Group Blog
 
All blogs
 

ผู้ใดสร้างสมบุญ-บาป เมื่อหักลบกันแล้ว!!!!

อันนี้ขำๆ นะครับอย่าคิดมาก

- บุญมีมากกว่าบาป แต่ไม่ถึง 3,000 บุญจักได้ไปเกิดเป็นมนุษย์
- บุญมีมากกว่าบาป ตั้งแต่ 3,000 บุญขึ้นไป จักได้เป็นเทพชั้นล่าง
- บุญมากกว่า 10,000 บุญขึ้นไป จักได้เป็นเทพชั้นกลาง
- จำนวนบุญมากกว่า 15,000 บุญขึ้นไป จักได้เป็นเทพชั้นสูง
- จำนวนบุญครบ 100,000 บุญขึ้นไป จักได้เป็นพุทธะเทพเจ้า ณ สุขาวดีแดนสุขสันต์
- บาปมีมากกว่าจำนวนบุญ ให้ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ตามกรรมแห่งตน
- ส่วนผู้สร้างบาปหนัก จักตกอเวจีตลอดกาล
--------------------------------------------------------------------------------


หน่วยกรรมบุญ








Free TextEditor




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2553    
Last Update : 18 ตุลาคม 2553 13:36:48 น.
Counter : 339 Pageviews.  

จิตวัว ภาพปริศนาธรรม (v.1)

1. มองหาวัว


เป็นรูปคนเดินอยู่กลางป่า สายตาสอดส่าย สงสัย หวาดกลัว ว้าเหว่ เก้ ๆ กัง ๆ
ดูราว กับว่า เดินหาร่องรอยอะไรซักอย่างหนึ่ง ในมือของบุคคลผู้นี้มีเชือกม้วนถืออยู่
อย่างกระชับมั่นว่า จะตามหาวัวป่า คือ ตามหาให้พบร่องรอย เชือกนั้นคือปัญญา

2. พบรอยเท้าวัว


บุรุษผู้นี้เดินลึกเข้าไปในป่า มีภูผาและหมู่เมฆปกคลุมอยู่เบื้องหลัง สอดส่าย
สายตาก้มลงดูที่พื้นดิน สายตาพบว่าเห็นรอยเท้าวัวอยู่ตรงหน้า จิตก็มีความหวังขึ้นมาว่า
เราเริ่มเห็นร่องรอยเท้าวัวตัวนี้แล้ว เมื่อมีรอยเท้ามันจะต้องมีวัวอยู่ข้างหน้า

3. เห็นวัว



เมื่อเห็นรอยเท้าวัว จิตก็เริ่มมั่นใจว่าจะได้พบตัววัวป่า สะกดรอยเท้าตามไป
อย่างกระชั้นชิด แล้วก็แลเห็นหลังวัวป่าวิ่งหลบไปข้างหน้าอยู่ลัด ๆ หางวัวปลิวสะบัด
อยู่ไหว ๆ



4. จับวัว


บุรุษผู้ตามจับวัวกระชับเชือกไว้ในมืออย่างมั่นคง เชือกหมายถึงสติปัฏฐาน
หรือปัญญา ที่จะเป็นเครื่องมือจับวัวป่า เขารีบเหวี่ยงบ่วงบาศเชือกไปคล้องคอวัวตัวนั้น
ไว้ได้อย่างแม่นยำ

วัวป่าที่พยายามดิ้นรนสุดแรงเกิด แต่คนจับวัวรู้ดีว่าจะต้องสู้เอาชนะมันให้ได้ ด้วยจิตใจ
ที่เข้มแข็ง และการยื้อยุดฉุดรั้งระหว่างคนกับวัวเป็นไปด้วยความพยายามและเหน็ดเหนื่อย
แต่ผลสุดท้ายก็ทำให้วัวป่าเริ่มเชื่องช้า และหมดฤทธิ์ ปล่อยให้คนใช้เชือกร้อยจมูกชักจูงได้


5. เลี้ยงวัว หรือทำให้มันเชื่อง


คนจับวัวประสบความสำเร็จในการจับวัวป่า จิตที่เข้มแข็งด้วยสติ และปัญญา
สามารถ หยุดยั้งสัญชาติญาณดิบของวัวป่าได้เป็นผลสำเร็จ วัวยอมแพ้ คนชนะใจวัว
สามารถจูงวัวเดินกลับบ้านได้ เหมือนจิตที่ถูกฝึกจนดีแล้ว จะควบคุมไปในทิศทางใด
ก็ย่อมทำได้ตามประสงค์ คนก็จูงวัวไปใหน ๆ ได้ตามที่ตนต้องการ


6. ขี่วัวกลับบ้าน


คนจับวัวมาฝึกให้ละพยศ ลดสันดานดิบแห่งป่า มันเริ่มตอบรับเชือกแห่งปัญญา
ของมนุษย์ ละทิฏฐิมานะที่จะดื้อดึงให้เชือกขาดแล้วกระโจนเข้าป่าต่อไปอีก หากแต่ว่าวัว
ตัวนี้กลายเป็นวัวเชื่องที่ยอมอยู่กับเจ้าของเชือก วัวไว้วางใจคนมากขึ้น ยินยอมให้คนขึ้นนั่งขี่
บนหลังได้ ยิ่งไปกว่านั้น คนก็ไม่ต้องจับเชือกจูงวัวอีกแล้ว แต่สามารถนั่งเป่าขลุ่ยบนหลังวัว
อย่างสบายไม่กลัวตกหล่น มีปีติเพลิดเพลินใจ วัวก็เดินไปอย่างกระฉับกระเฉง เหมือนกาย
กับจิต หรือเหมือนนายกับบ่าว เปรียบเสมือนการฝึกจิตให้เข้ารูปเข้ารอย เกิดความสะอาด
สว่าง สงบ เย็นในชีวิต


7. กลับบ้านพักผ่อน ลืมวัว


จิตที่ได้รับการฝึกฝนจนสงบเย็นดีแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เกิดขึ้น เปรียบเสมือน
ดวงจันทร์สว่างนวลเหนือท้องฟ้า อำนาจแห่งอวิชชาของราตรีกาลไม่อาจบดบังแสงจันทร์
แห่งปัญญาได้ บัดนี้คนฝึกวัวบรรลุธรรมแล้ว ไม่ต้องมีวัวอยู่อีกต่อไป ไม่มีวัวที่ถูกฝึก
ไม่มีคนผู้ฝึกวัว เหมือนคนพายเรือถึงฝั่งไม่ต้องแบกเรือไว้บนหลัง ลืมวัว ลืมความสุข อย่าง
โลก ๆ ไม่มีตัวเอง ไม่มีตัวกู ของกู อยู่ในจิตอีกต่อไป


8. ลืมทั้งตัวเองและวัว


เมื่อไม่มีวัว ไม่มีผู้ฝึกวัว ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ไม่มีตัวกู ของกู ภาพที่ ๘ นี้จึง
เป็นภาพของ " สุญญตา " ธรรม คือ " ว่าง " ในวงกลมนี้ไม่มีภาพอะไร เหมือนกระจกใส
สะอาด สว่าง ไร้ใฝฝ้า หรือฝุ่นละอองมาจับต้อง นี่คือปริศนาธรรมที่สะท้อนธรรมที่ว่า
" สุญญตา " คือความว่าง ว่างจากคน ว่างจากวัว ว่างจากความสุขอันเกิดจากผู้บริโภคอย่าง
โลกียสุข แต่เป็นโลกุตรสุขที่ไม่สิ้นสุด หรือเป็นอนันตกาล


9. อยู่ในธรรมชาติที่แท้จริงของตน



ภาพตอไม้ที่หงิกงอและหักโค่นด้วยกาลเวลา ร่องรอยแห่งชราและมรณะปรากฏ
อยู่ที่พื้นดินและหินผา เปรียบประดุจดังต้นไม้เฒ่า และต้นไม้ใหญ่ซึ่งผลิดอกเบ่งบาน ต้อน
รับฤดูกาลแห่งมรรคผล แห่งปัญญาอันสูงสุดของผู้บรรลุธรรม



10.กลับมายังโลก " ด้วยมือที่สละความสุขสำราญ "



เมื่อจิตของผู้ปฏิบัติธรรม หรือผู้ฝึกวัวป่าบรรลุธรรมมีปัญญาติดตัวมากพอที่พกพา
ไปใหน ๆ ได้แล้ว วิญญาณโพธิสัตว์ก็จะเกิดขึ้นแก่คนฝึกวัวว่า ปัญญาที่มีอยู่ควรจะนำไปแจก
จ่ายให้แก่เพื่อนมนุษย์ผู้มืดบอดทั้งหลาย ห่อผ้าที่ผูกติดปลายไม้เท้าของคนฝึกวัวนั้นเปรียบ
เสมือนหนึ่งปัญญาวิมุตติ หรือวิชชาที่นำไปเจือจานเผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ ผู้ร่วมทุกข์เกิด
แก่ เจ็บ ตาย ต่อไป



วัวป่าก็คือจิตที่ยังมืดบอดด้วยอวิชชา ไม่รู้ ไม่ประสีประสาอะไร เปรียบเสมือนจิตของคนเรา ที่โลดเแล่นไปตามอำนาจกิเลสทั้งหลายนั้นเอง



เครดิต://www.sookjai.com/index.php?topic=5105.0







Free TextEditor




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2553    
Last Update : 11 ตุลาคม 2553 22:09:51 น.
Counter : 838 Pageviews.  

คำสอนหลวงปู่ดูลย์

จิต คือ พุทธ (สิ่งสูงสุด) มันย่อมรวมสิ่งทุกสิ่งเข้าไว้ในตัวมันทั้งหมด
นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้วทั้งหลายเป็นที่สุดในเบื้องสูง ลงไปจนกระทั่ง
สัตว์ประเภทที่ต่ำต้อยที่สุด ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลานอยู่ด้วยอก และแมลงต่างๆ
เป็นที่สุดในเบื้องต่ำ สิ่งเหล่านี้ทุกสิ่งมันย่อมมีส่วนแห่งความเป็น พุทธ เท่ากัน
หมด และทุกสิ่งมีเนื้อหาเป็นอันเดียวกันกับ พุทธ อยู่ตลอดเวลา

ถ้าพวกเราเพียงแต่สามารถทำความเข้าใจในจิตของเราเองนี้ได้สำเร็จ
แล้วค้นพบธรรมชาติอันแท้จริงของเราเองได้ด้วยความเข้าใจอันนั้น เท่านั้นมัน
ก็จะเป็นที่แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่พวกเราจำเป็นที่จะต้องแสวงหาแม้แต่อย่างใดเลย

จิต ของเรานั้น ถ้าเราทำความสงบเงียบอยู่จริงๆ เว้นขาดจากการนึกคิด
ซึ้งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตแม้น้อยที่สุดเสียให้ได้จริงๆ ตัวแท้ของมันก็จะปรากฏ
ออกมาเป็นความว่าง แล้วเราจะได้พบว่ามันเป็นสิ่งที่ปราศจากรูป มันไม่ได้กินเนื้อที่
อะไรๆที่ไหน แม้แต่จุดเดียว มันไม่ได้ตกลงสู่การบัญญัติว่าเป็นพวกที่มีความเป็นอยู่
หรือไม่มีความเป็นอยู่แม้แต่ประการใดเลย เพราะเหตุที่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึก
ไม่ได้โดยทางอายตนะ เพราะจิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้ของคนเรานั้น มันเป็นครรภ์
หรือเป็นกำเนิด ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น และไม่อาจถูกทำลายได้เลย

ในการทำปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆนั้น มันเปลี่ยนรูปของมันเองออกมา
เป็นปรากฏการณ์ต่างๆเพื่อสะดวกในการพูด เราพูดถึงจิตในฐานะที่เป็นตัว สติ ปัญญา
แต่ในขณะที่มันไม่ได้ทำการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คือ ไม่ได้เป็นตัวสติ ปัญญา
ที่คิดนึก หรือสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมานั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจถูกกล่าวถึงในการที่จะบัญญัติ
ว่ามันเป็นความมีอยู่ หรือไม่ใช่ความมีอยู่

ยิ่งไปกว่านั้นอีก แม้ในขณะที่มันทำหน้าที่สร้างสิ่งต่างๆขึ้นมา ในฐานะที่ตอบสนอง
ต่อกฎแห่งความเป็นเหตุและผลของกันและกันนั้น มันก็ยังเป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทาง
อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมโนทวารอยู่นั่นเอง ถ้าเราทราบความเป็นจริงข้อนี้
เราทำความสงบเงียบสนิทอยู่ในภาวะแห่งความไม่มีอะไรในขณะนั้น พวกเรากำลังเดิน
อยู่แล้วในทางแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายโดยแท้จริง ดังนั้น เราควรเจริญ จิต ให้หยุด
อยู่บนความไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น

มูลธาตุทั้ง 5 ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นวิญญานนั้น มันเป็นของว่างเปล่า และมูลธาตุ
ทั้ง 4 ของรูปกายนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นตัวของเรา จิต จริงแท้นั้น
ไม่มีรูปร่างและไม่มีอาการมาหรืออาการไป ธรรมชาติเดิมแท้ของเรานั้น เป็นสิ่งๆหนึ่ง
ซึ่งไม่มีการตั้งต้นที่การเกิด และไม่มีการสิ้นสุดลงที่การตาย แต่เป็นของสิ่งเดียวกันรวด
และปราศจากการเคลื่อนไหวใดๆในส่วนลึกจริงๆของมันทั้งหมด

จิต ของเรากับสิ่งต่างๆซึ่งแวดล้อมเราอยู่นั้นเป็นสิ่งๆเดียวกัน ถ้าเราทำความเข้าใจ
ได้ตามนี้จริงๆ เราจะได้ลุถึงความรู้แจ้ง เห็นแจ้งได้โดยแวบเดียวในขณะนั้น และเรา
เป็นผู้ที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับโลกทั้งสามอีกต่อไป เราจะเป็นผู้ที่อยู่เหนือโลก เราไม่มีการ
โน้มเอียงไปสู่การเกิดใหม่อีกแม้แต่นิดเดียว เราจะเป็นแต่ตัวของเราเองเท่านั้น ปราศจาก
ความคิดปรุงแต่งโดยสิ้นเชิง และเป็นสิ่งๆเดียวกับสิ่งสูงสุดสิ่งนั้น เราจะได้บรรลุถึงภาวะ
แห่งความที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้อีกต่อไป ฉะนั้น นี่แหละคือหลักธรรมที่เป็นหลักมูลฐาน
อยู่ในที่นี้
สัมมาสัมโพธิ เป็นชื่อของการเห็นชัดแจังว่า ไม่มีธรรมใดเลยที่ไม่เป็นโมฆะ
ถ้าเราเข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว ของหลอกลวงทั้งหลายจะมีประโยชน์อะไรแก่เรา

ปรัชญา คือ ความรู้แจ้ง ความรู้แจ้ง คือ จิตต้นกำเนิดดั้งเดิมซึ่งปราศจากรูป
ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจได้ว่า ผู้กระทำและสิ่งที่ถูกกระทำ คือ จิตและวัตถุ
เป็นของสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกันนั้นแหละจะนำเราไปสู่ความเข้าใจลึกซึ้งและลึกลับ
เหนือคำพูด และโดยความเข้าใจอันนี้เอง พวกเราจะได้ลืมตาต่อสัจจธรรมที่แทัจริง
โดยตัวเราเอง

สัจจธรรมที่แท้จริงของเรานั้น ไม่ได้หายไปจากเรา แม้ในขณะที่เรากำลังหลงผิด
ด้วยอวิชชาและไม่ได้รับกลับมาในขณะที่เรามี การตรัสรู้ มันเป็นธรรมชาติแห่ง
ภูตตถตา ในธรรมชาตินี้ ไม่มีทั้งอวิชชา ไม่มีทั้งสัมมาทิฎฐิ มันเต็มอยู่ในความว่าง
เป็นเนื้อหาอันแท้จริงของจิตหนึ่งนั้น เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว อารมณ์ต่างๆที่จิตของเรา
ได้สร้างขึ้น ทั้งฝ่ายนามธรรมและฝ่ายรูปธรรม จะเป็นสิ่งซึ่งอยู่ภายนอกความว่าง
นั้นได้อย่างไร

โดยหลักมูลฐานแล้ว ความว่างนั้นเป็นสิ่งซึ่งปราศจากมิติต่างๆแห่งการกินเนื้อที่
คือ ปราศ่จากกิเลส ปราศจากกรรม ปราศจากอวิชชา และปราศจากสัมมาทิฎฐิ
พวกเราต้องทำความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งว่า โดยแท้จริงแล้วไม่มีอะไรเลย
ไม่มีมนุษย์สามัญ ไม่มี พุทธ ทั้งหลาย เพราะว่าในความว่างนั้น ไม่มีอะไรบรรจุอยู่
แม้เท่าเส้นขนที่เล็กที่สุด อันเป็นสิ่งซึ่งสามารถจะมองเห็นได้โดยทางมิติ หรือกฎแห่ง
การกินเนื้อที่เลย มันไม่ต้องอาศัยอะไร และไม่ติดเนื่องอยู่กับสิ่งใด มันเป็นความงาม
ที่ไร้ตำหนิ เป็นสิ่งซึ่งอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง และเป็นสิ่งสูงสุดที่ไม่มีอะไรสร้างขึ้น
มันเป็นเพชรพลอยที่อยู่เหนือการตีค่าทั้งปวงเสียจริงๆ เราต้องแยกรูปถอดด้วย
วิชชา มรรค จิต เหตุต้องละ ผลต้องละ ใช้หนี้ก็หมด พ้นเหตุเกิด

สิ่งมีชีวิตและไม่มีขีวิต ในจักรวาลมีนับไม่ถ้วน รวมแล้วมีรูปกับนาม
สองอย่างเท่านั้น นามเดิมก็คือความว่างของจักรวาลเข้าคู่กัน เป็นเหตุเกิดตัวอวิชขา
เกิดเหตุก่อ ที่ใดมีรูปที่นั้นต้องมีนามที่นั้นต้องมีรูป รูปนามรวมกันเป็นเหตุเกิด
ปฎิกิริยาให้เปลี่ยนแปลงตลอดกาล และเกิดกาลเวลาขึ้น คือ รูปย่อมมีความดึงดูด
ซึ่งกันและกัน จึงเป็นเหตุให้รูปเคลื่อนไหวและหมุนรอบตัวเองตามปัจจัย รูปเคลื่อนไหว
ได้ต้องมีนาม ความว่างกั้นระหว่างรูป รูปจึงเคลื่อนไหวได้

เมื่อสภาวะธรรมเป็นอย่างนี้ สรรพสิ่งของวัตถุสสารมีชีวิต และไม่มีชีวิตจึงต้อง
เปลี่ยนแปลงเป็นไตรลักษณ์ เกิดดับ สืบต่อทุกขณะจิต ไม่มีวันหยุดนิ่งให้คงทนเป็น
ปัจจุบันได้ จิต วิญญาณ ก็เกิดมาจากรูปนามของจักรวาล มันเป็นมายาหลอกลวง
แล้วเปลี่ยนแปลงให้คนหลง จากรูปนามไม่มีขีวิตเปลี่ยนมาเป็นรูปนามที่มีชีวิต
จากรูปนามที่มีชีวิตมาเป็นรูปนามมีชีวิต ที่มี จิตวิญญาณ แล้ว จิตวิญญาณ
ก็เปลี่ยนแปลงแยกออกจากกัน คงเหลือแต่นามว่างที่ปราศจากรูปนี้เป็นจุดสุดยอด
ของการหลอกลวงของรูปนาม

ต้นเหตุเกิดรูปนามของจักรวาลนั้น เป็นเหตุเกิดรูปนามพิภพต่างๆตลอดทั้งดวงดาว
นับไม่ถ้วนเพราะไมมีที่สิ้นสุด รูป นาม พิภพต่างๆเป็นเหตุให้เกิดรูปนามพืช รูปนามพืช
เป็นเหตุให้เกิดรูปนามสัตว์ เคลื่อนไหวได้ จึงเรียกกันว่า เป็นสิ่งมีชีวิต ความจริงรูปนาม
จะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตมันก็เคลื่อนไหวได้ เพราะมันมีรูปกับนาม เป็นเหตุเป็นผลให้เกิด
ปฏิกิริยาอยู่ในตัวให้เคลื่อนไหวตลอดกาล และมีการเปลี่ยนแปลง เรามองด้วยตาเนื้อไม่เห็น
จึงเรียกกันว่าเป็นสิ่งไม่มีชีวิต เมื่อรูปนามของพืชเปลี่ยนมาเป็นรูปนามของสัตว์ เป็นจุดตั้งต้น
ชีวิตของสัตว์ และเป็นเหตุให้เกิดจิตวิญญาณ การแสดง การเคลื่อนไหว เป็นเหตุให้เกิดกรรม

สัตว์ชาติแรกมีแต่สร้างกรรมชั่ว สัตว์กินสัตว์ และมีความโกรธ โลภ หลง ตามเหตุ-ปัจจัย
ภายนอก ภายใน ที่มากระทบ กรรมที่สัตว์แสดงมีตา หู จมูก ลิ้น กาย 5 อย่าง ไปกระทบกับ
รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส 5 อย่าง แล้วก็มาประทับบรรจุ บันทึกถ่ายภาพติดอยู่กับ รูปปรมาณู
ซึ่งเป็นสุขุมรูปแฝงอยู่ในความว่าง เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาได้ที่แฝงอยู่ในความว่าง
ระวางคั่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นไว้ได้หมดสิ้น

เมื่อสัตว์ชาติแรกเกิดนี้ได้ตายลง มีกรรมชั่วอย่างเดียวเป็นเหตุให้สัตว์เกิดอีก
เพื่อให้สัตว์ต้องใช้หนี้กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ แต่สัตว์เกิดขึ้นมาแล้วหายอมใช้หนี้เกิดกันไม่ มันกลับเพิ่ม
หนี้ให้เป็นเหตุเกิดทวีคูณ ด้วยเพศผู้ เพศเมีย เป็นสุขุมรูปติดอยู่ใน 5 กองนี้เป็นทวีคูณ
จนปัจจุบันชาติ ดังนั้น ด้วยอำนาจกรรมชั่วในสุขุมรูป 5 กอง ก็เกิดหมุนรวมกันเข้าเป็น
รูปปรมาณู กลมคงรูปอยู่ได้ด้วยการหมุนรอบตัวเอง ไม่หยุดนิ่ง เป็นคูหาให้จิตได้อาศัยอยู่
ข้างใน เรียกว่า รูปวิญญาณ หรือจะเรียกว่า รูปถอด ก็ได้ เพราะถอดมาจากนามระวางคั่น
ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นเอง ซึ่งเป็นสุขุมรูปแฝงอยู่ในความว่าง รูปวิญญาณจึงมีชีวิตคงทนอยู่
นานกว่ารูปหยาบ มีกรรมชั่วคอยรักษาให้หมุน คงรูปอยู่ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดฆ่าให้ตายได้
นอกจาก นิพพาน เท่านั้น รูปวิญญาณจึงจะสลาย

ส่วนการแสดงกรรมของสัตว์ที่ประทับอยู่ในสุขุมรูปมี รูป ตา หู จมูก ลิ้น กาย 5 กอง
นั้นรวมกันเข้าเรียกว่า จิต จึงมีสำนักงานของ จิต ติดอยู่ในวิญญาณ 5 กองรวมกัน เป็นที่ทำงาน
ของจิตกลาง แล้วไปติดต่อกับ ตา หู จมูก ลิ้น กายภายนอก ซึ่งเป็นสื่อติดต่อของ จิต ดังนั้น
จิตกับวิญญาณจึงไม่เหมือนกัน จิต เป็นผู้รู้สึกนึกคิด ส่วน วิญญาณ เป็นคูหาให้จิตได้
อาศัยอยู่ และเป็นยานพาหนะพาจิตไปเกิด หรือจะไปไหนๆก็ได้ เป็นผู้รักษารูปสุขุม
(รูปที่ถอดจากรูปหยาบ มีรูปเพศผู้ เพศเมีย รูปตา หู จมูก ลิ้น กาย) อยู่ในวิญญาณไว้ได้
เป็นเหตุเกิดสืบภพ ต่อชาติ

เมื่อสัตว์ตาย ชีวิตร่างกายหยาบของภพภูมิ ชาตินั้นๆก็หมดไปตามอายุขัยชีวิตร่างกาย
หยาบของภูมิชาตินั้นๆ ส่วนชีวิตแท้ รูปปรมาณูวิญญาณ จะไม่ตายสลายตาม จะต้องไปเกิด
ตามภพภูมิต่างๆ ตามเหตุปัจจัยของวัฏฏะ หมุนเวียนเปลี่ยนไปด้วยชีวิตแท้ รูปถอด หริอ
วิญญาณหมุนรอบตัวเองนี้เอง เป็นเหตุให้จิตเกิด-ดับ สืบต่อ คอยรับเหตุการณ์ภายนอกภายใน
ที่มากระทบ จะดีหรือชั่วก็สะสมเข้าไว้เป็นทุนเหตุเกิด เหตุดับ หรือปรุงแต่งต่อไป จนกว่า
กรรมชั่วเหตุเกิดจะหมดไป ชีวิต รูปถอด หรือ วิญญาณ ก็จะหยุดการหมุน รูปสุขุม "รูปวิญญาณ"
ซึ่งเกิดมาจากกรรมชั่วสืบต่อมาแต่ชาติแรกเกิดก็จะสลายแยกออกจากกันไป คงรูปอยู่ไม่ได้
มันก็กระจายไป

ส่วนกืจกรรมดี ธรรมะที่ติดอยู่กับ วิญญาณ มันก็กระจายไปกับ รูปปรมาณู คงเหลือ
แต่ความว่างที่คั่นของช่วงว่างของรูปปรมาณูทุกๆช่อง ฉะนั้นโดยปราศจากรูปปรมาณู
ความว่างนั้นจึงบริสุทธิ์และสว่าง รวมเข้ากับความว่างบริสุทธิ์สว่างของจักรวาลเดิม
เข้าเป็นหนึ่ง เรียกว่า นิพพาน

เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสร้างชีวิตพุทธศาสนาให้ก่อเกิดเป็นชีวิตอย่าง
บริบูรณ์ดังพระประสงค์แล้ว พระพุทธองค์จึงได้ทรงละ วิภวตัณหา นั้น เสด็จสู่ อนุปาทิเสส
นิพพาน คือ เป็นผู้หมดสิ้นทุกตัณหา เป็นผู้ดับรอบโดยลักษณาการแห่ง อนุปาทิเสสนิพพาน
ของพระพุทธองค์ก็คือ ลำดับแรกก็เจริญฌานดิ่งสนิทเข้าไปจนถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ
หมายความว่า เข้าไปดับลึกสุดอยู่เหนือ อรูปฌาณ ในวาระแรกนั้นพระองค์ยังไม่ได้ทรงดับขันธ์
ต่างๆให้สิ้นสนืทเป็นเด็ดขาดแต่อย่างใด ยังเพียงเข้าไปเพื่อทรงกระบวนการแห่งการสู่นิพพาน
หรือนิโรธเป็นครั้งสุดท้ายแห่งชาติ พูดง่ายๆก็คือ สู่สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง ได้ทรงพากเพียร
ก่อเป็นทาง เป็นแบบอย่างไว้เป็นครั้งสุดท้ายเสียหน่อย ซึ่งเรียกได้ว่าสิ่งอันเกิดจากที่พระองค์ได
้ทรงยอมอยู่กับธุลีทุกข์ อันเป็นธุลีทุกข์ที่มนุษย์ธรรมดาผู้มีจิตหยาบเกินกว่าจะสัมผัสว่ามันเป็นทุกข์

นี่แหละ กระบวนการกระทำจิตตนให้ถึงซึ่งสัญญาเวทยิตนิโรธ นั้น เป็นกระบวนการท
ี่พระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าพระผู้เป็นยอดแห่งศาสนาในโลกเท่านั้นที่ทรงค้นพบ ทรงนำมาตีแผ่เผย
แจ้งออกสู่สัตว์โลกให้พึงปฏิบัติตาม เมื่อทรงสิ่งซึ่งสุดท้ายนี้แล้ว จึงได้ถอยกลับมาสู่ภาวะต้น คือ ปฐมฌาน
แล้วจึงตัดสินพระทัยสุดท้าย เสด็จดับขันธ์ต่างๆไปทีละขันธ์ วิญญาณขันธ์
แห่งขีวิตและร่างกายนั้น ได้ดับไปเสียตั้งแต่ก่อนจะสู่ ปฐมฌาน นานแล้ว เพราะต้องดับสังขารขันธ์ หรือ
สังขารธรรม ขั้นแรกเสียก่อน วิญญาณขันธ์ จึงได้ดับ ดังนั้นจึงไม่มีเชื้อใดเหลือ
อยู่แห่ง วิญญาณขันธ์ ที่หยาบนั้น

พระองค์ทรงเริ่มดับ สังขารขันธ์ หรือ สังขารธรรม ชั้นในสุดอีกที อันจะส่งผลให้ก่อ
วิภวตัณหา ได้ชั้นหนึ่งเสียก่อน แล้วจึงได้เลื่อนเข้าสู่ ทุติยฌาน แล้วจึงดับสัญญาขันธ์เลื่อนเข้า
สู่ ตติยฌาน เมื่อพระองค์ดับ สังขารขันธ์ หรือ สังขารธรรม ชั้นในสุดอีกที ก็เป็นอันเลื่อนขึ้นสู่
จตุตถฌาน คงมีแต่ เวทนาขันธ์ สุดท้ายแห่งชาติ นั้นแลคือลักษณาการแห่งขั้นสุดท้ายของการจะดับสิ้น
ไม่เหลือ

เมื่อพระองค์ทรงดับ สังขารขันธ์ หรือ สังขารธรรม ใหญ่สุดท้ายที่มีทั้งสิ้นแล้ว แล้วก็มาดับ
เวทนาขันธ์ อันเป็น จิตขันธ์ หรือ นามขันธ์ ที่ในจิตส่วนในคือ ภวังคจิต เสียก่อน แล้วจึงได้ออกจาก
จตุตถฌาน พร้อมกับมาดับ จิตขันธ์ หรือ นามขันธ์ สุดท้ายจริงๆของพระองค์เสียลงเพียงนั้น
นี้พระองค์เข้าสู่นิพพานอย่างจริงๆอยู่ตรงนี้ พระองค์ไม่ได้เข้าสู่พระนิพพานในฌานสมาบัติอะไรที่ไหนดอก
เมื่อพระองค์ออกจาก จตุตถฌาน แล้ว จิตขันธ์ หรือ นามขันธ์ ก็ดับพร้อม ไม่มีอะไรเหลือ นั่นคือพระองค์ทรงดับ
เวทนาขันธ์ ในภาวะจิตตื่น หรือวิถีจิตอันปรกติของมนุษย์ครบพร้อมทั้งสติและสัมปชัญญะ ไม่ถูกภาวะอื่นใด
ที่มาครอบงำอำพรางให้หลงใหลใดๆทั้งสิ้น เป็นภาวะแห่งตนเองอย่างบริบูรณ์

เมื่อ เวทนาขันธ์ สุดท้ายแท้ๆจริงๆได้ถูกทำลายลงอย่างสนิท จึงเป็นผู้บริสุทธิ์หมดสิ้นแล้ว
ซึ่งสังขารธรรม และหมดเชื้อ จิตขันธ์ หรือ นามขันธ์ ทั้งปวงใดๆในพระองค์ท่านไม่มีเหลือ
คงทิ้งแต่ รูปขันธ์ อันจะมีชีวิตนั้นไม่ได้แน่ เพราะรูปไม่ใช่ชีวิต หากสิ้นนามเสียแล้วคือ แท่ง
คือก้อนวัตถุหนึ่งเท่านั้นเอง นั่นแล คือ ลำดับฌานที่พระอนุรุทธเถระเจ้าได้นำฌานจิตเข้าไปดูเป็นวิธ
ีการดับโดยแท้ ดับโดยจริง โดยพระองค์เป็นผู้ดับเองเสียด้วย




 

Create Date : 04 ตุลาคม 2553    
Last Update : 4 ตุลาคม 2553 19:29:15 น.
Counter : 196 Pageviews.  

รวมนิทานเรื่องสั้นจากสวนโมกข์ 5

รวมนิทานเรื่องสั้นจากสวนโมกข์

นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส เรื่อง เทวดากับหนอน

นิทาน เกิดขึ้น ที่ข้างส้วมแผนโบราณแห่งหนึ่ง ในหลุมนั้นมีหนอนเจริญเติบโต อยู่ทุกขนาด ดำผุดดำว่ายอยู่อย่างยัวเยี้ย นับด้วยหมื่นด้วยแสน ท่านสมภาร ได้ชี้ให้เด็กๆ ดูในแง่ธรรมะที่ว่า หนอนเหล่านี้กำลังมึนเมา อยู่ในของเน่าเหม็นและหลับหูหลับตาจมอยู่ในของสกปรกอย่างน่าสมเพช ซึ่งถ้านำไปเปรียบ กับเหล่าเทพยดา ในฉกามาวจรวรรค์แล้ว ก็จะชวนให้สมเพชยิ่งขึ้นไปอีก จนสุดที่จะทนไหวทีเดียว ใครๆ อย่าหลงพอใจในของสกปรกเหมือนหนอน เหล่านั้นเลย

หนอนหลายตัว ได้ยินคำพูดเหล่านั้น! หนอนบางตัว ได้คิดว่า แท้จริง ความพอใจในรสนิยมของพวกเรากับของเทพยดาทั้งหลาย ก็มีได้เท่ากัน และในลักษณะทำนองเดียวกัน ทั้งนี้มันแล้วแต่ลักษณะของอายตนะ เครื่องรับ และเสวยอารมณ์ นั้น ต่างหาก เราไม่เชื่อท่านสมภาร! หนอนบางตัวได้พยายามลืมตาขึ้นดู ก็เห็นว่า มันออกจะสกปรก มากมายจริง แต่ทนลืมตาอยู่ไม่ไหว ต้องกลับหลับไปตามเดิม โดยเร็วเพราะมันได้เห็น สิ่งอื่น ที่สกปรกกว่า อาหารบ้านเรือนของมันเอง จนทนลืมตาอยู่ไม่ไหว!

มัน บอกพวกพ้องของมันว่า ชั่วที่ลืมตาขึ้นแวบเดียว ก็ได้เห็น เทพยดา มนุษย์ทั้งหลาย มีจิตจมอยู่ใน ความมืดมน ถือตัว ถือตน นานาประการ การกระทำทางกายวาจา ก็จมอยู่ในกรรมโสมม เลวทราม เนื้อตัวทั้งสิ้น จมอยู่ในกามารมณ์ กำลังทำสิ่งต่างๆ ด้วยความหลงใหล ในลาภยศ อำนาจวาสนา พวกพ้องบริวาร อันเป็นทางให้ได้มาซึ่งความมัวเมา ในความสุข ทางเนื้อหนัง ของตน อย่างไม่รู้จักอิ่มจักพอ อีกต่อหนึ่ง ถึงกับต้องอิจฉา ริษยารบราฆ่าฟันกัน ทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างป่าเถื่อน ทารุณ ชนิดที่ไม่เคยมี ในสมัยที่ยังไม่เกิด ส้วมชักโครก แผนปัจจุบันนั้นเลย ศีลธรรมของเขา คือ การกอบโกย ความสุข ทางเนื้อหนัง ใส่ตนอย่างเดียว แล้วเรียกชื่อกันเอาเอง อย่างไพเราะ ว่า มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ ของฉัน

พูด กันดังนั้นแล้วมันก็ชักชวนกันให้หลับตา ให้ยิ่งขึ้นกว่าเดิมเพื่ออย่าให้เสียเปรียบ หรือ ล้าหลังพวกเทพยดา มนุษย์ทั้งปวง หรือ อย่างน้อยที่สุด ก็ให้พอเคียงคู่กันไป

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:

ผู้ ที่พอใจในกามารมณ์ชื่อเสียงยศศักดิ์ อำนาจวาสนาพวกพ้องบริวารทั้งหลายนั้น ขออย่าได้หาญพยายามลืมตาเป็นอันขาด จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบหนอน หรือ ลืมขึ้นมาก็จะต้องรีบกลับ หลับตาลงไปใหม่เหมือนหนอน เหล่านั้นอยู่เอง ซึ่งทำให้เกิดเป็นปัญหา ขึ้นว่าใครเล่าจะเป็น ฝ่ายชนะ? หรือว่าใครเล่าน่าสมเพชกว่าใคร ในระหว่างพวกเทพยดาใน ฉกามาวจรสวรรค์ และหนอนในส้วมแผนโบราณเหล่านั้น?

คัดจากหนังสือ นิทานเซ็น มหรสพทางวิญญาณเพื่อจริยธรรม เล่าโดย.. ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ณ หอประชุมคุรุสภา พุทธศักราช ๒๕๐๕ พิมพ์โดย ธรรมสภา

เครดิต:คุณนภดล //www.siamsouth.com




 

Create Date : 04 ตุลาคม 2553    
Last Update : 4 ตุลาคม 2553 19:19:59 น.
Counter : 298 Pageviews.  

รวมนิทานเรื่องสั้นจากสวนโมกข์ 4

นิทานเรื่องสั้นของท่านพุทธทาส เรื่อง คนกับสุนัข

อากาศจะ วิปริตเพราะความเปลี่ยนแปลง ไปตามฤดูกาล ของ แดด ลม ฝน หรือสิ่งแวดล้อมจะสับสนเพราะการ โยกย้ายรื้อถอน อย่างชุลมุน วุ่นวายของมนุษย์เองสักเพียงใด สุนัขของเขาก็ยังพยายามค้นหาจนพบที่หลับนอน อันเป็นสุขสมใจมันจนได้ มันย้ายที่ไปลองนอน ตรงนั้นนิด ตรงนั้นหน่อย ลองนอนดู เพียงสองสามนาที เท่านั้น มันก็รู้ว่า เหมาะ หรือ ไม่เหมาะ ถ้าไม่เหมาะก็ย้ายใหม่! มันทำดังนี้เรื่อยไป ไม่กี่ครั้ง ก็พบที่อันเป็นสุขจริงและหลับสนิท มันไม่เป็นโรคเรื้อน ชนิดที่ ต้องเกาอยู่เสมอ จนหาที่นอนอันเป็นสุขไม่พบ ในโลกนี้!

แต่สำหรับ เจ้าของ มันเองนั้นอะไรๆ ที่ใดๆ อย่างไหนๆ ระดับไหนๆ ก็ไม่เคยให้ความเป็นสุข และพอใจ ดิ้นรน จนตาย จิตก็ไม่เคย ประสบกับภาวะ แห่งความ สะอาด สว่าง และ สงบเย็น ที่แม้เพียงแต่จะทำให้ หลับสนิทจริงๆได้ เขาตกอยู่ในลักษณะของสุนัขโรคเรื้อน ชนิดที่ต้องการข่วนตัวเองอยู่เสมอ! เขาไม่สามารถทำให้เกิดการ โยกย้าย เปลี่ยนแปลง ชนิดที่ค่อยๆ เลื่อนสูงขึ้นไป จนกระทั่งพบสภาพ อันเป็นที่จุใจดังเช่น สุนัขของเขาเอง ซึ่งไม่กี่นาที ก็ค้นพบ ที่นอนอันสุขสงบ ทั้งๆ ที่มัน เป็นเพียงสุนัข แต่เขาก็ยังเป็นถึง อาจารย์ ที่ทำการฝึกสอน อะไรหลายๆ อย่างให้สุนัขของเขาทุกวัน ด้วยความขยันและบางครั้ง ยังแถมตีมัน ด้วยเพราะเขาถือว่า เขาเป็นนายของมัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:

มัน เป็นการเหลือวิสัยของพระเป็นเจ้า หรือ สิ่งใดๆทั้งสิ้น ที่จะทำให้สุนัขนั้นเต็มไปด้วย ความดิ้นรนทะเยอทะยานและวิตก กังวล นานาประการ จนค้นหาที่นอนหลับสนิท ไม่ได้อย่างเจ้าของ ของมันเอง ความอยากได้นั่นได้นี่ มีนั่น มีนี่ เป็นนั่น เป็นนี่ อย่าง ไม่มี ขอบเขต ของเขา จนกระทั่งได้เป็นเจ้าของ และเป็นครูบาอาจารย์ ของสุนัข แล้วก็ยังหาโอกาส สงบอารมณ์ ให้มาก และให้เหมือน แม้สุนัข ตัวนั้นก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ใครเล่า จะเป็นที่น่าสมเพชกว่าใคร ในระหว่าง สิ่งมีชีวิต ทั้งสอง นี้

คัดจากหนังสือ นิทานเซ็น มหรสพทางวิญญาณเพื่อจริยธรรม เล่าโดย.. ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ณ หอประชุมคุรุสภา พุทธศักราช ๒๕๐๕ พิมพ์โดย ธรรมสภา

เครดิต:คุณนภดล //www.siamsouth.com




 

Create Date : 04 ตุลาคม 2553    
Last Update : 4 ตุลาคม 2553 19:18:15 น.
Counter : 217 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

Omoto
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ยินดีตอนรับเข้าชม omotoblog ทุกท่านครับ
blog นี่จัดทำขึ้นจากจุดประสงค์ที่อยากจะเผยแพร่
เเละเเบ่งปัน บทความดีๆเเด่ทุกท่าน โดยหลักๆเเล้ว
ผมจะเน้นไปในสิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษ หวังเป็น
อย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่เข้ามาชม
ไม่มากก็น้อยนะครับ
VIEW OF PLACE
website-hit-counters.com
Provided by website-hit-counters.com site.
Nasok U-thai

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง
Friends' blogs
[Add Omoto's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.