Group Blog
 
All blogs
 

การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ (Project Feasibility Study) ตอนที่2

VIEW OF PLACE
//viewofplace.blogspot.com



วัตถุประสงค์ของการจัดทำ Project Feasibility Study
คือการวิเคราะห์เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงการนั้นๆ ว่าน่าลงทุนหรือไม่
มีกำไรเท่าไร ต้องใช้งบประมาณเท่าไร เเละจะคืนทุนเมื่อไร ออกมาเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้

วิธีการในการจัดทำ Project Feasibility Study
คือการตั้งสมมติฐานถึงความเป็นไปได้จากการวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการนั้นๆ

องค์ประกอบของการจัดทำ Project Feasibility Studyหลักๆได้เเก่

1.การวิเคราะห์ทางด้านการตลาด
คือ การนำเครื่องมือทางการตลาดต่างๆ มาใช้ในการวิเคราะห์
เช่น Demand Supply,Market segmentation,Customer,Product,Competitor,4P,4C,
Five Forces Model เเละอื่นๆเพื่อตั้งสมมติฐานถึงความเป็นไปได้ในด้านการเเข่งขัน

2.การวิเคราะห์ด้านรูปแบบโครงการ
เช่น การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลที่ดิน,ทำเล ,จากกฎหมายเเละพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รูปแบบทางกายภาพของโครงการ เช่น
พื้นที่อาคาร,จำนวนชั้น,ลักษณะโครงสร้าง และวัสดุ ประโยชน์ใช้สอย
ในส่วนนี้วิเคราะห์เพื่อให้ได้รูปแบบทางกายภาพที่เหมาะสมเเละตรงตามความต้องการทางการตลาดมากที่สุด

3.การวิเคราะห์ทางด้านการเงิน
คือ การนำเครื่องมือทางการลงทุนต่างๆ มาใช้ในการวิเคราะห์
เช่น WACC,NPV,IRR,PV,Cash flow เเละอื่นๆเพื่อได้ทราบว่าน่าลงทุนหรือไม่
มีกำไรเท่าไร ต้องใช้งบประมาณเท่าไร เเละจะคืนทุนเมื่อไร

4.การวิเคราะห์ทางด้านงบประมาณการลงทุน
ว่าจะลงทุนเท่าไร ใช้ส่วนเจ้าของเท่าไร กู้เงินเท่าไร

ในการทำProject Feasibility Studyควรวิเคราะห์4องค์ประกอบหลักให้ครบเเละละเอียดที่สุด ร่วมถึงการทำ Scenario ต่างๆ ไว้เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน

ส่วนประเด็นที่สำคัญเรื่องอื่นๆนั้นจะได้กล่าวในบทความต่อไป

หรือรายละเอียดเพิ่มเติมที่
//viewofplace.blogspot.com/2010/12/project-feasibility-study-2.html




Free TextEditor




 

Create Date : 23 มกราคม 2554    
Last Update : 23 มกราคม 2554 19:05:16 น.
Counter : 2467 Pageviews.  

การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ (Project Feasibility Study) ตอนที่1

VIEW OF PLACE
//viewofplace.blogspot.com


Feasibility Study (FS) เป็นการจัดทำแผนเพื่อวิเคราะห์สิงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด

ใน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น การจะเริ่มดำเนินโครงการใดๆ ควรเริ่มจากการวางแผนของโครงการบนกระดาษก่อนลงมือทำจริง เพราะในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มักเป็นการลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก หากผิดพลาดย่อมก่อให้เกิดความเสียหายได้มากตามไปด้วย การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Project Feasibility Study) จึงถือเป็นสิ่งสำคัญในการลดโอกาสของ ความล้มเหลวในการดำเนินกิจการทางธุรกิจที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ใน การทำธุรกิจ การขายสินค้าใดๆ เราย่อมหวังกำไรซึ่งเท่ากับราคาขายลบด้วยต้นทุน การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก็คือการศึกษาว่าสินค้าที่เรากำลังจะทำออก ขายนั้นจะขายในราคาเท่าไรและมีต้นทุนเท่าไร ทำแล้วคุ้มหรือไม่ มีกำไรเหลือมากน้อยเพียงไร สิ่งที่ยากสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็คือ การกำหนดราคาขายที่จูงใจเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาด และการควบคุมต้นทุนให้ครบถ้วนทุกรายการไม่ตกหล่น โดยเป็นไปตามกฎระเบียบต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดสรร การขออนุญาตก่อสร้าง การเสียภาษี และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดจากงานบริการหลังการขายเป็นต้น ถ้าดูถี่ถ้วนแล้ว เป็นไปได้ก็ต้องตรวจสอบความอ่อนไหวของโครงการ ใน กรณีที่ขายได้ไม่เข้าเป้าหรือต้องลดราคาเพื่อระบายสินค้าให้หมด รวมทั้งการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากปัจจัยที่ ไม่คาดคิด เช่น น้ำมันขึ้นราคาทำให้ค่าก่อสร้างขึ้นตามหรือดอกเบี้ยขึ้นจนทำให้ต้นทุนทางการ เงินสูงขึ้น หากดูจนถี่ถ้วนแล้วโอกาสประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจก็จะมีสูงตามไปด้วย

ส่วนเรื่ององค์ประกอบที่จะนำมาวิเคราะห์การความเป็นไปได้ของโครงการจะได้กล่าวในบทความต่อไป
Credit: บทความบางส่วนจาก //www.teerachon.com

หรือรายละเอียดเพิ่มเติมที่
//viewofplace.blogspot.com/2010/10/project-feasibility-study-1.html




Free TextEditor




 

Create Date : 17 มกราคม 2554    
Last Update : 17 มกราคม 2554 16:12:07 น.
Counter : 1748 Pageviews.  

7 ขั้นตอนค้นหาไอเดียธุรกิจออนไลน์

7 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อสำรวจไอเดียในตัวคุณ

1. ถ้า คุณยังไม่มีความคิดว่าตลาดสินค้าหรือบริการประเภทไหนที่คุณต้องการจะไปทำ ธุรกิจ คุณจะต้องเริ่มคิดแล้วล่ะ จริงๆ แล้วคุณอาจจะมีความคิดที่จะทำธุรกิจอะไรอยู่บ้างแล้ว เพียงแต่ว่ายัง ไม่ค่อยแน่ใจที่จะทำ แต่การจะเลือกทำธุรกิจอะไรก็ควรเลือกธุรกิจที่ทำให้คุณ รู้สึกกระตือรือร้น สนุกสนาน อยากที่จะทำจริงๆ เพียงแค่นึกถึงว่าจะทำธุรกิจนี้ก็ทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกว่าใช่เลย สำหรับคุณ

คุณต้องการประสบ ความสำเร็จใช่ไหม ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะใครๆ ก็อยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น แต่การประสบความสำเร็จจะเป็น เรื่องง่ายมากขึ้น ถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกสนุก อยากติดตาม อยากจะทำทุกๆ หน้า

ลองมารวบรวมความ คิดว่างานอดิเรกอะไรที่คุณชื่นชอบ อะไรที่คุณสนใจเป็นพิเศษ ชอบเป็นพิเศษบ้าง ถ้าคุณสามารถค้นหาตัวเองได้แล้วว่าจริงๆ แล้วคุณมีความชื่นชอบอะไรเป็นพื้น ฐานอยู่บ้าง แสดงว่าคุณเริ่มมีไอเดียแล้วล่ะว่าจะทำธุรกิจอะไร

2. เมื่อ คุณรู้แล้วว่าอะไรคืองานอดิเรกหรืองานที่คุณชอบ ก็ลองคิดให้ลึกไปอีกนิด หนึ่งว่า คุณมีความรู้ทั่วๆ ไปเกี่ยวกับธุรกิจนั้นหรือเปล่า แต่ถ้าคุณต้องการความรู้เพิ่มเติมจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก เพราะมันเป็นเรื่องที่คุณรัก เรื่องที่คุณสนใจอยู่แล้ว ก็คงไม่ใช่เรื่องยากหรือเป็นสิ่งที่ฝืนใจคุณมาก เท่าไรที่คุณจะเรียนรู้เพิ่มเติม

ตอนนี้มาถึงการระดมความคิดรอบที่ 2...ไป นำกระดาษเปล่าๆ มาสักแผ่น แล้วเขียนทุกอย่างที่คุณคิดเกี่ยวกับธุรกิจที่คุณอยากจะทำ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่คุณสนใจลงไป แยกหัวข้อให้ เห็นอย่างชัดเจนว่าอะไรสัมพันธ์กับธุรกิจไหนที่คุณสนใจ ในกรณีที่คุณมีไอ เดียเหลือเฟือ มีความชอบหลายอย่าง

ทั้งนี้ คุณต้อง รวมความคิดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อาจจะมีสักอย่างหนึ่งแหละใน ความคิดเหล่านั้นที่คุณสามารถนำมาพัฒนาต่อเป็นสินค้าหรือบริการที่มีศักยภาพ มากพอที่จะนำมาขายบนเว็บไซต์ของตัวเอง

อย่างเช่น คุณอาจ จะสนใจเรื่องอาหาร การลดความอ้วน การอบรม การทำโปสการ์ด โปสเตอร์ อยากเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า ของเล่น เครื่องเล่น กรงสัตว์ สถานที่เลี้ยงนก อาหารสัตว์ เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงคุณอาจจะมีไอเดียที่ต่างไปจากนี้ก็ได้ พยายามเขียนออกมา ให้ได้มากที่สุดละกัน

3. ตอน นี้คุณคงมีเป้าหมายในการทำธุรกิจที่หลากหลาย มีสิ่งที่สนใจเยอะแยะไปหมด ดังนั้นคุณจึงต้องทดสอบความคิดของคุณที่เขียนใส่ ไปในแผ่นกระดาษทั้งหมดว่าอะไรคือสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ

ลองมานั่งคิดดู อย่างจริงๆ จังๆ ว่าธุรกิจอะไรจากไอเดียของคุณทั้งหมดที่มีอยู่ในตอนนี้ที่ มีความต้องการของตลาดมากพอ สามารถสร้างรายได้ สร้างผลกำไรให้กับคุณได้ บางทีธุรกิจที่คุณสนใจอาจจะเป็น Niche Market มีเพียงคน บางกลุ่มเท่านั้นที่ให้ความสนใจ ตลาดอาจจะแคบ มีกลุ่มเป้าหมายที่ค่อนข้างชี้เฉพาะ เป็นกลุ่มตลาดที่ไม่ต้อง การสินค้าที่แตกต่างกันเพื่อรองรับการใช้งานของคนหลายๆ ประเภท
วิธีตรวจสอบง่ายๆ ก็ลองเข้าไปค้นหาที่ Search Engine ของหลายๆ ค่าย แล้วพิมพ์คำว่า “word popularity search -คำที่นิยมใช้ในการค้นหา” ลงไป

จากนั้นคุณจะพบรายชื่อเว็บไซต์ที่ให้บริการเรื่อง Keyword อยู่ มากมาย คุณก็เลือกที่ให้บริการฟรี ที่ที่คุณสามารถพิมพ์คำหรือกลุ่มคำที่ เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่คุณสนใจลงไปได้มากเท่าที่คุณต้องการ
หลังจากพิมพ์ Keyword ที่ ต้องการค้นหาลงไปแล้ว บนหน้าเว็บไซต์จะปรากฏความนิยมของกลุ่มคำที่คุณพิมพ์ ลงไป ว่ามีคนใช้กลุ่มคำเหล่านี้เพื่อค้นหามากน้อยเท่าไร ซึ่งถ้าคุณสามารถ นับจำนวนความนิยมที่ใช้คำหรือกลุ่มคำนั้นที่แสดงขึ้นมาได้ด้วยมือเปล่า ก็ แสดงสินค้าหรือธุรกิจที่คุณสนใจ คำที่คุณใช้ค้นหานั้นยังมีความต้องการของ ตลาดน้อยอยู่ คนไม่ค่อยให้ความสนใจค้นหามากนัก

4. ไอ เดียที่คุณคิดขึ้นมา มีใครทำแล้วหรือยัง ก่อนหน้านี้อาจจะมีคนที่คิดเหมือนกับคุณอยู่แล้วก็ได้ แล้วก็มีการสร้าง เว็บไซต์ทำธุรกิจอย่างเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาแล้วก่อนหน้าคุณ เพราะว่าบน โลกอินเทอร์เน็ตนั้นมีเว็บไซต์อยู่เป็นล้านๆ เว็บ ถ้าคุณคิดจะทำธุรกิจที่มีไอเดียคล้ายๆ หรืออาจจะเหมือนกันเลยทีหลังคนอื่น ก็ต้องทำให้แจ๋วกว่า สวยกว่า มีจุดเด่นที่แตกต่างออกไป

คุณอาจจะเริ่มเหนื่อยใจเล็กๆ แต่อย่าท้อ เอาล่ะ...อะไรที่คุณต้องทำในตอนนี้ กลับไปที่หน้า Search Engine อีกครั้ง แล้วพิมพ์หลายๆ Keywords ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่คุณสนใจลงไป จากนั้นจะมีรายการเว็บไซต์ที่สัมพันธ์กับ Keywords ที่คุณค้นหาขึ้นมาให้ บางเว็บอาจจะเป็นคู่แข่งโดยตรง คราวนี้คุณก็เลือกสัก 2-3 อันดับ ที่ถูกจัดลำดับไว้แรกๆ แล้วจดชื่อเว็บไซต์เอาไว้

คราวนี้คุณไปที่หน้า Search Engine อีกครั้ง แล้วพิมพ์คำว่า “Traffic Ranking” แล้ว คุณจะได้รับรายการชื่อเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลการจัดอันดับ จากนั้นคุณก็คลิ กเข้าไปในเว็บไซต์นั้น แล้วใส่ชื่อเว็บไซต์ที่คุณจดไว้ในขั้นตอนที่ 3 พิมพ์ใส่ลงไป คุณก็รู้ว่าเว็บไซต์นั้นมีการเคลื่อนไหวภายในเว็บไซต์สูงหรือได้อันดับที่ดีในแง่ของ Traffic หรือไม่

การจัดอันดับ หมายถึงความนิยมของเว็บไซต์นั้นที่ได้รับจากโลกอินเทอร์เน็ต แต่ก็ไม่ได้มีความแม่นยำ 100% หรอก แต่ อย่างน้อยก็เป็นดัชนีชี้วัดความนิยมอย่างหนึ่งจากเว็บไซต์ที่มีอยู่เป็น ล้านๆ เว็บไซต์ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับไอเดียของคุณ นอกจากนี้คุณยัง สามารถได้รายละเอียดข้อมูลจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ และจำนวนหน้า Page View ของหน้าเว็บไซต์นั้นได้อีกด้วย

5. ตอน นี้คุณก็จะหาเว็บไซต์ที่ได้อันดับที่ดีๆ และใกล้เคียง หรือตรงกับไอเดียของคุณแล้ว ซึ่งเว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็คงเป็นคู่แข่งกับคุณโดยตรง มีการขายสินค้าเหมือนกัน หรือไม่ก็เป็นเว็บไซต์ก็เป็นเว็บท่า (Portal Sites)
โดยทั่วไปแล้วเว็บท่าจะไม่ขายอะไร แต่จะเป็นแหล่งที่รวม ลิงค์ไปยังเว็บไซต์อื่น และมีการโฆษณาบนหน้าเว็บไซต์ ซึ่งหลายๆ ที่ก็มีเนื้อหาบนเว็บที่ดี

จุดสำคัญ
เมื่อคุณค้นหาด้วย Keywords ของคุณใน Search Engine คุณไม่ต้องย้อนกลับไปเพื่อค้นหาผลลัพธ์เป็นล้านๆ ครั้ง บางที Keyword ที่ คุณใช้ค้นหานั้นอาจจะเป็นตลาดที่อิ่มตัวไปแล้ว แต่การมีเว็บท่าก็เป็นสัญญาณ ที่ดี ซึ่งคุณสามารถใช้ประโยชน์จากเว็บท่านี้เพื่อช่วยสร้างธุรกิจของคุณได้ ในภายหลัง
เช่นเดียวกัน เมื่อคุณใช้ Keyword ที่ เป็นที่นิยมในการค้นหา คุณก็คงไม่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่บ่งบอกว่ามีคนเป็น ร้อย เป็นพันที่ทำธุรกิจ-ขายสินค้าในแบบเดียวกัน เพราะว่านั่นก็คือคู่แข่ง ของคุณที่เหมือนว่าจะมากเกินไป

6. เว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมถูกจัดอันดับอยู่ในระดับต้นๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีข้อได้เปรียบมากกว่าเว็บอื่น

ประเด็นสำคัญมัน อยู่ที่คุณจะมีศักยภาพในการคิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาได้มากเท่าไร คุณสามารถเปลี่ยนแปลงสินค้า และพัฒนาเว็บไซต์ที่คุณจะทำให้เจ๋งกว่าคนอื่น ที่เขาทำมาก่อนหน้าคุณได้หรือไม่
วิธีง่ายๆ ก็เข้า ไปที่เว็บไซต์ที่คาดว่าจะเป็นคู่แข่งของคุณ ทำการตรวจสอบสินค้าและราคาให้ ละเอียดก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เอามาประมวลผลดูว่า คุณจะทำอะไรให้แตกต่างและมีประโยชน์มากกว่า เว็บไซต์อื่นๆ ได้บ้าง หรือจะทำอะไรที่จะสามารถสร้างโอกาสการทำรายได้ให้กับคุณได้มากขึ้น

ลองมองไปรอบๆ ตัว เองสักพักหนึ่ง แล้วมองดูว่าเว็บไซต์เหล่านั้นสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างไร ใครที่ สามารถซื้อใจลูกค้าได้ ลูกค้ายอมเทใจจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าของเขา ซึ่งอาจจะซื้อแบบครั้งแล้ว ครั้งเล่า เพราะติดใจในสินค้าและบริการ สินค้าอะไรในกลุ่มธุรกิจที่คุณต้องการทำที่ผู้ คนสนใจซื้อ ซึ่งถ้าคุณจะขายสินค้าในแบบเดียวกัน ก็ต้องมีคุณภาพที่ดีกว่าหรือเทียบเท่า มีบริการที่ดี สามารถเล็งเห็นคุณประโยชน์ หรือสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าได้เพิ่มขึ้น


7. ในวันที่คุณกำหนดกลุ่มตลาดเป้าหมาย คุณจำเป็นต้องขยายกลุ่มตลาดที่มีความสัมพันธ์กับสินค้าของคุณให้เพิ่มขึ้นด้วย

ยกตัวอย่าง เช่น คุณเป็นคนที่ชอบเลี้ยงนกแก้วสวยๆ ก็เลยอยากจะทำธุรกิจเกี่ยวกับขายกรงนกแก้ว ต่อมาคุณก็สามารถขยายธุรกิจของ คุณจากการแค่ขายกรงนกแก้ว ก็มาเริ่มขายอาหารนกแก้ว รวมทั้งอาหารนกชนิดอื่นๆ ด้วย อย่างนกพิราบ นกเขาใหญ่ เป็นต้น เท่านั้นยังไม่พอ คุณยังเป็นคนหนึ่งที่ชอบการถ่ายรูป ก็สามารถถ่ายรูปนก รูปสัตว์ต่างๆ ที่คุณชอบ แล้วมาทำเป็นโปสเตอร์รูปนกต่างๆ เสนอขายเพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งนั่นก็จะทำให้ธุรกิจของคุณครอบคลุมตลาดได้มาก ขึ้น สร้างความพิเศษและแตกต่างกว่าเว็บไซต์อื่นๆ

แต่ทั้งนี้การเติบโตทางธุรกิจก็จำเป็นที่จะต้องอยู่รอดให้ได้ในระยะยาวด้วย
นี่เป็นหลักเกณฑ์ ที่ควรพิจารณาเพิ่มเข้าไป เมื่อเริ่มกำหนดกลุ่มตลาดเป้าหมาย ถ้าคุณไม่ต้อง การเป็นแค่เว็บไซต์ที่ถูกชื่นชอบเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่อยากเป็นดอกไม้ ริมทางที่ให้คนเข้ามาเชยชมเพียงชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็จากไป

มีหลักเกณฑ์อยู่ 2 ข้อ ที่จะช่วยค้นหาตลาดที่มีโอกาสเติบโต ซึ่งตรงกับที่คุณต้องการ

a) ในกระบวนการค้นหาด้วย Keyword ยอด ฮิต จะต้องเลือกคำที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของสินค้าหรือธุรกิจที่คุณจะทำ จริงๆ ถ้าไอเดียที่คุณจะทำธุรกิจประเภทนั้นเป็นที่ต้องการของตลาด คุณก็มี โอกาสเติบโตต่อไปในอนาคต แต่ถ้าคุณต้องดิ้นรนหา Keywords ที่มีความสัมพันธ์กัน ก็คงต้องกลับไประดมความคิดอีกรอบ หรือไม่ก็ลองค้นหาจากอินเทอร์เน็ตด้วยการใช้ “Keyword Mapping” จากเว็บไซต์ที่มีให้บริการ

b) มอง หาว่าคู่แข่งของคุณขายสินค้าอะไร ถูกจัดอันดับไว้ในระดับดีๆ หรือไม่ มีการขยายไปในทางที่จะเป็นเจ้าของตลาดสินค้านั้นรายเดียวหรือ ไม่ แล้วเว็บไซต์เหล่านั้นมีความสามารถในการขายสินค้ามากแค่ไหน จากนั้นคุณ ก็เอามาประมวลผลดูว่าจะทำให้แตกต่างออกไปได้อย่างไรบ้าง

บทสรุป

ไอเดียของคุณต้องมีคุณสมบัติเหล่านี้ เพราะมันจะสร้างรายได้กลับมาให้คุณได้
• มีกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่เฉพาะเจาะจง
• ไอเดียของคุณต้องสามารถกลับมาสร้างเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยม
• กลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ต้องยังไม่ถึงจุดอิ่มตัวของตลาด
• ราคาและคุณภาพให้มีศักยภาพมากพอที่จะแข่งขันได้
• ยังมีที่ว่างให้ขยายตลาดและเติบโตในตลาดนั้นได้อีกมาก

และนี่คือการตามล่าค้นหาไอเดียที่จะมาสร้างรายได้ให้กับคุณเพิ่มขึ้น...เค้นไอเดียแจ่มๆ ออกมาให้ได้ เพื่อเงินทองที่รอคุณอยู่

ที่มา //www.ecommerce-magazine.com




 

Create Date : 15 มกราคม 2554    
Last Update : 15 มกราคม 2554 23:18:56 น.
Counter : 271 Pageviews.  

กลยุทธ์ Contrarian strategies สำหรับชาวสวน

จากหนังสือ The New Buffetology by Mary Buffett & David Clark เขาบอกไว้ว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า วอเรน เล่นหุ้นจนรวย แต่แท้ที่จริงแล้ว วอเรน ไม่ได้เล่นหุ้น.. เขาเล่นกับคน เล่นกับกองทุนรวม ที่เอาเงินเขาไปเล่นหุ้นอีกทีหนึ่ง

เขาจะพยายามหาความโง่ของนักลงทุนที่ชอบมองโลกในแง่ร้าย และมองอะไรสั้นๆ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว นักลงทุนหรือกองทุนส่วนใหญ่ ชอบที่จะได้เงินง่ายๆ รวยเร็วๆ จึงส่งผลให้เกิดรูปแบบการลงทุนที่ตามมานั่นก็คือ ลงทุนโดยมองสถานการณ์แบบระยะสั้น

วอเรนพบว่า การมองแบบระยะสั้น ทำให้เกิดการลงทุนแบบโง่เขลาตามมามากมาย และเขาก็จะอดทนรอ เมื่อคนเหล่านี้แห่เทขายออกมาในราคาถูก

วอเรนทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่าคนอื่น เพราะเขาค้นพบ สิ่งที่นักลงทุนส่วนน้อยจะยอมรับได้อยู่ 2 อย่าง คือ

1. ประมาณ 95% ของนักลงทุนหรือกองทุนที่เล่นหุ้น วอเรนเรียกพวกนี้ว่า แรงจูงใจสั้น กล่าวคือ คนพวกนี้มักจะ ตอบสนองง่ายต่อสิ่งที่มากระตุ้นระยะสั้น โดยมักจะเล่นหุ้นตามข่าวที่ตนได้รับมา จะซื้อหุ้นเมื่อมีข่าวดี จะขายหุ้นเมือมีข่าวร้าย โดยไม่สนใจว่าเศรษฐกิจของบริษัทที่ตนได้ซื้อจะมีอนาคตเป็นอย่างไร

ข่าวดีของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น รายได้ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งสิ่งที่จะตามมาก็คือ ราคาหุ้นขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงต้องรีบซื้อเก็บไว้

ส่วนข่าวร้ายที่จะทำให้พวกเขาเทขายออกมา เช่น กำไรที่ลดลงในปัจจุบัน ราคาหุ้นก็จะตกลง จึงจำเป็นต้องเทขาย

วอเรนพบว่า คนลงทุนระยะสั้นใน 2 เหตุการณ์นี้ มักจะมองข้ามเศรษฐกิจระยะยาวของบริษัทที่ตนลงทุน การมองการณ์สั้นนี้ทำให้เกิด ตลาดแบบ overvalues (มูลค่าเกินจริง) กับ undervalues (มูลค่าต่ำวก่าที่เป็นจริง) ต่อตัวบริษัท

2. วอเรน มองได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่า ราคาของหุ้นในที่สุดแล้ว ก็จะสะท้อนเศรษฐกิจในระยะยาวของบริษัทออกมา วอเรนพบว่า บริษัทที่ overvalues นานไปราคาหุ้นก็จะต่ำลง ทำให้ผู้ถือหุ้นจนลง ต่างจากบริษัทที่ undervalues นานไปราคาหุ้นก็จะสูงขึ้น ทำให้ผู้ถือหุ้นรวยขึ้น

วอเรนมีความอัจฉริยะในการหา บริษัทที่ดี ที่ undervalues ซึ่งเกิดขึ้นมาจากการลงทุนระยะสั้น เขาจะมองไปที่ ตลาดที่ตอบสนองต่อข่าวร้าย และส่งผลให้บริษัทที่ดีถูกขายออกมาในราคาถูก เมือเกิดแบบนี้ขึ้น วอเรนก็จะกว้านซื้อให้มากที่สุด เพราะเขารู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจของบริษัทเหล่านี้จะดีขึ้น

กล่าวสรุป คือ ตลาดหุ้นทั่วไปจะซื้อเมื่อมีข่าวดี จะขายเมือมีข่าวร้าย แต่วอเรนจะซื้อเมื่อมีข่าวร้าย แต่ไม่สนใจข่าวดีเลย

วอเรนจะไม่สนใจบริษัทที่เป็นที่นิยม นี่เป็นเหตุผลที่วอเรนไม่เคยเป็นเจ้าของ Yahoo ,Priceline, Amazon.com, Lucent, วอเรนสนใจบริษัทที่ไม่เป็นที่นิยม รอคอยข่าวร้ายระยะสั้นที่มาถึง แล้วกระโดดเข้าซื้อให้ได้มากที่สุด

วอเรน เคยพูดว่า “สาเหตุส่วนใหญ่ ที่ทำให้ราคาหุ้นต่ำก็เพราะการมองโลกในแง่ร้าย บางครั้งก็กระจายไปกว้าง บางครั้งก็กระจุกไม่กี่บริษัท”

การมองโลกในแง่ร้าย ทำให้วอเรนนี้เองร่ำรวยมหาศาล

ส่งที่เขาได้ทำนี้ เป็นกลยุทธที่เรียกว่า “selective contrarian investment strategy” (กลยุทธ์ การลงทุนสวนตลาดแบบคัดสรร)

นักลงทุนแบบสวนนี้ จะลงทุนในส่วนที่นักลงทุนคนอื่นไม่สนใจ โดยเขาจะมั่นใจว่า ราคาที่ต่ำนี้ ในข้างหน้า จะทำกำไรอย่างมหาศาลเมื่อราคาหุ้นฟื้นขึ้นม

แต่วอเรนไม่ได้ลงทุนเพราะแค่ราคาหุ้นที่ต่ำเพียงอย่างเดียว แต่เขาสนใจบริษัทที่มีลักษณะของธุรกิจพิเศษด้วย

เขาพบว่าราคาที่น่าสนใจของบริษัทพิเศษเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากการมองการณ์สั้นและมองในแง่ร้ายของตลาด

ปรัชญาการลงทุนแบบพื้นฐานของวอเรน คือ การลงทุนแบบสวนทางร่วมกับการหาบริษัทที่มีธุรกิจพิเศษ บริษัทที่เป็นเจ้าของสิ่งที่เขาเรียกว่า “durable competitive advantage” (การได้เปรียบและมั่นคงในการแข่งขันทางธุรกิจ)

คราวนี้ลองมาเปรียบเทียบ ระหว่าง การลงทุนสวนตลาดแบบคัดสรร และ การลงทุนสวนตลาดแบบดั้งเดิม

1. การลงทุนสวนตลาดแบบดั้งเดิม นักลงทุนไม่สามารถแยกธุรกิจที่มีลักษณะการแข่งขันกันเรื่องราคา ( price competitive type ) ออกจาก บริษัทที่ได้เปรียบและมั่นคงเชิงการแข่งขัน ( durable competitive advantage ) ได้

2. การลงทุนแบบสวนตลาด นักลงทุนจะซื้อหุ้นที่ราคาตกลงมาและไม่เป็นทีสนใจของนักลงทุนอื่น กลยุทธ์แบบนี้อ้างอิงจาก งานวิจัยของ Eugene Fama และ Kenneth French ผู้ที่พบว่า บริษัทที่มีราคาหุ้นตกต่ำใน 2 ปีที่ผ่านมา มักจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอีก 2 ปีถัดไป

การลงทุนสวนตลาดแบบคัดสรร วอเรนแนะนำให้ซื้อเมื่อ

1. บริษัทนั้นมีการได้เปรียบ
2. มีความมั่นคงในการแข่งขัน
3. มีราคาที่ต่ำลง จากการมองการณ์สั้นของตลาด

วิธีนี้จะต่างจาก แบบดั้งเดิม คือ จะต้องหาให้ได้ว่า บริษัทไหน มีลักษณะ 3 ข้อที่กล่าวมา

การมองการณ์สั้น + มองโลกในแง่ร้าย + ข่าวร้ายที่มาถึง ทำให้ วอเรน บัฟเฟตต์ มีโอกาสเป็น เจ้าของ บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกได้ด้วยราคาที่ลดกระหน่ำ เช่น บริษัท H&R Block ในปี 2000 มีราคา 28$ ต่อหุ้น (ซึ่งในปัจจุบัน H&R Block อยู่ที่ 60$) หรือ บริษัท Washington Post ที่เขาซื้อที่ 6.14$ ต่อหุ้น แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 500$ ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา ได้กำไรก่อนเสียภาษี จาก H&R ประมาณ 41% และเมื่อ 27 ปีผ่านไป ได้กำไรจาก Washington Post ประมาณ 8,468 % (คาดว่าประมาณปี 2002)

นี่คือตัวอย่างของ Contrarian Investment Strategy ที่ วอเรน บัฟเฟตต์ ได้ใช้กับการลงทุนของเขา


เครดิต //lab.tosdn.com/?p=156
อ้างอิง The New Buffetology (Thai edition) โดย kotaro
Contrarian strategies โดย Prasert Eamrungroj




 

Create Date : 28 ตุลาคม 2553    
Last Update : 28 ตุลาคม 2553 15:46:55 น.
Counter : 509 Pageviews.  


Omoto
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีตอนรับเข้าชม omotoblog ทุกท่านครับ
blog นี่จัดทำขึ้นจากจุดประสงค์ที่อยากจะเผยแพร่
เเละเเบ่งปัน บทความดีๆเเด่ทุกท่าน โดยหลักๆเเล้ว
ผมจะเน้นไปในสิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษ หวังเป็น
อย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่เข้ามาชม
ไม่มากก็น้อยนะครับ
VIEW OF PLACE
website-hit-counters.com
Provided by website-hit-counters.com site.
Nasok U-thai

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง
Friends' blogs
[Add Omoto's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.