Group Blog
 
All blogs
 

อาชีพเขียนบทละครโทรทัศน์ ... อาชีพในฝัน ?

เขียนบท…งานตัดต่อนวนิยายมาปะๆ ให้เป็นละคร !?!

มีความสับสนหลายประการเกี่ยวกับ หน้าที่คนเขียนบท …ว่ากันตามกระบวนการผลิตละคร จะเริ่มต้นดังนี้ … ผู้จัดได้นิยายหรือพล็อตมาแล้วจะกำหนดภาพรวมของละครคร่าวๆ แล้วส่งให้คนเขียนบท…คนเขียนบทเอากระดาษ(เปล่าๆ) มาเขียนเป็น “ฉาก” อันประกอบด้วย “สถานที่” “ตัวละคร” และ “สถานการณ์”

จากนั้นการทำงานในส่วนอื่นๆก็จะตามมาโดยยืนพื้นอยู่บนบทละครเหล่านั้น อาทิ โปรดิวเซอร์ (บริหารเงินและกองถ่าย) แคสติ้ง (เลือกดารามารับบท) ผู้กำกับการแสดง ผู้กำกับภาพ นักแสดง ผู้กำกับศิลป์ ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม ทีมกล้อง ทีมแสง ทีมเสียง ทีมสวัสดิการ ทีมประชาสัมพันธ์ ฯลฯ

ผู้เขียนบทไม่สามารถเอานวนิยายมาตัดปะได้ ด้วยหลายเหตุผล ได้แก่ นวนิยายโดยส่วนใหญ่ สร้างสรรค์มาเพื่ออ่าน ไม่ใช่เพื่อละคร นวนิยายสั้นเกินไปสำหรับละครยาว 20 กว่าชั่วโมงที่ฉายกันอยู่ในปัจจุบัน นวนิยายรับผิดชอบผู้อ่านเรือนหมื่นและมักเป็นผู้อ่านเฉพาะกลุ่ม แต่ละครรับผิดชอบผู้ชมเรือนล้าน และทุกกลุ่ม จึงต้องมีความระมัดระวัง และต้องรับผิดชอบสังคมมากกว่า

มีประโยคหนึ่งเกี่ยวกับบทโทรทัศน์หรือบทภาพยนตร์ ที่เป็นประโยคยอดฮิต ...บทที่ดีไม่จำเป็นต้องกลายเป็นหนังที่ดี แต่หนังที่ดี ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นจากบทที่ไม่ดี

แต่มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งในบ้านเราที่เจอบ่อยๆ
เวลาเจอละครสนุกหรือดี คนดูชอบชมว่านักแสดงคนนั้นคนนี้เล่นดีจัง (ทั้งๆที่ต้องเล่นไปตามบท ) แต่เวลารู้สึกว่าละครเรื่องนั้นห่วยแตก ด่าคนเขียนบททุกที (ทั้งๆที่มีทีมงานเป็นร้อยที่ทำงานด้วยกัน) เฮ้อ !!


เขียนบท …อาชีพอิสระรายได้ดี ไม่มีต้นทุน !?!

บทละครโทรทัศน์ปัจจุบัน อัตราต่อ 1 ชั่วโมง มีสนนราคาค่าจัดจ้างอยู่ที่ 5000-20000 บาท (ขึ้นกับประสบการณ์และแรงเสน่หา) จำนวนหน้าที่เขียน คือ 15-20 หน้า (กระดาษเอ4 ฟ้อนท์ 16)

คนเขียนบทมีทั้งแบบพนักงานประจำและทำงานอิสระ ( freelance) ซึ่งแบบหลังมีจำนวนมากกว่า รายได้ของคนเขียนบทจึงไม่เท่ากัน ขึ้นกับความรวดเร็วในการผลิตงานและขึ้นอยู่กับการแก้งาน ถ้าไม่ถูกใจนายจ้างต้องแก้หลายครั้งหลายหน จบงานไม่ได้ เบิกไม่ได้ บางครั้งเป็นปีก็เคยมีมาแล้ว

อาชีพเขียนบทรายได้ดีกว่าเขียนหนังสือขายประมาณ 3 เท่า แต่กดดันมากกว่า 12 เท่าครึ่ง หนทางเป็นนักเขียน มีความยาก 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นคนเขียนบท มีความยาก 274.5 เปอร์เซ็นต์
(ตัวเลขโดยประมาณ…ด้วยตัวข้าพเจ้าเอง)

อาชีพเขียนบทไม่ได้มีต้นทุนเป็นเงินหรือเครื่องจักร แต่เป็นความคิดสร้างสรรค์ (ซึ่งหายากกว่าเงินและเครื่องจักร)

อาชีพเขียนบท ทำงานอยู่บ้าน ไม่ต้องเหนื่อยนั่งรถติด หรือทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน?

แต่ความจริงคือ ทำงานเขียนบท ต้องทำตลอด 24 ชั่วโมง แม้กระทั่งในฝัน (นอนคิดจนหลับและหลายครั้งเอาไปคิดต่อในฝัน)

อาชีพเขียนบทไม่ได้ทะเลาะกับใครก็จริง แต่ที่เลวร้ายกว่านั้น คือทะเลาะกับตัวเอง เช่นทะเลาะกับความขี้เกียจ ทะเลาะกับความคิดไม่ออก ไม่มีอารมณ์ และมักจะทะเลาะไม่ได้นาน เพราะคนเขียนบทต้องมีวินัยสูง ทำงานแข่งกับเวลาและเงินทอง บ่อยครั้งเขียนจนรุ่งเช้า ไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพราะกองถ่าย คนเป็นร้อย เงินเป็นแสน กำลังตั้งหน้าตั้งตารอเราอยู่คนเดียว

อาชีพเขียนบทนั้นดูท่าจะง่ายคล้ายว่า มีเทียนเล่มหนึ่งจุดเข้าไป แล้วเขียนออกมาก็ได้เงินแล้ว แต่แท้ที่จริง คนเขียนบทต้องมีความรู้เกี่ยวกับอาชีพอื่น แทบจะเรียกว่าสหวิทยาการเลยก็ว่าได้ เช่น งานด้านโทรทัศน์ งานด้านการแสดง งานด้านศิลปะ อันนี้ยังไม่นับรวมความรู้เสริมต่างๆ ที่ต้องหามาเพิ่ม เช่น ซ่อมรถ (กรณีจะตัดสายเบรกให้พระเอกตาย) แพทย์ (กรณีนางเอกเกิดอุบัติเหตุเสียเลือดมาก) ธรรมชาติวิทยา (กรณีพระเอกนางเอกติดเกาะ ) ฯลฯ

อาชีพเขียนบทเป็นอาชีพอิสระจริงจริ๊งให้ดิ้นตาย(ประชด) ในขณะที่คนเขียนหนังสือแบกภาระความสนุกของคนเรือนหมื่น คนทำหนังแบกภาระความสนุกของคนเรือนแสน แต่คนเขียนบทต้องแบกภาระความสนุกของคนเป็นล้าน และในกรณีละครหลังข่าว คือ หลักสิบล้านคน

ว่ากันเรื่องเงินบ้าง ทำหนังสือ1 เล่ม ใช้เงินค่าผลิตอย่างมากก็หลักแสน ทำหนัง 1เรื่อง อยู่ที่เงิน 10 ล้านบาทขึ้นไป แต่ละครน้ำเน่าที่โดนดูถูกว่าไร้สมอง ใช้เงินตลอดทั้งเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ 10 ล้านเป็นอย่างต่ำ ที่สำคัญละครหลังข่าวของไทยนั้น เป็นเงินรายได้หลักของสถานีโทรทัศน์ ขนาดที่ว่ากำไรต่อเรื่องสามารถเลี้ยงพนักงานของสถานีทั้งสถานีได้ 1 วันเต็มๆ โดยไม่ต้องฉายรายการอื่นๆเลย

ในปัจจุบันการบริหารงานละครเรื่องๆหนึ่ง จึงกระทำโดยผู้บริหารระดับสูงของสถานี และไม่ใช่ดาราเท่านั้น ที่ผู้บริหารสนใจ คนเขียนบท ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้บริหารและผู้จัดให้ความสำคัญด้วย

จึงขอยืนยันอีกครั้ง งานเขียนบท ช่างเป็นงานอิสระที่น่าสนใจจริงจริ๊ง (ประชดอีกที)



เขียนบท … อยากเป๊นอยากเป็น…ยื่นใบสมัครที่ไหน !?!

ปัจจุบันคนเขียนบทเป็นอาชีพ มีจุดกำเนิด ในหลากหลายทางคือ
1. ทำงานตำแหน่งอื่นในกองถ่ายหรืออยู่ในบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ก่อน แล้วจึงผันตัวเองมาเขียนบท ผู้ที่มีต้นกำเนิดแบบนี้มีสัดส่วนมากที่สุด ถึง 50 เปอร์เซ็นต์
2. ริเริ่มเขียนบทกับกลุ่มเขียนบทมืออาชีพ ให้ตัวเลขแค่ 20 เปอร์เซ็นต์ เหตุเพราะกลุ่มเขียนบทนั้นมีน้อย
3. สมัครงานมาในตำแหน่งเขียนบท 20 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขน้อยจนไม่น่าเชื่อใช่ไหม เพราะแท้จริงแล้ว ด้วยความยากของอาชีพ ทำให้มีการเปิดโอกาสให้คนหน้าใหม่ซิงๆ น้อยกว่าอาชีพอื่น
4. เรียนเขียนบท ยกให้ 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อก่อนแทบไม่มี แต่ภายหลังหลายปีมานี้ มีการเปิดสอนเขียนบทมากขึ้น ทำให้ได้คนเขียนหน้าใหม่และพล็อตเรื่องใหม่ๆ เข้าสู่วงการมากขึ้น

ในกรณี นี้ ไม่ต้องส่งใบสมัครมาที่ข้าพเจ้า เพราะไม่เคยมีนโยบายเปิดรับคนเขียนบทเลย อย่าลืมว่า …จำนวนคนเขียนบทที่วงการละครต้องการในแต่ละปี ประมาณ 100 คนเป็นอย่างมาก ในขณะที่ดาราต้องการประมาณ 500 เป็นอย่างน้อย เพราะฉะนั้น ถ้าอยากเข้าวงการจริงๆ ลองบรรจุอาชีพอื่นๆเช่น ดารา ผู้กำกับ ฝ่ายศิลป์ หรืออะไรต่างๆ ไว้ในความฝันด้วย

ช่วงปีแรกๆสำหรับคนเขียนบทอิสระนั้นคือนรกที่แท้จริง ..ต้องกินฝันเป็นอาหารแทนข้าวเพราะกว่าจะผ่านบทจนได้เงินมานั้นยากแสนยาก แถมยังกดดันมหาศาล คำว่าบท “สนุก” นั้นหาซื้อได้ที่ปากคลองตลาดหรือก็เปล่า แทบจะหากฎเกณฑ์หรือบทสรุปไม่ได้เลย บทที่สนุกของผู้จัด อาจจะไม่สนุกในสายตาของสถานี (ต้องหอบกลับไปแก้อีกแล้ว…เดือนนี้เงินยังไม่ออก…ฮือๆ )

บทที่สนุก จึงไม่ใช่สูตรทำอาหารที่ มีการตวงน้ำตาล 2ช้อน น้ำปลา2ช้อน หมักจนเข้าเนื้อ 3 ชั่วโมง เอาไปทอดที่ไฟระดับปานกลาง แล้วรับรองอร่อย … จนทุกวันนี้นักเขียนบทมืออาชีพก็ยังต้องเผชิญกับการแก้บทอย่างเอาเป็นเอาตายโดยผู้บริหารหลายระดับ

ผู้ที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะมีอาชีพนี้ จึงต้องทำใจไว้กับการเผชิญปัญหาในช่วง 5 ปีแรก หากผ่านไปได้ ความมั่นคงในอาชีพก็จะตามมา ความทุกข์และความกดดันก็จะน้อยลง ...ไม่ใช่น้อยเพราะปริมาณ แต่น้อยลงเพราะเราชินไปเอง...(ว้า...แย่จัง)

มีพล็อตเรื่องเด็ด เก๋กว่าใครในสากล อยากขายทำละคร !?!

เรื่องที่เอามาทำละครนั้น ในปัจจุบันมาจากสองทางคือ นวนิยายและพล็อตเรื่อง สนนราคาอยู่ตั้งแต่ไม่กี่หมื่นจนถึงสองสามแสน ผู้ซื้อเรื่องมาทำละครนั้น มีสองกลุ่มคือสถานีซื้อเองและผู้จัดละครซื้อ

เรื่องที่จะนำมาทำละคร มักจะถูกเลือกอย่างพิถีพิถัน และมักจะร่วมตัดสินใจโดยผู้บริหารระดับสถานี

การขายเรื่องเพื่อทำละครนั้น จึงต้องอาศัยทั้งจังหวะ เวลา รวมทั้งบุญวาสนาส่วนบุคคล เพราะปัจจัยในการทำละครแต่ละเรื่อง ในแต่ละเวลานั้นซับซ้อน บางครั้งมาจากดาราราระดับซุปเปอร์สตาร์อยากเล่นบทแบบนั้นบทแบบนี้ บางครั้งเลือกโดยฝ่ายการตลาด ที่ทำการวิจัยมาว่าละครตลกกำลังเป็นที่ต้องการเนื่องจากชาติบ้านเมืองกำลังเครียดจัด เป็นต้น

การส่งเรื่องเพื่อขายทำละครสำหรับมือใหม่นั้น หากให้แนะนำจึงควรทำเป็นนวนิยายไว้ก่อน เพราะทำให้เห็นภาพได้ง่ายว่ามีโอกาสทำให้สนุกหรือไม่ ยิ่งถ้าได้ตีพิมพ์แล้วยิ่งดีเพราะการันตีว่ามีแฟนผู้อ่านจำนวนหนึ่งแล้ว และที่ไม่ควรลืมคือมีเรื่องย่อ (สำหรับผู้บริหารที่ไม่มีเวลาอ่านยาวๆ) 3-10 หน้าแนบไปด้วย

และสิ่งหนึ่งที่ต้องทำต่อไปคือการเตรียมอกเตรียมใจว่า นวนิยายของเรานั้นอาจถูกดัดแปลงไปอย่างมากมายจนเราแทบจำไม่ได้ (หลายครั้งอาจโดนหักเงินให้แก่ผู้ดัดแปลงด้วย)

การดัดแปลงบทประพันธ์เพื่อไปทำละครนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำ ไม่เว้นแม้แต่นักเขียนใหญ่ทั้งหลาย (แน่นอน … คนเขียนบทตกเป็นจำเลยที่1 เสมอ) เหตุผลก็เป็นดังที่บอกไปแล้ว ว่าด้วยปัจจัยทางด้านการตลาด ด้านการผลิตอันมากมายก่ายกองนั่นเอง

อีกเช่นกัน ไม่ต้องส่งเรื่องมาที่ข้าพเจ้า เพราะทุกวันนี้เรื่องของข้าพเจ้าเองก็ขายผ่านบ้างไม่ผ่านบ้าง( ฮา) รับประกันอะไรไม่ได้

อย่างไรก็ตาม จงเขียน

เพราะความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นนเรื่องของสวรรค์...

อย่างน้อยก็เขียนเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต เพราะ การเขียนทิ้งไว้ให้ทุกๆคนอ่านนั้น ดีกับคุณมากกว่า คุณจะได้รับผลตอบรับจากผู้อ่านในเว็บทันทีเพื่อพัฒนางานเขียน โดยไม่ต้องรอคำวิจารณ์อย่างลมๆแล้งๆจากใคร

นอกจากนี้ คุณจะได้รับรางวัลในฐานะนักเขียนครึ่งหนึ่งทันที เป็นครึ่งหนึ่งที่ไม่ใช่เงินทองและชื่อเสียง เป็นครึ่งหนึ่งที่ได้มาโดยไม่ต้องตากหน้าพึ่งใคร เป็นครึ่งหนึ่งที่เป็นความลับรู้เฉพาะคนเป็นศิลปินผู้ชอบทำงานศิลปะ และเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า ทำไมจึงมีคนดิ้นรนเป็นนักเขียนตลอดเวลาทั่วโลก ทั้งๆที่รู้ว่าอาชีพนี้ไส้แห้ง

รางวัลครึ่งหนึ่งนั้นคือ “ความสุขที่ได้เขียน”

ภาพยนตร์ดีๆ อย่าง “โหมโรง” เริ่มต้นเรื่องด้วยเด็กชายคนหนึ่ง บินตามผีเสื้อไปที่ระนาด พ่อของเด็กชายคนนั้นบอกว่า …..เจ้าจงไปสัมผัสทิพย์

ทิพย์ในโหมโรงหมายถึงดนตรีไทยก็จริง แต่ข้าพเจ้าอยากเหมาเอาว่า หมายถึงศิลปะทั้งปวงรวมทั้งงานเขียนด้วย…

นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์




 

Create Date : 06 ตุลาคม 2549    
Last Update : 6 ตุลาคม 2549 18:03:23 น.
Counter : 5370 Pageviews.  


แม่มดมีฤทธิ์
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์ (บ๊วย)
นักเขียนบทละครโทรทัศน์

เจ้าของบทประพันธ์...>>>>>
ทาสรัก สวรรค์สร้าง
เพลงรักข้ามภพ
สู่แสงตะวัน อธิษฐานรัก
ดั่งดวงตะวัน เพียงผืนฟ้า
กลิ่นแก้วกลางใจ เปลวไฟในฝัน

ผลงานเขียนบท...>>>>>
บ่วง ทวิภพ สาปภูษา
ดั่งดวงตะวัน กลิ่นแก้วกลางใจ
เปลวไฟในฝัน หัวใจช็อคโกแล็ต
คลื่นรักสีคราม เล่ห์รตี

ผลงานกับละลิตา ฉันทศาสตร์โกศล ...>>>>>
ทางผ่านกามเทพ สามีตีตรา สายรุ้ง
ยอดชีวัน สามี บังเกิดเกล้า
หนึ่งในดวงใจคือเธอ สี่ไม้คาน
เลื่อมสลับลาย พรหมไม่ได้ลิขิต
ก้านกฤษณา ปลาหนีน้ำ ฯลฯ

ผลงานกับ ช่างปั้นเรื่อง...>>>>>
รักในม่านเมฆ เพียงผืนฟ้า ปิ่นมุก พลิกดินสู่ดาว อุ่นไอรัก
เบญจาคีตาความรัก รุ่งทิพย์ ต่างฟ้าตะวันเดียว
ปิ่นไพร ฯลฯ




Friends' blogs
[Add แม่มดมีฤทธิ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.