ดูจิตต้องรู้จักจิตด้วยศีล สมาธิ ปัญญา
ดูจิตต้องรู้จักจิตด้วยศีล สมาธิ ปัญญา

เมื่อพูดถึง "ดูจิต" บุคคลทั่วไปมักคิดถึง "วิปัสสนากรรมฐาน" เป็นกรรมฐานขั้นสูง ที่คิดกันไปเองว่า เป็นการปฏิบัติธรรมกรรมฐานที่ไม่ต้องเสียเวลา ทำ "สมถะกรรมฐานภาวนา" ให้เหนื่อยเปล่า ให้เกิดความเนิ่นช้ากับผู้ปฏิบัติธรรม เป็นวิธีปฏิบัติธรรมแบบสบายๆ ง่ายๆ และลัดสั้น ไม่ทำให้เวลาที่มีประโยชน์ต้องสูญเปล่าไปกับการ "นั่งหลับตาปฏิบัติสมาธิภาวนา" เลย

ด้วยคิดเองเออเองไปว่า "การนั่งหลับตาปฏิบัติสมาธิภาวนา" นั้น เป็นการเสียเวลา ทรมานตนเองให้เหนื่อยเปล่าบ้างล่ะ เป็นการกดข่มอารมณ์กิเลสไว้บ้างล่ะ เป็นการหลีกหนีปัญหาบ้างล่ะ เป็นของพวกฤาษีชีไพรที่ไร้การศึกษาบ้างล่ะ ฯลฯ

ยังมีอีกมากมายในข้อกล่าวหาว่าร้ายไว้ก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นเพียงอุบายในการหลีกเลี่ยงที่จะปรารภความพียรเพ่ง เพราะความเกียจคร้านในการ "ภาวนา" อย่างจงใจ ที่ไม่เห็นความสำคัญของการ "ภาวนามยปัญญา" นั่นเอง

โดยขาดการนมสิการ น้อมนำเอาความรู้ความเข้าใจเหล่านั้น มาตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียง กับพระพุทธวจนะ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ดีแล้ว ใน "มหาประเทศ ๔"

พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ในพระสูตรต่างๆนั้น โดยมากแล้ว ล้วนทรงสั่งสอนไปในทาง ให้ปรารภเรื่องความเพียร "เพ่งฌาน" อย่าเป็นผู้ประมาท จะได้ไม่เป็นผู้ที่เดือดร้อนในภายหลัง นี่เป็นคำพร่ำสอนของเรา (พระพุทธเจ้า) แก่เธอ (ภิกษุสงฆ์สาวก) ทั้งหลาย

ส่วนพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ดีแล้วในมหาประเทศ ๔ มีดังนี้

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ภิกษุผู้เป็นเถระมากรูปอยู่ในอาวาสโน้น เป็นพหูสูต มีอาคมอันมาถึงแล้ว เป็นผู้ทรงธรรมทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้ฟังมา ได้รับมาเฉพาะหน้าพระเถระเหล่านั้นว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา ดังนี้

พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของภิกษุนั้น ครั้นแล้ว พึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย

ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรไม่ได้ ลงในพระวินัยไม่ได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้มิใช่คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และพระเถระเหล่านั้น จำมาผิดแล้ว ดังนั้น พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย

ถ้าเมื่อสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย ลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้ พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า นี้เป็นคำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน และพระเถระเหล่านั้น จำมาถูกต้องแล้ว"


ส่วนพระบาลีที่พระองค์ทรงตรัสกับท่านพระอาจารย์อานนท์ ดังนี้

"โยโว อานนฺท ธมฺโม จ เทสิโต วินโย จ ปญฺญตฺโต โส มม อจฺจเยน สตฺถา" แปลว่า "ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใด ที่เราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดาแทนเรา ปกครองท่านแทน เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว"

เมื่อได้พิจารณาตามพุทธโอวาทแล้ว จะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงให้สอบสวนกับพระธรรมและพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ เมื่อมีใครนำเอาคำสั่งสอนมาแอบอ้าง ว่านั่นคือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ว่านั่นคือพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงวางหลักไว้ดีแล้ว อย่าเพิ่งเชื่อ ให้ฟังและศึกษาด้วยดีแล้วนำมาสอบสวนกับพระธรรมและพระวินัยก่อน ว่าลงกันได้หรือไม่

เมื่อลงกันได้ ควรสมาทานน้อมนำมาปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์สัจธรรมความจริงนั้น ให้ประจักษ์แก่ตน แต่กาลกลับเปลี่ยนไปแบบคาดไม่ถึง เพราะอนุชนคนรุ่นใหม่ มักเชื่อโดยเชื่อตามๆกันมา ตามกระแสความศรัทธา ที่เชื่อไปตามนั้น โดยขาดความเฉลียวใจว่า สิ่งที่ศึกษาเรียนรู้หรือได้ยินได้ฟังมานั้น เป็นสิ่งที่ขาดหลักเหตุผล ที่จะให้ตริตรองตามความเป็นจริงได้ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา

เรื่อง "ศีล สมาธิ ปัญญา" หรืออีกนัยหนึ่งที่เรียกว่า "อริยมรรคมีองค์ ๘" ชัดเจนว่า เป็น "ทางเดินอันเอกของจิต สู่ความเป็นอริยบุคคล"

ในครั้งกระนั้น ที่พระพุทธองค์ทรงมีพระสาวกครบ ๖๐ รูป ทรงรับสั่งให้ภิกษุสงฆ์สาวก ให้ออกไปเผยแผ่ในทิศละรูป อย่าได้ซ้อนทางกัน ทรงให้สอน

ศีล งามในเบื้องต้น
สมาธิ งามในท่ามกลาง
ปัญญา งามในบั้นปลาย


ให้ผู้รับฟังได้เรียนรู้ ศึกษา ลงมือปฏิบัติตาม เพื่อความงดงามใน ศีล สมาธิ ปัญญา อันมีพระพุทธพจน์ได้ทรงรับรองไว้ว่า อย่างนี้ศีล อย่างนี้สมาธิ อย่างนี้ปัญญา...ฯลฯ... และ ปัญญาเกิดเพราะความประกอบ...ฯลฯ... ปัญญาไม่อาจมีขึ้นโดยการนึกคิดเอาเองเลย หรือมีขึ้นโดยฉับพลัน

"สีล ปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสงฺโส
สมาธิ ปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสงฺสา
ปญฺญา ปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ"


"สมาธิที่มีศีลอบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
ปัญญาที่มีสมาธิอบรมแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
จิตที่มีปัญญาอบรมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากเครื่องเศร้าหมองเสียได้ ดังนี้"


จากพระบาลีข้างต้น จะเห็นว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นอัญญะมัญญะปัจจัย ที่หนุนเนื่องกันให้เจริญ ตามขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ที่ควรประกอบ กระทำ โดยอาราธนาศีล เป็นเบื้องต้น เพื่อเกิดความอาจหาญในการปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา ให้เกิดขึ้นในท่ามกลาง เพื่อให้จิตมีสติ สงบตั้งมั่น รู้เห็นตามความเป็นจริง เป็นปัญญาที่งดงามในบั้นปลาย

แต่ในปัจจุบันพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ที่ถูกพวกนักตำรานิยม ที่มักแอบอ้างนำมาใช้ในทางที่ต้องถือว่า "ผิด" ไปจากความเป็นจริง โดยสอนให้ปฏิบัติ "วิปัสสนากรรมฐาน" ที่ได้เรียนรู้ศึกษาจากตำรา และอัตโนมัติอาจารย์ได้เลย โดยไม่ต้องลงมือปฏิบัติสมถกรรมฐานภาวนา เป็นการขาดความรอบคอบ ไม่นำมาตรวจสอบ สอบสวน เทียงเคียงกับพระธรรมและพระวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว

โดยสอนให้ผู้ศึกษาธรรมรุ่นใหม่ "ปฏิบัติธรรมกรรมฐานวิปัสสนา" ได้เลยโดยตรง ด้วยคิดไปเองว่า ที่ตนเองได้ศึกษา สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา เท่าที่ผ่านมาเพียงแค่นี้ ตนเองก็ได้ชื่อว่ามี "สัมมาทิฐิ" เสียแล้ว ...ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง

ได้มองข้ามขั้นตอนของ "ภาวนามยปัญญา" ที่เป็นขั้นตอนสำคัญ ในการทำให้เกิด "สัมมาทิฐิ" โดยตรง เพราะ "ภาวนามยปัญญา" นั้น เป็นขั้นตอนในการพิสูจน์ว่า สุตะและจินตะที่ตนเรียนรู้ศึกษามานั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ เพราะปัญญาไม่อาจเกิดขึ้นเอง จากความรู้สึกนึกคิด (สุตะ-จินตะ)

มีพระบาลีรับรองไว้ ดังนี้

"โยคา เว ชายเต ภูริ อโยคา ภูริสงฺขโย เอตํ เทฺวตปถํ ญตฺวา ภวาย วิภาวย จ ตถตฺตานํ นิเวเสยฺย ยถา พูริ ปวทฺฒติ"

"ปัญญาเกิดขึ้นเพราะความประกอบ ไม่ประกอบ ปัญญาก็หมดสิ้นไป บุคคลรู้ทางแห่งความเจริญ และความเสื่อม ทั้ง ๒ ทางนี้ แล้ว พึงตั้งตนไว้ในทางที่ปัญญาจะเจริญ"

เมื่อพิจารณาจากพระบาลี บุคคลควรรู้ทางแห่งความเจริญ อะไรล่ะที่ควรต้องเจริญ ก็คือ สติ สมาธิ ปัญญา อันเป็นองค์ธรรมสำคัญใน "อริยมรรค" เป็นสิ่งที่ต้องเจริญให้ยิ่งๆขึ้นไปนั่นเอง มรรคเป็นภาเวตัพพะ ต้องเจริญให้เกิดขึ้น เกิดขึ้นเองไม่ได้


สรุปสุดท้าย ศีลที่งามในเบื้องต้นนั้น ในตอนแรกที่สมาทานนำมาปฏิบัติ ยังเป็นแค่ "ข้อห้าม ข้อควรระมัดระวัง" ต่อเมื่อได้ลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอย่างจริงจัง (ปรารภความเพียรเพ่ง) จนจิตของตนมีกำลัง จาก "ข้อห้าม ข้อควรระมัดระวัง" กลับกลายเป็นงานที่ผู้ปฏิบัติธรรมภาวนา "วิรัติ" งดเว้นได้ ถึงจะยังไม่คงที่ มีเผลอบ้าง แต่จะน้อยลงไปเรื่อยๆ ในการพลั้งเผลอนั้นๆ

ถ้าจิตมีกำลังมากพอ จนจิตของตนมีสติสงบตั้งมั่น เมื่อนั้นจิตจะรู้เห็นตามความเป็นจริงในอริยสัจ ๔ "สัมมาทิฐิ" ได้เกิดขึ้นแล้ว

สาระสำคัญของศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ที่ธรรมอันเป็นท่ามกลาง ที่ได้ชื่อว่า "สมาธิ" เป็นตัวเชื่อม ที่เชื่อมให้ ศีลและปัญญา เข้าหากัน จนเกิด "มรรคสมังคคี" ขึ้นมาได้ในที่สุด


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 16 สิงหาคม 2556
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:23:02 น.
Counter : 808 Pageviews.

ดูจิตให้รู้จักจิตด้วย "สัมมาทิฐิ"
ดูจิตให้รู้จักจิตด้วย "สัมมาทิฐิ"

เมื่อพูดถึง "สัมมาทิฐิ" ที่แปลว่า "ความเห็นชอบ" นั้น พระพุทธพจน์ในพระสูตร พระพุทธองค์ทรงใช้คำว่า "รู้เห็นตามความเป็นจริง" (ความเห็นชอบ) เป็นองค์หนึ่งในอริยมรรคมีองค์ ๘

แต่ยังมีพวกนักตำรานิยมทั้งหลาย ที่คิดเองเออเองว่า "สัมมาทิฐิ" (ความเห็นชอบ) นั้น เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และศึกษาจดจำให้ขึ้นใจก่อน จึงจะได้ชื่อว่ามี "สัมมาทิฐิ" ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ตนเองนั้นก็ยัง "ภาวนา" ไม่เป็น เข้าไม่ถึงเรื่องการ "ภาวนามยปัญญา" ไม่รู้ว่าการปฏิบัติภาวนามยปัญญานั้น ให้ผลรู้เห็นตามความเป็นจริง (สัมมาทิฐิ) ได้อย่างไร

แต่กลับชอบนำเอามาแอบอ้างกันว่า ต้องมี "สัมมาทิฐิ" เสียก่อน จึงเป็นการตีความตามชอบใจของตนเอง ตีความกันเอาเอง จากความคิดที่ตนเองคิดๆๆ จนเกิดความเข้าใจขึ้นมา กลายพันธุ์ไปเป็น "ความเห็นชอบ" ในอริยมรรค ไปซะงั้น

ทั้งๆ ที่เป็นความคิดเห็นของตนเอง ที่คิดเองเออเองขึ้นมาว่า ได้คิดถูกต้องดีแล้ว จนความคิดที่ตกผลึกนั้น เป็น "สัญญาอารมณ์" กลับเข้าใจผิดว่านั่นเป็น "ปัญญา" ที่เรียกว่า "สัมมาทิฐิ" ในอริยมรรคมีองค์ ๘

และคิดว่า "สัญญาอารมณ์" นี้ทำให้ตนเองสามารถเข้าถึงมรรคข้ออื่นๆ ได้อย่างง่ายๆ สบายๆ แถมลัดสั้นด้วย ด้วยหลงเข้าใจผิดไปว่าตนมี "ปัญญา (สัมมาทิฐิ)" แล้ว ไม่ต้องเหนื่อยยากลำบากกายใจในการปรารภความเพียร "เพ่งฌาน"


ทั้งๆที่การปรารภความเพียร "เพ่งฌาน" นั้น เป็นข้อธรรมที่สำคัญอย่างยื่ง ที่จะนำผู้ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึง "สัมมาทิฐิ" และรู้เห็นได้ด้วยตนเอง เป็นการรู้เห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง (รู้อริยสัจ ๔) รู้ถึงสภาวธรรมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของ "จิต"

การปรารภความเพียร "เพ่งฌาน" นั้น มีพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว รับรองและเชื่อมโยง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมกรรมฐานทั้งหลาย ได้ "รู้เห็นตามความจริง" อันเป็นสาระสำคัญยิ่งในการเข้าถึง "สัมมาทิฐิ" ที่ถูกต้องอย่างแท้จริง

"สัมมาทิฐิ" ที่มีความหมายว่า "ความเห็นชอบ" ในอริยมรรค ๘ นั้น คือ ความรู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่ความคิดเห็นที่เกิดจาก "สัญญาอารมณ์" ว่า ตนรู้เห็นตามความเป็นจริงได้แล้ว อันเป็นความเข้าใจที่ต้องถือว่า "ผิด"ไปจากความเป็นจริง

ความคิดเห็นที่เกิดจาก "สัญญาอารมณ์" แล้วคิดเองเออเองว่าเป็น "สัมมาทิฐิ" ในอริยมรรค ๘ นั้น เป็นเพียง "ความคิดเห็น" ที่เกิดจากความศรัทธาที่ตนเองมีความเชื่อมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นพื้นฐาน จัดเป็นเพียง "ศรัทธาทิฐิ" ความเชื่อที่ตนเองได้เรียนรู้และศึกษาจดจำมาจากตำราเท่านั้น

"ศรัทธาทิฐิ" ยังจัดเป็น "สัมมาทิฐิ" ไม่ได้ เพราะยังขาดการสมาทาน นำไปลงมือปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา เพื่อพิสูจน์ทราบถึงความจริงอันประเสริฐ ที่เรียกว่า "อริยสัจ"

แต่ก็ยังมีพวกนักคิดค้น(อิกคิว) ได้จดจำอริยสัจมาจากตำรา มักนำมาแอบอ้าง เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงในการต้องลงมือทำ "สมาธิกรรมฐานภาวนา" มีการสอนกันว่า ทุกข์ให้ตามรู้ ดูมันไปเฉยๆ ไม่ต้องแทรกแซงใดๆ เพียงเท่านี้ก็มี "สัมมาทิฐิ" แล้ว ไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง การตามดูมันไปเฉยๆ ที่เกิดจาก "สัญญาอารมณ์" นั้น เป็นเฉยโง่...

ในอริยสัจ ๔ นั้น ชัดเจนว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ เมื่อรู้แล้ว ให้ละเหตุแห่งทุกข์นั้นเสีย ด้วยการ "ภาวนามยปัญญา" จึงจะเกิด "สัมมาทิฐิ" ที่แท้จริง

มีพระพุทธพจน์ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรับรองไว้อย่างชัดเจน มากมายหลายพระสูตรว่า "ปัญญาต้องเกิดจากการประกอบ กระทำภาวนานุโยค" เท่านั้น

และมีพระพุทธพจน์ ที่ทรงตรัสรับรองเรื่อง "เพ่งฌาน" ไว้ดังนี้

"มุนีนั้นเที่ยวไปรับบิณฑบาตแล้ว พึงไปยังชายป่า เข้าไปนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน เป็นนักปราชญ์ ยินดีแล้วในป่า พึงทำจิตให้ยินดียิ่ง เพ่งฌานอยู่ที่โคนต้นไม้..."

(นาลกสูตรที่ ๑๑)

พระพุทธองค์ทรงเน้นชัดเจนว่า เมื่อบวชเป็นภิกษุแล้ว เสร็จจากบิณทบาตกลับมา ฉันจังหันเรียบร้อย ให้หาที่สงัดเข้าที่ "ภาวนา" พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน เป็นนักปราชญ์ จะเห็นได้ว่าบุคคลที่ขวนขวายใน "ฌาน" นั้น ได้เชื่อว่าเป็น "นักปราชญ์" ไม่ใช่ให้ขวนขวายในตำรา แล้วจะเป็นนักปราชญ์ได้

มีพระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสเชื่อมโยง ถึงผลของการ "เพ่งฌาน" ให้เห็นว่า บุคคลที่ขวนขวายเป็นนักปราชญ์นั้น สามารถข้ามโอฆะเบื้องต้นได้อย่างชัดเจน ดังนี้

"พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า บุคคลมีกายอันสงบแล้ว มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว เป็นผู้ไม่มีอะไรๆ เป็นเครื่องปรุงแต่ง มีสติ ไม่มีความอาลัย ได้รู้ทั่วซึ่งธรรม มีปรกติเพ่งอยู่ด้วยฌานที่ ๔ อันหาวิตกมิได้ ย่อมไม่กำเริบ ไม่ซ่านไป ไม่เป็นผู้ย่อท้อ ฯ

ภิกษุในศาสนานี้ เป็นผู้มีปรกติอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้มาก จึงข้ามโอฆะทั้ง ๕ ได้แล้ว บัดนี้ได้ข้ามโอฆะที่ ๖ แล้ว กามสัญญาทั้งหลายย่อมห้อมล้อมไม่ได้ ซึ่งภิกษุผู้เพ่งฌานอย่างนี้มาก ฯ"


(เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ บรรทัดที่ ๔๐๑๐-๔๑๓๖ หน้าที่ ๑๗๔-๑๗๙)


เมื่อพระพุทธองค์ทรงเน้นถึงผลที่ปรากฏให้เห็นชัดแล้ว ยังทรงเกรงไปว่าภิกษุที่เป็นสาวกทั้งหลาย จะเกิดความย่อหย่อนในการปรารภความเพียร "เพ่งฌาน" ในภายหลัง พระพุทธองค์ยังทรงตรัสเน้นย้ำให้ชัดเจนลงไปอีกว่า เรื่องการเพียร "เพ่งฌาน" นั้น เป็นสิ่งพระพุทธองค์ทรงพร่ำสอน เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา แถมยังการันตีว่า จะได้ไม่เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง

ซึ่งผู้ที่จะไม่เดือดร้อนในภายหลังได้นั้น ย่อมได้ชื่อว่า เป็นบุคคลที่มี "สัมมาทิฐิ" แล้ว ส่วนพวกที่หลงว่าตนมี "สัมมาทิฐิ" ความเห็นชอบ จากความรู้สึกนึกคิดเอาเอง บุคคลพวกนี้ ย่อมยังเป็นผู้เดือดร้อนในภายหลังอยู่นั่นเอง

"ดูกรอานนท์กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราทำแล้วแก่พวกเธอ

ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ"


(อาเนญชสัปปายสูตร)

ในปัจจุบันนี้กาลกลับเป็นตรงข้าม กุลบุตรที่ขานนาคเข้ามา เพื่อสืบต่อพระศาสนา กลับสอนตามตำรา ที่มีความเชื่อตามๆกันมาในภายหลัง แบบต่อต้าน "การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา" เพราะเห็นว่าเป็นการเหนื่อยเปล่าและเนิ่นช้า และยังจัดว่าเป็นเรื่องสุดโต่งฝ่าย "อัตกิลมถานุโยค" ...ไปซะงั้น

แถมยังสอนให้ปฏิบัติโดยข้ามขั้นตอน "สมถะภาวนากรรมฐาน" ไป แต่ให้ปฏิบัติ "วิปัสสนากรรมฐาน" โดยตรงเท่านั้น โดยสอนว่าแค่ตามรู้ตามเห็นกายใจ จากความรู้สึกนึกคิดของตน ที่คิดขึ้นเอง จนตกผลึกว่าเป็น "สัมมาทิฐิ" เพียงเท่านี้ก็พอ แล้วเหตุใกล้ทั้งหลาย จะทำให้สติ สมาธิ เกิดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ ...เป็นไปไม่ได้ครับ


สรุปสุดท้าย เรื่องความเพียร "เพ่งฌาน" (สัมมาสมาธิ) นั้น เป็นสาระสำคัญในพระพุทธศาสนา จะด้วยความเขลาเบาปัญญา หรือเพราะอวิชชาครอบงำ วนอยู่ในวัฏฏะมานาน จนวัตรปฏิบัติหย่อนยานไปหมดกระมัง บางพวกจึงมักหาข้ออ้างเพื่อให้เข้าทางตนเอง อาทิเช่นจากพระสูตรบางพระสูตร

เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า พระไตรปิฎกมีการสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานมาก และในบางช่วงเวลาก็มีการขาดหายไปเป็นระยะ ซึ่งต้องมีข้อผิดพลาด ขาดตก ยกเว้น ฯลฯ เป็นธรรมดา

และในการแปลเป็นภาษาต่างๆนั้น ได้มีท่านอรรถกถาจารย์แต่ละคณะ ที่รับผิดชอบไปแปลในแต่ละส่วนของตน มีการเปลี่ยนแปลงจนมีข้อขัดแย้งในการแปล และถกเถียงกันเอง ในหมู่ท่านอรรถกถาจารย์ด้วยกัน จนต้องทำหนังสือรับรองเพื่อหาข้อยุติ (ไม่ขอก้าวล่วง)

มาว่าถึงพระสูตรที่พวกนัก "วิปัสสนากรรมฐาน" ที่ไม่เอา "สมถะกรรมฐาน" โดยมาก มักนำมาอ้างคือ "โอฆตรณสูตรที่ ๑" วลีเด็ดที่อ้างคือ "ท่านผู้มีอายุ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ"

โดยไม่คำนึงถึงประโยคก่อนหน้า ในพระสูตรเดียวกัน ที่ทรงตรัสอธิบายไว้อย่างชัดเจนถึงผลว่า "พ. ท่านผู้มีอายุ เมื่อใด เรายังพักอยู่ เมื่อนั้น เรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ เมื่อนั้น เรายังลอยอยู่โดยแท้"

การจะข้ามโอฆะสงสารได้นั้น ต้องมีความเพียร อยู่ในสภาวะลอย เท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับพระสูตรข้างต้นที่พระพุทธองค์ทรงตรัสถึง "ความเพียร เพ่งฌาน" ดังที่ยกมา


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 06 สิงหาคม 2556
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:23:30 น.
Counter : 371 Pageviews.

ดูจิตให้ดูความพอดีเพื่อปรารภความเพียรละกิเลส (มัชฌิมาปฏิปทา)
วันนี้วันดีเป็นวันเพ็ญแห่งอาสาฬหมาส เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันบูชาที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา ตรงกับวันพระจันทร์เต็มดวง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ คือเดือนอาสาฬหะ เป็นวันที่เจ้าชายสิทธัตถะ หลังจากได้ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ทรงเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้ ๒ เดือน ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา ทรงประกาศพระธรรมที่ทรงตรัสรู้เป็นครั้งแรก โปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี

ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม รู้ชัดว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา"

โดยสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเปล่งพระพุทธวาจาให้เป็นที่ประจักษ์ว่า "อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ" คือ "โกณทัญญะได้รู้แล้วหนอ"

วันนั้นจึงเป็นวันที่พระรัตนตรัยเกิดครบองค์ ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีพระอริยสงฆ์องค์แรกที่เกิดขึ้นในโลก คือ ท่านอัญญาโกณฑัญญะ

พระธรรมที่ทรงแสดงในวันนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า "ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ" แปลว่า "ธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้มานั้น พระพุทธองค์ไม่เคยทรงได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อน"

พระพุทธองค์จึงทรงประกาศตนเองว่าเป็น "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ตรัสรู้ชอบด้วยองค์เอง เป็นการแสดงให้เห็นว่า "ฌานในสัมมาสมาธิ" ที่ทรงตรัสสั่งสอนไว้ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ไม่ใช่เป็นการต่อยอดความรู้มาจาก "รูปฌานหรืออรูปฌาน" ซึ่งเป็น "ฌานสมาบัติ" ที่เป็นของพราหมณ์ อันมีปรากฏอยู่ ก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงอุบัติขึ้นมาเสียอีก

ฉะนั้น "สัมมาสมาธิ" จึงไม่ใช่ "สมาธิ" แบบทั่วๆ ไป และฌานในสัมมาสมาธินั้น ก็ไม่ใช่ฌานสมาบัติเช่นกัน


พระธัมมจักกัปปวัตนสูตร ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในวันอาสาฬหมาสนั้น คือ อริยสัจ ๔ หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ (มัฌชิมาปฏิปทา) นั่นเอง ทำให้ท่านพระอาจารย์โกณฑัญญะ เกิดดวงตาเห็นธรรม เปล่งวาจาว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา"

พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา ที่มีสาระสำคัญ ทำให้เกิดพระอริยสงฆ์ขึ้นในโลก เป็นสิ่งรับรองถึงผลของการตรัสรู้ของพระพุทะองค์ ที่มีบุคคลอื่นสามารถรู้ตามได้

ได้ทรงค้นพบ "มัฌชิมาปฏิปทา" ปฏิปทาในการปฏิบัติอันเป็นกลางๆ ไม่เข้าใกล้ที่สุดสองฝั่ง เป็นการปรารภความเพียร เพื่อความพอดี ในอันที่จะละกิเลสให้หมดลงไปได้

ในการเทศนาสั่งสอนนั้น พระพุทธองค์ทรงมักเน้นถึงการปรารภความเพียรเป็นที่ตั้ง เพื่อทำลายอวิชชาอันเป็นรากแก้วของกิเลสให้หมดไป

แต่ในปัจจุบันกลับมีการตีความกันเองตามชอบใจ จากอัตโนมัติอาจารย์ที่ไร้รากฐานจากการ "ภาวนามยปัญญา" ว่า "มัฌชิมาปฏิปทา" นั้น คือ ธรรมที่ง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้น จนเกิดความสับสนในหมู่นักปฏิบัติชนคนรุ่นใหม่ ที่เชื่ออะไรง่ายๆ หรือที่เรียกว่า "มักง่าย" เพราะติดสบาย และยังชอบเรียนรู้แบบลัดสั้น โดยขาดความเข้าใจที่แท้จริง

อันว่า "มัฌชิมาปฏิปทา" นั้น คือ ข้อธรรมที่ควรนำมาปฏิบัติธรรม ปรารภความเพียร เพื่อแก้อนุสัยสันดาน ที่เป็นเครื่องหมักดองอยู่ในสันดานจิตของตน

คำว่า ข้ออันควรปฏิบัติที่เป็นกลางๆ เพื่อเป็นไปนั้น การปรารภความเพียรในแต่ละคนย่อมไม่เท่าเทียมกัน สำหรับคนที่มักชอบทำอะไรสุดโต่งนั้น เป็นอะไรที่หาตรงกลางได้ยากมาก

เช่น บุคคลที่ติดนอนเป็นอาจินต์ เป็นผู้เกียจคร้านอยู่เป็นนิจ การนอนให้น้อยลงนั้น เป็นเรื่องยากมากสำหรับบุคคลนั้น ต้องค่อยๆปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง โดยต้องกำหนดระยะเวลาในการนอนขึ้นมา หรือหาอุบายโดยตั้งกติกาขึ้น เพื่อชักนำให้เกิดความเพียรในตนเอง เป็นการรับรู้ถึงข้อธรรม อันเป็นเครื่องแก้ความง่วงเหงาหาวนอนได้

เมื่อนำมาพิจารณาให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่า หัวข้อธรรมที่ท่านพระอาจารย์อัญญาโกณฑัญญะ ได้กล่าวมานั้น เป็นเรื่องของสัตว์โลก คือ จิตที่มักติดข้องด้วยความยึดมั่นถือถืออยู่ในโลกทั้งสิ้น หรือ จิตที่มักติดข้องอยู่ในอารมณ์นั่นเอง หาความพอดี (มัฌชิมา) ได้ยาก ในการปรารภความเพียร เพื่อประคองจิตของตน ให้มีสติสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ จิตของตนมักตกอยู่ในอารมณ์ฝ่ายกุศล หรือ อกุศล ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ตรงตามที่พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ไว้ว่า "โลกคือหมู่สัตว์ อันอวิชชาคือความไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริง ปิดบังไว้ จึงหลงงมงายอยู่ในความมืด เพราะความทะยานอยาก (ตัณหา) มีประการต่างๆ" นั่นเอง

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ข้อธรรมที่ว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา" นั้น หมายความเกี่ยวเนื่องกับ จิตที่ติดข้องยึดถืออยู่ในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย เพราะขาดความพอดีอันเป็นกลางๆ ในการปรารภความเพียรนั่นเอง

แต่กลับมีพวกอิ๊กคิวที่ชอบตีความไปตามจริตที่ติดความมักง่าย ชอบอะไรที่สบายๆ และเรียนรู้แบบลัดสั้น ที่ยังชอบปล่อยจิตใจให้ไหลไปตามกิเลส แต่ปลอบใจตนเองว่า "รู้นะ หรือรู้สึกเฉยๆ" ที่จัดเป็นสัญญาอารมณ์ชนิดหนึ่งเรียกว่า "เฉยโง่ (อัญญาณุเบกขา)"

มีความเห็นที่ผิดเพี้ยนไปว่า เมื่อ "สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นนั้น" ให้ตามรู้ก็พอ ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่พยายาม ไม่ต้องบังคับ เพราะบังคับบัญชามันไม่ได้ เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเองได้ สิ่งที่ว่านั้นจะดับไปของมันเองเป็นธรรมดา ให้ปล่อยไปตามยถากรรม

ซึ่งทำให้พระธรรมบทที่ท่านพระอาจารย์อัญญาโกณฑัญญะรู้ชัดนั้น เสียหายไปหมด เพราะความเขลาเบาปัญญา อันเกิดจากขาดการประกอบ (ภาวนามยปัญญา) ให้เกิดปัญญานั่นเอง

คำกล่าวที่ว่า "เป็นธรรมดา" นั้น ล้วนกล่าวถึงเรื่องราวในโลก เรื่องของคนในโลก ของหมู่สัตว์ทั้งหลาย หรือก็คือ เรื่องของจิตสามัญสัตว์โลก ที่ติดข้องในอารมณ์ ทำให้เกิดทุกข์ ทุกข์ควรกำหนดรู้ รู้แล้วต้องละเหตุแห่งทุกข์นั้น เป็นการสลัดคืน ความยึดถือออกไปให้หมดสิ้น เป็นธรรมดา

เมื่อรู้แล้ว ละเรื่องที่รู้ไม่เป็น ได้แต่ดูเฉยๆ หรือรู้สึกเฉยๆ (เฉยโง่) ก็คือความไม่รู้ (อริยสัจ ๔) นั่นเอง เพราะเป็นธรรมดาอยู่เองของสัตว์โลก จิตผู้ติดข้องยึดมั่นถือมั่นอยู่ในอารมณ์ทั้งหลาย เมื่อรู้แล้วไม่ยึดติดอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นเป็นไม่มี

ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เมื่อรู้ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของโลก เมื่อรู้แล้ว ท่านก็ละความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวงนั้น จิตของท่านก็เย็นได้ สิ่งทั้งปวงนั้นย่อมดับไปเองเป็นธรรมดา


ไม่ใช่อย่างที่พยายามครอบงำให้เชื่อตามๆ กันไปว่า "เมื่อราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้น ให้ตามรู้ ไม่ต้องทำอะไร ให้รู้เฉยๆ (เฉยโง่) เดี๋ยวมันก็ดับของมันเอง สติจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

การรู้แบบนี้เปรียบเสมือนว่าไม่รู้จักอารมณ์ เพราะละสิ่งที่รู้ไม่เป็น ปล่อยให้ราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามยถากรรม ตามธรรมดาของโลกนั่นเอง นานวันไปกลับกลายเป็น "ถิรสัญญา" คุ้นชินกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น เพราะจดจำได้อย่างแม่นยำ จึงรู้สึกเฉยๆ (เฉยโง่) กับการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของอารมณ์ทั้งหลาย

อารมณ์ราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเร็วขึ้น ไม่ใช่เกิดจากการฝึกฝนอบรมจิต ให้รู้จักปล่อยวาง ตือจิตรู้จักละเหตุแห่งทุกข์ คืออารมณ์ทั้งหลาย มาอยู่ที่ฐานของสติ แต่เป็นสัญญาที่จดจำธรรมารมณ์ (ถิรสัญญา) ไว้ได้อย่างแม่นยำนั่นเอง

สิ่งใดที่เกิดจากสัญญา ทีไม่ใช่เกิดจากสติปัญญา (ในอริยมรรค ๘) นานวันที่ล่วงเลยไป ย่อมจืดจางลงได้เป็นธรรมดา เพราะสัญญาอารมณ์ ล้วนไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา วนเวียนอยู่ในวัฏฏวน ไม่สามารถนำพาให้พ้นจากทุกข์ไปได้

เนื่องจากไม่ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา ทำให้ไม่เกิดปัญญา (ทางธรรม)ไม่ รู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริงว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ และต้องรู้จักละเหตุแห่งทุกข์ที่กำหนดรู้นั้นด้วย

เมื่อกำหนดรู้แล้ว ต้องละเหตุแห่งทุกข์ให้เป็น จึงจะเย็นได้ (ดับ) การจะละสิ่งที่ถูกรู้ให้เป็น จึงจะเย็นได้นั้น ต้องเดินตามทางอริยมรรคมีองค์ ๘ คือทางเดินของจิต ที่มีสัมมาสมาธิเป็นใหญ่เป็นประธานในองค์มรรค ๘ นั่นเอง

เมื่อปฏิบัติได้ตามนี้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่บริบูรณ์ จะยังคงอยู่กับเราตลอดไป


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 22 กรกฎาคม 2556
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:23:51 น.
Counter : 432 Pageviews.

อันนักบวช ไม่มีศีล ก็สิ้นดี
ศีลเป็นพื้นฐานสำคัญ เป็นเครื่องชี้วัดความจริงของพระอริยะเจ้าทั้งหลาย เมื่อเรานึกถึงเรื่องศีล ภาษิตโบราณก็จะผุดขึ้นมา ให้ได้ระลึกถึงโคลงกลอนที่คนโบร่ำโบราณได้ลิขิตเอาไว้ ตามความเป็นจริง ดังนี้

อันสตรี ไมีมีศีล ก็สิ้นสวย (ยังพอหาดีได้)
อันบุรุษด้วย ไม่มีศีล ก็สิ้นศรี (เช่นกัน)
อันนักบวช ไม่มีศีล ก็สิ้นดี (หมดกัน มีพระพุทธพจน์รับรอง)
อันข้าราชการ ศีลไม่มี ก็เลวทราม (เช่นกัน)

เมื่อดูโคลงกลอนดังกล่าวที่ว่ามาแล้ว คงจะเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความสำคัญในเรื่องของศีล ว่าศีลไม่ใช่เรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างที่เข้าใจกันเลย ย่อมหมายถึง ความเสื่อมสลาย เสียหายถดถอยของบุคคลที่ไม่มีศีลในตัว ดังที่กล่าวมานั้น มีพระพุทธพจน์รับรองไว้อย่างชัดเจน ผลที่ตามมาจะปรากฏเป็นเรื่องที่เสียหายให้เกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า และมีผลต่อการบรรลุธรรมของผู้นั้นต่อไปอีกในกาลข้างหน้าเช่นกัน

เพราะอะไร? เพราะขาดคุณธรรมในเบื้องต้นคือความซื่อสัตย์ต่อตนเอง เมื่อไม่มีความสัตย์ซื่อในตัวเสียแล้ว สัจธรรมความจริง หรือ สัจจะวาจาก็หาไม่ได้เช่นกัน คนพวกนี้มักทำผิดศีลได้ง่ายเช่นกัน

แต่สำหรับหมู่คนบางกลุ่มที่ยังหลงงมงาย ที่มักมองข้ามความสำคัญในเรื่องนี้ไป คิดว่าศีลนั้นก็เป็นเพียงแค่ข้อห้ามข้อควรระวังเท่านั้น ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรเลย เมื่อเผลอสติหรือขาดสติได้กระทำผิดศีลไปแล้ว ก็ยังสามารถแก้ไขกลับกลายมาขอศีลใหม่ได้อยู่ดี หรือในขณะที่กระทำผิดศีลอยู่นั้น ก็ยังทำหน้ามึนฝืนรับศีลต่อไปได้ เพราะไม่มีใครรู้ ไม่มีใครจับได้ไล่ทัน ถ้าไม่บอกออกไปเสียอย่าง หรือถูกจับได้ไล่ทันแบบผิดคาหนังคาเขา ใครจะรู้

มักเป็นเรื่องที่นักปฏิบัติธรรมบางท่าน ชอบนำเอามาอวดอ้างสร้างภาพให้กับตนเองเพื่อให้ดูดี มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เนื่องจากคิดไปว่าไม่มีใครรู้ ไม่มีใครจับได้ไล่ทันหรอก

ทั้งๆที่เรื่องของศีลนั้น เป็นเรื่องเฉพาะตนที่เรียกว่าปัจจัตตัง จะรู้ได้เฉพาะตนเองว่า "ศีล" ของตนที่มีอยู่นั้น เป็นเพียงข้อห้าม ยังเป็นงานที่กำลังวิรัติให้ได้ หรือเป็นอธิศีลไปเรียบร้อยแล้ว

แต่โดยมากที่ได้พบเห็นมาตามเว็บบอร์ดต่างๆนั้น มักเป็นการอวดอ้าง แอบอ้าง สร้างภาพให้กับตนเองเสียมากกว่า "ว่าตนเองเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์" ที่เรียกว่าอธิศีลไปแล้ว

จึงเป็นเรื่องยอดนิยมที่มักนำมาอวดอ้างแอบอ้างกันมาก จะมีนักปฏิบัติธรรมบางท่านที่นำเอาเรื่องศีลบริสุทธิ์ที่ไม่มีในตนจริงๆ เที่ยวมาอวดอ้าง หรือ แอบอ้างสร้างภาพให้กับตนเอง เพื่อสร้างศรัทธาความเชื่อและความเข้าใจผิด ให้เกิดขึ้น กับผู้ที่ยังใหม่ หรือพวกศรัทธาจริต ที่เชื่อโดยขาดการไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน

เราจะสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า คนๆนั้น เป็นผู้ศีลบริสุทธิ์จริงหรือไม่? มีปัญหาอยู่ว่า เราจะรู้หรือดูได้อย่างไรว่า บุคคลที่รับสมอ้างเหล่านั้น เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์จริง ตามที่อวดอ้างหรือแอบอ้างสร้างภาพไว้

หลักฐานข้อแรกนั้นที่จะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนที่สุด คือ การได้อยู่ร่วมกันสักระยะเวลาหนึ่ง โดยความเป็นจริงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เมื่อเป็นเช่นนี้ คงต้องหาวิธีที่จะพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนลงไปได้ ก็ด้วยการได้ฟังข้อธรรมจากบุคคลที่อวดอ้าง หรือแอบอ้างสร้างภาพนั้น ถ้าสามารถกล่าวธรรมในขั้นพื้นฐาน ที่เกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา หรือสัมมาสมาธิได้ถูกต้องตามความเป็นจริง โดยเฉพาะสภาวะธรรมของจิตในขณะปฏิบัติธรรมสมาธิกรรมฐานภาวนา เพราะศีลที่มีสมาธิอบรมดีแล้ว ย่อมให้ผลใหญ่ให้อานิสงส์ใหญ่ (พระพุทธพจน์)

เมื่อธรรมอันเป็นรากฐานสำคัญ ซึ่งบุคคลที่ชอบอวดอ้าง หรือแอบอ้างตนเองยังไม่สามารถเข้าถึงธรรมอันสมควรแก่ธรรมได้ จะเอากำลังสติปัฏฐานที่เป็นพื้นฐานสำคัญ อันเกิดจากการมีรากฐานสำคัญมาจากไหน เป็นกำลังเพื่อวิรัติจากข้อห้ามต่างๆเหล่านั้นได้อย่างไร

ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นอริยมรรค คือ เป็นทางอันเอก ทางเดียวเท่านั้น ทางอื่นนอกจากนี้ไม่มีอีกแล้ว เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ทั้งหลาย เป็นทางที่ต้องปฏิบัติ จนศีล สมาธิ ปัญญา สมังคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้ หรือที่เรียกว่า "มรรคสมังคี"

ศีลจึงเป็นรากฐานสำคัญทำให้เกิดสัมมาสมาธิ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ปัญญาคือการรู้เห็นตามความเป็นจริง ก็จะย่อมปรากฏ เรื่องนี้มีพระพุทธพจน์รับรองไว้อย่างชัดเจน ยิ่งภิกษุที่ทุศีล โดยเฉพาะที่เป็นคุรุกรรมแล้ว ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ไม่มีทางเยียวยา

ใหม่ๆของการรับศีลนั้น เป็นเพียงข้อห้ามเท่านั้น การที่จะทำให้วิรัติได้นั้น ต้องปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนาเพียงอย่างเดียว (มีพระพุทธพจน์รองรับ) เป็นการชำระจิตให้มีสติตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ย่อมเป็นกำลังให้จิต สามารถวิรัติจากข้อธรรมเหล่านั้นได้

มีอุทาหรณ์เรื่องการทุศีลที่เกิดขึ้นกับนักบวช ที่ผ่านมาให้ได้เห็นเมื่อไม่นานนี้ แต่ก็เป็นเพียงหมอกควันจางๆ ที่มีพรรคพวกช่วยกันกระพือให้พัดผ่านหายไป โดยคาดคิดไม่ถึงว่า โทษภัยใหญ่อันน่ากลัว ที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตกาลข้างหน้า ที่เกิดจากการที่ภิกษุทุศีลไม่มีความละอายใจต่อบาปกรรมที่ตนได้กระทำลงไป ยังพยายามหาพรรคพวกเข้ามาช่วยบิดเบือนความจริง และเป็นเรื่องที่ทำให้พระพุทธพจน์ ต้องถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงด้วย


อันว่านักบวช ไม่มีศีล (ทุศีล) เสียแล้ว โบราณว่าไว้ เป็นบุคคล "ที่สิ้นดี" ความหมายก็ชัดเจนแล้วว่า หาความดีไม่ได้ (ตัดทางมรรคผล นิพพาน) อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่ากาลไหนๆ ไม่ต้องมองไปไกล แค่ที่ผ่านๆมา ศีลวิบัติเพราะอะไร? เพราะไม่เคยรู้จักการปฏิบัติกรรมฐานภาวนาที่ถูกต้องอันเป็นกำลังมาก่อน จึงทำให้ศีลวิบัติถึงขั้นขาดจากการเป็นนักบวชไปแล้ว

แต่ก็ยังมีความพยายามอาศัยหมู่คนที่หลงผิดเข้ามาช่วยกันกระพือ บิดเบือนความจริงว่าปัจจุบันนี้ได้มีการสอนเรื่องภาวนาแล้ว โดยมองข้ามความจริงที่ได้เกิดขึ้นผ่านๆมาว่า ก่อนหน้านั้น สอนให้มองข้ามเรื่องภาวนา (สัมมาสมาธิ) ให้เห็นว่าสมาธินั้น เป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆเท่านั้น เป็นเรื่องไม่จำเป็น ไม่รู้จักพื้นฐานสำคัญ เพราะตนเองก็ละเมิดรากฐากสำคัญเสียเอง โดยกระทำการทุศีลแบบซ้ำซาก

แถมอดีตที่ผ่านมา ที่เป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง คือ การแอบอ้าง หรืออวดอ้างเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด ว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบบางท่าน ได้รับรองผลการปฏิบัติธรรมให้กับตนเอง และพยายามสื่อให้เชื่อถึงผลการรับรองนั้น ทั้งที่เมื่อเปรียบเทียบดูคำสั่งสอนของผู้ให้การรับรอง กับ ผู้ที่นำมาแอบอ้างหรืออวดอ้างแล้ว เป็นคนละเรื่องกันเลย กับผู้ที่นำมาแอบอ้าง หรืออวดอ้างพยายามสอนอยู่ และ พยายามชี้นำให้เชื่อว่าเหมือนกัน ซึ่งไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย

ผู้ที่รับรองผลนั้น จะไม่รับรองผลให้กับคนอื่น หรือใครอื่นง่ายๆ ที่สอนธรรมะไม่เหมือนกับที่ตนเองได้สอนไว้ ไม่มีทางเป็นไปได้ นี่ก็เป็นการผิดศีลในข้อมุสาอย่างชัดเจน โดยไม่มีความละอายต่อบาปกรรมที่กระทำลงไป คือได้อวดอุตตริมนุษยธรรมที่ไม่มีในตนไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อคนหลงเชื่อ ต้องถือว่ากิจนั้นสำเร็จเสร็จสิ้นไปแล้ว โดยไม่มีข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น


มีพระพุทธพจน์รับรองเรื่องภิกษุทุศีล ที่ไม่สามารถเป็นผู้ไกลจากกิเลสไว้ ดังนี้ "ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาสมาธิของภิกษุผู้ทุศีล มีศีลวิบัติแล้ว ย่อมเป็นธรรมมีอุปนิสัยขาดแล้ว เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี ยถาภูตญาณทัสสนะ ๑ ของภิกษุผู้มีสัมมาสมาธิวิบัติ ย่อมเป็นธรรมมีอุปนิสัยขาดแล้ว"


สุดท้ายนี้ เมื่อเห็นใครมาอวดอ้างหรือแอบอ้างสร้างภาพว่าตนเองนั้น เป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ ก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อลงไป เพราะความเชื่อเป็นมหรคตเฉพาะตนเท่านั้น ให้พิจารณาดูจากข้อธรรมที่สอนอันเป็นพื้นฐานสำคัญมาเป็นองค์ประกอบว่า คนนั้นกล่าวข้อธรรมได้ถูกต้องตรงตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์หรือไม่? โดยเฉพาะเรื่องจิตที่เป็นหัวใจสำคัญทางพระพุทธศาสนา

เมื่อรากฐานสำคัญ คือศีล ยังกระพร่องกระแพร่ง ประคองเอาไว้ไม่ได้ ก็อย่าหวังเลยว่าพื้นฐานสำคัญ คือสัมมาสมาธิ จะมั่นคงไปได้เลย ยิ่งภิกษุทุศีลด้วยแล้ว ยิ่งห่างไกลจาก สมาธิ ปัญญา และมรรค ผล นิพพาน ก็เป็นการบอกให้รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของบุคคลนั้น



ขอนำธรรมโอวาท หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ มาฝาก
“อยากจะไปนิพพาน แต่ศีล ๕ ยังรักษาไม่ได้ จะไปได้อย่างไร”


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 10 พฤษภาคม 2556
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:24:08 น.
Counter : 1545 Pageviews.

สติ สมาธิ ปัญญาเป็นอริยมรรค ฝ่ายโลกุตตรธรรม
สติ สมาธิ ปัญญาเป็นอริยมรรค ฝ่ายโลกุตตรธรรม


อนัตตลักขณสูตร

ภ. สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า

ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า

ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?
ป. ไม่ควร พระพุทธเจ้าข้า


^
^

มักมีพวกนักตำรานิยมที่ชอบแอบอ้างเอาพระสูตรนี้ มาเป็นอาวุธเพื่อสัปยุทธกับคู่กรณีให้ดูน่าเชื่อถือ แบบที่เจ้าตัวคิดเองเออเองตามมติของตน โดยไม่มีหลักฐานมารองรับใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงจินตนาการล้วนๆว่า

สังขารขันธ์ที่แปลว่าการปรุงแต่ง เป็นขันธ์ ๑ ในรูป-นามขันธ์ ๕ นั้น ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตนของเรา (แต่ก็ลืมคิดถึงที่ใช่ตนอันเป็นที่พึง ต้องมีเป็นของคู่กันเสมอ) จึงได้เดาสวดเหมารวมเอาทั้งสติ สมาธิ และปัญญา เป็นสังขารขันธ์ที่หมายถึงที่สิ่งปรุงแต่งจิตให้เสียคุณภาพเข้าไปด้วย และถูกจัดเป็นฝ่ายอนัตตาธรรมไปโดยปริยาย โดยที่ไม่เคยได้พิจารณาให้ถ่องแท้รอบคอบเลยว่า

สติ สมาธิ ปัญญานั้น เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เป็นโลกุตตรธรรมฝ่ายอริยมรรค จึงยังจิตของผู้ปฏิบัติให้ไปสู่ความก้าวหน้าเพื่อความหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย

ซึ่งตรงกันข้ามกับ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสั่งสอนให้ละฉันทราคะในธรรมเหล่านั้นเสีย

ในอนัตตลักขณสูตรนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงเรื่อง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นขันธ์ ๕ เท่านั้น ซึ่งล้วนเป็นอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ เป็นสิ่งที่จิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่นแล้วแสดงอาการออกมาสนองตอบต่ออารมณ์ออกมา ทำให้จิตเสียคุณภาพไป ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ติดข้องในทุกๆอารมณ์ที่จิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่นและแสดงอาการของจิตออกมาให้เห็น

เมื่อเอาเฉพาะคำว่า "สังขาร" คือการปรุงแต่งมาพิจารณาให้ดีๆ จะเห็นนัยยะสำคัญได้ชัดๆว่า สิ่งใดที่ถูกการปรุงแต่งเกิดขึ้นมาจากอารมณ์กิเลส ไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม ย่อมเกิดการยึดมั่นในอารมณ์เหล่านั้น


สติ สมาธิ ปัญญา เป็นองค์ธรรมที่ให้ผลตรงข้ามกับสังขารธรรมทั้งหลายที่นำพาให้จิตเสียคุณภาพด้อยค่าลงไป

การสร้างจิตให้มีกำลังสติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เป็นอริยมรรค เป็นฝ่ายโลกุตตรธรรม ไม่ใช่ฝ่ายอนัตตาธรรม

สติ สมาธิ ปัญญา เป็นไปเพื่อโลกุตตรธรรมที่ทำให้จิตรู้จักปล่อยวางอารมณ์ และต้านทานต่ออารมณ์ที่ถูกปรุงแต่ง (สังขาร) ขึ้นมา



ในส่วนพระพุทธพจน์ อนัตตลักขณสูตร นั้น พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงตรัสไว้ตรงไหนเลยว่า สติ สมาธิ ปัญญา นั่นไม่ใช่เรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตนของเรา อันเป็นที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้ ไม่มีในพระสูตรใช่หรือไม่?

ฉะนั้นอย่าทำตัวเก่งเกินพระบรมศาสดา ที่พยายามยัดเยียดในส่วนที่พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงตรัสไว้ จะเข้าข่าย "เนรคุณ" ได้ง่ายๆ

เพราะว่าสติ สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่เป็นฝ่ายอนัตตาธรรม แต่เป็นอริยมรรคที่เป็นยอดแห่งสังขตธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น

ในส่วนอนัตตาธรรมนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งนักสั่งหนาว่า สิ่งใดเป็นอนัตตาธรรม ให้พวกเธอพึงละความพอใจ (ฉันทราคะ) ในสิ่งนั้นเสีย


ส่วนสติ สมาธิ ปัญญา (อริยมรรค) เป็นยอดแห่งสังขตธรรม เป็นธรรมที่มาปรับปรุงและพัฒนาจิตให้เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น (เป็นพระอริยเจ้า) จากการปรุงแต่ง

ส่วนนักตำราทั้งหลายที่หลงไหลได้ปลื้มไปกับความคิดนิยมที่ตกผลึก พอเห็นคำว่า "สังขตะ" แปลว่าต้องมีเหตุปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิด เห็นด้วยตา โดยไม่ได้สัมผัสเข้าถึงธรรมเหล่านั้น เห็นด้วยตาเพียงแค่นั้นจริงๆ โดยไม่มีวิจารณญาณใดๆ ที่จะช่วยทำให้พิจารณาอะไรๆได้รอบคอบขึ้นมาเลย

แม้ว่าอริยมรรคหรืออนัตตาธรรม ล้วนอยู่ในฟากสังขตธรรมเช่นเดียวกันก็จริงอยู่ ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่เป็นธรรมคนละฝ่าย ที่จะนำมาผสมปนเปปะปนกันไม่ได้

เพราะฝ่ายอริยมรรค เป็นการปรุงแต่งเพื่อจะปล่อยความยึดมั่นออกไปในที่สุด เป็นโลกุตตรธรรม เป็นธรรมที่ต้องกระทำให้มาก เจริญให้มาก เพื่อความหลุดพ้น

ส่วนฝ่ายอนัตตาธรรมนั้น เป็นการปรุงแต่งเพื่อจะยึดเข้าเป็นของๆตน เป็นโลกียธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสให้ละฉันทราคะในธรรมเหล่านั้น ...ซึ่งเป็นความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


เพียงเห็นคำว่า "ปรุงแต่ง" ก็เดาสวดอวดภูมิรู้กระโดดเข้าใส่ทันทีว่า เหมือนกันหมด เป็นสังขารขันธ์ที่ปรุงแต่งให้จิตเสียคุณภาพไป

โดยข้อเท็จจริงแล้ว เป็นการเหมือนโดยพ้องรูปที่เหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ลักษณาการโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถปนเปกันได้ เพราะฝ่ายหนึ่งเพื่อสลัดออก อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อยึดมั่นเข้ามา

เหตุที่สติ สมาธิ ปัญญาได้ชื่อว่าอริยมรรคนั้น เพราะเป็นทางเดินอันเอก ทางเดียวเท่านั้น ที่จะนำจิตไปสู่ความเป็นอริยบุคคลนั่นเอง

และอริยมรรคก็เป็นสังขตธรรมที่เลิศกว่าสังขตธรรมทั้งหลาย เป็นองค์แห่งโลกุตตรธรรม ที่เป็นเหตุนำให้เกิดการปล่อยวางการปรุงแต่งอารมณ์ เพราะความสิ้นไปแห่งกิเลสอาสวะทั้งหลาย มีพระพุทธพจน์ของพระพุทธองค์รับรองไว้ชัดๆในพระสูตร ยังจะกล้าเถียงพระพุทธองค์คอเป็นเอ็นโดยไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรมใดๆเลย


ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษนั้นกระทำอย่างนี้แล จึงจะชื่อว่ากระทำถูกหน้าที่ในแพนั้น แม้ฉันใด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราแสดงธรรมมีอุปมาด้วยแพ เพื่อต้องการสลัดออก ไม่ใช่เพื่อต้องการยึดถือ ฉันนั้นแล


ปารสูตร
ธรรมเป็นเครื่องให้ถึงฝั่ง (นิพพาน)

[๙๗] กรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่ง (นิพพาน) จากที่มิใช่ฝั่ง (วัฏฏะ) ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน?

คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ
เลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจชอบ
ธรรม ๘ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่งจากที่มิใช่ฝั่ง


เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ บรรทัดที่ ๕๒๘ - ๕๔๖ หน้าที่ ๒๓

*

การที่พระพุทธองค์ทรงเปรียบอริยมรรคเหมือนแพนั้น เพื่อเป็นที่พึ่งที่อาศัยในการข้ามฟากฝั่งแห่งภพเท่านั้น เมื่อข้ามได้สำเร็จแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องแบกแพไปด้วยใช่หรือไม่?

สติ สมาธิ ปัญญานั้น เป็นธรรมที่มีอุปการะมาก เพื่อปรับปรุงจิตให้ดีมีคุณภาพยิ่งๆขึ้นไป จนกระทั่งจิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายได้

การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนานั้น เพื่อให้จิตมีกำลังสติ สมาธิ ปัญญา นำพาให้จิตหลุดพ้นจากการปรุงแต่งทั้งหลายโดยสิ้นเชิงใช่หรือไม่?

พระพุทธพจน์ เรื่องสมาธิและสติ

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใด ยังเป็นเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) ยังมิได้บรรลุอรหัตตผล เมื่อปรารถนาธรรมอันยอดเยี่ยม อันปลอดโปร่งจากโยคะ (เครื่องผูกมัด) อยู่

สมาธิที่มีสติกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ อันภิกษุเหล่านั้นเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ (กิเลสที่ดองสันดาน)"


สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ๑๙/๔๑๓

*

[๓๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า อมตะๆ ดังนี้ อมตะเป็นไฉน? ทางที่จะให้ถึงอมตะเป็นไฉน?

พ. ดูกรภิกษุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่าอมตะ

อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
นี้แลเรียกว่าทางที่จะให้ถึงอมตะ


เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ บรรทัดที่ ๑๕๙ - ๑๗๓ หน้าที่ ๗ - ๘.

*

เมื่อหลักฐานชัดขนาดนี้ยังจะเถียงเพื่อเอาชนะให้ได้ ก็ควรรู้จักอายศาสนาอื่นบ้าง พวกเค้ายังพยายามยืนอยู่บนหลักเหตุผล ถ้าเป็นชาวพุทธแล้วไม่เชื่อพระพุทธพจน์ของพระพุทธองค์ ที่เป็นพระบรมศาสดา ก็หมดกันแล้วพระพุทธศาสนา

แม้ท่านอาจริยวาท (พระพุทธโฆษาจารย์) ท่านเองยังรจนาไว้ว่า เรื่องฌานในสัมมาสมาธิเลยว่า

"ผู้ที่ไม่มีฌานย่อมไม่มีปัญญา ผู้ที่ไม่มีปัญญาย่อมไม่มีฌาน ผู้ที่มีทั้งฌานและปัญญา ย่อมได้ชื่อว่าเข้าใกล้พระนิพพาน"


เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ผู้อ่านควรเลือกเชื่อเอาเองว่า จะเชื่อพระพุทธพจน์ของพระพุทธองค์ที่ยังเหลือเค้าเงื่อนอยู่ หรือจะเลือกเชื่ออาจริยวาทที่ท่านรจนาเพิ่มเติมเสริมแต่งขึ้นมาโดยอาศัยเค้าเงื่อนนั้นอีกทีในภายหลัง

ปล. ไม่เคยพูดไว้ที่ไหนเลยว่าไม่เอาตำราอภิธรรมให้คัดทิ้งซะ แต่มักพูดเสมอๆว่าเอาไว้เรียนกัน ที่ดีก็เยอะ ที่เลอะเทอะก็ไม่น้อยเช่นกัน.


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต






Create Date : 19 กันยายน 2554
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:26:48 น.
Counter : 321 Pageviews.

1  2  

BlogGang Popular Award#13



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต

หน้าแรก Blog ธรรมภูต

youtube ธรรมภูตสนทนาธรรม





Group Blog