All Blog
อิสระทุกตารางนิ้ว ใน ธรรมศาสตร์ ..จะหมดไปหรือยังอยู่
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยหัวหอกของการเรียกร้องประชาธิปไตย เป็นแม่บทและแม่แบบหลักของปกป้องเผด็จการ

ประวัติศาสตร์ อันยาวนานของการต่อสู้ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อปกป้องประชาธิปไตยกำลังจะหมดไปหลังจากมีอธิการสมุนอำมาตย์เข้ามาบริหาร

ไม่น่าเชื่อว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะประกาศให้เลิกการใช้สถานที่ในการแสงความคิดเห็นทางการเมือง กรณี นิติราษฏร์

แต่เลือดและจิตวิญญาณของชาวธรรมศาสตร์ก็ยังไม่ได้จืดจางเหมือนฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัย จึงมีภาพที่ออกมาแสดงและเรียกร้องสิทธิของของนักศึกษา



ข้อความนี้ ดร.สมคิด อธิการ ม.ธรรมศาสตร์ คงไม่มีความรู้สึกอะไรในใจ

มีรูปและข้อความที่แสดงถึงจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ อีกมากที่นี่

//wwwzend.com/browse.php?u=Oi8vd3d3LnByYWNoYXRhbGsuY29tL2JvYXJkLyVFMCVCOCVBQSVFMCVCOCVCMSVFMCVCOCU4NyVFMCVCOCU4NCVFMCVCOCVBMS0lRTAlQjglODElRTAlQjglQjIlRTAlQjglQTMlRTAlQjklODAlRTAlQjglQTElRTAlQjglQjclRTAlQjglQUQlRTAlQjglODcvJUUwJUI4JUFEJUUwJUI4JTgxJUUwJUI4JUFEJUUwJUI4JUI1JUUwJUI5JTgxJUUwJUI4JTlCJUUwJUI5JTg5JUUwJUI4JTk5JUUwJUI4JTg4JUUwJUI4JUIwJUUwJUI5JTgxJUUwJUI4JTk1JUUwJUI4JTgxLi4uJUUwJUI5JTgzJUUwJUI4JTg0JUUwJUI4JUEzJUUwJUI5JTgyJUUwJUI4JTk0JUUwJUI4JTk5JUUwJUI4JTk2JUUwJUI4JUFEJUUwJUI4JTk5JUUwJUI4JUFCJUUwJUI4JTg3JUUwJUI4JUFEJUUwJUI4JTgxJUUwJUI4JTlBJUUwJUI5JTg5JUUwJUI4JUIyJUUwJUI4JTg3JUUwJUI4JUFCJUUwJUI4JUE3JUUwJUI5JTg4JUUwJUI4JUIy&b=13





Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2555 2:25:38 น.
Counter : 340 Pageviews.

0 comment
จตุพร..บอกให้นิติราษฎร์หยุดเคลื่อนไหว.112 ..กลัวมากไปมั้งไม่มี 112 ก็ใช้กรณีอื่นยึดอำนาจอยู่ดี..
ฟังรายการ ...ชูธง.ที่จตุพรจัดอยู่ทางช่อง asia update วันนี้ (30 ม.ค.55) ใครเลือกข้างเป็นเสื้อแดง เป็นผู้สนับสนุน นปช.ที่ร่วมต่อสู้กันมายาวนาน ก็คงจะหงุดหงิดหัวใจ กรณีที่พูดในทำนองเรียกร้องให้ "นิติราษฎร์" หยุดเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ กม. มาตรา 112

เหตุเพราะกลัว จะมีคนยึดอำนาจรัฐบาลโดยใช้ข้อการเรียกร้องแก้ 112 เป็นเงื่อนไข

ถ้าเป็น รตอ.เฉลิม หรือเป็นนายก พูดก็คงพอรับฟังได้ เป็นธรรมดาที่ไม่ไปแตะต้อง มาตรา 112 ซึ่งก็ไม่ใช่เป็นนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลจะแก้รัฐธรรมนูญ

ในระหว่งการต่อสู้ ของ นปช. นิติราษฎร์ ปรากฏขึ้นมาแม้จะไม่ได้ประกาศว่า เป็น นปช. เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแต่กิจกรรมต่างๆ ของ "นิติราษฎร์" ก็ล้วนแล้วแต่เป็นแนวร่วมของ นปช. นั่นคือต้องการ ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

ต้องการล้มล้างการยึดอำนาจ ไม่ให้มีการยึดอำนาจกันอีกต่อไป การแก้ไข ม.112 ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องการเสนอให้ประชาชนพิจารณา เพื่อให้ใช้ให้เหมาะสม จะยกเลิกแล้วร่างใหม่หรือกำหนดในหมวดอื่น ก็ล้วนแล้วแต่ต้องการให้ประชาชนคนทั่วไปตลอดจนนักวิชาการได้พิจารณา

ไม่ให้ใครมาแอบอ้างใช้ 112 เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งนักการเมืองบางกลุ่มกับกลุ่มคนบางกลุ่มหยิบยกมาใช้ กอดไว้เป็นของตัวเองแต่เพียงผู้เดียวแล้วใส่ร้ายคนอื่นๆ

มีเสียงต่อต้าน ของพวกกลุ่มเดิมๆ ที่หยิบยกเรื่องความจงรักสถาบัน เอามาเคลื่อนไหว ซึ่งก็มีผู้คนจำนวนไม่มากเป็นแค่หลัก ร้อย

แต่ทีดูเหมือนจะมีเสียงแข็งก็ กลุ่มทหาร ออกมาฮื่มฮ่ำให้ นิติราษฎร์ เลิกเคลื่อนไหว ซึ่งทหารเขาก็ฮึ่มๆ อยู่เป็นปกติของเขาอยู่แล้ว


การต่อสู้ของ นปช.ไม่ใช่ต่อสู้แนวทางเดียวกับ นิติราษฎร์ หรอกหรือ คือต้องการล้มอำนาจเผด็จการ ล้มระบบอำมาตย์

นิติราษฎร์ เขาก็ยังดำเนินการตามแนวทางเขาไปตามปกติ ซึ่งน่าจะพอคิดได้ว่า เป็นแนวทางเดียวกับเสื้อแดงเมื่อสมัยร่วมกันก่อนเป็นรัฐบาล

แต่พอเป็นรัฐบาล นายจตุพร กลับมาประกาศ ทำนองไม่อยากให้ นิติราษฎร์เขาเคลื่อนไหว เพราะกลัวจะเป็นเงื่อนไขการยึดอำนาจ

นายจตุพร ก็เคยประกาศอยู่บ่อยๆ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ว่าให้รีบแก้ ไม่กลัวทหารมายึดอำนาจ เพราะถ้าไม่ใช่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ

พวกอำมาตย์ก็คิดจะยึดอำนาจอยู่ดี เพราะเขาต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ไม่ใช่พวกเขา

การดำเนินการของนิติราษฎร์ เป็นการทำตามครรลองของประชาธิปไตย เป็นสิทธิการดำเนินการ การเข้าชื่อการแก้ไขกฏหมาย เป็นเรื่องกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ใครไปขัดขวางก็ผิดด้วยซ้ำป

ทำไม นายจตุพร ต้องออกมาแสดงอาการขัดข้อง เป็นการตัดหมู่มิตรส่วนหนึ่งที่สนับสนุน นิติราษฎร์ ให้ต้องหงุดหงิดและพาลจะโกรธเลิกยุ่งเกี่ยวกับ นปช. ไปด้วย

การให้นิติราษฎร์ เลิกเคลื่อนไหว แล้วคิดหรือว่า ฝ่ายอำมาตย์จะเลิกเคลื่อนไหวล้มรัฐบาล

อยู่ๆ ทำไมถึงมากลัวอะไรไม่เข้าท่า มาว่าพวกเดียวกันเอง

จะเรียกร้องให้คนเสื้อแดง นปช. ไปชุมนุม "โบนันซ่า" เพื่อแสดงพลังให้มากเพื่อต่อสู้กับเหล่าอำมาตย์ ไม่ให้คิดโค่นล้มรัฐบาล

คนที่เขายังสู้กับอำนาจเผด็จการ และกลุ่มอำมาตย์ อย่างเด็ดเดี่ยว คือ "นิติราษฎร์" ซึ่งมีอาจารย์อยู่ 6-7 คน ตอนนี้ถูกรุมกระหน่ำทั่วทิศ แม้แต่ใน มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ที่ถือว่าเป็นแหล่งอิสระทางความคิด ยังไม่ให้นิติราษฎร์ใช้สถานที

คนที่เขาเคลื่อนไหว อย่างจริงจังต่อสู้อำนาจเผด็จการ มีหลักอ้างอิง ใช้แนวทางวิชาการล้วนๆ นายจตุพร กลับพูดในทำนองไม่อยากให้เคลื่อนไหว

แต่มาชักชวนคนให้ไป "โบนันซ่า" เพือแสดงพลังไม่ให้ใครมาโค่นล้มรัฐบาล แล้วใครอยากจะไปไหมเนี่ยะ

ก็การเคลื่อนไหวในการแก้กฏหมาย เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ นายจตุพรก็บอกแต่เพียงว่า เป็นสิทธิในระบอบประชาธิปไตยที่จะทำได้ แต่รัฐบาลไม่ได้มีนโยบายแก้หมาย "นิติราษฎร์"ทำก็ทำไปเป็นสิทธิที่พึงทำได้

พูดแค่นี้มันดูดีกว่า พูดในทำนองไม่อยากให้ทำ ทำไม่ได้ในทางหลักวิทยาศาสตร์ ฉะนั้นไม่ต้องทำจะได้มีไม่มีเงื่อนไขในการล้มรัฐบาล

ก็เป็สิทธิของเขา พอๆ กับสิทธิที่จะเรียกคนมาชุมนุมที่"โบนันซ่า" ของนายจตุพร

ถ้ามีคนมาบอกนายจตุพรว่า อย่าไปชุมนุมเลย เดี๋ยวอำมาตย์จะตื่นตกใจรีบทำการยึดอำนาจเสียก่อนคนจะไปที่ "โบนันซ่า" นายจตุพร จะรู้สึกยังไง

















Create Date : 30 มกราคม 2555
Last Update : 30 มกราคม 2555 23:18:35 น.
Counter : 274 Pageviews.

0 comment
ข้อมูลอีกด้าน ของ ทีวี BBC ขอให้ดูกันบ่อยๆ กันลืม
ยังไม่อยากให้ลืม ช่วยกันบันทึกและเผยแพร่กันลืม ถึงความเหี้ยงของรัฐบาล และทหารที่ทำตามคำสั่งรัฐบาล

ตอนที่ 1


ตอนที่ 2



ตอนที่ 3


ตอนที่ 4


BBC ทีวีฝรั่งที่ทำสารคดีชี้ให้เห็นถึง การเข่นฆ่าและปราบปรามของฝ่ายรัฐบาล ปชป.เมื่อคราวกระชับพื้นที่ ของกลุ่มเสื้อแดง

กระชับพื้นที่ ด้วยการ ส่งสไนต์เปอร์เลือกเจาะกบาล ผู้ชุมนุมอย่างโหดเหี้ยม ที่ไม่น่าเป็นไปได้ในเมืองไทย แต่เป็นไปแล้วในยุครัฐบาลนักเรียน อ๊อกฟอร์ด

เรื่องยังเงียบเชียบ แต่เชื่อว่าสักวัน เรื่องทั้งหมดก็คงกระจ่างชัดขึ้น ไม่ใช่ว่ากลุ่มเสื้อแดงจะถูกต้องไปทั้งหมด อาจมีผิดบ้างแน่นอนในการชุมนุมอย่างนั้น

แต่การปราบปรามเหมือนอย่างผู้ชุมนุมเป็นข้าศึกศรัตรู บุกรุกเข้าทำยึดประเทศอย่างนั้น ควรหรือไม่ ดูกันไว้หลายๆข้อมูล



Create Date : 21 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2554 9:42:46 น.
Counter : 254 Pageviews.

0 comment
ตูนีเซีย อียิปต์ ลอกข้อสอบเสื้อแดงแท้ๆ สอบได้ไปแล้ว



การลุกขึ้นต้อสู้เรียกร้องขับไล่ผู้บริหารประเทศของโลกอาหรับกำลังรุกลามไปหลายประเทศ

ซึ่งแน่นอนผู้กุมอำนาจก็พยายามรักษาอำนาจของตนด้วยการปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องไว้ก่อน แต่ผลสุดท้ายหลายประเทศแพ้พลังประชาชน

จตุพร หรมพันธ์ ปราศรัยเมื่อ วาน (19 กพ.54) บอกโลกอาหรับลุกขึ้นเรียกร้อง ตามหลังชาวเสื้อแดงแท้ๆ แต่ชนะไปแล้ว แล้วชาวเสื้แดงล่ะ

ไม่มื้อนี้ คงมื้อหน้า คงมีสักวัน แต่ยาวแค่ไหนยังกะเก็งไม่ได้

ดูรูปเพลินๆไปก่อนแล้วกัน




Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2554 16:39:48 น.
Counter : 197 Pageviews.

2 comment
อ่านจดหมายเปิดผนึกโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ผู้ช่วยตามหาความยุติธรรมให้คนเสือแดง
ความ 2 มาตรฐานในความยุติธรรมของบ้านเมือง ที่กลไกทางความยุติธรรม เป็นที่ปรากฏจนคนทั่วไปรู้สึกได้ว่า การปฏิบัติต่อพวกหนึ่งที่เป็นพวกของตัวนั้นทำยังไงก็ยังช่วยเหลือกันแบบชัดๆ ช่วยเหลือกันอย่างไม่อับอายหน้าด้านๆ ที่ไม่อับอายทั้งคนในประเทศ และคนนอกประเทศ

ฝ่ายที่กุมอำนาจตลอดจนผู้อยู่เบื้องหลังผู้กุมอำนาจ ที่ไม่มีความอับอายอะไรอีกแล้วขอให้ฉันทำเพื่อพวกฉันคนของฉัน ไม่แคร์ต่อสายตาของชาวโลกใดๆทั้งสิ้น

เมื่อความเป็นธรรมในประเทศหาไม่ได้ แต่ในโลกนี้ยังพอจะหาได้ ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นการประกาศให้ชาวโลกได้รู้ถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นเมืองไทย


กลุ่มคนเสื้อแดง จึงต้องพึ่งคนที่จะช่วยหาความยุติธรรมในโลกนี้

โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม คนที่เสื้อแดงมีความหวัง


อ่านจดหมายเปิดผนึกของโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมที่มีถึงคนเสื้อแดง

เรียน สหายที่รักทุกท่าน

ตั้งแต่การแถลงข่าวของผมที่ประเทศญี่ปุ่น
ได้มีการถกเถียงอภิปรายคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
หลายคนกล่าวหาว่า เหตุผลที่ผมยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ
เพราะผมจงใจทำลายประเทศไทย บ้างก็หาว่าผมต้องการเอาใจนายจ้าง
หรือไม่ก็หาว่าผมเห็นแก่เงิน

ผมยื่นคำร้องดังกล่าวด้วยเหตุผลหลายประการ
ประการแรก คือ ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้น
ในกรุงเทพเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จึงตั้งใจที่จะบันทึกเหตุการณ์นองเลือดดังกล่าว
โดยผมเชื่อว่าในหลายปีที่ผ่านมาการบันทึกรายละเอียดของความอยุติธรรม
จะช่วยหยุดยั้งความอยุติธรรมในที่สุด ในการทำงานของผมในรัสเซีย
ผมต้องสูญเสียกลุ่มเพื่อนและทนดูคนทำผิดลอยนวล
ซึ่งในความจริงแล้ว มันยากสำหรับผมที่จะมองดูคนทำผิดลอยนวล
เมื่อก่อน ผมเข้าใจว่าการยื่นคำร้องนี้เป็นเรื่องยากมาก
เพราะศาลอาญาระหว่างประเทศมักเลือกรับคดีที่มีคนตายเป็นจำนวนหลายล้านคน

แต่หลังจากที่ศาลอาญาระหว่างประเทศตัดสินใจรับคดีของเคนย่า
เมื่อเดือนมีนาคมที่แล้ว ทำให้เราพอมีหวัง

เพราะคดีของเคนย่าไม่ใช่เหตุการณ์สงคราม
แต่เป็นเรื่องความวุ่นวายที่เกิดจากความรุนแรงหลังการเลือกตั้ง
มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 1200 ราย
และระยะเวลาของเหตุการณ์กินเวลานานเป็นอาทิตย์ไม่ใช่เป็นเดือน
และผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีนี้ยังได้เดินทางเยือนมากรุงเทพเมื่อไม่นานมานี้ด้วย

กรณีของเคนย่าทำให้คำร้องของเรามีโอกาสในระดับหนึ่ง
แต่ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยไม่ได้ลงนามในศาลอาญาระหว่างประเทศ
ตอนที่ผมคุยกับกลุ่มคนไทยและมีคนหนึ่งถามผมว่าจะช่วยอะไรมากไหม
หากนายมาร์คเป็นคนอังกฤษ ปัจจุบันประเด็นดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ทุกคนพูดถึง
ณ วันนี้ นายมาร์ค อภิสิทธิ์ล้มเหลวที่จะแสดงเอกสารว่าเขาได้สละสัญชาติอังกฤษแล้ว
เป็นการย้ำว่าประเด็นที่นายมาร์คเป็นและยังคงถือสัญชาติอังกฤษอยู่นั้นเป็นเรื่องจริ​ง
ดังนั้นเขาจึงตกอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้เราจะยกเรื่องเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ
และประเด็นการรับพิจารณาคดีเหตุการณ์ในประเทศไทย
แต่โอกาสที่ศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับพิจารณาคดียังคงมีน้อย
แต่หาก หากศาลไม่รับฟ้อง เราสามารถแสดงหลักฐานเพิ่มเติม
และยื่นคำร้องได้ใหม่ได้อีกครั้ง และนั้นเป็นสิ่งที่เราจะทำอย่างแน่นอน

ไม่ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับหรือไม่รับพิจารณาคดีก็ตาม
เราจะเดินหน้าหาหนทางจะทำให้ประเพณีการละเว้นโทษสิ้นสุดลง
เพื่อนำความเป็นมาให้แก่เหยื่อความรุนแรงของรัฐ ประเทศไทยจะสงบสุขได้
ก็ต่อเมื่อเมื่อเกิดหลักนิติรัฐ ไม่ว่าวิธีการที่จะได้มา
ซึ่งหลักนิติรัฐจะยากและเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม
เพราะหากมีการละเว้นโทษแก่เจ้าหน้ารัฐ
ในนามของการ “ปรองดองสมานฉันท์” และ “การให้อภัย” แล้ว
ย่อมเป็นเครื่องยืนยันโศกนาถกรรมแบบเดิมจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความสงบสุขและความสมานฉันท์ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อมีการพูดความจริงเท่านั้น

ประการที่สองคือ ผมเป็นตัวแทนของแกนนำเสื้อแดงทั้ง 19คน
ที่ถูกคุมขังในข้อหาก่อการร้ายในขณะนี้
พวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่ได้กระทำกระทำผิดตามข้อกล่าวที่ไร้สาระดังกล่าว
พวกเขาถูกลิดรอนสิทธิในการพิจารณาคดีในศาล
และเพื่อที่จะรักษาชีวิตของพวกเขา
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะบันทึกว่าใครคือผู้ก่อการร้ายที่แท้จริง
ผู้ก่อการร้ายที่แท้จริงคือบุคคลที่สั่งฆ่าพลเรือนอย่างเลือดเย็น
และเรารู้ว่าพวกเขาเป็นใครและอยู่ที่ไหน

ประการที่สามคือ เราจัดทำเวปไซต์ว่าด้วยเรื่องความรับผิด
//www.thaiaccountability.org/
ทั้งนี้เพื่อจะย้ำให้เห็นถึงประเพณีการละเว้นโทษ
ไม่นานมานี้ ผมเดินทางไปยังกรุงเจนีวาเพื่อเป็นที่ปรึกษากฎหมาย
เกี่ยวกับคดีที่ดร.วิบูลย์ แช่มชื้นยื่นต่อสหพันธ์รัฐสภาสากล (Inter-Parliamentary Union)
ดร.วิบูลย์ทำงานอย่างดีในการนำเสนอให้เห็นถึงการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในการลิดรอนสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองทั้ง 215 คน เป็นเวลา 5ปี
และการสั่งยุบพรรคการด้วยการใช้หลักความรับผิดร่วมตามมาตรา 237
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550
ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยรัฐบาลทหาร
ผมรู้สึกยินดีที่จะประกาศว่า ในวันศุกร์ที่ผ่านมา
รัฐบาลไทยได้รับแจ้งจากสหพันธ์รัฐสภาสากลว่า
ทางสหพันธ์รัฐสภาสากลจะเข้ามาสอบสวนกรณีที่ดร.วิบูลย์ได้ร้องเรียนไป

ประการที่สี่ ในอาทิตย์นี้ เราจะเริ่มดำเนินการขับพรรคประชาธิปัตย์
ออกจากสหพันธรัฐพรรคการเมืองเสรีนิยม
ไม่ใช่เพียงแค่เพราะพรรคประชาธิปัตย์สั่งปิดเวปไซต์
หรือผลักเรือของผู้ลี้ภัยโรฮิงย่าออกไปยังน่านน้ำสากล
แต่ยังเป็นเพราะพวกเขาพยายามปกปิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอีกด้วย
การกระทำเหล่านี้ถือเป็นการต่อต้านคนไทยหรือไม่
คำตอบคือไม่ใช่
แต่เป็นการกระทำที่ต่อต้านนายมาร์ค ประยุทธ์ และประเพณีการละเว้นโทษ
ผู้นำทางการเมืองทุกคนต่อสู้เพื่อให้คงประเพณีนี้
โดยใช้กระแสชาตินิยมเป็นเครื่องมือ ยุทธศาสตร์นี้
ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่รู้จักกันทั่วไป มีชื่อว่ายุทธศาสตร์ห่อหุ้มตนเองด้วยธงชาติ
หรือบางประเทศใช้สงครามเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาทางการเมืองที่แท้จริง
ดูตัวอย่างจากภาพยนตร์ที่ชื่อว่า wag the dog ซึ่งนำแสดงโดยดัสติน ฮอฟแมน
ผมเชื่อว่าเราน่าจะส่งวิดีโอการปะทะที่ชายแดนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไปให้เขาดู
ส่วนเรื่องการโจมตีผมด้วยเรื่องส่วนตัวนั้น เป็นเรื่องจริง
เพราะผมได้รับค่าจ้างจากการทำงานนี้
คำถามคือ จำเป็นไหมที่ผมจะต้องหาเงินจากการทำงานให้คนเสื้อแดงและทักษิณ
ด้วยความเคารพ ผมเลือกงานนี้เพราะนอกจากจะได้รับเงินค่าจ้างแล้ว
ผมยังเชื่อในอุดมการณ์ของคนเสื้อแดง นายมาร์ครู้ดีว่าเงินไม่ใช่สิ่งจูงใจผม
เพราะผมทำงานให้กับดร.ฉีซูนจวน ผู้นำพรรคประชาธิปไตยในสิงคโปร์
พรรคการเมืองน้องของพรรคนายมาร์คเป็นเวลา 5ปี ผมทำงานนี้เพื่อประชาธิปไตย
และไม่ได้รับค่าจ้างใดๆ นายมาร์คและหนังสือพิมพ์บางกอกโพสรู้ดี
แต่พวกเขาเลือกที่จะเพิกเฉยกับข้อมูลนี้ เพราะพวกเขามุ่งที่จะโจมตีผมด้วยเรื่องส่วนตัว
และเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเนื้อหางานที่ผมทำในนามของพวกท่าน
เพราะพวกเขาไม่สามารถโจมตีเนื้อหางานผมได้ เป็นเวลาหลายเดือน
ที่เราจัดทำเอกสารหลายร้อยหน้า
และรวบรวมหลักฐานที่ต่อต้านการกระทำของรัฐบาลในสมุดปกขาว
คำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศสองฉบับ คำร้องต่อสหพันธ์รัฐสภาสากล
คำร้องต่อสหพันธรัฐพรรคการเมืองเสรีนิยม และบทความหลายบทความในบล็อกของเรา
จนถึงทุกวันนี้
รัฐบาลหรือกลุ่มอำมาตย์ล้มเหลวที่จะโต้แย้งข้อเท็จจริงที่อยู่ในเอกสารเหล่านี้

เมื่อไม่นานมานี้
มีการพูดคุยถึงเรื่องการปฏิรูปและ “ปรองดองสมานฉันท์” บ่อยครั้งในประเทศไทย
ในฐานะนักกฎหมายที่มีประสบการณ์ในหลายประเทศที่ระบบนิติรัฐอ่อนแอ
ผมขอเสนอแนะแนวทางการปฏิรูปที่อาจช่วยนำพาประเทศไทยไปสู่ความสงบสุข
และความเป็นประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน

สิ่งสำคัญอย่างแรกที่จะสร้างความ“ปรองดองสมานฉันท์” คือ
อำนาจของพลเรือนต้องเข้มแข็งเหนืออำนาจของกลุ่มทหารและอำมาตย์
โดยการปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้

ก) กองกำลังติดอาวุธต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือน
ข) เสริมสร้างและพัฒนาประชาธิปไตย และสถาบันของรัฐ และ
ค) ขยายช่องทางในการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย

รัฐธรรมนูญในประเทศไทยทุกฉบับให้อำนาจสูงสุดแก่ประชาชน
แต่ในทางปฎิบัติแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย
อำนาจสูงสดจะเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงเมื่อ

ก) ปฏิรูปหรือปรับปรุงให้องค์กรรัฐบาลทั้งสามองค์กรมีความทันสมัย
ข) องค์ดังกล่าวมีความเป็นอิสระและแยกออกจากกัน และ
ค) ปลดอำนาจและอิทธิพลของกองทัพ ข้าราชการ
และผลประโยชน์ทางการเงินออกจากองค์กรทั้งสาม

องค์กรของรัฐทั้งสามต้องทำหน้าที่เพื่อจะการันตีว่า
ประชาชนไทยจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีเสรีภาพ ได้รับความเป็นธรรม มีความปลอดภัย
และมีสิทธิในการพัฒนาความเป็นปัจเจกชนของพวกเขา
และแนวความคิดนี้จะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อจะต้องมีการยกเลิกหลักการปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของคนกลุ่มน้อย

ประการแรก อำนาจในการตรากฎหมายจะต้องเป็นของรัฐสภา
และสภาทั้งสองจะต้องประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
จากประชาชนทุกที่และเป็นการลงคะแนนเลือกตั้งลับ
รัฐสภาต้องนำเสนอความต้องการที่หลากหลายในสังคมไทย
อาทิ ความต้องการจะต้องมีสอดคล้อง ไม่ใช่มาจากความรู้สึกจอมปลอมของ
คำว่า “ความเป็นหนึ่งเดียว” ที่ถูกบังคับใช้จากเบื้องบน
แต่ควรจะมาจากการแข่งขันทางความหลากหลาย การถกเถียงที่มีเนื้อหาโครงสร้าง
และการประนีประนอม

ประการที่สอง หนึ่งในความอ่อนแอของโครงสร้างหลักของรัฐไทยคือ
ความผิดพลาดและการเลือกปฏิบัติของกระบวนการยุติธรรม
การปฏิบัติที่โบราณคร่ำครึ
กระบวนการพิจารณาคดีที่ล่าช้า ขาดความทันสมัยในการบริหารจัดการสำนักงาน
และไม่มีการตรวจสอบการโกงกิน
และความไร้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
นอกจากนี้ องค์กรยังเต็มไปด้วยการแทรกแซงทางการเมือง
ความสองมาตรฐานในการดำเนินคดี รวมถึงคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ
การปฏิรูปและปรับปรุงองค์กรยุติธรรมให้ทันสมัย
ควรจะเริ่มจากการหยุดยั้งการปกปิดประเพณีการละเว้นโทษ
และการโกงกินอย่างเป็นระบบ รวมถึง
การันตีความยติธรรมธรรมและเท่าเทียมภายใต้กฎหมาย

ประการที่สาม ฝ่ายบริหารต้องนิยามคำว่า “ความมั่นคง ใหม่”
กองทัพควรมีหน้าที่ปกป้องภัยอันตรายจากภายนอกเท่านั้น
ส่วนหน้าที่ในการป้องกันภัยต่อพลเรือนและความมั่นคงภายใน
ควรเป็นเรื่องของตำรวจ ความมั่นคงของประชาชนและรัฐไม่อาจเกิดขึ้นได้
จากการลิดรอนสิทธิทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของพลเรือน
ความไม่เท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจ ความยากจน
การเลือกปฏิบัติทางการเมืองและสังคม
และการโกงกินต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยงและภัยโดยตรงต่อระบอบประชาธิปไตย
ความสงบสุขทางสังคม และหลักการประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ

การที่จะการันตีประชาชนว่าจะมีความปลอดภัยทางเศรษฐกิจสังคม
และส่งเสริมศักยภาพชุมนุมและปัจเจกชน
ประเทศไทยตรากฎหมายสิทธิทางสังคมและวัฒนธรรม
– เช่น สิทธิที่จะได้รับการศึกษา
สิทธิในการมีที่อยู่อาศัย
สิทธิในการรักษาพยาบาล
สิทธิในการได้รับค่าจ้างอย่างเป็นธรรมในการทำงานอย่างเป็นธรรม
สิทธิในการได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
สิทธิในการพักผ่อนหย่อนใจ
สิทธิในการสร้างและเข้าร่วมสหภาพแรงงาน
และสิทธิที่จะได้รับความมั่นคงในชีวิตเมื่อว่างงาน เจ็บป่วย พิการ เป็นหม้าย ชราภาพ
หรือไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ปกติในสถานการณ์ที่เขาไม่สามารถควบคุมได้
ตามคำประการสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ระบุว่า“มารดาและเด็ก” จะต้องได้รับความดูแลเป็นพิเศษ
สตรีจะต้องได้รับสิทธิที่หลากหลายในการมีบุตร

รัฐบาลจะต้องทำทุกอย่างภายใต้อำนาจที่ตนมีเพื่อจะการันตีประสิทธิภาพของสิทธิเหล่านี​้
และสมาชิกทุกคนในสังคมให้มีสิทธิเท่าเทียม
ไม่ว่าจะเขาจะมีเพศ เชื้อชาติ หรือภาษาวัฒนธรรมใดก็ตาม
สรุปคือ จะต้องมีการก่อตั้งรัฐสวัสดิการเพื่อเอื้อให้ประชาชนไทย
ได้มีสิทธิทางสังคมและเศรษฐกิจ
โดยใช้รายได้จากการเก็บภาษีก้าวหน้า ซึ่งคนรวยต้องจ่ายมากที่สุด

ในกรณีของของความมั่นคงส่วนรวม
จะต้องมีการสร้างความสมดุลระหว่างสิทธิส่วนรวม
เพื่อสร้างความมั่นคงต่อสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมืองของพลเรือน
กล่าวคือพรบ. ความมั่นคงภายใน ปี 2551จะต้องถูกยกเลิกและร่างใหม่
ต้องมีกาปฎิรูปพรบ.ฉุกเฉินปี 2548 อย่างครอบคลุม
ตามหลักสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง
ซึ่งจำกัดการลิดรอนสิทธิตามรัฐธรรมนูญต่อเมื่อมีภัยคุกคามชีวิตของประชาชนส่วนรวมเท่​านั้น
จะต้องมีการร่างข้อกำหนดใหม่เพื่อไม่ให้กองทัพมีโอกาสใช้ปืนยิงประชาชนอีก
และต้องมีการปรับปรุงสำนักงานตำรวจให้ทันสมัย
และเป็นกองกำลังมืออาชีพ มีการฝึกอย่างเหมาะสมในการควบคุมฝูงชน
โดยมีมาตรฐานทางสิทธิมนุษยชน
และได้รับการเคารพจากประชาชนที่พวกเขามีหน้าที่ “ปกป้องและรับใช้”

การสร้างความเข้มแข็งให้กับอำนาจพลเรือนนั้น
จะต้องมีการเพิ่มความสามารถของพลเรือนในการมีส่วนร่วมทางสังคม
โดยเพิ่มโอกาสการมีส่วนร่วมของพลเรือน
และสร้างความสามารถในการมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตย
ไม่ว่าเขาจะมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจ หรือสถานะทางสังคมแบบไหนก็ตาม

การให้ประชาชนไทยได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่
และได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงทุกมุมเกี่ยวกับสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และยังต้องมีการยกเลิกการจำกัดเสรีภาพในการพูดที่มีอยู่ตอนนี้ทั้งหมด

นอกจากนี้การปฏิรูปที่เน้นย้ำให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ต้องมีการปฏิรูประบบการศึกษาอย่างครอบคลุม อาทิ
เป้าหมายแรกไม่ควรจะเน้นแนวคิดความเป็นหนึ่งเดียว
แต่ควรจะเน้นการพัฒนาความสามารถ ความเป็นปัจเจกชน
และความมีประสิทธิภาพทางการเมืองของพลเรือน

การทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น จะต้องมีการปฏิรูปโดยการกระจายอำนาจรัฐ
เพื่อที่ทำให้อำนาจรัฐสร้างประโยชน์แก่ประชาชนให้มากที่สุด
และสิ่งนี้จะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและประชาชนให้ดีขึ้น
ไม่เพียงแต่องค์กรรัฐในระดับจังหวัดและเทศมนมนตรีเท่านั้นที่ควรจะมีอำนาจอย่างเต็มท​ี่
แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ควรจะถูกแต่งตั้งจากกระทรวงกลาโหมอีกต่อไป
แต่ควรจะมาจาการเลือกตั้งโดยประชาชนที่พวกเขาต้องรับใช้

ท้ายที่สุดแล้ว ความสงบสุขที่ถาวรเกิดจากรากฐานของความยุติธรรม—
“การรับผิดและความยุติธรรม จะเพื่อปกป้องและป้องกันสิทธิ และหยุดยั้ง
และเตรียมพร้อมไม่ให้เกิดการกระทำผิดอีก” องค์กรสหประชาชาติกล่าวไว้ในหลักปฏิบัติว่า
ด้วยการละเว้นโทษ และนอกจาจะจัดตั้งสิทธิในการรับรู้ส่วนบุคคล ของสังคม
และ สิทธิในการรู้ข้อมูลของผู้ถูกกระทำแล้ว ยังพูดมีการถึงเรื่อง
สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรม ซึ่งรัฐจะต้องการันตีว่า
“บุคคลที่มีส่วนรับผิดในอาชญากรรมรุนแรงภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
จะถูกดำเนินคดี พิจารณาคดี และลงโทษ”

ประเทศไทยไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ
การจัดการกับอดีตและการดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมต่อเหยื่อการทำร้ายอย่างเป็นระบ​บ
เป็นพื้นฐานเดียวจะจะสร้างอนาคตที่เจริญรุ่งเรืองและสงบสุขให้กับสังคม
ควรจะมีการตั้ง “คณะกรรมมาการค้นหาความจริงและปรองดองสมานฉันท์” อย่างแท้จริง
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสมานฉันท์ปรองดอง โดยอาจใช้รูปแบบของประเทศแอฟริกาใต้
จุดมุ่งหมายของคณะกรรมการไม่ควรจะตรวจสอบแต่เหตุการณ์ความรุนแรงล่าสุด
แต่ควรตรวจสอบเหตุการณ์ฆ่าหมู่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในปี 2516 1519 และ 2535 ด้วย

เราไม่ควรปล่อยให้พวกอำมาตย์ลอยนวลจากอาชญากรรมสังหารประชาชนอีกครั้ง
เราต้องช่วยกันหยุดยั้งประเพณีการละเว้นโทษ
เราจะต้องไม่ให้ประยุทธ์และกองทัพควบคุมอนาคตประเทศไทย
อนาคตอยู่ในกำมือของพวกท่าน

ผมอยากกล่าวอีกครั้งว่า ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากแค่ไหนทีได้เป็นตัวแทนเสื้อแดง
ผมรู้สึกท่วมท้นในศรัทธาที่พวกคุณมีต่อหลักนิติรัฐที่จะช่วยปรับปรุงระบบกฎหมาย
ความจริงใจของพวกคุณที่ต้องการจะสร้างความปรองดองและเป็นธรรม
มันช่างต่างจากการที่กองทัพและรัฐบาลพยายามจะทำลายการเคลื่อนไหวนี้
และกำจัดแกนนำของพวกท่านโดยกล่าวหาว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงของผู้ก่อการร้าย

มุมมองที่สำคัญของคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศคือ
มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าเราหยิบยกแผนการของรัฐบาลอัปยศ
ที่ต้องการลอบสังหารแกนนำของพวกท่าน
และพยายามปกปิดหลักฐานเพื่อไม่ให้อภิสิทธิ์และกองทัพต้องรับผิดขึ้นมาพดถึง
และวิธีการหนึ่งที่จะโจมตีประเพณีการละเว้นโทษคือ
การรณรงค์เขียนจดหมายถึงสถานทูตสหรัฐว่า “We Count TOO”
เพราะรัฐบาลสหรัฐไม่สามารถสนับสนุนผู้ชุมนุมที่จัตุรัสทาฮีร์
แต่ยังคงสนับสนุนรัฐบาลทหารฆาตกรในไทยได้

//robertamsterdam.com/thai/?p=703


//www.internetfreedom.us/thread-13211.html




Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2554 19:46:37 น.
Counter : 154 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  

50youngnum
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]