Group Blog
 
All blogs
 

Quotes จากอดีตของตัวเอง (1)

เก็บหนังสือเก่าที่ตัวเองเคยใช้จดบันทึก แล้วก็พบว่ามีคำพูดที่ตัวเองเขียนไว้เองอยู่หลายประโยค ที่ไม่น่าจะถูกเก็บไว้ในหนังสือที่แทบไม่เคยเปิดอ่านแบบนั้น ก็เลยเอามาไว้ในบลอค เผื่อจะได้แบ่งปันให้ผู้อื่นบ้าง

"Merry Christmas วันปีใหม่ฝั่ง คนไทยอยู่เมืองฝรั่ง คนไทยฉลองให้ฝรั่ง อยู่เมืองฝรั่ง ไม่ต้องทำอะไร" เขียนที่ Los Angeles 25/12/2545

"อเมริกาน่าอยู่ ถ้าเราเป็นอเมริกัน ทำไมถึงอยากมาเป็นอเมริกัน ทำไมไม่อยากเป็นคนไทย" เขียนที่ Los Angeles 30/12/2545

"คนกับไวรัสคล้ายกันอยู่บางอย่าง คือ เข้าไปทำลายสิ่งที่มีอยู่ ดูดกินทรัพยากร พอหมดประโยชน์ ก็ย้ายไปทำลายที่อื่นต่อ ส่วนที่ต่างกัน คือคนมีคนดี กับคนไม่ดี ไวรัสไม่มีไวรัสดี หรือไม่ดี" เขียนที่ Los Angeles 30/12/2545

"เคยลืมให้ข้าวหมา 1 วันไหม หมาพูดไม่ได้ มันหิวก็บอกไม่ได้ มันมารอเราก็ไม่รู้ว่ามันต้องการอะไร ผ่านมาอีกวันตอนคลุกข้าวถึงนึกออก มันคงดีใจ เราเลยเพิ่มพิเศษให้มัน มันจะเข้าใจไหมนะ.....หมามันก็เจ็บเป็น แต่มันไม่เคยเตะตอบเวลาที่เราเตะมัน" เขียนที่ Los Angeles 11/01/2546


ว่าแล้วก็คิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา.....แบบนี้ประจำ




 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2551 12:08:59 น.
Counter : 249 Pageviews.  

ช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต

ผมเคยอยู่ต่างประเทศพักหนึ่ง เรียกว่าพักใหญ่ๆ ก็ได้ ช่วงหนึ่งได้ทำงานที่ร้านเช่าวิดีโอไทย ได้เจอคุณลุงคุณป้ามาเช่าหนังไปดูมากมาย จำชื่อได้บ้างไม่ได้บ้าง ผมเฝ้าร้านคนเดียว เพราะฉะนั้นเพื่อนคุยของผมก็คือลูกค้า ซึ่งก็เลยทำให้สนิทสนมกันก็หลายคน

หนึ่งในลูกค้านั้น มีลุงคนนึงอายุเกือบ 80 แล้ว แกจะมาเช่าข่าวไปดูทุกวันพุธ ผมก็จะเก็บไว้ให้ประจำทุกสัปดาห์ เพราะเดี๋ยวคนอื่นจะมาเช่าไปหมด เวลาแกมาแกจะเดินมากับไม้เท้าอันนึง เพราะบ้านแกอยู่ห่างไปแค่ 50 เมตรได้ เวลามาก็จะเคาะประตูร้าน เพราะแกเปิดไม่ไหว

สัปดาห์สุดท้ายที่ผมทำงานที่นั่นก่อนจะกลับเมืองไทย เป็นช่วงเวลาที่บอกไม่ถูก ดีใจก็ดีใจจะได้กลับบ้าน แต่ก็ใจหายเหมือนกันที่จะต้องจากร้านที่ผมทำงานสัปดาห์ละ 6 วันมาเป็นเวลา 1 ปี ไปในวันนั้น แน่นอนว่าผมต้องบอกลาลูกค้าทุกคนที่เข้ามาเช่าวีดีโอในอาทิตย์นั้น คุณลุงอายุ 80 ก็มาเช่นเคยในวันพุธ ผมให้วีดีโอข่าวกับแกโดยไม่คิดเงิน โดยบอกแกว่าผมจะทำที่นี่เป็นอาทิตย์สุดท้าย

แกพูดมาคประโยคนึงทำเอาผมเศร้าว่า ลุงอายุ 80 แล้วคงไม่ได้กลับเมืองไทยอีก หลานกลับบ้านไปคงไปนาน ลุงแก่ป่านนี้แล้ว ไม่รู้ชีวิตนี้เราจะได้เจอกันอีกไหม

คุณเคยเจอใครซักคน แล้วรู้ว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่จะเจอมั๊ยครับ มันไม่รู้จะพูดยังไง ผมก็ไม่รู้จะลาลุงแกยังไง นอกจากให้แกรักษาตัว อยู่ไปให้เกินร้อย ผมกลับไปเที่ยวที่นั่นเมื่อไหร่มีโอกาสจะไปเยี่ยม

ความผูกพันธ์ระดับลูกค้ากับคนให้เช่าวีดีโอมันอาจจะไม่มีอะไรให้จดจำได้มากและนานนัก ต่อให้เป็นลูกค้าที่สนิทกันแค่ไหน สามสี่ปีไม่ได้นึกถึงกันก็คงแทบจะจำกันไม่ได้ ... แต่สำหรับผมเอง พวกเขาเป็นช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่ชวนให้คิดถึงอยู่เสมอๆ ... ปัจจุบันร้านวีดีโอนั้นปิดไปแล้วเพราะไม่มีใครช่วยดูร้าน ... แต่ในความทรงจำชองผมมันยังเปิดอยู่ และลุงๆ ป้าๆ เหล่านั้นยังแวะมาเยี่ยมผมเสมอ ในเวลาที่ผมคิดถึงพวกเขา

พี่ดา เบอร์ 121
น้าจินตนา เบอร์ 66
พี่ช่างทำผม เบอร์ 14
คุณน้าลูกสอง เบอร์ 113
คุณลุงชอบเช่ามวย เบอร์ 30
คุณป้าลูกสวย เบอร์ 31
และอีกหลายๆ คน
รวมทั้งคุณลุงข้างร้าน ชอบเช่ารายการข่าว ที่ไม่มีเบอร์สมาชิก

หวังว่าทุกคนคงสบายดี





 

Create Date : 01 ธันวาคม 2550    
Last Update : 1 ธันวาคม 2550 17:22:24 น.
Counter : 202 Pageviews.  

การเป็นผู้ประกอบการ สรุปส่วนที่ 8

บทที่ 8
สิ่งที่น่ารู้เพิ่มเติม


1. การเปลี่ยนแปลงภาวะเศรษฐกิจโลก

สิ่งที่กำหนดทิศทางของการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าโลกในทศวรรษนี้ได้แก่
- การยุติสงครามเย็น
- การก่อตั้งองค์การค้าโลก (WTO)
- ความสำเร็จในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเขตการค้าเสรี

ผลของความเปลี่ยนแปลงใดๆ ของเศรษฐกิจโดยรวมย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศไม่มากก็น้อย การแข่งขันที่รุนแรง และการกีดกันทางการค้าย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ นโยบายมาตรการของแต่ละประเทศจึงมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ เพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลงนี้ดังเช่น

- ผลของการเจรจาการค้ารอบอุรุกวัย ทำให้การค้าโลกเสรีมากขึ้น
- ทิศทางการค้าโลกจะมีการแข่งขันมากขึ้น มีแนวโน้มจะนำมาตรการใหม่ๆ เช่น สิ่งแวดล้อม แรงงาน มาเป็นข้ออ้างในการกีดกันการค้ามากขึ้น
- กลุ่มเศรษฐกิจการค้าระดับภูมิภาคจะมีบทบาทมากขึ้น
- การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภค ประชากรมีความตื่นตัวในเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อมมากขึ้น
- บทบาทของรัฐจะลดลง สนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้าร่วมแข่งขันมากขึ้น
- เทคโนโลยีเพิ่มบทบาททางการค้า
- การขยายตัวของบริษัทข้ามชาติ ทำให้มีความเป็นสากลมากขึ้น

รายละเอียดขององค์กรการค้าและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

องค์กรการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)

ตั้งขึ้นเมื่อ 1 มกราคม 2538 โดยยกฐานะจาก GATT (General Agreement on Tariff and Trade) ปัจจุบันมีสมาชิก 136 ประเทศ สนง.ใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศไทยเป็นสมาชิกลำดับที่ 59 เมื่อปี 2525

หลักการดำเนินการค้าระหว่างประเทศ

1. กำหนดให้ใช้มาตรการการค้าระหว่างประเทศโดยไม่เลือกปฏิบัติ
2. การกำหนดและบังคับใช้มาตรการการค้าจะต้องโปร่งใส
3. คุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศด้วยภาษีศุลกากรเท่านั้น
4. ร่วมกันทำการค้าระหว่างประเทศให้มีเสถียรภาพและความมั่นคง
5. ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม
6. มีสิทธิ์ใช้ข้อยกเว้นในกรณีฉุกเฉินและจำเป็น
7. ให้มีการรวมกลุ่มทางการค้าเพื่อลดภาษีระหว่างกันได้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการค้า
8. มีกระบวนการยุติข้อพิพาทการค้าคู่กรณี
9. ให้สิทธิ์พิเศษประเทศกำลังพัฒนาในการปฏิบัติตามพันธกรณี โดยจำกัดการนำเข้า

พันธะที่ต้องปฏิบัติ (หนังสือหน้า 239)
ข้อจำกัดการค้าในรูปแบบต่างๆ (หนังสือหน้า 240)

ผลกระทบในทางบวก
1. มีกฏระเบียบการค้าที่ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม สร้างความมั่นคงให้แก่ผู้ลงทุน
2. ผู้ผลิตและส่งออก สามารถคาดการณ์ และวางแผนการค้าระหว่างประเทศได้ล่วงหน้า
3. มีเวทีการร้องเรียนข้อพิพาททางการค้า และมีแนวร่วมในการต่อสู้กับประเทศใหม่
4. มีกฎระเบียบที่โปร่งใส
5. ตลาดเปิดกว้างขึ้นทั้งสินค้าและบริการ
6. ทำให้ผู้บริโภคไทยมีทางเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น

ผลกระทบในทางลบ
1. ไทยต้องปฏิบัติตามภาระผูกพันอย่างเคร่งครัด
2. ผู้ผลิตไทยต้องปรับปรุงการผลิตให้สอดคล้องกับกฏเกณฑ์เกี่ยวกับการค้ามากขึ้น
3. สินค้าและบริการมีการแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะกับสินค้าและบริการจากต่างประเทศ
4. การขยายกลุ่มเศรษฐกิจของกลุ่มอเมริกาและกลุ่มยุโรป
5. การเปิดตลาดสินค้าเกษตร 23 รายการ

เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA)

ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2535 เริ่มดำเนินการ พ.ศ. 5236 เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของตลาดอาเซียน และเพื่อรองรับเศรษฐกิจโลก โดยอาศัยความตกลงว่าด้วยภาษีพิเศษที่เท่ากันภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (Common Effective Preferential Tariff: CEPT) เป็นกลไกในการดำเนินการ

กลไกการดำเนินงานของ AFTA
ต้องมีการลดอัตราภาษีศุลกากรระหว่างกันโดยไม่ลดให้ประเทศนอกกลุ่ม โดยประเทศสมาชิกจะต้องปฎิบัติดังนี้

1. ลดภาษีอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมแปรรูปทุกรายการ (Inclusion List: IL)
2. สินค้ารายการใดไม่สามารถนำเข้ามาลดภาษีตามเวลาได้ ประเทศสมาชิกสามารถนำไปไว้ในรายการลดภาษีชั่วคราวได้ (Temporary Exclusion List: TEL)
3. สินค้าเกษตรไม่แปรรูป (Unprocessed Agricultural Products: UAPs) เริ่มลดภาษีช้ากว่าสินค้าประเภทอื่น โดยแบ่งเป็น
3.1 รายการลดภาษีทันที
3.2 ขอยกเว้นเป็นการชั่วคราว (TEL)
3.3 สินค้าเกษตรแปรรูปอ่อนไหว (Sensitive List: SL)
4. สมาชิกสามารถสามารถไม่ลดภาษีสินค้าบางรายการได้ตลอดไป โดยนำไปไว้ในรายการยกเว้นเป็นการทั่วไป (General Exception List: GE)
5. ยกเลิกมาตรการจำกัดการนำเข้า (Quantitative Restrictions: QRs) และยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ (Non-Tariff Barriers: NTBs) ภายในห้าปีหลังจากนั้น
6. กำหนดให้สินค้ามีสัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นภายในอาเซียน (ASEAN Content)
7. สมาชิกอาเซียนใหม่และเก่า จะมีกำหนดเวลาภายใต้ AFTA ต่างกัน

ผลกระทบต่อไทย
1. สามารถส่งออกสินค้าไปยังประเทศอื่นได้มากขึ้น
2. นำสินค้าจากประเทศอื่นในอาเซียนเข้ามามากขึ้น
3. ประชาชนซื้อสินค้าได้ถูกลง และมีสินค้าให้เลือกมากขึ้น คุณภาพดีขึ้น
4. ทำให้มีตลาดส่งออกและนำเข้ามากขึ้น
5. ทำให้ประเทศอาเซียนต้องยอมเปิดตลาดให้มีนำเข้าอย่างเสรี และเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำลง
6. อาฟต้าทำให้อาเซียนทุกประเทศรวมเป็นประเทศเดียว มีตลาดขนาดใหญ่ ดึงดูดนักลงทุน คนในประเทศมีงานทำ มีรายได้

เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement: NAFTA)

เป็นการรวมกลุ่มของสามประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก มีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มกราคม 2537

วัตุประสงค์
1. ขจัดอุปสรรคทางการค้า การลงทุน มาตรการศุลกากร และอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี
2. ร่วมมือพัฒนาเพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันกับประเทศนอกกลุ่ม
3. เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา
4. ตั้งกลไกยุติข้อพิพาทที่เป็นธรรม

ผลกระทบทางการค้าต่อไทย
- ทำให้เม็กซิโกมีโอกาสที่จะแข่งขันสินค้ากับประเทศไทย ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของสินค้าบางประเภท แต่ในทางกลับกันเม็กซิโกก็จะเป็นประเทศที่ไทยน่าจะขยายการค้าและลงทุนต่อไปในอนาคต

ประชาคมยุโรป (EU)

- ก่อตั้งเมื่อ 1 มกราคม 2500 ในปี 2543 มีสมาชิก 15 ประเทศ
- ปัจจุบันสหภาพยุโรปมีสมาชิก 25 ประเทศ ได้แก่ เบลเยี่ยม ไซปรัส สาธารณรัฐเชก เดนมาร์ก เยอรมนี กรีซ สเปน เอสโตเนีย ฝรั่งเศส ฮังการี ไอร์แลนด์ อิตาลี แลตเวีย ลิธัวเนีย ลักเซ็มเบิร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย โปแลนด์ โปรตุเกส สโลวะเกีย สโลวีเนีย ฟินแลนด์ สวีเดน และสหราชอาณาจักร
- มีการเริ่มใช้เงินสกุลยูโร เมื่อปี 2542 เป็นเงินสกุลเดียวกัน
- เป็นตลาดสำคัญของไทยที่รองรับสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตร
- เป็นตลาดสำคัญของไทยในการนำเข้าสินค้าประเภททุนที่เครื่องจักร

ผลกระทบของการเป็นตลาดเดียวและสหภาพเศรษฐกิจและการเงินต่อประเทศไทย
1. การปรับประสานกฎระเบียบ ข้อบังคับของประเทศสมาชิกไปในทางเดียวกัน
2. สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ทำให้ต้นทุนต่ำลง ทำให้สามารถแข่งขันกับสินค้าทุนต่ำจากภูมิภาคอื่นได้มากขึ้น
3. การปรับระบบเงินเป็นสกุลเดียวกันทำให้ส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยในระยะยาว
4. การปรับมาใช้เงินสกุลเดียวกัน ทำให้ไทยลดต้นทุนการส่งออกด้านค่าใช้จ่ายในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
5. กรณีสภาพเศรษฐกิจและการเงินของ EU มีปัญหา จะส่งกระทบต่อประเทศคู่ค้ารุนแรงกว่าเดิม
6. ดึงดูดให้มีการลงทุนในยุโรปมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในภูมิภาคอื่นๆ

เขตการค้าเสรี (Free Trade Area: FTA) *(ไม่มีในหนังสือ)

เขตการค้าเสรี (Free Trade Area : FTA) หมายถึง การรวมกลุ่มเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกันภายในกลุ่มลงให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็น 0 % และใช้อัตราภาษีปกติที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม การทำเขตการค้าเสรีในอดีตมุ่งในด้านการเปิดเสรีด้านสินค้า (goods) โดยการลดภาษีและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเป็นหลัก แต่เขตการค้าเสรีในระยะหลังๆ นั้น รวมไปถึงการเปิดเสรีด้านบริการ (services) และการลงทุนด้วย

สาเหตุที่ประเทศต่างๆ จึงให้ความสนใจจัดทำเขตการค้าเสรี
1) การเปิดเจรจาการค้ารอบใหม่ของ WTO ล่าช้า ประเทศต่างๆ จึงได้หันมาพิจารณาจัดทำเขตการค้าเสรีมากขึ้น เพื่อให้มีผลคืบหน้าในการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าและรวดเร็วกว่าการเปิดเสรีในกรอบ WTO

2) การที่จีนเข้าเป็นสมาชิกของ WTO ทำให้ประเทศต่างๆ เกิดความหวั่นเกรงต่อศักยภาพด้านการแข่งขันของจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศใหญ่ที่จะขยายบทบาทอำนาจทางเศรษฐกิจได้มาก จากความได้เปรียบของตลาดภายในที่มีขนาดใหญ่ มีประชากรจำนวนมหาศาลและมีแรงงานราคาถูก จึงสามารถรองรับการผลิต การบริโภค และมีศักยภาพในการส่งออกสูง เมื่อจีนได้เข้าเป็นสมาชิก WTO จะได้รับสิทธิเท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ ประเทศต่างๆ ทั้งที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา จึงต้องปรับนโยบายและกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

3) การทำเขตการค้าเสรีเป็นการให้แต้มต่อ หรือให้สิทธิพิเศษทางการค้าและการลงทุนแก่ประเทศที่เข้าร่วมโดยไม่ขัดกับ WTO (หากปฏิบัติตามเงื่อนไข) ซึ่งจะทำให้มีการขยายการค้าและการลงทุน ระหว่างประเทศที่ร่วมทำเขตการค้าเสรี และในทางกลับกัน ก็เท่ากับส่งผลกระทบต่อประเทศที่อยู่นอกกลุ่มที่จะค้าและลงทุนกับประเทศที่อยู่ในกลุ่มเขตการค้าเสรีได้น้อยลง จึงเป็นแรงกระตุ้นให้หันมาพิจารณาจัดทำเขตการค้าเสรีกับประเทศอื่นด้วยเช่นกัน

4) หลายประเทศได้ใช้การจัดทำเขตการค้าเสรีเป็นยุทธวิธีในการสร้างพันธมิตรด้านเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งเป็นการสร้างฐานในการขยายการค้าและการลงทุนกับประเทศหรือกลุ่มประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลด้วย

5) ประเทศที่มีพื้นที่ขนาดเล็กแต่มีระบบเศรษฐกิจที่เปิดเสรีเต็มที่อยู่แล้ว เช่น สิงคโปร์ และชิลี ได้ใช้ยุทธวิธีนี้อย่างแข็งขัน เนื่องจากมีระดับการเปิดเสรีสูง จึงมีโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดของประเทศที่ร่วมทำเขตการค้าเสรีได้มาก เช่น สิงคโปร์ทำเขตการค้าเสรีกับญี่ปุ่น เป็นต้น

เป้าหมาย
เพื่อสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพิ่มโอกาสในการส่งออก และปรับโครงสร้างการผลิตในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ยุทธศาสตร์การเจรจา FTA
เพื่อรักษาตลาดเดิมที่เป็นตลาดหลักของไทย เช่น สหรัฐฯ และญี่ปุ่น และและขยายตลาดใหม่ทั้งในแนวกว้างและเจาะลึกในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน อินเดีย ตลาดที่เป็นประตูการค้าในภูมิภาคอื่นๆ เช่นบาห์เรนในตะวันออกกลาง เปรู ในทวีปเอมริกาใต้ เป็นต้น พิจารณาเตรียมความพร้อมในการ FTA ก้าวต่อไป กับ สหภาพยุโรป แคนาดา แอฟริกาใต้ ชิลี เม็กซิโก เกาหลี กลุ่ม Mercosure และ EFTA เป็นต้น

ผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มทุนในรัฐบาล
“จากการวิเคราะห์พบว่า ผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีคือ กลุ่มธุรกิจพาณิชย์การเกษตร ธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ และอื่นๆที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล ในขณะที่เราต้องยอมให้เกษตรกรนับล้านต้องสูญเสียอาชีพ คนไทยต้องซื้อยาและจ่ายค่าบริการสาธารณสุขในราคาแพง ต้องจำยอมให้ต่างชาติเข้ามายึดครองรัฐวิสาหกิจเกี่ยวกับกิจการสาธารณประโยชน์ทุกๆ ด้าน ประเทศจะหมดหนทางปกป้องสังคมเศรษฐกิจไทยจากการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามมา คนไทยจะหมดโอกาสดำเนินวิถีชีวิตตามแนวคิดพึ่งพาตนเอง”

แถลงการณ์ของนักวิชาการจากสถาบันต่างๆทั่วประเทศ 83 คน
28 มีนาคม 2547

ข้อมูลเพิ่มเติมกลุ่มคัดค้านการเข้าร่วมเขตเศรษฐกิจพิเศษ //www.ftawatch.org

2. E-Commerce

E-Commerce หมายถึง การประกอบธุรกิจการค้าผ่านสื่ออิเลคทรอนิคส์ต่างๆ โดยมีระบบอินเตอร์เนต เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายให้สามารถทำการค้ากันได้

ประเภทและรูปแบบ
Business to Business เป็นการซื้อขายระหว่างธุรกิจด้วยกัน
Business to Consumer เป็นการขายปลีกให้กับผู้บริโภค
Consumer to Consumer เป็นการขายปลีกระหว่างผู้บริโภคด้วยกันเอง

ธุรกิจที่ได้ประโยชน์จาก E-Commerce
- สินค้าที่ชายผ่านอินเตอร์เนต มักจะเป็นสินค้าที่ผู้บริโภครู้จักกันดีอยู่แล้ว หรือเป็นสินค้าที่ลูกค้าสามารถหาซื้อได้ทั่วมุมโลก เป็นสินค้าที่สะดวกต่อการขนส่ง สินค้าส่งออกตลาดต่างประเทศ หรือธุรกิจเกี่ยวกับการเดินทาง ท่องเที่ยว โรงแรม

เริ่มต้นธุรกิจ E-Commerce ได้อย่างไร
1. วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งต้องเป็นผู้ใช้อินเตอร์เนต และเราจะเลือกทธุรกิจแบบใดในสามแบบข้างต้น จากนั้นต้องวิเคราะห์คู่แข่งจาก Website ของคู่แข่ง แล้วนำมาปรับใช้

2. โฆษณาเผยแพร่โดยจัดทำเป็น Electronic Catalog หรือลงทะเบียนกับระบบค้นหาเวปไซท์ที่มีชื่อเสียง

หากมีสินค้าหลายชนิด และประสบความสำเร็จมาบ้าง ก็อาจทำร้านค้าทางอินเตอร์เนตด้วยการเปิดเวปไซท์ของตัวเอง โดยดำเนินการดังต่อไปนี้
1. จดทะเบียนชื่อร้าน หรือที่เรียกว่า Domain Name
2. เช่าพื้นที่เวปไซท์
3. ติดตั้งระบบป้องกันข้อมูล และติดต่อกับธนาคารเพื่อขอรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระเงิน
4. ติดตั้งโฆษณาตาม Banner ของเวปไซท์ที่มีชื่อเสียง
5. ติดต่อบริษัทขนส่งเพื่อส่งมอบสินค้า
6. ศึกษาแบบชำระเงิน ชำระผ่านระบบธนาคาร, บัตรเครดิต, โอนเงินเข้าบัญชี, เงินสด, จ่ายเงินผ่านทางเวป, เช็คส่วนบุคคล, ฯลฯ
7. ต้องมีการปรับปรุงติดตามผลหลังการขายสินค้า หรือบริการ

ลักษณะเด่นของ E-Commerce
1. ไร้พรมแดน
2. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทั่วโลก
3. ทำการค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
4. ไม่ต้องจ้างพนักงานขาย
5. ไม่ต้องมีร้านค้า
6. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณา
7. สามารถเก็บเงินและฝากเงินเข้าบัญชีได้อัตโนมัติ

อุปสรรคของการทำ E-Commerce
1. ยังไม่มีกฎหมายมารองรับ E-Commerce มากนักทำให้ต้องเขียนบรรยายเงื่อนไขขอบเขตความรับผิดชอบของเราอย่างชัดเจน
2. ไม่มีการกำหนดมาตรฐานด้านภษี
3. ปัญหาการส่งสินค้าที่อาจล่าช้า เสียหาย
4. ปัญหาการส่งสินค้ามูลค่าสูง เช่นอัญมณี
5. การทุจริตต่างๆ เช่นปลอมบัตรเครดิต
6. ไม่แน่ใจว่าผู้ประกอบการทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
7. ไม่แน่ใจว่าสัญญาการซื้อขายผ่านอินเตอร์เนต จะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
8. ผู้ขายไม่แน่ใจว่าผู้ซื้อจะเป็นบุคคลเดียวกับที่แจ้งสั่งซื้อสินค้าหรือไม่

3. คุณธรรมสำหรับผู้ประกอบการ
การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความสุขใจและเป็นความเจริญของกิจการ
1. การถึงพร้อมด้วยความหมั่นเพียร
2. การถึงพร้อมด้วยการรักษา
3. การคบคนดีเป็นมิตร
4. การรู้จักเลี้ยงชีพโดยสมควร

หลักปฏิบัติให้เกิดความสำเร็จในการประกอบธุรกิจหรือการงาน
1. ความพอใจ
2. ความเพียร
3. ความเป็นผู้มีใจฝักใฝ่
4. ความไตร่ตรอง

หลักในการปฏิบัติเพื่อการอยู่ร่วมกัน เป็นหลักธรรมที่จะช่วยให้องค์กรเกิดความสงบเรียบร้อย และเกิดภาพลักษณ์ที่ดีกับองค์กร
1. ทาน
2. วาจาไพเราะ
3. การประพฤติประโยชน์
4. การวางตนเสมอต้นเสมอปลาย

ธรรมที่จะจรรโลงใจสำหรับผู้ประกอบการ
คือ ความสันโดษ เป็นธรรมในการส่งเสริมใจของผู้ประกอบการ ให้รู้จักความพอดี ไม่โลภ ไม่ประมาณตนจนเกินไป ไม่ฝืนเมื่อโอกาสไม่อำนวย

ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อส่วนรวมในด้านต่างๆ
1. ความรับผิดชอบต่อพนักงาน ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้ปราถนาของเราสำเร็จ
- ให้ความรู้ในงาน
- ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ
- มีความยุติธรรม

2. ความรับผิดชอบที่มีต่อหน่วยงานของรัฐ
- เสียภาษีอย่างถูกต้อง และปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
- ไม่ติดสินบนเจ้าหน้าที่ หรือสนับสนุนเจ้าหน้าที่ราชการที่กระทำทุจริต

3. บทบาทหน้าที่ของผู้ประกอบการต่อสังคม
- ไม่ประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อทรัพยากรธรรมชาติ
- ดูแลสภาพแวดล้อมให้ดีทั้งภายในและภายนอกสถานประกอบการ

..........................................................................
ที่มา: ก้าวสู่ความเป็นผู้ประกอบการ
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม




 

Create Date : 19 กันยายน 2549    
Last Update : 21 กันยายน 2549 9:04:19 น.
Counter : 324 Pageviews.  

การเป็นผู้ประกอบการ สรุปส่วนที่ 7

บทที่ 7
บริการของรัฐแก่ผู้ประกอบการ


1. พระเดช VS พระคุณ
2. บริการของรัฐ
3. หน่วยงานรัฐที่ให้บริการ
4. (3.) ถามตอบว่าด้วยบริการของรัฐ
ดูในหนังสือ หน้า 203 – 235
..........................................................................
เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของรัฐแก่ผู้ประกอบการ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

- เป็นศูนย์กลางประสานระบบการทำงานของส่วนราชการ องค์กรของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ และเอกชน ให้มีความต่อเนื่อง และสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน เพื่อผลักดันให้เกิดสภาพแวดล้อม นโยบาย มาตรการการดำเนินงานที่จะส่งเสริม SMEs ให้เติบโตและเข้มแข็ง เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment: BOI)

นโยบายส่งเสริมการลงทุน
1. เพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้สิทธิและประโยชน์ภาษีอากร โดยให้สิทธิและประโยชน์แก่โครงการที่มีผล ประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และใช้หลักการบริหารและการจัดการองค์กรที่ดี (Good Governance) ในการให้ สิทธิและประโยชน์ด้าน ภาษีอากร โดยกำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องรายงานผลการดำเนินงานของโครงการที่ได้รับ การส่งเสริม เพื่อให้สำนักงาน ได้ตรวจสอบก่อนใช้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรในปีนั้นๆ

2. สนับสนุนให้อุตสาหกรรมพัฒนาระบบคุณภาพและมาตรฐานการผลิตเพื่อแข่งขันในตลาดโลก โดยกำหนดให้ผู้ได้รับการ ส่งเสริม ทุกรายที่มีโครงการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) ต้องดำเนินการให้ได้รับ ใบรับรองระบบ คุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่า

3. ปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุน ให้สอดคล้องกับข้อตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยการยกเลิกเงื่อนไข การส่งออกและการใช้ชิ้นส่วน ในประเทศ

4. สนับสนุนการลงทุนเป็นพิเศษในภูมิภาคหรือท้องถิ่นที่มีรายได้ต่ำ และมีสิ่งเอื้ออำนวยต่อการลงทุนน้อย โดยให้สิทธิและ ประโยชน์ด้านภาษีอากรสูงสุด

5. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม โดยไม่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเงินลงทุนขั้นต่ำของ โครงการ ที่จะได้รับการส่งเสริมเพียง 1 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน)

6. ให้ความสำคัญแก่กิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร กิจการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากร มนุษย์ กิจการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และบริการพื้นฐาน กิจการป้องกันและรักษาสิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรม เป้าหมาย

กรมพัฒนาธุรกิจและการค้า (Department of Business and Development)

วิสัยทัศน์
"เป็นองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการให้บริการจดทะเบียน กำกับดูแลบริการข้อมูลธุรกิจ และพัฒนาผู้ประกอบธุรกิจให้เข้มแข็งและยั่งยืน"

พันธกิจ
1. จดทะเบียน กำกับดูแล และบริการข้อมูลธุรกิจให้ได้รับความสะดวกรวดเร็ว ถูกต้องและโปร่งใส
2. พัฒนาส่งเสริมธุรกิจด้านการบริหารจัดการ การตลาดให้มีความเข้มแข็งยั่งยืนและมีการบริหารจัดการที่ดี
3. พัฒนาบุคลากรให้มีจิตสำนึกในการให้บริการและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการพัฒนาธุรกิจ

เป้าประสงค์
1. เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการจดทะเบียนและบริการข้อมูลธุรกิจที่สะดวกรวดเร็ว ถูกต้อง
2. เพื่อให้ธุรกิจมีการบริหารจัดการที่ดีและโปร่งใส
3. เพื่อให้บุคลากรมีจิตสำนึกในการให้บริการและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการพัฒนาธุรกิจ

กลยุทธ์
1. พัฒนาฐานข้อมูลให้ถูกต้องสมบูรณ์เป็นปัจจุบัน
2. วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ
3. ส่งเสริมการวิจัยโครงสร้างและโอกาสในการลงทุน
4. เพิ่มช่องทางการตลาดแก่ผู้ประกอบธุรกิจ
5. พัฒนาธุรกิจเป้าหมายให้มีการบริหารจัดการตามเกณฑ์มาตรฐาน
6. ขยายและเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร
7. เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร
8. ปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับสภาวะการณ์

องค์การระหว่างชาติว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization: ISO)

องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน กำหนดมาตรฐานระบบการบริหารงานคุณภาพ ISO 9000 ตั้งแต่ปี ค.ศ.1987 (พ.ศ.2534) เป็นต้นมา มาตรฐาน ISO 9000 เป็นข้อกำหนดทั่วไปเกี่ยวกับระบบการบริหารงาน เพื่อให้องค์กรผู้ใช้มาตรฐานนี้นำไปใช้จัดระบบการบริหารงานภายในองค์กรให้สามารถสร้างความพึงพอใจในคุณภาพสินค้าและ/หรือบริการแก่ลูกค้าได้อย่างสม่ำเสมอ โดยมีวัตถุประสงค์ให้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับองค์กรทุกประเภทและทุกขนาดโดยไม่มีขีดจำกัด

ปัจจุบันมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการต่างๆ ได้ถูกนำมาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า แต่เนื่องจากผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ข้อกำหนดตามมาตรฐานต่างๆ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบและการขอรับการรับรองค่อนข้างสูง ดังนั้นสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจึงมีโครงการให้ความช่วยเหลือและให้บริการรับรองระบบการจัดการขั้นพื้นฐานขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบการSMEs แต่อย่างไรก็ตาม ยังมี SMEs บางรายที่พัฒนาตนเองและมีการส่งสินค้าไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ซึ่งการรับรองระบบการจัดการขั้นพื้นฐานดังกล่าวไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางการค้าได้ สมอ จึงยกระดับการรับรองระบบการจัดการต่างๆให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ SMEs สามารถเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกและสามารถก้าวสู่มาตรฐานระดับสากลได้ในที่สุด

ระบบการจัดการตามมาตรฐานสากลที่ สมอ. ให้การรับรอง
1. ระบบการบริหารงานคุณภาพ ตามมาตรฐาน มอก.9001-2544 (ISO 9001:2000)
2. ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐาน มอก.14001-2548 (ISO 14001:2004)
3. ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ตามมาตรฐาน มอก.18001-2542
4. ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหาร (HACCP) ตามมาตรฐาน มอก.7000-2540
5. ระบบการจัดการสุขลักษณะที่ดีในการสถานประกอบการ (GMP) ตามมาตรฐาน Codex Alimentarius Commission, Rev.4-2003

สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.)

นโยบาย
มุ่งมั่นดำเนินงานด้านการมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ ผู้ประกอบการ ผู้บริโภคและประเทศชาติโดยรวม

วัตถุประสงค์การดำเนินงาน
1. คุ้มครองผู้บริโภค
2.รักษาสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ
3. พัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
4. สร้างความเป็นธรรมในการซื้อขายขจัดปัญหา และอุปสรรคทางการค้าที่เกิดจากมาตรการด้านมาตรฐาน

อำนาจหน้าที่
สมอ. มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มติคณะรัฐมนตรี นโยบายรัฐบาล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนแม่บทของกระทรวงอุตสาหกรรม

ภารกิจ
1. กำหนดมาตรฐาน และให้การรับรองมาตรฐาน
2. ส่งเสริมและพัฒนาด้านการมาตรฐาน
3. ปฏิบัติตามพันธกรณีและประสานความร่วมมือเกี่ยวกับการมาตรฐานระดับสากล ภูมิภาค และทวิภาคี
4. เป็นศูนย์สารสนเทศด้านการมาตรฐาน
5. กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนและให้การรับรอง

กิจกรรมด้านการมาตรฐานของ สมอ.

1. การกำหนดมาตรฐาน

1.1 มาตรฐานระดับประเทศ กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ประเภทบังคับและไม่บังคับตามความต้องการ และการขยายตัวของอุตสาหกรรม การค้า และเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งนโยบายของ
รัฐบาล เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รักษาสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมไทย
แข่งขันได้ในตลาดโลก

1.2 มาตรฐานระดับสากล ร่วมกำหนดมาตรฐานกับองค์กรสากลที่สำคัญคือ องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for standardization: ISO) คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอนิกส์ (International Electrotechnical Commission: IEC)

2. การรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์

2.1 การรับรองตามมาตรฐานของประเทศ สมอ ให้การรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ โดยการอนุญาตให้แสดงเครื่องหมายมาตรฐาน จำนวน 5 แบบ

2.2 การรับจดทะเบียนผลิตภัณฑ์
สมอ. ให้การรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ยังมิได้กำหนดมาตรฐาน โดยการจดทะเบียน
ผลิตภัณฑ์ ตามมติคณะรัฐมนตรี

2.3 การเป็นหน่วยตรวจให้กับสถาบันมาตรฐานต่างประเทศ
สมอ.ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยตรวจของสถาบันมาตรฐานต่างประเทศ เพื่อรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่น (JIS MARKS) ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ยังตรวจติดตามผลให้กับประเทศสาธารณรัฐอาฟริกาใต้ (SABS) ด้วย

2.4 การรับรองฉลากเขียว (Green Label) สมอ. ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยดำเนินโครงการฉลากเขียวเพื่อให้การรับรอง โดยให้ใช้ฉลากเขียวสำหรับผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้เพื่อช่วยลดมลภาวะจากสิ่งแวดล้อม และเพื่อผลักดันให้ผู้ผลิตใช้เทคโนโลยี หรือวิธีการผลิต ที่ให้ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย

3. การรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)
เป็นการให้การรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชนของผู้ผลิตในชุมชนที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันประกอบกิจกรรมใด กิจกรรมหนึ่ง หรือชุมชนในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการคัดเลือกจากจังหวัด และ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้ประกาศกำหนดไว้ และจะแสดงเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนกับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง

4. การรับรองระบบงาน

4.1 การรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการ
สมอ. ได้ดำเนินการรับรองขีดความสามารถทางวิชาการ และระบบคุณภาพ การทดสอบของห้องปฏิบัติ
การสอบเทียบและห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐานข้อกำหนดทั่วไปว่าด้วยความสามารถของห้องปฏิบัติการสอบเทียบและห้องปฏิบัติการทดสอบ (มอก.17025-2543) ซึ่งเหมือนกันทุกประการกับ ISO/IEC 17025 ซึ่งขอบข่ายของการรับรองอาจเป็นการรับรองการทดสอบหรือสอบเทียบทุกรายการหรือบางรายการของห้องปฏิบัติ การก็ได้

4.2 การรับรองระบบการจัดการ SMEs
เพื่อให้เกิดการยอมรับว่าองค์กรที่ได้รับการรับรองมีการจัดทำและปฏิบัติตามข้อกำหนดระบบการบริหารงานคุณภาพขั้นพื้นฐาน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมขั้นพื้นฐาน ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหาร รวมถึงการรับรองหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหาร สำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และยกระดับการรับรองระบบการ จัดการต่างๆให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ SMEs สามารถเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกและสามารถก้าวสู่มาตรฐานระดับสากลได้ในที่สุด

4.3 การจดทะเบียนบุคลากร ผู้ทรงคุณวุฒิ หลักสูตรและองค์กรฝึกอบรมด้านการมาตรฐาน
เป็นการให้การจดทะเบียนบุคลากร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประเมินการจดทะเบียนหลักสูตรผึกอบรมและองค์กรฝึกอบรมด้านการมาตรฐานในกลุ่มสาขาต่าง ๆ ได้แก่ ระบบการบริหารงานคุณภาพ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหาร ระบบห้องปฏิบัติการทดสอบและห้องปฏิบัติการสอบเทียบ ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ระบบการรับรองผลิตภัณฑ์และระบบอื่น ๆ ตามมาตรฐานสากลหรือมาตรฐานอื่น ๆ ที่สากลยอมรับ

5. การบริการข้อสนเทศมาตรฐาน

5.1 บริการข้อสนเทศด้านการมาตรฐาน โดยให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามทางวิชาการเกี่ยวกับมาตรฐาน กฎระเบียบทางวิชากากร และการรับรองคุณภาพทั้งของไทยและต่างประเทศ

5.2 เป็นศูนย์ตอบข้อซักถาม (Enquiry Point) ของไทย ภายใต้ความตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT) ขององค์การการค้าโลก (WTO)

5.3 บริการข้อมูลด้านการมาตรฐานผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ //www.tisi.go.th

5.4 บริการห้องสมุดมาตรฐาน สมอ. โดยเป็นศูนย์รวมเอกสารมาตรฐานทั้งของไทยและของต่างประเทศ ตลอดจนเอกสารทางด้านการรับรองคุณภาพ กฎระเบียบทางวิชาการและเอกสารอื่น ๆ ที่ครบถ้วนและทันสมัยทั้งในรูปของเอกสารและไมโครฟิล์ม

6. การปฏิบัติตามพันธกรณีความตกลงภายใต้องค์การการค้าโลก
สมอ. เป็นแกนกลางในการปฏิบัติตามพันธกรณีตามมติคณะรัฐมนตรี ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (Agreement on Technical Barriers to Trade: TBT) ยกเว้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและอาหาร

7. งานด้านการมาตรฐานระหว่างประเทศและภูมิภาค

7.1 กิจกรรมมาตรฐานระหว่างประเทศ สมอ. ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization: ISO) และคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอเทคนิกส์ (International Electrotechnical Commission: IEC) นอกจากนี้ยังได้ร่วมดำเนินงานกับ International Personal Certification Association IPC ด้านการรับรองหน่วยงานที่ให้บริการฝึกอบรมและขึ้นทะเบียนบุคลากรด้านตรวจประเมิน
รวมทั้งร่วมดำเนินการรับรองห้องปฏิบัติการทดสอบกับ International Laboratory Accreditation Conference ILAC

7.2 กิจการมาตรฐานภูมิภาค สมอ. ได้เข้าร่วมกิจกรรมงานด้านมาตรฐาน และการรับรองในส่วนภูมิภาคกับ ASEAN Consultative Committee for Standards and Quality ACCSQ และ Asia Pacific Economic Cooperation: Standards and conformance Sub-Committee (APEC/CTI/SCSC) นอกจากนี้ยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่ม Pacific Area Standards Congress PASC

8. การส่งเสริมมาตรฐานและพัฒนาด้านการมาตรฐาน
สมอ. ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐพัฒนาระบบการจักการให้
สอดคล้องกับหลักปฏิบัติมาตรฐานสากล เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรม และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ และส่งเสริมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจแก่ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของคุณภาพ และการมาตรฐาน และนำไปใช้ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

9. การพัฒนาบุคลากร
สมอ. ได้ดำเนินการพัฒนาบุคลากรด้านการมาตรฐานทั้งภาครัฐ และเอกชนให้มีขีดความสามารถที่จะ
ดำเนินการด้านมาตรฐาน ให้สอดคล้องกับสากล และเป็นที่ยอมรับ
..........................................................................

เวปไซท์ที่เกี่ยวข้อง
//www.smile-sme.com ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบการขนาดย่อมและขนาดกลาง
//www.thaitradefair.com ตารางการจัดแสดงสินค้าตามศูนย์แสดงสินค้าต่างๆ
//www.sme.go.th สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
//www.boi.go.th คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
//www.sufficiencyeconomy.org แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
//www.doe.go.th กรมการจัดหางาน
//www.dbd.go.th กรมพัฒนาธุรกิจและการค้า
//www.depthai.go.th/go/home กรมส่งเสริมการส่งออก
//www.dip.go.th กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
//www.dit.go.th กรมการค้าภายใน
//www.diw.go.th กรมโรงงานอุตสาหกรรม

..........................................................................
ที่มา: ก้าวสู่ความเป็นผู้ประกอบการ
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม




 

Create Date : 19 กันยายน 2549    
Last Update : 21 กันยายน 2549 9:05:01 น.
Counter : 566 Pageviews.  

การเป็นผู้ประกอบการ สรุปส่วนที่ 6

บทที่ 6
ขั้นตอนการจัดตั้งธุรกิจ


1. รูปแบบของธุรกิจ
1.1 ธุรกิจเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship) เป็นกิจการที่ดำเนินโดยคนๆเดียว

ข้อดี
- จัดตั้งง่ายโดยคนๆ เดียว
- มีอิสระในการตัดสินใจ
- เจ้าของเป็นผู้รับผิดชอบคนเดียวต่อผลการดำเนินงาน
- ข้อบังคับทางกฎหมายน้อย
- การเลิกกิจการทำได้ง่าย
- ค่าใช้จ่ายด้านการบริหารต่ำ

ข้อเสีย
- เจ้าของกิจการต้องรับหนี้สินไม่จำกัดจำนวน
- ขาดความน่าเชื่อถือของกิจการ
- การจัดหาเงินทุนทำได้ยาก
- การตัดสินใจอยู่ที่คนคนเดียว
- ธุรกิจอาจไม่ยืนยาวและไม่ต่อเนื่อง
- เสียเปรียบด้านภาษีอากร
- บุคลากรมีข้อจำกัดด้านความเจริญก้าวหน้า

1.2 ห้างหุ้นส่วน (Partnership) คือธุรกิจที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ทำสัญญาด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรตกลงจะกระทำกิจการร่วมกันด้วยวัตถุประสงค์ ที่จะแบ่งกำไร ที่ได้รับจากการกระทำ ผู้ที่เป็นหุ้นส่วนต้องลงทุนร่วมกัน ซึ่งอาจเป็นตัวเงิน หรือทรัพย์สิน หรือแรงงานก็ได้ในสัญญาห้างหุ้นส่วนกำหนดรายละเอียดไว้

การเลิกกิจการ
- เลิกตามที่สัญญากำหนดไว้
- เลิกตามกำหนดระยะเวลาที่วางเอาไว้
- หุ้นส่วนตาย ล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ
- คำสั่งศาล

การแบ่งประเภทห้างหุ้นส่วน
- ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnerships) หุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบในการชำระหนี้สินร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวน ซึ่งจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นห้างหุ้นส่วนสามัญจึงแยกเป็นสองประเภท

- ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่ได้จดทะเบียน ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล เมื่อเกิดคดีจะฟ้องใครก็ได้
- ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล เป็นนิติบุคคลแยกจากหุ้นส่วน หากมีการฟ้องร้องต้องทำในนามห้างหุ้นส่วนก่อน ต่อเมื่อทรัพย์สินของห้างไม่พอชำระหนี้ จึงจะฟ้องร้องจากหุ้นส่วนต่อไป

- ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) ต้องจดทะเบียน ซึ่งนิติกรรมใดๆ จะทำในนามของห้างหุ้นส่วน ซึ่งผู้รับผิดชอบในห้างหุ้นส่วน แบ่งออกเป็นสองประเภท

- หุ้นส่วนชนิดจำกัดความรับผิดชอบ รับผิดชอบหนี้สิน ไม่เกินจำนวนเงินที่นำมาลงทุน ซึ่งหุ้นส่วนประเภทนี้ไม่มีสิทธิ์เข้าจัดการห้างหุ้นส่วน มีสิทธิ์เพียงแสดงความคิดเห็น กฎหมายห้ามนำชื่อหุ้นส่วนประเภทนี้มาตั้งเป็นห้างหุ้นส่วน ซึ่งหากหุ้นส่วนนี้ตาย หรือล้มละลาย ธุรกิจก็ยังดำเนินต่อไปได้

- หุ้นส่วนชนิดไม่จำกัดความรับผิดชอบ รับผิดชอบหนี้สินอย่างไม่จำกัดจำนวน อย่างน้อยต้องมี 1 คน และมีสิทธิ์จัดการงานของห้างหุ้นส่วนได้

ข้อดี
- ระดมทุนจากแหล่งอื่นได้ง่าย มั่นคงและน่าเชื่อถือกว่าเจ้าของคนเดียว
- ระดมความรู้ที่หลากหลายมาช่วยกันบริหาร
- การจัดตั้งไม่ยุ่งยาก การรวมหุ้นมีสัญญาต่อกันที่ไม่ต้องเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้
- หุ้นส่วนที่รับผิดชอบไม่จำกัดต้องเอาใจใส่การดำเนินงานคล้ายกิจการของตน มีอิสระในการบริหาร
- เลิกกิจการได้ง่าย

ข้อเสีย
- มีข้อจำกัดในการโอนหุ้น
- ถอนเงินทุกออกได้ยาก
- อายุธุรกิจถูกจำกัดด้วยชีวิตของผู้เป็นหุ้นส่วน
- หุ้นส่วนก่อหนี้ได้ไม่จำกัด
- อาจเกิดความขัดแย้งในหมู่ผู้ร่วมหุ้น
- ไม่จำกัดความรับผิดชอบของหุ้นส่วน ทำให้ไม่กล้าเสี่ยงขยายกิจการ

1.3 บริษัทจำกัด (Limited Corporation) คือธุรกิจซึ่งเกิดจากการร่วมทุน ของกลุ่มคนเพื่อทำกิจการร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไรมาแบ่งกัน ลักษณะของบริษัทมีดังนี้

- ต้องมีผู้ร่วมทุนอย่างน้อย 7 คน (เป็นนิติบุคคลก็ได้)
- ทุนจะแบ่งออกเป็นมูลค่าต่างๆ กันเรียกว่าหุ้น
- ผู้ถือหุ้นจะขาย หรือโอนหุ้นให้ใครก็ได้
- ความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นจำกัด เท่ากับจำนวนหุ้นที่ถือ
- การแบ่งกำไร บริษัทจะแบ่งกำไรตามสัดส่วนหุ้นที่ถือ

ข้อดี
- มีสภาพเป็นนิติบุคคล แยกตัวจากผู้ถือหุ้น มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน มีสิทธิ์ดำเนินคดีในนามบริษัท
- บริษัทสามารถหาทุนเพิ่มในการขายหุ้น
- ผู้ถือหุ้นมีความรับผิดชอบเพียงมูลค่าที่ตนค้างชำระ
- ผู้ถือหุ้นสามารถขายหรือโอนหุ้นให้กับคนอื่นได้
- กรณีผู้ถือหุ้นตาย ล้มละลาย หรือศาลมีคำสั่งให้ออกจากผู้ถือหุ้น บริษัทก็ยังดำเนินกิจการได้
- มีความน่าเชื่อถือกว่าการจัดตั้งโดยเจ้าของคนเดียว หรือห้างหุ้นส่วน การเพิ่มทุนสามารถทำได้ด้วยการจดทะเบียนเพิ่มทุนและออกหุ้นขาย

ข้อเสีย
- ขั้นตอนในการจัดตั้งยุ่งยาก และหน่วยงานรัฐดูแลเข้มงวด
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารสูง ต้องมีผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต
- ต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 7 คนขึ้นไป
- ความลับเปิดเผยได้ง่าย
- บางครั้งบริษัทอาจต้องจ้างมืออาชีพจากภายนอกเข้ามา ทำให้ขาดความตั้งใจ ซื่อสัตย์ และเสียสละ

การจดทะเบียนเลิกบริษัทจำกัด
- กรณีเป็นข้อบังคับของบริษัท
- เมื่อสิ้นกำหนดเวลา กรณีที่ตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะกาล
- เมื่อเสร็จการ เมื่อบริษัทถูกตั้งขึ้นเพื่อทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง
- เมื่อมีมติให้เลิก
- เมื่อบริษัทล้มละลาย
- เมื่อศาลสั่งให้เลิก

การตัดสินใจเลือกรูปแบบการทำธุรกิจ
1. ประเภทของธุรกิจที่จะดำเนินการ ขนาด เงินลงทุน
2. ต้องการบริหารกิจการและตัดสินใจเอง หรือจ้างมืออาชีพ
3. เปรียบเทียบกฎหมายและภาษี ตามรูปแบบธุรกิจ ซึ่งมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบต่างกัน
4. พิจารณาถึงการขยายธุรกิจหรือยกเลิกธุรกิจ

2.การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจกับกระทรวงพานิชย์
- ธุรกิจเจ้าของคนเดียว ให้จดทะเบียนกับสำนักบริการจดทะเบียน กรมการค้า กระทรวงพานิชย์ ณ ท้องที่ที่ตั้งสถานประกอบการ
- ห้างหุ้นส่วนไม่จดทะเบียน ให้ปฏิบัติเหมือนธุรกิจเจ้าของคนเดียว
- ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล และห้างหุ้นส่วนจำกัด (ดูในหนังสือหน้า 156-158)
- บริษัทจำกัด ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล (ดูในหนังสือหน้า 159-163)

3. การจัดทำบัญชีตามกฎหมาย
ธุรกิจเจ้าของคนเดียว (บุคคลธรรมดา) และห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน

- ไม่ต้องทำบัญชี เว้นแต่รัฐมนตรีจะประกาศให้เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี


ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัด

ตาม พรบ.ทางการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัด มีหน้าที่จัดทำบัญชีดังนี้

- วันเริ่มทำบัญชี ต้องเริ่มนับแต่วันที่ได้รับจดทะเบียนป็นนิติบุคคล
- บัญชีที่ต้องจัดทำ ผู้ที่รับผิดชอบทำบัญชี จะต้องจบการศึกษาด้านบัญชี ยกเว้นผ่อนผันให้ผู้ที่ทำงานด้านนี้อยู่แล้ว แต่ไม่ได้จบบัญชีมา โดยแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม คือ

1. บุคคลธรรมดา หรือห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ต้องจบการศกษาด้านบัญชี โดยมีวุฒิ ปวส.(บัญชี) หรือปริญญาตรี(บัญชี)

2. ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท มีสินทรัพย์ไม่เกิน 30 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ผู้ทำบัญชีต้องมีคุณวุฒิ ปวส.(บัญชี) และสำหรับทุนจดทะเบียนมากกว่า 5 ล้าน มีสินทรัพย์มากกว่า 30 ล้านบาท และมีรายได้มากกว่า 30 ล้านบาท ผู้ทำบัญชีจะต้องมีวุฒิปริญญาตรี (บัญชี)

3. บริษัทมหาชน นิติบุคคลต่างประเทศ กิจการร่วมการค้า บริษัทจดทะเบียน SET บริษัท BOI ผู้จัดทำบัญชีต้องมีวุฒิปริญญาตรี (บัญชี)

ชนิดบัญชีที่นิติบุคคลจะต้องจัดทำคือ
1. บัญชีรายวัน
- บัญชีเงินสด
- บัญชีเงินฝากธนาคาร
- บัญชีรายวันซื้อ รายวันขาย
- บัญชีรายวันทั่วไป

2. บัญชีแยกประเภท
- บัญชีแยกประเภททรัพย์สิน หนี้สินและทุน
- บัญชีแยกประเภทรายได้และค่าใช้จ่าย
- บัญชีแยกประเภทลูกหนี้และเจ้าหนี้

3. บัญชีสินค้า

4. บัญชีรายวันและแยกประเภทตามความจำเป็น

การปิดบัญชี ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ต้องจัดให้มีการปิดบัญชีของนิติบุคคลทุกรอบ 12 เดือน นับแต่วันเปิดบัญชีครั้งก่อน

การจัดทำงบการเงิน ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อสำนักงานกลางบัญชี หรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ภายใน 5 เดือน นับแต่วันเปิดบัญชี

การเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชี ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีมีหน้าที่ต้องรักษาบัญชีและเอกสารไว้ ณ สถานประกอบการหรือสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำการผลิตหรือเก็บสินค้าประจำ โดยเก็บรักษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี

บทกำหนดโทษ พรบ.การบัญชี 2543 ได้กำหนดโทษมีกระทำผิด โดยต้องได้รับโทษตามลักษณะความผิดซึ่งมีโทษจำคุกและโทษปรับ หรือทั้งจำคุกและปรับ แล้วแต่ประเด็น

4. ภาษีอากรสำหรับธุรกิจ (ตามประมวลรัษฎากร) การประกอบธุรกิจมีรายได้ก็ต้องเสียภาษีอากร ภาษีเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งในการประกอบธุรกิจ ซึ่งภาษีมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะฯลฯ

หลังจากได้มีการจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการด้านภาษีซึ่งแยกคร่าวๆได้ดังนี้

ธุรกิจเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน

- ขอมีเลขบัตรประจำตัวผูเสียภาษี ภายใน 60 วันนับจากวันที่มีเงินได้
- การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยกำหนดให้ยื่นปีละ 2 ครั้ง

ยื่นภาษีครึ่งปี แบบ ภ.ง.ด. 94 ตั้งแต่วันที่ 1 กค. – 30 กย. ของทุกปี

ยื่นตอนสิ้นปี แบบ ภ.ง.ด. 91 ตั้งแต่วันที่ 1 มค. – 31 มีค. ของทุกปี

- ภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการ ซึ่งจะเริ่มประกอบกิจการตามที่กฎหมายกำหนดให้มีสิทธิ์ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนวันเริ่มทำการ หรือผู้ประกอบการที่มีรายได้ตั้งแต่ 1,200,000 บาท ต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยภาษีมูลค่าเพิ่มคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือน และนำยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

- ภาษีธุรกิจเฉพาะ การธนาคาร ธุรกิจการเงิน การประกันชีวิต การรับจำนำ การประกอบกิจการปกติเยี่ยงธนาคารพานิชย์ การขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าหรือกำไร การขายหลักทรัพย์ การประกอบกิจการอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เหล่านี้ต้องยื่นขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายใน 30 วันหลังจากวันเริ่มประกอบกิจการ โดยคำนวณจากยอดขายในอัตราร้อยละ 3.3 ในแต่ละเดือน นำยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด

- ขอมีเลขและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี ภายใน 60 วัน นับจากวันจดทะเบียนนิติบุคคล

- การเสียภาษีงินได้นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ในอัตราร้อยละ 30 ของยอดกำไรสุทธิ

- การยื่นแบบ กำหนดให้ยื่นปีละ 2 ครั้ง การยื่นกลางปี (ภ.ง.ด. 51) ยื่นภายใน 60 วัน นับจากวันสุดท้ายของงวด 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี อีกครั้งคือการยื่นสิ้นปี (ภ.ง.ด. 50) ต้องยื่นภายใน 150วันหลังจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

- ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับธุรกิจเจ้าของคนเดียว

5. การขออนุญาตตั้งโรงงานอุตสาหกรรม
(ดูในหนังสือหน้า 168-175)

6. การขอก่อสร้างอาคารโรงงาน
(ดูในหนังสือหน้า 175-176)


7. การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน
กฎหมายแรงงานแบ่งออกเป็น 4 กฎหมาย

7.1 กฎหมายคุ้มครองแรงงาน
ค่าจ้างขั้นต่ำ ใช้หลักเกณฑ์จากดรรชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ความสามารถของธุรกิจผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกำหนดเป็นสามอัตราคือ

- กลุ่มจังหวัดที่มีสภาพทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า จะกำหนดอัตราค่าจ้างไว้สูง
- กลุ่มจังหวัดที่มีสภาพทางเศรษฐกิจดี กำหนดค่าจ้างรองลงมา
- กลุ่มจังหวัดอื่นๆ โดยอัตราค่าจ้างจะต่ำกว่าสองกลุ่มแรก

เวลาทำงานปกติ ไม่เกิน 8 ชม.ต่อวัน และไม่เกิน 48 ชม.ต่อสัปดาห์ เว้นงานอันตราย ไม่เกิน 7ชม.ต่อวัน และไม่เกิน 42 ชม.ต่อสัปดาห์

เวลาพัก ต้องมีเวลาพักระหว่างการทำงานวันหนึ่งไม่น้อยกว่า 1 ชม. หลังจากลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกิน 5 ชม.ติดต่อกัน เวลาพักจะไม่นับเป็นเวลาทำงานเว้นแต่เวลาพักที่รวมกันแล้วเกิน 2 ชม.ต่อวัน ให้นับเวลาที่เกิน 2 ชม. เป็นเวลาทำงานปกติ

วันหยุดประจำสัปดาห์ ให้จัดวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน โดยต้องมีระยะห่างไม่เกิน 6 วัน แล้วแต่ตามตกลงว่าจะเป็นวันใด

วันหยุดตามประเพณี ให้มีวันหยุดไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย ให้นายจ้างกำหนดวันหยุดจากวันหยุดราชการ วันหยุดทางศาสนา หรือตามธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น หากตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ของลูกจ้างก็ให้หยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป กรณีที่ไม่อาจหยุดในวันหยุดตามประเพณีได้ ก็ให้ตกลงหยุดในวันอื่นชดเชย หรือจ่ายค่าตอบแทนในวันหยุดไป

วันหยุดพักผ่อนประจำปี ลูกจ้างที่ทำงานมาครบ 1 ปี มีสิทธิ์หยุดพักผ่อนประจำปีได้ไม่น้อยกว่า 6 วันทำงานต่อปี ในปีต่อมาอาจให้หยุดได้มากกว่า 8 วันก็ได้ ซึ่งนายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าให้สะสมวันหยุดที่ลูกจ้างไม่ได้หยุดในปีนั้น รวมเข้ากับปีต่อๆไปได้ ส่วนลูกจ้างที่ยังทำงานไม่ครบ 1 ปี นายจ้างอาจคำนวณตามสัดส่วนของการทำงานแล้วแต่กรณี

การลาป่วย ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาป่วยได้ตามที่ป่วยจริง หากลา 3 วันขึ้นไปนายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์ หากลูกจ้างไม่สามารถแสดงใบรับรองแพทย์ได้ ให้ลูกจ้างชี้แจงกับนายจ้างทราบว่าไม่สามารถมาทำงานได้เนื่องจากประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยระหว่างทำงาน หรือลาคลอด ซึ่งจะไม่ถือเป็นวันลาป่วยตามเงื่อนไขนี้

สิทธิ์ลาเพื่อการอื่น ให้สิทธิ์เพื่อลาทำหมัน และลาเนื่องจากการทำหมันตามเวลาที่แพทย์กำหนด ให้สิทธิ์เพื่อรับราชการทหาร ในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร

สิทธ์ลาคลอดบุตร ลาคลอดบุตรได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90วัน โดยนับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย

ข้อห้ามในการใช้แรงงานหญิง
- งานเหมืองแร่หรืองานก่อสร้างใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ อุโมงค์ หรือปล่องภูเขา เว้นแต่ลักษณะงานไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
- งานที่ต้องทำบนนั่งร้านสูง 10 เมตรขึ้นไป
- งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ
- งานอื่นตามกฎกระทรวง
ห้ามลูกจ้างหญิงที่ตั้งครรภ์ทำงานระหว่างเวลา 22:00 น. – 06:00 น. ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด หรือทำงานดังต่อไปนี้
- งานเกี่ยวกับเครื่องจักรที่มีความสั่นสะเทือน
- งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับพาหนะ
- งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกิน 15 กิโลกรัม
- งานในเรือ
- งานอื่นๆ ตามกฎกระทรวง

ข้อห้ามในการใช้แรงงานเด็ก
- ห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี หากต้องจ้างเด็กอายุไม่ถึง 18 ปี ต้องแจ้งพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน จัดทำบันทึกสภาพการจ้าง และแจ้งสิ้นสุดการจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 7 วันนับจากวันที่เด็กออกจากงาน

- ให้มีเวลาพักวันหนึ่งไม่น้อยกว่า 1 ชม.ติดต่อกัน หลังจากทำงานมาแล้วไม่เกิน 4 ชม. และใน 4 ชม.ให้มีเวลาพักเพื่อให้เด็กมีโอกาสเปลี่ยนอิริยาบถ

- ห้ามนายจ้างให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานระหว่างเวลา 22:00 น. – 06:00 น. เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากกรมคุ้มครองแรงงาน และห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานล่วงเวลาหรือวันหยุด ยกเว้นในบางกรณี

ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานต่อไปนี้
- งานหลอม เป่า หล่อ รีดโลหะ
- งานปั๊มโลหะ
- งานเกี่ยวกับความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน เสียงและแสงที่มีระดับต่างจากปกติ
- งานเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นอันตราย
- งานเกี่ยวกับจุลชีวันเป็นพิษ
- งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด วัตถุไวไฟ เว้นแต่งานสถานีน้ำมันเชื้อเพลิง
- งานขับ บังคับ หรือยกปั้นจั่น
- งานใช้เลื่อยเดินด้วยพลังไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์
- งานใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ อุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา
- งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี
- งานทำความสะอาดเครื่องจักร หรือเครื่องยนต์ขณะที่เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์กำลังทำงาน
- งานบนนั่งร้านสูงกว่า 10 เมตรขึ้นไป

งานบรรทุกหรือขนถ่ายสินค้าเรือเดินทะเล (ดูในหนังสือหน้า 185)

งานประมงทะเล (ดูในหนังสือหน้า 185)

ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด งานที่เท่าเทียมกัน ปริมาณเท่ากัน นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างเท่ากันไม่ว่าชายหรือหญิง และจ่ายเป็นเงินตราไทย เว้นแต่จะได้รับการยินยอมจากลูกจ้าง

- นายจ้างตองจ่ายค่าจ้างตามปกติในวันหยุดประจำสัปดาห์ (เว้นแต่ลูกจ้างได้รับค่าจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือต่อหน่วย) วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี

- ค่าจ้างในวันลาป่วยเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน ตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ 1 ปีต้องไม่เกิน 30 วันทำงาน

- ลูกจ้างใช้สิทธิ์ลาเพื่อทำหมัน หรือลารับราชการทหาร ให้จ่ายค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน ตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ 1 ปี ต้องไม่เกิน 60 วัน

- ลูกจ้างหญิงที่ลาคลอดบุตรจะได้รับค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 45 วัน

- ค่าจ้างล่วงเวลาในวันทำงาน ต้องจ่ายในอัตราไม่น้อยกว่า 1 ½ ของอัตราค่าจ้างต่ชั่วโมงในวันทำงาน หรือของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานสำหรับลูกจ้าง ซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

- ค่าจ้างในวันหยุด แบ่งเป็นสองกรณี
1. ลูกจ้างที่มีสิทธิ์ได้ค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายเพิ่มจากค่าจ้างไม่น้อยกว่า 1 เท่าของอัตราค่าจ้างตามจำนวนที่ทำ

2. ลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายไม่น้อยกว่า 2 เท่าของอัตราจ้าง ตามจำนวนที่ทำ

- ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ให้จ่ายไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างตามจำนวนที่ทำ ในกรณีที่นายจ้างมิได้จัดให้ลูกจ้างหยุดงาน หรือหยุดงานน้อยกว่าที่กำนดในกฎหมาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เสมือนลูกจ้างทำงานในวันหยุด
(กรณีเฉพาะอื่นๆ ในหนังสือหน้า 188)

การคำนวณค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด

1. อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน = ค่าจ้างรายเดือน หารด้วย (30 x ชั่วโมงทำงานโดยเฉลี่ย)

2. การคำนวณชั่วโมงทำงานล่วงเวลา ในกรณีนายจ้างกำหนดเวลาทำงานปกติเป็นสัปดาห์ ให้นับวันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี และวันลาเป็นวันทำงาน

3. การคำนวณค่าจ้างเป็นรายเดือน รายวัน รายชั่วโมง หรือระยะเวลาอย่างอื่นไม่เกิน1 เดือน หรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ให้จ่ายไม่น้อยกว่า 1 ครั้งต่อ 1 เดือน เว้นแต่ตกลงกันอย่างอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อลูกจ้าง เช่นเดียวกับค่าล่วงเวลา และค่าล่วงเวลาในวันหยุด แต่หากนายจ้างเลิกจ้าง นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลา และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ตามสิทธิที่ลูกจ้างควรได้ ภายในสามวันหลังจากเลิกจ้าง
(กรณีเฉพาะอื่นๆ ในหนังสือหน้า 189)

ค่าพักงาน นายจ้างมีสิทธิพักงานเพื่อสอบสวนความผิดของลูกจ้าง เว้นแต่มีข้อบังคับหรือข้อตกลงในการพักงาน ได้ไม่เกิน 7 วัน และต้องจ่ายเงินในช่วงพักงาน ตามอัตราที่กำหนดไม่ต่ำกว่า 50% ของค่าจ้าง เมื่อสอบสวนแล้วพบว่าไม่มีความผิดนายจ้างต้องจ่ายเงินให้กับลูกจ้างคืนให้เท่ากับวันทำงานปกติ นับแต่วันที่ถูกพักงาน พร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี

ค่าชดเชย
- ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าอัตราสุดท้าย 30 วัน
- ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี จ่ายไม่น้อยกว่า 90 วัน
- ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี จ่ายไม่น้อยกว่า 180 วัน
- ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จ่ายไม่น้อยกว่า 240 วัน
- ทำงานครบ 10 ปีขึ้นไป จ่ายไม่น้อยกว่า 300 วัน
- ค่าชดเชยพิเศษนอกเหนือจากค่าชดเชยปกติ กรณีนายจ้างเลิกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต เนื่องจากเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี โดยลูกจ้างที่ทำงานครบ 6 ปีขึ้นไป และได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่า 15 วัน รวมแล้วไม่เกิน 360 วัน

นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีต่อไปนี้
1. ทุจริตในหน้าที่หรือทำผิดทางอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง
2. จงใจให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
3. ประมาทเลินเล่อทำให้นายจ้างเสียหายอย่างร้ายแรง
4. ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง อันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือ ยกเว้นกรณีร้ายแรงที่นายจ้างไม่ต้องตักเตือน
5. ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันควร
6. ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพาทษาสูงสุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีออกจากงานหรือตาย หรือในกรณีอื่นตามกำหนด โดยนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบให้แก่ลูกจ้างแต่ละคนเข้ากองทุน พร้อมกับหักค่าจ้างของลูกจ้างแต่ละคน แล้วจัดทำทะเบียนรายชื่อของลูกจ้าง ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

7.2 กฎหมายเงินทดแทน (ดูในหนังสือหน้า 194)

ในกรณีที่ลูกจ้างได้รับเงินทดแทนรายเดือนและยังไม่ครบตามจำนวนค่าทดแทนที่ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับแล้วลูกจ้างนั้นตายลง ผู้ที่จะได้รับเงินดังกล่าวต่อไปตามกฎหมายคือ

ก. ทายาทเงินทดแทน
- บิดาของลูกจ้าง - มารดาของลูกจ้าง - คู่สมรสของลูกจ้าง
- บุตรของลูกจ้าง ซึ่งมี 4 ประเภท
1. บุตรที่เกิดภายใน 310 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างตาย หรือสูญหาย
2. บุตรอายุต่ำกว่า 18 ปี
3. บุตรที่อายุครบ 18 ปี หรือเกิน 18 แล้ว แต่ยังศึกษาอยู่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี
4. บุตรที่อายุตั้งแต่ 18 ปี และทุพพลภาพหรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบซึ่งอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนที่ลูกจ้างจะตายหรือสูญหาย

ข. ผู้ที่อยู่ในอุปการะ คือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน หากขาดอุปการะจากลูกจ้างที่ตายหรือสูญหาย

- ลูกจ้างไม่สามารถทำพินัยกรรมมอบเงินทดแทนให้กับใครได้
- นายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินทดแทนในการประสบอันตราย หรือเจ็ปป่วยของลูกจ้าง เพราะเหตุดังนี้

1. เสพของมึนเมาจนขาดสติ เว้นแต่อันตรายนั้นเกิดจากสาเหตุอื่นๆ
2. ลูกจ้างมีเจตนาให้ตนเองประสบอันตราย

7.3 กฎหมายแรงงานสัมพันธ์
- สถานประกอบการตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป ต้องมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยทำเป็นหนังสือซึ่งมีข้อตกลงอย่างน้อยคือเรื่อง เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง การยื่นเรื่องร้องทุกข์ของลูกจ้าง การแก้ไขเพิ่มเติม หรือการต่ออายุข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

- ต้องอนุญาตให้ลูกจ้างตั้งสหภาพแรงงานโดยมีผู้เริ่มก่อตั้งไม่น้อยกว่า 10 คน โดยมีสิทธิเรียกร้องนายจ้าง และให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาภายในสามวัน นับแต่วันที่ได้รับข้อเรียกร้อง ถ้าเจรจาไม่ได้ถือว่าเกิดข้อพิพาทแรงงาน ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทราบภายใน 35 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ตกลงกันไม่ได้ หากไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ นายจ้างจะปิดงานหรือลูกจ้างจะนัดหยุดงานก็ได้ แล้วคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะพิจารณาและแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับข้อพิพาท

- ในขณะที่อยู่ระหว่างการเจรจาไกล่เกลี่ย ห้ามนายจ้างเลิกจ้าง หรือโยกย้ายหน้าที่การงานของลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้อง

การร้องทุกข์ของลูกจ้าง (ดูในหนังสือหน้า 197)

7.4 กฎหมายประกันสังคม ใช้บังคับในกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป ยกเว้นครูของโรงเรียนเอกชนตาม กม.ว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ลูกจ้างองค์กรระหว่างประเทศ ข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำของราชการ ลูกจ้างที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานบ้าน ลูกจ้างกิจการเพาะปลูก ประมง ป่าไม้ เลี้ยงสัตว์ ซึ่งมิได้ใช้ลูกจ้างตลอดปี และไม่มีลักษณะงานอื่นเกี่ยวข้องด้วย

ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินสมทบ
- นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาลมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบฝ่ายละเท่าๆกัน ในอัตราไม่เกินร้อยละ 1.5 ของค่าจ้างในเวลาทำงานปกติของผู้ประกันตน กรณีประสบเหตุอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร และตาย ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 กรณีสงเคราะห์บุตรและผู้ชราภาพ และในอัตราไม่เกินร้อยละ 5 ในกรณีว่างงาน

หน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายประกันสังคม
- ยื่นแบบแสดงรายชื่อผู้ประกันตน อัตราค่าจ้างและข้อความอื่นๆ ตามสำนักงานประกันสังคมกำหนด ภายใน 30 วันหลังจากลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตน หากมีการเปลี่ยนแปลงต้องแจ้งภายใน 15 วันนับแต่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อนายจ้างยื่นแบบแล้ว สนง.ประกันสังคมจะออกหนังสือแสดงการขึ้นทะเบียนประกันสังคม ให้แก่นายจ้างและออกบัตรประกันสังคมแก่ลูกจ้าง

- จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมร่วมกับผู้ประกันตนและรัฐบาล ฝ่ายละเท่าๆกัน

- หักค่าจ้างของผู้ประกันตนที่เป็นลูกจ้าง ตามจำนวนที่จะต้องส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนและส่งสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

- จัดให้มีทะเบียนผู้ประกันตนและเก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ทำงานของนายจ้างสำหรับให้เจ้าหน้าที่ตรวจตราได้

ประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้จากกฎหมายประกันสังคม
- กรณีประกันอันตรายหรือเจ็บป่วย - กรณีคลอดบุตร
- กรณีทุพพลภาพ - กรณีตาย
- กรณีสงเคราะห์บุตร - การณีชราภาพ
- กรณีว่างงาน
(รายละเอียดของประโยชน์ในแต่ละกรณี ดูในหนังสือหน้า 199-201)

..........................................................................
ที่มา : ก้าวสู่ความเป็นผู้ประกอบการ
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม




 

Create Date : 06 กันยายน 2549    
Last Update : 6 กันยายน 2549 22:44:05 น.
Counter : 386 Pageviews.  

1  2  

หมีแมนยู
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Hi Folks
Leave Your Message Here
Friends' blogs
[Add หมีแมนยู's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.