Group Blog
 
All blogs
 

[ชีวิตการทำงานของจริง]ได้เป็นล่ามโรงงานสมใจอยากซักที แต่ทำไมยังกังวลใจ

แม้ว่าเราไม่พร้อมที่จะทำงานเท่าไหร่นัก เพราะยังติดสอบอีก2ตัว แต่ก็ยอมใช้วุฒิม.6 สมัครไปก่อน ถึงจะได้ตำแหน่งล่ามประจำแผนกคิวเอ แต่ได้เงินเดือนตามวุฒิก็เอาไว้ก่อน


ทีนี้ไอ้คิวเอนี่มันคืออะไรหล่ะ เคยมีญาติทำงานโรงงานก็คงพอได้ยินชื่ออยู่บ้าง บอกตรงๆว่าเข้าไปทำงานวันแรกเนี่ยยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร ตอนแรกเข้าใจว่าให้เป็นล่ามพูดๆแปลๆไปเท่านั้น คงเป็นเพราะไม่มีใครมานั่งอธิบายหน้าที่รับผิดชอบของเราให้กระจ่างตั้งแต่แรก วันแรกที่เริ่มงานก็เลยไม่ได้อะไร นอกจากความตื่นตระหนกและกังวลใจ


เราต้องมานั่งเรียนรู้ชิ้นงานที่โรงงานผลิตออกมาด้วย เพื่อทำหน้าที่คิวเอ วันแรกนั่งท่องค่าสี คำนวณค่าโอมไปก็ใจลอยไป เราไม่ได้ใช้ความรู้ภาษาจีนหรือญี่ปุ่นเลย ไม่เห็นมีงานแปลมาให้ศึกษาเลย(อย่างนี้เองพวกพี่ๆถึงเล่าให้ฟังว่าที่รับล่ามใหม่มาก่อนหน้าเราเค้าหนีออกไปหลายคน บางคนทำได้เดือนนึง บางคนทำได้อาทิตย์เดียว บางคนวันเดียว หรือ 2ชม.แล้วลากกระเป๋าออกก็มี) ถ้าเราอยู่กับสูตรอยู่กับตัวเลขแบบนี้ เมื่อไหร่จะเป็นล่ามญี่ปุ่นไฮโซได้ ออกซะวันแรกเลยดีมั๊ยเนี่ย หรือทนทำต่อไปเพื่อเก็บชั่วโมงบิน แต่ล่ามที่เป็นอยู่ก็ล่ามจีน(ถูกถูก)ซะด้วยซิ แล้วถ้าออกไปสมัครล่ามญี่ปุ่นสายงานจะเกี่ยวกันมั๊ยเนี่ย


กังวลใจมากไม่รู้จะคุยกับใคร ก็เลยตั้งกระทู้ถามพี่ๆล่าม ไว้ที่บอร์ดล่ามเว็บหนึ่ง


ได้ความว่า


ถ้ามีประสบการณ์งานQAมีประโยชน์ในการสมัครล่ามไหมคะ
คือว่าตอนนี้เป็นเด็กจบใหม่ค่ะ(ยังไม่จบดี คือยังไม่ได้ใบรับรองวุฒิเลยด้วยซ้ำ) แต่ไปสมัครล่ามโรงงานอิเล็กทรอนิกเล็กๆไว้ที่นึง มีทดสอบให้แปลยากพอสมควร แต่ก็ผ่านและเค้าก็รับเข้าทำงานอย่างง่ายดาย


ตามประสาเด็กจบใหม่น่ะค่ะ ตื่นเต้นดีใจ ถูกกดเงินในข้อหายังไม่มีวุฒ และไม่ได้เรียนเอกภาษาอีกต่อแต่ก็ยอม ยังไม่ทันถามรายละเอียดเกี่ยวกับงาน และหน้าที่ของเรา วันรุ่งขึ้นก็ไปเริ่มงานซะแล้ว


เค้าให้อยู่แผนกQA ตอนนั้นยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าQA คืออะไร


เริ่มงานมาได้ 1 อาทิตย์แล้วค่ะ ยังไม่มีงานแปลมาเลย ยังไม่ได้อ้าปากพูดภาษาต่างด้าวเลยซักคำ มีแต่สอนให้อ่านค่าตัวรีซีสเตอร์ ตัวชิพ อ่านค่าสี คำนวนหาค่าวัตค่าโวล้ แปลกใจอยู่ว่าเราไม่ได้เรียนสายวิทย์ อย่างงี้ให้พวกเรียนสายวิทย์มาทำดีกว่ามั๊ย เค้าจะเสียเวลามาสอนเราทำไม(ยิ่งไม่ถูกกับตัวเลขอยู่ด้วย) ก็เลยเริ่มลังเลใจว่าตกลงให้เรามาทำงานอะไรกันแน่
อยากถามว่าล่ามทั่วไปเค้าต้องทำงานแบบนี้ด้วยป่าวคะ
แล้วถ้าทำต่อไปอีกจากนั้นลาออกไปสมัครงานล่ามที่ใหม่จะถือเป็นประสบการณ์ได้ไหมคะ
ปล.ล่ามที่ทำอยู่เป็นล่ามจีนค่ะ โรงงานจีนค่ะ แต่คิดว่าถ้าสอบภาษาญี่ปุ่นผ่านระดับ2สิ้นปีนี้ ก็จะออกไปทำงานล่ามญี่ปุ่น ก็เลยไม่ทราบว่าเค้าจะถือเป็นประสบการณ์ได้หรือป่าว (คือมันคนละภาษากันเลย ไม่เกี่ยวกันเลยโน๊ะ)
Email: ผู้เขียน: ล่ามหายอยาก ลงวันที่: 02/02/2553 เวลา:19:05:02
 
ความคิดเห็นที่ 1 
ตกลงว่าเรียนมาทั้งภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่นเหรอคะ
ปกติถ้ายังทำงานในตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ไม่ถึงปี ก็ไม่ค่อยอยากจะนับเป็นประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวกับด้านนั้นสักเท่าไหร่ ถ้าเข้าที่ใหม่แล้วได้เป็นล่ามในฝ่ายผลิต ความรู้ด้านคิวเอย่อมมีประโยชน์และเป็นข้อดีอยู่แล้วค่ะ แต่ถ้าเป็นล่ามในออฟฟิศทั่วไป ก็ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่
Email: ผู้เขียน: เบบี๋ วันที่: 02/02/2553 เวลา 6:58:06


ความคิดเห็นที่ 2 
ดีออกค่ะ ไม่ต้องให้รีบแปล  ที่เค้าอุตส่าห์สอนงานคุณให้เข้าใจก่อน คุณจะได้เอาความรู้ที่เค้าสอนมาไปแปลง เป็นภาษาจีนให้เข้าใจได้  เช่นถ้าคุณรู้แต่ภาษาพูดทั่วๆไปแล้วไม่รู้ศัพท์เฉพาะทาง   แล้วถ้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยแล้วให้แปลเลยเนี่ย  คุณคิดว่าคุณจะแปลได้เหรอค่ะ (ไม่ว่าจะจีนหรือญี่ปุ่นก็เหมือนกันล่ะค่ะ)   น่าอิจฉาจะตายไป ที่เค้าสอนงานให้ก่อนแบบนี้ จะได้เตรียมคำศัพท์ได้ไงคะ
  Email: ผู้เขียน: อย่าคิดมาก วันที่: 02/02/2553 เวลา 9:16:15


ความคิดเห็นที่ 3 
ดีมากแล้ว ที่ได้เรียนรู้ระบบงานก่อน
ถ้าแปลเลยล่ะก็ ลำบากแน่ๆ เพราะว่า เราจะมองภาพไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว แถมไอ้พวกตัวย่อภาษาอังกฤษเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ลำบากครับ
Email:
santhiti@bsncr.com ผู้เขียน: น้ำโขง วันที่: 02/02/2553 เวลา 10:58:27


ความคิดเห็นที่ 4 
ดีแล้ว พี่เคยเจอแบบว่าต้องเข้าไปแปลงานเลยทันที
ศัพท์เฉพาะล้วนๆๆงงครับงง
เสียความมั่นใจอย่างแรง  ดีแล้วที่น้องได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้น
จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น   น่าสนุกดีออก
Email: ผู้เขียน: นัตตี้ วันที่: 03/02/2553 เวลา 13:58:17


ความคิดเห็นที่ 5 
มีประโยชน์อย่างแรง เพราะการจะแปลภาษาอะไรได้ต้องเข้าใจมันซะก่อน
นึกภาพออกในหัวได้
ถ้าไม่เข้าใจ แปลไม่ได้เด๊อ
แต่..น่ากังวลตรงที่ ตกลง ต่อไปมีงานให้แปลแน่นะ
ไม่ใช่เรียนรู้งานแล้วก็ทำงานนั้นดดยตรง
งานแปลนู๋อยู่หนายยยย
เค้ามาเป็นล่ามนะ
มะช่ายเจ้าหน้าที่คิวเอ
แต่ถ้ามีงานแปลแน่ๆก็  เช  เลย
Email: ผู้เขียน: ล่ามว่างงาน วันที่: 03/02/2553 เวลา 14:05:44


ความคิดเห็นที่ 6 
น้องจบสายไหนก็ทำได้ทั้งนั้นอย่าปิอกั้นตัวเอง สายภาษาก็ทำงานของสายอื่นได้
ดีและเท่เสียอีกที่ได้ความรู้หลากหลาย เปิดโลกให้ก้าวไกลมากนะคะน้อง พยายามเรียน
รู้ให้หมดทุกอย่างเพระาว่านี้คือ อนาคต อะไรที่มันช่วยเราในวันข้างหน้าก็ไม่รู้ ท้ายที่สุด
การได้คนมาสอนงานนับว่าเป็นบุญอย่างยิ่ง เพราะบริษัทส่วนใหญ่เขาไม่สอนงานแบบนี้หรอก และต้องมาออกกลางคันเพราะทำงานไม่ได้มีเยอะไป ความสามารถน้องมีมากมาย อย่างไรเสียก็สู้เชื่อว่าน้องจะเป็นล่ามที่สุดยอดได้ที่เดียว จีน ญี่ปุ่น


  Email: russialeader@thaimail.com ผู้เขียน: มิว วันที่: 04/02/2553 เวลา 7:34:03


สรุปว่าตอนนี้ก็สบายใจกับคอมเม้นของพี่ๆล่าม และน้ำใจของทุกคนที่แนะนำมา บวกกับเริ่มงานมา5วันแล้ว พอเข้าใจแล้วว่าลักษณะงานของเราไม่ไช่นั่งรอเสียงจากสวรรค์แล้วแปลเป็นภาษามนุษย์อย่างเดียว อีกอย่างแวดล้อมก็ไม่ได้กดดันอะไร พี่ทุกคนใจดี หัวหน้าก็ใจดีให้พี่สอนงานให้เราทุกอย่าง บอกว่าอยากให้เราทำเป็นทุกอย่าง วันๆก็นั่งศึกษาตัวชิพ ตัวรีซีสเตอร์ ห่าค่าวัต ค่าโว้ล สุ่มตัวอย่างมาตรวจสอบ เรียนรู้การทำแซมเปิ้ลหรือทำเทสแบบต่างๆ ได้ใช้มิเตอร์วัดไฟ เครื่องมือวัดค่าต่างๆ เราว่าก็สนุกและเท่ห์ดีเหมือนกัน อยากรู้อยากลองสมกับที่เกิดเป็นลูกช่างจริงๆ


ถือซะว่าตอนนี้เราเป็นเทรนนี่หัวอ่อนๆ ไม่เรื่องมากเรื่องเงินเดือนหรืองานที่ได้รับมอบหมาย เป็นเด็กดีเชื่อฟัง ไม่อวดฉลาด แต่ถามบ่อยๆ จะได้รู้งานเร็ว ได้บินเมื่อไหร่ คงจะไปได้สูงและไกลสมใจอยาก 











 

Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2553 22:40:21 น.
Counter : 4920 Pageviews.  

[เข้าสู่ช่วงโหยหางาน]สัมภาษณ์งานครั้งที่2 : ล่ามจีน

พอแห้วจากการสัมภาษณ์ล่ามญี่ปุ่นเมื่อวันพุธ ก็เดินหน้าหางานต่อไปไม่ได้ท้อแท้ โชคดีบริษัทที่เราสมัครไว้เมื่อปลายปีก่อนโทรมานัดสัมภาษณ์ คราวนี้ตำแหน่งล่ามหมือนกันต่างกันตรงที่เป็นล่ามภาษาจีน พี่สาวฝ่ายบุคคลก็เตือนเราตามหน้าที่ว่าเตรียมตัวสัมภาษณ์กับคนจีนไว้ได้เลยนะจ๊ะน้อง เราก็เฮ่อๆๆ...เฮ่อๆอะไร


บอกได้เลยว่าการเตรียมตัวสัมภาษณ์ครั้งนี้ไม่มีอะไร ไม่มีโพย ไม่มีเก็งคำถาม เพราะเราก็เคยทำงานกับคนไต้หวัน การพูดการจาสนทนาทั่วไป คงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น อีกอย่างยังเคยได้คำชมจากเค้ามาว่า ขนาดเพิ่งจบม.6นะเนี่ย ยังพูดภาษาจีนเก่งกว่าป.ตรีบางคนซะอีก ทำเอาปลื้มค้างปีกันไปเลยทีเดียว...


วันนี้นัดกับพ่อไว้8โมง แต่ก็ตื่นหกโมงมานั่งอ่านJPPodได้สองบท หันมาดูนาฬิกาอีกทีก็7โมงแล้ว สรุปมีเวลาอาบน้ำ แต่งหน้าทำผม แค่1ชั่วโมง รีบสุดขีดเลยวันนี้ กำลังกรีดหนังตา ยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้า พ่อก็มาเร่งแล้ว ก็ออกจากไปแบบรีบๆรนๆ แต่โชคดี คว้าสูทมือสองจากพี่สาวอีกตัวมา ถึงจะไม่ใช่ตัวเก่ง แต่ก็ใส่สบาย สะโพกและความยาวกำลังพอดี ไม่ต้องคอยดึงลง เดินเหินมั่นใจ สีน้ำเงินกรมยังดูเป็นผู้ใหญ่ดีอีกด้วย 


นัดไว้ 10 โมงแต่ 8 โมงครึ่งก็ถึงแล้ว เป็นโรงงานทำตัวรีซิสเตอร์เล็กของใต้หวันไม่ไกลจากบ้านเรา(เราว่าเล็กแต่พ่อกลับว่าใหญ่) หาโรงงานเจอก็เลยไปนั่งรถเที่ยวทำธุระกับพ่อ แวะกินข้าว กลับมาอีกที ก็ยัง 9 โมงครึ่งอยู่ดี ก็เลยเข้าไปก่อน กรอกใบสมัครแล้วก็ทำแบบทดสอบสอบถามอะไรก็ไม่รู้หลายหน้า 10 โมง 11 โมง ก็ส่งไปออฟฟิศ ให้แปลจีนเป็นไทย ไทยเป็นจีน มองทีแรกตาลายเฮ้ยศัพท์สูงตกแน่เลยกู แต่พออ่านหลายรอบหน่อยก้พอจะร่ายลงไปได้ เสร็จแล้วก็ให้ไปพักกินข้าวเที่ยง ข้าวถุกดี 15 บาท แต่ไร้ซึ่งความอร่อย กลับมาก็ได้รู้ว่าไอ้ที่แปลไปน่ะเค้าให้คะแนนกูด้วย ได้มา70จาก100 เฮอะ จากที่ประเมินตัวเองไว้น่าจะได้แค่ 50-60 ด้วยซ้ำ...


เสร็จแล้วก็รอสัมภาษณ์กับเจ้านาย พี่ที่ทำงานอยู่ก็นั่งมองเราหัวจรดตีน แล้วพูดเหน็บแนมว่า แต่งตัวสุภาพเป็นทางการมากเลยนะคะ ในใจเราคิดว่าชีวิตคงหนีไม่พ้นสาวโรงงานใส่เสื้อช็อปมอมแมม แต่ของกูใส่สูทสัมภาษณ์งานกับเค้ามั่งเหอะ นี่ดีเท่าไหร่แล้วไม่ได้รวบผมติดเน็ทมา ไม่งั้นคงโดนหนัก มาทำงานโรงงาน หรือจะมาเป็นแอร์คะ... 


ตอนสัมภาษณ์ก็กวนตีนกูมาก ถามไม่กี่คำประมาณ 5 นาทีได้มั้ง แล้วก็โยนใบสมัครเราให้สาวหมวยอีกคน 行了OK了 我去开会了 让她下个星期一来上班 แล้วพี่หมวยก็พาเราไปห้องฝ่ายบุคคลอีกครั้งคุยเรื่องเวลางานและเงินเดือน ฝ่ายบุคคลงง "ใช่คนนี้หรอ ไม่ใช่อีกคนหรอที่ผ่านน่ะ เค้าเอาแน่แล้วหรอ ผ่านแน่นแล้วหรอ น้องพุดภาษาจีนได้ใช่นะ ไหนลองพูดกับพี่หมวยให้ฟังหน่อยซิเค้าเป็นคนจีนนะ" แล้วพี่หมวยเค้าก็หันมาถามเรื่องเรียนภาษาจีนที่ไหนยังไง เราก็ไฟแลบใส่ซะ งงกันหนักทั้งออฟฟิศ (ทำไมหน้ากูมันโง่มากไงวะ) แต่พี่หมวยเค้าก็ชื่นชมเราว่าพูดน้ำเสียงเปียวจุ่นน่าฟังดี ทำเอายิ้มหน้าบาน ที่ทั้งเบื่อทั้งเหนื่อยมาทั้งวันก็หายเป็นปริบทิ้ง


ก็อีกตามเคยถึงจะใกล้จบแต่ก็ไม่มีวุฒิป.ตรี บวกกับนักเรียนจีนมักมีมากกว่าที่ตลาดต้องการฐานเงินเดือนจึงต่ำ มิหนำซ้ำยังโดนกดเงินเดือนในฐานะที่ไม่ใช่นักเรียนเอกจีน(อีกแล้วกรู) เงินเดือนสตาทก็เลยเหลือกระจ๋อยหร๋อย บอกไปคงไม่มีใครเชื่อ ห๋า...เป็นล่ามหรอทำไมได้เงินเดือนแค่นี้ ตอนนั้นก็ยังงอยู่ว่าได้แค่นี้แล้วยังต้องระหกระเหินมาอยู่หอรวมกับคนอื่น อย่างนี้ไปเป็นพนักงานฝ่ายผลิตโรงงานข้างบ้านดีกว่า ได้อยู่ห้องแสนรักแอร์เย็นฉ่ำ อินเตอร์เน็ท ทีวีตู้เย็น เตียงแสนสบาย กลับบ้านมาเหนื่อยๆ เปิดน้ำร้อนๆอาบก็หาย แต่ตอนนี้ตกลงเงื่อนไขกับเหล่ากงได้แล้วว่า หลังจากกลับจากปักกิ่งคงเก็บเงินดาวน์รถได้แล้ว ทนอยู่เก็บตังไปก่อน2-3เดือน ถ้ามีรถเหล่ากงจะขับรับส่ง กลับมานอนบ้านเรา เตียงนอนของเราด้วยกันทุกคืนเลย...


อีกอย่างที่คิดว่าพอทำใจยอมรับได้คือ เราได้ตำแหน่งล่ามในโรงงาน ถึงมันจะต่างกับในฝัน แต่เราก็เลือกที่จะอยู่ ค่าตอบแทนเท่าไหร่มันไม่สำคัญเท่า ความรู้และประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาได้ เป็นล่ามจีนไปซักปีสองปี หลังจากนั้นก็ไปเป็นล่ามญี่ปุ่นก็ได้นี่...เกี่ยวกันมั๊ยกรู แต่จะพยายามค่ะเต็มที่กับภาษาจีนและงาน ส่วนนอกเวลางานให้ภาษาญี่ปุ่นหมดเลยละกัน...อิอิ คิดว่าต่อไปนี้จะขยันทำงาน และขยันอ่านภาษาญี่ปุ่น จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดค่ะ...


สรุป


สัมภาษณ์งานครั้งที่1 แห้ว แถมโดนด่ากลับ เพราะภาษาญี่ปุ่นที่ถึงจะมีผลสอบสวยหรูแต่พูดไม่คล่อง
สัมภาษณ์งานครั้งที่2 ได้งาน แถมโดนชมสองต่อ เพราะภาษาจีนที่ถึงจะมีผลสอบห่วยแตก แต่พูดได้ไฟแลบ




 

Create Date : 29 มกราคม 2553    
Last Update : 29 มกราคม 2553 22:19:55 น.
Counter : 2440 Pageviews.  

[เข้าสู่ช่วงโหยหางาน]สัมภาษณ์งานครั้งที่1 : ล่ามญี่ปุ่น

ที่เขียนกำกับไว้ว่าครั้งที่1 ก็เพราะว่ามันคงจะมีอีกหลายครั้งต่อจากนี้ ไปสัมภาษณ์มาเช้านี้กลับมาถึงบ้านตอนบ่ายก้เรียกว่าเขียนระบายอารมณ์กันสดๆ ร้อนๆ เลยทีเดียว...


วันนี้ลงทุนตื่นตี5ครึ่งเก็บโต๊ะนิดหน่อย แล้วก็อาบน้ำ เปิดเพลงแต่งหน้าทำผมสบายใจ ไร้ซึ่งความตื่นเต้นใดๆ (แต่เมื่อคืนก็ยังมีแอบนอนไม่หลับอยู่เหมือนกัน...เฮ่อๆ)เสร็จตามเวลาที่นัดกับพ่อไว้7โมงครึ่งแป๊ะๆ โชคดีที่พ่อไปส่งได้ จะได้ไม่ต้องวิ่งจับรถหน้าเละ ผมกระเจิง...แถมสูทมือสองจากพี่สาวก็แน่นสะโพกสลาตันของเราซะเหลือเกิน แค่เดินออกไปหน้าบ้านเปิดประตู กระโปรงก็ค่อยๆคะย่อนขึ้นมากองที่เอวจะหมดแล้ว...


กว่าจะหาออฟฟิสเจอก็เวลานัดพอดี 9 โมงตรง... ลักษณะจะเป็นโฮมออฟฟิศ มีคนสมัครมาถึงก่อนหน้าเรามาแล้วคนนึง ในใจคิดเค้าทะยอยสัมภาษณ์ไปบ้างแล้ว หรือว่ามีแค่มันกับกูวะ แต่ถ้าจะมาแข่งกันนะดูแค่ภายนอกก็รู้แล้ว เราทั้งแต่งตัวเรียบร้อยกว่า บุคลิดดีกว่า(คิดว่างั้นนะ)แต่ภายในไม่รู้เค้าอาจจะพูดญี่ปุ่นไฟแลบจนเราม้วนหน้าหนีไปเลยก็ได้ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ดูพี่ๆเค้าก็พูดจาต้อนรับดี คุยกับนายเป็นภาษาไทยคำญี่ปุ่นคำ เจ้านายเค้าก็เล่นกับหมา ท่าทางไม่ดุไม่น่ากลัว บรรยากาศไม่ตรึงเครียดมากมาย


พอกรอกใบสมัครเสร็จไม่นานก็เรียกคนที่มาก่อนเราเข้าไปคุย ซักประมาณ 20 นาทีก็ออกมา ส่งยิ้มให้กันนิดหน่อย ยังไม่ทันได้อ้าปากถามอะไร ก็เรียกเราเข้าไปต่อเลย นับจากนาทีนั้น...ก็นั่นแหละ...สัมภาษณ์งานเป็นภาษาญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิตของเรา...


ทดสอบการอ่าน เอานิตยาสารมาให้อ่าน อ่านได้ไม่ได้บ้างก็เนียนไป เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่า ผลออกมาประจักษ์เดี๋ยวนั้นเลยว่า ไม่ผ่าน เพราะหนึ่งก็ยอมรับว่าจริงๆภาษาญี่ปุ่นเราก็ยังไม่เก่งพอที่จะทำงานล่ามได้ เค้าถามอะไรมาเราก็ฟังไม่ทัน อะไรนะๆตลอด ถ้าเราอาศัยจะฝึกฝนจากงานแบบเปิดดิกไปก่อน คอยถามคนคนนู้นคนนี้ เดี๋ยวก้เก่งอย่างที่เราคิด มันก็คงจะทำให้งานเค้าล่าช้า อีกอย่างคือคุณสมบัติเราขาดอยู่หลายข้อ สำคัญๆเลยคือยังไม่ได้วุฒิป.ตรีมายืนยันว่าจบแล้ว (ก็ยังไม่จบนั่นเหละเมือนกัน...) ไม่ได้เรียนเอกภาษาญี่ปุ่น อายุน้อยกว่าที่กำหนด


แม้จะพยายามอย่าสุดความสามารถแล้ว แต่ผลที่ออกมาก็ไม่ได้ทำให้เราเสียใจ เพราะรู้ตัวดีและเตรียมใจเอาไว้แล้ว เราเสียไปทั้งหมด 50 บาท ค่ารถกลับบ้าน แต่เราได้ประสบการณ์ดีๆกลับมาก็ถือว่าคุ้ม แถมยังได้แนวทางดีๆไว้เตรียมตัวในการสำภาษณ์งานครั้งต่อไป


"เหลือสอบอีกสองวิชาแล้วจะจบจริงๆหรอ คุณจบได้หรอ มั่นใจหรอ"
"เรียนภาษาญี่ปุ่นมาแค่ปีเดียวเองซินะ คนจบเอกญ.เค้าเรียนกัน3-4ปีเชียวนะ"
"ความรู้ภาษาญี่ปุ่นคุณแค่เด็กป.6น่ะ"
"คนก่อนหน้านี้เค้าจบเอกญี่ปุ่นจากปริ้นซ์...(อะไรซักอย่าง)น่ะ เก่งกว่าคุณอีกนะ"
"คุณเรียนญ.ด้วยตัวเองซินะ ลำบากมากนะ"
"รู้ใช่มั๊ยว่าความรู้แค่นี้เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นล่าม"


แต่อย่างน้อยนะการที่เราไม่ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาเอก มันก็ทำให้เราขวนขวายกระตือรือร้น อยากรู้อะไรหาเองศึกษาเอง ไม่ได้ทำไปเพื่อเกรดแต่เพื่อความรู้ความเข้าใจของตัวเอง สั่งแบบฝึกหัด สั่งการบ้าน สั่งงานท่องให้ต้วเอง หาเข้าปากเองทุกอย่าง ไม้ต้องรอให้ใครมาป้อน
ที่เริ่มอ้าปากพูดภาษาญี่ปุ่นมาจนถึงวันนี้ ก้เพราะอยากพูดเอง ไม่มีใครมางัดปาก ไม่มีใครบังคับ ไม่ได้จะบอกว่าเรียนมาแค่ปีเดียวจะเก่งกว่าคนเรียนเป็นวิชาเอกมา3-4ปีนะ เราอยากแค่ให้เห็นความตั้งใจของเรา เราทำด้วยใจรักและตั้งใจจริงล้วนๆ แต่ถามว่าเสียใจมั๊ยที่โดนว่ามาแบบนั้น เราก้เสียใจ แต่จะถือเป็นคำเตือนสติจะได้ไม่มัวหลงตัวเองคิดว่าตัวเก่ง ตัวฉลาด เราจะเรียนแบบนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆไม่ใช่แค่3ปี4ปีด้วย และซักวันเราจะทำให้คนที่ตีค่าเราแบบนั้นเปลี่ยนความคิดให้ได้ ซักวันจะเป็นล่ามญี่ปุ่นให้ได้


แพ้ค่ะ แต่จะสู้ต่อไปค่ะ





 

Create Date : 27 มกราคม 2553    
Last Update : 27 มกราคม 2553 15:10:22 น.
Counter : 1672 Pageviews.  

[เตรียมตัวย่างเข้าสู่ชีวิติการทำงาน] รอการถูกเรียกสัมภาษณ์นานข้ามปีเลยทีเดียว

สองเดือน สามเดือนเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา อุส่าห์วางแผนให้ตัวเองไว้อย่างเสร็จสับเรียบร้อย แต่บางอย่างก็ทำไม่บรรลุเป้าหมาย(อีกตามเคย) อย่างเช่น จากที่เขียนไว้ว่าจะฝึกทำข้อสอบTOEICวันละ1ฉบับ(มันก็เวอร์เกิน เพราะในความเป็นจริงเฉลี่ยทำวันละ6ข้อเอง...แฮ่ๆ)ผลก็คือได้คะแนนมานั่งเหม่อมองพิจรณาตัวเอง "อยากเป็นแอร์รึ อีไกลย่ะหล่อน" จริงๆก็ตั้งใจว่าจะลงทุนสอบซัก2-3ครั้ง แต่เราดูดเงินเหล่ากงไปเรียนสนทนาญี่ปุ่นเกือบหมื่นแล้ว สอบทีก็ใช้ครั้งละพันกว่า มันก็สาหัสอยู่เหมือนกัน  


นี่ก็เลยเดือนแรกของปีมาครึ่งค่อนเดือนแล้ว ยังไม่ได้งานทำกับเค้าซักที ทั้งที่เราก็เริ่มหว่านใบสมัครไปตั้งแต่ช่วงต้นธันวาปีก่อน สันนิฐานว่าสาเหตุที่เราไม่ถูกเรียกสัมภาษณ์จาก หลายสิบบริษัทที่ร่อนจดหมายไปเพราะ
- วุฒิไม่ถึงที่กำหนด ถึงจะเรียนปีสุดท้ายเหลืออีกไม่กี่หน่วยกิต แต่ไม่มีใบจบ เค้าก็อาจไม่พิจราณาเลยก็ได้
- ไม่มีผลสอบJLPTที่เป็นที่ยอมรับ และใช้กันมานานกว่า แถมบางคนยังไม่รู้จักJ.TESTเราด้วยซ้ำ...
- แอบคิดลึกๆว่าชื่อสถาบันเรามันไม่เลิศหรูรือป่าว...


รอไป คิดไปแบบนี้อยู่นาน จนในที่สุดเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ดีใจสุดๆ ที่คราวนี้ไม่ใช่ไทยประกันชีวิต(โดยเฉพาะสาขาอโศก...บ่อยมากๆ) พี่สาวฝ่ายบุคคลเสียงหวานใจดี โทรมานัดสัมภาษณ์ "คุณน้องว่างวันไหนกี่โมงบอกมาเลยเดี๋ยวพี่จัดการนัดกับเจ้านายไว้ไห้...คุณน้องสมัครตำแหน่งล่ามใช่มั๊ยล่ะคะ แน่นอนที่สุดต้องสัมภาษณ์กับเจ้านายญี่ปุ่นนะคะ...คงรู้นะคะว่าต้องเตรียมตัวรับชะตากรรมอย่างไร..." เฮือก...ตายๆๆ โพยที่คิดไว้ว่าจะทำไว้เตรียมสัมภาษณ์ ก็ยังไม่ได้ทำ... คราวนี้ตายคาที่แน่...ศุกร์นี้แล้วด้วย...แม่เจ้า


และความจริงน่าจะใช้เวลานั่งเขียบบลอกไปเขียนโพย ท่องโพยต่อ แต่มันก็ฉุกคิดขึ้นมาอย่างไง ก็เลยมานั่งเขียน เลิกท่อง นั่งเขียนบลอกสบายใจเฉิ่มดีกว่า ท่องมากเดี๋ยวเคยตัว เค้านอกเรื่องมาก็ใบ้รับประทานกันพอดี


คำถามที่มันเกิดขึ้นในใจเราวันนี้มีอยู่ว่า ทำไงดีสัมภาษณ์กับคนญี่ปุ่น ครั้งแรกด้วยเนี่ย ว่ากันว่าบ้างก็โดนเค้าดุ บ้างก็โดนเค้าหัวเราะ สารพัดคำพูดกดดัน น่ากลัวจัง อีกอย่างเราพูดไม่เก่งเลย ต้องโดนด่าความรู้แค่นี้แล้วสะเออะมาสมัครล่าม แน่เลย(ก็รู้ตัวนิ...กรู) ตื่นเต้นจัง แล้วถ้าตอนสัมภาณ์ประหม่ามือไม้สั่น พูดไม่ออก ตอบไม่ถูก กลับบ้านมาร้องไห้แน่เลย...


ก่อนอื่นเราก็ถามตัวเองอีกครั้ง ถามว่าเราอยากได้งานนี้มั๊ย ถ้าเราผ่านจะเป็นยังไงต่อไป ถ้าไม่ผ่านจะเป็นไงต่อไป
ถ้าผ่าน---ใน1วันเราจะหมดชั่วโมงไปกับงาน8-9 ช.ม.+เดินทาง เวลาอ่านหนังเตรียมสอบที่เหลือน้อยลงไป แต่ก็มีรายได้เร็วขึ้น
ถ้าไม่ผ่าน---ก็หางานต่อไป ลุ้นอีกต่อไป รอเงินต่อไป แต่ก็จะมีเวลาทำสิ่งที่ยังค้างคาต่อ แถมได้แนวไว้สัมภาษณ์คราวหน้าอีกด้วย
สรุปก็คือ เลิกตั้งความหวังว่าจะได้งานนี้ ได้ก็ดีไม่ได้ก็ดี งานดีกว่านี้อาจรอเราอยู่ข้างหน้า ทีนี้ความตรึงเครียดของเราก็จะลดไปได้ระดับนึง


ทีนี้ก็ถามตัวเองต่อว่า อะไรอีกมันทำให้เราตื่นเต้น และกลัวขนาดนี้
--- ก็ต้องตอบคำถามเป็นภาษาญี่ปุ่นนี่ไง --- ฟังไม่ออก ตอบไม่ได้ ก็ตายดิ

จริงๆมันก็ไม่ตายหรอกฟังไม่ออก ก็บอกว่าฟังไม่ออก ตอบไม่ได้ก็บอกว่าตอบไม่ได้ นั่นแหละเป็นตัวเรามากที่สุด ถ้าเค้าจ้างเราในแบบที่เป็นตัวเราแบบนี้เราก็อยู่อย่างสบายใจ แต่ถ้าเราเอาที่ท่องๆไปตอบอย่างฉะฉาน อวดเก่งอย่างเดียว เค้าก็คาดหวังในตัวเราสูง อยู่ไปก็เหนื่อยทั้งกายทั้งใจ ทางที่ดีออกตัวไว้ก่อนเลยว่า หนูเพิ่งจบใหม่นะคะ ภาษาญี่ปุ่นก็ยังไม่เก่งค่ะ ยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน มีหลายอย่างที่ยังต้องเรียนรู้ แต่ถ้าได้คำแนะนำที่ดี หนูก็มั่นใจว่าสามารถทำงานนี้ได้ค่ะ (ทีนี้แหละกรู...จะเปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นญี่ปุ่นยังไง) ถ้าเค้ามองว่ายัยนี่พูดมาได้ซื่อๆ หัวอ่อน สอนง่าย น่าเก็บไว้ใช้งาน เค้าก็คงจ้างเรา แต่ถ้าเค้ามองว่าการพูดว่าไม่รู้ เป็นเรื่องงี่เง่าและไม่ฉลาด ก็ช่างมัน ไม่จ้างก็ไม่เป็นไร เราก็หาใหม่ต่อไป ต้องมีซักที่ที่ต้องการจ้างเราเพราะเราเป็นตัวของเราเองในแบบนี้


สรุป...คอนเซ็ป พิชิตงานญี่ปุ่น
มองคนสัมภาษณ์เป็นครู อย่าอวดฉลาด หัวอ่อน สอนง่าย ยอมคน ไม่เรื่องมาก = อยู่สบายไร้กังวล


ส่วนผลสัมภาษณ์งานญี่ปุ่นครั้งแรกของเราจะเป็นไง ศุกร์นี้คงได้รู้กัน...





 

Create Date : 18 มกราคม 2553    
Last Update : 18 มกราคม 2553 20:26:08 น.
Counter : 646 Pageviews.  

[เตรียมตัวย่างเข้าสู่ชีวิติการทำงาน] มีเวลา 2 เดือนในการเตรียมหางาน

กำหนดการซื้อรถของเหล่ากง มันก็ตรงกับกำหนดเริ่มงานของเรา แต่เงินเดือนกะจิ๋วหลิวของเหล่ากงคนเดียวจะให้ส่งทั้งรถ ทั้งเมีย คงไม่ไหว เราเองก็อยากได้รถเหมือนกัน เพราะฉนั้นก็ต้องช่วยกัน ถึงแม้ว่า 2 เดือนนับจากนี้ไป จะยังเรียนไม่จบ แต่ก็โชคดีแล้วที่ยังมีเวลาให้เตรียมตัว เรื่องอื่น ว่าแล้วก็เริ่มเลยดีกว่า มาดูกันก่อนว่า 2 เดือนนี้ เรามีอะไรต้องทำ และต้องทำอะไรก่อนหลัง


เอกสารสมัครงาน
ทำเป็นไฟล์ PDF ซึ่งรวมทุกอย่างในไฟล์เดียว เพื่อสะดวกกับฝ่ายรับ และเอกสารทุกฉบับของเราจะได้ไม่ตกหล่นไปไหน นอกจากนี้เมื่อรวบรวมเสร็จแล้วก็จะปริ้นออกมาจำนวนหลายชุด เพื่อใช้ยื่นหรือส่งทางไปรษณีย์ในบางบริษัทที่ไม่ได้รับจดหมายทางเมวล์**
ในหนึ่งไฟล์จะประกอบด้วย
แผ่นที่ 1 จดหมายสมัครงาน ภาษาไทย
แผ่นที่ 2 จดหมายสมัครงาน ภาษาอังกฤษ
แผ่นที่ 3 เรซูเม่ 2 ภาษา (ภาษาไทย,ภาษาอังกฤษ)
แผ่นที่ 4 รูปถ่าย*
แผ่นที่ 5 ทรานสคริป ภาษาไทย
แผ่นที่ 6 ทรานสคริป ภาษาอังกฤษ
แผ่นที่ 7 ใบรับรองผลสอบ TOEIC
แผ่นที่ 8 ใบรับรองผลสอบ J.TEST
แผ่นที่ 9 ใบรับรองผลสอบ HSK


*ไม่จำเป็นต้องปริ้นรูปถ่ายในแผ่นที่ 4 ถ้าจะส่งไปรษณีย์ หรือยื่นเอกสารเอง ควรใช้รูปถ่ายจริง
**ถึงจะส่งเอกสารสมัครงานไปทางเมวล์แล้ว ได้ติดต่อกลับให้ไปเขียนใบสมัครงาน หรือสัมภาษณ์ ควรปริ้นและนำติดตัวไปด้วย เพื่อยื่นพร้อมใบสมัครอีกครั้ง


เอกสารสำคัญ เช่น สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ควรยื่นในวันสมัคร หรือสัมภาษณ์ และตัดสินใจแล้วว่าจะทำงานกับองค์กรนั้น


เตรียมตัวสัมภาษณ์งาน
1. ชุด (แต่งหน้า รวบผมติดเน็ท ชุดสูท กระเป๋า ถุงน่อง รองเท้า)
2. แนะนำตัวเอง 4 ภาษา
3. เตรียมตัวตอบคำถาม ... ภาษา
4. ศึกษาองค์กร


ขั้นตอนเตรียมการ


เดือนตุลา
- เรียนภาษาอังกฤษ ที่enconcept
- ทำข้อสอบ TOEIC วันละ 1 ฉบับ
- อ่านภาษาญี่ปุ่น วันละ 2 ชั่วโมง
- เขียนจดหมายสมัครงาน และเรซูเม่
- เขียนโพย แนะนำตัว 4 ภาษา
*** งานมหกรรมหนังสือ***


เดือนพฤศจิกา
- สอบโทอิค 2-3 ครั้ง (ลงทุนหน่อย) เพื่อนำคะแนนที่ดีที่สุดไปใช้
- เรียนภาษาญี่ปุ่น สนทนา
- ถ่ายรูป
- ขอใบทรานสคริป
- รวบรวมเอกสารสมัครงาน
- หางาน




 

Create Date : 29 กันยายน 2552    
Last Update : 30 กันยายน 2552 12:30:15 น.
Counter : 375 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
BeeryKiss
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 74 คน [?]








ชอบเจ้าของบลอก ตามกดไลค์ได้ใน
FaceBook Page ข้างล่างนี้เลยค่ะ

เพิ่มเพื่อน V Facebook ของ Atchara Zhang

V FanPage ของ Atchara Zhang
New Comments
Friends' blogs
[Add BeeryKiss's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.