Group Blog
 
All Blogs
 

รีวิวท่องเที่ยวประเทศฝรั่งเศส ภาคที่ 2 สนามบิน Paris Charles de Gaulle มุ่งหน้าสู่เมือง Strasbourg



จากภาคที่ 1 ว่ากันไปด้วยเรื่องการเตรียมตัวไปแล้วเนอะ ก็เริ่มเข้าสู่การเดินทางของเรากันดีกว่า ภาคที่ 2 จะเริ่มเดินทางออกจากสุวรรณภูมิตามแผนที่เคยพูดไว้แล้วนะคะ


วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม 2560 

สุวรรณภูมิ - โดฮา - ปารีส
เราเดินทางออกจากชลบุรีกันช่วงประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง เพื่อให้ถึงสนามบินก่อนห้าทุ่ม ด้วยช่วงการเดินทางเป็นช่วงวันหยุดยาววันพ่อแห่งชาติและเราไม่ได้บินสุวรรณภูมิมานานมากๆแล้ว เลยไม่รู้ว่าอะไรเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เรามีกำหนดการเดินทางตามนี้ค่ะ


ต้องบอกว่า เราเดินทางด้วยสายการบิน Full Service ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกบินกับการบินไทย จะขออะไร ถามอะไรก็สะดวกใจหน่อยเพราะมีลูกเรือคนไทย แต่พอมาบินการ์ต้า อะไรๆก็ตื่นเต้นไปหมด เพราะต้องคุยกันภาษาอังกฤษ แล้วภาษาเราก็ไม่ได้แข็งแรงเลย การสั่งอาหารบนเครื่องมีความตะกุกตะกักเพราะฟังไม่รู้เรื่อง ฮ่าๆ แต่โดยรวมการเดินทางกับการ์ต้าประทับใจมากค่ะ อาหารอร่อย ที่นั่งกว้างขวางดี ขาไป CDG นี่แทบไม่มีคนเลย แถวที่เรานั่งคือไม่มีใครทำให้เรานอนยาวได้ประหนึ่ง First class เลย มีหนังให้ดูเยอะดี มีเกมให้เล่นหลากหลาย เรียกว่าหาข้อติเขาไม่ค่อยได้ค่ะ 



เรื่องการต่อเครื่องที่โดฮา ก็ง่ายแสนง่าย เดินออกจากเครื่องก็ถึงส่วน Transit เลย เดินยังไม่ทันถึง 10 เมตรก็เจอ Gate ที่ต้องรอต่อไป CDG แล้ว เราว่าเดินทางแบบ Transit ก็ดีเหมือนกันนะคะ ไม่เมื่อยมาก ได้ยืดเส้นยืดสายอย่างจริงจัง และโดฮาเองก็เป็น Hub ขนาดใหญ่สำหรับการต่อเครื่องอยู่แล้ว จึงทำสนามบินเพื่อรองรับการต่อเครื่องได้อย่างเข้าใจง่ายๆมากเลยค่ะ


มีเรื่องน่าจดจำระหว่างการเดินทางเล็กน้อย เรานั้นเตรียม Earplug มาเองเพราะเป็นคนติด Earplug มากๆ ซึ่งก่อนขึ้นเครื่องจากต้นทางสุวรรณภูมิก็ได้ทำการพาดคอเอาไว้เตรียมนอนบนเครื่อง ปรากฎว่าถึงที่นั่ง Earplug ดันหล่นหายไปไหนไม่รู้ จะวิ่งออกไปเอาแอร์ก็ไม่ให้ออกไป เลยบอกว่าไม่เป็นไร แต่ในใจนั้นเจ็บช้ำมาก ต้องมาซื้อที่สตราสบูคราคา6.91 ยูโร หรือ 260 กว่าบาท กรี๊ดดดดด 

เรามาถึงสนามบิน Charles de Gaulle ดีเลย์นะคะ ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ตรวจสอบ Fight Status มาตลอดสองสัปดาห์ก่อนเดินทาง ถึงประมาณเกือบๆบ่ายโมงได้ค่ะ แต่เป็นที่น่าตกใจที่เราสามารถผ่านตม. และรับกระเป๋าได้ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงด้วยซ้ำ เอาเป็นว่าตอนแรกนั้นเรามีความลังเลว่าเราจะจองรถไฟ Ouigo ที่ราคามันถูกมาก แต่เวลากระชั้นชิดดีไหม ถึงกับเคยไปตั้งกระทู้ pantip, Tripadvisor ทุกคนบอกว่าเวลาไม่พอ ไม่ควรจอง แต่สถานการณ์จริงๆคือ เราไปถึง Terminal 2 ที่เป็นสถานีรถไฟ TGV ตอนประมาณ 14:16 นี่คือเราแวะเข้าห้องน้ำ, รับ Museum pass, ซื้อของนิดหน่อย, รับตั๋ว TGV ทุกใบที่ตู้กันแล้วด้วยนะ 

และนี่คือตั๋ว Ouigo ที่เราลังเลและไม่ได้จอง สุดท้ายเราต้องไปจองอีกอันที่ที่ต้องต่อรถไฟและถึงช้ากว่า T T และที่ช้ำสุดคือ อันนี้ 10ยูโรต่อคนรวมกระเป๋าอีกไม่เกิน 40 ยูโรเอ้า แต่ตั๋วที่จองไปจริงๆ ราคา 140 ยูโรจ้า นี่คือโครต Fail ที่สุดของที่สุดเลย



วิธีการเดินทางจากสนามบิน CDG ไปยัง Strasbourg 
ในส่วนของการเดินทางจาก Terminal 1 มายัง Terminal 2 นั้นขอไม่กล่าวอะไรมากมายนะคะ เรียกว่าไม่ยากเลย ให้สังเกต "Paris by train" แล้วเดินตามมาเรื่อยๆ ท่านก็จะได้นั่งรถไฟที่เรียกว่า CDGVAL ซึ่งเป็น shuttle train ภายในสนามบินค่ะ 

เมื่อเดินทางมาถึง Terminal 2 ส่วนที่เป็นสถานีรถไฟแล้ว ของเราต้องทำการกดรับตั๋วก่อนค่ะ ซึ่งตู้กดรับตั๋วนั้นมีเยอะมากๆนะคะ เดินไปกดได้เลย เรามีวิธีการกดตั๋วมาฝากด้วยค่ะ 



เมื่อได้รับตั๋วมาแล้ว มาดูรายละเอียดของตั๋วกันนะคะ อยากอธิบายเป็นข้อๆแบบนี้ค่ะ
  • ตั๋วที่ท่านได้ ถ้าจองมา Booking เดียวกัน อาจให้ตั๋วมาแค่ใบเดียว ไม่ต้องตกใจนะคะ มันจะแสดงในตั๋วให้อยู่แล้วว่าเป็นตั๋วสำหรับกี่คน (ของเราแสดง 2 Adult)
  • พยายามอย่าจำปลายทางค่ะ ให้จำเลขที่ขบวน เช่นของเรา TGV 5222 ในตั๋วเขียนว่า MARNE LA VAL CHES ใช่ไหมคะ ซึ่งมันเป็นปลายทางของเราค่ะ ไม่ใช่ของทั้งขบวน ซึ่งตอนที่บอร์ดโชว์น่ะ มันโชว์ปลายทางของขบวนเป็น ฺBordeaux saint Jean แทน
  • รถไฟ TGV ที่เราจองผ่านอินเตอร์เน็ท เท่าที่เห็นนั้นเขาระบุมาให้เลยนะคะว่าเราจะได้นั่งตรงไหนบ้าง อย่างของเราเที่ยวแรกก็ตู้ 17 ที่นั่ง 101,102 ค่ะ 



เข้าใจตั๋วแล้ว ก็มาเฝ้ารอที่บอร์ดนะคะ บริเวณสถานีรถไฟนั้นจะมีชานชาลาอยู่ 2 จุดค่ะ เรียกว่าเป็น Porte N กับ Porte S ส่วนตัวเข้าใจเอาเองว่า Porte S นั้นเป็นชานชาลาของรถไฟ RER B ที่นั่งเข้าเมือง ส่วน Porte N คือขึ้นไปทางเหนือของประเทศค่ะ ของเรา TGV 5222 ตอนถ่ายรูปมายังไม่ขึ้นค่ะว่าต้องไปขึ้นที่ชานชาลาไหน ถ้าเพื่อนๆสังเกตเห็นของอันที่ขึ้นแล้ว เที่ยวที่ไป Lille Flandres เขาก็จะต่อหลังให้นะคะว่าต้องไปขึ้นที่ Porte 3N  

ในบริเวณสถานีรถไฟ มีส่วนนั่งรอกว้างขวางมากค่ะ มีที่นั่งหลากหลายรูปแบบ มีสนามเด็กเล่นขนาดย่อมๆให้เด็กเดินเล่นแก้เบื่อ ที่นั่งส่วนใหญ่มีปลั๊กไฟให้ด้วยค่ะ ซึ่งก่อนมาสถานีรถไฟนั้น สามีเรานึกขึ้นได้ว่าลืมเอาหัวแปลกปลั๊กมา ก็ทำการซื้อตอนที่ผ่านศุลกากรเรียบร้อยแล้ว ราคา 9.5 ยูโรค่ะ แล้วในช่วงนั่งรอรถไฟ เธอก็เอาหัวแปลงปลั๊กออกมาทดลองใช้ว่าใช้ได้ไหม พอจะขึ้นรถไฟเธอดันดึงมาแค่สายไฟโฟน ไม่เอาหัวแปลงปลั๊กที่เพิ่งซื้อมาออกมาด้วย เป็นอันอวสานหัวแปลงปลั๊กในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง 






ราคาเครื่องดื่มหยอดเหรียญบริเวณสถานีรถไฟค่ะ 


บริเวณสถานีรถไฟ มีห้องน้ำบริการนะคะ แต่เสียเงินด้วย ถ้าจำไม่ผิด 0.7 ยูโรต่อคนค่ะ ห้องน้ำก็สะอาดดีค่ะ แต่กลิ่นแรงนิดหน่อย ตอนแรกเราจะไม่เข้าหรอกค่ะ แต่เรานั่งกินข้าวเหนียวหมูทอดที่หิ้วไปจากบ้านแล้วมันเลอะมือ เอาทิชชู่เปียกเช็ดก็ไม่หาย เลยเข้าๆให้มันจบไปค่ะ 






เมื่อใกล้เวลาเดินทาง เราเลยไปเฝ้าหน้าบอร์ดเลยค่ะ เพราะว่ากลัวจะไม่ทัน ของเรานั้นบอร์ดบอกให้ไปประตู 3 ชานชาลา 4 ก็เดินไปเลยค่ะ ก่อนเข้าชานชาลาก็เอาตั๋วไปเข้าเครื่องลงเวลาเหลืองแบบนี้นะคะ เห็นบางคนก็ทำ บางคนก็ไม่ทำ แต่เราไม่ได้รีบอะไร ก็ทำไปให้ครบค่ะ นอกจากนี้ ก่อนลงไปชานชาลา จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วด้วยนะคะ ก็ยื่นตั๋วให้เขาแสกนในเครื่อง แล้วก็ผ่านออกมาค่ะ 



ลงบันไดเลื่อนมาก็เจอชานชาลาค่ะ อยากบอกว่าหนาวมากๆนะคะ ตอนช่วงรอรถไฟในหน้าหนาวเนี่ย ถุงมือ ผ้าพันคอ ที่ประโคมกันเต็มตัวเลยค่ะ ช่องลมไม่มีแต่ไม่รู้ทำไมหนาวขนาดนี้ บอร์ดที่ชานชาลา ตรวจสอบดูให้แน่ใจนะคะ ว่าเลขรถไฟเลขเดียวกันกับที่เราจะเดินทาง เขาจะบอกด้วยนะ ว่าตู้รถไฟของเรานั้นต้องไปยืนรอตรงไหน ของเราตู้ 17 ก็เดินไปช่อง D นิดๆ แล้วยืนหนาวรอได้เลย 



**ขอแนะนำนะคะ สำหรับท่านที่เดินทางพร้อมกระเป๋าใบใหญ่** ขอให้ท่านและกระเป๋าไปยืนรอขึ้นรถไฟก่อนใครจะดีมากค่ะ เพราะว่าของเราเนี่ยเดินทางจากสนามบิน นั่นหมายถึงผู้โดยสารเกือบครึ่งเดินทางมาพร้อมกระเป๋า ที่เก็บกระเป๋าเมื่อเดินเข้าประตูไปมีช่องจำกัดมาก ถ้าท่านถือขึ้นชั้นสองไหว นั่นก็โอเคเพราะชั้นสองก็จะมีที่วางกระเป๋าให้ท่าน แต่ของเรากระเป๋าใหญ่มาก เราไม่สามารถถือขึ้นชั้นสองได้ ที่เก็บก็เต็ม ต้องทำไงล่ะคะ ตีตั๋วยืนเฝ้ากระเป๋าอยู่ชั้นล่างค่ะ นั่งไปค่ะ 10 นาที ดีนะคะไม่นาน ไม่งั้นแย่แน่ๆ 

รถไฟขบวนนี้กำลังจะพอเราไปที่ MARNE LA VALLEE - CHESSY  ซึ่งมันก็คือดิสนีย์แลนด์นั้นแหละค่ะ เมื่อลงรถไฟมาก็มาตามหารถไฟไปสตราสบูคกันต่อ แต่ละสถานีก็จะมีวิธีการบอกตู้รถคนละแบบนะคะ ขอบอกว่าการรอรถไฟที่สถานีนี้คือหนาวมากถึงมากที่สุดเลยค่ะ แค่ 1 องศาแต่ว่าร่างกายเราไม่ได้ใส่อะไรมาเยอะ เป็นการรอคอยรถไฟที่ยาวนานที่สุดเลยค่ะ มีเก้าอี้ให้นั่งไม่มีใครไปนั่งเลยค่ะ เพราะเก้าอี้เป็นเก้าอี้สแตนเลสค่ะ นั่งไปสะดุ้งเฮือกเลย 









รถไฟมาตรงเวลา ได้เวลาสำรวจรถกันบ้างแล้วค่ะ ก็ให้อารมณ์แบบรถไฟญี่ปุ่นแต่ติดที่เก้าอี้เอนไม่ได้และหมุนมานั่งเสวนากันไม่ได้ค่ะ ที่นั่งกว้างขวางดีนะคะ ไม่อึดอัด ที่วางกระเป๋ามีทั้งแบบกลางโบกี้และตรงประตู เที่ยวนี้ไม่ค่อยมีคนโดยสารพร้อมกระเป๋าแล้วค่ะ เลยได้วางกับเขาบ้างแล้ว ไม่ต้องยืนขาแข็งแล้วค่ะ 












และรถไฟก็พาเรามารถึงเมืองสตราสบูคในเวลาประมาณหนึ่งทุ่มนิดๆ ตามเวลาเลยค่ะ ตอนมาถึงสตราสบูคนี่สมองเลอะเลือนมากค่ะเพราะนอนมาบนรถไฟ พอตื่นมาคอนแทคเลนส์ก็แห้งแล้วเหมือนจะหลุด ฝนก็ปรอยๆ ลมก็แรง เรียกว่าเดินไปถึงโรงแรมได้ยังไงก็ไม่รุ้ เป็นการเดิน 100 เมตรที่ทรมานตัวเองมาก 

เรานอนโรงแรม ibis Strasbourg Centre Gare ค่ะ จองผ่าน Accor โดยตรงเลย ซึ่งต้องบอกว่าโชคดีมากที่มันมีโปรโมชั่นก่อนเดินทางประมาณ 2 สัปดาห์มั้งค่ะ และโชคดีกว่าคือดันมีห้องว่างให้เราด้วย ได้มาในราคา 13026.08 บาท/2คืน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ดีมากๆสำหรับคืนวันเสาร์และอาทิตย์ เพราะในขณะที่โรงแรมอื่นๆ 8000++ ต่อคืนค่ะ 

ภาพรวมของ ibis ที่ได้รับจากการเข้าพักนั้น สำหรับเราประทับใจมากค่ะ เรียกว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป ห้องกว้างขวางมาก ไม่ได้เบียดเสียดเหมือนนอน ibis ในไทยนะ อ้อ ฟร้อนท์มอบชอคโกแลตมาให้ด้วยนะคะ เขาบอกว่าเป็นการต้อนรับการมาฝรั่งเศสครั้งแรกของเราและสามีค่ะ 

ชมรูปโรงแรมรัวๆเลยนะคะ 

เปิดประตูห้องเข้ามาก็เจอภาพนี้เลยค่ะ 


เตียงนอนทั้งสองคืนของเรา เตียงใหญ่ นอนสบายค่ะ 


มีหมอนเพิ่มให้อีก 2 ใบ สามีเราชอบมากค่ะ ไม้แขวนก็มีให้เยอะดี ปลั๊กไฟเยอะมาก หลายจุดค่ะ ทั่วห้องเลย


ทีวีที่ไม่เคยเปิด 555


มุมโต๊ะเขียนหนังสือ 


ห้องน้ำก็กว้างขวางค่ะ ไฟสีขาวดีต่อการแต่งหน้า 


มีไดร์เป่าผมที่ลมแรงมากให้ใช้ด้วยค่ะ แห้งจริง ลมแรงจริง ชอบมากอยากได้กลับบ้าน


ส่วนอาบน้ำเป็นฝักบัว น้ำร้อนสะใจดีมากค่ะ มีแชมพู/สบู่ ให้ด้วย แต่เราเตรียมไปเองค่ะ


และสุดท้าย สามีเรารีเควสห้องวิวสถานีไปค่ะ และนี่คือวิวที่ได้รับ สวยงามมาก โรงแรมกับสถานีห่างกันแค่สวนหย่อมกั้นค่ะ 


หลังจากยืดเส้นยืดสายอะไรกันเรียบร้อย ก็พากันไปหาข้าวทานค่ะ ก็เดินเอาสุ่มๆมั่วๆ เห็นร้านไหนคนเยอะก็เข้าร้านนั้นแหละค่ะ มาครั้งแรกไม่รู้มาก่อนเลยว่า ร้านอาหารต้องจองล่วงหน้าด้วย โชคดีที่มีที่ว่างๆให้เราบ้าง 

อันนี้ชื่อร้านอะไรไม่รู้ค่ะ อยู่ข้างโรงแรม เห็นมีเหมือนๆกันอยู่หลายร้าน จานสเต็กอย่าตามนะคะ ไม่เคยกินสเต็กที่ไหนแย่เท่านี้มาก่อนค่ะ แต่อีกจานตามได้ค่ะ อร่อยเลยแหละค่ะ เป็นคล้ายๆเคบับห่อแป้งนาน (เรียกถูกไหม) เนื้อไก่ข้างในหมักมาดีมาก อร่อยค่ะ แต่มันไม่ใช่จานของเรา T T ภาพถ่ายมาจากข้างหน้านะคะ ความจริงมันเสิร์ฟมาแบบยาวๆนะ 






กินเสร็จก็เดินไปซื้อ Earplug ต่อเพื่อความสงบสุขของการนอนในค่ำคืนนี้ค่ะ พรุ่งนี้จะไปเที่ยว Colmar กัน เมืองในฝันที่เราไม่ยอมตัดออกเพราะเราจะต้องทำให้ฝันเราเป็นจริงให้ได้ วันนี้ลากันไปก่อนนะคะ 






 

Create Date : 27 ธันวาคม 2560    
Last Update : 27 ธันวาคม 2560 15:29:51 น.
Counter : 443 Pageviews.  

รีวิวท่องเที่ยวประเทศฝรั่งเศส ภาคที่ 1 แรงบัลดาลใจ - การเตรียมตัวก่อนเดินทาง





คำเตือนก่อนอ่าน Blog

- น่าจะเป็น Blog ที่ยาวมาก ถึงมากที่สุด เพราะเดินทางหลายวันและเจ้าของ Blog ชอบบันทึกทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ 
- รูปจะเยอะมากเช่นกัน เรียกว่า iCloud เต็มเลยทีเดียว
- ไม่อนุญาตให้ Repost นำภาพใดภาพหนึ่งจาก Blog นี้ไปใช้ในทางการค้านะจ๊ะ เก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจได้เต็มที่ แชร์ได้อะไรได้ แต่ช่วยให้เครดิตทางเราด้วย 

เอ้า 1
เอ้า 2
เอ้า 3

เริ่มเข้าเรื่องได้ 


ทำไมต้องฝรั่งเศส

ประเทศในฝันของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนเดียวอาจมีหลายประเทศ สำหรับเราประเทศนั้นคือ “ฝรั่งเศส” ถามว่าทำไมต้องฝรั่งเศส ย้อนกลับไปสักราวๆอายุ 14-15 บนแผงหนังสือแถวธนาคารออมสินสาขาแกลง จังหวัดระยอง หนังสือ Davinci Code กำลังเป็นหนังสือขายดีวางเด่นอยู่บนแผง ไม่รู้ว่าทำไมถึงไปสนใจมันเข้า เพราะปกติเราไม่เคยอ่านนวนิยายแปลเลย แต่พอได้อ่านตอนแรกเท่านั้นแหละ ยืนอ่านต่อยาวไปอีกเป็นสิบบทเลย ความสนุกของเรื่องทำให้ต้องซื้อมาและอ่านจบในคืนนั้นเลย

Davinci Code เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส จุดเด่นของเรื่องคือการตามหารหัสที่ซ่อนอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟ และอีกหลายๆแห่งในฝรั่งเศส ในหนังสือนั้น เมื่อกล่าวถึงสถานที่ใด หรือสิ่งของใด จะมีเครื่องหมายดอกจันอธิบายความเพิ่มให้ตรงขอบล่างกระดาษ แต่ข้อความไม่กี่คำ มันไม่สามารถหยุดความสงสัยใคร่รู้ของเราได้ และในยุคนั้นที่อินเทอร์เน็ทไม่ได้เข้าถึงง่ายแบบยุคนี้ ความสงสัยของเรายังคงวนเวียนอยู่ในหัว จากวัยมัธยมสู่มหาลัยในที่สุดหนังสือก็ถูกนำมาสร้างเป็นหนัง การเห็นแค่ผ่านส่วนที่ผู้กำกับตัดมาให้ดูมันก็ยังเติมเต็มได้ไม่หมด นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องฝรั่งเศส เพราะเราจะไปดูให้หายคาใจเสียที


ตั๋วโดยสาร

แม้เราเที่ยวต่างประเทศทุกปีตั้งแต่เรียนจบ แต่ยุโรปก็ยังไม่เคยกล้าแตะ เพราะรู้สึกว่ามันยังแพงเกินจะรับไหว แต่แล้วเมื่อเดือนมกราคม 2560 สายการบิน Qatar ก็ส่งโปรฟ้าประทานมาให้ในช่วงเวลาเดินทางที่ยาวววววววแบบคิดว่าน่าจะเก็บเงินทัน และประจวบเหมาะกับยังมีโบนัสสิ้นปีเหลือ และสามารถเอาเงินโบนัส QCB ที่จะจ่ายตอนสิ้นเดือนมกราคมมาจ่ายค่าตั๋วได้ด้วย ไม่มีอะไรเป็นใจไปกว่านี้แล้วล่ะ จองทันทีตัดบัตรเรียบร้อย เสียค่าเครื่องบินคนละ 20140 บาท (รวม 40280 บาท)



การวางแผนการเดินทางและการเก็บเงิน

เราเที่ยวแต่ประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษมาตลอด ดังนั้นการเที่ยวฝรั่งเศสโดยพูดฝรั่งเศสไม่ได้เลยไม่ใช่ปัญหาของเราเลย เอาตามตรงคือก่อนไปพูดภาษาฝรั่งเศสได้ 1 คำ คือ บองชูว ส่วนกลับมาได้เพิ่มมาอีกคำคือ เมอซี่ นั่นหมายถึงไม่รู้ภาษาก็เที่ยวได้สบายๆ แต่สิ่งที่สำคัญคือการวางแผน ประสบการณ์มันสอนว่าทำอย่างไรจึงวางแผนได้ดีที่สุด ซึ่งมันคือการเล่นกับแผนที่ เราจะปริ้นท์แผนที่ google map ซูมระดับเห็นชื่อร้าน,สถานที่แล้ว print screen มาวางต่อกันใน excel แล้วปริ้นท์แผนที่ออกมา นั่งตัดนั่งแปะเราจะได้แผนที่แผ่นใหญ่มากๆ (ของทริปฝรั่งเศสใหญ่ขนาด 1x2 เมตร) เราได้วิธีนี้มาจากการวางแผนทริปเกาหลีและจีน ซึ่งผลออกมามันเวิร์คมาก มันทำให้เราเห็นภาพมุมกว้าง ลดปัญหาการนั่งรถย้อนไปมา ทำให้แผนเราสมบูรณ์ได้ตลอดรอดฝั่งทั้งเกาหลี จีน และฝรั่งเศสนี่แหละ

ส่วนการเก็บเงิน ในปี 2560 เราเที่ยวแทบทุกไตรมาส ญี่ปุ่น มาเลเซีย จีน และฝรั่งเศส ทุกทริปที่เกิดขึ้นในบ้านกฏหลักคือ “เดินทางหลังจองตั๋วมากกว่าครึ่งปี” ดังนั้นกว่าจะถึงวันเดินทาง เราจะไม่มีภาระค่าตั๋วเครื่องบินอีกแล้ว เงินที่ต้องใช้ในทริปจะเป็นลักษณะเก็บก่อนไป ไม่ใช่ไปก่อนแล้วหามาคืน สิ่งกฏสำคัญอีกอย่างคืออะไรจ่ายได้ล่วงหน้าก่อนไปจะทยอยจ่ายทั้งหมดโดยใช้บัตรเครดิต นอกจากจะเป็นการแบ่งเบาภาระหนี้จากหนี้ก้อนใหญ่ก้อนเดียวมาเป็นหนี้ก้อนเล็กๆประเภทอดกินอาหารญี่ปุ่นสักมื้อก็จ่ายค่านั่นนี่ได้แล้ว ก็ยังได้แต้มบัตรเครดิตเอาไปแลก Voucher เงินสดได้อีกด้วย ซึ่งทริปนี้เรามีเวลา 12 เดือนเต็มในการเก็บเงิน และเมื่อวางแผนโดยเอาแผนที่มาช่วยทำให้เราประหยัดงบค่าเดินทางได้เยอะมาก เรียกว่าถือว่าการระงับต่อกิเลสทั้งปวงได้ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเป็นการประสบความสำเร็จที่เกินความคาดหมาย

การทำวีซ่า

ในส่วนของการทำวีซ่า เป็นอีกเรื่องที่มีความกังวลอยู่เล็กน้อยในขณะทำทริป เพราะเงินติดบัญชีที่ยื่นวีซ่าคือ 80,000 บาท บางรีวิวว่าพอ บางรีวิวว่าไม่ แต่สุดท้ายแล้วหลังจากที่ยื่นไป การเตรียมเอกสารตามความจริงและครบถ้วนคือวิธีที่จะทำให้วีซ่าผ่านได้สบายๆ วีซ่าเราอนุมัติไวมาก ยื่นวันพุธ พฤหัสเย็นอนุมัติ วันศุกร์ไปรับได้เลย พอวีซ่าอนุมัตินี่ ทำแผนสนุกขึ้นเยอะ แต่ก่อนหน้านั้นก็สนุกนะ เสาร์-อาทิตย์นี่ street view ดูละว่าอะไรอยู่ตรงไหน นั่งไถอยู่ในถนนได้ทั้งวี่ทั้งวัน

วีซ่าของเราทำผ่าน TLScontact  ประเภทเพื่อท่องเที่ยวและประสงค์จะพำนักไม่เกิน 90 วัน เรา TLS ทำงานเป็นระบบมาก ตรวจสอบผ่านเวปไซด์ได้ตลอดเวลา เพื่อนๆที่จะไปเที่ยวลักษณะเดียวกับเรา สามารถจัดเตรียมเอกสารตามที่ระบุในหน้าเวปนี้ได้เลยค่ะ 

แผนการเดินทาง

เราเลือกเดินทางทั้งหมด 8 คืน 9 วัน ตั้งแต่ตีหนึ่งวันที่ 2(เสาร์) - เที่ยงวันที่ 10(อาทิตย์) แต่เวลาที่ได้เที่ยวจริงๆจะมีแค่ 6 วัน แผนวางไว้แบบหลวมมาก เพราะเราไม่ได้ไปชะโงกทัวร์ เราไปเพื่อไปชื่นชมจริงๆ ยิ่งหาข้อมูลก็ยิ่งรู้สึกว่าเวลาน้อยเกินไป ฝรั่งเศสมีสถานที่น่าไปเยอะมาก เฉพาะปารีสขอสิบวันก็ยังไม่พอ แต่สุดท้ายเคาะแผนออกมาได้แบบนี้

วันเสาร์ที่ 2
ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิไปโดฮา
โดฮามาปารีสฝรั่งเศส
ปารีสไปสตารสบูค 
นอนที่ ibis Strasbourg Centre Gare
วันอาทิตย์ที่ 3 
นั่งรถไฟ TGV ไปเมือง Colmar 
กลับมาเที่ยว Strasbourg Cristmas market
วันจันทร์ที่ 4
ช่วงเช้าเดินเที่ยว Cathédrale Notre Dame de Strasbourg และ Petite France 
นั่งรถไฟ TGV กลับมาปารีสในช่วงบ่าย 
เชคอิน Hôtel Du Mont Blanc (นอนที่นี่ทุกคืน) 
ช่วงเย็นๆไป Pont de Bir-Hakeim
ล่องเรือชมแม่น้ำกับ Bateaux Parisiens
วันอังคารที่ 5
นั่งรถไฟ TGV ไป Mont Saint-Michel 
ทาน Omlet เตาถ่านต้นตำรับ 
ขากลับมาปารีสกินข้าวบนรถไฟ
วันพุธที่ 6
ช่วงเช้าไปย่านมงมาร์ต ชมโบสถ์ Sacré-Cœur, จัตุรัสศิลปิน Place du Tertre, Moulin Rouge 
ช่วงบ่ายไป Arc de Triomphe 
กลับไปนอนพักที่รร. ก่อนจะไปเดิน Louvre Museum 
ทานอาหารแถวโรงแรม
วันพฤหัสที่ 7 
ช่วงเช้าไป Palace of Versailles 
ช่วงบ่ายกลับมาชมโบสถ์ Sainte-Chapelle และโบสถ์ Cathédrale Notre-Dame de Paris 
ช่วงเย็นไปทานหอยทากที่ L'Escargot Montorgueil 
ไป Galeries Lafayette Haussmann และ Place Vendôme
วันศุกร์ที่ 8
ช่วงเช้าไปถ่ายรูปเทพีเสรีภาพจาก Pont de Grenelle 
แวะทานอาหารเช้าที่ Carmine Café 
เดินเที่ยวชมไอเฟลจาก Champ de Mars 
นั่งรถไฟเพราะเมื่อยและหนาวไปดูไอเฟลจาก Trocadéro Gardens 
ช่วงเที่ยงไปทานอาหารมิชลิน 1 ดาวที่ร้าน Neige d'été 
ไป Av. des Champs-Élysées 
ช่วงเย็นไป Catacombs of Paris
วันเสาร์ที่ 9
ช่วงเช้าเดินไปชม Cathédrale Notre-Dame de Paris จากทางด้านหลัง
ไป Pont Neuf และ Place Dauphine สถานที่ถ่ายทำฉากจบเรื่อง Me before you 
ทานข้าวก่อนเชคเอ้าท์ที่ Le Départ Saint Michel 
นั่ง RER กลับสนามบิน เดินทางจากปารีสไปโดฮา
วันอาทิตย์ที่ 10
เดินทางจากโดฮามาสุวรรณภูมิ และกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

การซื้อตั๋วรถไฟ TGV ผ่านเวปไซด์ SNCF หรือ Oui.Sncf
หลังจากวีซ่าอนุมัติ แผนนิ่งแล้ว ก็ถึงเวลาจองตั๋วรถไฟ เป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ที่เราเสียเงินแพงโดยใช่เหตุเพราะเราจองตั๋วรถไฟกระชั้นชิด จากเดิมที่หาข้อมูลแรกๆราคาหลัก 20-40€ อัพราคามาเป็น 100-150€ แต่ยังไงก็ต้องจอง เพราะถ้าไม่จองแล้วตั๋วหมดขึ้นมานี่เฮฮาเลย รวมแล้วเราเสียค่ารถไฟตลอดทริป 642€ หรือ 24,209 บาท 

ตั๋วรถไฟ TGV ทั้งหมดจองด้วยเวป sncf ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อไปเป็น Oui.sncf เมื่อช่วงที่เราเดินทางนี่เอง การจองตั๋วผ่านเวปนี้มีความยากลำบากอยู่เหมือนกัน เพราะจะมีปัญหาเวลาตัดบัตรเครดิต เราจองแล้วจองอีกมักจะติดอยู่หน้าตัดบัตรเสมอ จนเรารู้สึกว่าที่มีกระทู้บ่อยๆว่า sncf ไม่รับบัตรเครดิตไทยไม่ใช่เรื่องจริงหรอก เราว่ามันรับปกตินี่แหละ แค่ระบบบัตรเงินผ่านบัตรเครดิตของมันมีปัญหาเท่านั้นเอง ไหนๆพูดเรื่องตั๋วแล้วก็พูดให้จบเลย แต่แบ่งเป็นข้อๆแล้วกัน
- ตั๋วที่ได้จาก sncf มีทั้งตั๋วที่เป็น E-Ticket และตั๋วที่ต้องไปออกเอง ตั๋วที่ต้องไปออกเอง สามารถเลือกได้ว่าจะรับกับเจ้าหน้าที่หรือรับผ่านตู้ Kiosk สำหรับเรา เราว่ารับกับตุ้ Kiosk สะดวกกว่ามาก เพราะตู้มีเยอะมากแบบไร้คิว ส่วนรับกับเจ้าหน้าที่ตอนเราไปเห็นเข้าแถวยาวเลย

- การรับตั๋วต้องใช้บัตรเครดิตที่เราใช้จอง ย้ำว่าใช้บัตรเครดิตที่ใช้จอง เคยมีกระทู้พันทิปมาแล้วว่าตอนไปรับให้ใส่บัตรแล้วไม่ใส่ เพราะคิดว่าจะคิดเงินอีกรอบ เลยเดินเข้าไปเลยแต่เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วไม่ยอม โดนซื้อตั๋วใหม่ราคาแพงตัวกรอบเลย

- สามารถกดรับตั๋วจากเครื่อง Kiosk ได้ตลอดเวลาก่อนเดินทาง อย่างของเรามีการเดินทางทีต้องใช้บริการ sncf ในวันอาทิตย์ วันจันทร์ อังคาร แต่เรามีการเดินทางตั้งแต่วันเสาร์ เราก็กดตั๋วของทุกวันออกมาเก็บไว้ได้เลย

- แม้ว่าจะได้ตั๋วชนิด E-Ticket มา แต่อยากจะได้ตั๋วมาถือในมือเพื่อความสบายใจก็สามารถไปกดรับได้ โดยใส่ Reference number ที่ได้มาตอนจอง ทุก Booking จะมี Reference code มาให้ อาจอยู่ส่วนหัวเรื่องของ Email หรือกลางๆหน้ากระดาษ หรือท้ายกระดาษ เราจอง 5 Booking มันอยู่ไม่เหมือนกันสักที่

- การตรวจตั๋ว แต่ละขบวนทำไม่เหมือนกันเลย มีทั้งตรวจตั๋วก่อนเข้าชานชาลา, เจ้าหน้าที่มาตรวจบนขบวนรถ, แสกนตั๋วผ่านประตูกั้น









เรื่องการซื้อตั๋วเอาไว้พอประมาณตรงนี้ก่อน เพราะเกี่ยวกับการใช้ตั๋วโดยสารก็จะมีเรื่องยิบย่อยอีก เดี๋ยวเขียนในหัวข้อถัดไป

ร้านอาหาร

เราไม่มีความรู้เรื่องอาหารการกินในฝรั่งเศสมากนัก เพิ่งมาตื่นตัวใกล้ๆวันเดียวทางว่าควรจะไปทานอะไรบ้าง รู้แค่ว่าต้องไปลอง “หอยทาก” ความบังเอิญจากการเห็นใน IG เลยเจอร้านหอยทากร้านดังอยู่ร้านนึงก็ Bookmark เอาไว้ และเตรียมตัวเรื่องมารยาทการทานอาหารของฝรั่งเศสจากวิดีโอของขุ่นแม่โมเม ใครสนใจก็ตามต่อได้จาก Link นี้นะคะ มีประโยชน์มากทีเดียว



ระหว่างหาข้อมูลก็ได้เจอร้าน Neige d'été จากรายการ หนีเที่ยว เลยกดจองไปเลยจ้า ได้อีเมล์คอนเฟิร์มยังไม่ทันถึงนาที ได้รับโทรศัพท์จากประเทศฝรั่งเศสทันที คุยกันรู้เรื่องแค่ว่าโทรมาจากร้านที่คุณเพิ่งจองเมื่อครู่ ผมอยากถามว่า!’$,~%$$* คือฟังไม่เข้าใจแล้ว เลยบอกให้ส่งเมล์มาเถอะ เธอก็ส่งเมล์มาหลังจากนั้นแปปเดียว เธอแค่จะถามว่า แพ้อาหารป่ะจ๊ะ ฮ่าๆ คุยกันรู้เรื่องสักที เดี๋ยวจะมาเล่าเป็นฉากๆเลยว่า ร้านนี้มันดีอย่างไร ที่แน่ๆ ใครไปฝรั่งเศสแนะนำค่ะ

*ร้าน Neige d'été จะอยู่ในนาทีที่ 10:19 เป็นต้นไปนะคะ


การแลกเงิน
อัตราแลกเปลี่ยนตอนเราแลกที่ร้านซุปเปอร์ริช สาขาเมกกะบางนา วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560  ได้ 1 ยูโร / 38.5 บาท 

ร้านซุปเปอร์ริชสาขาเมกกะบางนา ถ้าจะไปแลกเงินบาทเป็นสกุลอื่น ต้องโทรไปจองด้วยนะคะ ของเรานี่จองแล้วเปลี่ยนยอดตั้ง 3-4 รอบ เพราะตอนแรกตั้งใจจะจ่ายค่าโรงแรมเป็นเงินสดเลย ก็โทรไปจองซะยอดเยอะเชียว ตอนหลังมาเปลี่ยนใจจ่ายด้วยบัตรเครดิตดีกว่า ยอดหายไปตั้งหลายหมื่น เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ยอดถ้าลดลง แล้วแต่ลูกค้า แต่ว่าต้องเพิ่มควรโทรไปแจ้ง เพราะเขาจะได้กันเงินไว้ให้ค่ะ ตอนไปแลกสามารถแจ้งพนักงานได้นะคะ ว่าอยากได้แบงค์เล็กหรือใหญ่ ของเราระบุตั้งแต่ตอนโทรจองเลยค่ะ ว่าขอแบงค์เล็ก

-----------------------------------------------------------------------------------------------
ยังไม่ทันได้ออกเดินทาง Blog ก็ยาวเป็นหางว่าวแล้วจ้า 
เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน ขอตัดตอนเป็นฉากๆไปแล้วกันนะคะ
ติดตามต่อได้ในภาคถัดไปค่ะ 




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2560    
Last Update : 27 ธันวาคม 2560 12:31:38 น.
Counter : 134 Pageviews.  

รีวิวที่พักสามคืนที่สมุย [Khun Chaweng] [D5 : บนเกาะนางยวน] [Mercure Samui thana]



หลังจากได้อานิสงค์จากสายการบินบางกอกแอร์เวย์ เราจึงได้ตั๋วจากอู่ตะเภาไปลงสนามบินสมุยได้ในราคาไปกลับประมาณ 1300 บาท

สำหรับไฟล์ทนี้ PG 294 เดินทางด้วยเครื่องบินTURBOPROP ใช้เวลา 1.20 ชั่วโมง ถึงสนามบินสมุยราวๆ 18:25เครื่องคนน้อยดี จัดการอะไรๆก็ไว ไม่ว่าจะกระเป๋า เรียกขึ้นขึ้น เครื่องขึ้นบินฯลฯ ไม่ดีเลย์เลย

ในส่วนของเครื่องบิน ข้าวต้มมัด การเดินทางอะไรขอไม่พูดถึงแล้วกันนะคะครั้งนี้ขอเน้นไปที่ที่พักเลยดีกว่า เพราะว่าหารีวิวยากเย็นเหลือเกินสำหรับบ้านพักD5บนเกาะนางยวน ห้องพักของ Mercure และพักที่ KhunChaweng

ซึ่งเราเองเราก็ค้นกันทุกคีย์เวิร์ดแต่ไม่รู้ว่าเจ้ารีวิวที่พักแห่งนี้ไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ไม่ค่อยเจอข้อมูลที่ Update เท่าไหร่เลย เลยขอมาแบ่งปันและเล่าให้ฟังเกี่ยวกับทั้งสองที่พักที่ไปพักมาแล้วกันค่ะ

เริ่มที่ที่พักคืนแรก Khun Chaweng Resort ห้อง304 (ส่งเมล์ไปจอง) ราคา 1200 บาท ค่ามัดจำกุญแจ 500 บาทน้ำฟรี 2 ขวด

Strength:

- ห้องกว้างมาก

- อยู่ในย่านบันเทิงเริงรมย์

- เครื่องทำน้ำร้อน น้ำเย็นใช้งานได้จริงๆ

- ห้องน้ำมีสายชำระ, ฝักบัวแบบ Rain Shower

- ดีไซด์ห้องเก๋ดี ตำแหน่งลงตัว

- มี 7-11 อยู่ใกล้ๆ

- เตียงนุ่มกว่ามาตรฐานที่คาดไว้


Weakness :

มีเสียงดังจากคาบาเร่ที่อยู่หน้าที่พัก

- ไม่มีอาหารเช้า

- ไม่มีพวกสบู่/ยาสระผมให้

- ปลั๊กไฟน้อยมาก

- ทีวีภาพเบลอมากกก(แต่ส่วนใหญ่ไปพักก็คงไม่ได้ดูอยู่แล้วใช่ไหม)

- ห้องเป็นกระจก แสงจากด้านนอกเข้ามาได้ทำให้ห้องสว่างแม้มีม่านก็บังได้แค่หน้าห้อง แสงเข้าจากหลังห้องบริเวณห้องน้ำอยู่ดี

- เสียงเครื่องบินดังไปหน่อยเราไม่ชินจริงๆกับการมีเครื่องบินใกล้ๆหัว

- สระว่ายน้ำดันปิดวันที่เราไปพักพอดี(โธ่วววววววววววว)

เนื่องจากว่าเรามาถึงที่พักขุนเฉวงนี่ก็เย็นมากแล้วค่ะเลยไม่ได้สำรวจรอบๆทีพักเลย ว่ามี Facility อื่นๆที่น่าสนใจอะไรอีกบ้างพอเห็นป้ายว่าสระว่ายน้ำปิดก็หมดใจเดินสำรวจแล้วค่ะ เลยเดินหาของกินมื้อเย็นดีกว่ามีดูสภาพห้องกันดีกว่าค่ะ ห้องที่ได้คือห้อง 304 นะคะจะอยู่โซนหน้าของที่พักเลยค่ะ ที่พักสองฝั่งเป็นคนละ Type ซึ่งส่วนตัวเราว่าห้องราคา1000 บาทก็โอเคแล้วกับการแค่มาพักเพื่อต่อไปอีกเกาะนึง รูปถ่ายมาแค่ไม่กี่มุมค่ะแต่ก็อยากแชร์เป็นประสบการณ์






ที่พักคืนที่ 2 นางยวน ไอซ์แลนด์ ไดร์ฟ รีสอร์ท ห้อง D5 (จองโดยตรงผ่านเวปรีสอร์ท) ราคา 6000 บาท ค่ามัดจำกุญแจ 1000 บาท น้ำฟรี2 ขวด(ยี่ห้อสิงห์) มีอาหารเช้าให้ อาหาร 3-4 อย่าง

Strength:

- ห้องอยู่ใน Private Zone หลังสุดท้ายโดย Private Zone นี้จะอยู่ใกล้บาร์น้ำและที่นวดตัว

- ข้างบ้านติดโขคหินข้ามโขดหินไปทะเลสวยมากกกกกก

- มีสบู่ ยาสระผมแบบกดๆให้ด้วย

- ทีวีดูละครพี่แอนดริวกับขุ่นแม่พลอยได้ด้วย

- มีไดร์เป่าผมให้

- ห้องน้ำสะอาดแบบยอมรับได้ มีสายชำระและน้ำทุกจุดแรงมากกกกกก

- เครื่องทำน้ำอุ่นใช้งานได้ดี

- ลมพัดหน้าบ้านตลอดเวลานั่งเพลินๆได้ทั้งกลางวันกลางคืน

- มีเรือรับ-ส่งฟรีจากเกาะเต่า ควรโทรมาแจ้งกับที่พักไว้เพื่อที่เขาจะได้รับเราถูก

- เชคอินได้ตั้งแต่เช้า ถ้าห้องว่างไม่จำเป็นต้องรอเวลาเชคอินตอนเที่ยง

- พักที่นี่ มีสิทธิได้นั่งรอเรือใน Lobby ไม่ต้องไปเบียดเสียดรอที่โรงอาหารกับกรุ๊ปทัวร์

- นั่งที่เก้าอี้ชายหาดได้ฟรีหลังเชคเอ้าท์แล้วจนกว่าจะกลับไม่มีค่าธรรมเนียมขึ้นเกาะ

- ถ้ายังไม่เชคเอ้าท์ เช่าสนอคเกิ้ล/ชูชีพได้ไม่ต้องมีค่าประกัน(เพราะมีประกันห้องอยู่)

- ได้เจอบรรยากาศที่ดีที่สุดบนเกาะนางยวนโดยไม่ต้องแย่งกับมวลมหาประชาชน

Weakness:

- สภาพห้องเก่ามากแล้ว ตามที่คาดคิดไว้มีร่องรอยการรอซ่อมอยู่โดยรอบของห้องพัก พวกผ้าม่าน, ผ้านวม, ผ้าปูเตียงก็เก่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้มีกลิ่นน่ารังเกียจ อย่าคาดหวังไว้เยอะ สำหรับเราคือดีกว่าที่คิดเอาไว้มาก

- ข้างล่างห้องเป็นคล้ายที่เก็บของตอนกลางคินมีพนักงานมาหยิบของด้วย รู้สึกระแวงๆเหมือนกัน

- เตียงสูงนะ ระวังตกเตียง

- แม้จะเป็น Private Zone แต่พนักงานของบาร์น้ำก็เดินให้ว่อนเหมือนกันมีเด็กน้อยด้วย ก็จะมีเสียงร้องบ้าง เสียงกรี๊ดบ้าง

- อาหารแพงมาก มากจนแบบจะกินน้ำแต่ละทีนี่มีท้อ

สำหรับเราแล้ว การมานางยวนคือเป้าหมายหลักของการเดินทางครั้งนี้ค่ะเราเคยมาตั้งกระทู้ถามใน pantip อยู่ครั้งนึงว่ามันจะคุ้มค่าไหม กับการเสียเงินค่าที่พักราคาพอๆกับโรงแรม 5ดาวกับสภาพห้องประมาณนั้น ยอมรับว่าทำใจไว้เยอะมากๆนะคะ สำหรับการเลือกพักห้องนี้แต่เนื่องจากการจองพยายามหลีกเลี่ยงห้องที่อยู่บนเขาเพราะว่าไม่สามารถเดินขึ้น-ลงเขาได้หลายๆรอบตลอดเวลาที่เข้าพักดังนั้นจึงลองเสี่ยงดู ก็ถือว่าคุ้มค่ามากค่ะ สำหรับ 6000 บาทที่เสียไปนี้ 























ที่พักคืนที่ 3 Mercure Samui Chaweng Thana ห้อง 220 (จองผ่าน Agoda) ราคา 2,135.41 บาท น้ำฟรี 2 ขวด(ยี่ห้อคริสตัน) ไม่รวมอาหารเช้า(ถ้าต้องการอาหารเช้าหัวละ 250 บาท)

Strength:

- ชอบห้องมากกก โทนสี เฟอร์นิเจอร์ แปลนห้องครบครัน

- มีน้ำคริสต้นสักที คือบ้านเราไม่กินน้ำสิงห์น่ะ

- ห้องเงียบดี เสียงเครื่องบินไม่ดังเท่าไหร่

- ใกล้ 7-11 เดินไปซ้ายไปขวาไม่เกิน 200 เมตรก็เจอ

- ชักโครกมีสายชำระ

- มีไดร์เป่าผม

- มีเซทสบู่ ยาสระผม แบรนด์เมอร์เคียวให้ด้วยแต่ก็ไม่ได้ใช้เลย เพราะเตรียมไปเอง

- มีบัตรเอาไว้เสียบเพื่อให้ไฟในห้องติดตลอดเวลา คือมันช่วยได้เยอะเลยเพราะกว่าจะถึงห้องแบตหมดทั้งกล้องทั้งโทรศัพท์ (ไม่อนุรักษ์พลังงานเท่าไหร่แต่เราก็ไม่ได้เปิดไฟอื่นๆทิ้งไว้นะ)

- มีบริการรถส่งที่สนามบิน ซึ่งเราจองแบบ Share bus เอาไว้ คนละ 120 บาทมั้ง ถ้าจำไม่ผิด แต่เอาเข้าจริงๆเขาเอารถ Avanzaของโรงแรมไปส่ง ซึ่งจริงๆแล้วเนี่ย มัน 500 บาทต่อเที่ยวแต่เราได้นั่งสองคนฟินๆ 240 บาท โฮ่ะๆ


Weakness:

ตัวห้อง 220 เนี่ย เดินไกล คือแทบจะสุดตึก ด้านในห้องไม่มีอะไรจะติดีตามมาตรฐานโรงแรม

- ไฟทางเดินมืดไปหน่อยยิ่งบันไดทางขึ้นจากสระน้ำนี่คือมืดเลยแหละ ไม่มีไฟติดตั้งสักดวง

ที่เมอร์เคียวนี้ เราลังเลอยู่นานพอสมควรว่าจะจองที่นี่หรือว่าจะไอบิสบ่อผุดดี เลือกแล้วเลือกอีกมาจบที่นี่ด้วยเหตุผลที่ว่า เราควรเปลี่ยนแบรนด์บ้างอะไรบ้างไม่ควรจำเจอยู่แต่กับไอบิส เคยนอนที่พัทยา แปลนห้องก็เดิมๆกับกระบี่ โทนสีเฟอร์นิเจอร์ก็แบบเดียวกัน ราคาก็ไม่ได้ต่างกันมากมาย เมื่อเลือกแล้วก็ประทับใจมากสามีชมตลอดเลยว่าชอบดีไซน์ ชอบเฟอร์นิเจอร์ ชอบการตกแต่งโรงแรมโดยรวม






















หมดแล้วค่ะ ภาพทั้งหมดถูกถ่าย ณ วันที่ 16, 17, 18 กรกฎาคม 2559 ตามลำดับนะคะ 




 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2559    
Last Update : 21 กรกฎาคม 2559 15:13:05 น.
Counter : 1194 Pageviews.  

ทริปชิลล์มาก ถึงมากที่สุด ณ สระมรกต น้ำตกร้อน ทะเลแหวก เกาะปอดะ ไร่เล รวมเวลา 3 วัน 2 คืน กับกระบี่ท



สถานที่สำคัญน้อยกว่าเพื่อนร่วมทาง

กระบี่ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามสำหรับเราแล้วค่ะ ครั้งแรกไปกับสามี ครั้งที่สองไปกับออฟฟิต ครั้งนี้ไปกับบรรดาเพื่อนสนิทเกือบครบแก๊งค์ เนื่องจากอีกคนนึงมีภารกิจโอนบ้าน เลยไปด้วยไม่ได้
การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาทั้งหมด 3 วัน 2 คืน โปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินไม่มี แต่ก็จองไปกัน โดยขาไปเลือกสายการบินไลออนแอร์ ราคา 1115 บาทต่อคน และขากลับได้ราคา 890 บาทต่อคน



ส่วนเรื่องโรงแรม หลังจากจองตั๋วเครื่องบินยาวนานข้ามปี (ทั้งทีไม่ใช่โปรโมชั่น) ก็นั่งส่อง Agoda มาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งได้เห็นโปรที่ค่อนข้างถูกใจ คือคืนละ 925 บาทกับห้อง Ibis Style รวมอาหารเช้า ซึ่งหมายความว่าเรานอนกันสองคนกับเพื่อนก็จ่ายค่าห้องคนละประมาณ 500 บาทต่อคืนเอง และมาตรฐานโรงแรมก็ชัดเจนดี ไม่น่าจะทำให้ผิดหวัง แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ



วันเดินทาง เราออกเดินทางกันตั้งแต่ตี 4 จากบางแสน เพราะต้องเข้าไปรับเพื่อนอีกสองคนแถวเทพารักษ์ แล้วตรงไปดอนเมือง เนื่องจากเชคอินผ่านเวปมาเรียบร้อยและไม่มีกระเป๋าโหลด จึงไปถึงสนามบินประมาณ 05.45 น. ซึ่งพอดีกับเวลา Boarding Time ตอน 6.05 น. เช้านี้เติมพลังกันด้วยกาแฟปั่นเมนูโปรดและนัตเกตไก่ KFC กันก่อนเดินทาง




Gate ที่ออกวันนี้ 47 เดินตรงไป ลงบันได แล้วเดินตรงไป อะไรจะไกลขนาดน้านนน แถมยังต้องนั่งรถบัสไป Gate อีกอาคารนึงด้วยนะ


08.00 น. ถึงสนามบินกระบี่อย่างปลอดภัย หมายเหตุ : เรื่องบินไลออนแอร์เสียงดังมากกกกกกกก ที่นั่ง 14F เราเลือกที่นั่งหน้าเครื่องยนต์หรือเปล่าเลยดังขนาดนี้ แต่ดังจนปวดหู เพื่อนก็บอกว่าดังจริง 

โปรแกรมวันแรกของเราเข้านี้ เราจะเช่ารถตู้จากสนามบินไป One day trip กันที่สระมรกต น้ำตกร้อน และวัดถ้ำเสือ โดยใช้บริการรถตู้ของพี่เอื้อมเดือน ที่มีโฆษณาอยู่ใน Pantip ในเรื่องการให้คำแนะนำหรือบริการจากคนขับค่อนข้างเฉยๆ และขับรถเหวี่ยงมาก
จุดแรกที่ไปเที่ยวก็เป็นสระมรกตค่ะ ด้านในสระมรกตห้ามเอาอาหารเข้านะคะ ดังนั้นถ้าหิวกินเข้ามาให้อิ่มก่อน ไม่งั่นต้องโดนแขวนถุงอาหารไว้ที่ราวแขวนถุงแบบนี้ค่ะ พวกเราก็โดนแขวนไข่ต้มไว้เหมือนกัน



ข้างๆกับที่ขายตั๋วเป็นธารน้ำเล็กๆค่ะ น้ำใสมากกกกก กอไก่ล้านตัว ต้อนรับได้ประทับใจมาก จากนั้นเป็นการเดินเข้าไปสู่ด้านในของเพื่อไปสระมรกตค่ะ เราเลือกทางเดิน 1400 เมตร เพราะเห็นว่าทางทำไว้ดี เป็นคล้ายๆเส้นทางศึกษาธรรมชาติ การเลือกทางนี้ก็เหนื่อยพอสมควรนะคะ 



แต่ระหว่างทางหลังจากเดินไปเกือบใกล้ๆถึงสระมรกตแล้ว ก็จะเจอสระแก้วค่ะ นอกจากนี้ก็มีทางน้ำต่างๆระหว่างทางอีกเยอะเลยค่ะ น้ำใสมากๆทุกที่จริงๆ



ถึงแล้วค่ะ 1400 เมตรจบลงเสียที สระมรกต วันนี้คนจะว่าเยอะ ก็เยอะ จะว่าน้อย ก็น้อย ไม่ได้เยอะมากเท่าที่จินตนาการเอาไว้



เราถ่ายรูปกันอยู่พักๆก็ออกจากสระมรกตค่ะ เพราะเครื่องสำอางค์ยังไม่หลุด เดี๋ยวไปที่ถัดไปถ่ายรูปไม่สวย ฮ่าๆ จุดหมายถัดไปเป็นน้ำตกร้อนค่ะ ความจริงจุดนี้พวกเราลังเลกันพอควร เพราะว่าตอนเดินออกมาจากสระมรกตเจอน้องที่ทำงานของเพื่อนในทริปพอดี น้องบอกน้ำน้อยมาก คนก็เยอะ เราก็ชั่งใจกันพอสมควร แต่ไหนๆมาแล้วค่ะ รถก็จ้างมาแล้ว ไปๆให้มันรู้ละกันว่าน้ำตกร้อนมันเป็นยังไง

ใช้เวลาไม่นานมากเราก็มาถึงน้ำตกร้อนกันค่ะ หลังจ่ายค่าธรรมเนียม รถไปส่งเราถึงหน้าจุดตรวจตั๋วเลย เดินเข้าไปนิดเดียวก็เจอจุดแช่น้ำร้อนแล้ว
เราเป็นคนชอบน้ำร้อนมาก แช่เท้าลงไปเราว่าธรรมดา แต่เพื่อนๆบอกร้อนมาก กว่าจะปรับตัวได้ต้องแช่กันพักใหญ่



เดินต่อเข้าไปอีกนิดก็เป็นน้ำตกค่ะ มีคนเล่นน้ำไม่กี่คนก็ทำให้น้ำตกร้อนแน่นเลย เหอๆ ตรงจุดที่ร้อนมีอยู่นิดเดียวอ่า ผิดหวังหน่อยๆ หลังน้ำตกลงมาน้ำนี่อย่างเย็นเลย อุตส่าห์ตั้งใจมาเปียกนี่ยังไม่ได้เปียกเลย ฮ่าๆ ใช้เวลาอยู่น้ำตกร้อนไม่ถึงครึ่งชั่วโมงค่ะ เพราะไม่ได้มีกิจกรรมอะไรมากมาย ออกจากน้ำตกร้อนตั้งใจจะไปวัดถ้ำเสือกันต่อ แต่ระหว่างแวะหาข้าวกินกันก่อน ได้ร้านโดยไม่ได้ตั้งใจมาจากพี่เภสัชกรแถวๆห้างโวค(หรือเปล่า) บอกให้ยูเทิร์นกลับไปนิดนึง จะมีร้านเปิบพิศดารอยู่ ผัดหมี่อร่อย เค้าว่างั้น ก็ตามเขาไปค่ะ ร้านที่ออกคือ ร้านป้าเหรียญ ค่ะ อยู่ตรงข้ามธนาคารออมสินเลยค่ะ 



อาหารที่สั่งก็จัดหมี่ฮกเกี้ยนชามใหญ่มาเลยค่ะ แบ่งกันกิน 7 คน เพื่อนบอกอร่อยมาก มีหมูกรอบ หมูชิ้น หมึก กุ้ง แต่เราเคยกินแบบภูเก็ตอันนั้นเขาผัดแห้งๆ เราชอบแบบนั้นมากกว่า อันนี้เหมือนราดหน้าไปหน่อย



แกงส้มปลา(จำชื่อปลาไม่ได้) ชามนี้เป็ดน้ำตาไหลค่ะ เพื่อนอุตส่าห์กระซิบพี่เจ้าของร้านแล้วว่าลดเผ็ดลงหน่อยนะคะ แต่ชิมเข้าไปน้ำตาไหลจริงจังเลยค่ะ เผ็ดมากกกกก แต่รสชาติครบเครื่องนะ แค่เราไม่กินเผ็ดเท่านั้นเอง



ผัดผักรวม จานนี้ผักอร่อยค่ะ กรอบกำลังดี รสชาติกลมกล่อมถูกปากค่ะ



ขาหมู อันนี้เฉยๆ เนื้อแข็ง ธรรมดามาก



ยำกุ้งสด ตอนแรกเข้าใจว่ากุ้งสดคือกุ้งสดๆ เพิ่งออกทะเลแล้วเอามาลงครัว ผ่านความร้อนแล้วมาเสิร์ฟ พอยกมาที่ไหนได้ กุ้งสดๆ เพิ่งแกะเปลือกเลยนี่นา ตอนแรกมองตากัน จะยังไงดี แต่พอกินเท่านั้นแหละ ร้องจะกินกันอีกจาน น้ำยำเด็ดมาก กุ้งก็สดมาก เป็นเมนูเด็ดประจำทริปเลยค่ะ



หลังจากทานข้าวกันเสร็จ จุดหมายถัดไปคือวัดถ้ำเสือ แต่เนื่องจากเพื่อนสองคนของเราดันมาเป็นโรคผู้หญิงฉับพลัน เลยพับโปรแกรมวัดถ้ำเสือไปโดยปริยายแล้วมุ่งหน้าไปโรงแรมแทน 

โรงแรมของเราอย่างที่บอก เราเลือก Ibis Style เอาไว้ ที่ตั้งโรงแรมจะอยู่ตรงข้ามมัสยิดเลยค่ะ ห่างจากสามแยกตรงที่ขายตั๋วเรือหางยาวประมาณ 3 กิโล Ibis วันนี้มีที่ติเรื่องเดียวคือได้ห้องช้าค่ะ เราไปถึงตอนบ่ายสามโมง จองไว้ 4 ห้อง ได้ห้องเลยแค่ 2 ห้องคือห้องแบบธรรมดา Single Bed ส่วนห้อง Double Bed กับห้อง Family ได้หลังจาก Check in ประมาณ 2 ชั่วโมงเลยค่ะ


มาดูบรรยากาศโดยรวมกันบ้างนะคะ เริ่มจาก Welcome drink เลยค่ะ น้ำสัปปะรด หวานชื่นใจ กดทานได้เรื่อยๆ มันดีก็ตรงนี้



ที่นั่งของโรงแรม สีสันแสบทรวงดีมากค่ะ



มุมอินเทอเน็ท มีกิมมิคปีนคนปีนเขา ซิกเนเจอร์ของกระบี่อยู่ด้วยค่ะ



สระว่ายน้ำนี่ประทับใจมากนะ เพราะว่าเป็นน้ำอุ่น และเป็นน้ำเกลือ คือไม่แสบตาเลยเวลาเล่น บรรยากาศก็ดี วิวภูเขาหินปูนด้านหลัง ดีงามมาก



บาร์ต่างๆ เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีสีสันและตกแต่งก็เด่นดีค่ะ



มีโต๊ะพูลหรือโต๊ะสนุ๊กหว่าให้เล่นด้วยนะ



โรงแรมมีฟรี wifi ให้แขกทุกคน ความแรงก็แรงใช้ได้ 



สำหรับห้องพักแบบ Single Bedroom กับ Double Bedroom เราไม่ได้ถ่ายรูปมานะคะ ถ่ายมาแค่ห้อง Family ซึ่งเป็นห้องที่เรานอนเท่านั้น เรียกได้ว่าหารกันคนละ 1000 กับเพื่อนคุ้มมากค่ะ กับห้อง Family เพราะว่าห้องมีพื้นที่ได้เดินเหินกันไม่อึดอัด เพื่อเราใช้ห้องนี้เป็นที่ปาตี้ทั้งสองคืนเลยค่ะ

มีเตียง 2 ชั้น เรานอนชั้นล่าง ชั้นบนว่างค่ะ มีตุ๊กตาให้กอดด้วย ถูกใจคนติดหมอนข้างอย่างเราที่สุด

มื้อค่ำวันแรก เราเลือกหาอะไรกินที่อ่าวนางค่ะ ให้ตุ๊กๆมาปล่อยที่หาด แล้วเดินหาร้านกิน เราเลือกไม่กินอาหารทะเลพวกครัวธารา หรือร้านอาหารทะเลดังๆค่ะ เพราะว่าเราอยู่ชลบุรีเราก็กินกันเบื่อแล้ว และเราค่อนข้างมั่นใจว่ารสชาติทางบ้านเราดีกว่าแน่นอน เราเลยเลือกทานพวกพิซซ่าค่ะ เดินไปเดินมาก็มาหวยออกที่ร้านนี้ค่ะ ร้านอะไรไม่รู้ แต่รสชาติพิซซ่าใช้ได้เลยค่ะ แป้งบางกรอบ หน้าพิซซ่าที่เลือกเป็นแซวมอนรมควันกับแฮมเห็ด อร่อยทั้งสองอย่างค่ะ เพื่อนทานสลัดก็บอกว่ารสชาติด่ะ ลาซานญ่าใช้ได้แต่ไม่เด็ด สปาเก็ตตี้คาโบนาร่าธรรมดา ค่ะ



หมดแล้วค่ะ 1 วัน 1 คืน ในกระบี่ เราแยกย้ายกันเข้านอนและนัดกันตอนเช้า 8 โมงเพื่อลงมากินข้าวแล้วออกไปเหมาเรือไปทะเลแหวกค่ะ อาหารเช้าก็ตามมาตรฐาน Ibis ค่ะ ไม่ได้เยอะมาก เป็น American Breakfast ทั่วไป



หลังกินข้าวเสร็จก็วนไปเวียนมา กว่าจะได้ออกเรือโน่นค่ะ 10 โมงโน่น แต่เฉยๆค่ะ เราไม่ได้รีบเที่ยวเก็บ RC ขนาดนั้น หลังจากซื้อตั๋วเรือเสร็จก็เตรียมเสบียงไปกินบนเกาะกันค่ะ ออกเรือที่แรกที่ไปเลยคือทะเลแหวกค่ะ ซึ่งมันแหวกไปแล้วแหละ แต่ก็ต้องไปใช่ไหม เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง จังหวะเข้าใกล้ทะเลแหวกนี่เราสะพรึงมากค่ะ คนเยอะมากกกกกกกกกก แบบว่าทัวร์เรือลำใหญ่ประมาณ 3 ลำ และเรือหางยาวเรียงกันเป็นตับ ช่างต่างจากครั้งแรกที่มามากค่ะ ครั้งนั้นช่วงเย็นไม่มีคนเลย นี่ก็อาศัยเดินหามุมที่ไม่มีคนถ่ายรุปกันไป




เราถ่ายรูปบนทะเลแหวกกันพักเดียวค่ะ คือถ่ายรูปยังไงก็ติดคนน่ะ เลยเบื่อๆ ก็ออกไปเกาะปอดะดีกว่า แต่ก่อนไปเกาะปอดะก็ต้องไปชมเกาะไก่เป็นพิธีนิดนึงค่ะ พอเห็นเกาะไก่ก็บอกพี่คนขับว่าไปเลยพี่ หนูเห็นละ 



เราลงเกาะปอดะกันช่วงเที่ยงๆค่ะ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ทัวร์สี่เกาะต่างๆมาแวะทานข้าวกันที่เกาะปอดะ คนเยอะมากค่ะ ด้วยความที่เคยมาครั้งนึงแล้ว คราวที่แล้วพลาดมากค่ะ มัวนั่งอยู่แต่ตรงแลนด์มาร์คของเกาะ ไม่ได้เดินเล่นหรืออะไรเลย พอออดจากเกาะมา โอ้โห ข้างหลังมันสวยมากเลยนะ คราวนี้เราเลยเดินดุ่ยๆๆๆไปทางด้านในของเกาะเลยค่ะ ซึ่งพอเริ่มห่างจากตรงแลนด์มาร์คมาก็ไม่ค่อยมีคนค่ะ เลยได้จุดนั่งปูผ้ากันใต้ต้นไม้ ฟินมากค่ะ ไม่ค่อยมีใครมาวุ่นวาย 



เราตั้งใจจะปิคนิคกันบนเกาะปอดะนี้จนถึงสี่โมงเย็นเลยค่ะ บางคนก็นอนพัก บางคนก็เล่นน้ำ บางคนก็กินข้าวกันไป ยิ่งหลังจากช่วงที่ทัวร์ออกจากเกาะไปแล้ว คนไม่มีเลยค่ะ อย่างกะหาดส่วนตัว
ใกล้ๆสี่โมงเย็น เราเริ่มเก็บของกลับละค่ะ นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถ่ายรูปกับแลนด์มาร์คของเกาะปอดะเลย มาถ่ายเอาเวลานี้ไม่เสียดายเลยค่ะ เพราะไม่ค่อยติดคน ไม่ต้องแย่งหามุมกันถ่ายรูปด้วย ฟินๆกันไป



จบทริปทัวร์สี่เกาะ แบบที่จริงๆแล้วไปอยู่สองที่ กลับไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ วันนี้ตั้งใจไปหาข้าวต้มกินกันค่ะ แต่ก่อนร้านรวงจะเปิด มีเวลาเยอะมากๆๆๆ เลยนั่งๆ นอนๆ กินๆ ว่ายน้ำ นวดตัว ยาวๆเลยค่ะ ส่วนเพื่อนๆที่ไม่ได้นวดก็ไปนอนเล่นทางด้านหลังสระว่ายน้ำ จะมีดาดฟ้าเล็กๆอยู่ บรรยากาศตอนเย็นดีงามมากนะคะ



รูปข้าวที่ร้านข้าวต้มนี่ไม่ได้ถ่ายมาเลยค่ะ แต่เราเดินออกมาจากไอบิสได้แปปนึงก็เจอค่ะ ตรงข้ามกับเซเว่น อาหารรสชาติใช้ได้ แต่ซุปเปอร์ขาไก่ไม่อร่อย ขาไก่ไม่ยุ่ย แต่อย่างอืนโอเคค่ะ

หลังจากกินข้าวต้มก็แวะซื้อโรตีกันแปปนึง อันละ 40-60 บาท อร่อยดีค่ะ 



หลังจากปาตี้กันเล็กๆในห้อง เราก็รีบนอนค่ะ เพราะว่ามีเพื่อน 2 คนที่ต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปสนามบินตอน 7 โมง ซึ่งนัดนัด Taxi เอาไว้ว่าให้มารับตอน 6 โมงเช้า แต่เราพลาดตรงที่เราลืมโทรไปย้ำกับ Taxi เพื่อนโทรมาตอน 6.15 บอกว่ารถยังไม่มา เรานี่ตาสว่างเลย โชคดีที่รถยังมาทัน พาไปส่งสนามบินได้ทันเวลา เพื่อนเลยเดินทางกลับอย่างปลอดภัย 



ส่วนพวกเราที่เหลือ 5 คนยังคงตกลงกันไม่ได้ว่าจะเอายังไงกับชีวิต แต่เนื่องจากตอนตื่นมาโทรหา Taxi ให้เพื่อน เราออกไปหลังห้องเจอภาพแสงอาทิตย์กำลังโผล่ขึ้นจากภูเขา เราเลยตัดสินใจว่า ไปไร่เลกันเถอะ



เนื่องจากว่ายังไม่ Check out ดังนั้นเราจึงมีเวลาไม่เยอะสำหรับการไปไร่เลย์ เราเลยกินข้าวกันไวมากตั้งแต่ตอนช่วงหกโมงกว่า กินเสร็จเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วนั่งรถฟรีของไอบิสไปที่อ่าวนางตอน 8 โมง แล้วซื้อตั๋วเรือหางยาว กว่าคนจะครบพอออกเรือ ก็ถึงไร่เลย์ก็ประมาณ 9 โมงกว่าๆ (นี่ขนาดว่ารีบกันแล้ว)

วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสมากกกก ช่างต่างจากเมื่อวานจริงๆ เมื่อวานไม่มีแดดเลย เราเลือกไปลงที่ถ้ำพระนาง เพราะพี่คนขับเรือ Recommend มาว่าไปเที่ยวไร่เลตอนนี้ ถ้ำพระนางสวยสุดแล้ว เราก็ว่าตามนั้น พอเรือเลี้ยวเข้าจอดเท่านั้น ว๊าวววว สุดยอดมาก พลาให้นึกถึงโฆษณาเนสกาแฟ ที่พี่เรย์ แมคโดนอลบอกว่า ไร่เลย์ คือที่สุดของผม พี่เรย์จ๋า ไร่เลย์คือที่สุดของหนูเหมือนกันค่ะ



ตอนแรกเรากะว่ามาไร่เลย์ แค่มาถ่ายรูปสวยๆ แต่พอเห็นทรายขาวๆ น้ำใสๆ บอกเลยทำใจไม่ได้จริงๆที่จะเล่นน้ำ โดดคนแรกจ้า ไม่มีชุดมาเปลี่ยนด้วย แต่หาแคร์ไม่ ถ่ายรูปมาไม่เยอะค่ะ เพราะลงเล่นน้ำลืมกล้องไปเลย ฮ่าๆ



หมดเวลาแห่งความสุขค่ะ เพราะเรายังต้องกลับไปเก็บของ อาบน้ำ และเชคเอ้าท์กันอีก ร่ำลาไร่เลกันดีกว่า ตอนแรกว่าจะไม่มากระบี่แล้ว เพราะว่ามา 3 รอบแล้ว แต่พอต้องจากไร่เลแบบนี้ มีตั๋วถูกๆอีกสงสัยจะใจอ่อนจองมาแน่ๆ 



กลับมาเชคเอ้าท์ตอนเที่ยง ความจริงเลทไปนิดหน่อยจนฟร้อนท์โทรมาตาม ก็รีบกวาดสรรพสิ่งลงมาเก็บข้างล่างต่อ เพราะว่ากว่า Taxi จะมารับไปสนามบินอีกทีก็บ่ายโมง เลยยังพอมีเวลาแต่งหน้า จัดกระเป๋าและนอนเล่นกันพักใหญ่

สุดท้าย Taxi ส่งเราที่สนามบินกระบี่ก่อนเวลา ความจริงแล้ว Boarding Time ของเราคือ 14.55 น. แต่มาถึงสนามบินตั้งแต่ 14.00 น. โน่นแน่ะ เครื่องดีเลย์นิดหน่อย แต่คุณกัปตันซิ่งมาก Take off ช้าไป 15 นาที แต่ถึงดอนเมืองตามเวลาเดิม ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปคนละทาง เพื่อไปทำหน้าที่ของตัวเอง จบทริปสุดชิลล์กันอย่างประทับใจและมีความสุขมาก อย่างที่เปิดเรื่อง สถานที่ สำคัญน้อยกว่าเพื่อนร่วมทางจริงๆ




 

Create Date : 27 มกราคม 2559    
Last Update : 27 ธันวาคม 2560 8:40:17 น.
Counter : 1804 Pageviews.  

รีวิวทริปเชียงใหม่ ภาค 3 : อุปสรรคขัดขา แต่ข้าไม่ยอมล้ม

Good Morning ณ ดอยอ่างขาง กับอุณหภูมิ -1 องศาเซลเซียส
ตื่นเช้ามาวันนี้ ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่า แปรงฟันเสร็จเราจะออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันเลย ไม่มีการอาบน้ำใดๆทั้งสิ้น
ไม่ใช่ว่ากลัวเสียเวลา แต่ว่ามันหนาวมากกกก ก้าวแรกที่ลงจากเตียงแล้วเทาสัมผัสพื้นนี่แทบทรุด อะไรจิหนาวขนาดนั้นคะ



ตี 5 ล้อหมุน คุณต้อมคนขับรถประจำทริปของเราพาไปจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นบ้านขอบด้ง ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นก็ถือโอกาสใส่บาตรทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลเสียหน่อย



จากนั้นก็หาโจ๊กร้อนๆกินแก้หนาว ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า โจ๊กที่นี่อร่อยกลมกล่อมมากๆ โจ๊กหมูเห็ดหอมให้เยอะ 35 บาท อิ่มหนำมากๆ
ที่ร้านจะมีน้ำชาร้อนๆให้กินแก้หนาวด้วย หากใครอยากทานปาท่องโก๋ ก็มีใครทานชุดละ 20 บาทเท่านั้น




ทานเสร็จแล้วเราไปนั่งรอดูพระอาทิตย์ขึ้นกันที่จุดชมวิว เดินจากลานขายของไปไม่ไกล ภาพแรกของจุดชมวิวที่พวกเราเห็นวันนี้หน้าตาแบบนี้ค่ะ





วันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นเวลา 07.05 นาที นั่งรอเพียงไม่นานพระอาทิตย์ก็ยิ้มแฉ่งรับวันอาทิตย์แล้ว





หลังจากพระอาทิตย์ขึ้น พวกเราออกมาจากจุดชุมวิว เจอน้องมะเมียยืนรอนักท่องเที่ยวถ่ายรูปอยู่ เลยเข้าไปถ่ายรูปกับน้อง เสียค่าถ่ายรูป 20 บาท
เราต้องรักน้องมะเมียเข้าไว้ เพราะปีนี้น้องมะเมียทำพี่เจ็บมาก พูดเลย พยศตั้งแต่ต้นปี ชงมากพี่อิ่ม เลิกชงได้แล้วนะน้องนะ ไม่งั้นเดี๋ยวโดนจับจุ๊บ


ล่วงเลยเวลาเกือบ 8 โมงเช้า คุณต้อมพาเราไปแอ่วกันต่อ ที่ฐานปฏิบัติการบ้านนอแล ชายแดนไทยพม่า
ขึ้นไปถึงพี่ๆทหารเตรียมตัวเคารพธงชาติพอดี นักท่องเที่ยวสามารถเข้าแถวเตรียมเคารพธงชาติกับพี่ๆได้ด้วย




ฐานนี้จะมีน้องหมาตัวนึง ถ้าฐานปฏิบัติการแห่งนี้เป็นโรงเรียน เจ้านี่ต้องเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองคอยไล่นักเรียนไปเข้าแถวแน่เลย
เพราะได้เวลาปุ๊บ พี่แกจะวิ่ง เห่า หอน เรียกนักท่องเที่ยว ประมาณว่า "นี่ๆ มาเข้าแถวกันสิ จะแปดโมงแล้วนะ"
แถมตอนบรรเลงเพลงชาติไทย แกก็ร้องได้ทั้งเพลงเลย แหม หมายังเคารพรักแผ่นดิน




เราเดินชมถ่ายรูปบริเวณชายแดนพักใหญ่ๆ ได้รูปกันมาเพิ่มหลายร้อยรูป เลยขอแบ่งปันรูปให้ดูเพลินๆนะ






Strawberry Time เมื่อเสียงเรียกสตอเบอรี่กึกก้อง เราจึงต้องลงจากฐานไปตามหาสตอเบอรี่
ไร่ที่เราจะไปในวันนี้ ไม่ใช่ไร่แลนด์มาร์คของอ่างขาง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ามากที่เราเลือกไร่นี้
ทางเดินไปไร่จะจอดอยู่บริเวณหมู่บ้านขอบด้งค่ะ เดินเข้าไปตามทางลาดคอนกรีตสักครู่ก็เจอชาวบ้านกำลังเลือกผลสตอเบอรี่กันอยู่




ไร่นี้มองไปทั้งเขามีแต่เจ้าสตอเบอรี่ นี่ขอลางานมาพักที่นี่สักเดือนได้ไหมเนี่ย พระเจ้า




เราไปถึงก็เก้าโมงแล้ว ชาวบ้านเขาเก็บสตอเบอรี่กันหมดแล้ว ในไร่เลยเหลือแต่ลูกขาวๆที่ยังไม่พร้อมเก็บ สตอเบอรี่ทุกผลจากฟาร์มนี้ จะถูกนำไปส่งที่โครงการหลวง ชาวบ้านจะไม่ได้ขายหรือไม่ได้ให้เราเก็บผลจากต้นนะคะ เข้าชมได้อย่างเดียว






หลังฟินกับสตอเบอรี่อยู่พักใหญ่ เราเดินทางไปกันต่อที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เข้าไปถึงก็เกือบ 9 โมงกว่าแล้วค่ะ เรานัดกันว่าจะเดินเที่ยวแล้วกลับมาเจอกันอีกทีที่หน้าสโมสรตอน 11 โมงเพราะยังต้องลงจากดอย
กินข้าว ซื้อของฝากกันอีก เราเริ่มต้นจากการซื้อกาแฟและถ่ายรูปกับมุมมหาชนกันก่อน



จากนั้นเดินเที่ยวต่อในสวน ๘๐













ความจริงก็ไม่ได้มีอะไรมากมายในสวน ๘๐ แต่ดูเวลาอีกที อ้าว สิบโมงเกือบสิบเอ็ดโมงแล้วอ่ะ T T ยังไม่ได้ไปเที่ยวตรงฟาร์มลาเวนเดอร์เลย สุดท้าย เราเข้ามาในสถานี ได้อยู่แค่ในสวน ๘๐ เอง ถ้าใครอยากเดินเที่ยวชมต่อ แนะนำว่าให้ตัดฐานปฏิบัติการบ้านนอแลออกก็ได้นะคะ แล้วเราก็ต้องลาจากอ่างขางพร้อมสายตาละห้อย อดแวะหลายที่เลย

ประมาณบ่ายโมง รถมาจอดพักที่ร้านก๋วยเตี๋ยวโบราณที่ไหนสักที่เพื่อให้เราได้ทานอาหารกลางวันด้วย ยังคงเหมือนเดิมสำหรับข้าวขาหมู คนที่นี่ทำข้าวขาหมูอร่อยจริงๆ
เราไม่ได้ถ่ายรุปกันมานะคะ (แล้วมาเล่าทำไม) กินเสร็จรถพาเข้าเมืองไปต่อเพื่อซื้อไส้อั่วค่ะ ร้านอยู่แถวๆประตูท่าแพค่ะ





และเวลาประมาณบ่ายสามโมง คุณต้อมก็พาเรามาส่งที่สนามบินค่ะ เรียกได้ว่าแคล้วคลาด ไม่ตกเครื่องแน่นอน เพราะไฟล์ทเราวันนี้ 17.35 น. ค่ะ



เราเดินทางด้วยเครื่องบินของสายการบิน Lion Air ค่ะ การจัดการค่อนข้างดีนะคะ ไม่ต่างจากแอร์เอเซียเท่าไหร่ กระเป๋าก็รอไม่นาน เดินออกมาปุ๊บก็ได้กระเป๋าเลย (แน่ล่ะ ก็เกจไกลขนาด)



ถึงดอนเมืองเวลา 18.50 น. ค่ะ กว่าจะเดินออกมารับกระเป๋า หา Taxi ได้ออกจากสนามบินทุ่มครึ่งโน่น สุดท้ายไปไม่ทันรถเที่ยวสุดท้ายที่รังสิตค่ะ ฮ่าๆ ตกทั้งรถตกทั้งเครื่องจริงๆทริปนี้
แต่เราก็กลับบ้านกันอย่างปลอดภัยนะคะ เพราะว่าเราเหมารถกลับค่ะ เขาคิดค่ารถ 2000 บาทไปส่งที่ศรีราชา ถือว่าไม่แพงมากค่ะ เพราะว่าพวกเราและสัมภาระที่มี ถือไปแบบเที่ยวปกติคน 7 คน คงต้องซื้อที่ให้กระเป๋านั่งอีกคนละที่เหมือนกันค่ะ




ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบค่ะ ^_^




 

Create Date : 18 มิถุนายน 2557    
Last Update : 18 มิถุนายน 2557 11:17:01 น.
Counter : 1186 Pageviews.  

1  2  3  

Data_Unix
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add Data_Unix's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.