Group Blog
 
All Blogs
 

ตามรอยเซียนทำนาย SET

ผมเห็นบทความที่เซียนแต่ท่านได้ให้มุมมองต่อเชต ช่วงตอนต้นเดือนมิถุนา มุมมองของแต่ละท่านส่วนใหญ่จะมองลงมากกว่าที่จะขึ้น แต่ปัจจุบันผ่านมาหกวันหลังจากที่บทความตีพิมพ์ SET กลับทะลุขึ้นมายืนเหนือ 600 จุดแล้ว แล้วเรามาลองตามดูครับว่า มุมมองของเซียนท่านได้จะเฉียบคมที่สุด

==========================================================
เซียนคนดังคาด SET Index มิถุนา..ส่อเค้าถดถอยโดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 1 มิถุนายน 2552

'มิถุนายน' หุ้นอาจไม่งาม ตามใจหมาย SETทลายจุดต่ำ..สร้างจุดสูง (ขึ้นมาแล้ว 185จุด) วอลุ่มเทียม 'เงินร้อน' ไล่..ไม่ยั่งยืน

SET Index สร้างจุดต่ำรอบนี้ที่ 380 จุด ขึ้นมาสร้างจุดสูงที่ 565 จุด ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 185 จุด คิดเป็น 48% บางคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Bear Market Rally หรือ Liquidity Driven Rally ซึ่งหมายความว่าตลาดหุ้นขึ้นมารอบนี้ไม่มีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมาสนับสนุน เป็นการฟื้นแบบชั่วคราว "ไม่ใช่ของจริง"

เมื่อความเชื่อขั้นพื้นฐานเชื่อไปในแนวทางเดียวกันว่ายังไม่ใช่ของจริง กรุงเทพธุรกิจ BizWeek จึงสำรวจความคิดเห็นบรรดา "เซียนหุ้น" และ "นักวิเคราะห์ชั้นนำ" พวกเขามีมุมมองต่อตลาดหุ้นในช่วงนี้อย่างไร?

นักลงทุนวัย 27 ปี ฉาย บุนนาค ผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.ซันไชน์ คอร์เปอเรชั่น และรองประธานกรรมการบริหาร บมจ.เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง ฟันธงว่า นักลงทุนที่มีหุ้นติดพอร์ตมากๆ หุ้นขึ้นมาให้หาจังหวะทยอยตัดทิ้ง 70-80% ส่วนตัวเชื่อว่าภายในเดือนมิถุนายนนี้ SET Index จะมีการปรับฐานหลังจากขึ้นมาแล้วค่อนข้างมาก และมองว่าการลงรอบนี้จะหลุด 500 จุดแน่นอน แต่ก็เชื่อว่าจะไม่ลงไปต่ำระดับ 300 จุดอีกแล้ว

เซียนหุ้นรุ่นจูเนียร์ อธิบายว่า หุ้นขึ้นมารอบนี้เป็นปรากฏการณ์ "หุ้นรีบาวด์" (หลังตกลงมามาก) ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจมีมากขึ้น วอลุ่มที่ดันหุ้นขึ้นมารอบนี้เกิดจากแรงเก็งกำไรของบรรดากองทุน เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นตกต่ำเกินไป ผสมโรงกับพอร์ตโบรกเกอร์ที่เข้ามาซื้อหุ้นสร้างวอลุ่ม

"วันนี้ผมยังมองไม่เห็นข่าวดีอะไรจะมาผลักดันตลาดหุ้น (ไปต่อ) ข่าวที่ประธานเฟดบอกว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯใกล้ถึงจุดตกต่ำ หรือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ของรัฐบาลคงไม่ช่วยให้ SET ปรับตัวขึ้นได้เร็ว แต่ส่วนตัวไม่ได้หมดหวังโอกาสจะเห็นดัชนีขึ้นมา 600 จุดก็ยังมีแต่อาจจะเป็นช่วงปลายไตรมาสที่ 4/2552 และถึงเวลานั้นหุ้นกลุ่มพลังงานจะเป็นหัวหอกสำคัญ"

สำหรับนักลงทุนระยะยาว ฉาย แนะนำว่า ให้ลงทุนหุ้นพลังงานในกลุ่ม ปตท. เช่น PTT, PTTEP, IRPC, PTTARแต่ควรรอซื้อในราคาต่ำกว่านี้ (เพราะรอบนี้ขึ้นมาเยอะ) ส่วนนักลงทุนระยะสั้นควรหันหลังให้ตลาดหุ้นไปสักพักรอจนกว่าตลาดหุ้นจะเลิกแกว่งตัวในกรอบแคบๆ (ไซด์เวย์) แต่ถ้าใครจะเก็บตอนนี้เพราะเชื่อว่าครึ่งปีหลังตลาดหุ้นจะเป็น "กระทิง" อยากฝากเตือนคนที่คิดแบบนี้ว่า "มันไม่เร็วขนาดนั้นหรอก"

ด้าน "เสี่ยปู่" สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล นักลงทุนรายใหญ่ชั้นแนวหน้าก็มองเช่นเดียวกันว่า โอกาสที่ SET จะหลุด 500 จุดภายในเร็วๆ นี้มีโอกาสสูงมากหลังปรับตัวขึ้นมาแล้วค่อนข้างมากและยังไม่ได้มีข่าวดีอะไรเป็นพิเศษ ถ้าสังเกตให้ดีนักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยขายหุ้นแล้ว และมองว่าผลประกอบการช่วงไตรมาส 2 น่าจะออกมาแย่กว่าไตรมาสแรก

แม้ตลาดหุ้นกำลังจะหมดรอบ แต่เสี่ยปู่เชื่อว่าอีกไม่นานดัชนีจะทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เนื่องจากวันนี้ยังมีหุ้นหลายๆ ตัวที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูงถึง 10% เช่น QH, LPN, AP ฯลฯ แม้ผลประกอบการในปีนี้ อาจไม่สวยหรูเท่ากับปีที่แล้ว

“โอกาสจะเห็นดัชนี 600 จุดในปีนี้ยังมีโอกาส แต่จะขึ้นช่วงไหนไม่สามารถหยั่งรู้ได้ แต่การที่ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่งจำนวนมากเชื่อว่าเมื่อทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ นักลงทุนต่างชาติก็จะกลับมา”

สำหรับ.. เอกยุทธ อัญชันบุตร หรือฉายา "จอร์จ ตัน" นักลงทุนรายใหญ่ที่เกาะติดตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างใกล้ชิด ฟันธงเลยว่า ตลาดหุ้นวิ่งทะลุ 500 จุดขึ้นมาเป็นเพียง "ภาพลวงตา" รอบนี้เป็นฝีมือของกองทุนเก็งกำไรต่างประเทศ และนักการเมืองไทยบางกลุ่ม ถึงตอนนี้ต้องบอกว่าพวกนี้โกยกำไรไปเยอะแล้วใครที่คิดจะมาช้อนหุ้นช่วงนี้อย่ามาเป็นเหยื่อดีกว่า เพราะตลาด "หมดรอบเล่น" แล้ว โอกาสจะหลุด 500 จุด "เกิดขึ้นแน่"

จอร์จ ตัน แนะนำว่า เวลานี้ควรหาจังหวะขายหุ้นทำกำไรไปก่อน แล้วค่อยรอเก็บเล่นรอบต่อไปซึ่งอาจจะเป็นช่วงปลายเดือนมิถุนายน พวกกองทุนจะทำ Window Dressing (แต่งตัวเลขทางบัญชีให้ดูดี) ก่อนจะประกาศงบไตรมาสที่ 2 ราคาหุ้นช่วงนั้นน่าจะดีขึ้น โดยคาดว่าดัชนีจะวิ่งอยู่แถวๆ 540-560 จุด หรือทะลุ 600-620 จุด ถือว่ามีเซอร์ไพรส์ แต่ก็ยังไม่ใช่ของจริงอยู่ดี โดยในไตรมาส 3 นักลงทุนระยะยาวอย่าซื้อหุ้นในวัน "ตลาดสีเขียว" (บวกแรง) ส่วนคนที่ชอบเล่นสั้นก็ยังพอจับจองหุ้นได้แต่อย่าเก็บไว้นาน

เอกยุทธ เชื่อว่า ของจริงจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2552 ภาพเศรษฐกิจทั่วโลกจะชัดเจนมากขึ้นว่าใครจะตายใครจะอยู่เห็นๆ กันไปเลย ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม (ไตรมาส 4) จะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเข้าซื้อหุ้นตัวหลักของตลาด เช่น กลุ่มพลังงาน PTT, PTTEP กลุ่มธนาคาร, กลุ่มเดินเรือ TTA และกลุ่มถ่านหิน BANPU ฯลฯ หุ้นขนาดใหญ่พวกนี้จะมาทุกครั้งที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว

"ผมมองว่าจุดสูงสุดของปี 2552 คงอยู่แถวๆ 580-600 จุด สูงกว่านี้คงต้องมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นแล้วล่ะ"
ด้านนักวิเคราะห์หุ้นชั้นแนวหน้าก็มองตลาดหุ้นในระยะนี้ว่า "น่าจะหมดรอบแล้ว"

สุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย คาดว่า ในช่วงเดือนมิถุนายน SET จะเริ่มปรับฐานลงจากระดับ 550 จุด มายืนที่ 520 จุด เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนพฤษภาคม อาจออกมาไม่เป็นบวก แม้ว่าประธานเฟดจะออกมาประกาศข่าวดีเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ตาม

สุกิจ มองว่า ช่วงไตรมาส 3 ตลาดหุ้นจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งคราวนี้จะเป็น "ขาขึ้น" อย่างแท้จริง เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2553 อาจออกมาเป็นบวก นักลงทุนจะเริ่มกลับเข้ามาสะสมหุ้นไว้ล่วงหน้า (หุ้นฟื้นก่อนเศรษฐกิจจริงฟื้นประมาณ 6 เดือน) โดยประเมินดัชนีสิ้นปี 2552 ขึ้นมา 580 จุดได้ไม่ยาก หากคิดจากค่าพี/อี 11 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าทำให้เงินลงทุนทั่วโลกไหลเข้ามาในแถบเอเชียมากขึ้น ดังนั้นแนะนำนักลงทุนให้รอจังหวะช้อนหุ้นปัจจัยพื้นฐานโดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และพลังงาน เพราะทุกครั้งที่เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นหุ้นสองกลุ่มนี้จะมาก่อนเพื่อนเสมอ

"ที่ SET ขึ้นมารอบนี้ยังไม่ใช่ของจริงเป็นเพียงการปรับสมดุลของตลาดเท่านั้น แต่ของจริงจะเริ่มเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากนักลงทุนเล็งเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนที่ห่วงก็คือตัวเลขเศรษฐกิจของต่างประเทศ และราคาน้ำมันหากปรับตัวขึ้นรวดเร็วอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเร็วกว่ากำหนด ขณะเดียวกันยังหวั่นว่าการเมืองไทยจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า"

ด้าน โกสินทร์ ศรีไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินว่า ช่วงต้นเดือนมิถุนายน ดัชนีอาจจะลงมาอยู่แถวๆ 480-500 จุด ที่ผ่านมานักลงทุนได้ซึมซับปัจจัยบวกต่างๆ มามากแล้ว โดยเฉพาะดัชนีหุ้นดาวโจนส์ที่ปรับตัวขึ้นมามาก ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนอาจจะออกมาแย่กว่าไตรมาส 1

อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่า SET จะปรับฐานในช่วงสั้นๆ เท่านั้น แล้วจะค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นซึ่งอาจทะลุ 550 จุดได้อีกครั้ง หากตัวเลขเศรษฐกิจไม่ขี้เหร่จนเกินไป ถ้าเป็นไปตามคาดในช่วงปลายไตรมาส 3 โอกาสจะเห็นดัชนีทะลุ 600 จุด "มีสูงมาก" แต่ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันโดยเฉพาะประเด็นทางการเมือง SET ก็คงยืนแถวๆ 560-580 จุด

"รอบนี้ยังแนะนำหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ เพราะในช่วงครึ่งปีหลังตลาดหุ้นไทยจะเป็นขาขึ้น แต่อาจยังไม่ใช่กระทิงตัวแม่แต่น่าจะเป็นกระทิงตัวลูก"

สำหรับ วิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายพัฒนาธุรกิจ บล.เกียรตินาคิน คาดว่า การปรับตัวของ SET จะลงมาซื้อขายแถวๆ 500-520 จุด เนื่องจากนักลงทุนหลายรายต้องการรอดูผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งบางอุตสาหกรรมจะออกมาไม่สวย เช่น อสังหาริมทรัพย์ และธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำทำให้การทำธุรกิจยากขึ้น ขณะที่นักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย

วิริยา มองว่า ในช่วงไตรมาส 3 ตลาดหุ้นจะค่อนข้างผันผวนเพื่อรอดูทิศทางเศรษฐกิจ โดยอาจจะผันผวนอยู่ในกรอบ 500-520 จุด หรือเหวี่ยงอยู่ราวๆ 560-580 จุด ถ้าตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มบ่งบอกสัญญาณที่ดีขึ้นในไตรมาส 4 มีสิทธิจะเห็นดัชนีขึ้นไปแตะ 600 จุด กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ถ้าดัชนีวิ่งเกิน 550 จุด แนะนำให้ขายทำกำไร ส่วนรายที่ต้องการซื้อลงทุนระยะยาวหากดัชนีลงไปลึกถึง 450 จุด ไม่ต้องรีรอควักเงินซื้อได้เลย แต่จะเป็นกลุ่มไหนคงหนีไม่พ้นพลังงาน และสถาบันการเงิน

“แต่หากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้กลุ่มสื่อสาร แนะนำหุ้น ADVANC เป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 8% ต่อปี และอาจได้รับผลดีจาก 3G ซึ่งถือเป็นจุดเด่น หุ้นตัวนี้ถือลงทุนระยะยาวได้”

ขณะที่ อดิศักดิ์ คำมูล ผู้อำนวยการส่วนวิจัยเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) สรุปให้ฟังสั้นๆ ว่า ถ้า "สัปดาห์แรก" ของเดือนมิถุนายน วอลุ่มการซื้อขายยังหนาแน่นรับรองได้ว่าตลาดหุ้นยังไม่หมดรอบ โอกาสไปต่อยังมีให้เห็น แต่ถ้าทุกอย่างนิ่งสนิท (วอลุ่มลดลง) อาจเห็นดัชนีลงมาอยู่แถว 500 จุด

==========================================================




 

Create Date : 07 มิถุนายน 2552    
Last Update : 7 มิถุนายน 2552 0:25:44 น.
Counter : 302 Pageviews.  

เปิดโปงกลยุทธ์ เฮดจ์ฟันด์

เปิดโปงกลยุทธ์ เฮดจ์ฟันด์ อสูรร้ายหรือเจ้าชายรูปงาม

จาก: Posttoday วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2551

คนบางคนที่หลงคิดว่าเป็น “เทพบุตร” แต่ที่ไหนได้กลายเป็น “อสูรร้าย” ทำให้เราต้องน้ำตาเช็ดตาตุ่ม แต่คนบางคน ที่เคยชิงชังว่า “อัปลักษณ์” ดันถอดรูป ออกมาเป็น “เจ้าชายรูปงาม” น้ำใจดีอย่างไม่น่าเชื่อ


นี่ล่ะหนาโบราณท่านถึงได้บอกว่า อย่าตัดสินใครเพียงแค่ได้ยินชื่อ แค่ได้เห็นหน้า แต่ต้องคบหาดูใจกันให้นานๆ มองกันให้ ลึกซึ้ง
“เฮดจ์ฟันด์” ก็เช่นเดียวกัน เพราะเฮดจ์ฟันด์มักจะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้ายในวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ทำให้ประเทศไทยสะบักสะบอมมาเป็นสิบปี รวมทั้งวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกาที่กำลังสั่นคลอนเศรษฐกิจโลกอยู่ในขณะนี้

แท้จริงแล้ว เฮดจ์ฟันด์ เป็น อสูรร้าย ที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างในโลกใบนี้ เพียงเพื่อต้องการกำไร โดยไม่สนใจว่า ใครหน้าไหนจะต้องบาดเจ็บล้มตาย

หรือ เฮดจ์ฟันด์ เป็น เจ้าชายรูปงาม ที่พยายามจะทำให้ทุกอย่างในโลกใบนี้ที่ถูกบิดเบือนให้ผิดปกติ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยมีกำไรที่ไม่มีความเสี่ยงเป็นของแถม

ต้องขอบคุณ โชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย ช่วยกะเทาะเลาะเปลือกของเฮดจ์ฟันด์ ในบทวิจัยเรื่อง “เฮดจ์ฟันด์กับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) รุ่น 20 ที่ช่วยให้ เข้าใจเฮดจ์ฟันด์มากขึ้น

โชติกา บอกว่า คำว่า “เฮดจ์ฟันด์” ไม่มีคำจำกัดความอย่างเป็นทางการ

แต่ที่ได้ชื่อว่า “เฮดจ์ฟันด์” เพราะ ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดด้วยการขายชอร์ต แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลยุทธ์การลงทุนเริ่มหลากหลายมากขึ้น ตามวิวัฒนาการของโลกการลงทุน

แต่ถ้าไปถาม ฟิลิปโป สเตฟานินี ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Investment strategies of hedge funds เขาจะบอกว่า กองทุนที่จะถูกนับให้เป็นเฮดจ์ฟันด์จะมีบุคลิกลักษณะที่สำคัญอยู่ 5 ประการ

1.ผู้จัดการกองทุนสามารถใช้เครื่องมือในการลงทุนที่มีอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างเสรีไม่มีข้อจำกัด ทำให้การลงทุนของเฮดจ์ฟันด์ เป็นการรบที่ “ไร้รูปแบบ” และหลายครั้งเฮดจ์ฟันด์ก็ใช้การรบแบบ “กองโจร”

2.ผู้จัดการกองทุนสามารถขายชอร์ต (Short Selling) ได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ ทำให้เฮดจ์ฟันด์สามารถทำกำไรได้แม้ ในตลาดขาลง แต่มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้ไม่จำกัด

3.ผู้จัดการกองทุนสามารถก่อหนี้ (Leverage) ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะทำให้ได้กำไรหรือขาดทุน ได้มากกว่าการลงทุนแบบปกติ ยิ่งมีสัดส่วนการใช้ Leverage ต่อทุนสูงมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น (ข้อมูลตามตาราง)

4.ผู้จัดการกองทุนจะได้รับค่าตอบแทนทั้งจากค่าบริหารจัดการกองทุนในอัตรา 1-3% ต่อปี และยังได้ผลตอบแทนพิเศษอีก 15-25% ของกำไรที่กองทุนทำได้

โชติกา บอกว่า ส่วนแบ่งกำไรที่ผู้จัดการ กองทุนเฮดจ์ฟันด์จะได้รับจะต้องเป็นผลกำไรที่เกิดขึ้นจริง หลังจากล้างขาดทุนสะสมของกองทุนแล้วเท่านั้น

“จึงเป็นตัวอธิบายพฤติกรรมการลงทุนที่เข้าออกเร็ว และต้องการสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกในทุกสภาวะตลาดของผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้เป็นอย่างดี” โชติกา กล่าว

5.ผู้จัดการกองทุนจะลงทุนจำนวนมาก (ถึงมากที่สุด) ในกองทุนของตัวเอง ซึ่ง จะทำให้ผู้จัดการกองทุนทุ่มเทให้กับการ บริหารจัดการกองทุนอย่างเต็มที่

เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นกองทุนไหนที่มีบุคลิกลักษณะเข้าข่าย 5 ข้อนี้ รู้ไว้เลยว่า เขาชื่อ “เฮดจ์ฟันด์”

โชติกา บอกว่า ถ้าเป็นเฮดจ์ฟันด์ ตัวจริงเสียงจริงจะต้องใช้เครื่องมือการลงทุน 2 ประเภท คือ Short Selling และ Leverage บวกกับอีก 1 แนวคิด ที่เรียกว่า อาร์บิตราจ (Arbitrage)

การทำอาร์บิตราจ เป็นแนวคิดที่นิยมมากในโลกของเฮดจ์ฟันด์ เพราะเป็นการทำกำไรโดยปราศจากความเสี่ยงของตลาด หรือ ทำกำไรได้ไม่ว่าตลาดจะอยู่ในภาวะขาขึ้นหรือขาลง แต่การทำอาร์บิตราจจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมี “ความบิดเบือนของราคา”

เพราะเฮดจ์ฟันด์เป็น “นักรบไร้รูป แบบ” ทำให้การจัดแบ่งหมวดหมู่กลยุทธ์การลงทุนจึงไม่ได้มีแบบแผนชัดเจน ต่างคน ต่างตำรา ก็จัดแบ่งแตกต่างกันไป แต่โชติกายึดถือเอาการจัดแบ่งของบริษัท เฮดจ์ฟันด์ รีเสิร์ช ที่แบ่งกลยุทธ์ของเฮดจ์ฟันด์ออกเป็น 4 หมวดหลัก จาก ทั้งหมด 26 กลยุทธ์ (ตามแผนผัง)

Equity Hedge หรือ Long/Short Equity

กลยุทธ์หมวดนี้จะเป็นการลงทุนในหุ้น แต่ไม่ใช่แค่ซื้อขายหุ้นแบบธรรมดา เพราะเฮดจ์ฟันด์ที่ใช้กลยุทธ์นี้จะทั้งซื้อหุ้น (Long Equity) และขายชอร์ต

ถ้าเลือกหุ้นโดยใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน จะเรียกว่า Fundamental Value และ Fundamental Growth แต่ถ้าใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์จะเรียกว่า Equity Market Neutral เพราะจะเป็นการขจัดความเสี่ยงของตลาดออกไป ซึ่งจะรวมถึงการซื้อขายหุ้นเป็นคู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่เรียกว่า Pair Trading

ทั้งนี้ จะกระจายลงทุนทั้งตลาด หรือ เลือกลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญพิเศษ เช่น อุตสาหกรรมรักษาพยาบาล ก็ได้ ซึ่งจะเรียกว่า Specialized Long/Short

หมวด Long/Short Equity เป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เมื่อเทียบกับ 3 หมวดที่ เหลือ เพราะมีสัดส่วนสูงถึง 36% โดยในจำนวนนี้เป็นกลยุทธ์ Fundamental Value มากถึง 62.7%

Event Driven

เป็นกลยุทธ์ที่จะแสวงหากำไรจาก เหตุการณ์ไม่ปกติทางการเงินที่เกิดกับบริษัทหรือตลาดหุ้น ซึ่งหมายถึงการซื้อกิจการ การควบรวม การปรับโครงสร้างทางการเงิน การล้มละลาย การซื้อหุ้นคืน การทำคำเสนอซื้อของผู้บริหารบริษัท และเหตุการณ์อื่นๆ ซึ่งรวมๆ แล้วมีเฮดจ์ฟันด์ที่ใช้กลยุทธ์นี้ประมาณ 23% ของเฮดจ์ฟันด์ทั้งโลก

Relative Value

หมวดนี้จะอยู่บนแนวคิดการทำอาร์บิตราจในตลาดตราสารหนี้ ทำให้บางครั้ง จะเรียกกลยุทธ์นี้ว่า Fixed Income Arbitrage ซึ่งเฮดจ์ฟันด์ที่ใช้กลยุทธ์นี้มักมีสัดส่วน Leverage สูง

กลยุทธ์หนึ่งในหมวดนี้ คือ การทำ อาร์บิตราจตราสารหนี้ประเภท Asset-Backed Securities เช่น CDO หรือ ตราสารหนี้ที่เกิดจากการแปลงสินเชื่อเป็นตราสารหนี้ ที่ โชติกา บอกว่า เป็น “ตัวจุดพลุ” ของวิกฤตซับไพรม์ตั้งแต่ปี 2550

เฮดจ์ฟันด์ประเภทนี้จะใช้ 3 กลยุทธ์ย่อยในการลงทุน คือ

1.Carry Trade ที่หมายถึงการกู้เงิน ที่มีดอกเบี้ยต่ำมาลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง จึงเป็นกลยุทธ์ที่ง่ายที่สุดและเสี่ยงที่สุด และเฮดจ์ฟันด์ส่วนมากนิยมซื้อ CDO ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด เพราะมี ผลตอบแทนสูงที่สุด

2.Long/Short Structured Credit โดยเฮดจ์ฟันด์จะซื้อ CDO ที่มีความ เสี่ยงสูงที่สุด และซื้อตราสารอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง

3.Correlation Trade หมายถึงการ ซื้อและขายชอร์ต CDO กลุ่มเดียวกัน แต่คนละลำดับชั้น (ที่มีความเสี่ยงแตกต่างกัน) และผู้จัดการกองทุนมองเห็นความ ผิดปกติของส่วนต่างราคา

Macro

หมวดนี้น่าจะเป็นเฮดจ์ฟันด์ที่อยู่ในความทรงจำของคนไทยมากที่สุด แม้ว่า จะเป็นเฮดจ์ฟันด์ที่มีอยู่ 16% น้อยที่สุด แต่ถูกตราหน้าว่า สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมาแล้วทั่วโลก เพราะเป็นกลยุทธ์ที่ผู้จัดการกองทุน (เช่น จอร์จ โซรอส) จะแสวงหาโอกาสทำอาร์บิตราจในทุก รูปแบบและทุกตลาด

โชติกา บอกว่า แม้ว่าเฮดจ์ฟันด์จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤตเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกทุกครั้ง แต่คงจะไม่ยุติธรรมนักหากจะกล่าวหาว่า เฮดจ์ฟันด์เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

“สาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตเศรษฐกิจทุกครั้งมีที่มาจากความบกพร่องหรือ ผิดพลาดในการดำเนินนโยบายการเงิน การคลัง รวมทั้งความอ่อนแอและไร้สมรรถภาพในการบริหารความเสี่ยงของประเทศหรือของสถาบันการเงินก่อนหน้าวิกฤตมากกว่า”




 

Create Date : 27 กันยายน 2551    
Last Update : 27 กันยายน 2551 9:38:24 น.
Counter : 414 Pageviews.  

ปรากฏการณ์ “บาทแข็ง”

ปรากฏการณ์ “บาทแข็ง”
ที่มา: //www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=63111

--------------------------------------------------------------------------------
สุกรี แมนชัยนิมิต
Positioning Magazine กันยายน 2550

ปอกเปลือกปัญหา “ค่าบาทแข็ง” อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า ทำไมค่าเงินบาทสองตลาด ออฟชอร์ และออนชอร์ ได้กลายเป็นเครื่องมือทำกำไร เกิดเป็น“โพยก๊วนยุคดิจิตอล” เอทีเอ็ม และบัตรเครดิต กลายเป็นเครื่องมือของของการหากำไรค่าเงินบาท ทำไม ยารักษาค่าบาทแข็งของแบงก์ชาติยังไม่สัมฤทธิผล

เงิน 1 ดอลลาร์ ที่เคยแลกได้ 45 บาท เมื่อปี 2001 แต่ 6 ปีผ่านไป แลกได้เพียง 32-33 บาท ค่าเงินที่หายไปกว่า 10 บาท อย่างนี้จะไม่ให้ผู้ค้าขายหรือผู้มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ เกิดอาการสะดุ้งได้อย่างไร เพราะหากเคยมีรายได้ปีหนึ่ง100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อแลกมาเป็นเงินบาท จะได้เงินถึง 4,500 ล้านบาท แต่วันนี้เหลือเพียง 3,300 ล้านบาทเท่านั้น หายไปถึง 1,200 ล้านบาท

นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น จากเงินในกระเป๋าของหลายคนหายไปเพราะ “เงินบาทแข็งค่า” แต่ก็มีอีกหลายคนที่รู้สึกยินดี เพราะจ่ายบาทน้อยลงเพื่อซื้อดอลลาร์ เช่น กลุ่มที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ กลุ่มที่เดินทางไปต่างประเทศ และกลุ่มที่ต้องซื้อวัตถุดิบ เครื่องจักร ข้าวของเครื่องใช้จากต่างประเทศ

“เงินบาทแข็งค่า” จึงมีทั้งได้และเสีย เพราะหากไม่พอดีกับความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ปัญหาจึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ส่งออกของไทย ที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ

เมื่อภาคส่งออกตกที่นั่งลำบาก ย่อมส่งผลกระทบทุกคนในประเทศ เนื่องจากไทยพึ่งพิงรายได้กว่า 60% จากการส่งออก คิดเป็นสัดส่วนถึง 68% ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในรูปของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี

ตัวเลขกว่า 20% ที่หายไปกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้มูลค่าการส่งออกที่คาดว่าปี 2550 จะได้กว่า 4 ล้านล้านบาท หายไปนับแสนล้านบาท เป็นตัวเลขที่ส่งผลต่อรายได้รวมของประเทศลดลงทันที

ปัญหาที่เกิดขึ้น คือบาทแข็งค่าจนเกินสมดุล เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลต่างประเทศ โดยเฉพาะย่านเอเชียที่เป็นประเทศคู่แข่งทางการค้าของไทย เช่น ค่าเงินเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2007 เทียบกับ 30 ธันวาคม 2005 บาทแข็งค่ากว่าเงินหยวนของจีน เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยบาทแข็งขึ้น 16.6% ส่วนหยวนแข็งขึ้น 3.1%

เมื่อรายได้เงินดอลลาร์แลกกลับมาเป็นเงินบาทได้น้อยลง ทำให้การแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง ในเรื่องราคาย่อมทำได้ยาก ยิ่งเมื่อนับรวมเรื่องต้นทุนอื่นๆ โดยเฉพาะค่าแรงของจีนและเวียดนามถูกกว่า ไทยจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในเรื่องการแข่งขัน

เมื่อส่งออกไม่ได้ การอยู่รอดในธุรกิจย่อมลำบาก และอาจต้องปลดคนงาน หรือปิดโรงงานในที่สุด นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่หลายคนเริ่มต้องการค้นหาอะไรคือสาเหตุ และวิธีการจัดการที่ผ่านมาคืออะไร เหตุใดจึงยังคงมีปัญหาและดูเหมือนจะยิ่งแก้อาการหนักยิ่งขึ้น

3 ปัจจัยเงินบาทแข็งค่า

สาเหตุของค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ มี 3 ปัจจัยคือ 1.ปัจจัยนอกประเทศ 2.ปัจจัยภายใน และ3.การเก็งกำไรค่าเงินของบรรดาพ่อค้าหัวใส โดยเฉพาะความต่างของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างตลาดออนชอร์ กับตลาดออฟชอร์

1. ปัจจัยภายนอก
ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก (Global Imbalance) อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ในปี 2006 ที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก มีสาเหตุมาจากประเทศในภูมิภาคเอเชียเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาก และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ขณะที่สหรัฐอเมริกาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมาก โดยในปี 2006 เอเชียมีตัวเลขเกินดุลบัญชีเดินสะพัดรวม 456,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสหรัฐอเมริกาขาดดุล 861,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อสภาพเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาเสียสมดุล ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในการบริโภค จนเศรษฐกิจชะลอตัว ยิ่งมาเจอกับปัญหาล่าสุด “ซับไพร์มโลน” จนทำให้เงินดอลลาร์อ่อนตัวอย่างต่อเนื่อง การคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเอเชียจะเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่อีกฝากหนึ่งของโลกกำลังเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เงินทุนไหลเข้าเอเชียมากขึ้น ค่าเงินในกลุ่มประเทศเอเชีย รวมทั้งไทยจึงแข็งค่าขึ้น

นักลงทุนใช้เงินทุนจากสกุลเงินที่มีต้นทุนต่ำแล้วทำกำไร (Carry Trade)
Carry Trade เป็นการลงทุนโดยดูผลตอบแทนของอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนจะใช้กลยุทธ์การลงทุนโดยการ "กู้ยืม" เงินสกุลที่มีดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปลงทุนในเงินสกุลที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า

เช่น เงินทุนในญี่ปุ่นมีจำนวนมาก แต่ประเทศญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยต่ำ ทำให้มีการกู้เงินจากญี่ปุ่น แล้วไหลเข้าประเทศที่ให้ดอกเบี้ยสูง เช่นประเทศไทย เมื่อเงินทุนต่างชาติไหลเข้าไทยมาก ก็ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น จะยิ่งทำให้ระบบ Carry Trade ได้กำไรทั้งจากดอกเบี้ย และค่าเงิน

2. ปัจจัยภายใน
เกิดจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องของไทย และการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั้งในรูปของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และเงินลงทุนในหลักทรัพย์

ในส่วนของดุลบัญชีเดินสะพัด ส่วนหนึ่งมาจากมูลค่าการส่งออกของไทยในอัตราเติบโตต่อเนื่อง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกินดุลการค้า และเมื่อรวมกับดุลบริการ ทำให้ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2006 ที่เกินดุล 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2005 ที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 7,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ยิ่งเห็นชัดคือในครึ่งปีแรกของปี 2007 ที่บาทแข็งค่าต่อเนื่อง เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลถึง 6,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะเดียวกัน การเคลื่อนย้ายของเงินทุน โดยเฉพาะ Non Bank ไหลเข้ามามาก เมื่อเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเงินลงทุนในตลาดหุ้น

3. ออนชอร์-ออฟชอร์
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่ต่างประเทศ (ออฟชอร์) และตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในประเทศ (ออนชอร์) ที่แตกต่างกัน

ออฟชอร์แข็งค่ากว่าตลาดออนชอร์ เพราะเงินบาทในตลาดต่างประเทศมีน้อย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้มากยิ่งขึ้น และจาก ”ส่วนต่าง” หรืออัตราที่ไม่เท่ากัน ทำให้นักเก็งกำไรเห็นช่องทางในการนำเงินไปแลกที่ต่างประเทศ (ออฟชอร์) ที่บาทแข็งกว่า และกลับมาในประเทศไทย (ออนชอร์) แลกกลับมาอีกครั้ง เมื่อเห็นช่องทางกำไรมาก ก็ยิ่งทำให้ ”เงินบาท” เป็นที่ต้องการมาก ซึ่งมีหลายวิธี มีทั้งซับซ้อน และธรรมดาที่สุด

“โพยก๊วน”ทำกำไรงาม
วิธีการที่ไม่ซับซ้อนและทำกำไรกันได้ง่ายๆ คือการ ”หิ้วเงิน” ออกนอกประเทศ วิธีการนี้ต้องได้ ปัจจัยสนับสนุน จึงจะทำให้ได้กำไร

1.ต้องได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ของสนามบิน เพราะตามกฎของแบงก์ชาติ ห้ามคนทั่วไปนำเงินออกนอกประเทศเกินครั้งละ 50,000 บาท หากนำออกไปน้อยๆ เพื่อแลกกลับมา ถือว่าไม่ได้ประโยชน์มากนัก

2.ได้รับความร่วมมือจากแบงก์ในต่างประเทศที่รับแลกเงินบาทเป็นดอลลาร์ ยินยอมให้แลกในอัตราที่แลกระหว่างธนาคาร หรือ ออฟชอร์ เพราะหากให้แลกในอัตราออนชอร์จะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ

หาก 2 ปัจจัยดังกล่าวพร้อมแล้ว ก็เริ่มดำเนินการเก็งกำไรได้

ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2007 นาย ก. ขนเงินออกนอกประเทศไป 100 ล้านบาท สมมติว่าเดินทางไปฮ่องกง เมื่อไปถึงแลกบาทเป็นดอลลาร์ ในอัตราออฟชอร์ที่โค้ดอยู่ที่ 32.40 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ นาย ก.จะได้มาประมาณ 3.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อนาย ก. บินกลับเมืองไทย ในวันเดียวกันนั้น นำดอลลาร์กลับมาแลกเป็นเงินบาท ที่อัตราออนชอร์กำหนดไว้ที่ 34.37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับว่านาย ก.จะได้เงินบาทกลับมาประมาณ 106 ล้านบาท หรือได้กำไรในวันเดียวกันนั้น 6 ล้านบาท

วิธีการนี้คล้ายกับในอดีตที่คนจีนกลุ่มหนึ่งจะส่งเงินไทยกลับไปประเทศจีน โดยไม่ผ่านระบบธนาคาร ที่เรียกว่า ”โพยก๊วน” เพราะเพียงนำเงินบาทไปแลกในต่างประเทศในอัตราออฟชอร์ ก็ถือว่าได้กำไรจากค่าเงินแล้ว

สำหรับวิธีการอื่นๆ อาจมีขั้นตอนมากขึ้น เพื่อหลบเลี่ยงกฎของแบงก์ชาติที่หากนำเงินบาทออกนอกประเทศเกิน 50,000 บาทต้องรายงานแบงก์ชาติ โดยนักเก็งกำไรค่าเงินอาจนำเงินบาทไปออกไปโดยผ่านธนาคาร ผ่านระบบการชำระบัญชี หรือการไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ หรือการซื้อทองคำในประเทศ แล้วนำไปขายต่างประเทศ จากนั้นนำเงินดอลลาร์กลับมาแลกเป็นเงินบาทในไทย แต่วิธีการนี้ต้องดูความผันผวนของราคาทองคำในตลาดโลก และมาตรฐานของตลาดประเทศในการคิดราคาทองคำที่ไม่เท่ากัน เพราะคุณภาพทองคำในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน

กันสำรอง 30% ยิ่งเอื้อให้เก็งกำไร

จากมาตรการของแบงก์ชาติที่ให้นักลงทุนที่นำเงินจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) ในไทย ต้องกันสำรอง 30% แต่ก็ยังเอื้อให้มีการเก็งกำไรค่าเงินบาทมากยิ่งขึ้น เพราะทำให้เงินบาทในต่างประเทศยิ่งหายากมากขึ้น

วิธีการ คือ นักลงทุนต่างประเทศนำเงินดอลลาร์สหรัฐเข้ามาซื้อพันธบัตรในไทยระยะเวลา 1 ปี โดยแลกเป็นเงินบาทในประเทศทันทีตั้งแต่วันแรก เช่น ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2007 อัตราแลกเปลี่ยนออนชอร์ อยู่ที่ 34.37 บาทต่อดอลลาร์ และทำตามมาตรการกันสำรอง 30% ซึ่งนักลงทุนต่างประเทศยอมถูกหัก 30% พักไว้ที่แบงก์ชาติ ส่วน 70% ที่เหลือนำไปซื้อพันธบัตรระยะเวลา 1 ปี และถือจนครบกำหนด 1 ปี ก็จะได้เงิน 30% คืน เท่ากับว่านักลงทุนต่างประเทศได้เงินคืน 100% บวกกับผลตอบแทนจากการถือพันธบัตรระยะเวลา 1 ปี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4-5%

แม้เงินที่นำเข้ามาซื้อพันธบัตรจะเหลือ 70% แต่นักลงทุนต่างประเทศสามารถทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (ฟอร์เวิร์ด) กับสถาบันการเงินในต่างประเทศจำนวนที่เท่ากันคือ 70% ในระยะเวลาเดียวกันกับที่ถือพันธบัตรในไทยคือ 1 ปี

ขั้นตอนนี้ถือว่าถูกต้องตามกฎของแบงก์ชาติ ที่นักลงทุนต่างประเทศสามารถซื้อฟอร์เวิร์ดได้ เพราะอยู่ในกลุ่มบัญชีผู้ที่มีถิ่นฐานนอกประเทศ (Non Resident) เท่ากับว่าภายในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้า หากเงินบาทในตลาดออฟชอร์อยู่ที่ 29 บาท ถึงเวลาส่งมอบเงิน นักลงทุนต่างประเทศก็จะได้ส่วนต่างจากเงินบาทสองตลาดพร้อมทั้งได้ผลตอบแทนจากการถือครองพันธบัตรครบ 1 ปีบวกดอกเบี้ยที่ได้รับ

รวมแล้วนักลงทุนต่างประเทศจะได้ผลตอบแทนประมาณ 8-9% จากที่ลงทุนไป มากกว่า ผลตอบแทนที่ได้รับจากพันธบัตรเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นจึงหมายความว่า หากไม่มีมาตรการ 30% เงินบาทจะเป็นตลาดเดียว เมื่อนักลงทุนต่างประเทศนำเงินเข้ามาก็จะได้รับผลตอบแทนทางเดียว

ทั้งนี้จากข้อมูลสมาคมตราสารหนี้ไทย พบว่าช่วง 6 เดือนก่อนหน้านี้ต่างชาติขายสุทธิพันธบัตรมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วง 16-31 กรกฎาคม 2007 ซึ่งเป็นช่วงที่ค่าเงินบาทออนชอร์กับออฟชอร์มีส่วนต่างถึงประมาณ 4 บาทต่อดอลลาร์ นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิถึง 2,000 ล้านบาท และสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม 2007 ซื้อสุทธิถึง 1,500 ล้านบาท

บัตรเครดิตสะดวกเก็งกำไร

ทั้งบัตรเครดิต และบัตรเอทีเอ็ม เป็นเครื่องมืออย่างดีและถูกกฎหมายในการเก็งกำไรค่าเงิน เริ่มจากผู้ถือบัตรเครดิต และผู้ถือบัตรเอทีเอ็ม กดเงินสดที่ต่างประเทศ ซึ่งมีการคิดอัตราแลกเปลี่ยนแบบออฟชอร์ เมื่อนำกลับมาไทยแลกกลับเป็นเงินบาทในอัตราออนชอร์ ส่วนต่างจะเพิ่มขึ้นทันที

เช่น หากดำเนินการในช่วงเดือนกรกฎาคม 2007 ซึ่งก่อนหน้าที่แบงก์ชาติจะประกาศมาตรการกันสำรอง 30% จะได้กำไรถึง 4 บาทต่อดอลลาร์

ส่วนการรูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้าในต่างประเทศ แบงก์ผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะเรียกเก็บเงินจากลูกค้าในอัตราออฟชอร์ เมื่อธนาคารรับชำระจากลูกค้าในไทยเป็นเงินบาทแล้ว แบงก์ ต้องส่งเงินไปชำระที่ต่างประเทศในอัตราออนชอร์ เพราะส่งจากประเทศไทย ทำให้ผู้ให้บริการบัตรเครดิตเสียประโยชน์ ขณะที่ลูกค้าที่ต้องการเก็งกำไรค่าเงินจากช่องทางได้ประโยชน์

เมื่อวิธีการนี้ทำให้แบงก์ผู้ให้บริการบัตรเครดิตเสียประโยชน์ จึงมีการตกลงกันว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2007 แบงก์จะเรียกเก็บเงินจากลูกค้าในอัตราออนชอร์ ทำให้วิธีการเก็งกำไรผ่านบัตรเครดิต และเอทีเอ็ม ในขณะนี้จึงอาจไม่ใช่วิธีการที่ได้ผลแล้ว

แบงก์ต่างชาติเปิดช่อง
นอกจากนี้ยังมีช่องทางอื่น ๆ อีกไม่ว่าจะเป็นการหากำไรจากส่วนต่างของบริษัทแม่ลูกในเมืองไทย และต่างประเทศ โดยกู้เงินดอลลาร์จากตลาดออฟชอร์แล้วโอนมาไทย โดยผ่านธนาคารต่างชาติ หรือเอาเงินบาทในประเทศไปชำระค่าสินค้า

หรือ การฝากเงินกับธนาคารต่างชาติ ซึ่งแบงก์เหล่านี้จะมีบริการช่วยลูกค้าในการทำกำไรส่วนต่างจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือธนาคารต่างประเทศมีบริการหักบัญชีลูกค้าที่อยู่ในและต่างประเทศ เช่น ร้านอาหาร ร้านค้า ที่ต้องการชำระค่าสินค้าระหว่างในประเทศ และต่างประเทศ ที่แบงก์ต่างชาติมีบริการตัดบัญชีให้ ซึ่งลูกค้าจะได้อัตราที่ถูกกว่า

มีช่องว่างมากมายที่เปิดไว้สำหรับนักเก็งกำไรหัวใสที่เห็นโอกาสจากความต่างของ 2 อัตราใน 2 ตลาด ยิ่งมีโอกาสมากก็ยิ่งทำให้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าหนักขึ้น

สำหรับข้อเสนอที่หลายคนต้องการ เพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรและปั่นค่าบาท เช่น การใช้อัตราแลกเปลี่ยนอัตราเดียว หรือการเก็บภาษีเงินเข้าออก ซึ่งแรงกว่ามาตรการกันสำรอง 30% หรือแม้แต่การปิดตลาดออฟชอร์ โดยยกเลิกหรือลดสัดส่วนการนำเงินบาทออกไปนอกประเทศจากบัญชีผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ (Non Resident Baht Account หรือ NRBA) จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 300 ล้านบาท แต่แนวทางอาจทำให้เกิดตลาด Non – Deliverable Forward หรือ NDF ที่ทำให้เกิดการเก็งกำไรเงินบาทล่วงหน้านอกประเทศ โดยไม่มีการส่งมอบเงินจริง เหมือนช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997

แบงก์ชาติยังไม่ได้ตอบรับใดๆ เพราะในความเห็นของแบงก์ชาติแล้ว บาทแข็งค่า คือดีมานด์และซัพพลายบาทในตลาดโลกซึ่งเป็นระบบปกติ และยิ่งไปกว่านั้นบางมาตรการสามารถแก้ปัญหาได้จุดหนึ่งแต่อาจก่อให้เกิดปัญหาอีกจุดหนึ่ง

ยังต้องรอดู และต้องลุ้นต่อว่าระยะห่างของค่าเงินบาทใน 2 ตลาดระหว่าง ออนชอร์ และออฟชอร์ ว่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ และสุดท้ายจะมีคนรวยจากการเก็งกำไรค่าเงินเพิ่มขึ้นหรือไม่




 

Create Date : 29 กันยายน 2550    
Last Update : 1 ตุลาคม 2550 20:46:14 น.
Counter : 180 Pageviews.  

yen/baht 24.XX ต่ำสุดในรอบสิบสองปี


เงินเย็นลงทุกวันเลยครับ เห็นแล้วจนหน้าใจหาย ลองดูกันนะครับ จากเดิมที่บาท/เยนที่เคยทำจุดสูงสุดไว้ 40.684บาท/100เยน ในปี2000เดือนพฤศจิกายน ปัจจุบันอยู่ประมาณ 24.XXบาท/100เยน (off shore rate) ลองกดเครื่องคิดเลขตามดูหายไปเกือบ 40%

จากกราฟจะเห็นว่าเงินเยนจะเป็นขาลงตั้งแต่ปี2005(38บาท/100เยน)และลงเรื่อยๆจนมาถึงปัจจุบัน

เงินเยนลงอย่างนี้มีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดีจะตกผู้ที่เดือนทางมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นหรือลงทุนที่ญี่ปุ่นซึ่งสามารถซื้อของได้เยอะขึ้น ส่วนผลเสียสำหรับคนที่จะเดินทางกลับไทยหรือโอนเงินเยนกลับไทยทำให้แลกเงินบาทได้น้อยลง

แล้วเงินเยนจะลงไปถึงไหนกันล่ะ อันนี้ผมก็เดาไม่ออกเหมือนกันว่าจะลงไปถึงไหนกันแน่ แต่ปัจจุบันเริ่มจะเห็นสัญญาณดีๆ ที่จะส่งผลให้เงินเยนกลับขึ้นมาแข็งตัวได้ เช่น

1.เศรฐกิจญี่ปุ่นกำลังพื้นตัว(ผลประกอบการของบริษัทต่างๆดีขึ้นต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว)
2.แบงค์ญี่ปุ่นได้ทำการปรับดอกเงินและฝากเงินกู้ขึ้น และเดือนหน้าอาจจะทำการพิจารณาปรับขึ้นอีก (ทำให้บริษัทญี่ปุ่นที่ไปลงทุนต่างประเทศ ต้องขนเงินกลับมาชำระเงินกู้ในประเทศ)
3. ไทยได้กระตุ้นให้ภาครัฐวิสาหกิจไทยรีบชำระหนี้คืนให้ญี่ปุ่น หากสนใจเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่นี้นะครับ
Posttoday

คำแนะนำส่วนตัว หากเพื่อนๆกำลังจะโอนเงินเยนกลับไทยหรือคิดจะแลกเยนเป็นบาท แนะนำให้ถือไว้ก่อนครับ อาจจะเร็ทที่ดีกว่าปัจจุบันได้ครับ




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2550 22:17:34 น.
Counter : 651 Pageviews.  

หุ้นไทยถูกจริงหรือ

ช่วงหนึ่งปีถึงสองปีที่ผ่านมา ต่างชาติขนเงินเข้ามาลงทุนอยู่ในกลุ่ม ex-japan จำนวนมาก เนื่องจากกลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มเนื้อหอม โดยให้น้ำหนักการลงทุนไปที่อันดับต้นๆไปที่ จีน อินเดีย และไทยก็อยู่รั้งท้าย ซึ้งให้น้ำหนักพอร์ตที่ลงทุนในไทยไม่เกินหนึ่งเปอร์เซนต์

เชตทำนิวไฮในรอบสิบปี หุ้นไทยถูกจริงหรือ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันดีจริงหรือ หุ้นไทยจึงทำนิวไฮในรอบสิบปีได้

ผมนำข้อมูลมาให้ดูกันครับ เชตขึ้นมาได้เพราะเงินต่างชาติที่ซื้อติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2005 แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจ การเมืองไทย ต่างก็ดูไม่ดีเอาซะเลย ดูจากยอดขายรถยนต์ตกยี่สิบถึงสามเปอร์เซนต์ ดัชนีบริโภคของไทยก็ตกลงเรื่อยๆ

เห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์บอกว่า คนในประเทศไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากการเมืองไม่แน่นอน ว่าไปแล้วประชาชนรากหญ้าไม่กล้าใช้สอยกันจริงเหรอ หรือว่าไม่มีเงินกันแน่ แม้กระทั้งบริษัทมหาชนกำไรก็หายกันถ้วนหน้า
แล้วประชาชนตาดำๆส่วนใหญ่ของประเทศล่ะครับ จะทำกันอย่างไร กินจะไม่มีกินแล้วยังเป็นหนี้ซะอีก มีแบบเป็นหนี้ที่ไม่ได้ตั้งใจและเป็นหนี้โดยตั้งใจ

ส่วนคนที่ไม่มีหนี้และมีอันจะกินหน่อย ส่วนใหญ่มีรายได้มาจากดอกเบี้ยที่ฝากกินดอกในธนาคาร แล้วแบงค์ชาติก็ประกาศลดดอกเบี้ยลงไปเรื่อยๆอย่างนี้ ใครล่ะจะกล้าใช้จ่าย

แบงค์ชาติต้องการให้ประชาชนนำเงินฝากมาใช้สอยและต้องการให้เกิดการลงทุนเหมือนๆกะญี่ปุ่น(ดอกเบี้ยญี่ปุ่นต่ำติดดิน คนก็เอามาลงทุน) ถามจริงเถอะจะให้ไปเหมือนญี่ปุ่นได้งัยครับ เนื่องจากบรรยากาศการลงทุนไม่เอื้อเอาซะเลย ต้นทุนในการลงทุนก็สูง อัตตราเสี่ยงในการขาดทุนก็สูง กำลังซื้อก็หด หรือว่าจะให้คนเอามาเงินใช้สอยเหรอครับ ของก็แพงซะเหลือเกิน หากรายได้ต่อคนหดแล้วยิ่งเร่งให้คนนำเงินมาใช้ ถ้าใช้ไปเรื่อยๆไปมันหมดซิครับ

แล้วทำไมหุ้นไทยยังขึ้นร้อนแรงไม่หยุดกันล่ะ ก็นายตลาดใหญ่กำลังอยากใช้เงิน ก็ใช้เงินล่อเงิน มาคราวนี้ขอบอกครับเนียนมากครับ หากถึงวันที่เค้าจะทำกำไรล่ะก็ ได้ถึงสี่เด้งเนอะๆ เด้งหนึ่งจากอัตราแลกเปลี่ยน เด้งที่สองจากTFEX เด้งที่สามกำไรจากราคาหุ้นที่ดีดตัวสูงขึ้น เด้งที่สี่ปันผลจากบริษัท หากนายตลาดใหญ่อยากทำกำไรขึ้นมาล่ะก็ คงได้เห็นน้ำตกไหลไมหยุด และค่าเงินอ่อนลงทะลุ 35 บาท/dollar ได้คร้าบ

จากกราฟจะเห็นว่าชาวต่างชาติ panic buy มาตั้งแต่ 2005


เศรษฐกิจไทยยังคลุมเคลืออยู่ เห็นจากดัชนีผู้บริโภคลดๆๆ


มาดูซิว่า ไทยเราจะเดินตามรอยเท้าญี่ปุ่นหรือเปล่า ค่าเงินแข็งโป๊กกะช่วงเวลาที่ดัชนีหุ้นแตะจุดสูงสุดที่สองหมื่นจุด จากนั้นก็ไหลเป็นโจ๊ก ใช้เวลาปรับฐานอยู่สามปีก็เริ่มกลับมาใหม่ ปัจจุบันบริษัทมหาชนญี่ปุ่นกลับมายื่นได้แบบมั่นคงและหยั่งยืนครับ ดูจากผลกำไรของบริษัทส่วนใหญ่ที่เติบโตขึ้นทุกๆปี

ผมนำกราฟ dollar/yen 10ปี และดัชนีของ Nikkei 10ปี มาฝากครับ





 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2550 20:20:31 น.
Counter : 482 Pageviews.  

1  2  3  

nut_siri
Location :
Koriyama, Fukushima Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add nut_siri's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.