Group Blog
 
All blogs
 

@@@ - - - กรุงชิง ในที่สุดก็ถึง - - - @@@

@@@ - - - กรุงชิง ในที่สุดก็ถึง - - - @@@

สวัสดีครับ

บันทึกย่อกรุงชิง ๒๗ ถึง ๓๐ กค ๒๕๕๒

วันจันทร์ที่ ๒๗ กค เป็นวันที่ผมควรจะเดินทางไปทำงานตามปกติ แต่เ้ช้าวันนี้ ผมต้องตื่นนอนแต่เช้า เพื่อก้าวสู่โลกของการเดินทางอีกครั้ง โดยครั้งนี้ ผมจะเดินทางไป "กรุงชิง" ผมว่าหลายคนคงจะยังไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน หรือหากเคยได้ยิน ก็คงยังไม่เคยไปเยือน กรุงชิงเป็นชื่อน้ำตก อยู่ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ขล.4 ตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช

นี่ครับแผนที่


หารายละเอียดเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติเขาหลวงได้ที่นี่ครับ
//www.dnp.go.th/parkreserve/asp/style1/default.asp?npid=198&lg=1

ระยะทางแปดร้อยกว่ากิโลกับระยะเวลาเดินทางเกือบสิบสองชั่่วโมง บางท่านอาจจะรู้สึกว่า ใช้เวลาเดินทางมากไปไหม ก็คณะของเราเดินทางกันแบบไม่เร่งรีบ หยุดพัก หาขออร่อยทาน เติมแก๊ส ซื้อกล้วยเล็บมือนางที่วัดพ่อตาหินช้าง เขตจังหวัดชุมพร และแวะซื้ออาหารเพื่อประทังชีวิตในผืนป่าห่างไกล เอาเป็นว่ามาถึงที่ก่อนมืดก็ถือว่าเก่งแล้ว อย่าไปรีบมาก ถือคติว่า “เดี๋ยวก็ถึงครับพี่น้อง”



นี่ไม่ใช่การเดินทางสู่กรุงชิงครั้งแรกของผม ครั้งแรกของผม อะอะ อย่าคิดลึก มิใช่ครั้งแรกแบบนั้นครับ ครั้งแรกที่เดินทางมากรุงชิงก็เมื่อปลายเดือนกันยายน ๒๕๕๐ ซึ่งนั่นคือ การเดินทางเพื่อไปดูนกครั้้งแรกของผม และนับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ผมยังคงติดอกติดใจกับการสัมผัสธรรมชาติโดยมีนกเป็นสื่อนำจวบจนทุกวันนี้

จากสุราษฎ์ฯ เข้าสู่อำเภอท่าศาลา เลี้ยวขวามาไม่นาน ก็จะพบป้ายบอกทางไปน้ำตกกรุงชิง ผมรู้สึกประทับใจกับสภาพป่าเขาระหว่างทาง ดูแล้วยังมีความอุดมสมบูรณ์มิใช่น้อย มองไปทางไหนก็ยังสีเขียวอยู่ ดูแล้วสบายตา เป็นภาพที่จรรโลงสายตาและจิตใจอย่างมาก แม้ว่าจะมีภาพภูเขาหัวโล้นอยู่บ้าง อันเกิดจากการบุกรุก แต่ก็ยังนับว่าเป็นส่วนน้อย ต่างกับหลายๆ ที่ที่ผมได้มีโอกาสไปเยือน



เส้นทางสู่กรุงชิงเป็นทางอย่างดี จะมีขรุขระบ้างก็ตอนเข้าใกล้ที่ทำการน้ำตกกรุงชิง ตีซะว่าประมาณ ๑ ถึง ๒ กิโลเท่านั้น เหตุหนึ่งที่ถนนเข้าสู่กรุงชิงถือว่าดี ก็คงเพราะกรุงชิง มีน้ำตกอันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในท้องถิ่น มีผู้คนแวะเวียนมาพักผ่อน และเดินทางสู่น้ำตกมิใ่ช่น้อย

เวลาประมาณ หกโมงเย็น เราก็มาถึงจุดหมาย ผมก็พบกับเด็กฝรั่งหญิงตัวน้อยสองคนยืนน่ารักอยู่หลัังรถเก๋ง ผมเดาได้เลยว่า นี่คือลูกของเพื่อนนัดดูนกชาวสวิสของผม เรามิได้นัดกันมาที่กรุงชิง แต่เรา "บังเอิญ" มาเที่ยวในช่วงเวลาเดียวกัน ผมยินดีมากที่ได้พบกับเพื่อนคนนี้ พอลเป็นนักดูนกที่มีประสบการณ์ และรักนกเอาซะมากๆ เคยเล่าให้ผมฟังว่า เวลาจะเข้าห้องน้ำ ก็ต้องพกแมกกาซีน หรือหนังสือเกี่ยวกับน้องนกเข้าไปด้วย เรียกว่า จะว่างหรือไม่ว่าง ในใจจะมีน้องนกเสมอ ชาติที่แล้ว ผมว่าพอลคงจะเคยเป็นนกมาอะครับ จิตเลยผูกพัน อะ ว่าไปนั่น

ระหว่างรอห้องพัก เราก็ได้พบปะพูดกับคุยพี่ๆ นักถ่ายภาพนกที่มาก่อนหน้าเราแล้ว ยังไม่ทันไร เราก็ได้พบนกตัวแรก เจ้านกชื่อโบราณอย่าง นกทึดทือพันธุ์มลายู (Buffy Fish Owl) ก็มาร้องเสียงดังอยู่บนต้นไม้สูง บนหัวเรา เจ้าบัพพี่มาร้องเสมือนจะบ่นว่า "พวกมนุษย์แกมาทำอะไรใกล้บ่อปลา ฉันหิวแล้ว รีบๆ หลีกทางไปซะทีได้ไหม" เรายืนเป็นก้างขวางคออยู่ซักพัก เราก็แยกย้ายเ้ข้าที่พัก เพื่อจัดสิ่งของที่พวกเรานำมา



เพื่อมิให้ยืดยาวจนเกินไป ผมขอกล่าวเฉพาะเหตุการณ์ที่น่าประทับใจของการเดินทางในครั้งนี้

วันที่สองผมมีนัดกับพอล ตอนตีห้าครึ่ง พอลบอกว่าจะมารอที่หน้าบ้านพักของผม แต่เอาเข้าจริง ผมมิเห็นแม้แต่เงาใครสักคน ก็แห๋งละ จะมีเงาได้อย่างไร พระอาทิตย์ก็ยังไม่ขึ้น ผมจึงเดินออกไปดูนกคนเดียวก่อน เพราะคิดว่า พอลอาจจะตื่นสาย เดี๋ยวก็คงจะมาสมทบ ผมไปรอพอลอยู่ที่ต้นไม้ใกล้ที่ทำการฯ ต้นไม้ต้นนี้กำลังมีลูกเริ่มสุกเต็มต้น ลูกคล้ายๆ ต้นตะขบ ผมลืมไปที่จะถาม เดี๋ยวไว้วันพรุ่งนี้จะไปถามว่าต้นอะไร นกมากมายหลายชนิดออกจากรังที่พักผ่อนนอนหลับ แล้วเริ่มหาอาหารเข้าปากแต่เช้ามืด นกที่เจอก็เช่น นกปรอดสีน้ำตาลตาแดง (Red-eyed Bulbul)



นกปรอดเล็กท้องเทา (Spectacled Bulbul)



นกเขาเปล้าธรรมดา (Thick-billed Green Pigeon) น่ารักมากๆ ครับนกชนิดนี้ ผมชอบมาก มันกลมๆ ป้อมๆ สีสันก็สุดยอด ชอบมากครับ



คู่น่ารักๆ อีกสักภาพเป็นไรไป



นกกาฝากอกสีเลือดหมู (Crimson-breasted Flowerpecker) ตัวเมีย ตัวผู้จะมีสีสันสดใสสวยงามมาก เสียดายที่ไม่สามารถหาจังหวะถ่ายตัวผู้ได้ เนื่องจากหลบซุกได้เก่งมากๆ เรียกว่า ไม่มีจังหวะไหนเลยที่จะออกมาโล่งๆ ให้ถ่าย แบบเจ้าตัวเมีย แต่ตัวเมียก็น่ารักมากๆ ครับ ถือว่า เป็นภาพที่ผมชอบมากภาพหนึ่งเลย



พอลเดินมาเจอผม แล้วบอกว่า เขานึกว่า ฝนตก เลยนอนต่อ ขอโทษขอโพยเสร็จ ก็ได้เรื่องเลยครับ เจ้านกเขียวปากงุ้ม (Green Broadbill) ตัวผู้ บินมาเกาะห่างจากผมไปเพียง ๔ เมตรเท่านั้น ณ ตอนนั้นพระอาทิตย์ยังไม่ได้เริ่มสาดแสง ผมตัดสินใจไม่หยิบกล้องคู่ใจเพื่อถ่ายเจ้าเขียวปากงุ้ม เนื่องจากสถาพแสง และคิดไว้เสมอว่า ถ้าไม่ตาย ก็ยังได้ถ่าย แม้ไม่ได้ถ่าย ได้เห็น เก็บไว้ในความทรงจำแบบนี้ ก็มีความสุขแล้ว คราวหน้า ค่อยว่ากัน เมื่อไม่ต้องถ่ายภาพ ผมจึงเป็น “นักดูนก” จริงๆ เพราะได้เฝ้าดูเขามองหาลูกไทรลูกที่ถูกใจ เดินมุด บินขึ้นลงไปมา เรียกว่า อยู่กับเราพักใหญ่ละครับ กว่าจะบินไป สุขใจจริงหนอ

นี่คือนกใหม่ของผมครับ นกบั้งรอกแดง (Raffle's Malkoha) อยู่บนหัวเลย สุดยอดความน่ารัก สวยมาก แต่สภาพแสงแย่ครับ ไม่มีขาตั้ง แต่ก็เป็นภาพที่ผมชอบ



นกหัวขวานลายคอแถบขาว (Buff-necked Woodpecker) อีกชนิดหนึ่งที่หาชมไม่ง่ายครับ เรียกว่า เจอกันในระยะประชิด แต่สภาพแสงไม่อำนวย แต่แค่ได้เห็นก็สุขใจ นกใหม่อีกชนิดของผมครับ



ต้นไม้ทรงคุณค่า เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา อากาศที่บริสุทธิ์ ที่อาศัยของแมลง ของสัตว์หลายชนิด การตัดไม้ทำลายป่า เท่ากับเป็นการทำลายชีวิต และทำร้ายตัวเราเอง



ตัดมาที่อาหารบ้างครับ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง

กินกันง่ายๆ แบบนี้ละครับ เอาข้าวใส่การห่อหุ้มของธรรมชาติ มิใช่พลาสติกหรือวัสดุสังเคราะห์ อย่างนี้ผมเรียกว่า “คลาสสิค” อิอิ



อะอะ แต่ตกดึก ไม่มีนกแล้ว เราก็พอมีเวลาทำอาหาร นี่ครับ พอกินได้ไหม? มีฝีมือผมด้วย



ตัดมาที่อีกเหตุการณ์

ระหว่างกำลังเดินย่องตามเสียงนกที่เจื้อยแจ้วอยู่นั้น ผมก็สังเกตุเห็นอะไรล่วงลงมาจากต้นไม้สูงที่อยู่ด้านหน้า ต้นไม้นี้สูงประมาณตึก 3 ชั้นได้ แว่บแรกผมคิดว่า คงจะเป็นงูเขียวเป็นแน่แท้ เอะ มันจะหล่นลงมาฉกเราซะละมั๊ง ด้วยความที่เราน่ากินยิ่งนัก แต่มองอีกที อ้าว นั่นมันกิ่งก่า คิดดูละกันครับ ผมมีเวลาคิดสองตลบ ด้วยความสูงของต้นไม้ ผมนึกยกย่องเจ้ากิ่งก่าตัวนี้อยู่ในใจ ช่างเป็นความสามารถพิเศษที่ทำให้พวกเจ้าอยู่รอดในป่าได้ มันตกลงไปในพงต้นไม้สีเขียวเช่นเดียวกับสีของมัน แล้วเกาะนิ่งๆ ผมก็นิ่งเช่นกัน แล้วค่อยๆ มองหาตำแหน่ง จนเจอ ผมเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด เพื่อถ่ายรูป ระหว่างถ่ายผมสังเกตุพฤติกรรม ช่างน่ารักซะนี่กระไร มันค่อยๆ หันคอมองมาทางผมแบบทีละ 3 องศา คุณลองนึกภาพตาม มันไม่ได้หันควับในทีเดียว แต่ค่อยๆ หัน จากนั้นตาเจ้าเล่ห์นั้นก็หมุนขึ้น หมุนลง เก๋น่าดูครับ อิอิ



หลังจากถ่ายภาพเจ้ากิ้งก่าแล้ว ผมก็ได้ยินเสียงที่ค่อนข้างคุ้น เอ๊ะ นั่นมันเสียงกระจิบหญ้าสีข้างแดง (Rufescent prinia) ผมเดินตามเข้าไป ก็ได้ภาพนี้มา บินมาเกาะร้องเรียกบนก้านกล้วย อย่างไม่เกรงกลัวมนุษย์หน้าตาแย่ๆ อย่างผม



อีกซักรูป หน้าหลัง นับเป็นนกที่มีเสียงร้องที่มีเอกลักษณ์ น่ารักดีครับ



การเดินทางครั้งนี้ ไม่ได้เจอแต่นกครับ นี่คือ สองเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้น สำหรับผม

เหตุการณ์ที่ ๑

ระหว่างที่ผมกำลังซุ่มถ่ายภาพ เจ้าปลีกล้วยเล็ก (Little Spiderhunter) ตัวนี้อยู่แถวๆ บ้านพัก



โดยก็ผมแอบอยู่ข้างรถ ซักพักได้ยินเสียงอะไรสักอย่างเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ๆ เราก็นึกว่า เพื่อนคนจะกลับมาแล้ว แต่สักพัก ชักเอะใจ เอ ทำไมมาแล้ว ไม่ส่งเสียงเลยแฮะ เราก็นึกว่า เพื่อนคงจะเกรงใจ แต่ที่ไหนได้ หันหลังไปดู เจอตัวเงินตัวทองวัยหนุ่มมาอยู่ระยะ ไม่ถึง ๑ เมตร เมื่อสายตามาประสานกัน ต่างกันต่างตกใจ ผงะกันไป แล้วเจ้าตัวเงินตัวทองก็วิ่งหนีไป แหม เกือบโดนกินแล้วไหมละ สยองทีเดียว อิอิ

นี่หากโดนตัวเงินตัวทองกัดนี่ผมคงแย่เหมือนกัน ทราบมาว่า หากโดนกัด จะมีสารบางอย่างออกมาด้วย ประกอบกับความสกปรกในปากของเจ้าสัตว์เลือดเย็นชนิดนี้ จะทำให้แผลที่โดนกัดใช้เวลารักษาไม่น้อยครับ



เหตุการณ์ที่ ๒

เหตุการณ์นี้ตื่นเต้นระทึกใจยิ่งกว่าครับ เช่นเคย ผมเดินไปคนเดียว ค่อยๆ ย่องเบาแอบดูแบบคนโรคจิต แต่คราวนี้ ได้ยินเสียงดัง แกว้ก ๆๆๆ ดังลั่น แหม ไม่รู้จะเขียนยังไง ให้ตรงกับสิ่งที่ได้ยิน แว่บแรกผมนึกถึงนกเงือก ยังไงเราก็นึกถึงนกก่อน แต่พอตามเสียงเข้ามาเรื่อยๆ

เอ ไม่ใช่ละ แหล่งกำเนิดเสียงค่อนข้างต่ำ นกเงือกจะลงมาเกือบถึงพื้นอย่างนี้รึ เข้าไปอีกสักนิด ผมก็เจอเจ้านี่ละครับ ผมเจอ หมาไม้หนึ่งฝูง กระโดดกันอย่างว่องไว มากินน้ำ หรืออะไรสักอย่าง

ผมหลบอยู่ ได้แต่มองอย่างเดียว สักพักค่อยๆ ขยับกล้อง เพื่อความคล่องตัว ผมไม่เอาขาตั้งเข้าไป สภาพแสงก็แย่มากๆ คือ เรียกว่า มืดเหมือนตอนจะพลบค่ำ เพราะป่ามีความทึบมาก เลยได้ภาพนี้มาแบบไม่แจ่ม



*จะสังเกตุได้ว่า ภาพมีอะไรขาวๆ อยู่ตรงกลาง เพราะผมถ่ายผ่านสิ่งกีดขวางที่อยู่หน้าเลนส์

ฝูงนี้มีอย่างน้อยก็ ๕ ตัว ผมนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่เลยครับ สังเกตุว่าพวกเขาทำอะไรแน่ ด้วยความที่พวกเขาลงต่ำ และมีหินก้อนใหญ่บังอยู่ ผมจึงไม่สามารถเห็นได้ว่า พวกเขาทำอะไร แค่มากินน้ำ หรือว่า กินสัตว์อะไร

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงค่อยๆ ขยับ แต่มนุษย์หรือจะสู้สันชาตญาณสัตว์ พวกเขามองเห็นผมแล้ว ต่างก็ค่อยๆ วิ่งขึ้นมาแล้วทีละตัว กระโดดหนีไปอย่างรวดเร็วมากๆ

ณ ตอนนั้น ฝนได้โปรยปรายลงมา ผมก็รีบจัดแจงเอาถุงพลาสติกออกมาเพื่อคลุมกล้องและเลนส์ ขณะเดียวกัน ตาก็มองไปหาเจ้าหมาไม้ทั้งหลายว่าวิ่งไปทางไหนกันบ้าง

เจ้าหมาไม้ตัวหนึ่ง วิ่งกลับมาทางผม คงจะดูให้แน่ว่า ตัวอะไรที่มาทำให้พวกข้าตื่นกลัว

ผมไม่รอช้า ทิ้งถุงพลาสติก ยกกล้องถ่าย ได้ภาพนี้มา แล้วเจ้าหมาไม้ก็โกยแน่บไป ผมก็รีบออกจากตรงนั้นทันที ไม่แน่ใจว่า จะมีตัวอะไรอีกไหม สภาพแสงก็ต่ำมากๆ ฝนก็ตกด้วย

ผมเพิ่งเคยเจอหมาไม้เป็นครั้งแรกครับ นึกเล่นๆ ดู นี่ถ้ามันมารุมผม ผมคงไม่รอดน่ะนะ โชคดีที่ต่างคนต่างไป หมาไม้เป็นสัตว์ที่กินเนื้อ ปกติจะกินสัตว์ขนาดเล็ก แต่ถ้าได้กินผม น่าจะอิ่มท้องได้หลายวันทีเดียวละ



จบเหตุการณ์น่าตื่นเต้นไปแล้ว อะไรนะ ไม่ตื่นเต้น? ก็ได้ ตื่นเต้นคนเดียวก็ได้!!

นกเด่นๆ ที่เขามาเจอกันก่อนหน้า เช่น นกคอสามสี ผมไม่มีโอกาสได้เจอหรอกครับ แม้พี่แดง เจ้าหน้าที่ใจดีจะช่วยพาเดินแล้ว แต่เนื่องจากพื้นที่หากินของเจ้าคอสามสี มิใช่แคบๆ แต่สำหรับผมแล้ว ไม่เคยผิดหวัง เพราะไม่ได้หวังอะไร เจอก็เจอ ไม่เจอก็ไว้โอกาสหน้าครับ เรายังคงมีความสุขได้ดังเดิม สุขได้ทุกการเดินทาง

เอาภาพนกอีกสักชุดเป็นไรไป เริ่มจากนกโพระดกคางแดง (Red-throated Barbet)



ชนิดเดียวกับกับตัวข้างบน แต่ให้เห็นหน้าตากันหน่อยครับ



ปรอดโอ่งแก้มเทา (Grey-cheeked Bulbul)



การเดินทางสู่น้ำตกกรุงชิง

ขอเล่าถึงการเดินทางสู่น้ำตกกรุงชิง ซึ่งเป็นของดีของดังของพื้นที่ มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่น้ำตกนี้อยู่บ้างครับ แต่ไม่มากนัก เนื่องจากหากใครจะเดินไปชมน้ำตก จะต้องเดิน ๓.๗ กิโลเมตร อะอะ คุณอาจจะคิดว่า หมูๆ อย่าลืมนะครับว่า ต้องบวกขากลับด้วย รวมเป็น ๗.๔ กิโลเมตร แต่เป็น ๗.๔ บนทางไม่ปกติ มีขึ้นแบบชันมากๆ มีลงแบบสะท้านหัวเข่า และที่สำคัญ ยังมีอุปกรณ์ถ่ายภาพและสัมภาระที่หนักร่วมๆ ๘ กิโลกรัมติดไปด้วย ผมมีเวลาประมาณ ๔-๕ ชั่วโมงเท่านั้น เนื่องจาก ต้องรีบกลับมาเก็บของเพื่อเดินทางกลับ

สู้ สู้ “น้ำตกจ๋า ข้ามาแล้ว”



สัมภาระที่มักติดไปเวลาดูนก ดังที่เห็นครับ แต่นี่ยังไม่รวมที่คาดเอวไว้ ซึ่งมีน้ำหนักอีกพอควร

*ตอนที่เดินไปน้ำตก ผมสละแอบซุกขาตั้งกล้องเอาไว้ข้างทาง เพื่อลดน้ำหนักแบก นี่หากโดนโขมยไปคงฮาน่าดู



ระหว่างทางมีป้ายบอกชื่อด่านที่ใช้เป็นชื่อเรียก กรุงชิงเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิรบ



เหลืออีกพันเมตรเท่านั้น ขำๆ แต่พอได้สติกลับมา เฮ้ย พันเมตรในป่านะ ใจเริ่มปรุงแต่งใช้คำว่า ”ตั้ง” พันเมตรแทนคำว่า “แค่” ถือเป็นป้ายให้กำลังใจเมื่อแรกเห็น แต่ลดทอนกำลังใจในตอนจบ :-D



ในที่สุดพันเมตร ผมก็เดินถึง โดยเรียกว่า จ้ำ กันไม่หยุด หากไม่เจอนกแบบจังๆ แล้ว ขอไม่หยุดเดิน เกรงว่าจะหมดเวลาซะก่อน

ภาพดอกไม้สวยระหว่างทาง ดอกไม้ช่วยให้กำลังใจผมเสมอ ดอกไม้เป็นผู้ให้อย่างแท้จริงสำหรับผม หากคุณทำดีแล้ว คุณไม่ต้องทำอะไรนอกจากรักษาความดีของคุณไว้ คนอื่นย่อมสัมผัสความสวยงามของคุณได้ ดอกไม้สวยในตัวเอง บานเมื่อยามเหมาะสม ให้กลิ่นหอม ให้สัตว์หลายชนิดได้พึ่งพิง ทำให้เห็นความสวยงามของโลกใบนี้ ขอบคุณดอกไม้



ตัดมาที่การเดินทางต่อ



นี่ละครับ ผมนึกว่าจะถึงแล้ว แต่พอเจอว่ามีอีกเจ็ดชั้น … รวมระยะทางเดินไปกลับ คงไม่น้อยกว่า ๘ กิโลเป็นแน่

นึกในใจว่า เอ ต้องเดินถึงเจ็ดชั้นเลยไหมว้า แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงก็ต้องเดินต่อ แต่หากเดินต่อไม่ไหว เอาซัก ๔ ชั้นก็ละกัน อันนี้นึกในใจ

หลังจากแวะพักประมาณสองสามนาทีเพื่อพักกล้ามเนื้อและดื่มน้ำเติมพลัง จากนั้นผมก็เดินต่อ เสียงน้ำตกที่ทรงพลัง เสียงสายน้ำที่ไหลแรง เป็นดั่งกำลังใจให้เดินต่อ อย่าหยุด อย่าท้อ เดี๋ยวเจ้าจะได้เห็นอะไรดีๆ

ทางเดินสู่ชั้นต่างๆ ของน้ำตกนั้น ถือว่า ไม่ธรรมดา จริงๆ ครับ แม้จะเป็นบันไดปูนเป็นระยะ แต่ด้วยความชัน ผมต้องค่อยๆ เดิน การเดินขึ้นลงที่ชันแบบนี้ ไม่ควรทำเก่งครับ เพราะกล้ามเนื้ออาจจะอักเสบได้ง่ายๆ ค่อยๆ เดิน หยุดเมื่อคุณรู้สึกว่า กล้ามเนื้อเริ่มตึงเริ่มล้ามาก

ระหว่างทางอาจมีความคิดว่า เออ แค่นี้พอ แต่อีกใจก็ ไหนๆ มาแล้ว

ในที่สุดก็ลากสังขารมาถึงครับ ชั้นที่ ๗ ของน้ำตกกรุงชิง โอ้ พระเจ้า มันยิ่งใหญ่มาก



มุมในการถ่ายอาจจะดูว่า น้ำตกไม่ใหญ่มากนัก เนื่องจากเขาสร้างที่พักเอาไว้ในระดับสูง

ผมไม่ได้เอาเลนส์ที่เหมาะสมไปด้วย ภาพนี้ถ่ายด้วยกล้องเล็ก แต่สิ่งที่อยู่ในความทรงจำนั้น มีแต่ความประทับใจ หายเหนื่อย เสียงน้ำ “ตก” ลงกระทบหิน กระทบน้ำเบื้องล่าง แหล่งน้ำตามธรรมชาติที่สำคัญ นี่ไงครับ ความสำคัญของป่าไม้ เพราะน้ำเหล่านี้ ก็คือน้ำที่ไปสู่คูคลองหนองบึง เอามาให้พวกเราดื่มกินในที่สุด เราต้องช่วยกันอนุรักษ์ต้นน้ำ และอย่าใช้น้ำอย่างสิ้นเปลือง

ที่พักชมน้ำตก



ป้าย “หนานฝนแสนห่า”



ลองอ่านกันดูครับ นี่คือน้ำตกที่อยู่ในธนบัตรหนึ่งพันบาท เมื่อหลายปีมาแล้ว ใครยังมีอยู่บ้างไหมครับ?

ผมยังได้เจอนกสามชนิดที่บริเวณน้ำตกด้วย เป็นนกกาน้ำหนึ่ง นกเด้าลมหลังเทาหนึ่ง และอีกชนิดไม่สามารถระบุ เนื่องจากเวลาเห็นน้อย เขาจับปลามากินได้ แต่มุมที่มองเห็นนั้นแว่บเดียว หากเป็นนักดูนกที่มีประสบการณ์มากๆ จะสามารถระบุได้แน่นอน

หลังจากชื่นชมความสวยงามเสร็จแล้ว และหายเหนื่อแล้ว ผมก็เดินทางกลับ ขากลับนี่ก็สุดยอดทีเดียวครับ แต่ก็กลับมาทันเวลาที่นัดหมายไว้

เขียนซะยืดยาวทีเดียวคราวนี้

ขอแทรกธรรมะจากธรรมชาติ



ความสนุก ความประทับใจเกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่จำเป็นต้องเกิดในป่าในธรรมชาติ แต่ความสุขมีหลายระดับ และหลายรูปแบบ การเดินทางเข้าสู่ธรรมชาติเป็นดั่งการพาเรากลับบ้าน อย่าลืมว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราคิดว่า เรามีเงินทอง เรามีความสุขมากมายแล้ว แต่จริงๆ แล้ว เราอยู่กับเรื่องสมมุติเท่านั้น และความสุขของเราก็สมมุติ (สมมุติยังมีหลายระดับอีก ''-_-) การสร้างชีวิตให้ซับซ้อน การอยู่กับวัตถุและสรรเสริญในการมีของวัตถุ เราจะยิ่งห่างจากความสุขที่แท้จริง

ความสุขในอีกระดับ เกิดจากความเรียบง่าย ความสงบ ความรัก ความเข้าใจ หาใช่วัตถุอันเลิศเลอไม่

ขอจบกันด้วยภาพของดวงจันทร์แห่งกรุงชิง พระจันทร์ไม่ต้องเต็มดวง แต่หากใจเราเต็มครบแล้ว ดวงจันทร์ย่อมเฉิดฉาย ส่องแสงกระทบหัวใจของเรา จรรโลง และส่องทะลุเปลือกนอกที่ครอบคลุมจิตใจของเรา และในวันหนึ่งธรรมชาตินี้จะกระเทาะเอาเปลือกออกไป นำเราให้พบสุขแห่งการเกิดมาอย่างแท้จริงได้

ขอให้มีความสุขทุกคนนะครับ




 

Create Date : 12 กันยายน 2552    
Last Update : 12 กันยายน 2552 19:32:15 น.
Counter : 775 Pageviews.  

#+++ห้วยขาแข้ง ดินแดนของสัตว์ป่า+++

ห้วยขาแข้ง ดินแดนของสัตว์ป่า

เมื่อวันที่ ๒๕-๒๖ พค ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเยือน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง (Huai Kha Khaeng Wildlife Sanctuary) จังหวัดอุทัยธานี เป็นครั้งแรกครับ

หลายท่านพอพูดถึงห้วยขาแข้ง ก็รำลึกถึงคุณสืบ นาคะเสถียร คิดมานานแล้วครับ ว่าวันหนึ่งจะต้องเดินทางไปเยือนผืนป่าที่คุณสืบเอาชีวิตเข้าแลก ข่าวคุณสืบฆ่าตัวตาย ทำให้ผมช๊อค แม้ตอนนั้นจะยังเรียนมัธยมอยู่เลย เนื่องจากผมเริ่มสนใจในธรรมชาติและสัตว์ป่า และการรับรู้ถึงการต่อสู้ของคุณสืบยิ่งทำให้ผมซาบซึ้ง เพื่อนผมคนหนึ่งที่เรียนด้วยกัน ก็เป็นหลานท่านครับ ผมได้ไปเคารพรูป และเยือนบ้านพักของคุณสืบ เอารูปมาให้ชมกันครับ






หากใครอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม ก็เข้าไปที่เวปนี้ได้ครับ //www.huaikhakhaeng.net/home.html

มาเข้าเรื่องการดูนกกันครับ เราออกเดินทางกันหกโมงกว่าๆ ไปกันเรื่อยๆ ครับ ไม่ต้องซีเรียสว่าจะไปถึงแต่เช้าตรู่ เพราะยังไง เราก็มีอีกวัน คือวันอาทิตย์ ก่อนเข้าไปที่ห้วยขาแข้ง เราก็แวะที่ตัวเมืองอุทัยฯ คณะได้ซื้อของกินกัน ที่เด็ดสุด ก็คง ขนมปังสังขยา โอ้ แม่เจ้า ไม่เคยกินที่ไหน สะเด็ดขนาดนี้ ขนมปังมีลักษณะเกือบกลม แผ่นบางๆ เคลือบไส้สังขยาสีเขียวตุ่นๆ หรือสีส้มเจื่อนๆ ที่อัดแน่นเต็มลูกไปหมด ดูจากสีของสังขยาก็ทราบได้เลยว่า ของเขาคุณภาพ และดั้งเดิมจริงๆ แหม เสียดาย กินซะหมด ไม่ได้ถ่ายภาพไว้เลย แฮะๆๆ ไว้คราวหน้ากะซื้อสักสิบกล่องกลับบ้าน

พอไปถึงห้วยขาแข้ง เมื่อจัดแจงทุกอย่างเสร็จ ก็ร่วมๆ สิบเอ็ดโมงแล้วครับ เราก็ออกเดินดูนกกันเลย เอาแค่ระหว่างทางก็แจ่มแจ้งแล้วครับ เจอเจ้ากะรางสร้อยคอเล็ก (Lesser Necklaced Laughingthrush) ค่อนข้างเยอะ รวมทั้งเจ้าหัวขวานเขียวตะโพกแดง (Black-headed Woodpecker) ออกมาโชว์ตัวเป็นระยะๆ เช่นกัน แต่นกตัวแรกที่เจอ ก็คือ เจ้าแต้วแล้วธรรมดา หรือนกกอหลอ (Blue-winged Pitta) ซ่อนตัวในป่าไผ่ ไม่ไกลจากทางเดินครับ ไม่ได้จับภาพหรอกครับ เพราะซ่อนตัวเก่ง กิ่งไผ่สลับซับซ้อนบังนกน้อยน่ารักตัวนี้อยู่





ที่น่าแปลกใจ ก็คือ นกที่นี่ ไม่ค่อยกลัวคนครับ ไม่ตื่นคนเหมือนหลายๆ ที่ๆ ไปมา วันอาทิตย์สายๆ นี่เจ้าหัวขวานเขียวตะโพกแดงเข้ามาใกล้ระยะซักสี่เมตรเองครับ คือ เรียกว่า ถ่ายกันจนหมดเมมโมรี่ก็ยังไม่ไป



นกที่เราเจอ เป็นหัวขวานมากเหมือนกันครับ มีดังนี้

นกหัวขวานด่างแคระ Grey-capped Woodpecker
นกหัวขวานใหญ่หงอนเหลือง Greater Yellownape
นกหัวขวานเขียวตะโพกแดง Black-headed Woodpecker
นกหัวขวานเขียวหัวดำ Grey-headed Woodpecker
นกหัวขวานใหญ่สีดำ White-bellied Woodpecker (เสียดายเจ้านี้ อยู่ไกลไปหน่อยครับ จับภาพมาได้ แต่ก็ไม่แจ่ม ตัวใหญ่โตไม่น้อยเลย หน้าตาเหมือนชนเผ่าในแอฟริกา หัวแดงๆ ตัวดำๆ)
นกหัวขวานสามนิ้วหลังทอง Common Flameback
นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทอง Greater Flameback
นกหัวขวานแคระจุดรูปหัวใจ Heart-spotted Woodpecker

ผมว่า ที่นี่ ดูนกหัวขวานได้สะใจกว่าทุ่งกิ๊กเยอะเลยครับ นี่ถ้าอยู่นานๆ กว่านี้ หรือเข้าไปได้ลึกกว่านี้ คงมีลุ้นอีกหลายชนิด

นอกจากนั้น นกที่พบได้ตลอดก็คือ เจ้าขุนแผนแสนสะท้าน (Red-billed Blue Magpie) เป็นนกที่สวยนะครับ ผมชอบลักษณะของเขา แต่ก็ไม่ได้จังหวะถ่ายใกล้ๆ พอเอามาโชว์ได้บ้างดังที่เห็นครับ



นกอีกชนิดที่พบได้บ่อยที่นั่นคือ เจ้าแซงแซวปากกา (Crow-billed Drongo) เรียกว่าทำรังกันใกล้ๆ ถนนเลย แต่ผมไม่ได้ถ่าย เพราะเคยถ่ายได้แจ่มๆ ในระยะใกล้มาบ้างแล้วที่อื่น

นกที่ผมได้เจอแล้ว เสียดายว่าไม่ได้ภาพเด็ดๆ ของเขาก็คือ เจ้าคัดคูหงอน (Chestnut-winged Cuckoo) ผมเพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรกครับ นับเป็นนกที่หุ่นสวยงามยิ่งครับ แหม มันเท่ห์ ได้พบในระยะไกล จับภาพมาหนึ่งภาพ เขาก็ไปซะแล้ว

ส่วนนกที่เป็นไฮไลน์ของทริป ก็คือ เจ้าทึดทือพันธุ์เหนือ (Brown Fish-Owl) พวกผมเกือบอดดูซะแล้ว เหตุเพราะแยกตัวออกไปเอาเสื้อกันฝนที่บ้านพัก กว่าจะกลับกันมาที่คณะก็ร่วมๆ ชั่วโมงเหมือนกัน เนื่องจาก เราก็แวะดูนกไปเรื่อยครับ ก็เจ้านกทั้งหลายเล่นออกมาโชว์ตัวตลอด

ภาพนี้ผมลุยน้ำตามเข้าไปครับ ส่วนเพื่อนๆ คนอื่น ก็ยืนดูเจ้านกจากสโคปแทน ตามไปก็มีนักถ่ายภาพอยู่แล้วสองคน เรียกว่า กดกันเมื่อยมือ แต่มุมที่มี ก็ไม่แจ่มนักครับ มีใบไม้กิ่งไม้ ต้องหามุมกัน



ตัวที่เห็นเป็นตัวเด็ก (Juvenile) ตัวแม่ ตัวพ่อ หาไม่เจอครับ แต่แค่นี้ก็สุดยอดแล้ว ผมชอบนกกลางคืนครับ มีสเน่ห์ดี อืมอีกอย่าง พอได้เห็นตอนบินแล้ว เจ้านี้ตัวใหญ่มากครับ

พอหมดแสงอาทิตย์ เราก็เข้าที่พักด้วยความเหน็ดเหนื่อย อาบน้ำอาบท่าเสร็จก็มานั่งคุยกัน หัวค่ำ เราก็ได้พบกับนักถ่ายภาพนกมืออาชีพชื่อดัง ที่ตามมาทีหลัง พี่สาวน้อยร้อยชั่ง พอตกดึกพวกพี่และคณะบางคน ก็ออกไปถ่ายเจ้าทึดทือพันธุ์เหนือกัน ส่วนผมขอบาย เนื่องจาก อุปกรณ์ไม่พร้อมครับ การถ่ายภาพกลางคืนให้สวย ควรมีแฟลชมากกว่าหนึ่งตัว ไม่งั้นมิติของภาพจะหดหายไป อีกอย่างคือ ผมยังไม่ได้แยกแฟลชออกมา (ทริปนี้เป็นทริปแรกที่ใช้ External Flash) โอกาสได้ภาพตาแดงสูงครับ เลยขอบาย นอนเอาแรงดีกว่า

รุ่งเช้าวันอาทิตย์ ก็ได้ข่าวว่าคณะที่ไป ได้พบกับตัวแม่ครับ คุณสาวน้อยฯ ถ่ายมาได้อย่างสุดสวย

จากนั้น เราก็ออกตามหานกกันต่อ นกในวันนี้ดูน้อยกว่าเมื่อวานหน่อยครับ แต่ผมก็ได้ภาพนกใกล้ๆ มา ที่ชอบก็คือ เจ้ากะรางสร้อยคอเล็ก สองตัวมาจู๋จี๋กัน เรียกว่าเก็บภาพทุกอิริยาบทแห่งการจู๋จี๋ไว้

เอาไปลงกระทู้ใน pantip ดูได้ที่นี่ครับ คลิกได้ที่นี่ครับ

หลังจากข้าวเช้าแล้ว ผมตัดสินใจเดินเข้าเทรลหนึ่ง แยกตัวออกนอกเส้นทางไปคนเดียวเลยครับ ความตื่นเต้นเริ่มขึ้นตรงนี้ครับ ตั้งแต่ปากเทรล ผมก็ได้พบกับเจ้าเค้าโมงหรือนกเค้าแมว (Asian Barred Owlet) ไม่ได้ถ่ายหรอกครับ พอดีจังหวะ มีคณะนักท่องเที่ยวเดินผ่านจำนวนมาก นกเลยหนีไปอีกต้น หาตัวไม่เจอเลยทีนี้ จากนั้นผมก็เดินเข้าเทรล เจ้ายุงจำนวนมาก เข้ามาหมายจะดูดเลือด ไม่รู้จะเอาโรคอย่างอื่นมาให้ด้วยไหม ผมก็จัดแจงทายาป้องกันไว้ ก็ช่วยได้ แต่เจ้ายุงก็ตามรังควานกันพอควรเลย เจ้ายุงจะรังความก็รังความไป ความสนใจผมไปอยู่ที่เจ้าแต้วแล้วธรรมดา ที่มาเกาะอยู่ไม่ไกลครับ แหม โอกาสดีอย่างนี้ ผมจัดแจงรีบยกกล้อง กะจะซัดเต็มๆ ที่ไหนได้ ยังไม่ทันกด พี่ท่านก็หันมามอง แล้วหนีไป จริงๆ หนีไปไม่ไกลครับ ผมก็มองตาม แต่ดันหาไม่เจอ พอพ้นจากตรงนั้นมา ผมก็เดินต่อไปอีกไม่กี่เมตร แต่สิ่งที่พบ "ไม่ธรรมดาครับ" มีเสียงสัตว์ตัวหนึ่งขนาดไม่เล็ก วิ่ง เสียงที่ลงพื้นมีความแน่น บอกถึงกำลังขา และส่งเสียงขู่ "โฮก โฮก โฮก โฮก" ผมเห็นสีเป็นสีน้ำตาล ผมตั้งสติ ยืนเฉยๆ ครับ รอว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาวิ่งหนีผมไปอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าถ้าเดินไปต่อ มีโอกาสเจอ เพราะเจ้านี่หนีไปตามทางที่เราจะเดินไป อย่ากระนั้นเลย เดินกลับไปถามเจ้าหน้าที่จะดีกว่า ว่าลักษณะเสียงแบบนี้ั ชัวร์ไหมพี่่ แจ๊คพอตแตกครับ เจ้าหน้าที่ยิ้มมุมปากและบอกว่า เสือดาว ตรงนั้นนะดงเสือเลยละน้อง!! ฮ่าๆๆ

พี่เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก "ส่วนใหญ่" เขาหนีเรา ผมก็คิด ถ้าผมเป็นส่วนน้อยขึ้นมา เกิดพี่เสือดาวหิวขึ้นมาจะทำไง?

เกิดการ "เสือเจอเสือ" ขึ้น คงสนุกละ ผมเกิดปีเสือครับ

จากนั้นผมก็ไปพบพี่อีกท่าน บอกเล่าให้เขาฟัง แต่เนื่องจากบนเทรลนั้นมีแอ่นฟ้าหงอน (Crested Treeswift) อยู่จำนวนมาก เราทั้งสองอยากเห็น จึงตัดสินใจไปเข้าเทรลนั้นอีกที แต่คราวนี้พี่เจ้าหน้าที่อาสาพาเข้าไปส่งครับ สบายละไม่มีไรต้องกลัว (ประมาท) จากปากทาง เราก็เข้าไปกิโลกว่าๆ ครับ เป็นทางสูงชันซักประมาณสามร้อยเมตรได้ เราก็เดินจ้ำกันเลย เพราะกลัวว่าจะเสียเวลาพี่เจ้าหน้าที่ พอไปถึง พี่เจ้าหน้าที่ก็ชี้ให้เราเห็นเจ้าแอ่นฟ้าหงอน ที่มาเกาะอยู่ตามกิ่งต่างๆ ของต้นไม้ไม่ไกลจากที่เรายืน พี่เจ้าหน้าที่ก็ชอบดูนกครับ พอเจอเจ้าแอ่นฟ้าหงอน แกชักไม่อยากลงแล้ว ฮ่าๆ



ดูกับเราอยู่พักนึงจะได้ลงไป ขอบคุณพี่มากครับที่กรุณาเสียเวลานำเราเข้ามา



ผมใช้เวลาอยู่บนเนินเขานั้นร่วมชั่วโมง บนนั้นนกก็พอสมควรครับ ไม่มากนัก แต่ก็มีหลายชนิด รวมทั้งไต่ไม้หน้าผากกำหยี่ (Velvet-fronted Nathatch) แต่ไม่ใช่ระยะจะถ่ายให้สวยได้ บนนั้นลมเย็นสบายดีครับ ไว้กลับมาคราวหน้า จะเอาน้ำเอาข้าวมากิน อยู่กันนานๆ หน่อย พอบ่าย เราก็ตัดสินใจลงครับ

ลืมบอกไปครับว่า ที่นี่ไม่มีทั้งทาก ทั้งคุ่น โล่งอกครับ มีแต่เจ้าแย้ครับ เยอะไปหมด



แถมนกอีกสักชนิดครับ นี่ก็เป็นครั้งแรกเช่นกันที่ได้พบกัน น่ารักมากครับ สวยด้วย แต่อยู่สูงทีเดียว



พอลงมา ก็มาเจอกับเพื่อนๆ บางกลุ่มที่กำลังเดินกลับที่พัก เราหมดแรง และอยากอาบน้ำ ก็เดินกลับกัน ไปซัดมาม่าและขนมปังสังขยากันเต็มคราบ จากนั้นก็เตรียมตัวกลับ โดยเผื่อเวลาเอาไว้ดูนกระหว่างทางกลับด้วยและไม่ผิดหวังครับ เราเจอเจ้านกเปล้าขาเหลือง (Yellow-footed Pigeon) เป็นอันจบทริปด้วยนกเด่นของที่นี่ ยังไม่ทันได้ถ่ายภาพหรอกครับ เจ้านกก็ไป แต่เพราะนกอยู่สูงด้วย ฟ้าก็ขาวทมึน ภาพคงออกมาไม่แจ่มนั้น

นึกว่าจะจบกันแล้ว เราก็ยังได้เจอกับอีกไฮไลน์โดยไม่คาดคิด นั่นก็คือ เหยี่ยวเล็กตะโพกขาว (White-rumped Falcon)



เป็นเหยี่ยวที่สวยงามมากๆ ครับ ผมก็เพิ่งเคยได้เจอก็คราวนี้



จบทริปได้อย่างสุดยอด แน่นอนว่า ผมจะต้องไปเยือนห้วยขาแข้งอีกเป็นแน่แท้

ขอบคุณเพื่อนพี่น้องร่วมทริป ขอบคุณสุดยอดเบิร์ดลีดเดอร์พี่อุทัย ผู้ให้ความรู้ พี่สาวน้อยฯ ผู้ให้คำแนะนำ

ขอบคุณธรรมชาติที่นำเสนอชีวิตของสัตว์น้อยใหญ่ ให้เราได้เข้าใจในธรรมะ ขอบคุณที่ผมได้เกิดมาและได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้ และมีอีกช่วงเวลาที่มีความสุข



รูปอื่นๆ คลิกได้ที่นี่ครับผม




 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 7 กรกฎาคม 2551 8:59:52 น.
Counter : 1667 Pageviews.  

@@++เขานอจู้จี้ ถิ่นดูนกที่คุณจะไม่มีวันลืม++@@

แหล่งดูนกที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งในประเทศไทย ก็คือ เขานอจู้จี้ เมื่อประมาณหกเดือนที่แล้ว ที่ผมได้เริ่มดูนกและได้ยินชื่อสถานที่แห่งนี้ ก็ประหลาดใจว่าทำไม จึงชื่อแบบนี้ ก็คิดว่า ในวันหนึ่งคงได้มีโอกาสไป และคงจะได้ไขข้อปริศนาได้

เราเดินทางกันค่ำวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๑ จบการเดินทางเอา ๑๖ หัวค่ำ เดินทางด้วยรถ แต่ขอกลับเครื่องบินครับ เพราะวันจันทร์ไม่อยากเพลียไปทำงาน



สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ มีชาวต่างชาติเพื่อนผมไปด้วยหนึ่งท่านครับ ก่อนไปเราก็แสดงอาการตื่นเต้นกัน เพราะคาดหวังได้ว่าทริปนี้จะเป็นทริปที่สุดยอดทริปหนึ่งเป็นแน่ และก็ไม่ผิดหวังครับ การออกเดินทางดูนกในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ประทับใจมากที่สุดครั้งหนึ่งตั้งแต่ผมได้ดูมา เดี๋ยวตามมาดูครับว่าทำไม

เพื่อนร่วมทางเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ในทริปนี้ผมรู้จักทุกคน และแทบทุกคนเป็นเพื่อนที่ดูนกกันมามากกว่าหนึ่งครั้งครับ เราเรียกกลุ่มของเราว่า "นกยังอาย - Nok Young Eye" เอาไว้ต่อไปจะเล่าว่าทำไมครับ แต่ผมเป็นคนคิดชื่อนี้ขึ้นเอง ฮาๆๆ การดูนกกับกลุ่มของเราไม่เครียดครับ เจอนกเราก็ดีใจ ไม่เจอก็ไม่เป็นไร ได้ออกมาสัมผัสธรรมชาติ ได้พูดคุยกัน ได้ใช้เวลาอันมีค่าของทุกคนร่วมกัน แค่นี้เราก็มีความสุขกันแล้วครับ กลุ่มผู้ชื่นชมการดูนกอารมณ์ดีกลุ่มเล็กๆ พร้อมจะไปป่วน เฮ้ยไม่ใช่ ไปเยือนสถานที่ต่างๆ และกลับมาพร้อมกับความประทับใจได้ทุกครั้ง



เราไปถึงกระบี่ตั้งแต่เช้ามืดวันที่ ๑๔ ครับ หลังจากรับประทานอาหาร พร้อมชมวิวกันไปพลางๆ เราก็ออกเริ่มต้นดูนกกันที่ป่าโกงกาง ไม่ไกลจากที่เราทานข้าวกันนัก



ก่อนจะเข้าไป ผมได้เจอเจ้าปูกล้ามใหญ่ตัวนี้ครับ เท่ห์ไม่หยอกครับ ถ้าโดนหนีบเข้าไปละก็ มีห้อเลือดแน่นอนครับ



ป่าโกงกางที่ว่า มีเส้นทางเดินดูนกที่ไม่ไกลครับ ไม่ถึงกิโลเมตร แต่นกที่นี่ไม่ธรรมดาครับ ไม่ธรรมดาจริงๆ

ก่อนเข้าไป เราก็อยากเจอเจ้าแต้วแล้วป่าโกงกาง (Mangrove Pitta) ได้เจอซักตัวก็ถือว่า สุดยอดแล้วครับ แต่ ณ ที่นี่ เราได้มีโอกาสเจอนกมากมายหลายพันธุ์ ทั้งๆ ที่ป่าแห่งนี้มีขนาดเล็กมาก แน่นอนครับ มนุษย์เข้าไปแย่งที่อยู่ของสัตว์อื่นๆ เล็กจนมองทะลุไปเห็นสิ่งปลูกสร้าง บ้านคนได้ ผมไม่แน่ใจว่าอีกนานแค่ไหน ที่ป่าโกงกางแห่งนี้จะยังอยู่คู่กับเมืองกระบี่

สถานที่ขนาดเล็กอาจจะดีในแง่หนึ่ง เพราะทำให้เรามีโอกาสเห็นนกได้ง่ายขึ้น เดินไปซักพัก เราก็พบกับนกกระจิบหัวแดง (Ashy Tailorbird) นกชนิดนี้จะพบได้บ่อยในภาคใต้ครับ สำหรับผม จึงเป็นครั้งแรกที่ได้เห็น แต่ไม่ได้มีโอกาสถ่ายภาพมาครับ พวกเรามีโอกาสได้ยืนดูเขาอยู่พักหนึง จึงได้เดินกันต่อ อีกไม่นานเราก็ได้พบกับนกกระเต็นใหญ่ปีกสีน้ำตาล (Brown-winged Kingfisher) เจ้านก

กระเต็นตัวนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่คิดครับ โดยมีขนาดเป็นรองนกกระเต็นใหญ่ธรรมดา (Stork-billed Kingfisher) ที่มีขนาดใหญ่สุดอยู่ไม่กี่เซนติเมตรครับ



ดูจากภาพจะเห็นได้ว่า ขนาดคอ ขนาดลำตัว และปากของเขาใหญ่โตกว่านกกระเต็นทั่วๆ ไปมากทีเดียวครับ การถ่ายเจ้าตัวนี้ยากหน่อย เพราะในป่าค่อนข้างมีต้นไม้ที่มีกิ่งก้านสาขามาก ผมโชคดีที่ได้ภาพนี้มา เรียกว่าถ่ายทะลุช่องเล็กๆ พอดี ก่อนที่เขาจะบินหนีไป ภาพไม่แจ่มนัก แต่เป็นภาพที่ให้รายละเอียดของนกได้เป็นอย่างดีครับ

จากนั้นก็มาถึงนกที่ทำให้พวกเราปวดหัวกันพอสมควร นั่นก็คือ เจ้านกหัวขวานตัวหนึ่งครับ ผมมองไปเห็นนกตัวหนึ่งบินผ่านไป จึงเดินย้อนกลับมาดูคนเดียว ก็ค่อยๆ ย่อง เข้าไป จนพบกับนกที่ผมไม่อยากเชื่อว่าจะมาพบที่นี่ เป็นนกหัวขวานขนาดกลางตัวหนึ่ง เมื่อผมแน่ใจว่ามีนกแปลกให้เพื่อนดู ก็กวักมือเรียกเพื่อนๆ เข้ามาดู ผมบอกว่า "นกหัวขวาน แต่ไม่แน่ใจว่าชนิดไหน" ไม่แปลกครับ เพื่อนบางคนไม่เชื่อว่าจะเจอนกหัวขวานที่นี่ แต่เมื่อเขาเห็นแล้ว จึงแน่ใจได้ว่า ที่ผมพูดนั้นไม่ผิด แต่สิ่งที่ทำให้เราปวดหัวก็คือ เป็นนกหัวขวานชนิดไหนแน่ พวกเราเปิด Bird Guide เล่มภาษาไทย พยายามระบุให้ได้ ดีที่เจ้าหัวขวานหมกมุ่นกับการหาอาหาร จึงมิได้สนใจพวกเรานัก เราดูกันอยู่เป็นนานก็ตกลงกันไม่ได้ระหว่าง นกหัวขวานคอเขียว (Streak-breasted Woodpecker) กับ นกหัวขวานเขียวป่าไผ่ Laced Woodpecker) แน่นอนครับว่า ณ สถานที่ๆ เราพบ มันน่าจะเป็นชนิดแรก แต่ด้วยมันไม่เหมือนกับในหนังสือในบางจุด จึงหาข้อสรุปไม่ได้ ผมได้มีโอกาสถ่ายเอาไว้บ้างครับ แต่คงไม่แจ่มนัก เนื่องจาก มุมและแสง ไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ได้รายละเอียดพอสมควรครับ






ให้ดูสองรูปเลยครับ เพื่อนฝรั่งที่เก่งกาจ ก็ยังไม่แน่ใจ แต่เมื่อเปิดดูหนังสืออีกเล่มของ Craig Robson เราจึงพบว่า มันน่าจะเป็นเจ้า คอเขียวมากกว่า เพราะภาพวาดของเล่มนี้ใกล้เคียงกว่า

จากนั้น เราก็พยายามมองหาเจ้าแต้วแล้วป่าโกงกางกันครับ เพื่อนฝรั่งก็เปิดเสียงให้ฟังว่า เออ มันร้องงี้นะ พอสิ้นเสียงเท่านั้นละครับ เจ้าแต้วแล้วก็ส่งเสียงตอบ อย่างที่เราไม่คาดฝัน!! ต้องบอกก่อนนะครับ กลุ่มดูนกของเรา ปกติเราไม่ได้เปิดเสียงนก เพื่อเรียกนก แต่เราจะพยายามศึกษาเสียงนกครับ นี่นับเป็นครั้งแรกที่เราเปิดเสียงในเทรล เจ้าแต้วแล้วก็ส่งเสียงตอบ และบินเข้ามาใกล้ แต่เรายังไม่เห็นตัวเขาครับ จนกระทั่งเพื่อนสองสามคน ได้พบเขาอยู่เกาะกิ่งไม้อยู่บนหัวนั่นเอง แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสได้เห็นนานนัก เจ้าแต้วแล้วก็รู้แล้วว่า นี่มิใช่เพื่อนมันแต่อย่างใด มันจึงบินหนีไปครับ เสียดายแต่ไม่เป็นไร เก็บไว้มาใหม่คราวหน้าครับ

ระหว่างที่เราเดินออก เราก็ได้พบกับนกอีกชนิดที่ไม่อยากเชื่อว่าจะได้เจอที่นี่ เพราะปกติจะได้พบเจอในป่าเช่นแก่งกระจาน นั่นก็คือ เจ้าพญาปากกว้างท้องแดง (Black-and-red Broadbill) เมื่อเพื่อนฝรั่งพบ จึงตะโกนบอกผมให้รีบมา เหตุที่ต้องตะโกนเพราะก่อนหน้านี่เราเพิ่งจะคุยกันครับว่า เราได้เจอนกปากกว้างชนิดไหนบ้าง ผมยังไม่เจอสองชนิดครับ คือ เจ้าท้องแดง กับ พญาปากกว้างท้องดำ Dusky Broadbill) ซึ่งจริงๆ เจ้าท้องดำนี่คนอื่นเขาเห็นกันก่อน แต่ผมจะได้เห็นเจ้าท้องดำเป็นตัวสุดท้ายในชุดพญาปากกว้าง



สวยใช่ไหมละครับ? ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์นักที่มีสีสันตัดกันแบบนี้ สะใจผู้พบเห็นอย่างมากครับ จริงๆ มาคู่นะครับ แต่ภาพคู่ไม่แจ่มนัก แต่ก็เอามาให้ดูกันครับ



นกอื่นๆ ที่พบ ก็มี นกขมิ้นน้อยธรรมดา (Common Iora) นกกวัก (White-breasted Waterhen) นกออก (White-bellied Sea Eagle) คัดคูลาย (Banded Bay Cuckoo), จับแมลงสีน้ำตาล (Asian Brown Flycatcher) แล้วก็กินปลีแก้มสีทับทิม (Ruby-cheeked Sunbird)












ส่วนใหญ่นกตัวผู้จะมีสีสันหรือลายสวยกว่าตัวเมีย สังเกตุได้จากเจ้านกกินปลีครับ

หลังจากนั้นเราก็เดินทางสู่เขานอจู้จี้ เขานอจู้จี้ตั้งอยู่ในจังหวัดกระบี่ จากตัวเมืองก็ใช้เวลาราว 40 นาทีได้ สองข้างทางระหว่างนั่งรถไป พบว่ามีสวนยางพารา และสวนปาล์มอยู่เป็นจำนวนมาก แซมด้วยต้นไม้อื่นๆ เป็นระยะๆ บริเวณโดยรอบเขานอฯ มีการใช้พื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าเคยเป็นป่า ทำเป็นสวนเป็นจำนวนมากครับ แต่ป่าเขานอฯ ก็ยังอยู่ได้ มีจำนวนพอสมควร โดยเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

แน่นอนครับว่า "นก" เป็นหนึ่งในสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครอง แต่ที่พิเศษมากกว่าที่อื่นก็คือ นกชนิดหนึ่งที่ใกล้สูญพันธุ์อาศัยอยู่ นกที่ว่า ก็คือ แต้วแล้วท้องดำ (Gurney's Pitta)

มีอาจารย์นักดูนกท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า "เราเป็นคนไทย ก็ต้องขอไปดูซักครั้ง คนทั่วโลกรอนแรมมาเพื่อดูเจ้านกที่พิเศษชนิดนี้" การตัดสินใจมาเขานอฯ จึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย

วันแรกหลังจากเข้าที่พักแล้ว เราก็ออกเดินทางไปที่สระมรกต ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับที่พักนั่นเอง วันนั้นเป็นวันศุกร์ แต่ก็มีคนมาเที่ยวที่สถานที่แห่งนี้มากมายครับ นอกจากนักท่องเที่ยวแล้ว ก็ยังมีเด็กๆ ซึ่งปิดเทอมมากันมากมายครับ วันนี้อาจจะไม่ได้มีนกอะไรมากมายเป็นพิเศษ แต่ก็สนุกสนานกันดีครับ เนื่องจากเราเพลียกันมาก เพราะหลายคนมีปัญหาในการนอนในรถตู้เมื่อคืน ประกอบกับอากาศร้อนในช่วงบ่าย ส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยกระฉับกระเฉง แต่เราก็ไม่ย่อท้อ เดินดูนก หานกกันจนค่ำจึงเลิก หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ เราก็ได้พบกับไกด์ท้องถิ่นที่เรียกว่า นักดูนกเมื่อนึกถึงเขานอฯ ก็ต้องนึกถึงเขาคนนี้ครับ พี่เขาเอารูปนกต่างๆ ที่เขาถ่ายได้ โดยใช้ดิจิสโคป (DigiScope) ต้องบอกว่า ว้าว! เพราะหลายภาพคมกริบ ได้ภาพที่นักถ่ายภาพนกแบบ DSLR หลายคนต้องคิดกับการถ่ายดิจิสโคปใหม่ ภาพนกของพี่เขาก็เปรียบเสมือนสิ่งเร้าให้เราตั้งความหวังว่า เราจะได้เจอนกเด็ดเพียงไร ณ เขานอฯ แห่งนี้

วันถัดมา เราตื่นกันแต่เช้าตามประสานักดูนกครับ ก่อนตะวันขึ้นทุกคนก็พร้อมออกเดินทาง เราจะออกไปตามหาเจ้าแต้วแล้วท้องดำกันก่อนเลยครับ ต่อไปนี้ไม่ต้องถามนะครับว่า เราไปเจอนกต่างๆ ที่เทรลไหน ตรงไหน อย่างไร เพราะพูดตามตรงครับ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน พี่เขาพานั่งรถไปในที่ต่างๆ ที่คนนอกพื้นที่อย่างเรา คงจำไม่ได้หมด แต่ไม่ต้องห่วงครับ นกเด็ดเราเจอกันทุกตัว

เราต้องแบ่งออกเป็นสองชุด ผมอยู่ในชุดที่สองครับ ระหว่างรอชุดแรก เราก็ดูนกกันอยู่ด้านนอกป่า ไม่ได้เข้าไปข้างในเพราะเกรงว่า เดี๋ยวเขามาตามแล้วจะไม่เจอกัน ด้านนอกมิได้มีนกอะไรมากมายครับ

เวลาผ่านไปนานพอสมควร กลุ่มแรกก็ยังไม่ออกมา ได้ความว่า เนื่องจากเจ้าแต้วแล้วฯ ย้ายที่อยู่จากที่เดิม จึงทำให้ไม่เห็น ก็ต้องพยายามกันใหม่ จึงใช้เวลามากกว่าเดิมครับ กลุ่มที่สองจึงได้เข้าไปดูนกในป่า แต่เข้าไปนิดเดียวนะครับ ผมได้พบกับนกที่หลายๆ คนต้องชอบ นั่นก็คือ แซวสวรรค์ (Asian Paradise Flycatcher) ทั้งตัวผู้ ตัวเมีย ชื่อก็บอกแล้วว่า จะต้องเป็นนกที่สวยงามมาก ดูภาพเลยครับ



ภาพนี้ไม่ใช่ภาพที่แจ่มสุด แต่เป็นภาพที่มีลีลา มีสีสัน มีมุมมองในแบบที่ผมชอบครับ และก็ตั้งชื่อว่า Proud of myself เหมาะไหมครับ? หางของเขาจริงๆ ยาวพาดผ่านลำต้นไม้ด้านซ้ายมือด้วยซ้ำไปครับ

นับเป็นครั้งที่สองที่ผมได้เห็นแซวสวรรค์ตัวผู้สีขาว ครั้งแรกที่กรุงชิง ในการดูนกครั้งแรกของผม แต่คราวนั้นได้เห็นในแบบหางสั้น คราวนี้หางยาวสวยมากๆ ครับ โชคดีจริงๆ ครับ ขอเล่าเกร็ดเล็กน้อยที่ได้จากไกด์ท้องถิ่นซักนิดนะครับ พี่เขาบอกว่า เจ้าแซวสวรรค์สีขาวเนี่ยะ เกิดมาจริงๆ ไม่ใช่สีขาว แต่มันมาเปลี่ยนเอาตอนหลัง เพราะพี่เขาเห็นตั้งแต่ฟักจากไข่ออกมา ไม่เคยเจอสีขาวเลย จึงอนุมานได้ว่า มันจะต้องเปลี่ยนสีขนเมื่อมันโตขึ้นครับ ส่วนหางยาวๆ นั้น ก็จะมีในช่วงฤดูผสมพันธุ์ มิใช่ยาวตลอดปีครับ มันจะมีการผลัดหางยาวออก เมื่อหมดฤดู ซึ่งฟังแบบนี้ก็มีเหตุผลครับ เพราะผมไปเจอแซวสวรรค์ครั้งแรกปลายเดือน กย ซึ่งก็น่าจะหมดฤดูผสมพันธุ์ไปแล้วครับ แต่ทั้งนี้ก็มิใ่ช่่ว่าเกร็ดที่นำมาเล่าจะถูกต้องนะครับ หากผู้อ่านเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็เสนอแนะได้เลยครับ เพราะอันนี้เพียงแต่นำมาเล่าสู่กันฟังครับ

เมื่อเราเข้าไปในเทรลแล้ว ระหว่างรอ เราได้พบกับนกโพระดกคอแดง (Red-throated Barbet) อีกด้วยครับ เชิญชมภาพครับ แถมสองภาพเลยครับ





หลังจากนั้น เราก็ได้พบกับนกที่ทุกคนอยากเจอ แต้วแล้วท้องดำ (Gurney's Pitta) เป็นนกที่สวยงามมากครับ เราได้เจอทั้งตัวผู้ ตัวเมีย โดยเฉพาะเจ้าตัวผู้ เดินมาใกล้กับที่ๆ เราซ่อนตัวอยู่อย่างมาก ประมาณ 1.5 เมตร แค่นั้นครับ แต่ผมไม่ได้มีโอกาสถ่าย เนื่องจากยังเกร็งในหลายๆ เรื่องอยู่ครับ แฮะๆ แต่สำหรับผมแล้ว เป็นข้อดี เป็นเหตุให้จะต้องกลับมาที่แห่งนี้อีกให้จงได้ เจ้านกหายากชนิดนี้ เป็นนกที่มีสีสันสะดุดตา เอาเป็นว่า ไม่ต้องสาธยายดีกว่า เอาไว้ปีหน้า จะเอารูปมาให้ชมครับ ส่วนใครใจร้อน จะไป Search ใน Google ก็ได้ครับ แค่เห็นพวกเราก็ประทับใจไม่ลืมแล้วครับ เอาเก็บใส่สมองไว้ในความทรงจำก่อน ไว้ปีหน้าเจอกันเจ้าแต้วแล้วฯ!!

จากนั้นในช่วงบ่าย เราก็ไปชมนกอาบน้ำกันครับ เรารอกันอยู่นานกว่าที่นกจะมา เป็นชั่วโมงๆ ครับ แต่เมื่อมาแล้ว ก็สุดคุ้มครับ เพราะนอกจากนกปรอดและจับแมลงต่างๆ จะดาหน้าเข้ามาอาบน้ำ เล่นน้ำแล้ว หนึ่งในนกเด็ดที่เราก็ได้เจอ นั่นก็คือ เขียวปากงุ้ม (Green Broadbill) พี่ในกลุ่มคนหนึ่ง อยากเห็นเจ้านี้มากครับ เรียกว่า ได้เห็นตัวเดียวก็คุ้มแล้ว สำหรับผมก็เช่นกันครับ อยากได้เจอเจ้านี่อีกครั้ง ผมเจอที่กรุงชิงในทริปแรกที่ดูนกครับ แต่ก็แป๊ปเดียว แต่คราวนี้ เจ้าเขียวปากงุ้ม อยู่กับเราจนชื่นใจครับ จดๆ จ้องๆ จะลง อยู่พักใหญ่ เธอก็ตัดสินใจลงไปดื่มน้ำ เล่นน้ำ เสียดายครับ ที่ผมไม่ได้มีโอกาสได้ถ่ายแบบจังๆ ทั้งที่ใกล้มาก เนื่องจากเพื่อนร่วมทริปคนหนึ่งไม่อยากให้ถ่าย เกรงนกจะไป ภาพที่ได้ก็ตามที่เห็นครับผม ส่วนภาพที่ใช้ Flash ผมไม่ค่อยชอบครับ สีสันไม่ธรรมชาติ แม้จะชัดกว่าก็ตาม



แม้จะไม่ได้ภาพชัดๆ เด็ดๆ แต่การได้เห็นเจ้าเขียวปากงุ้มอีกครั้ง ก็ถือเป็นบุญตาแล้วครับ ผู้อ่านอาจจะบอกว่า เว่อร์เชียว บุญตา แต่จริงๆ ไม่เว่อร์หรอกครับ เนื่องจาก เขียวปากงุ้มจะพบได้ทางใต้ โอกาสที่เราจะได้ลงมาอีก คงอีกนานครับ และยิ่งได้เห็นตอนที่เขาเล่นน้ำแล้ว ก็ยิ่งเด็ดครับ

ส่วนตอนหัวค่ำ เราก็ออกตามหานกที่ผมอยากเจอมากที่สุดตัวหนึ่ง นั่นก็คือ นกปากกบ พันธุ์ที่เราจะได้เจอในคืนนั้น ก็คือ ปากกบพันธุ์ชวา (Javan Frogmouth) สุดยอดนกแนวจริงๆ ครับ ดูผมเขาสิครับ มันตั้งเด่ห์ แนวสุดๆ น่ารักเป็นยิ่งนัก ให้ใครดูภาพ คนนั้นก็จะหลงรักเจ้านี่ก่อนเลย



นับเป็นวันดูนกที่สุดยอดอีกวันหนึ่งครับ พวกเรากลับที่พักด้วยความเหนื่อย แต่ก็นอนด้วยความอิ่มใจเป็นอย่างยิ่งครับ แต่อาจจะเป็นเพราะมื้อเย็นที่อร่อยมากๆ ด้วยก็ได้ครับ แฮะๆ แกงเหลือง (แกงส้ม) มื้อนั้นอร่อยสะใจจริงๆ ครับ

วันสุดท้าย เราก็ตื่นกันเวลาเดิม ออกตะลุยหานกกันแต่เช้าตรู่

นกเป้าหมายของเราก็คือ แต้วแล้วลาย (Banded Pitta) หลายคนลงความเห็นกันว่า เจ้านี่สวยกว่าเจ้าท้องดำซะอีก ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับ นับเป็นนกที่มีสีสันตัดและไปกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ เราได้เจอทั้งตัวผู้ตัวเมีย คราวนี้ผมไม่เกร็งแล้วครับ ถ่ายมาได้ เสียดายเจ้าตัวผู้อยู่ไกลไปหน่อยครับ แต่ก็ถือว่า สะใจแล้วครับ! คราวนี้ถ่ายโดยไม่ใช้ขาตั้งครับ เลยต้องใช้แฟลชช่วย






เราดูและถ่ายกันจนสะใจแล้ว ออกมา เราก็มาเจอนกสวยที่ทุกคนชอบ นั่นก็คือ เจ้ากระเต็นลาย (Banded Kingfisher) ส่วนตัวผมนะ ไปทีไร ก็จะเจอเจ้าตัวผู้ แต่คราวนี้ได้เจอตัวเมียด้วย ด้วยความตื่นเต้น ตามไปถ่ายจนสะใจกันไปครับ แม้ว่าจะอยู่สูงไปนิด แต่ก็ดีที่คุณเธอให้ความร่วมมือ ไม่ขยับบ่อยจนเกินไป ส่วนเจ้าตัวผู้ ผมก็มองๆ แต่ก็ไม่ได้ถ่ายไรครับ เพราะเคยถ่ายได้แล้ว



ก็ออกไปตามหานกเด็ดกันต่อ และก็เด็ดจริงๆ ครับ ไม่เชื่อ เอาเจ้านี้ไปดูครับ



กระเต็นสร้อยคอสีน้ำตาล (Rufous Collared Kingfisher) สุดยอดอีกแล้วครับท่าน! นับเป็นนกกระเต็นอีกตัวที่สวยงาม และมีแต่คนอยากเจอ อยู่ในระดับ หายาก ทีเดียวครับ เอาให้ดูอีกมุมครับ



ดูตาเขาสิครับ อย่างกับพระเอกลิเก ดูคิ้ว โอ้โห พระเอกหนัง!! พระเอกตาหวานประจำทริปนี้สำหรับผมเลย

เขียนไปเขียนมา ยาวมากๆ ขอเอ่ยนกเด็ดที่เราเจออีก นั่นก็คือ ขุนแผนตะโพกแดง (Scarlet-rumped Trogon) เอารูปให้ดูด้วยดีกว่าครับ ไม่แจ่ม แต่ก็แจ้งระดับหนึ่งครับ



ต่อด้วยนกแถวที่พัก ให้ดูครับ



นับเป็นภาพที่ผมชอบมากที่สุดภาพหนึ่ง และสีสัน+แบคกราว สำหรับผม ถือว่า ลงตัวเป็นอย่างยิ่ง แต่ภาพนี้ต้องขอ Crop นิดหน่อยครับ ถ้าอยากดูภาพเต็มๆ ต้องไปดูใน Gallery ครับ

อีกตัวที่น่ารักมากครับ นกกินแมลงป่าหางสั้น (Short-tailed Babbler)



แล้วก็เจ้านกเขนน้อยไซบีเรีย ที่ส่งตาหวานมาให้ด้วย



น่ารักไหมครับ

บรรยากาศรวมๆ ครับ



จริงๆ ยังมีนกเด็ดอีกชนิดที่เราเห็นครับ นั่นก็คือ นกปากกบปักษ์ใต้ (Goud's Frogmouth) นับเป็นการปิดทริปดูนกที่สุดยอดจริงๆ ครับ ผมมั่นใจว่าทุกคนประทับใจ

ตอนนี้ผมคิดถึงเขานอฯ เรียบร้อยแล้วครับ

ขอบคุณที่ได้มาดูนกที่เขานอฯ ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ ร่วมทริปทุกคน ขอบคุณโอกาสที่ผมมี ขอบคุณกับความโชคดีที่ให้ผมได้เกิดมา และมีความสุขอยู่บนโลกไปอีกวันครับ




ภาพอื่นๆ ชมได้ที่นี่ครับ

**แก้คำผิดในวันที่ 13 พค เพิ่งอ่านเจอคำผิดครับ**




 

Create Date : 21 มีนาคม 2551    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2551 9:57:55 น.
Counter : 1809 Pageviews.  

#เขาใหญ่ สวรรค์ของนักดูนก

ไม่ได้เขียนบล๊อคไปพักใหญ่ครับ กลับมาคราวนี้ ขอมาเล่าเรื่องไปเที่ยวเขาใหญ่เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๗ กพ ที่ผ่านมา ส่วนหัวข้ออื่นขอให้มีเวลาอีกซักหน่อยนะครับ มีเรื่องอยากเขียนเยอะเลย

ทริปดูนกคราวนี้เราไปกัน ๖ คนครับ สนุกสนานกันตามประสานักดูนกอารมณ์ดี มีทั้งมือใหม่จนมือเก่า เจอบ้างไม่เจอบ้าง ก็อย่าไปเครียดครับ แค่ได้ออกมาสัมผัสกับธรรมชาติก็สุดยอดแล้ว ได้สูดอาการบริสุทธิ์ ให้ตาได้มองสีเขียวๆ ของธรรมชาติ ดีกว่าห้างเป็นไหนๆ ครับ

ล้อหมุนตีห้ากว่า วิ่งเข้าทางเขาแผงม้า ที่ กม ๑๔๓ ได้ ขออภัยถ้าจำ กม ผิดนะครับ ง่ายๆ เลยครับ ทางเข้ามีร้านแดรี่โฮมอยู่ วิ่งไปตามทาง ไม่มีหลง ทางนี้จะใกล้กว่าวิ่งถนนใหญ่พอสมควรครับ

เราตัดสินใจไปมาผากล้วยไม้กันก่อนเลย ไม่แวะจุดชมวิว หรือจุดไหนๆ ระหว่างทางก็ได้ยินเสียงนกโน้นนี่ แต่ก็ตัดใจครับ ท่องไ้ว้ "ไม่แวะๆ"

ผากล้วยไม้ นับเป็นสถานที่ๆ น่าสนใจสำหรับนักดูนกครับ เนื่องจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ต่างก็มากางเต็นท์กันจำนวนมาก ทำไมน่าสนใจครับ ?

ขอใช้ตรรกะเล่นๆ นะครับ ก็เพราะว่า มีคนมาก > มีขยะมาก > มีแมลงมาก > นกจึงมากตามไปด้วย

น่าแปลกนะครับ ในวันที่คนมามาก เราอาจจะได้พบนกที่ดีได้เช่นกัน แต่ก็คงไม่ใช่มากจนเกินไปครับ เป็นหมื่นๆ นี่ไม่ไหวครับ สำหรับวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คนก็ถือว่ามาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นแออัดครับ

วันนี้เจอชาวต่างชาติเยอะครับ มาเที่ยวธรรมชาติซะมาก และมีบางส่วนก็มาดูนก

เราไปยังจุดที่คนพบนกกระเบื้องคอขาว ไม่เจอครับ แต่ก็เจอนกชนิดอื่นๆ เช่น นกปรอดคอลาย (Stripe-throated Bulbul) ที่ผมเผลอไปเรียกว่า ปรอดอกลาย ให้เพื่อนๆ ร่วมทริปงงกันไปแว่บนึง จริงๆ ก็แค่จะทดสอบน่ะครับ ว่าจำชื่อนกกันได้ไหม





จากนั้นเราก็พบกับนักถ่ายภาพนก หนึ่งในนั้นเป็นผู้เยี่ยมยุทธที่นักดูนกส่วนใหญ่คงรู้จักดีครับ พี่ๆ เขาก็มาถ่ายกันอยู่ไม่ไกล ต่อมา มีอาการตกใจกันเล็กน้อย เพราะมีคนพบเจ้าหมวกกันน๊อค - พญาปากกว้างหางยาว (Long-tailed Broadbill) ผมก็อาศัยลูกมั่ว เดินตามเขาไป เพราะเป็นนกที่อยากเจอในวันนี้ แต่ก็ฟาวล์ครับ ไม่เจอ แต่ออกมา เราก็ได้พบกับขุนแผนอกส้ม (Orange-breasted Trogon) ได้รูปมาฝากกันบ้างครับ



เจ้าขุนแผนอกส้มตัวนี้เป็นตัวเมียครับ สีอกยังไม่ส้มนัก แต่ก็เป็นนางแบบที่ดี ให้เราได้ดู+ถ่ายกันพักนึงครับ พอจุใจ เราก็เดินอยู่บริเวณนั้นครับ เจอนกพญาไฟสีกุหลาบ(Rosy Minivet) อยู่ไม่ไกล ก็เป็นนกใหม่สำหรับหลายคนในทริปครับ



ซักพัก เราก็ได้พบกลุ่มพี่ๆ ที่ถ่ายรูปอีกครั้ง เขาเดินออกมาจากเทรลที่เราตั้งใจว่าจะเข้าไป โดยเขาบอกข่าวดีว่า เขาได้เจอกับสุดยอดนกน่ารักชนิดหนึ่ง นั่นคือเจ้ากระเต็นลาย (Banded Kingfisher) นกในตระกูลกระเต็นส่วนใหญ่ก็น่ารักกันหมด ด้วยปากสีส้มสดและมีขนาดใหญ่ เหมือนนกการ์ตูนไม่มีผิดครับ หลังจากเดินเข้าเทรลไปไม่นานนัก เราก็ได้เจอสมใจ เป็นกระเต็นลายตัวผู้ แต่เขาอยู่ค่อนข้างไกลครับ ภาพที่เห็นเป็นภาพที่ถ่ายไว้ทริปก่อนครับ



น่ารักใช่ไหมละครับ ใครๆ เห็นก็ต้องหลงรักเจ้านกชนิดนี้ ระหว่างที่เขาเกาะ เขาก็จะทำหัวฟูขึ้นลงๆ เสมือนเป็นการ display หรือพูดง่ายๆ ว่า โชว์สาว เสียงร้องของเขาก็เด่นชัด ฟังแล้วรู้เลย

ขอเตือนทุกท่านที่ชอบสัตว์ไม่จริง อย่าได้เอานกหรือสัตว์ป่าต่างๆ มาขังเด็ดขาด ไม่ว่า กรงของคุณจะใหญ่ขนาดไหน จำไว้เลยครับว่า พวกเขาไม่มีวันมีความสุข คิดง่ายๆ ครับ ถ้าคุณถูกขังบ้าง คุณจะรู้สึกอย่างไร จะไปไหนก็ไปไม่ได้ ไม่ว่าจะขังเดี่ยว ขังหมู่ ก็ไม่สมควร จะมาบอกว่ารักสัตว์ แล้วเอาสัตว์มาขังละก็ ผมขอประนามพวกคุณทุกคนครับ กรรมเวรมีจริงนะครับ วันนึงคุณจะต้องได้รับกรรมนั้นอย่างแน่นอน

เหตุที่ผมพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะมักจะได้ยินเรื่องเล่าอยู่เป็นเนืองๆ ว่า มีนายตำรวจใหญ่บ้าง ลูกหลานนักการเมืองบ้าง มักอวดอำนาจวาสนา โดยการเอาสัตว์ป่าเช่นนกมาขังไว้ในกรงขนาดยักษ์ที่บ้านของตน ภาษาวัยรุ่น ก็บอกว่า โชว์พาว ภาษาธรรมดาก็ต้องเรียกว่า โชว์ความเห็นแก่ตัวขั้นหยาบลึก

เอา มาว่ากันต่อ สำหรับทริปนี้ จากจุดที่เราเจอกระเต็นลาย เราก็ได้สอบถามนักดูนกท่านอื่นสำหรับนกที่น่าสนใจต่างๆ เจ้าแต้วแล้วสีน้ำเงิน (Blue Pitta) อยู่ไม่ไกลจากที่ๆ เราอยู่นัก เราจึงเดินทางไปมองหาเขาครับ ทายสิครับว่า เจ้าแต้วแล้วฯ อยู่แถวไหน เป็นเรื่องที่กึ่งตลกเหมือนกันครับ นกดีๆ มักอยู่แถวๆ หลังห้องน้ำครับ เรานั่งกันหลังห้องน้ำอยู่พักใหญ่ครับ คิดดูสิครับ ทั้งเหม็น ทั้งแมลง นี่ละ กรรมของนักดูนก ฮ่าๆๆ แต่เราก็ยอมครับ นั่งกันพักใหญ่ ไม่เจอครับ เจอแต่นักถ่ายภาพนกที่ตั้งบลายอยู่ใกล้ๆ ที่นกอยู่ แต่รู้สึกว่า พวกเขาจะไม่ได้ภาพนกกันครับ

นักถ่ายภาพนกต้องมีความอดทนสูงนะครับ จึงจะได้ภาพดีภาพเด็ด ภาพที่ว่า คือ ภาพที่ถ่ายได้ในระยะค่อนข้างใกล้ มีสภาพแสงที่เหมาะสม รวมถึงองค์ประกอบภาพที่ดี แต่ส่วนตัวผม ไม่ชอบการตกแต่งองค์ประกอบภาพครับ ผมคิดว่า ภาพอาจจะดูสวย แต่มันก็ไม่ธรรมชาิติครับ และคุณเสี่ยงที่จะรบกวนนกจนเกินไปครับ อย่ารู้ดีกว่านก และอย่าเอาตัวเองเป็นใหญ่ ถ่ายเท่าที่ถ่ายได้ แต่มิใช่ไปไล่นกออกมา หรือทำลาย หรือตกแต่งรังของนก การถ่ายภาพจากรังของนก ในระยะใกล้ เป็นเรื่องไม่ดี คุณอาจทำให้พ่อแม่นก ไม่เข้าป้อนอาหารลูก และลูกน้อยก็อาจจะตายได้ครับ มีเรื่องเล่ากันตลอดถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์แบบนี้ในวงการดูนก

พอดีๆ ดีกว่าครับ อย่าให้มากเกินไป ใจเขาใจเราครับ เวลาทำอะไรก็ตาม ให้คิดถึงคนอื่นเสมอครับ อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

เอาละ จับเรื่องไหน เป็นเทศน์เรื่องนั้น พอดีกว่า

แต่ก่อนจะจบ ขอโชว์ภาพเด็ดของนกเค้าแคระ (Collared Owlet) เป็นภาพนกเค้าที่ผมถ่ายได้ครั้งแรกครับ เจ้านกเค้า นกฮูกทั้งหลายนี่ น่ารักสุดๆ ไปเลยครับ อ้วนกลม ส่วนตัวผมชอบนกในวงศ์นี้อย่างมากครับ เจ้านกเค้าแคระนี่ก็เหมือนกัน น่ารักเหนือคำบรรยายครับ มีขนาดเล็กประมาณ ๑๖ เซนติเมตร แค่นั้นเองครับ แต่เจ้าพวกนี้ใจใหญ่ครับ เขาสามารถล่านกขนาดใหญ่กว่าได้ เนื่องจากความได้เปรียบในหลายๆ ด้าน จากความรู้ที่ได้จากนักดูนกระดับแข่งแฟนพันธุ์แท้ท่านหนึ่ง ก็ได้กล่าวไว้ว่า นกตระกูลนี้มีกรงเล็บที่แข็งแรงมาก เมื่อเขาจับได้แล้ว กรงเล็บจะจิกเข้าไปทำความเจ็บปวดให้เหยื่อได้ สายตาที่ได้เปรียบก็เป็นอีกจุดครับ



พอแค่นี้ก่อนนะครับ ยังมีทริปทุ่งใหญ่นเรศวร รอใหัเขียนอีกครับ

ส่วนภาพที่เหลือ รับชมได้ที่นี่ครับ

ขอบคุณที่ผมได้เกิดมา ได้ชื่นชมกับโลกใบนี้อีกวันครับ




 

Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2551 8:22:26 น.
Counter : 1620 Pageviews.  

#นกชายเลน#๒ ตามหาเจ้าหน้าขาว

วันที่ ๒ กพ ๒๕๕๑ เป็นอีกวันที่ผมได้มีโอกาสไปดูนกชายเลน ที่เพชรบุรี เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ผมได้มีโอกาสไปพบกับนกที่ถูกคุกคามระดับโลกอย่างเจ้าชายเลนปากช้อน (Spoon-billed Sandpiper) ยังความประทับใจให้กับผมยันวันนี้ครับ

วันนี้เราไปด้วยกันถึง ๖ คน โดยมีเพื่อนชาวต่างชาติที่เชี่ยวชาญการดูนกอย่างมากไปด้วย เป้าหมายของเราในวันนี้นอกจากเจ้าชายเลนปากช้อน เรายังอยากพบกับ นกปากงอน (Pied Avocet), เป็ดเชลดัก (Common Shelduck), ลอยทะเลคอแดง (Red-necked Phalarope), White-faced Plover ที่คาดว่าจะเป็นนกพันธุ์ใหม่ ยังไม่มีชื่อภาษาไทย,และแน่นอนเจ้านกปากช้อนหน้าดำ (Black-faced Spoonbill) ซึ่งคราวที่แล้วเราไม่พบกับพวกเขาเลย

เราออกเดินทางกันประมาณตีห้าครึ่ง แวะทานข้าวเช้ากันที่ร้านข้าวแกงป้าล้อม เราไปถึงที่หมายแรกอาจจะดูช้าไปนิดครับ ประมาณแปดโมงเศษได้ คราวหน้าคงต้องออกจากกรุงเทพฯ ซักตีห้าน่าจะดีกว่า เราตัดสินใจตามหาเจ้าปากช้อนหน้าดำกันก่อนเลย นกปากช้อนหน้าดำเป็นนกทางเอเซีย มีอยู่ทางแถวประเทศญี่ปุ่นและก็จีน แต่ก็มิใช่นกที่มีจำนวนมากมายอะไร การที่เขามาถึงประเทศไทย ถึงจะแค่สองตัว ก็เป็นเหตุให้นักดูนกจำนวนมากเดินทางไปดูพวกเขาทั้งสองกัน

ทายสิครับว่าเราเจอเขาไหม กับความพยายามในครั้งที่สอง

ขอบคุณครับที่บอกว่า ไม่เจอ

ครับไม่เจอครับ เราก็ได้แต่หวังว่าในตอนบ่ายเราจะได้พบกับพวกเขา

เรายังมีเป้าหมายอื่นๆ อีกหลายชนิด เราจึงไม่สามารถไปเฝ้าได้ แต่จริงๆ แล้วระหว่างที่นั่งรถมา เพื่อนชาวต่างชาติสังเกตุเห็นนกปากช้อนบินผ่านไป เพียงแต่เขาไม่ทันได้เห็นว่าเป็นเจ้าหน้าดำหรือไม่ รึว่าจะใช่นะ??

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปที่ปากทะเล โดยหยุดรถเพื่อดูนกอื่นๆ และมองหาเจ้าหน้าดำด้วย ในการหยุดรถแต่ละครั้ง เราก็ได้พบกับนกน่าสนใจ จำนวนมาก เราได้พบกับ เหยี่ยวนกกระจอกเล็ก (Besra) เหยี่ยวแดง (Brahminy Kite) ๒ ตัว บินล้อกันในอากาศ ทำให้เราตื่นเต้นกันพอสมควรครับ จากนั้นเราได้พบกับนกกระเต๊นหัวดำ (Black-capped Kingfisher) กำลังคาบปลาอยู่ในปาก เป็นภาพที่น่ารักไม่น้อยครับ



อากาศเริ่มร้อนขึ้น เราก็เดินทางไปถึงบริเวณปากทะเล เราก็เจอเจ้าเป็ดเชลดัก แต่ไม่ใช่แค่ ๒ ตัวครับ เราเจอถึง ๔ ตัว ตามที่มีการบอกมาล่วงหน้าว่า เจ้าเป็ดน้อยตามมาสมทบกันอีก ๒ ตัว แต่พวกเขาไม่มีกิจกรรมใดๆ ครับ นอกจากเอาหัวซุกปีก เพื่อพักผ่อน เราอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างไกลจากเจ้าเป็ดพอควร ก็คิดว่าเอาไว้ตอนบ่ายๆ จะกลับมาอีกรอบ เพราะพวกเขาก็คงจะไม่ไปไหน




เราจึงไปตามหานกตัวต่อไปครับ ลอยทะเลคอแดง (Red-necked Phalarope) ผมส่องสโคป ก็เจอเจ้านกลอยทะเลสามตัวลอยน้ำอยู่ แม้ว่าจะได้เห็นเป็นครั้งแรก แต่ผมก็พอจะรู้ได้ว่าเป็นพวกเขาแน่ เพราะการลอยน้ำไม่หยุดของพวกเขานั้นเอง ผมเรียกเพื่อนชาวต่างชาติเพื่อยืนยันว่าใช่ไหม ใช่ครับเป็นพวกเขาทั้งสามตัว น่ารักดีครบ ลอยไปลอยมา จะเรียกเพื่อนมาดู ต้องวางสโคปให้อยู่ในตำแหน่งล่วงหน้า เพราะเจ้านี่ลอยไปเร็วใช่ย่อย เป็นอันว่าภายในไม่กี่นาที เราเจอเป้าหมายของวันนี้ถึงสองชนิดแล้ว

เราก็ดูกันเพลินครับ แต่ตอนนี้ได้เวลาต้องไปทานข้าว เพื่อจะลงเรือไปดูนกหัวโตชนิดใหม่กัน

วันนี้เรากินกันอย่างหรูหราครับ อาหารทะเลสดๆ ปูนึ่ง แกงส้มปลาดุกทะเล ปลาทรายตัวใหญ่ทอด ผลไม้ เรียกว่ากินกันเต็มคราบ จากนั้นเราก็ลงเรือกันครับ ถ้าช้า น้ำจะลง ทำให้พื้นที่ของนกมีมาก เราอาจจะตามหาพวกเขาได้ยากขึ้นครับ

เรานั่งเรือกันอย่างสบายอารมณ์ ชมป่าโกงกางที่มีความสมบูรณ์พอสมควร ระหว่างทางก็พบนกบ้างครับ พวกนกกระเต๊น นกยางต่างๆ ใช้เวลาประมาณ ๒๐ กว่านาที เราก็มาถึงเกาะครับ

นกหัวโตมลายู (Malaysian Plover) ก็มารอต้อนรับพวกเราครับ นอกจากนั้นก็มี เหยี่ยวเพเรกริน (Peregrine Falcon) ยืนเด่นเป็นสง่ากับเกาะเล็กๆ แห่งนี้ แน่นอนครับ การปรากฏตัวของเจ้าเหยี่ยว ทำให้นกอื่นๆ หายไปครับ ระหว่างนั้นเราจึงส่องไปดูนกนางนวลชนิดต่างๆ ที่ไกลออกไปครับ

เราใช้เวลาบนเกาะพักใหญ่ครับ เราจึงได้พบกับ White-faced Plover โชคดีที่เรามีเกจิ รวมถึงผู้ที่เคยเห็นเจ้านกชนิดนี้ มาช่วยกันยืนยัน เขาอยู่ตัวเดียว ไม่สนใจใครครับ ก่อนหน้าเราต่างคิดว่า เขาคงไม่ต่างกับเจ้าหัวโตขาดำ (Kentish Plover) มากนัก แต่หลายคนต้องแปลกใจครับ ว่าเขาต่างอย่างชัดทีเดียว สีที่อ่อนกว่า หน้าผากมีบริเวณสีขาวมาก เราดูเขาอยู่นาน จนกระทั่งบินหนีไป นอกจากนั้น เราก็ยังได้พบกับนกหัวโตมลายูหลายตัวครับ จากนั้นเราก็กลับมาที่แผ่นดินใหญ่

เป้าหมายต่อไปของเราก็คือ นกปากงอน จากหมายที่มีการบอกกล่าวกันล่วงหน้า เราก็ได้เจอกับนกพิเศษชนิดนี้ เจ้าปากงอนน่ารักมากครับ ผมสงสัยในวิธีการกินของพวกเขา จะหากินอย่างไรกับปากที่งอนขึ้นของเขา น่าสนใจมากครับ ระหว่างที่คนสนใจกับเจ้าปากงอน เพื่อนต่างชาติก็ได้เจอกับนกที่หายากในเมืองไทย นกสติ๊นท์เล็ก (Little Stint) ในชุดขนผสมพันธุ์ แตกต่างกับนกอื่นๆ อย่างชัดเจน เป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของวันครับ

นกอื่นๆ ที่พบ
- นกสติ๊นท์นิ้วยาว (Long-toed Stint)
- นกคอสั้นตีนไว (Sanderling)
- นกชายเลนบึง (Marsh Sandpiper)
- นกชายเลนขาแดงลายจุด (Spotted Redshank)

สรุปว่าวันนี้เป็นอีกวันที่สนุกกับการดูนกครับ ความประทับใจในธรรมชาติ แม้อากาศจะร้อน แต่ก็ยังมีลมทะเลเข้ามาช่วย ทำให้ความร้อนผ่อนลงไปมาก ความน่ารักของสัตว์ที่พิเศษเช่นนก กอปรกับผู้คนชาวบ้านที่น่ารัก ทำให้การออกนอกเมืองกรุงครั้งนี้คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งครับ

ขอบคุณครับที่ให้ผมได้เกิดมา....

ภาพที่เหลือ ชมได้ที่นี่ครับ




 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2551 15:56:08 น.
Counter : 626 Pageviews.  

1  2  

โชคดีที่เกิดมา
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ธรรมชาติ ธรรมะ ดนตรี กีฬา หนัง หนังสือ เป็นสิ่งที่ชอบ เชื่อว่า ชั่วขณะเดียวเท่านั้นที่เรามีชีวิตอยู่ ก็คือปัจจุบัน - ชีวิตไม่มีวันพรุ่งนี้
Friends' blogs
[Add โชคดีที่เกิดมา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.