สมาธิ ธรรมอันงามในท่ามกลาง


🌷 สมาธิ ธรรมอันงามในท่ามกลาง


สมาธิ หรือ สมถะภาวนา นั้น คือ ความสงบตั้งมั่นแห่งจิตของตน เมื่อกล่าวถึงความสงบของจิต ย่อมมีปรากฏให้เห็นได้ในบุคคลทั่วๆ ไป เพียงมีความรู้สึกว่าตนเองสบายกาย สบายใจ หรือสักๆ แต่ว่ารู้เรื่องราวในขณะนั้น เราก็จัดได้ว่าจิตมีความสงบสบายในระดับที่รับได้ แต่ยังไม่สามารถจัดเป็นสมาธิหรือสมถะภาวนาได้ เนื่องจากจิตของตนยังไม่ตั้งมั่นลงในความสงบนั้น

ขณะที่จิตมีความรู้สึกสงบสบายอยู่นั้น จิตก็ยังหวั่นไหวเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เข้ามากระทบได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ไม่สามารถถอดถอนจิตของตนออกจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดนั้นได้อย่างรวดเร็ว และไม่สามารถดึงจิตให้กลับเข้ามาสู่ความสงบดังเดิม

ส่วนบุคคลที่มีจิตเป็นสมาธิสงบตั้งมั่นได้นั้น ย่อมเป็นบุคคลที่ควรเคารพนับถือ และน่าเชื่อถือของบุคคลทั่วๆไป เนื่องจากเป็นบุคคลที่จิตมีกำลังสติตั้งมั่นในระดับหนึ่งที่จะวิรัติ ข้อห้ามคือ "ศีล" อันเป็นธรรมที่งามในเบื้องต้น อันเป็นปรกติของมนุษย์ได้ ศีลของท่านไม่เป็นเพียงแค่ข้อห้ามเหมือนคนทั่วไป เพราะท่านวิรัติ-งดเว้นได้แล้ว

"สมาธิ" จึงถูกจัดให้เป็นธรรมอันมีความงดงามในท่ามกลาง มีพระพุทธพจน์รับรองไว้ว่า

"สมาธิที่มีศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
ปัญญาที่มีสมาธิอบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
จิตที่มีปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากเครื่องเศร้าหมองเสียได้ ดังนี้"


เพราะเมื่อจิตของตนเป็นสมาธิสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว มีกำลังสติสามารถ "วิรัติ" ข้อห้าม ยังศีลให้ "บริสุทธิ์"ได้ ย่อมสามารถยับยั้งจิตของตนไม่ให้เข้าไปเกาะเกี่ยวอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เปรียบเสมือนแขกจรได้

"สมาธิ" เป็นองค์ธรรมที่เชื่อมต่อให้ ศีล สติ กับ ปัญญา เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะ ในหมวดสมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ) แห่งองค์อริยมรรค ๘ ซึ่ง "สัมมาสมาธิ" ของพระอริยะมีองค์ธรรมที่แวดล้อมไปด้วยมรรคอีก ๗ องค์ พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ
อันมีเหตุ มีองค์ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล
เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิ(ปัญญา)ย่อมเป็นประธาน"

(พุทธพจน์)

🌷 "สัมมาสมาธิ" นั่นแหละจึงเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา

เมื่อผู้ปฏิบัติมีความเพียรเพ่งภาวนา (ภาวนามยปัญญา)ไปจนกระทั่งจิตของตนมีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวได้ ย่อมเกิดปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง ที่สามารถตริตรองตามได้ กับสิ่งที่รู้เห็นที่เกิดขึ้นตามมาเป็นลำดับ รู้ว่าสิ่งไหนเป็น "สัมมา" สิ่งไหนเป็น "มิจฉา" จึงขอนำพระพุทธพจน์ที่ทรงกล่าวรับรองไว้มากำกับ เพื่อให้ผูัศึกษาธรรมเกิดความเข้าใจในหลักธรรมที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น

"สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด
ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง ดังนี้"


จากพระบาลี ในสมาธิสูตรได้ขยายความ
คำว่า "รู้เห็นตามความเป็นจริง"
คือ การรู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง
ทุกข์ ควรกำหนดรู้
สมุทัย ควรละเหตุแห่งทุกข์ที่กำหนดรู้นั้น
นิโรธ ความดับทุกข์นั้น
มรรค ทางปฏิบัติเพื่อไปสู่หนทางแห่งการดับทุกข์


สภาวะธรรมของสัมมาสมาธิฌานที่ ๔ ในอริยมรรค ๘ นั้น จิตของตนมีสติสงบตั่งมั่นไม่หวั่นไหว ได้ด้วยลำพังตนเอง ไม่ต้องอิงอาศัยองค์ภาวนาที่เรียกว่า "อามีสสัญญา" อีกแล้ว เป็นจิตที่อ่อนควรแก่การงานทางจิต พร้อมที่จะลด ละ เลิก และโน้มน้อมนำไปสู่สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ (วิปัสสนา) เป็นเบื้องต้น

มีเรื่องแปลกแต่จริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กลับมีการสอนให้เชื่อโดยขาดเหตุผลในการตริตรองตามเพื่อให้เกิดความรอบคอบ สืบเนื่องจากมีการสอนให้ปฏิบัติโดยเดินเข้าไปสู่ปรมัตถธรรมเอา "วิปัสสนา" (รู้เห็นตามความเป็นจริง) โดยตรงกันไปเลยทีเดียว ไม่ต้องไปใส่ใจและเสียเวลากับการสร้างฐานที่ตั้งแห่งการงานทางจิตที่เรียกว่า "กรรมฐาน" คือเพียรเพ่งภาวนามยปัญญา ทำสมาธิ หรือที่เรียกว่า "สมถะ" ให้หลังขดหลังแข็ง หรือเพียรเดินจงกรมจนส้นเท้าแตก

โดยสอนแค่ให้มารู้จักวิปัสสนาตามตำราที่เคยศึกษาเล่าเรียนมาก็พอ คือให้สักๆ แต่รู้สึกว่า แล้วนำเอาสิ่งที่ถูกสักๆ แต่รู้สึกว่านั้น มาพิจารณาจนจดจำความรู้ที่รู้มานั้นได้ตกผลึกเป็นปัญญา (ถิรสัญญา) เดี๋ยวจิตก็จะสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เอง เป็นความเข้าใจไปแบบง่ายๆ ว่า "สมาธิ" เกิดขึ้นได้เอง เป็นความเข้าใจแบบผิดฝาผิดตัวที่ไม่นำไปสู่การรู้เห็นตามความเป็นจริง (ปัญญา) ได้เลย

การสอนแบบนี้ย่อมขัดแย้งกับพระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ดีแล้ว อย่างไม่น่าให้อภัยเลยจริงๆ เป็นการทำให้พระสัทธรรมปฏิรูปไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดั่งใน "สัทธัมมัปปฏิรูปกสูตร" ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า "ข้อที่ ๕ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพยำเกรงในสมาธิ"

องค์ธรรมของ "สัมมาสมาธิ" ใน "สติปัฏฐาน ๔" รับรองไว้ชัดเจนดังนี้

สมาธิฌานที่ ๔
"เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข
เพราะละสุข ละทุกข์ และ ดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้
มีอุเบกขาเป็นเหตุให้มีสติบริสุทธิ์อยู่"


สภาวะจิตของตนในฌานที่ ๔ นี้ จิตย่อมมีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว บุคคลที่จิตมีสภาวะธรรมเช่นนี้ ย่อมมีปัญญารู้เห็นเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนตามความเป็นจริง ส่วนบุคลที่ยังมีจิตอันอารมณ์เจือติดอยู่เป็นนิจนั้น ย่อมสับสนวุ่นวายไปกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ เฉกเช่นมีอุปกิเลสเป็นแขกจรเข้ามาจนเอาอะไรแน่นอนไม่ได้ เมื่อสุดขอบของอารมณ์จึงจะสงบลงได้สักที พอเผลอไผลอีกก็วนลูปกลับไปเป็นเช่นเดิม เป็นวัฏฏะวนจนไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้า "สมาธิ" ไม่มีความสำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธศาสนาเสียแล้ว ในอริยมรรคมีองค์ ๘ คงไม่จำเป็นต้องมีการระบุลงไปอย่างชัดเจน พร้อมทั้งยังมีอีกหลายๆ พระสูตร ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งสอนรับรองและเน้นย้ำถึงความสำคัญของ "สมาธิ" โดยตรงเฉพาะ "สัมมาสมาธิ" ที่มีองค์ประกอบมีปัจจัยแวดล้อมไปด้วยมรรคอีก ๗ องค์ อันมีศีล และ ปัญญารวมประกอบอยู่ด้วย

ในวันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระรัตนตรัยครบองค์ ๓ อันมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งสอนเรื่อง "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลางอันเป็นทางอันเอก เป็นทางที่ไม่เข้าใกล้ทางสุดโต่งสองฝั่ง อันมี "ติดสุข" ๑ "ปรารถนาทุกข์" ๑ คำว่า "ไม่เข้าใกล้" ความหมายน่าจะชัดเจนในตัวเองอยู่แล้วว่า เข้าไปได้ แต่ต้องไม่ใกล้จนเกินไป ดังนี้


เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 09 กรกฎาคม 2560
Last Update : 9 กรกฎาคม 2560 17:50:03 น.
Counter : 398 Pageviews.

ศีล ธรรมที่งามในเบื้องต้น
ศีล ธรรมที่งามในเบื้องต้น


พูดถึงศีลแล้ว โดยเฉพาะ "ศีล ๕" ใครว่าไม่สำคัญ?

"อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ เหล่านี้คือสิกขาบทห้าประการ
สีเลนะ สุคะติง ยันติ บุคคลย่อมไปสู่สุคติก็เพราะศีล
สีเลนะ โภคะสัมปะทา ย่อมถึงพร้อมด้วยโภคะสมบัติก็เพราะศีล
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ย่อมไปสู่นิพพานก็เพราะศีล
ตัสมา สีลัง วิโสธะเย เพราะฉะนั้นพึงชำระศีลให้หมดจด ฯ"


จากพระบาลีพร้อมคำแปล เราจะเห็นว่า "ศีล ๕" นั้นไม่ธรรมดาเลย โดยเฉพาะ "นักบวช" หรือ "นักปฏิบัติธรรมกรรมฐาน" ทั้งหลาย

เมื่อพูดถึง "ศีล ๕" สำหรับ "ชาวบ้านทั่วไป" นั้น เป็นเพียงแค่ "ข้อห้าม" เพราะกำลังจิตกำลังใจยังอ่อนแอ สืบเนื่องจากยังคลุกเคล้าตีโมงอยู่กับสังคม ส่วน "นักบวช" หรือ "นักปฏิบัติภาวนา" นั้น เป็นงานสำคัญที่ต้อง "วิรัติ" ให้ได้

แต่ปัจจุบันกลับถูกมองข้ามความสำคัญของ "ศีล" ไปอย่างน่าเสียดายอย่างมาก เมื่อกล่าวถึง "ศีล สมาธิ ปัญญา" นักปฏิบัติธรรมคนรุน่ใหม่กลับไปให้ความสำคัญกับข้อสุดท้าย คือ "ปัญญา" ที่ชอบอวดกันว่า ได้ "ปฏิบัติวิปัสสนา" จนศีล สมาธิ มีขึ้นได้เองโดยอัตโนมัติ

ถ้าลองได้ขาดพื้นฐานคือ "ศีล ๕" เสียแล้ว ก็อย่าได้หวังว่าจะเกิด "วิปัสสนาปัญญา" เลย เพราะขาดสำนึกที่ถูกต้องว่า จะทำอย่างไร? ตนเองจึงจะมีพลังในการ "วิรัติ" ข้อห้ามเหล่านี้ให้ได้

การปฏิบัติจน "วิรัติ" แค่ "ศีล ๕" ได้นั้น มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนามากจริงๆ เพราะพระอริยเจ้าในชั้นต้นนั้น "ต้องมีศีล ๕ ที่บริสุทธิ์" เท่านั้น ไม่มีวันที่จะละเมิดเลย เพราะเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ในการข้ามโคตรแบบไม่มีการย้อนคืนกลับมาอีกแล้ว

แต่ยังมี "นักบวช" หรือ "นักปฏิบัติธรรมกรรมฐาน" ในบางหมู่บางเหล่า มี "ศีล ๕" ที่ "วิบัติ" ย่อยยับคาตาโดยมีผู้ประสบพบรู้เห็น ไม่มีความละอายต่อบาป กลับใช้วิธีการสร้างภาพ โดยอาศัยบุคลิกลักษณะของตนที่น่าเชื่อถือ มีวาจาไพเราะ นุ่มนวล ชวนหลงใหล ให้เชื่อว่าตนเองมีภูมิรู้ภูมิธรรมขั้น "อริยะแต่งตั้งขึ้นเอง"

ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว หามีในตนเองไม่ เพราะ "ขาดความซื่อสัตย์ต่อตนเอง" อันเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการ "รักษาศีล ๕" อันงามในเบื้องต้นให้บริบูรณ์ได้เลย และไม่มีภูมิรู้ ภูมิธรรมที่ถูกต้องเที่ยงตรงต่อ "พระนิพพาน" ในเบื้องหน้า

"นักปฏิบัติธรรมกรรมฐาน" คนรุ่นใหม่ กลับมองข้ามความสำคัญนี้ไปอย่างน่าเสียดายจริงๆ คนเราถ้าลองขาด "ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง" อันมีความสำคัญเป็นเบื้องต้นเสียแล้ว ก็อย่าหวังมีความก้าวหน้าในภูมิรู้ ภูมิธรรม จากการ "ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา" ได้เลย

เพราะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก "ศีล ๕" นั้น เมื่อเทียบกับ "อาบัติปราชิก" ที่เป็นอาบัติหนักแล้ว มีเข้าไปตั้งไม่รู้กี่ข้อที่เกี่ยวข้องกับ "อาบัติปาราชิก" อันทำให้ขาดจาก "ความดีแบบถาวร"...


เจริญในธรรมที่สมควรแก่ธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 10 กันยายน 2556
Last Update : 20 มกราคม 2558 8:40:52 น.
Counter : 291 Pageviews.


ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต

หน้าแรก Blog ธรรมภูต

youtube ธรรมภูตสนทนาธรรม





Group Blog