Group Blog
 
All blogs
 

เรื่องน่าคิด การเลือกที่จะคิด


มีเพื่อนสนิทสองคนที่กำลังเดินทางอยู่กลางทะเลทรายเมื่อเดินทางไประยะหนึ่ง
ก็เกิดการโต้เถียงกัน เพื่อนคนหนึ่งโกรธมากถึงกับตบหน้าเพื่อนอีกคนหนึ่ง เพื่อนคนที่ถูกตบหน้า
ไม่ว่าอะไรสักคำเดียว แต่กลับเขียนข้อความไว้ที่พื้นทรายว่า



"วันนี้เพื่อนรักของฉัน
ตบหน้าฉัน" พวกเขาเดินทางกันต่อไป

จนกระทั่งพบแหล่งน้ำกลางทะเลทราย พวกเขาตัดสินใจอาบน้ำที่นั่น เพื่อนคนที่ถูกตบหน้าก็เกิดจมน้ำ
โชคดีที่เพื่อนอีกคนช่วยชีวิตไว้ได้ เมื่อเขาหายตกใจจากการจมน้ำ
เขาก็จารึกข้อความไว้ที่ก้อนหินไว้ว่า
"วันนี้เพื่อนรักของฉัน
ช่วยชีวิตฉันไว้"



เพื่อนคนที่ช่วยชีวิตเขาและตบหน้าเขารู้สึกแปลกใจใน
การกระทำของเขา จึงเอ่ยปากถามว่า...


"ตอนที่ฉันทำร้ายเธอ
ทำไมเธอเขียนลงบนพื้นทราย แต่ตอนนี้ทำไมเธอสลักลงบนหิน"


เพื่อนอีกคนยิ้มและตอบว่า


"เมื่อเพื่อนทำร้ายเรา
เราควรจะเขียนลงบนพื้นทราย เพื่อให้สายลมแห่งการให้อภัยพัดมา และลบมันทิ้งไป แต่เมื่อมีความประทับใจเกิดขึ้น
เราควรจะจารึกไว้ใน ศิลาแห่งความทรงจำจากใจ ศิลาแห่งความทรงจำจากใจ
ซึ่งสายลมไม่อาจทำให้มันเลือนลางได้"


เรามีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีเข้ามาในชีวิต

สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขได้ คือ ให้จดจำแต่สิ่งดีๆ
และให้อภัยกับสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้น


"เราอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตไม่ได้
แต่เราเลือกที่จะคิดให้ดีได้"






Free TextEditor




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2553    
Last Update : 28 ตุลาคม 2553 22:25:27 น.
Counter : 169 Pageviews.  

วิธีอยู่เหนือดวงชะตา

๑. รักษาศีล ๕ ตลอดชีวิต (หาโอกาสถือศีล ๘ หรือ ศีลอุโบสถบ้างในวันพระ)

๒. ถวายสังฆทานเป็นประจำ หรือบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าดวงกำลังตกหรือมี
เคราะห์หนัก ภายใน ๓ วัน ต้องไม่ต่ำกว่า ๗ วัด ถ้าได้ ๙ วัดจะยิ่งดี ถ้า
ได้มากกว่านั้นจะดีเลิศ

๓. ปล่อย โค กระบือ นก ปลา เต่า หอยขม หอยโข่ง หรือสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่า
ฯลฯ โดยด่วน

๔. ทำบุญ ใส่บาตรพระ ทุกวัน อย่างน้อยวันละ ๑ รูป หรือ ถ้าได้มากเท่าไหร่
ยิ่งดี

๕. นั่งสมาธิ ให้ได้ก่อนนอนทุกคืน สวดมนต์ ทำวัตรเช้า-เย็น เป็นประจำ
สม่ำเสมอ

๖. ตอบแทนบุญคุณพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และผู้มีพระคุณ ให้ท่านชื่นใจทุกวิถี
ทาง เท่าที่สามารถจะกระทำได้เพราะทำบุญกับท่านเหล่านี้จะให้ผลมาก

๗. สงเคราะห์คนชราที่เร่ร่อน ขาดคนอุปถัมภ์ เลี้ยงดู เด็กกำพร้า เด็กพิการ
ผู้ด้อยโอกาส ฯลฯ สม่ำเสมอ

๘. สงเคราะห์ญาติมิตรที่ลำบาก คนยากจน คนตกงานโดยเต็มใจ และเมตตา
อย่างจริงใจ และฝึกการเป็นผู้ให้ จนติด
เป็นนิสัย

๙. มีความจริงใจ บริสุทธิ์ใจกับทุกๆคน ให้อภัยผู้อื่นเสมอ ให้มองหาแต่ความผิด
ความบกพร่องของตนเอง และพยายามแก้ (ข้อนี้สำคัญที่สุด) คนเลว คนชั่ว
จะมองหาแต่ความผิด ความเลวของผู้อื่น

๑๐.ไม่นินทาว่าร้าย อิจฉาริษยาผู้อื่น เมื่อเขาผิดพลาด หรือได้ดีกว่าตน มองแต่
ความผิดพลาดของตนเองและพยายามแก้ไข

๑๑.การกล่าวโทษว่าร้ายผู้อื่น ถ้าแม้จะจริงก็ตาม เราก็จะได้รับผลตามที่ติเตียน
หรือกล่าวร้ายเขาหนักยิ่งกว่าหลายเท่า

๑๒.ไม่ถือสา โกรธเคืองผู้ใด หรือผูกอาฆาต พยาบาท จองเวรใคร เพราะผู้ที่ทำ
ให้เราโกรธ หรือไม่พอใจ นั้น เขาได้ทำบาป ทำผิด อยู่แล้วที่มีพฤติกรรมเช่น
นั้น ถ้าเราโกรธตอบ แสดงว่าเราก็เช่นเดียวกับเขา และแย่ยิ่งกว่าเขา สอง
เท่า เพราะรู้แล้วยังทำ ให้แผ่เมตตาหรือทำเฉยๆ เสีย อย่าเอาใจใส่

๑๓.ให้พยายามทำใจให้รักและเมตตาสงสารคน และสัตว์ทุกๆ คน เพราะเขา
เกิดมาก็เป็นทุกข์ เช่นเดียวกับเรา คือทุกข์ เพราะการเกิด ความแก่ ความ
เจ็บป่วย ความตาย ความพรัดพรากจากของรัก ความไม่สมหวัง ในสิ่งที่
ปรารถนา (ได้มาแล้วย่อมเสียไป) เป็นเช่นนั้นทุกๆ สรรพสิ่งในโลก

๑๔.ทุกครั้งที่ทำความดี จะรู้สึกมีความสุข อิ่มใจ สดชื่น แจ่มใส ขณะนั้นบุญ
กุศลเกิดเต็มเปี่ยม จงแบ่งความสุขเหล่านั้น คือ ผลบุญที่ทำให้เจ้ากรรมนาย
เวร โดยการไม่ลืมอุทิศผลบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรทุกๆ ครั้งด้วย และ
แถมท้ายด้วยการ ขออโหสิกรรมกับเขาด้วย เสร็จแล้ว แผ่เมตตา อุทิศผล
บุญกุศลให้กับพ่อ แม่ ผู้ที่มีพระคุณต่อเราทุกๆ คนด้วย บุญของเราก็จะแผ่
ไพศาลกว้างไกล อยู่เหนือดวงชะตาในที่สุด




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2553    
Last Update : 21 ตุลาคม 2553 23:05:54 น.
Counter : 158 Pageviews.  

6 ข้อคิดดีๆ จากนิทานอีสปที่คุณอาจลืมไปแล้ว




 1.
ไม้นวมดีกว่าไม้แข็ง
จากเรื่อง ลมกับพระอาทิตย์ ที่แข่งว่าใครจะทำให้นายพรานถอดเสื้อคลุมออกได้ ลมพยายามพัดลมให้แรงที่สุด แต่ยิ่งพัดแรงเท่าไหร่ นายพรานก็ยิ่งเอาเสื้อคลุมกระชับตัวเท่านั้น แต่พระอาทิตย์เพียงส่องแดดเรื่อยๆ นายพรานก็เริ่มร้อนจนต้องถอดเสื้อคลุมออก


แทนที่เราจะวีนแตก โยนระเบิดใส่เพื่อน ทำไมเราไม่ใจเย็นๆค่อยๆ พูดตรงๆ อย่างใจเย็น หรือคุยกันบอกให้เพื่อนช่วยคุยกันหน่อย ไม่มีใครชอบถูกสั่งหรือบังคับให้ทำหรอก เพราะถ้าเป็นเรา เราคงไม่อยากได้ยินสิ่งที่ไม่ดีเหมือนกัน

2.
อย่าหาเหตุผลจากคนพาล
จากเรื่อง ลูกแกะกับสุนัขจิ้งจอก สุนัขจิ้งจอกหาเรื่องจะกินลูกแกะ บอกว่าลูกแกะทำน้ำลำธารขุ่น ไม่ว่าลูกแกะจะแก้ตัวยังไงก็ไม่รอด


ช่วงเวลาที่คนโกรธ มักจะเป็นเวลาที่สมองส่วนเหตุผลหยุดทำงาน เพราะบางครั้งอาการพลุ่งพล่านที่เห็นนั้นอาจไม่ได้ต้องการคำแก้ตัวใดๆ เป็นแค่การอยากระบาย และถ้าคนๆ นั้นเป็นคนที่ไม่เปิดใจกว้าง เก็บพลังการอธิบายเอาไปไว้ให้การให้อภัยจะดีกว่า

3.
พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี
จากเรื่อง สุนัขคาบเนื้อกับเงา สุนัขคาบชิ้นเนื้อใหญ่ข้ามแม่น้ำ เมื่อก้มมองเงาตัวเองคิดว่าสุนัขอีกตัวมีเนื้อชิ้นใหญ่กว่า จึงคายก้อนเนื้อที่มีแล้วกระโจนลงน้ำ สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรเลย


ทำไมเราจะต้องแสวงหาคนที่ดีกว่า เมื่อเรามีความสุขดีอยู่กับแฟนแล้ว ถ้าสายตาคุณไม่เคยหยุดนิ่ง สอดส่องหาคนที่ดีกว่าตลอดเวลา คุณคงจะต้องเสียเวลามองหาแฟนคนใหม่ตลอดไป เราไม่มีทางรู้เลยว่ากิ๊กคนใหม่นั้นดีกว่าแฟนเราจริงหรือสร้างภาพ ถ้าปล่อยให้คนดีหลุดมือไปเราอาจต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่า

4.
ทุกอย่างต้องเกื้อกูลกัน
จากนิทานเรื่อง ร่างกายของเรา เมื่ออวัยวะอื่นๆ อิจฉาท้อง ที่ได้อาหารแต่ตัวเองต้องทำงานหนัก จึงประท้วงมือไม่ยอมหยิบอาหาร ฟันไม้ยอมเคี้ยว ผ่านไปสองสามวันอวัยวะทุกส่วนไม่มีแรงเหลือ เพราะทุกคนต้องทำงานร่วมกันถึงจะอยู่ได้


ไม่มีใครเคยบอกว่า one man show คือการทำงานที่ดีที่ได้ผลดีที่สุด การอยู่ร่วมกับคนอื่นด้วนความเอื้ออาทรเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งพึงต้องมี คุณไม่รู้หรอกว่าคุณต้องการความช่วยเหลือจากใคร เมื่อใด จำไว้ว่าคุณไม่ใช่ผู้วิเศษมาจากไหน งานบางอย่างต้องการพลังสร้างสรรค์ ถ้าพวกเขาไม่ร่วมมือกับคุณบ้างจริงๆ คุณอาจทำงานได้ยากกว่านี้

5.
อย่าประมาท
จากเรื่อง ตั๊กแตนกับมด ระหว่างฤดูร้อน มดทำงานทั้งวัน สร้างรังและกักตุนอาหาร แต่ตั๊กแตนเอาแต่ร้องเพลงเที่ยวเล่น เมื่อฤดูหนาวมาถึง ตั๊กแตนจึงหิวโซส่วนมดมีรังดีๆอยู่ และมีอาหารพร้อมตลอด


ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตเราต้องเจอกับอะไรบ้าง จู่ๆ อาจไม่สบายจนทำงานไม่ได้ อาจจะต้องออกจากงาน ถ้าคุณไม่ระวังค่าใช้จ่าย ไม่เก็บออมไว้เลย จะมีชีวิตที่มั่นคงได้อย่างไร


 6.
ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม
จากเรื่อง กระต่ายกับเต่า กระต่ายวิ่งด้วยความรวดเร็วแต่ชะล่าใจ ในขณะที่เต้าคลานช้าแต่มีความพยายามสม่ำเสมอ ทำให้เข้าเส้นชัยก่อนและชนะในการแข่งขัน

ใช้เวลาศึกษากันและกันไปเรื่อยๆ อย่าให้ ความใคร่ ความหลงที่ร้อนแรงตอนคบกันใหม่ๆ มีอิทธิพลกับการตัดสินใจทุกอย่าง ข่มใจตัวเองบ้าง




Free TextEditor




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2553    
Last Update : 21 ตุลาคม 2553 18:02:28 น.
Counter : 127 Pageviews.  

เดินไปตามความฝันของคุณ

เด็กชายอายุ 16 ปี คนหนึ่ง ชื่อว่า มอนตี้ ซึ่งคุณครูสั่งให้เขียนเรียงความเรื่อง “ โตขึ้นอยากเป็นอะไร “


มอนตี้ก็เขียนบรรยายไป 7 หน้ากระดาษถึงความฝันของเขาที่จะเป็นเจ้าของคอกม้า พร้อมด้วยบ้านพื้นที่ 4,000 ตารางฟุต บนเนื้อที่ 200 เอเคอร์  เขาบรรยายพร้อมกับวาดแผนผังแสดงรายละเอียดไว้ทุก ๆ ส่วนแต่เมื่อเขานำไปส่งกลับได้คะแนน “ F “ และเรียกให้ไปพบหลังเลิกเรียน หลังเลิกเรียน มอนตี้ ก็เขาไปพบคุณครู และถามว่าทำไมเรียงความของเขาจึงได้ “ F “ ก็ได้รับคำตอบว่า สิ่งที่เขาเขียนนั้นมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะมันต้องใช้เงินมากมายเกินกว่าฐานะของครอบครัวของมอนตี้  จะสามารถทำได้ แม้ว่ามอนตี้จะชี้แจงให้ฟังว่ามันเป็นแค่ความฝันของเขา แต่คุณครูไม่รับฟังและขอให้มอนตี้ไปเขียนเรียงความมาใหม่  โดยขอให้เขียนถึงเรื่องที่มันพอจะเป็นไปได้บ้างแล้วจะแก้คะแนนให้ มอนตี้ก็กลับบ้านและนำปัญหานี้ไปปรึกษากับพ่อของเขา ซึ่งพ่อของเขาก็ให้คำตอบว่า “ เรื่องนี้พ่อคงช่วยอะไรลูกไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลูกเอง แต่พ่อมีความรู้สึกบางอย่างว่า การตัดสินใจของลูกครั้งนี้จะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่ออนาคตของลูกอย่างแน่นอน “  มอนตี้ ไคร่ครวญกับเรื่องนี้อยู่เป็นสัปดาห์ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ เขานำเรียงความเรื่องเดิมไปส่งคุณครูพร้อมกับพูดว่า “ ให้คะแนน F กับผมก็แล้วกัน ผมจะรักษาความฝันของผมไว้ “  มอนตี้เล่าเรื่องนี้ให้กับผู้มาเยือนเขาฟังพร้อมกล่าวว่า “ที่ผมเล่าเรื่องนี้ให้พวกคุณฟังเพราะว่าขณะนี้คุณกำลังนั่งอยู่หน้าเตาพิงในบ้ าน  พื้นที่ 4,000 ตารางฟุต ซึ่งตั้งอยู่กลางคอกม้าเนื้อที่ 200 เอเคอร์ และเรียงความ 7 หน้ากระดาษนั้นได้ใส่กรอบเรียงอยู่เหนือเตาพิง “  และเขาได้เล่าต่อว่า “ ที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ  ในฤดูร้อนเมื่อสองปีที่แล้ว คุณครูคนเดิมพาเด็กนักเรียน 30 คนมาพักค้างแรมที่นี่เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ก่อนจากไปท่านพูดกับผมว่า มอนตี้ สมัยครูเป็นครูของเธอ ครูคงเป็น นักขโมยความฝัน ครูเสียใจนะที่ครูได้ขโมยความฝันของเด็ก ๆ ไปตั้งมากมาย แต่ครูก็ดีใจที่เธอไม่ยอมให้ครูขโมยความฝันของเธอ “
“ เดินไปตามความฝันของคุณอย่ายอมให้ใครขโมยมันไปได้ “






Free TextEditor




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2553    
Last Update : 19 ตุลาคม 2553 23:19:29 น.
Counter : 216 Pageviews.  

มูลค่าของชีวิต (น้ำตาซึม)

> > > "อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย"

> > > เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น
พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว

> > > ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า
> > > "อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"
> > > "ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ"
> > > ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม'
> > > เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่
> > > มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน
> > > และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ
> > > แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป
>หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อ
> > > ป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว

> > > เสียงเอะอะดังมากขึ้น
> > > ฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ
> > > ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ
> > > แม่จึงเดินเข้าไปถาม
> > > "พี่หนอม มีไรหรอคะ"
> > > "ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้
> > > มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย"
> > > พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที
> > > และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้
> > > "ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ"

> > > แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่
> > > "เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน
> > > ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ"

> > > ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า
> > > แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้
> > > แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า
> > >
> > > "อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะ
> > > เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ"

> > > ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ
> > > แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่

> > > "ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"

> > > แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า

> > > "ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ"

> > > เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า

> > > "แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..."

> > > แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
> > > แล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า

> > > "ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ
> > > น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้
> > > รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิ
> > > คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย"
> > > แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง
> > > ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป

> > > หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที
> > > "ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ"
> > > แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า
> > > "ไม่รู้จักหรอก
>แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก
> > > แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"
> > >
> > > "แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่"
> > > ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า

> > > "แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก
> > > จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ
> > > รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน
> > > และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ
> > > เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"
> > > ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า
> > > "แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า"
> > > "ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"
> > > "แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอ
>บ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่"

> > > "ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ
> > > มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว
> > > ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"
> > > แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า
> > > "จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ
> > > อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ
> > > แม่ถึงช่วยแกเอาไว้"
> > > แล้วแม่ก็พูดต่อว่า
> > >
> > > "ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง
> > > แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง
>อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง
> > > ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"

> > > หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆ กันต่อ
> > > ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น
>ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ
>หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด
> > > แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง
>เงินเดือนก็พอประมาณ
> > > สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก
>ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า
> > > เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20
>ปีเพื่อส่งฉันเรียน
> > > แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ
>ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน
> > > แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่
> > >
> > > ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย
>เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น
> > > ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ
> > > ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง
>หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก
> > > แค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ
> > > จะได้หายเร็วๆ
> > > หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น
> > > แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก
> > > คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว
>ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย
> > > ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ
> > > เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด
> > > หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
> > > หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน
> > > หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้
> > > หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต
> > > ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที
> > >
>แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรง
>พยาบาลหนึ่ง
> > > ซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น
> > > ฉันก็ตกลง
> > > หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว
> > > แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก
> > > ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่
> > > และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้
> > > หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก
> > > โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม
> > > อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท
> > > เมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท
> > > ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน
> > > ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย
> > > แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง

> > > หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ
> > > และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรง
> > > พยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้
> > > ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน
> > > ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น
> > > ฉันแปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล
>นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัด
> > > และเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่
> > > โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ
> > >
>นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
>การผ่าตัดสมองที่อเมริกา
> > > แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่
> > > โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ
> > > ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้

> > > เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น
> > > เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน
>เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

> > > 'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์
> > > ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้
> > >
> > > ค่าผ่าตัด 0 บาท
> > > ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
> > > ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
> > > รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท
> > >
> > > ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ
> > > ส้มหนึ่งถุง

> > > ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า
> > >
> > > นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2553    
Last Update : 19 ตุลาคม 2553 0:19:49 น.
Counter : 151 Pageviews.  

1  2  

Omoto
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีตอนรับเข้าชม omotoblog ทุกท่านครับ
blog นี่จัดทำขึ้นจากจุดประสงค์ที่อยากจะเผยแพร่
เเละเเบ่งปัน บทความดีๆเเด่ทุกท่าน โดยหลักๆเเล้ว
ผมจะเน้นไปในสิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษ หวังเป็น
อย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่เข้ามาชม
ไม่มากก็น้อยนะครับ
VIEW OF PLACE
website-hit-counters.com
Provided by website-hit-counters.com site.
Nasok U-thai

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง
Friends' blogs
[Add Omoto's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.