อดีตชาวดิน สระบุรี กรมที่ดิน (ราส์ส กิโลหก)
Group Blog
 
All Blogs
 
ความทรงจำเมื่อ 30 ปีก่อน


ความทรงจำเมื่อ 30 ปีก่อน...

ราส์ส กิโลหก

“นายอิน ๆๆๆ หลวงพ่อให้มาเรียก ไม่รู้มีธุระอะไร ? อยู่ที่หน้าโบสถ์นะ !” เสียงเด็กวัดวัย 11 ปีตะโกนอยู่ที่หน้าศาลา

นายอิน หรือ อ้ายอิน ของใครๆในละแวกนี้ กำลังกวาดใบไม้อยู่ที่ลานวัด ต้องหยุดกวาดพร้อม หันไปมองที่ต้นเสียง พลางตะโกนขานรับว่ารู้แล้ว ! แกเดินเอาไม้กวาดไปวางพิงไว้ที่ข้างต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ซึ่งขึ้นอยู่กลางลานวัด ก้มหน้าเอามือปัดที่ชายเสื้อและขากางเกงเพื่อไล่ฝุ่นและเศษใบไม้

นายอินเป็นชายวัยกลางคน ตัวเตี้ยล่ำสันบึกบึน อายุประมาณ 40 ปี เขาเข้ามาอาศัยใบบุญที่วัดนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว นายอินไม่ใช่คนแถบนี้ พื้นเพเป็นคนภาคอีสานแถวๆจังหวัดสุรินทร์ตัวจึงดำจนออกเขียวๆมีรอยสักยันต์ลายพร้อยเป็นตุ๊กแกเต็มตัว คงจะมีเชื้อเขมรเพราะเวลาพูดจะออกเสียงรอเรือชัดเจน แต่ใครมาถาม แกจะบอกว่าเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์

หลวงพ่อแช่มเจ้าอาวาสวัด ยืนอยู่ข้างกำแพงแก้วหน้าโบสถ์ มองดูโน่นดูนี่ ! นายอินเดินเข้าไปถึงถามว่า

“หลวงพ่อ ให้เด็กไปเรียกผมมีธุระอะไรหรือครับ ?”

หลวงพ่อแช่มหันกลับมามอง “นายอิน ช่วงนี้มีข่าวพวกขโมยและ ตัดเศียรพระฯ ออกมาอาละวาดแถวๆเขตบ้านเราวัดเรา ฉันจะให้แกมานอนเฝ้าในโบสถ์ เดี๋ยวเตรียมที่หลับที่นอนมาให้พร้อม”

“ได้ครับ ! หลวงพ่อ เดี๋ยวเย็นๆผมจะเข้ามาจัดการเอง” นายอินรับปากแข็งขัน

วันต่อมาเป็นประจำทุกๆวัน นายอินจะมีหน้าที่มานอนเฝ้าที่โบสถ์ หลวงพ่อเห็นว่านอนคนเดียวก็เป็นห่วงจะให้ลูกศิษย์วัดคนอื่นมานอนเป็นเพื่อนด้วย แต่เขาปฏิเสธบอกว่านอนคนเดียวสบายกว่า อีกอย่างเขาคิดว่าเขาคงดูแลตัวเองได้ ไม่มีปัญหาอะไร ?

คืนหนึ่ง เขามานอนเฝ้าที่โบสถ์ตามปกติเหมือนกับทุกวัน ในวันนี้อากาศเย็นสบายจนนอนหลับไปไม่รู้ตัว ช่วงที่พลิกตัวกลับขณะที่นอนอยู่ หูของเขาได้ยินแว่วๆเหมือนเสียงรถยนต์แต่เหมือนคลานมาช้าๆเสียงมันดังมาทางหน้าศาลาวัด ซักพักใหญ่ๆ เสียงนั้นตรงมาหยุดอยู่ที่หน้ากำแพงโบสถ์จนเขาได้ยินชัดเจนขึ้น เพราะนอนอยู่ติดกับประตูโบสถ์ด้านใน เป็นเสียงรถยนต์แน่นอน เข้าใจว่าตอนนี้มาจอดอยู่หน้ากำแพงโบสถ์แล้ว

“ใคร ? มาทำอะไร ? ดึกดื่นป่านนี้ นี่มันคงตี 2 แล้วมั๊ง !” เขานึกในใจพร้อมเอามือควานหามีดขอด้ามยาว ซึ่งเตรียมเอาไว้ป้องกันตัว คว้ามาได้เอามือกำที่ด้ามแน่นลักษณะเตรียมพร้อม ยันตัวลุกขึ้นเอาหูแนบไปที่บานประตูโบสถ์

เสียงเหมือนคนเดินมาหยุดตรงบานประตูโบสถ์ด้านนอก ได้ยินเสียงพวกมันคุยกันเบาๆเพราะตอนนี้ทั้งสองฝ่ายแทบจะอยู่ห่างกันไม่ถึง 2 เมตรมีเพียงบานประตูโบสถ์คั่นอยู่เท่านั้น เขาคะเนดูว่าน่าจะมีมากันไม่ต่ำกว่า 2 คน

มีเสียงเหล็กกระทบกัน เหมือนเสียงของแชลงเหล็กที่ใช้สำหรับงัดสิ่งของ.

เขาหัวใจพองโตเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ มันเป็นพวกโจรขโมยพระนั่นเอง ! จะทำอย่างไงดี ? ในมือมีมีดขออยู่อันเดียว จะสู้กับพวกมันได้ยังไง !

เขาตัดสินใจไม่สู้ซึ่งหน้า ค่อยๆเดินคลำไปที่บานหน้าต่างโบสถ์ เลือกเอาด้านที่ห่างจากประตูโบสถ์มากที่สุด จัดการถอดสลักที่ล็อกบานออก แล้วค่อยๆแง้มออกให้กว้างพอแค่คนลอดออกไปได้ ปีนออกมาอย่างทุลักทุเล พอขาถึงพื้นเขาวิ่งไปที่กำแพงโบสถ์ กระโดดปีนข้ามกำแพงเพื่อออกมาด้านนอก บริเวณพื้นที่รอบๆโบสถ์ยังมีต้นไม้ใหญ่อยู่หลายต้น.

เขาออกเดินลัดเลาะไปตามข้างๆกำแพงโบสถ์ จนอ้อมไปถึงด้านหน้ามองเห็นรถกระบะของพวกโจรจอดแอบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างๆกำแพง เขา เพ่งสายตามองผ่านความมืดไปที่หน้าประตูโบสถ์ เห็นเงาๆพวกมันกำลังงัดประตูโบสถ์กันอยู่

จะแสดงตัวไล่พวกมันก็กลัวอันตรายเพราะไม่รู้ว่าพวกมันมีอาวุธปืนหรือเปล่า ?

เขาตัดสินใจเดินอ้อมไปที่รถของพวกมันซึ่งจอดอยู่ห่างออกไปพอสมควร ในใจคิดแผนการว่าจะแอบไปปล่อยลมยางรถให้แบนซัก 2 ล้อ เป็นการตัดกำลังป้องกันการขับรถหนี แล้วจะรีบวิ่งไปที่หน้าวัดเพื่อตะโกนให้คนมาช่วย

เขาเอามือกดไปที่หัวจุ๊ปยางรถยนต์ปรากฏเสียงดังจนตกใจ ถ้ากดต่อพวกโจรคงได้ยินเพราะบรรยากาศรอบๆเงียบสนิทไม่มีเสียงอื่น คิดเปลี่ยนแผนใหม่

“ถอดล้อเลย ดีกว่า !” เขาตัดสินใจฉับพลัน

ค่อยๆเอามือกดประตูรถด้านคนขับเพื่อเปิดประตู พร้อมดึงออกมาช้าๆจนประตูรถเปิดกว้าง แล้วดันเบาะด้านคนขับเอียงขึ้นเพื่อหาเครื่องมือถอดนอตล้อที่อยู่ด้านหลังเบาะ โชคดีควานหาจนพบ

เป็นก้านเหล็กรูปร่างงอๆด้านหนึ่งเป็นรูสำหรับเสียบนอต อีกด้านเป็นด้ามสำหรับเอามือจับเพื่อหมุนนอต

เอาด้านที่เป็นรูประกบเข้ากับนอตตรงกระทะล้อ แล้วออกแรงขันนอตตัวที่ 1 จนเริ่มคลายตัวออกมาเขาหมุนจนนอตหลวม แล้วเริ่มตัวที่ 2 ต่อไปเอามือคลำดูมีนอตทั้งหมด 6 ตัว ขันจนคลายตัวไปได้ 4 ตัว แต่แล้ว ต้องสะดุ้ง ! เพราะมีเสียงพวกโจรเดินกันออกมา เขาจึงรีบเอาที่ขันนอตไปวางไว้หลังเบาะรถอย่างเดิม เอามือกดประตูรถให้เข้าที่ แล้วรีบแอบมาหลบที่หลังต้นไม้.

พวกโจรมีกันทั้งหมด 3 คนมีคนหนึ่งเดินนำหน้า มีไฟฉายเล็กๆอยู่ในมือ อีก 2 คนกำลังยกพระพุทธรูปทองเหลืององค์ใหญ่เดินตามหลังออกมา ทั้งหมดรีบยกมาที่หลังรถเอาพระเอนนอนลง เอากระสอบที่เตรียมมาคลุมทับอีกที ไอ้คนที่ถือไฟฉายเอาเครื่องมืองัดแงะมาวางทับไปอีกชั้นหนึ่ง

เขาคิดจะวิ่งไปที่หน้ากุฏิที่พวกพระจำวัดกันอยู่ ซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 200 เมตรเพื่อตะโกนให้มาช่วยกัน แต่ต้องรอให้พวกมันขึ้นรถกันก่อนเพราะถ้าวิ่งผ่านไปตอนนี้คงเสร็จมันแน่ !

พอพวกมันขึ้นรถกันหมด เขาออกวิ่งจากที่ซ่อนทันทีเป้าหมายอยู่ที่หน้ากุฏิเจ้าอาวาส เสียงวิ่ง ตึกๆๆดังก้องในความเงียบ พวกหมาวัดหลายๆตัวที่หลับนอนอยู่แถวๆบริเวณนั้น ตกใจสะดุ้งตื่นพร้อมกับเห่าหอนเสียง ระงมก้องไปทั้งวัด ตามด้วยเสียงกระหึ่มของรถยนต์ที่เร่งเครื่องอย่างเต็มที่ ลำแสงจ้าจากไฟหน้ารถสาดส่องเป็นสายในความมืด พร้อมรถเคลื่อนตัวออกจากตัววัดไปอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่ห่างจากที่ชุมชนพอสมควร กว่าพระในวัดจะตั้งหลักกันได้พวกโจร 500 เผ่นหายวับไปกับความมืดพร้อมพระทองเหลืององค์ใหญ่

พระในวัดตื่นกันหมดรวมทั้งหลวงพ่อแช่มเจ้าอาวาส ไม่นานข่าวแพร่ออกไปกำนันและผู้ใหญ่บ้านต่างเดินทางมาที่วัด เวลาตี 3 ในบริเวณวัดขณะนี้เต็มไปด้วยชาวบ้านละแวกข้างเคียงที่รู้ข่าว และทุกคนสาปแช่งพวกโจรร้ายด้วยความโกธรแค้น

นายอินยืนอยู่หน้ากลุ่มชาวบ้าน พูดให้ชาวบ้านทุกคนได้ยินว่า “พวกมันไปได้ไม่ไกล หรอก !”

เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก..

ตอนสายวันรุ่งขึ้น ตำรวจมาเต็มวัดพร้อมกับนำพระพุทธรูปที่ถูกโจรกรรมไปเมื่อตอนกลางคืน มามอบคืนให้กับเจ้าอาวาส ชาวบ้านไชโยโห่ร้องเพราะได้พระที่นับถือคืนมาแบบไม่คาดฝัน

ตำรวจให้รายละเอียดว่า รถของคนร้ายไปคว่ำหงายท้องลงข้างถนนเพราะล้อหน้าหลุด จุดที่คว่ำห่างจากวัดไปประมาณ 20 กิโลเมตร ผลปรากฏว่าตายไป 2 คนและบาดเจ็บ สาหัส 1 คน ไปสอบสวนคนเจ็บถึงรู้ว่ามันมาขโมยพระไปจากที่นี่

ชาวบ้านพอได้รู้ข่าวจากตำรวจถึงกับร้องกันอื้ออึง ! ด้วยความศรัทธา.

และต่างนึกถึงคำพูดที่ศักดิ์ของนายอินที่ว่า “พวกมันไปได้ไม่ไกลหรอก”

มีผลทำให้ชาวบ้านที่รู้ข่าวต่างโจทย์กันว่านายอินมีวาจาศักดิ์สิทธิ์..


สามสิบปีต่อมา.


หลวงตาอิน หรือหลวงพ่ออิน...เจ้าอาวาส ซึ่งนั่งท้าวแขนอยู่บนเก้าอี้โยกบนกุฏิของท่านเอง เอื้อมมือไปหยิบถ้วยน้ำชาซึ่งมีน้ำชาร้อนๆอยู่เต็มถ้วย ยกขึ้นซดเข้าปากดัง โฮก ใหญ่.

พลางกวาดสายตามองทางกลุ่มญาติโยมที่นั่งกันหน้าสลอนหลายสิบคน ซึ่งมานั่งฟังหลวงตาอินเล่าความหลังให้ฟัง

“เรื่องนี้มันผ่านมาเกือบ 30 ปีมาแล้ว แต่ก็ยังจำได้แม่นเหมือนผ่านมาแค่ ไม่ถึง 10 ปี” หลวงตาเงยหน้ามองเพดาน พลางเอนหลังกับเก้าอี้โยก

“วาจาหลวงตานี่ ศักดิ์สิทธิ์จริงนะครับ ! พวกโจรมันจึงไปไม่รอด” ชายหัวล้านมีอายุคนหนึ่งพูดพร้อมยกมือขึ้นพนมที่อกด้วยความนอบน้อม.

หลวงตาอินหรือนายอินเมื่อ 30 ปีก่อน หันมามองชายหัวล้านด้วยสายตาอ่อนโยน พลางคิดในใจว่า

“ ขอโทษด้วยนะ ! ตอนที่แอบไปถอดนอตล้อ อาตมาขอปิดเป็นความลับ ส่วนนี้ขออนุญาตไม่เล่าข้ามไปแล้วกัน”


Create Date : 11 ตุลาคม 2551
Last Update : 11 ตุลาคม 2551 11:35:22 น. 2 comments
Counter : 245 Pageviews.

 
555+
เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก.......


โดย: ozora วันที่: 11 ตุลาคม 2551 เวลา:23:33:53 น.  

 
สวัสดีค่ะเจนนี่แวะมาทักทาย และขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมทักทายเจนนี่ที่บล็อคด้วยน่ะคะ วันนี้เจนนี่พาไปเที่ยวบ้านที่เชียงรายค่ะ ว่างๆอย่าลืมแวะไปเที่ยวบ้านเจนนี่ด้วยกันน่ะคะ


โดย: สาวอิตาลี วันที่: 13 ตุลาคม 2551 เวลา:11:19:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สวนดอก
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add สวนดอก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.