The O World
Group Blog
 
All Blogs
 

เวลา

เวลาน่ะ คุณมี...แต่ไม่ได้มีให้กันต่างหาก

พยายามเข้าใจทุกอย่าง แต่ที่ไม่เข้าใจคือรู้ว่าเวลามีน้อย แทนที่จะเอามาให้กันกลับให้คนอื่น ใส่ใจความรู้สึกของคนที่นั่งรอบ้างไหม

คุณอยากให้เราไม่คุยกับคนอื่น....เราก็ทำให้แล้ว
คุณอยากให้เราเข้าใจว่าคุณคุยกับคนอื่นมันก็แค่เพื่อน....เราก็เข้าใจ
คุณอยากให้เรารู้ว่างานใหม่คุณมันหนักกว่าเก่า.....เราก็ไม่อยากเซ้าซี้

เราทำให้คุณทุกอย่างให้คุณรู้ว่าเราใส่ใจความรู้สึกคุณ...แล้วคุณล่ะ?
เวลาที่เราขอเวลาให้กันบ้างทำไมเราถึงไม่ได้รับบ้าง

คุณอยากได้โลกส่วนตัว.....เดี๋ยวจัดให้
คุณอยากให้เราไม่ยึดติด....เราก็จะจัดให้อีก

สิ่งที่คุณเรียกร้อง เหมือนต้องการให้รู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน...เราเข้าใจแล้ว

เข้าใจว่าคุณไม่ได้พร้อมจะมีกันและกัน
เข้าใจว่าที่ผ่านมามันก็แค่เหงา
เข้าใจว่าเราไม่สำคัญอะไรสำหรับคุณเลย

เราไม่ได้เบื่อคุณ แต่เราไม่อยากรู้สึกว่าตัวเอง "ไม่มีค่า" ในสายตาของคนที่ควรจะแคร์กัน ไม่ใช่เป็นคนใน "คอเลคชั่น" ของใคร






 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 20 พฤษภาคม 2553 0:33:49 น.
Counter : 205 Pageviews.  

ประชาธิปไตยของฉัน


“ประเทศไทยยังไม่พร้อมจะเป็นประชาธิปไตย” ข้อความนี้ถ้าจำไม่ผิดเคยเจอในงานเขียนรางวัลซีไรท์ของคุณวินทร์ เรียววาริณ เรื่อง “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน”ตั้งแต่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็คิดมาตลอดว่าเมืองไทยก้าวกระโดดเร็วไปสำหรับระบบนี้ แล้วมันก็เป็นความจริงอย่างที่เคยคิดไว้
“ป๊าม๊าโครตสบายใจที่ตอนนี้มึงไม่อยู่เมืองไทย ไม่งั้นมึงต้องไปเย้วๆ กับเค้า กูต้องกลุ้มใจตายวันละหลายรอบ” ประโยคนี้ไม่รู้ได้ยินกี่ครั้งต่อกี่ครั้งตั้งแต่พันธมิตรรวมตัวไล่ทักษิณ จนกระทั่งต้นเดือนที่กลับบ้านไปประโยคนนี้ก็ยังกรอกเข้าหู แต่ปฏิกริยาที่รู้สึกกับประโยคนี้มันต่างออกไปแล้ว ตอนสมัยทักษิณป๊าม๊าพูดไม่ผิดเลย ถ้าเราอยู่ไทยต้องไปรวมตัวขับไล่แน่นอน แต่เหตุการ์ณเมื่อต้นเดือนตุลาที่ผ่านมา มันตรงข้าม เราไม่คิดจะไปรวมตัวกับพันธมิตรเลย มันไม่ใช่เพราะเราอยู่ที่นี่นาน จนลืมจิตสำนึกของความเป็นคนไทย ที่ต้องรักษาไว้ซึ่งประชาธิปไตย เพราะตอนนี้สิ่งที่พันธมิตรเรียกร้อง ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นการเรียกร้องให้ได้มาซึ่งความต้องการของตัวเอง
มองจากมุมมองคนนอก คิดมาตลอดว่า “คนไทยทำอะไรกันอยู่?” “พันธมิตรกำลังเรียกร้องอะไร?”“คุณมีเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยมากแค่ไหน? ถ้าเข้าใจแล้วรู้บ้างไหมว่าสิทธิ มันต้องมาพร้อมกับหน้าที่” การกลับบ้านไปเมื่อต้นเดือนมีอาเจ๊ อาซิ่มแถวบ้านก็ไปเย้วๆ กับพันธมิตร ทั้งๆ ที่แกไม่รู้หรอกว่าไปทำไม รู้แค่เกลียดทักษิณเลยไป อาซ้อบางคนลงทุนซื้อมะขามจากคนแถวบ้านไปแจกพวกพันธมิตรเพื่อเป็นกำลังใจ เพื่ออวดทุกคนให้รู้ว่าชั้นก็เป็นพันธมิตรแต่ไม่รู้หรอกว่าพันธมิตรเรียกร้องอะไรอยู่ อยากรู้ อยากถามพันธมิตรจริงๆ ว่าตอนนี้คุณเรียกร้องอะไรกันอยู่ จะมีสักกี่คนที่ตอบคำถามนี้ได้
รัฐบาลชุดนี้ยังไม่เริ่มทำงานพวกคุณก็ไปรวมตัวกันที่รัฐสภา มันสมควรแล้วหรือ? คุณเคารพในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้บ้างไหม ถ้าคุณเป็นคนที่รักประชาธิปไตยจริง คุณต้องเรียกร้องสิทธิของคุณโดยครรลองที่ถูกที่เหมาะ คุณต้องเคารพในสถานที่ที่ซึ่งได้ชื่อว่าผู้แทนของคุณ (ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ซึ่งอาจจะไม่ใช่คนที่คุณต้องการ แต่ถ้าคุณเป็นนักประชาธิปไตย คุณต้องเคารพในสิทธิ์ของคนเหล่านี้) ทำงาน การบุกรุกเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นหมายความว่าคุณเองนั่นแหละ ที่ไม่เคารพในประชาธิปไตย ไม่เคารพในสิทธิ์ของคนอื่นเอาเสียเลย แล้วอย่างนี้คุณยังจะเรียกร้องอะไรได้อีก คุณคิดไหมว่าถ้าพวกคุณชุมนุมกันในขอบเขตที่เหมาะที่ควร เหตุการณ์วันที่ 7ตุลา จะไม่เกิดขึ้นเลย คนไทยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ไม่ต้องแตกความสามัคคีกันขนาดนี้ หรือเพราะมีใครต้องการให้เกิดการนองเลือด เลยเลือกที่จะเดินหน้าบุกเข้าไปในรัฐสภา? แล้วคนเหล่านั้นเค้าต้องการอะไร? คนที่เค้าต้องการให้เกิดเรื่องแบบนี้ทุกวันนี้เค้าเสียแขนหรือเปล่า หรือขาขาดเหมือนพวกคุณมั๊ย? หรือเค้ายังคงยืนถือไมค์เป่าหู จูงจมูกคุณด้วยอวัยวะครบสามสิบสอง? ส่วนคนที่เฮโรตามเค้าเข้าไป เคยหยุดคิดมั๊ยว่ามันควรหรือเปล่า? มีความคิดเป็นของตัวเองบ้างมั๊ย หรือต้องโดนคนอื่นเค้าจูงจมูกตลอด? อย่ามุดหัวอยู่กับการชักนำของคนอื่น เปิดตามองดูความจริง ถามตัวเองสักนิดว่า ชั้นบุกเข้าไปในรัฐสภาทำไม สิ่งที่ชั้นทำมันถูกมั๊ย
เหตุการณ์สูญเสียชีวิตในการแต่ละครั้งมันไม่อยากให้มีใครเกิดขึ้นมา เราเป็นคนหนึ่งที่ศรัทธาในวีรชน 14ตุลา ทุกคนยอมเสียสละ เพื่อให้ประเทศไทยได้มาซึ่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่พันธมิตรไม่ใช่ คุณไม่ได้เป็นวีรชนที่ควรยกย่อง เพราะสิ่งที่พวกคุณเรียกร้องไม่ใช่ประชาธิไตย แต่เป็นการเรียกร้องเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง คุณนำความสูญเสียมากมายมาสู่ประเทศเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตัว ถ้านายกคนนี้ลงไปแล้ว มีคนใหม่ขึ้นมา เป็นคนของพรรคการเมืองเดิม พวกคุณก็ยังคงเดินหน้าชุมนุมต่อไปอยู่ดี ต่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าเป็นพรรคเดิม มันก็ไม่สนองความต้องการของคุณ พวกคุณก็ไม่หยุดการเรียกร้อง ยังคงเดินหน้าต่อไป แล้วอย่างงี้เมื่อไหร่วงจรอุบาตว์นี้จะสิ้นสุดเสียที ต้องรอให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเท่านั้นใช่ไหม พวกคุณถึงยุติเรื่องราวทั้งหมดนี้ แล้วคืนสภาวะปกติให้แก่ประเทศชาติอันเป็นมาตุภูมิของพวกคุณ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงพวกคุณยังเขลา ยังต้องเรียนรู้จักคำวำประชาธิปไตยให้ลึกซึ้งกว่านี้
วันก่อนได้อีเมล์จากเพื่อนที่forwardต่อๆ กันมา เป็นเรื่องเล่าในเหตุการณ์ของคนคนหนึ่งที่บรรยายถึงความเลวร้ายของตำรวจ แต่อันนั้นไม่ใช่ประเด็นที่เราสนใจ พูดตามตรงเราไม่อยู่ตรงนั้นเราไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ใครทำร้ายใครก่อน ที่สิ่งที่เราอ่านแล้วสะดุดคือ เจ้าของอีเมล์ทนไม่ได้ที่ตำรวจทำร้ายพันธมิตร เลยเข้าไปรวมกลุ่มกับพันธมิตรในวันรุ่งขึ้น มันแสดงให้เห็นว่า คุณไม่ได้มีอุดมการณ์เดียวกับแกนนำพันธมิตร แต่คุณไปเพราะความแค้น ความเกลียดชัง คุณรู้บ้างไหมว่าความแค้นความเกลียดชังจะนำมาซึ่งความหายนะ คิดในทางกลับกันถ้าลุกหลานของตำรวจที่ถูกทำร้ายคิดเหมือนเจ้าของอีเมล์นี้ แล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไร? ถ้าประเทศไทยมีคนที่ขาดสติอย่างนี้ซะครึ่งประเทศ ประเทศของวิบัติในเร็ววัน
สิ่งที่เสียความรู้สึกคือระบบการเมืองไทยที่ย่ำอยู่กับที่ไม่ไปไหน เพราะนักการเมืองไร้ซึ่งความรับผิดชอบ พรรคการเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย มีผู้นำหนุ่มที่ทันสมัย แต่กลับไม่มีความรับผิดชอบในหน้าที่ คุณเป็นพรรคฝ่ายค้าน มีหน้าที่ตรวจสอบนโยบายที่รัฐเสนอ คัดค้านถ้าคุณเห็นว่ามันมีส่วนบกพร่องตรงไหน แต่วันที่ 7 ตุลาที่ผ่านมา คุณเหมือนลืมหน้าที่ของคุณไป ว่าคุณต้องไปทำหน้าที่ที่ประชาชนมอบหมายให้คุณมา คนตั้งมากมายเลือกคุณมาให้ไปตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลแทนพวกเขา แต่คุณทำอะไร? ไม่เข้าร่วมประชุม เพราะตำรวจทำร้ายพันธมิตร อันนี้เป็นหน้าที่ของคุณหรือเปล่า? คนตั้งมากมายเลือกคุณมาเพื่อให้คุณทำในสิ่งเหล่านี้หรือ? เสียดายที่เคยศรัทธาในพรรคการเมืองเก่าแก่ เสียความรู้สึกกับผู้นำที่เคยคิดว่าเป็นนักการเมืองมุมมองใหม่ เสียใจที่การเมืองไทยยังย่ำอยู่กับที่ เพราะนักการเมืองไทยไม่ว่ารุ่นไหนก็ยังเห็นการเมืองเป็นแค่ “เกมการเมือง”
ถ้าพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะ คุณรู้บ้างไหมว่าชัยชนะของคุณแลกมาด้วยอะไรบ้าง? ผู้โดยสารบนสายการบินไทยที่บินจากกวางเจามาไทยร้อยกว่าชีวิต ลดลงเหลือสิบห้าชีวิตทันทีที่พันธมิตรบุกยึดสนามบินภูเก็ต ที่สำคัญสิบห้าชีวิตที่เหลือเป็นคนไทยทั้งหมด เพราะทางการจีนประกาศให้ประเทศไทยเป็นเขตอันตรายไม่ควรเข้าไป คนต่างชาติคิดกันไปแล้วว่าคนไทยฆ่ากันตายเหมือนผักเหมือนปลา หลายประเทศเข้าใจว่าการกระทำของพวกคุณมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เบื่อหลังอันนี้เป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้ที่สุด ที่สถาบันสูงสุดของประเทศถูกพาดพึงถึง นั่งเพราะคำประกาศอย่างกำกวมของแกนนำพวกคุณ ที่แย่กว่านั้นคือความแตกแยก ความร้าวฉานที่พวกคุณสร้างให้กับสังคมไทย ถ้าประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่พันธมิตรเรียกร้อง ถ้าชัยชนะเป็นสิ่งที่พันธมิตรต้องการ คุณไม่มีวันได้มันมาเพราะคุณเหยียบย่ำประชาธิปไตยด้วยเท้าของพวกคุณเอง
ทุกวันนี้แค่โจรก่อการร้ายภาคใต้ก็ทำให้ประเทศไทยวุ่นวายพออยู่แล้ว ทำไมไม่หยุดแค่นี้ แล้วหันกลับมาใช้วิธีถูกต้องตามครรลองระบอบประชาธิปไตย สร้างสันติให้เกิดในผืนแผ่นดินไทยที่คุณรัก ถ้าใครต่อใครเรียกร้องประชาธิปไตยในแบบที่คุณกำลังทำอยู่ รัฐธรรมนูณและกฎหมายคงไร้ซึ่งความสำคัญ เพราะกฎหมู่ดูจะยิ่งใหญ่และมีพลังมากกว่า ถ้ากฎหมู่ถูกสร้างมาด้วยอำนาจเงิน แล้วประเทศไทยจะเหลืออะไร คนมีเงินจะครองประเทศอย่างแท้จริง เมื่อนั้นพวกคุณๆ นั่นแหละที่จะไม่มีแผ่นดินซุกหัวนอน
มีความคิดเป็นของตัวเองกันหน่อย เคารพความคิดของคนอื่นกันบ้าง มองโลกหลายๆ ด้าน อย่าอยู่แต่ในกะลา อย่าให้ใครครอบงำ ชัยชนะมันไม่ได้มาด้วยกำลังหรือมาด้วยคนส่วนมากเท่านั้น มันยังมีวิธีอื่นอีกมากมาย 14ตุลา ถึงจะเป็นตัวอย่างของชัยชนะที่ได้มาเพราะการต่อสู้ของคนจำนวนมาก แต่ก็แลกมาด้วยการสูญเสียไม่น้อยเช่นกัน เวลาผ่านไปสามสิบกว่าปีประเทศอื่นๆ เค้าเลิกใช้กำลังกันแล้ว ทำไมคนไทยยังใช้กำลังต่อสู้กันอยู่ ทำไมไม่รู้จักใช้สมองกันบ้าง มันไม่มีทางอื่นแล้วหรือที่จะทำให้ทุกฝ่ายลงตกลงกันได้อย่างสันติ
ประชาธิปไตยของฉัน มันไม่ใช่ของฉันคนเดียว แต่มันเป็นของทุกๆ “ฉัน” ที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทย คุณเคารพ “ฉัน”อื่นๆ แค่ไหน มันสะท้อนออกมาที่การกระทำของพวกคุณ ถ้า “ฉัน” อื่นใดไม่สำคัญเท่ากับตัว ฉัน ความคิดฉัน แล้วหายนะคงเกิดกับประเทศอันเป็นที่รักของคุณไม่ช้าก็เร็ว

ขอไว้อาลัยให้กับประชาธิปไตยที่ไร้คุณค่าในสายตาคนไทย

ปล. มันเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเรา ใครจะด่า ใครจะว่า ใครจะไม่เห็นด้วยเราไม่ว่า แต่ขอให้มันจบแค่ในนี้ เจอหน้ากันเราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก




 

Create Date : 20 ตุลาคม 2551    
Last Update : 20 ตุลาคม 2551 1:33:16 น.
Counter : 709 Pageviews.  

สุขไม่จีรัง ทุกข์ไม่ยั่งยืน แล้วอะไรเป็นอมตะ? (3จบ)

“อมตะคือนิรันดร์ นิรันดร์คืออมตะ แต่อะไรเล่าคือสิ่งนั้น”

ฉันรังเกียจความทุกข์มากขึ้นทุกที ยิ่งสลัดมันยิ่งแน่น ยิ่งหาทางเอาออกมันยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้น ฉันจะต้องเดินทางอีกไกลแค่ไหน กว่าจะพบวิธีกำจัดมัน ขาสองข้างที่เคยก้าวสลับอย่างกระฉับกระเฉงเริ่มอ่อนกำลัง ความมั่นคงในการย่ำก้าวเริ่มสั่นคลอน พลันเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเบื้อหน้าของฉันคือหน้าผาอันสูงชั้น กระแสความคิดวูบหนึ่งแล่นตัดประสาทฉัน ฤๅฉันจะต้องตายจากโลกนี้เพื่อหนีมันให้พ้น

เปลือกตาของฉันปิดลงอีกครั้ง แรงเฮือกสุดท้ายของฉันดันให้เท้าทั้งสองข้างลอยเหนือแรงโน้มถ่วงของโลกเพื่อพุ่งตัวไปยังด้านหน้า ร่างของฉันลอยอยู่หนึ่งฟุตก่อนดิ่งลงไปเรื่อย ๆ ริมฝีปากของฉันตีวงเป็นเส้นโค้งยิ้มให้กับชัยชนะของตัวเองที่มีเหนือความทุกข์ มันกับฉันจะได้สิ้นเวรสิ้นกรรมต่อกันเสียที ร่างฉันสัมผัสความหนาวจากลมที่ร่างของฉันตัดผ่านอย่างเนิ่นนาน จากนาทีเป็นหลายนาที ราวกับว่าจะไม่มีจุดสิ้นสุด ร่างของฉันยังคงดิ่งลงไปเรื่อย ๆ ชัยชนะที่ฉันวาดหวังไว้มันอยู่ตรงไหน ร่างของฉันเหตุใดจึงไม่แตะเส้นชัยเสียที

เปลือกตาของฉันกระตุกไหวก่อนเปิดขึ้นอีกครั้ง ร่างของฉันยังคงอยู่ที่ริมหน้าผา ฉันรู้แล้วว่าความตายไม่อาจพรากมันไปจากชีวิตฉันได้ ต่อให้ฉันแตะเส้นชัย มันก็ก้าวข้ามไปพร้อมกับฉันอยู่ดี แล้วถ้าเมื่อไรที่เป็นเช่นนั้น ฉันคงไม่สามารถทำอะไรกับมันได้อีกแล้ว เพราะไร้ซึ่งลมหายใจจะไปสู้รบปรบมือกับมัน ส่วนความทุกข์มันก็จะเป็นนิรันดร์ที่อยู่กลับฉันไปชั่วกัลป์

แล้วฉันจะต้องทำอย่างไร ตอนนี้ฉันเหนื่อยเหลือเกินที่จะต้องทนทุกข์อยู่กับมัน แล้วก็ล้าเกินกว่าจะกำจัดมันเช่นกัน การเดินทางของฉันของต้องหยุดที่ตรงนี้ เพราะถ้ายิ่งเดินไปไกลเท่าไหร่ ความทุกข์ที่ฉันแบกรับมันยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังต่อสู้กับเชื้อโรค มันเป็นเชื้อโรคที่ทนทานต่อยาปฏิชีวนะ ยิ่งให้ยามากเท่าไร มันยิ่งมีภูมิคุ้มกันมากเท่านั้น ส่วนร่างกายฉันกลับมีแต่แย่ลง ฉันเริ่มตั้งคำถามให้ตัวเองเป็นครั้งแรก “ทำไมฉันถึงทุกข์อย่างนี้” ตาฉันเบิกค้างด้วยความตะลึง ไม่ใช่เพราะฉันสามารถหาคำตอบได้จากการตั้งคำถามให้ตัวเอง แต่เป็นเพราะตัวคำถามที่ง่าย ๆ ไม่กี่คำที่ฉันไม่เคยฉุกคิด ฉันได้แต่คอยหลีกหนีมัน หาทางกำจัดมันด้วยวิธีต่าง ๆ แม้จะเป็นการทำร้ายตัวเองฉันก็ยินยอม

ความทุกข์ที่ฉันเคยคิดว่าเป็นเพราะคนรอบกายฉันหยิบยื่นให้ ที่แท้มันมีแหล่งกำเนิดมาจากตัวฉันทั้งนั้น ปัจจัยรอบข้างเป็นเหมือนยากระตุ้นความเจริญเติบโตของต้นความทุกข์ เพราะฉันคิดว่าฉันทุกข์ ฉันก็เลยทุกข์ ยิ่งหาทางกำจัดมันก็เหมือนฉันยิ่งไปใส่ใจ ให้ความสำคัญกับมันมากยิ่งขึ้นเท่าไร ความทุกข์ยิ่งเพิ่มปริมาณเป็นทวีคูณ ความคิดของฉันสะดุดลงเมื่อถึงตรงนี้ ใช่แล้วฉันควรหยุดสนใจมันเสียที ฉันลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ตัวของฉันเบาขึ้นกว่าเมื่อครู่มาก ความทุกข์ที่เคยเพิ่มพูนจนอัดแน่นในจิตใจ เริ่มสลายหายไปบางส่วน ความว่างเปล่าเริ่มแตกตัวขยายอิทธิพลอีกครั้ง และฉันเชื่อว่าอีกไม่นานพื้นที่ของความทุกข์ที่เคยกัดกร่อนความรู้สึกฉันจะถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าเต็มบริเวณ....ความว่างเปล่าที่ฉัน “เคย” หวาดกลัว

สุดท้ายการเดินทางครั้งนี้ของฉันก็เป็นการเดินทางเพื่อตามหาความว่างเปล่ามาเติมเต็มความว่างเปล่า เพราะฉะนั้นความว่างเปล่าเป็นอมตะ...ความว่างเปล่าเป็นนิรัดน์?

สำหรับฉันแล้วฉันรู้เพียงว่าความสุขที่ได้สัมผัสเป็นเพียงภาพมายา ฉันสัมผัสมันได้ด้วยตาหากจับต้องมันได้ไม่ พอนานวันไปมันก็ลางเลือน ส่วนความทุกข์เป็นภาพลวงตาที่ฉันสมมุติมันขึ้นมาด้วยจินตนาการยามสติฉันพร่าเลือน หาได้มีอยู่ในโลกแห่งความจริงไม่ ส่วนความว่างเปล่าสำหรับฉันคือความจริงที่จับต้องได้ด้วยสัมผัส รับรู้ได้ด้วยจิต มีตัวตนอยู่ในความคิดของฉัน ส่วนเรื่องอมตะหรือไม่ไม่สำคัญ เพราะสุดท้ายชีวิตคนเราก็ไม่อมตะอยู่ดี แล้วจะหาสิ่งที่เป็นนิรัดน์ เป็นอมตะไปเพื่ออะไรกัน




 

Create Date : 01 เมษายน 2551    
Last Update : 5 เมษายน 2551 2:55:10 น.
Counter : 344 Pageviews.  

สุขไม่จีรัง ทุกข์ไม่ยั่งยืน แล้วอะไรเป็นอมตะ? (2)

“ความทุกข์มาอย่างไร ทำลายวิธีใดก็ไม่ตาย กลับกลายทวีคูณ”

เวลาผ่านไปฉันเริ่มมองคนข้างกายที่ฉันเลือกมาเคียงข้าง ฉันเริ่มรู้สึกว่าคนคนนี้ไม่สมบูรณ์แบบพอ เขาไม่ใช่ใครที่ฉันคิดไว้ เขาขาดอะไรบางอย่าง ฉันกลัวกลัวว่าสิ่งที่เขาขาดไปจะทำให้ความสุขของฉันลดน้อยลง ความด้อยของเขาทำให้ฉันเริ่มหมดความสนใจในตัวเขา เพียงแค่ได้ยินเสียง ยังไม่ต้องเห็นหน้าก็สร้างความเบื่อหน่ายให้กับฉันได้ไม่น้อย ฉันปล่อยให้ชีวิตของฉันเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ฉันทำมาทั้งหมดเท่ากับศูนย์เปล่า และอาจจะต้องสูญเสียความสุขไป ฉันเริ่มมองหาใครคนใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่เขาคนนี้ แต่ในขณะเดียวกันถ้าจะให้เดินหันหลังให้กับคนข้างกายในเวลานี้ก็เป็นสิ่งที่ฉันทำไม่ได้ ความสุขในชีวิตฉันจะไม่มีวันน้อยลงกว่าเดิม เพราะฉะนั้นใครคนใหม่ที่เข้ามาในชีวิตฉันต้องให้ฉันได้มากกว่าคนเดิม


ฉันไม่ต้องเสียเวลารอในสิ่งที่ฉันต้องการนานนัก เมื่อคนที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดผ่านเข้ามาในชีวิตฉันอย่างง่ายดาย ด้วยการแนะนำของเพื่อนฉันในฐานะคนสำคัญของเพื่อน แต่ก็แค่คนสำคัญไม่ใช่คนที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เพราะฉะนั้นฉันยังมีสิทธิ์ ในชีวิตการเดินทางของฉันมีจุดหมายที่แน่นอนเพียงอย่างเดียว คือ ความสุขของฉันเอง แล้วฉันจะต้องไปสนใจความรู้สึกของคนอื่นทำไม ถ้าเรื่องแค่นี้เพื่อนกันให้กันไม่ได้ ฉันก็ไม่สนใจหรอก เพราะฉันสามารถสร้างเพื่อนได้ เหมือนกับที่ฉันสร้างและแสวงหาความสุขให้ตัวเองยังไงล่ะ ในที่สุดฉันก็บรรลุในสิ่งที่ต้องการ ถึงแม้จะเสียเพื่อนไปหนึ่งคน กับอดีตคนที่เคยสำคัญอีกหนึ่ง ก็ถือว่าคุ้มค่าสำหรับฉัน ในเมื่อวันนี้ฉันยิ้ม ฉันหัวเราะได้มากกว่าวันวาน ความสุขที่ฉันได้รับขยี้คุณค่าของมิตรภาพให้กลายเป็นผงธุลีในพริบตา

ฉันหลงระเริงอยู่กับความสุขที่ฉันขโมยมาจากคนอื่นอย่างไม่เงยหน้าขึ้นมามองโลกรอบข้าง จนวันหนึ่งฉันอิ่มตัวกับการตักตวงความสุขในจุดนี้ แล้วกำลังเงยหน้ามาแสวงหาความสุขรูปแบบใหม่ ฉันก็พบว่ารอบข้างฉันแออัดไปด้วยความว่างเปล่า เมื่อฉันก้าวเท้าเข้าไปยังกลุ่มคนหนึ่งก้าว คนเหล่านั้นจะถอยหลังมากกว่าหนึ่งก้าวเพื่อเว้นช่องว่างระหว่างฉันกับเข้าไว้เสมอ ยิ่งฉันขยับกายมากเท่าไหร่ ความว่างเปล่าก็ยิ่งขยายตัวกว้างมากกว่านั้น ฉันสัมผัสได้ถึงความกลัว ความขยะแขยง ความรังเกียจของคนเหล่านั้นที่ทิ้งกลิ่นอายไว้ในความว่างเปล่า เมล็ดพันธุ์ของความเหงาเริ่มแตกตัวและเติบโตในหัวใจฉัน คนข้างกายที่เคยมาสร้างความสมบูรณ์แบบในชีวิตฉันส่งสายตารังเกียจมาทางฉัน สายตาที่ฉันคุ้นเคย สายตาแบบเดียวกับที่ฉันเคยมีให้คนรักคนก่อน สายตาที่พูดออกมาเป็นประโยคโดยไม่อ้อมค้อมว่าฉันหมดประโยชน์สำหรับเขาแล้วเช่นกัน

ความสุขในหีบสมบัติฉันเริ่มละเหยกลายเป็นไอไปแทบจะหมดสิ้น ฉันยังไม่ท้อพยายามเติมเต็มมันอีกครั้งด้วยการสรรสร้างรอยยิ้มที่มุมปากในยามพบปะกับผู้คนแปลกใหม่ คนเหล่านั้นตอบกลับฉันด้วยรอยยิ้มเช่นกัน แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ฉันยิ้มไม่ออก แต่กลับรู้สึกหนาวไปจนจับขั้วหัวใจ รอยยิ้มที่มุมปากเพียงข้างเดียว ที่เหยียดยกขึ้นแสดงความสมเพชฉัน หีบความสุขของฉันตอนนี้ปราศจากซึ่งมวลสารที่เรียกว่าความสุข แต่ก็มิได้เป็นหีบว่างเปล่าดังในอดีตที่ฉันเคยกลัว หากแต่มองไปยังก้นหีบฉันเห็นตะกอนแห่งความทุกข์เริ่มก่อตัวอย่างเงียบเชียบ ฉันสัมผัสได้ถึงพลังของมันที่แผ่ขยายอยู่ในกายฉัน ความหดหู่ อ้างว้าง หม่นหมองขยายตัวปกคลุมใจฉันอย่างรวดเร็ว

ฉันออกเดินทางอีกครั้งเพื่อหาวิธีกำจัดความทุกข์ให้หมดไปจากชีวิตฉัน ฉันไม่กล้าที่จะหาความสุขในขณะนี้ ระยะทางที่เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ก็ทำให้น้ำหนักที่ฉันต้องแบกรักความทุกข์มากขึ้นเท่านั้น ฉันไม่เข้าใจว่าทั้งๆ ที่ฉันไม่พยายามมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับใคร ไม่วิ่งชนปัจจัยที่จะนำซึ่งความทุกข์มาใส่ตัว แต่ทำไมปริมาณของมันถึงได้ทวีคูณเช่นนี้ ทุกวันเฝ้าสรรหาวิธีที่จะงัดมันออกไปจากใจฉัน แต่ยิ่งพยายามมันยิ่งฝังลึก ยิ่งกลุ้มใจกับมันมันยิ่งเพิ่มจำนวน ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองยิ่งเดินยิ่งหลงทาง ทั้งๆ ที่ฉันก็ใช้หลักการเดินทางแบบเดิม ตั้งจุดมุ่งหมายที่แน่นอน แต่ทำไมไปไม่ถึงซะที จิตใจฉันจะต้องถูกความทุกข์กัดกินอีกเท่าไหร่ถึงจะหมดเวรหมดกรรมต่อกัน ราวกับว่าความทุกข์เป็นอมตะไม่มีวันเสื่อมอายุขัย หรืออาจมีก็คงเทียบเท่ากับชีวิตของฉันคนนี้




 

Create Date : 01 เมษายน 2551    
Last Update : 5 เมษายน 2551 2:54:55 น.
Counter : 655 Pageviews.  

สุขไม่จีรัง ทุกข์ไม่ยั่งยืน แล้วอะไรเป็นอมตะ? (1)

“ความสุขคืออะไร จะไขว่คว้าไปทำไม เติมเต็มสักเท่าไหร่ถึงจะพอ”

ความว่างเปล่าที่โบกผ่านมากระทบประสาทสัมผัสทางผิวหนังแทรกซึมผ่านไปทุกอนูของร่างกาย ความกลัวเข้ามาเกาะกุมจิตใจหยั่งลึกทะลุไปยังโสตประสาทสั่งการให้ฉันเริ่มก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า สายตาจ้องมองไปยังดาวเหนือ เพราะฉันเชื่อในหลักวิทยาศาสตร์ว่าดาวเหนือจะทำให้ฉันไม่มีวันหลงทาง นำพาฉันให้ไปพบตามหาสิ่งที่มาเติมเต็มความว่างเปล่า ฉันไม่รู้หรอกว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่ฉันก็ยินดีที่จะออกเดินทางเพื่อตามหา....

ฉันตื่นขึ้นมาแล้วมองไปยังข้างกาย ริมฝีปากทำโค้งได้องศาเมื่อมองไปยังร่างที่ยังไม่ตื่นจากนิทรา ระหว่างการเดินทางฉันได้เรียนรู้ว่ารอยยิ้มสามารถเติมเต็มความว่างเปล่าได้บางส่วน รอยยิ้มนำพาให้ฉันได้รู้จักใครสักคนที่จะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉัน ใครคนนั้นที่ทำให้ฉันลดความกลัวจากความว่างเปล่า เสียงเรียกของใครอีกคนที่ดังมาทางด้านหลังฉัน ทำให้ฉันละความสนใจจากร่างที่ยังไม่ลืมตาขึ้นมารับเช้าวันใหม่ เสียงจากใครอีกคนที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสดใส เรื่องตลกโปกฮาจากการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของคนคนนี้สร้างเสียงหัวเราะให้กับฉัน เสียงหัวเราะที่ฉันไม่เคยมีมาก่อน ฉันรู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่ฉันตามหา มันทำให้ฉันเกิดความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นมาในจิตใจ ความรู้สึกที่ใครต่อใครต่างเรียกว่า “ความสุข” ที่แท้ก็ความสุขนี่เองที่มาเติมเต็มความว่างเปล่า

ฉันหลุดจากความคิดแล้วหันกลับไปทางต้นเสียง ฉันพบว่าไม่ใช่มีเพียงผู้ที่เรียกฉันเท่านั้นที่ยืนอยู่ตรงนั้น เราทั้งหมดมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือเติมเต็มความว่างเปล่าด้วยความสุข ตำรามากมายที่ฉันศึกษาระหว่างการเดินทางสอนให้ฉันรู้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐสามารถสรรสร้างค์ทุกสิ่งได้ วิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์กระเสือกกระสนพัฒนาลบคำว่าเป็นไปไม่ได้ออกไปจากพจนานุกรมฉบับมนุษย์ เพราะฉะนั้น “ความสุข” ก็ไม่ใช่เรื่องยากหากจากสรรสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองและเพื่อตนเอง พวกเราทั้งหมดหยุดที่จะเดินทางแสวงหา แต่ไม่ละที่จะไขว่คว้ามาซึ่งความสุข เรารวมตัวกันสรรหากิจกรรมบันเทิงต่าง ๆ มากมายมาทำร่วมกัน เสียงหัวเราะที่ถี่ขึ้นสร้างความเบิกบานในจิตใจฉัน ความว่างเปล่าถูกแซะออกไปทีละน้อย ฉันเรียนรู้ที่จะแสดงท่าทีต่าง ๆ เพื่อให้ดูสดใสร่าเริงเพื่อที่จะได้รับคำชมจากคนรอบข้าง แน่นอนว่าฉันมี “ความสุข” ทุกครั้งที่ฉันได้ยินคำยกยอเหล่านั้น ในที่สุดฉันก็พบกับสิ่งที่ฉันตามหา จิตใจฉันแทบไม่มีช่องว่างให้กับความว่างเปล่า แต่...

แต่เหมือนฉันยังขาดอะไรไป อะไรสักอย่างที่ยังเป็นรอยโหว่ในจิตใจฉัน อะไรสิ่งนั้นที่ฉันยังต้องหาต่อไป ฉันรู้ รู้ว่ามันคือความสุข แต่ความสุขที่มันเกิดจากอะไรเล่า ฉันเริ่มมองไปรอบตัวแล้วพบว่าบางสิ่งได้เปลี่ยนไป ผู้ร่วมอุดมการณ์ของฉันบางคนมีคนคอยดูแล บางคู่จูงมือกันและกัน บางช่วงเวลามีเพียงฉันกับอีกไม่กี่คนที่ต้องอยู่อย่างเดียวดาย ฉันเริ่มรู้แล้วว่าสิ่งที่ฉันขาดไปคืออะไร แต่ฉันจะหาสิ่งนั้นมาได้อย่างไร ดวงตาของฉันเริ่มปิดลง หัวคิ้วสองข้างขยับมาเกือบชิดกัน สมองฉันเริ่มทำงานอีกครั้ง ฉันเปิดเปลือกตาขึ้นมาอีกครั้งแล้วกวาดสายตาไปรอบกาย เป็นอย่างที่ฉันคิด ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่ไม่มีคนเคียงข้าง เพราะฉะนั้นต้องมีใครสักคนที่จะมาดูแลฉัน ใครสักคนที่จะเติมเต็มช่องว่างที่หายไป ใครสักคนที่จะสร้างความสุขร่วมกัน และใครคนนั้นต้องเป็นคนที่ฉันพอใจ ทุกอย่างเป็นอย่างที่ฉันคิด ฉันสามารถหาใครคนนั้นได้อย่างง่ายดายและตรงกับที่ฉันต้องการทุกประการ ฉันพยายามปั้นแต่งความรักให้เป็นรูปร่าง แน่นอนความมันจะต้องเป็นรูปร่างที่สมบูรณ์แบบที่สุด สมบูรณ์แบบยิ่งกว่ารูปปั้นเดวิดที่ใครต่อใครต่างชื่นชม ชีวิตฉันไม่เหลือที่ว่างให้ความว่างเปล่าอีกต่อไป ฉันฉีกยิ้มให้กับความสำเร็จในการปรุงแต่งความสุขให้กับตัวเอง หัวเราะเยาะเย้ยความว่างเปล่าที่ไม่มีอิทธิพลกับฉันอีกต่อไป นัยน์ตาฉันเปล่งประกายด้วยความยินดี แต่แล้วเพียงสายลมวูบหนึ่งที่ผ่านมาสัมผัสใบหน้าทำให้ฉันฉุกคิดบางอย่างขึ้นมา ความวิตกเริ่มเข้ามาก่อกวนจิตใจฉัน ฉันกลัวว่าความสุขที่ฉันแสวงหามาจะถูกใครขโมย หรือละลายหายไปหากเสื่อมอายุไข ฉันกลัวความว่างเปล่าจะหวนกลับมาโจมตีอีกครั้ง ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ฉันไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะฉันยังไม่รู้ว่าความสุขมีหน้าตาเป็นอย่างไร มีวิธีเก็บรักษาอย่างไร ฉันรู้แค่ว่าฉันเพิ่มปริมาณได้หากฉันต้องการ ฉันสรรสร้างมันไม่ยากนัก เสาะแสวงหาได้ทั่วไป ฉันไม่รีรอที่จะตักตวงมันทุกครั้งที่มีโอกาส ฉันไม่สนใจสิ่งอื่นใดรอบข้าง ฉันรู้แค่ว่าฉันต้องหามันมาให้ได้มากที่สุด




 

Create Date : 31 มีนาคม 2551    
Last Update : 5 เมษายน 2551 2:54:38 น.
Counter : 344 Pageviews.  


okasuma
Location :
Shanghai China

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add okasuma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.