Group Blog
 
All Blogs
 

รีวิวทริปเชียงใหม่ ภาค 3 : อุปสรรคขัดขา แต่ข้าไม่ยอมล้ม

Good Morning ณ ดอยอ่างขาง กับอุณหภูมิ -1 องศาเซลเซียส
ตื่นเช้ามาวันนี้ ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่า แปรงฟันเสร็จเราจะออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันเลย ไม่มีการอาบน้ำใดๆทั้งสิ้น
ไม่ใช่ว่ากลัวเสียเวลา แต่ว่ามันหนาวมากกกก ก้าวแรกที่ลงจากเตียงแล้วเทาสัมผัสพื้นนี่แทบทรุด อะไรจิหนาวขนาดนั้นคะ



ตี 5 ล้อหมุน คุณต้อมคนขับรถประจำทริปของเราพาไปจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นบ้านขอบด้ง ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นก็ถือโอกาสใส่บาตรทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลเสียหน่อย



จากนั้นก็หาโจ๊กร้อนๆกินแก้หนาว ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า โจ๊กที่นี่อร่อยกลมกล่อมมากๆ โจ๊กหมูเห็ดหอมให้เยอะ 35 บาท อิ่มหนำมากๆ
ที่ร้านจะมีน้ำชาร้อนๆให้กินแก้หนาวด้วย หากใครอยากทานปาท่องโก๋ ก็มีใครทานชุดละ 20 บาทเท่านั้น




ทานเสร็จแล้วเราไปนั่งรอดูพระอาทิตย์ขึ้นกันที่จุดชมวิว เดินจากลานขายของไปไม่ไกล ภาพแรกของจุดชมวิวที่พวกเราเห็นวันนี้หน้าตาแบบนี้ค่ะ





วันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นเวลา 07.05 นาที นั่งรอเพียงไม่นานพระอาทิตย์ก็ยิ้มแฉ่งรับวันอาทิตย์แล้ว





หลังจากพระอาทิตย์ขึ้น พวกเราออกมาจากจุดชุมวิว เจอน้องมะเมียยืนรอนักท่องเที่ยวถ่ายรูปอยู่ เลยเข้าไปถ่ายรูปกับน้อง เสียค่าถ่ายรูป 20 บาท
เราต้องรักน้องมะเมียเข้าไว้ เพราะปีนี้น้องมะเมียทำพี่เจ็บมาก พูดเลย พยศตั้งแต่ต้นปี ชงมากพี่อิ่ม เลิกชงได้แล้วนะน้องนะ ไม่งั้นเดี๋ยวโดนจับจุ๊บ


ล่วงเลยเวลาเกือบ 8 โมงเช้า คุณต้อมพาเราไปแอ่วกันต่อ ที่ฐานปฏิบัติการบ้านนอแล ชายแดนไทยพม่า
ขึ้นไปถึงพี่ๆทหารเตรียมตัวเคารพธงชาติพอดี นักท่องเที่ยวสามารถเข้าแถวเตรียมเคารพธงชาติกับพี่ๆได้ด้วย




ฐานนี้จะมีน้องหมาตัวนึง ถ้าฐานปฏิบัติการแห่งนี้เป็นโรงเรียน เจ้านี่ต้องเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองคอยไล่นักเรียนไปเข้าแถวแน่เลย
เพราะได้เวลาปุ๊บ พี่แกจะวิ่ง เห่า หอน เรียกนักท่องเที่ยว ประมาณว่า "นี่ๆ มาเข้าแถวกันสิ จะแปดโมงแล้วนะ"
แถมตอนบรรเลงเพลงชาติไทย แกก็ร้องได้ทั้งเพลงเลย แหม หมายังเคารพรักแผ่นดิน




เราเดินชมถ่ายรูปบริเวณชายแดนพักใหญ่ๆ ได้รูปกันมาเพิ่มหลายร้อยรูป เลยขอแบ่งปันรูปให้ดูเพลินๆนะ






Strawberry Time เมื่อเสียงเรียกสตอเบอรี่กึกก้อง เราจึงต้องลงจากฐานไปตามหาสตอเบอรี่
ไร่ที่เราจะไปในวันนี้ ไม่ใช่ไร่แลนด์มาร์คของอ่างขาง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ามากที่เราเลือกไร่นี้
ทางเดินไปไร่จะจอดอยู่บริเวณหมู่บ้านขอบด้งค่ะ เดินเข้าไปตามทางลาดคอนกรีตสักครู่ก็เจอชาวบ้านกำลังเลือกผลสตอเบอรี่กันอยู่




ไร่นี้มองไปทั้งเขามีแต่เจ้าสตอเบอรี่ นี่ขอลางานมาพักที่นี่สักเดือนได้ไหมเนี่ย พระเจ้า




เราไปถึงก็เก้าโมงแล้ว ชาวบ้านเขาเก็บสตอเบอรี่กันหมดแล้ว ในไร่เลยเหลือแต่ลูกขาวๆที่ยังไม่พร้อมเก็บ สตอเบอรี่ทุกผลจากฟาร์มนี้ จะถูกนำไปส่งที่โครงการหลวง ชาวบ้านจะไม่ได้ขายหรือไม่ได้ให้เราเก็บผลจากต้นนะคะ เข้าชมได้อย่างเดียว






หลังฟินกับสตอเบอรี่อยู่พักใหญ่ เราเดินทางไปกันต่อที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เข้าไปถึงก็เกือบ 9 โมงกว่าแล้วค่ะ เรานัดกันว่าจะเดินเที่ยวแล้วกลับมาเจอกันอีกทีที่หน้าสโมสรตอน 11 โมงเพราะยังต้องลงจากดอย
กินข้าว ซื้อของฝากกันอีก เราเริ่มต้นจากการซื้อกาแฟและถ่ายรูปกับมุมมหาชนกันก่อน



จากนั้นเดินเที่ยวต่อในสวน ๘๐













ความจริงก็ไม่ได้มีอะไรมากมายในสวน ๘๐ แต่ดูเวลาอีกที อ้าว สิบโมงเกือบสิบเอ็ดโมงแล้วอ่ะ T T ยังไม่ได้ไปเที่ยวตรงฟาร์มลาเวนเดอร์เลย สุดท้าย เราเข้ามาในสถานี ได้อยู่แค่ในสวน ๘๐ เอง ถ้าใครอยากเดินเที่ยวชมต่อ แนะนำว่าให้ตัดฐานปฏิบัติการบ้านนอแลออกก็ได้นะคะ แล้วเราก็ต้องลาจากอ่างขางพร้อมสายตาละห้อย อดแวะหลายที่เลย

ประมาณบ่ายโมง รถมาจอดพักที่ร้านก๋วยเตี๋ยวโบราณที่ไหนสักที่เพื่อให้เราได้ทานอาหารกลางวันด้วย ยังคงเหมือนเดิมสำหรับข้าวขาหมู คนที่นี่ทำข้าวขาหมูอร่อยจริงๆ
เราไม่ได้ถ่ายรุปกันมานะคะ (แล้วมาเล่าทำไม) กินเสร็จรถพาเข้าเมืองไปต่อเพื่อซื้อไส้อั่วค่ะ ร้านอยู่แถวๆประตูท่าแพค่ะ





และเวลาประมาณบ่ายสามโมง คุณต้อมก็พาเรามาส่งที่สนามบินค่ะ เรียกได้ว่าแคล้วคลาด ไม่ตกเครื่องแน่นอน เพราะไฟล์ทเราวันนี้ 17.35 น. ค่ะ



เราเดินทางด้วยเครื่องบินของสายการบิน Lion Air ค่ะ การจัดการค่อนข้างดีนะคะ ไม่ต่างจากแอร์เอเซียเท่าไหร่ กระเป๋าก็รอไม่นาน เดินออกมาปุ๊บก็ได้กระเป๋าเลย (แน่ล่ะ ก็เกจไกลขนาด)



ถึงดอนเมืองเวลา 18.50 น. ค่ะ กว่าจะเดินออกมารับกระเป๋า หา Taxi ได้ออกจากสนามบินทุ่มครึ่งโน่น สุดท้ายไปไม่ทันรถเที่ยวสุดท้ายที่รังสิตค่ะ ฮ่าๆ ตกทั้งรถตกทั้งเครื่องจริงๆทริปนี้
แต่เราก็กลับบ้านกันอย่างปลอดภัยนะคะ เพราะว่าเราเหมารถกลับค่ะ เขาคิดค่ารถ 2000 บาทไปส่งที่ศรีราชา ถือว่าไม่แพงมากค่ะ เพราะว่าพวกเราและสัมภาระที่มี ถือไปแบบเที่ยวปกติคน 7 คน คงต้องซื้อที่ให้กระเป๋านั่งอีกคนละที่เหมือนกันค่ะ




ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบค่ะ ^_^




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2557    
Last Update : 18 มิถุนายน 2557 11:17:01 น.
Counter : 1265 Pageviews.  

เรื่องเล่า ณ Pattaya & Sattahip Trip บันทึกทริปเที่ยวสั้นๆ วันเสาร์อาทิตย์

เช้าวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 2557 ตื่นสายๆ อาบน้ำแต่งตัว แต่งหน้า สตาร์ทรถออกจากบางแสนตอนประมาณ 8.30 น. เดินทางพร้อมกับน้องร่วมทริปอีก 1 คน ไปรับเพื่อนร่วมทริปคนที่สองที่เก้ากิโล ศรีราชา
ทริปนี้เราชวดกันมารอบนึงแล้ว แต่โชคยังดีที่เจ้าหน้าที่หาดทรายแก้วยินดีให้เราเลื่อนวันเข้าพัก แต่ในโชคดีก็ยังมีโชคร้ายปนๆกันมา คือบ้านสำหรับ 8 คนที่เราจองไว้นั้นปล่อยให้คนอื่นไปแล้ว
เลยเหลือแค่บ้านสำหรับ 4 คน 2 หลังเท่านั้น แต่ใจมันอยากไปอ่ะนะ นอนเบียดกันก็ยอมนอน


เรานัดเจอเพื่อนร่วมทริปอีก 3 คนที่เหลือที่ Art in paradise สิริระยะเวลาขับรถ แวะโน่น แวะนี่ กว่าจะถึง Art in paradise ก็ปาเข้าไป 10 โมง
วันนี้เหมือนฟ้าแกล้ง เราเจอกรุ๊ปทัวร์ขนาดรถบัส 2 คันกำลังเตรียมตัวเข้าสถานที่พอดี กรี๊ดดดดดดด มวลมหาประชาชนชัดๆ เข้าแกลอรี่ปุ๊บบอกชาวคณะทั้ง 6 คน ว่าให้เดินตรงไปก่อนเลย ยังไม่ต้องแวะที่ใดทั้งสิ้น
ดังนั้นจุดแรกของการหยุดถ่ายรูปของเราคือ บริเวณห้องโถงที่มีน้ำตก, องค์พระ, วัดวาอาราม แล้วค่อยเดินย้อนกลับขึ้นไปยังประตูทางเข้า
แบบว่าตรงไหนคนเยอะก็เดินเลยไปก่อน เพราะยังไงก็ต้องเดินย้อยกลับมาเก็บตกอยู่แล้ว ซึ่งทริคนี้เหมาะกับคนที่ไปช่วงเช้าๆแล้วคนเยอะนะคะ เอาไปใช้ได้


สำหรับเราเอง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ในการมาเยือน Art in paradise ครั้งนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปมีค่อนข้างเยอะ อย่างแรกเลยคือ ต้องถอดรองเท้าแล้วนะจ๊ะ
และสอง แอร์เย็นขึ้นเยอะ มีศิลปะให้เข้าชมเยอะขึ้น จุดที่เพิ่มขึ้นมาแบประทับใจเรา ก็คือโซนชั้นสอง ที่เป็นไอสไตน์, บัลเล่, ปีกนางฟ้า, สวนสวรรค์(ตั้งชื่อให้เค้าใหม่ซะงั้น)
และบริเวณที่เปิดใหม่คือเรือกอนโดล่า จำลองวิถีชีวิตเวนิช (หมายเหตุ : ภาพไม่ค่อยมีให้ดูนะคะ เพราะว่าน้องทำภาพในไอแพดหายหมดเลย T T)


หลังจากถ่ายภาพกันจนหนำใจ ดูเวลาก็บ่ายโมงกว่าแล้วท้องร้องประท้วงรุนแรง เราขับรถตรงดิ่งไปยังร้านป้ามล ร้านสัมตำริมถนนสุขุมวิทที่เชื่อว่าขาเที่ยวต้องรู้จักกันแน่นอน
สั่งอาหารไปเยอะมากกก ส้มตำหอยดอง ปูปลาร้า ข้าวโพดไข่เค็ม ต้มแซ่บ ไก่/ปู/หมูทอดอย่างละ 2 น้ำตก ลาบ ข้าวเหนียว ขนมจีน ข้าวสวย ขนมหวาน เครื่องดื่ม สนนราคารวม 1100 บาท


ท้องอิ่มก็มีแรงเที่ยวต่อ เราเลือกใช้เส้นทางสุขุมวิท เลี้ยวขวาที่ไฟแดงสัตหีบกิโล 1 แล้วขับเลียบชายทะเลเข้าไปยังกองเรือยุทธการ แล้วไปโผล่อีกทีตรงเกือบถึงทางเข้าเรือจักรีฯ
เป็นที่น่าเสียดายว่า วันที่เราไปนั้นงดขึ้นชมเรือจักรี ให้ถ่ายภาพได้เพียงด้านนอกเท่านั้น เศร้าเลย ดังนั้นเราเลยถ่ายรูปกันสองสามแชะแล้วเดินทางกลับทันที
เดินทางกลับทางเดิม เพราะต้องมารับบัตรคืนด้วย เราจึงเข้าไปสักกาะระหลวงพ่ออี๋ ก่อนเดินทางเข้าที่พัก


ไหว้พระเสร็จแล้ว เกือบๆจะห้าโมง เราขับรถต่อไปยังที่พีกทันที ซึ่งต้องแลกบัตรบริเวณหน้าโรงเรียนชุมพลหทารเรือเลย แล้วขับรถต่อไปเรื่อยๆ
น้องๆร่วมทริปของเราดูจะดี๊ด๊าเป็นพิเศษ เพราะเข้ามาในดงทหารหนุ่มวัยขบเพาะ แถมช่วงนี้เป็นช่วงรัฐประหารเสียด้วย การเข้ามาในดงทหารทำให้ดูชิคกันเหลือเกิน
ไม่ว่าจะผ่านน้องๆทหารกลุ่มไหน นางเปิดกระจกโบกมือบ๊ายบายทุกกลุ่ม แถมดี๊ด๊าเป็นพิเศษตอนน้องๆทหารวิ่งรวมแถวตอนเย็น ป้าๆก็ฟินก็ไป


โดยปกติแล้ว หากมาเที่ยวหาดทรายแก้ว จะไม่สามารถนำรถเข้าไปได้ แต่เนื่องจากเรานอนที่หาด จึงต้องจอดรถเข้าไปติดต่อที่บล๊อคเสียก่อน
เจ้าหน้าที่จะทำการเช็คว่าเรามาพักจริงหรือไม่ โดยเราแสดงหลักฐานการจองให้เจ้าหน้าที่ดู แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย ขับรถเข้าได้เลย (อ่อ ไม่ต้องเสียค่าเข้าด้วยนะคะ)


การเข้าที่พักมีปัญหาเล็กน้อย ตรงที่เจ้าหน้าที่มีข้อมูลว่าเราโอนค่าที่พักมาเพียงห้องเดียว แถมหลักฐานที่เราเตรียมไป ดันเป็นภาพปริ้นท์สกรีนจากหน้าจอที่ทำการโอนผ่าน UOB Cyberbanking ซึ่งไม่ได้ระบุวันที่ไว้ซะด้วย
เคลียร์ปัญหากันอยู่ประมาณ 30 นาที ถึงได้เข้าพัก ซึ่งมีค่ามัดจำกุญแจ 300 บาทต่อห้อง (สำหรับห้องราคา 700 บาท ห้องแบบอื่นไม่ทราบค่ะ)
หลังจากเก็บของเข้าห้องกันเรียบร้อย ก็ได้เวลาเล่นน้ำเสียที เวลาเล่นน้ำนี่ถ้ามีห่วงยางด้วยมันจะสนุกเพิ่มขึ้น 50% เลยเนอะ
เล่นน้ำกันเป็นชั่วโมงเลยค่ะ ถึงได้เข้าห้องพักกัน


หลักจากนี้ จะขอสาธยายที่พักให้ฟังนะคะ
ที่พักบ้านสิมิลัน ตะรุเตา เป็นบ้านสำหรับนอนเพียง 2 คน อย่าเชื่อเจ้าหน้าที่ว่านอนอัดกันได้ มันไม่ได้หรอก เชื่อสิ
สภาพห้องพักทรุดโทรมพอสมควร ลักษณะเป็นการก่อไม้แล้วเอาฝ้าฉาบเรียบมาปะเป็นผนังด้านในด้านนอก ซึ่งตรงส่วนนี้แตกไปแล้วเสียเยอะ
แถมตอนกลางคืน มีหนูวิ่งคลุกคลักในร่องระหว่างผนังด้วย โอย นอนไม่ได้เลย เพราะเสียงดังมาก
ห้องน้ำเป็นห้องน้ำในตัว สภาพประมาณห้องน้ำวัดเก่าๆ อันนี้ไม่เท่าไหร่ แต่ที่แย่คือบ่อเกรอะอยู่ด้านข้างห้องน้ำเลย เราเจอบ้านข้างๆน้ำจากบ่อเกรอะล้นแล้วไหลมาหน้าบ้านเรา (มันไม่ใช่อ่ะกิ๊ฟฟฟฟ)
คือถ้าเป็นคนติดดิน รักธรรมชาติ ตุ๊กแกรัก หนูรัก อันนี้คุณไม่น่ามีปัญหา แต่คือถ้าปกตินอนห้องแอร์เงียบๆ มีกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศหอมๆ แนะนำว่าอย่าไปนอนเลย ลำบากกายเปล่าๆ
นอกจากนี้หาดทรายแก้วไม่มีไฟฟ้าให้ใช้ คือปั่นไฟเฉพาะ 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า ไม่มีช่องสำหรับเสียบชาร์ทแบตใดๆทั้งสิ้น คือมีพัดลมเครื่องเดียวกับไฟแสงสว่าง
นั่นเป็นเหตุผลที่ทุกคนจะได้ตื่นมาชมบรรยากาศหาดทรายแก้วกันแต่เช้า (บางทีก็เช้าไป) เพราะพัดลมหยุดหมุนตอนหกโมงเช้าพอดิบพอดี
หากตั้งใจไปนอนจริงๆ แนะนำว่าควรเตรียมผ้าเช็ดตัว / ผ้าห่ม ไปเอง เป็นไปได้ควรมีที่อุดหูไปด้วยก็ดี เพราะเสียงหนูกัดกันมันดังจริงๆ
สรุปว่าคืนนั้นทั้งคืน นอนไป 3 ชั่วโมงค่ะ เพราะร้อน + ต้องนอนพื้น(เราเป็นส่วนเกิน) + เสียงหนู + เสียงตุ๊กแก

วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน 2557 เราตื่นเช้ากันมากกกก นั่นคือ 6 โมงเช้า ออกไปชมความงามของหาดทรายแก้ว หาดนี้สวยจริงๆเวลาไม่มีคน
ดื่มด่ำกันพอสมควรเราคืนกุญแจ รับเงินมัดจำคืน ออกจากหาดทรายแก้ว แต่เผอิญน้องๆนักเรียนกำลังวิ่งขึ้นหาด ป้าๆก็ได้เวลาปาดน้ำหมากกันอีกแล้ว แซวกันพอกรุบกริบ ออกจากหาดทรายแก้วช่วงเกือบๆ 9 โมงแล้วมุ่งหน้าหาของกิน

ร้านที่เรากำลังจะไป เขาล่ำลือว่าเป็นแชมป์ส้มตำพัทยา 2 สมัย ร้านส้มตำนายควร หาไม่ยากค่ะ หาทางไปร้านมุมอร่อยนาเกลือให้เจอ ร้านเข้าทางนั้นแหละค่ะ รสชาติอาหารถูกปากอิชั้นมาก แต่ราคาสูงไปนิดนึง ส้มตำเฉลี่ย 50 บาท ลาบ น้ำตกเฉลี่ย 70-100 บาท เราไปถึงร้านเค้ายังไม่เปิดเลย แต่ว่าพี่เจ้าของร้านก็ใจดี ให้เราไปต่อ กินได้แต่สั่งต้มแซ่บกระดูกอ่อนไม่ได้ เพราะกระดูกยังไม่เปื่อย สนนราคาร้านนี้เราเสียเงินกันไปที่ 860 บาทต่อ 6 คนแบบอิ่มหนำ

สุดท้ายเราแยกย้ายกลับบ้าน ต่างคนต่างไป ถึงบ้านประมาณเที่ยง ซักผ้าซักผ่อน นอนพัก เตรียมทำงานวันรุ่งขึ้น เก็บเงินไว้เที่ยวต่อทริปถัดไป ฮ่าๆ




ภาพบรรยากาศช่วงเช้า หลังจากต้องตื่นเพราะเครื่องปั่นไฟหยุดทำงาน คือสวยนะ ก็แบบ เช้าเกิ๊นนนนน


คนน้อยมากๆค่ะ น้ำนิ่ง คลื่นไม่แรง



ก่อนกลับ ขอสั่งลาหาดทรายแก้วไปด้วยภาพกระโดดมาตรฐาน แล้วมุ่งหน้ากลับบ้านดีกว่าค่ะ




 

Create Date : 17 มิถุนายน 2557    
Last Update : 17 มิถุนายน 2557 16:50:43 น.
Counter : 935 Pageviews.  

รีวิวทริปเชียงใหม่ ภาค 2 : อุปสรรคขัดขา แต่ข้าไม่ยอมล้ม

หลังจากสัมผัสแผ่นดินอีกครั้งที่สนามบินเชียงใหม่ ออกจากสนามบินมาถึงกับเงิบ เงิบแรกนี่หรือเชียงใหม่ที่ฉันเฝ้าดูอุณหภูมิทุกค่ำเช่า ไมมันร้อนงี้แว๊ เงิบสองจะไปไหนกันต่อล่ะ

อยู่ๆก็คิดถึงประตูท่าแพขึ้นมาเลยจะนั่งแท๊กซี่ไปประตูท่าแพ เงิบสาม ไปประตูท่าแพ 150 กรี๊ดดดดด เท่าค่ารถจันทบุรี-ชลบุรีเลย

ถึงประตูท่าแพแล้วจ้า



ถ่ายรูปเสร็จเดินทางกระเป๋า 2 ใบด้วยน้ำหนัก 17 กิโลเดินไหว้พระกันเถอะ สองข้างทางวัดเยอะแยะเลย



ถึงแล้ว วัดที่ 1 วัดหมื่นล้าน ชื่อเป็นสิริมงคงต่อชีวิตมากๆ ขอให้รวยๆเป็นหมื่นเป็นล้านด้วยเถอะ



วัดที่ 2 วัดพันอ้น ภายในมีพระเจดีย์สารีริกธาตุสิริรักษ์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามให้ด้วย เจดีย์ต้องแสงแดดยามเช้า อร่ามมากๆ



ภายในโบสถ์สวยงาม มีมนต์ขลัง



วัดที่ 3 วัดสำเภา เป็นวัดเล็กๆ ภายในมีพระเจ้าสำเภาเงิน มหาลาภและพระเจ้าสำเภาทอง สมปราถนา ให้สักการะด้วย



บรรยากาศภายในวัด ค่อนข้างเงียบ สงบดีมากๆเลย



วัดที่ 4 วัดพันเตา วัดนี้นักท่องเที่ยวค่อนข้างให้ความนิยมมากๆ คนเยอะมากๆเลย ช่วงที่ไปนี้ไม่รู้ว่ามีงานอะไรหรือเปล่า ปักธงสีเหลืองไว้ข้างพระวิหาร สวยงามมาก พระวิหารนี้ชื่อพระวิหารหอคำหลวง ภายในมีพระพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์ด้วย



ด้านในพระวิหาร สวมงามมากๆ ตอนแรกจะไม่เข้าไปแล้ว เพราะไม่มีใครดูกระเป๋า นี่ถ้าไม่ได้เข้ามากราบพระด้านในพระวิหารคงเสียดายแย่



เดินต่อจากวัดพันเตา มุ่งหน้าจะไปเจอวัดอะไรต่อไม่รู้ แต่ว่าเห็นร้านขายไปรษณียบัตรอยู่ รีบวิ่งเข้าไปทันใด ได้โปสการ์ดเขียนกลับมาหาน้องๆที่ออฟฟิตคนละใบ แต่สุดท้ายลืมโปสการ์ดที่จะเขียนให้ตัวเอง
ปัดโธ่!!!!



เดินต่อมาเรื่อยๆ แขนเริ่มหมดแรง แต่พอเห็นยอดเจดีย์ใหญ่ๆอยู่ข้างหน้าแล้วฮึดขึ้นมาอีกนิด จนเจอวัดเจดีย์หลวง วัดที่ 5 แล้วจ้า



วิหารก็สวยงามอลังการมากๆ



มีหอธรรมและพิพิธภัณฑ์วัดเจดีย์หลวง อนุสรณ์ฉลองชนมายุ ๙๐ ปี พระพุทธพจนวราภรณ์ (หลวงปู่จันทร์ กุสโล) ด้วยค่ะ



ไปต่อจ้า ไปต่อ อย่าเพิ่งหมดแรง ทั้งที่ความจริง แรงหาย แขนล้าหมดแล้ว เจอวัดที่ 6 แล้ว วัดชัยพระเกียรติ เป็นวัดเล็กๆอีกเช่นเดียวกันบนถนนราชดำเนิน เมืองเชียงใหม่ เดิมแล้ววัดนี้ชื่อ "วัดชัยผาเกียรติ" วัดนี้เป็นพระอารามของนครเชียงใหม่มาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว



พระประธานในวิหาร พระมหาเทวี จิรประภา ทรงสร้างเพื่อเป็นอนุสาวรีย์ถวายแด่สมเด็จพระชัยราชาธิราช กษัตริย์ในวงศ์สุวรรณภูมิ น้ำหนักทองที่หล่อพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ที่ 5 ตื้อ หรือ 50 โกฎิ จึงเรียกว่าพระเจ้าห้าติ้อ



แอบเห็นเฮือนผู้ก๋านเจียงใหม่ด้วยแหละ ชอบจังเลย บรรยากาศดี๊ดี



ต่อที่วัดที่ 7 กันดีกว่า วัดทุงยู วัดนี้เราไม่ได้เข้าไปด้านในกันนะคะ เพราะว่าช่วงนั้นล้าแขนกันมาก เลยไหว้จากด้านนอกวัดแทน (แล้วจะถือว่าไหว้ได้จะใดล่ะเนี่ย)


วัดที่ 8 แล้ว เกือบบบบบจะถึงแล้ว อีกนิดเดียวเท่านั้น วัดศรีเกิด ภายในจะมีต้นโพธิ์ต้นใหญ่ ใต้ต้นจะมีพระเจ้าทันใจประดิษฐานอยู่ด้วยค่ะ



ออกจากวัดศรีเกิด เกือบแล้ว อีกนิดเดียว ยิ่งใกล้ถึงวัดยิ่งไม่มีแรง แถมฟุตบาตยิ่งเดินลำบากขึ้นเลยต้องเดินข้างถนนเอา แล้ว แล้ว แล้วก็ถึง วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร สักการะครูบาศรีวิชัยกันก่อน



เข้าไปในมหาวิหาร อยากบอกว่า มหาวิหารสมชื่อจริงๆ



จากนั้นเราเดินทางกันต่อด้วยคุณลุงตุ๊กๆในวัดพระสิงห์ เพื่อไปจุดนัดหมายให้รถตู้มารับ คุณลุงคิดค่ารถ 150 บาท กรี๊สสสสอีกแปป อะไรมันจะแพงขนาด แพงปะล่ำปะเหลือก



หลังจากพี่น้องที่พลักพลากได้เจอกัน เราทั้ง 8 มุ่งหน้าสู่ดอยอ่างขางทันที ออกจากตัวเมืองประมาณบ่ายสองโมงค่ะ ขึ้นไปถึงดอยอ่างขางประมาณ 5 โมงได้ ระหว่างทางแวะเข้าปั๊มบ้าง ถ่ายรูปกับถนนพญาเสือโคร่งบ้าง



ถึงอ่างขาง รถตู้พามาจอดที่หน้าทางเข้าสถานีเกษตรอ่างขาง เพื่อให้เราหาบ้านพักนอน เพราะคุณต้มแกดูทรงพวกเราแล้ว ลักษณะจะนอนเต๊นท์กันมิไหว เดินหาพักนึงได้ห้อง 6 คน 2000 บาท 4 คน 1800 บาท ไม่รู้ด้วยว่าชื่อที่พักอะไร ไม่มีรูปอีกต่างหาก แต่ว่าห้องพักค่อนข้างพร้อมดีค่ะ เราไม่ซีเรียสเรื่องที่พักอยู่แล้ว



บรรยากาศในตลาดหน้าทางเข้าสาถนีเกษตรหลวงอ่างขางนะคะ



อุณหภูมิ ณ วันที่ 11 มกราคา 2557 16 องศาเซลเซียสเจ้าค่ะ เย็นกำลังดี



เสร็จจากการตามหาห้องพัก เราตั้งใจไปทานขาหมูหมั่นโถวที่ร้านถิงถิงโภชนา ขาหมูยูนาน แต่แบบว่ามวลมหาประชาชนต่อคุยกันเยอะเหลือเกิน เลยยอมแพ้ไปทานที่ร้านครัวคุ้มไทแทน จุดนั้นไม่รู้ว่าหิวหรืออร่อย 14 องศานี่อาหารร้อนๆมากินไม่ต้องเป่าเลยทีเดียว ป.ล. ไม่ได้ถ่ายรูปใดๆทั้งสิ้น หมดไป 1800 บาท กับอาหาร 2 ชุดถือว่าไม่แพง (ไข่เจียว, ขาหมูหมั่นโถว, ไก่ดำตุ๋นโสม, ผักผักรวม, ต้มยำรวมมิตร, เห็ดอะไรสักอย่างทอด)

แฮ่ๆ ไม่ได้กินขอถ่ายรูปหน้าร้านก็ยังดี



ร้านนี้ฮะ ครัวคุ้มไท



กินเสร็จเดินเลือกซื้อของฝาก ได้ชุดชงชามาฝากพ่อ เสื้อดอยอ่างขางมาฝากพ่อ แม่ น้องสาว กิ๊ฟชอปน่ารักๆฝากเพื่อนๆ หมดไปเกือบ 2000 บาทไทย



ขอจบทริปวันแรกแต่เพียงเท่านี้ เดี๋ยวมาต่อภาคต่อไปกับดอยอ่างขาง สตอเบอรี่ และสวนดอกไม้นะคะ




 

Create Date : 20 มกราคม 2557    
Last Update : 20 มกราคม 2557 14:13:55 น.
Counter : 1246 Pageviews.  

รีวิวทริปเชียงใหม่ ภาค 1 : อุปสรรคขัดขา แต่ข้าไม่ยอมล้ม

ทริปนี้มีที่มาเหมือนทริปเดิมๆ คือมีตั๋วโปรโมชั่นที่ราคาถูกกว่ารถทัวร์ ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะจองตั๋ว Airasia ไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 โน่นนนนนนน คราวนี้มีน้องชายติดสอยห้อยตามมาด้วยอีกหนึ่งคน


จองตั๋วแอร์เอเซียได้ไม่ถึงเดือน ก็เหมือนฟ้าบันดาล สายการบิน Lion air มาเปิดเส้นทางการบินในไทย แถมมีเส้นทางเชียงใหม่ด้วย และเด็ดที่สุด ตั๋วราคา 515 บาทเท่านั้น กรี๊สแปป อะไรจะถูกเว่อร์ขนาดนั้นล่ะคะคุณ จองไม่คิดชีวิต 4 ที่นั่งอันแสนยากเย็น เพราะข้อจำกัดด้านเวลา 15 นาทีต่อ Booking มันบีบหัวใจมาก ทันไม่ทัน สุดท้ายได้ตั๋วไปกลับกันแบบชิลล์ๆ 820+515=1335 บาท เท่านั้น



จบจากการจองตั๋วเครื่องบิน ก็จองรถตู้กันต่อ เลือกไปเลือกมาถูกใจที่ //www.ดอยอินทนนท์ทัวร์.com เพราะให้ข้อมูลดีมากๆ ถามก็ไรก็แนะนำได้หมด ไม่เหวี่ยง ไม่เบื่อคนถามเซ้าซี้อย่างอิฉันเลย ไม่คิดราคานั่นโน่นนี่เพิ่มด้วย เลยตกลงราคาเหมาเที่ยว 2 วัน วันละ 2000 บาท ไม่รวมค่าน้ำมัน (หาร 8 แล้วถือว่าคุ้มเว่อร์ๆ) ป.ล. ถ้าคุณต้อมมาอ่านเจอ ทุกคนฝากบอกว่า ขับรถนิ่มมากๆเลย ต่างกับตอนนั่งรถตู้จากรังสิตกลับบ้านลิบลับ ฮ่าๆ



ด้วยโปรแกรมการเดินทางของเรา ต้องไปนอนที่เชียงใหม่ 1 คืนด้วย เลยพยายามหาโรงแรมที่ใกล้กับสนามบิน และสภาพโอเค สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทริปนี้เราเลือกซุกตัวนอนกันที่ B2 Thippanate ค่ะ ดูจากในรีวิวไว้แล้วค่อนข้างถูกใจ (คือเป็นคนชอบตึกปูนเปลือย เห็นไม่ได้ ตกหลุมรักไว้ก่อน แล้วก็ไม่ผิดหวังด้วย)





ถึงวันเดินทางแล้ว เราต่างคนต่างเดินทางไปเจอกันที่สนามบิน เพราะมีทั้งคนที่อยู่จันทบุรี กรุงเทพ ศรีราชา ระยอง เราเองที่เป็นตัวตั้งตัวตีทุกอย่างเลือกที่จะไม่ลางานครึ่งวันบ่าย เพราะเห็นว่าไฟล์ท 21.20 น. แถมเชคอินไว้้แล้วอีกต่างหาก นั่งรถตู้จากระยอง 3 ชั่วโมงยังไงก็ทัน สุดท้าย ไอ้สองคนนี้เอง "ตกเครื่อง"


ความลำบากไม่ใช่แค่การตกเครื่องธรรมดา ตั๋วหาได้อยู่แล้ว เชียงใหม่ไม่ใช่ประเทศสารขันถ์ แต่ที่ลำบากคือ เสื้อผ้า อุปกรณ์กันหนาวทั้งหมดของน้องชายอยู่ที่เราทั้งหมด น้องชายมีเพียงบ๊อกเซอร์ 3 ตัว กางเกงในไม่กี่ตัว และเสื้อแขนยาว 2 ตัวที่ไม่กันหนาว แถมไม่รู้จักใครเลยในทริปเพราะเป็นเพื่อนพี่สาวทั้งหมด ที่สำคัญไปกว่านั้น นี่คือการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของน้องชาย ไม่รู้อะไรเลยว่าต้องทำอะไรบ้าง รู้แค่พี่จองตั๋วเครื่องบินไว้ให้แค่นั้น


สุดท้ายน้องชายก็ขึ้นเครื่องได้อย่างปลอดภัย โดยใช้ไหวพริบของตัวเองล้วนๆ (เจ้ภูมิใจ) ส่วนอุปกรณ์กันหนาวเราได้โทรไปขอแบ่งจากสมาชิกในทริปไว้แล้ว ส่วนตัวพี่นั้นก็หาตั๋วและที่นอนคืนนี้ต่อไป ที่นอนของเราก็อยู่ไม่ไกลจากดอนเมือง นั่งรถชั่วโมงนึงก็ถึง เพราะที่นั่นคือ สุวรรณภูมิจ้าาาาาา เรื่องของเรื่องคือ ไฟล์ทเช้าที่สุดที่ไปเชียงใหม่มีแค่ไทยสมาย คือไฟล์ท 7 โมงเช้า ที่ใดเล่าจะเหมาะกับการนอนรอขึ้นเครื่องที่สุดถ้าไม่ใช่ที่สุวรรณภูมิ




ขอเม้าส์เรื่องตั๋วไทยสมายเล็กน้อย อย่างที่อารัมภบทตอนแรก ว่าตั๋วไปกลับเรานั้นพันสาม แต่ตกเครื่องขาไป ราคาตั๋วงอกขึ้นมาอีก 2600 อยากจิกรี๊ดดดดด แพงกว่าไปกลับ 2 รอบ รักแอร์เอเซียและไลออนแอร์ขึ้นมาทันใด





เอ้า จะเริ่มรีวิวกันแล้ว ของสรุปทริปแบบสั้นๆก่อน ระยะเวลาเดินทางคราวนี้ ทริปเริ่มที่วันศุกร์ที่ 10 มกราคม ถึง อาทิตย์ที่ 12 มกราคม 2557 มีรายการที่เราแวะนั้นหมดดังนี้

10 มกราคม

นอนที่ B2 ทิพย์เนตร (เหตุผล หวังว่าใกล้สนามบิน ราคาถูก สิ่งอำนวยความสะดวกครบ และทุกคนลงความเห็นว่า มันเป็นตามที่หวังจริงๆ)

11 มกราคม

-  ตี 4 รถมารับที่โรงแรม และเดินทางขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่กิ่วแม่ปาน จากนั้นเดินเส้นทางธรรมชาติ สักการะพระธาตุ
-  ลงจากกิ่วแม่ปานตอน 10 โมงกว่าๆ เพื่อมารับสมาชิกอีก 2 คนในตัวเมือง
-  เดินทางต่อขึ้นดอยอ่างขาง แวะถ่ายรูปข้างทางกับดอกพญาเสือโคร่งพักใหญ่ๆ และขึ้นไปหาที่นอนหน้าสถานีเกษตร
-  เข้าที่พัก ออกมาทานอาหารค่ำ และเข้านอน

หมายเหตุ เราสองคนที่ตกเครื่อง ได้ออกจากสนามบินเชียงใหม่ตอน 8.30 น. เหมา Taxi ไปประตูท่าแพ 200 บาทแล้วเดินไหว้พระจากประตูท่าแพถึงวัดพระสิงห์ค่ะ

12 มกราคม

-  ตี 5 ออกเดินทางจากที่พัก เพื่อไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้นที่จุดชมวิวบ้านขอบด้ง ทานอาหารเช้าที่ลานหน้าจุดชมวิว ใส่บาตร
-  ไปเคารพธงชาติที่ฐานปฏิบัติการบ้านนอแล ชายแดนไทย-พม่า
-  ไปไร่สตอเบอร่บ้านขอบด้ง ดูสตอเบอรี่ขั้นบันไดเต็มภูเขา
-  เข้าไปในสถานีเกษตรอ่างขาง ถ่ายรูปในสวน ๘๐ แวะทานกาแฟที่สโมสรอ่างขาง
-  ประมาณ 11 โมง ลงจางดอยอ่างขาง
-  แวะทานอาหารกลางวันประมาณ 1 ชั่วโมง
-  เข้าเมืองไปซื้อไส้อั่วแถวๆประตูท่าแพ
-  รถมาส่งที่สนามบินประมาณ 15.30 น.


รีวิวนี้เม้าส์มอยเสียเยอะ ขอต่อที่ฉบับที่ 2 โดยเริ่มจากสองสาวลากกระเป๋าเที่ยวในเมืองนะคะ เพราะว่ารูปที่สมาชิกไปกิ่วแม่ปานนั้นถ่ายมากน้อยมากเลย




 

Create Date : 20 มกราคม 2557    
Last Update : 20 มกราคม 2557 11:22:30 น.
Counter : 661 Pageviews.  

รีวิว+แจกพิกัด Google map ทริป "ใครๆก็หาว่าหนูนั่งเครื่องไปกินข้าว" 2 วัน 1 คืน ณ ภูเก็ต Day2

อรุณสวัสดิ์วันที่สอง ณ ภูเก็ต เราตั้งนาฬิกาปลุกกันไว้ที่ 05.50 น. เป้าหมายของเราคือการออกไปกินอาหารเช้าแบบชาวภูเก็ต แต่ระหว่างรอสาวๆแปรงฟันล้างหน้า เราขอแอบตามหาหัวใจของเราก่อน

ขอเท้าความไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทริปครบรอบ 15 ปีของบริษัทเราก็ได้มาเยือนภูเก็ตแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นเรายอมไม่ไปเกาะพีพี เพื่อที่จะมาตามหาหอนาฬิกาตรงสี่แยกไฟแดง แต่สุดท้ายเราก็หากันไม่เจอ พี่ที่หามาบ่นแล้วบ่นอีก คราวนี้มาภูเก็ตยังไงก็ต้องไปเจอให้ได้ นี่เป็นอีกเหตุผลสำคัญของการเลือกโรงแรม ชิโน อิมเพอรอล เพราะว่าเราสามารถเดินไปหาหอนาฬิกาได้เลยค่ะคุณ

ความจริงแล้ว ถ้าเป็นคนอื่น หอนาฬิกาอาจเป็นแค่ตึกเก่าๆ ไม่มีอะไรในสายตา เฉยๆ แต่สำหรับดิฉันแล้ว ดิฉันตกหลุมรักภูเก็ตก็เพราะเจ้านี่ ดังนั้นหานาฬิกา จึงดูสวยมากๆสำหรับดิฉัน และยิ่งเห็นของจริง มันสวยกว่าในรูปอีก ไม่เสียแรงจริงๆ ที่ตามหากันจนเจอ

พิกัด
7.883617,98.390826
ค่าใช้จ่าย
ไม่มีจ้า

-------------------------------------------------------------------------------------------------

มือเช้าของเราวันนี้ อาจเช้าไปสักนิดกับชีวิตสาวโรงงานอย่างเรา หกโมงครึ่ง (ที่ทุกเช้ายังนอนบนรถรับส่ง) เรามาเยือนร้านบุญรัตน์ติ่มซำ เลือกเป็นสาขาแรก เพราะอยากโดนติ่มซำต้นตำหรับ ซึ่งนับว่าไม่ผิดหวัง

เส้นทางจากชิโนอิเพอรอล ไปร้านบุญรัตน์ก็แสนง่าย ออกจากโรงแรมไปทางถนนรัษฎา เห็นวงเวียนแรกก็เลี้ยวซ้าย เข้ามานิดเดียวมองขวามือหาร้านเมืองทองนาฬิกา เข้าซอยข้างๆร้านนาฬิกาได้เลย ในซอยที่ไม่มีที่จอดรถยนต์ ตอนเราไปก็อาศัยจอดเอาหน้าร้านนาฬิกานั่นแหละ ยังเช้าอยู่ ไม่ค่อยมีคน

เขามาถึงร้าน ตามภูเก็ตสไตล์ นั่งปุ๊บ ติ่มซำมาต้อนรับปั๊บ วางกันเต็มโต๊ะ ร่วมๆ 20 จาน

เราสั่งโจ๊กมาทานร้อน รสชาติดีมากค่ะคุณ

 

 

เต้าหู้ปลาจานนี้เด็ดมาก เบิ้ลหลายรอบอยู่

 

ซาลาเปาไส้ครีม 15 บาทเท่านั้น แต่แบบ ครีมล้น อร่อย แป้งนุ่มมมม

 

ส่วนนี่คือเศษซากแห่งอารยธรรม 19 จาน + โจ๊ก + ชากาแฟคนละแก้ว-สองแก้ว สนนราคารวม 400++ หากินไม่ได้จ๊าาาที่บางแสน หนองมน บ้านบึง จะกินติ่มซำแต่ละทีเข่งละ 20 มีลูกเดียว สองลูกเล็กๆ คุยกันเล่นๆว่า อยากจะได้แฟรนไชด์ไปเปิดที่ชลบุรีเสียกิงๆ

พิกัด
7.882416,98.387192
ราคา
เสียใจที่ไม่ได้ถ่ายรูปราคามา แต่อย่างที่เห็นในรูป ก็แค่ 400++ เท่านั้นจ้าาา

-------------------------------------------------------------------------------------------------

หลังจากกินกันอิ่มหนำสำราญโรจน์ เราก็กลับมานอนกลิ้งดูโคนันที่โรงแรมกันต่อ และเก็บข้าวของ Check out แบกกระเป๋าเก็บหลังรถ ความจริงทางโรงแรมไม่มีอาหารเช้าให้ แต่ว่ามีข้าวเหนียว / เกี๋ยวกุ้งซีพีให้ทาน แต่เราไม่ได้ขอมาด้วย เพราะติ่มซำเมื่อกี้ยังล้นคออยู่

 

ออกจากโรงแรมก็ประมาณ 9 โมง เราขับรถไปจอดแถวๆวงเวียนเดิมที่ไปกินติ่มซำมาเมื่อกี้ และเดินเที่ยวในเมืองภูเก็ตในย่านเมืองเก่า  ดูรูปไปเพลินๆนะคะ

โกปี้เตี่ยมค่ะ เปิดมานานมากแล้ว ตอนเราไปร้านยังไม่เปิดเลย เปิด 11.00 ค่ะ

 

 

 

มาเที่ยวเมืองเก่า ไม่มาซอยนี้เหมือนว่ามาไม่ถึงค่ะ วันนี้ฟ้าเป็นฟ้า ไม่เหมือนเมื่อวานครึ้มเชียว ซอยรมณีย์ยังคงเป็นสีชมพูสดใสเหมือนเดิม มาปีนี้สีสดขึ้น คาดว่าทางเมืองภูเก็ตเองคงบูรณะเป็นประจำ

 

ความน่ารักของชาวเมืองภูเก็ตอยู่ตรงที่ ซอนรมณีย์เป็นซอยเล็กๆ ที่นักท่องเที่ยวเดินกันว่อน แต่ถ้ามีมอเตอร์ไซด์หรือรถยนต์ขับมา รถเหล่านั้นจะจอดให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปให้เสร็จ แล้วค่อยไปต่อ โดยไม่มีการแสดงสีหน้า ท่าทาง หรือแลดูอารมณ์รำคาณหรือไม่ชอบเลย

 

พิกัดซอยรมณีย์

7.884839,98.389147

-------------------------------------------------------------------------------------------------

เดินกันเมื่อยในซอยรมณีย์ น้องๆบ่นร้อนกันแล้ว เลยมาไปซอยสุ่นอุทิศ ไปตามหาโอ้วเอ๋วแปะหลี และใกล้ๆกันก็จะมีอาโป้งแม่สุนีย์ ขนมแบบภูเก็ตขายด้วย

 

ไปถึงซอยสุ่นอุทิศ ปรากฏว่าแปะหลียังไม่มาขาย เศร้าแท้ เลยได้กินแต่อาโป้งไปพลางๆ บางคนคงสงสัย อาโป้งเป็นยังไงเหรอ สำหรับสาวชลบุรีแล้ว อาโป้งคือแป้งโตเกียวเปล่าๆ ที่คนทำสามารถทำให้ตรงกลางของแผ่นแป้งนุ่มและหนาได้ ถามว่าอร่อยไหม ก็อร่อยดีค่ะ กินขำๆ

 

ส่วนนี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมตรงกลางถึงนุ่มได้ เพราะว่าใช้กระทะเล็กๆทำไง แป้งตรงกลางเลยเยอะกว่าที่อื่น

 

ร้านแม่สุนีย์อยู่ปากซอยเลยจ้า สนนราคาไม่ได้แพงมาก 7 ชิ้น 20 บาท (ชิ้นละ 3 บาทเท่านั้นเอง)  

พิกัด

7.885875,98.387428

ราคา ชิ้นละ 3 บาท 7 ชิ้น 20 บาทค่ะ

-------------------------------------------------------------------------------------------------

หลังจากอกหักจากโอ้วเอ๋วแปะหลี แม่สุนีย์เลยบอกว่า ถ้าจะกินโอ้วเอ๋ว ไปกินที่ลกเถี้ยนเถอะ ใกล้ๆนี่เอง เดินแปปเดียว เราก็เลยเดินต่อไปตรงสีแยก จะเจอศูนย์อาหารลกเที้ยน เป็นศูนย์อาหารที่มีอาหารพื้นเมืองอยู่หลายร้าน นาทีนี้ เราจัดโอ้วเอ๋วกันคนละถ้วย ถ้าจำไม่ผิดถ้วยละ 30 บาท

 

ยังไม่พอ เราต่อด้วยผัดหมี่ฮกเกี้ยน สำหรับใครๆที่บอกว่าไม่อร่อย เราทั้ง5เห็นตรงกันว่ามันก็อร่อยดีนะ กลมกล่อมเลยทีเดียว จานเดียวกิน 5 คน หมดจ้าแล้วก็อิ่มมากด้วยจ้า

 

ใครบอกว่าเราจะหยุดแค่หมี่ฮกเกี้ยน ความอยากมันไม่เข้าใครออกใคร จัดปอเปี้ยะสดมาอีกหนึ่ง อันนี้ขอบอกว่า ฉันชอบมากอ่าาาา อร่อยเลย น้ำราดจะไม่ได้เหมือนMK หรือเจียง แต่จะออกเผ็ดๆหน่อย และอร่อยน่ะ อธิบายไม่ได้

พิกัด

7.886194,98.387619

ราคา

โอ้วเอ๋ว น่าจะ 30 บาท

หมี่ฮกเกี้ยน 50 บาท

ปอเปี๊ยะ น่าจะ 50 บาทค่ะ

-------------------------------------------------------------------------------------------------

 นั่งพักกันจนหายเหนื่อยแล้ว อันดับต่อจากนี้คือการหาของฝากค่ะ ความจริงร้านที่เราตั้งใจไปครั้งแรกคือร้านริมทางของฝาก ซึ่งอยู่ในเมืองนั่นแหละ แต่ว่าสาวๆบอกว่าของน้อยมาก (ก็แหม ราคามันถูกกว่าที่อื่นนี่คะคุณน้อง) เราเลยตามใจเจ้ใหญ่พาไปพรทิพย์ ศูนย์รวมของฝากที่เยอะที่สุด (และน่าจะแพงที่สุด)

 

เหมือนคราวที่แล้วที่มาภูเก็ต พรทิพย์ยังคงเต็มไปด้วยของฝากราคาแพง เน้นแพกเกจจิ้ง และยังคงเจอทัวร์จีนเหยียบติงเหมือนเดิม (ขอโทษสักคำไม่มี) เราไม่ได้ถ่ายรูปที่พรทิพย์มานะคะ เลยไม่มีรูปให้ดู

พิกัด

7.923829,98.371361

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ได้ของฝากมากมายจากพรทิพย์ ถามเพื่อร่วมสมาชิกว่าท้องของทุกท่านยังคงต้องการกินหมี่ซุปกุ้งไหม ตอบมาโดยพร้อมเพรียงกันว่า ไป!!!!! อิฉันก็พาไปค่ะ ทั้งที่ความจริง ณ เวลานั้นมัน 12.30 น. เข้าไปแล้ว และดิฉันนัดคืนรถที่สนามบินตอน 2 โมงเย็น

 

แต่น้องขอมา เจ้ก็จัดจ้า วกรถกลับเข้าเมืองอีกครั้ง มุ่งตรงไปยังวงเวียนหอนาฬิกา (คนละที่กับหอนาฬิกาที่เดินไปถ่ายรูปตอนเช้าเด้อออ) เวลาก็จำกัดแถมเจอรถติดอีกจ้า แต่เราก็ไปกินกันจนได้นะ

 

ร้านที่เราเลือกกิน มิใช่ร้านหมี่ต้นโพธิแต่อย่างใด แต่เราเลือกหมี่สมจิตต์ค่ะ เหตุผล เพราะมันคือเจ้าแรกค่ะ ระหว่างรอเห็นมาหลายร้านแล้ว จะวางทอดมันไว้บนโต๊ะ ลองสักหน่อยซิ

ทอดมันที่นี่ ไม่เหมือนหนองมน บางแสน บ้านบึงอีกแล้ว เพราะบ้านเราจะตำปลาละเอียดกับเครื่อง แต่ที่นี่ปลายังเป็นชิ้นอยู่เลย รสชาติเผ็ดมากคร่าาา แถมไม่มีน้ำจิ้มหวานๆให้จิ้ม ถามว่าอร่อยไหมก็อร่อยแหละ แต่เผ็ดเกิ้น

 

และเมื่อบะหมี่มา ตักซุปชิมคำแรก ร้องหืมมมมมมมม ทุกคน ซุปหอมหวานมาก และกลิ่นของกุ้งมันฟุ้งอยู่ในน้ำซุป โอ้ยยยย ฟิน ทั้งที่ยังแน่ท้องอยู่ แต่พูดเลยว่าฟิน อร่อยมากกก ไม่เสียแรง ที่วกรถกลับมากิน

 

ชามนี้หมีฮกเกี้ยนซุปกุ้งต้มยำ

 

ส่วนนี่เป็นเกี๋ยวน้ำ และหมี่ฮกเกี้ยนแห้ง สังเกตน้ำซุป จะเป็นมันกุ้งลอยสีส้มๆ นั่นแหละที่มาความอร่อย

พิกัด

7.880057,98.392158

ราคา

น้ำ - แห้ง - ต้มยำ ราคา 45 - 55 - 65 ตามลำดับค่ะ

-------------------------------------------------------------------------------------------------

บ่ายโมงครึ่งแล้ว ได้เวลากลับบ้าน มีเวลาน้อยมากในการมาภูเก็ตครั้งนี้ แต่ว่ากิน เที่ยว ครบและอิ่มหนำมากๆ ภูเก็ตยังคงเป็นเมืองที่อยู่ใน List การท่องเที่ยว ที่จะต้องมาเยือนให้ได้อีกครั้งแน่ๆ

 

จบทริปแล้วค่ะ หวังว่าคงเป็นประโยชน์สำหรับคนที่จะไปภูเก็ตนะคะ

Bye Bye

Smiley                                                     Smiley

SmileySmileySmileySmileySmileySmiley

Smiley        Smiley     Smiley   

-------------------------------------------------

Smiley      Smiley    Smiley     Smiley   Smiley   Smiley




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2556    
Last Update : 19 ตุลาคม 2556 10:45:20 น.
Counter : 2158 Pageviews.  

1  2  3  

Data_Unix
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add Data_Unix's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.