมไม่อยากเห็นป้ายอันนี้ อยากจะเข้าไปดึงมันออกแล้วเอาไปทิ้งที่ถังขยะ แต่ก็ไม่กล้าทำกลัวเจ้าของบ้านจะมาเล่นงานเอา อะไรกันคนมาเช่าอยู่ได้ไม่เกิน 7 วัน ผมยังมีความคิดแปลกๆว่าหรือไอ้ป้ายบ้านี่เป็นเจ้าของบ้านเอง และแกลังทำผีหลอกให้คนเช่ากลัว ผมคิดไปเรื่อยในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้..

วันต่อมาเวลาออกไปทำงานตอนเช้าและตอนเย็นเลิกงานต้องเดินผ่านเจ้าป้ายลึกลับอันนี้ ผมยิ่งมีความรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต มันจ้องมองตอบโต้ผมอย่างไม่ลดละ เหมือนคู่อริที่มองหน้ากัน บางที่ผมเดินผ่านไปแล้วมีความรู้สึกว่ามีคนมองตามหลัง รีบหันหน้ากลับไปดู ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ หรือผมบ้าไปแล้ว

อีกไม่นานวัน ตอนเช้าเดินออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน ตามปกติ เดินมาสบายๆจนมาถึงหน้าบ้านหลังเดิมและทุกทุกครั้งผมต้องมองไปหาเจ้าป้ายตัวแสบ ปรากฏไม่มีป้ายอยู่ในตำแหน่งเดิม

“ใคร ? มาเช่าอีกละทีนี้” เอ่ยกับตัวเองเบาๆ

วันนี้ทำงานไม่เป็นสุข ใจนึกถึงบ้านหลังนี้ตลอดเวลา อยากรู้ว่าใครมาเช่า พองานเลิกผมรีบแจ้น
กลับบ้านทันที ลงจากรถเมล์ที่ปากซอยแล้ว รีบก้าวเดินเพื่อจะดูว่าใครมาเช่า มาถึงหน้าประตูรั้ว ปรากฏว่าบานประตูหน้าปิด แต่ในตัวบ้านมีรถเก๋งราคาแพง จอดอยู่ มีผู้ชายสูงอายุ และหญิงสาววัยห่างกันน่าจะเป็นพ่อลูกกันได้ แต่สังเกตจากกริยาท่าทางคงไม่ใช่พ่อลูกกัน น่าเป็นผัวเมียกันมากกว่า และน่าจะเป็นเมียน้อย เพราะมีกันแค่สองคน

“วันนี้วันจันทร์ ถ้าครบ 7 วันต้องตรงกับวันอาทิตย์” ผมจะดูว่าเมื่อครบ 7 วันจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?

ทุกๆวันตอนเช้าออกไปทำงานตอนเย็นกลับบ้าน เมื่อเดินผ่านบ้านหลังนี้ ผมสังเกตว่ารถเก๋งจะมาจอดตอนเย็น แต่ช่วงเช้าจะไม่เห็น จะเป็นอย่างนี้ทุกวัน ผ่านมาหลายวันจนลืมอะไรบางอย่างไป วันอาทิตย์เป็นวันหยุดผมนั่งอยู่บ้านขนเอาเสื้อผ้าซึ่งหมกไว้ทั้งอาทิตย์มาซักพร้อมกัน ความที่เป็นคนโสดก็ต้องทำงานบ้านด้วยตนเองทั้งหมด

กำลังซักผ้าขยี้ผ้าเพลินๆ หูแว่วๆเหมือนเสียงไซเรน ของรถตำรวจ ผู้คนในซอยหลายๆคนต่าง
วิ่งออกไปดูกัน ผมละมือจากกะละมังซักเสื้อผ้าตามออกไปดูกับเขาด้วย พอถึงที่เกิดเหตุผมตัวชา ใจสั่นหวิว ให้ตายเถอะมันเกิดเหตุในบ้านหลังนั้นนั่นเอง

ผมอดนึกโมโหไม่ได้ “ เป็นมันแน่ๆไอ้ป้ายมรณะ ไอ้ป้ายฆาตกร”

รถตำรวจจอดอยู่หลายคัน มองเห็นรถของพวกมูลนิธิซึ่งทำหน้าที่เก็บศพจอดอยู่ด้วย ได้รายละเอียดว่าคนตายเป็นผู้หญิง ถูกคนร้ายขี่รถจักรยานมาด้วยกัน 2 คนสวมหมวกกันน๊อคปิดบังใบหน้า ใช้อาวุธปืนยิง จนผู้หญิงตายคาที่ ตัวผู้ชายที่ไปมาหาสู่บ่อยๆไม่โผล่หน้ามาเลย หรือยังไม่รู้ว่าผู้หญิงของตัวเองถูกยิงตาย ตำรวจสืบสวนไม่ได้รายละเอียดอะไรมาก เพราะไม่มีใครรู้จักคนตาย

ผมเดินเตร่ไปยังร้านขายของที่เป็นเพิงหมาแหงน ซึ่งตั้งอยู่เยื้องๆบ้านเกิดเหตุ เจ้าของร้านเป็นผัวเมียสูงอายุ คิดว่าน่าจะรู้อะไรเกี่ยวกับบ้านหลังนี้บ้าง

“ลุงๆรู้มั๊ย ! เจ้าของบ้านหลังนี้อยู่ที่ไหน เหรอครับ” ผมเอ่ยถามกับชายสูงอายุ

ลุงแกยืนดูตำรวจอยู่หน้าร้าน หันหน้ามาทางผม “ลุงก็ไม่รู้รายละเอียดอะไรมากนักหรอกครับ ! รู้เพียงว่าเจ้าของบ้านเดิมเป็นคุณหลวง ปัจจุบันตกทอดมาเป็นของหลานคนหนึ่ง” แกมองหน้าเหมือนสงสัยว่าอยากรู้ไปทำไม ?

“ทำไมคนที่เช่าบ้านถึงอยู่กันไม่นาน เห็นหลายรายรีบย้ายออกล่ะครับ สงสัยผีคงดุ” ผมถาม

แกมองหน้าผม แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ที่ผ่านมาบ้านหลังนี้ไม่เคยเปิดบ้านให้ใครเช่ามาก่อนเลย ผมมาอยู่ที่นี่เกือบ 20 ปีแล้ว เจ้าของบ้านจะมาที่บ้านหลังนี้แค่ปีละครั้งเท่านั้น ของในบ้านไม่มีอะไร จึงไม่มีขโมย ขะโจรที่ไหนขึ้นไปงัดแงะ”

“อ้าวแล้ว ทำไมเจ้าของถึงเปิดบ้านให้เช่า ล่ะครับ” ผมมองหน้าแก

“เรื่องนี้ผมไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมเขาจึงเปิดบ้านให้เช่า และไม่เคยเห็นหน้าคนที่มาติดป้ายบ้านให้เช่าสักครั้ง คงมาติดตอนกลางคืน”

“แสดงว่า คนที่มาติดป้ายและปลดป้าย ลุงไม่เคยเห็นเลย” ผมสงสัย

“นั่น ซินะ ลุงไม่เคยเห็นเลย ยังนึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน”

“ลุงรู้มั๊ย ! ทำไมคนที่มาเช่าไม่มีใครอยู่เกิน 7 วันซักราย หรือบ้านนี้มีผี หรือเปล่า ?”

“ก็พอๆรู้อยู่” ท่าทางแกไม่ค่อยอยากจะพูด

“เล่าให้ผมฟังบ้าง ซิ ลุง” ผมรู้สึกอยากรู้มากๆ

แกชวนผมเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ในร้าน

“รายแรก ที่มาเช่าผมก็ไม่รู้จักหรอก แต่พวกที่ขับรถมาขนของเล่าให้ฟังว่า คนที่มาเช่าบ้านนี้ชื่อ คุณสมชายมีอาชีพเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง มาอยู่ได้ไม่กี่วัน ขณะกำลังคุมงานก่อสร้าง มีท่อนเหล็ก



หล่นลงมาจากชั้นบนของอาคาร หล่นลงที่หัวตายคาที่เลย” ลุงแกมองไปยังบ้านที่อยู่อีกฟากของถนนเหมือนคิดอะไรอยู่ในใจ

“แล้วรายที่สองล่ะลุง”

“รายที่สอง เป็นพวกเด็กนักเรียนช่างกล มาเช่ารวมอยู่กันหลายคน มาอยู่ไม่กี่วันเหมือนกัน ไม่รู้อีท่าไหนยกพวกไปตีกับโรงเรียนอื่น ตายไป สองคน พวกที่เหลือใจเสีย ย้ายหนีไปหมด”

“อ้าว แล้วพวกที่เหลือจะย้ายหนีทำล่ะ ทำไมไม่อยู่ให้ครบเดือนไม่เสียดายเงินหรือไง ?”

“เงินค่าเช่ายังไม่ได้จ่ายเพราะ ทุกรายที่โทรไปขอเช่าตามหมายเลขโทรศัพท์ คนที่รับสายบอกให้เข้าอยู่ได้เลย ค่าเช่าจะมาเก็บเมื่ออยู่ครบ 1 เดือน”

“ หมายความว่า เจ้าของบ้านกับคนเช่าไม่เคยเห็นหน้ากัน จนอีกฝ่ายตายไปก่อนทุกครั้ง มันเป็นเรื่องแปลกนะลุง”

“อืม ! มันก็แปลกๆอย่างที่คุณว่า ผมก็ไม่เคยเห็นหน้าเจ้าของบ้านเหมือนกัน และที่แปลกมากๆก็คือคนที่มาติดและปลดป้าย บ้านว่างให้เช่า ผมก็ไม่เคยเห็นเลยว่ามาติดเมื่อไหร่” ลุงแกทำหน้าตื่นๆ

ผมกลับมาซักผ้าต่อแต่สมองยังคิดถึงแต่เรื่องบ้านหลังที่มีเรื่องตลอดเวลา คิดว่าในวันสองวันนี้จะต้องมีคนเอาป้าย บ้านว่างให้เช่า มาติดที่รั้วหน้าบ้านแน่ ผมต้องไปเฝ้าดูให้ได้ว่าใครเป็นคนมาติด ผมคิดจะลางาน 2 วันเพื่อมาเฝ้าดู

ตื่นแต่เช้า กะว่าวันนี้จะรีบไปที่ทำงานแล้วขอลากลับเลย ผมจะมาเฝ้าดูให้ได้ แต่ ! ให้ตายเถอะ ! พอเดินมาถึงบริเวณหน้าบ้าน ตาผมเห็น อ้ายป้ายบ้า นี่แขวนอยู่อย่างเรียบร้อย เหมือนไม่เคยเคลื่อนย้ายไปไหนเลย ผมเดินไปที่ป้ายคิดว่าจะลองโทรไปหาเจ้าของบ้านตามหมายเลขที่ติดอยู่กับป้าย พอเข้าไปใกล้ๆผมเกิดอารมณ์ ฉุนกึกขึ้นมาทันทีเพราะคราวนี้ข้อความบนป้าย มีเพียงคำว่า บ้านว่างให้เช่า แต่เบอร์โทรศัพท์ที่เคยปรากฏอยู่กลับไม่มี มันเป็นอะไรกันแน่ !

มันเป็นเหมือน ป้ายที่หลอกคนไปตาย หลอกคนให้เข้ามาอยู่แล้วก็พาไปสู่ความตาย แต่คราวนี้ไม่มีเบอร์ให้ติดต่อ อย่างงี้จะมาติดทำไม ? ผมหมดความอดทนกับมันแล้ว มันเป็นป้ายอุบาทว์ จัดการเอามือกระชากออกมาจากประตูรั้ว แล้วเอาไปคว้างทิ้งที่ป่าหญ้าข้างทาง

“ ไปสู่ที่ชอบๆเถอะมรึง อ้ายสื่อความตาย” ผมตะโกนตามหลังอย่างโกธรแค้น หูผมแววๆเสียงหัวเราะมาตามสายลมที่พัดผ่านใบไม้

หลังจากนั้น 7 วัน ชายและหญิงสองคน เดินเข้ามาในซอย พวกเขาแวะซื้อน้ำกินที่บ้านเพิงหมาแหงนลุงเจ้าของร้านเป็นผู้ออกมาขาย

“ลุง ในซอยนี้มีบ้านว่างให้เช่าบ้างไหม หลังเล็กๆนะ ผมอยู่กันแค่ 2 คน” ชายหนุ่มเอ่ยถาม

“ มีบ้านอยู่หลังหนึ่ง ห่างจากนี้เข้าไป 500 เมตร ตรงต้นจามจุรีใหญ่ เจ้าของบ้านอยู่บ้านติดกัน เข้าไปดูเถอะ” ลุงออกมายืนที่หน้าบ้านพร้อมชี้มือเข้าไปที่ปลายซอย

ทั้งสองคนเดินไปจนถึงต้นจามจุรีใหญ่ จนเห็นบ้านไม้หลังเล็ก ที่หน้าประตูบ้าน มีป้าย บ้านว่างให้เช่า

“ใช่หลังนี้ แหละ พี่”หญิงสาวที่มาด้วยบอกกับชายหนุ่ม

“มาหาบ้านเช่าหรือ ค๊า !.”หญิงสูงอายุเดินออกมาจากบ้านหลังที่ติดกัน

“ครับ ๆๆ” ชายหนุ่มเดินเข้าไปที่หน้าบ้าน ตรงป้าย บ้านว่างให้เช่า

“บ้านเพิ่งว่าง จ้า คนเช่าเดิมเป็นหนุ่มโสด เพิ่งตายเมื่อวานนี้เอง เห็นว่าตกรถเมล์ ตาย เหมือนเป็นลางสังหรณ์ ทำไมคุณแกถึงเอาป้ายมาติดก็ไม่รู้ เอามาติดตอนไหนป้าก็ไม่เห็น เพราะมันไม่ใช่ป้ายของป้า ”

“ผมตกลงเช่า ครับ ป้า” ชายหนุ่มบอกกับยายเจ้าของบ้าน

แว่วเสียงหัวเราะมาตามสายลมที่พัดผ่านกิ่งใบของต้นจามจุรี..








 

Create Date : 22 ธันวาคม 2551    
Last Update : 22 ธันวาคม 2551 17:14:34 น.
Counter : 474 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

สวนดอก
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add สวนดอก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.