Four : The Transfer 1

ผมออกมาจากซิมลูเลชั่นพร้อมกับเสียงร้อง ปากของผมเหมือนมีเหล็กในฝังอยู่ เมื่อมือเอามือออกมา มีเลือดติดอยู่ที่ปลายนิ้ว ผมต้องกัดมันตอนเข้าซิมมูเลชั่นแน่ๆ


ผู้หญิงกลุ่มผู้กล้าหาญที่ดูแลการทดสอบของผม ทอรี่ เธอบอกชื่อเธอกับผม เธอรวบผมสีดำของเธอไปด้านหลังและรัดปม แขนของเธอเต็มไปด้วยรอยสักรูปเปลวไฟ รัศมีของแสง และปีกของนกเหยี่ยว
“ตอนอยู่ในซิมมูเลชั่น เธอรู้ใช่ไหมว่ามันไม่จริง” ทอรี่ถามผมพร้อมกับปิดเครื่องทดสอบ เสียงของเธอดูสุภาพ แต่มันก็ดูไม่เป็นทางการนักและดูผ่านการฝึกพูดแบบนี้มาหลายปี ผมรู้ ผมรู้สึกตลอดเวลา

ในตอนนั้น ผมเริ่มได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง มันคือสิ่งที่พ่อบอกผมว่ามันจะเกิดขึ้น พ่อบอกผมว่าพวกเขาจะถามผมหากว่าผมรู้สึกตัวในซิมมูเลชั่น และพ่อบอกคำตอบผมหากว่ามันเกิดขึ้น


“ไม่” ผมบอก “หากว่าผมรู้ตัว ผมคงไม่กัดปากตัวเองแบบนี้หรอก”
ทอรี่มองผมครู่นึง แล้วกัดแขวนด้วยริมฝีปาก  ก่อนที่เธอจะพูดขึ้น “ยินดีด้วย ผมการทดสอบของเธอคือผู้เสียสละ”
ผมพยักหน้า แต่คำว่า ผู้เสียสละ เหมือนกับบ่วงที่รัดคอผม
“เธอไม่พอใจเหรอ”
“นั่นเป็นเผ่าของผม”
“ฉันไม่ได้ถามเรื่องนั้น ฉันถามถึงตัวเธอ” ปากของเธอและดวงตาที่ตกลงมาที่มุมของดวงตาราวกับเธอแบกอะไรเอาไว้ เหมือนกับว่าเธอกำลังเสียใจกับอะไรบางอย่าง “ห้องนี้ปลอดภัย เธอจะพูดอะไรก็ได้ในห้องนี้ที่เธอต้องการ”


ผมรู้ตั้งแต่มาถึงโรงเรียนเมื่อเช้านี้ว่าผมจะเลือกอะไรในการทดสอบ ผมเลือกอาหารแทนที่จะเป็นอาวุธ ผมปล่อยให้ตัวเองถูกสุนัขกัดเพื่อปกป้องเด็กผู้หญิง ผมรู้ว่าถ้าผมเลือกแบบนี้ การทดสอบจะยุติลงและผมจะได้ผลการทดสอบเป็นผู้เสียสละ ผมไม่รุ้ว่ผมจะสามารถเลือกทางเลือกอื่นได้ยังไงถ้าพ่อของผมไม่ได้สอนผมมา ไม่ได้ควบคุมผมความรู้สึกนึกคิดของผมมาจากที่ใดที่หนึ่ง แล้วผมคาดหวังอะไร เผ่าไหนที่ผมต้องการ


อะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่ผู้เสียสละ


“ผมพอใจ” ผมพูดเสียงเรียบ ผมไม่สนใจสิ่งที่เธอพูด ห้องนี้ไม่ปลอดภัย ไม่มีที่ไหนปลอดภัย ไม่มีความจริง ไม่มีความลับใดที่จะบอก

ผมยังรู้สึกถึงเขี้ยวสุนัขที่กำลังฉีกแขนของผมอยู่ ผมพยักหน้าให้ทอรี่แล้วเดินออกไปที่ประตู แต่ก่อนที่ผมจะออกไป เธอเอามือมาจับที่ข้อศอกผม

“เธอคือคนที่ต้องอยู่กับตัวเลือกของเธอ” เธอบอก “คนอื่นอาจจะปล่อยให้มันผ่านไป เลือกซะ ไม่ว่าเธอจะตัดสินใจยังไง (everyone else will get over it, move on, no matter what you decide. But you never will.)


ผมเปิดประตูแล้วเดินจากมา

-------------------------------------------------------

ผมเดินกลับมาที่โรงอาหารและนั่งที่โต๊ะของผู้เสียสละ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครจะรู้จักผมพ่อของผมไม่อนุญาตให้ผมเข้างานสังคมของเผ่าเขาบอกว่าผมจะไปวุ่นวายและทำให้เขาชาดความน่าเชื่อถือ ผมไม่สนผมมีความสุขมากกว่าในห้องของผม บ้านเงียบๆดีกว่าเสียงที่เต็มไปด้วยการแสงดความเคารพการกล่าวคำขอโทษของเผ่าผู้เสียสละ

และการที่ผมไม่ได้เข้าสังคมอย่างต่อเนื่องนั้นทำให้คนอื่นๆในเผ่าค่อนข้างระมัดระวังเมื่อเจอผม พวกเขามักคิดว่าผมต้องมีอะไรผิดปกติหรืออาจทำผิดศีลธรรมของเผ่าแม้แต่การที่พวกเขาหลีกเลี่ยงการพนักงานหน้าทักทายกับผมเมื่อเห็นสายตาของผม

ผมนั่งลงเอามือจับเข่ามองดูโต๊ะอื่นๆขณะที่นักเรียนคนอื่นเสร็จจากการสอบวัดคุณธรรม โต๊ะของผู้ทรงปัญญาเต็มไปด้วยหนังสือแต่ว่าพวกเขาไม่ได้สนใจมันด้วยซ้ำมันใช้ประกอบหัวข้อสนทนาที่พวกเขากำลังถกเถียงกันตาของพวกเขาจะกลับลงไปมองหนังสือนั่นเมื่อเขารู้สึกว่ามีใครมองเขาอยู่ ผู้เที่ยงตรงพูดคุยเสียงดังเหมือนทุกครั้ง ผู้รักสงบหัวเราะ ยิ้มและดึงอาหารออกมาจากกระเป๋าแล้วส่งมันไปให้คนอื่น ผู้กล้าหาญพูดคุยอึกทึกครึกโครมเสียงดังข้ามโต๊ะกับคนโน้นทีคนนี้ที

ผมต้องการเผ่าไหนก็ได้อะไรก็ได้ที่ผมจะไม่เป็นจุดสนใจของพวกเขา

ในที่สุดผู้หญิงกลุ่มผู้ทรงปัญญาได้เข้ามาในโรงอาหารและยกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบผู้เสียสละและผู้ทรงปัญญาเงียบลงโดยทันที แต่เธอก็ต้องตะโกน “เงียบ!!” ไปยังผู้กล้าหาญผู้รักสันติและผู้เที่ยงตรง

“การทดสอบวัดคุณธรรมเสร็จสิ้นลงแล้ว”เธอพูด “จำไว้ว่าพวกเธอไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยเรื่องผลการทดสอบกับใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือครอบครัว การเลือกเผ่าจะมีในวันพรุ่งนี้ที่ฮับวางแผนการเดินทางของพวกเธอให้ดีเพื่อให้มาถึงก่อนพิธีเริ่มสิบนาที ทุกคนไปได้”

ทุกคนรีบออกไปทางประตูยกเว้นเผ่าเรา เรายังคงนั่งรอให้ทุกคนออกไปก่อนแล้วจึงออกตามไปผมรู้ว่าเพื่อนร่วมเผ่าของผมจะออกจากที่นี่ ลงไปที่ห้องโถงแล้วออกประตูด้านหน้าเพื่อไปที่จอดรถบัสพวกเขาจะอยู่ที่นั่นเป็นชั่วโมงเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนอื่นขึ้นรถก่อนพวกเขา ผมไม่คิดว่าผมจะสามารถเผยสิ่งนั้นออกมาได้

แทนที่ผมจะเดินตามพวกเขาไปผมเลือกออกทางประตูด้านข้างแล้วเข้าไปในตรอกด้านข้างโรงเรียนผมเคนใช้เส้นทางนี้มาก่อน ปกติผมจะค่อยๆย่องอย่างช้าๆ ไม่ต้องการให้ใครเห็นหรือได้ยินวันนี้ทั้งวันผมอยากจะวิ่ง

ผมเดินเต็มฝีเท้าไปจนสุดตรอกเข้าไปสู่ถนนโล่งๆผมกระโดข้ามท่อน้ำบนฟุตบาท เสื้อหลวมๆแบบผู้เสียสละของผมสะบัดไปตามลมกระทบกับไหล่มันลู่ลมไปทางด้านหลังราวคล้ายกับธงที่โบกสบัดผมดึงแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอกแล้วออกวิ่ง ผมรู้สึกเหมือนเมืองผ่านตัวผมไปแล้วภาพก็เบลอตึกด้านหลังละลายเป็นฉากเดียวกันผมได้ยินเสียงรองเท้าเหมือนกับเสียงนั่นวิ่งไปจากผม

ในที่สุดผมก็หยุดวิ่ง กล้ามเนื้อได้เผาผลาญพลังงานผมอยู่ในเขตเมืองที่เป็นที่อยู่ของพวกไร้เผ่าซึ่งอยู่ระหว่างส่วนหนึ่งของเผ่าผู้เสียสละสำนักงานใหญ่ของผู้ทรงปัญญา สำนักงานใหญ่ของผู้เที่ยงตรง และพื้นที่ส่วนรวมของทุกเผ่าที่คนของทุกเผ่ามาประชุมเหล่าผู้นำ ซึ่งพ่อของผมเป็นกระบอกเสียง กำชับเราไม่ให้รังเกียจพวกไร้เผ่าให้ปฏิบัติต่อพวกเขาดังเช่นเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สูญเสียวัฒนธรรม แต่พวกเขาก็ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกกลัวเลยสักครั้ง

ผมเดินต่อไปยังทางเดินด้านข้างซึ่งทำให้ผมมองผ่านหน้าต่างเข้าไปข้างในตึกส่วนใหญ่ผมจะพบพวกเฟอร์จิเจอร์เก่าๆ ทุกห้องว่างเปล่า และขยะกองบนพื้นนิดหน่อย เพราะชาวเมืองของเราตอนนี้ไม่ได้เยอะจนต้องใช้สอยทุกอาคาร พวกเขาไม่จำเป็นต้องรีบ เห็นได้จากพื้นที่ว่งเปล่านั่นที่ว่างเปล่าและยังคงสะอาดไม่มีอะไรน่าสนใจเหลืออยู่

เมื่อผมเดินผ่านตัวอาคารไปจนถึงมุมตึกผมเห็นบางอย่างในนั้น ห้องที่เหมือนกับห้องอื่นๆที่ผมเคนเดินผ่านมาแต่ในห้องนั้นผมเห็นถ่านหินสำหรับติดไฟ ผมขมวดคิ้วและหยุดที่หน้าหน้าต่างเพื่อดูว่ามันจะเปิดได้หรือไม่ตอนแรกมันไม่ขยับ จากนั้นมันก็เริ่มขยับได้และดีดขึ้นมา ผมเอาตัวเข้าไปก่อนแล้วตามด้วยขาทั้งสองข้างแล้วผมก็ร่วงลงไปกองกับพื้นศอกกระแทก

ในตึกนี้ผมได้กลิ่นอาหารควันและกลิ่นเหงื่อ ผมเขี่ยถ่านบนพื้น ฟังเสียงเผื่อว่าจะมีพวกไร้เผ่าอยู่แถวนี้แต่ก็มีแค่ความเงียบ

ในห้องถัดไปหน้าต่างเต็มไปด้วยสีสำที่มาจากการทาสีและสกปรก แต่ว่าแสงสว่างที่ลอดผ่านเข้ามาทำให้ผมเห็นม้วนพาเลทวางอยู่เต็มพื้นทั่วทุกมุมห้องและกระเป๋าเก่าๆที่มีเศษของอาหารติดอยู่ในนั้น ตรงกลางห้องผมเห็นเหมือนกับเตาถ่านขนาดเล็กถ่านส่วนใหญ่มีสีขาว จากเชื้อเพลิงที่ใช้คาดว่าใครก็ตามที่ก่อกองไฟไว้เพิ่งจะใช้มันเมื่อครู่นี้ และจากการคาดการณ์จากกลิ่นจำนวนกระป๋องเก่าและผ้าห่มที่มีอยู่ไม่เยอะนัก พวกเขาคงมีอยู่ไม่กี่คน

ผมคิดมาตลอดว่าพวกไร้กลุ่มอยู่กันอย่างไม่มีสังคม แยกตัวออกจากคนอื่น เมื่อผมเห็นที่นี่ ผมแปลกใจว่าทำไมที่ผ่านมาผมจึงคิดแบบนั้น อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาออกจากกลุ่ม , just like we have? It’s in our nature.


 “นายมาทำอะไรที่นี่” เสียงนั่นหลั่งไหลผ่านตัวผมเหมือนกับกระแสไฟ ผมหมุนตัวไปและเห็นชายเนื้อตัวมอมแมมและตัวซีดเผือดที่ห้องถัดไป กำลังเช็ดมือมอมแมมของเขากับผ้าขนหนูเก่าๆ
 “ผมแค่” ผมมองไปที่กองไฟ “ผมเห็นไฟ แค่นั้น”
 “โอ้” เขาเหน็บมุมปลายผ้าขนหนูลงไปในกระเป๋าด้านหลังของเขา เขากางเกงสีดำของผู้ซื่อสัตย์ ปะด้วยผ้าสีผ้าของผู้ทรงปัญญา และใส่เสื้อสีเทาของผู้เสียสละเหมือนที่ผมกำลังใส่อยู่ เขาดูแข็งแรง แข็งแรงพอที่จะทำร้ายผมให้บาดเจ็บ แต่ผมคิดว่าเขาจะไม่ทำแบบนั้น
 “ขอบใจ ฉันเข้าใจแล้ว” เขาพูด “ฉันคิดว่าฉันไม่เห็นว่ามีไฟในนี้นะ”
 “ผมเห็นนั่น” ผมบอก “ที่นี่ใช้ทำอะไร”
 “นี่บ้านฉันเอง” เขาพูดพร้อมกับยิ้มอย่างเยือกเย็น ฟันของเขาหายไฟซี่หนึ่ง “ฉันไม่รู้ว่าฉันจะมีแขกมาบ้าน ฉันเลยไม่ได้เก็บกวาดมันให้เรียบร้อยซะก่อน”
ผมมองเขาแล้วเลื่อนไปมองเศษกระป๋องที่กระจัดกระจาย “คุณคงนอนดิ้นมาก เลยมีผ้าห่มหลายผืนในบ้าน”
 “ไม่เคยเห็นพวกผีดิบชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านมาก่อน” เขาพูด เขาเดินเข้ามาใกล้ผม “เธอหน้าคุ้นๆนะ”

ผมรู้ว่าผมไม่มีทางเคยเห็นเขามาก่อน ไม่ใช่ในที่ที่ผมอยู่ ไม่ใช่ในละแวกบ้านที่รูปร่างคล้ายกันจนน่าเบื่อ ไม่ใช่ในเผ่าที่ทุกคนล้วนสวมเสื้อผ้าสีเทาและไว้ผมสั้น
แล้วมันก็เกิดขึ้นกับผม ที่พ่อพยายามให้ผมเก็บซ่อนตัวเอาไว้ เขายังเป็นผู้นำในสภา เป็นผู้นำในสภาที่โดดเด่นและผมก็ยังมีส่วนคล้ายกับเขาด้วย
 “ผมเสียใจที่ผมมารบกวนคุณ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงของผู้เสียสละที่ดีที่สุด “ผมคงต้องไปแล้ว”
 “ฉันรู้จักเธอ” เขาพูด “เธอคือลูกชายของเอเวอลีน อีตันใช่ไหม”
ผมตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินชื่อเธอ หลายปีแล้วที่ผมไม่ได้ยินชื่อนี้ เพราะพ่อของผมไม่เคยพูดถึงชื่อนี้ ไม่รู้จะเป็นยังไงถ้าเขาได้ยินมัน จะนึกถึงเธออีกครั้ง นึกหน้าของเธอ รู้สึกเหมือนคนแปลกหน้า เหมือนกับสวมเสื้อผ้าตัวเก่าที่มันไม่พอดีตัวอีกต่อไป
“คุณรู้จักเธอได้ยังไง” เขาต้องเป็นคนที่รู้จักเธอดี และเห็นหน้าเธอในหน้ากับดวงตาของผมที่มีสีฟ้าปนน้ำตาลที่สีอ่อนกว่าเธอ
คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองเราใกล้จนเห็นทุกอย่างอย่างเพียงพอที่จะเห็นสิ่งที่เธอกับผมมีเหมือนกัน นิ้วที่เรียวยาวของเรา จมูกที่งุ้มเหมือนตะขอ คิ้วที่ตรงและขมวดของเรา
เขาลังเลเล็กน้อย “เธออุทิศตัวเองในนามเผ่าผู้เสียสละบางครั้ง มอบอาหาร ผ้าห่มและเสื้อผ้า มีใบหน้าที่จดจำง่าย เธอแต่งงานกับผู้นำในสภา คงไม่มีใครที่ไม่รุ้จักเธอ
บางครั้ง ผมรู้ว่าผู้คนกำลังโกหกอยู่เพราะเห็นได้จากถ้อยคำที่เขาพูดออกมาเมื่อเห็นผม ดูอึดอัดและทำตัวผิดปกติ วิธีเดียวกับที่ผู้ทรงปัญญารู้สึกเมื่อเห็นว่ามีการใช้รูปประโยคผิดๆ แต่อย่างไรก็ตาม เขารู้จักแม่ของผม ไม่ใช่เพราะเธอเคยมอบอาหารให้เขาแน่ๆ แต่ผมก็รู้สึกกระหายที่อยากจะได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเธอ ผมเลยไม่สนใจสิ่งที่เขาพูด
“เธอเสียชีวิตแล้ว คุณรู้หรือเปล่า” ผมบอก “ปีนึงได้แล้ว”
“ไม่ ฉันไม่รู้” ปากเขาเอียงไปทางมุมปากเล็กน้อย “ฉันเสียใจที่ได้ยิน”
ผมรู้สึกแปลก ยืนอยู่ในที่มืดที่มีกลิ่นของใครอีกหลายคนและควัน กระป๋องจำนวนมากนี้แสดงให้เห็นถึงความยากจนและความล้มเหลวในการอยู่อาศัย แต่ที่นี่ก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจ อิสระภาพ การที่สามารถทำทุกอย่างตามอำเภอใจเพื่อความต้องการของตัวเราเอง




Create Date : 02 เมษายน 2558
Last Update : 3 เมษายน 2558 9:29:16 น.
Counter : 518 Pageviews.

0 comment

Data_Unix
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



เจ้าของ Blog นี้ชื่อต่ายนะคะ

หลงทางเข้ามา Blog นี้ก็จะเจอเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบแบ่งปันและบันทึกเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตค่ะ

อาจจะมีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง แต่ทั้งหมดนี้ คือความทรงจำที่กลัวจะลืมของเราค่ะ