ดูจิตที่รู้ผิดจากความเป็นจริง ย่อมเห็นจิตเป็นกองทุกข์
การดูจิตในปัจจุบันนี้ เกิดจากการใช้ปัญญาทางโลก(สัญญา)
ที่ตกผลึกคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อน
มาผนวกเข้ากับความรู้ความจำจากตำราของตนเองที่เรียนรู้มา
แล้วนำมาสั่งสอน โดยชี้ให้เห็นไปว่าเป็นคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์

ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว คำสอนที่นำมาสอนนั้น
ผิดแผกแตกต่างจากคำสอนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ได้เคยสอนไว้อย่างสิ้นเชิง
โดยเฉพาะเรื่อง "จิต" ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าทุกๆองค์ ทรงตรัสสอนแต่เรื่องจิตกับอารมณ์เท่านั้น
ทรงจัดอุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นกองทุกข์

ดังมีพุทธวจนะที่ทรงตรัสรับรองไว้ใน ธัมมจักกัปปวัตนสูตรว่า
“สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานขันทา ทุกขา
โดยสรุปแล้ว การยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนเป็นทุกข์”



ใครหละที่เป็นผู้เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ เหล่านี้? ถ้าไม่ใช่ "จิตผู้รู้"

และในอนัตตลักขณสูตร ก็กล่าวอย่างชัดเจนว่า
"รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่เรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา(อนัตตา)"

ไม่มีตรงไหนเลยที่บอกว่า "จิตเป็นอนัตตา" ด้วย

ตอนท้ายบทของพระสูตรยังกล่าวอีกว่า
"จิตของท่านพระปัญจวัคคีย์ ก็หลุดพ้นจากอุปาทานที่ทำให้เข้าไปยึดถือขันธ์ ๕"

และยังมีอีกในหลายๆพระสูตรกล่าวไว้ชัดเจนเช่นกันว่า
"จิตไม่ใช่ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่จิต"

ในปัจจุบันอัตโนมัติอาจารย์ผู้สอนบางท่านในฝ่ายปริยัติ แต่แอบอ้างตนเองว่าเป็นฝ่ายปฏิบัติ
กลับสอนว่า จิตก็คือ "วิญญาณขันธ์" และ วิญญาณขันธ์ก็คือ "จิต"

ทำให้การศึกษาพระพุทธศาสนาผิดแผกไปจากความเป็นจริงที่ควรเป็น

และยังกล้าหาญที่จะกล่าวหาว่าร้ายพ่อแม่ครูบาอาจารย์
ว่าท่านสอนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง



ซึ่งพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า
จิตที่ส่งออกนอกเป็น สมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
จิตเห็นจิต เป็นมรรค(ทางเดินของจิต)
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ


โศลกธรรมที่ท่านกล่าวมานั้น เป็นธรรมที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์
ท่านกลั่นกรองมาจากผลการปฏิบัติที่ท่านกระทำได้สำเร็จแล้ว

แต่ก็มีผู้ที่ชอบแอบอ้างตนเองว่าเป็นลูกศิษย์ของท่าน
กลับมากล่าวว่า ข้อธรรมนี้ "น่าจะ"คลาดเคลื่อนจากสภาวะธรรมที่หลวงปู่สอน

แถมยังชี้แจงลงไปอีกว่า "จิตคือวิญญาณขันธ์" "จิตคือกองทุกข์"


ซึ่งคำสอนที่เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่นี้
หลวงปู่ไม่เคยกล่าวไว้ในที่ไหนๆเลยว่า "จิตคือวิญญาณขันธ์"
มีแต่ปฏิเสธว่าจิตไม่ใช่อารมณ์ (ขันธ์ ๕)

แถมหลวงปู่ยังสั่งสอนไว้อีกว่า
"อย่าให้จิตแล่น(ออกจากฐานที่ตั้งของสติ)ไปสู่อารมณ์ภายนอก
ถ้าเผลอ เมื่อรู้ตัวให้รีบดึงจิตกลับมา(ที่ฐานที่ตั้งของสติ)
อย่าปล่อยให้รู้อารมณ์ดีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์ ไม่คล้อยตามและหักหาญ"



สำหรับผู้ที่ได้ผ่านการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
ตามแบบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ในฝ่ายปฏิบัติ "พุทโธ" มานั้น
ย่อมรู้ดีว่า จิตนั้นไม่ใช่ตัวทุกข์
ที่เป็นทุกข์อยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะจิตมีอวิชชาครอบงำ
กดดันให้เกิดกิเลส กรรม วิบาก หมุนวนเวียนเป็นวัฏฏะ
ไม่รู้ว่าจะจบสิ้นลงเมื่อไหร่ อย่างทุกวันนี้ โดยไม่รู้เลยว่าจะจบลงตรงไหน


ที่เป็นทุกข์เพราะอะไร???
เพราะจิตชอบออกไปรับรู้อารมณ์เหล่านั้น
และยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์เหล่านั้นมาเป็นของๆตนใช่มั้ย? จิตจึงเป็นทุกข์

ถ้าเราไม่ปล่อยให้จิตแล่นออกไปหาอารมณ์อย่างที่หลวงปู่ดูลย์ท่านกล่าวไว้
จิตจะเป็นทุกข์มั้ย? จิตส่วนจิต อารมณ์ส่วนอารมณ์

ฉะนั้น จิตไม่ใช่ตัวทุกข์ แต่ที่ทุกข์ก็เพราะ
จิตชอบแล่นออกไป ยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์เหล่านั้น มาเป็นของๆตนนั่นเอง



โชคดีที่พวกเราเกิดมารู้จักพระพุทธศาสนา
ซึ่งมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นสัพพัญญูรู้แจ้งโลก
สอนให้เราชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย
พระองค์ท่านไม่เคยสอนให้ชำระวิญญาณให้บริสุทธิ์เลย

ท่านที่เคยปฏิบัติผ่านมาด้วยความเพียร
จนกระทั่งจิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ได้แล้ว
ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า
จิตของเรานั้นสามารถฝึกฝนอบรมให้สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ได้จริง
จิตว่างจากอารมณ์ที่เข้ามาปรุงแต่งได้จริง



ไม่ใช่ดังมีผู้สอนไว้ว่าจิตจะว่างจากอารมณ์ไม่ได้เลย
ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดจากความเป็นจริง

เพราะแม้ขณะปฏิบัติอยู่ ถึงจิตมีสติจะสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเป็นการชั่วคราว(ตทังคะ)ก็จริง
แต่ถ้าเราปฏิบัติต่อไป ด้วยความเพียรพยายาม จนกระทั่งชำนาญเป็นวสีแล้ว
จิตย่อมมีสติอย่างต่อเนื่อง(ชาคโร)ปล่อยวางว่างจากอารมณ์ต่างๆ ได้เร็วขึ้น


ถ้าจิตเป็นวิญญาณขันธ์จริง พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้อบรมจิตไปเพื่ออะไร?....

สรุปแล้ว จิตไม่ใช่กองทุกข์
ที่จิตเป็นทุกข์ ก็เพราะจิตชอบแล่นออกไปยึดถืออารมณ์มาเป็นของๆตน
จึงเป็นทุกข์ที่จิตของตน



เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 26 กันยายน 2552
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:52:47 น.
Counter : 615 Pageviews.

30 comments
  
มาสวัสดีในวันหยุดครับท่าน
โดย: นมสิการ วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:14:01:00 น.
  
สวัดดีครับผมเปิดblogใหม่ว่างๆก็เข้าไปว่ะกันบ้างนะครับ และสามารถติดตามblogอื่นของผมได้ดังงนี้ครับ skypream @bloggang skypream free blogโปรโมทเว็บโปรโมทเว็บอีกเช่นกันครับ
โดย: preampcc วันที่: 26 กันยายน 2552 เวลา:14:52:20 น.
  
ขอแสดงความเห็นสักเล็กน้อยนะครับ

ที่คุณสรุปว่า "จิตไม่ใช่กองทุกข์" นั้น
ผมคิดว่า ไม่เห็นด้วยครับ
เพราะ จิตนั้นมีธรรมดาเป็นไตรลักษณ์ในตัวมันเองอยู่แล้ว
คือ อนัจจัง ไม่เที่ยง ไม่ได้ตั้งอยู่อย่างถาวร
ทุกขัง เป็นทุกข์ คือถูกบีบคั้น
อนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน บังคับมันไม่ได้จริง
อย่างเราจะห้ามจิตไม่ให้คิด ไม่ให้นึก ก็ไม่ได้
เพราะมันจะคิดมันจะนึก
จะห้ามจิตไม่ให้มีราคะก็ไม่ได้
เพราะมันมีเหตุให้เกิดราคะ ราคะจึงเกิดขึ้น
เป็นต้น
เพราะฉะนั้นผู้ที่เห็นความจริงขั้นสูงสุดคือ
เห็นจิตนี้แหละเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ
จึงปล่อยวางจิตไป (ก่อนจะถึงขั้นนี้ต้องปล่อยวางกายแล้ว)
ผู้ใดที่ปล่อยวางแม้กระทั่งจิตได้
จึงจะถึงอรหันต์
ถ้ายังยึดสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่แม้แต่นิดเดียวนั้น
ก็มิใช่พระอรหันต์
กล่าวโดยย่อแล้วมีเพียง 2 สิ่งเท่านั้นที่ผู้ยังเดินทางอยู่ยังไม่สามารถปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นได้ คือ
รูปขันธ์ และ นามขันธ์ หรือ กายกับใจนั่นแหละ
แล้วเราก็ไปสำคัญมั่นหมายว่า กายนี้ใจนี้เป็น "ตัวเรา"
ทั้งๆที่ไม่มีตัวเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

เพราะฉะนั้นถ้ายังคงเห็นว่า
จิตนี้เป็นทุกข์บ้าง สุขบ้าง หรือไม่ใช่ตัวทุกข์เลยนั้น
ยังเป็นมิจฉาทิฐิอยู่ครับ
เพราะตราบใดที่ยังเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวทุกข์
ตราบนั้นก็ไม่สามารถปล่อยวางมันได้
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า
"เพราะเห็นตามความเป็นจริง (กายใจเป็นทุกข์) จึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว"
และยังตรัสอีกว่า
"กายนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ จิตนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ"
มิใช่ "กายนี้จิตนี้เป็นทุกข์บ้างสุขบ้าง"

สรุปก็คือว่า
จิตนี้เป็นตัวทุกข์ เป็นภาระ ยังเป็นของหนัก
ถ้ายังยึดถือจิตว่าจิตนั้นไม่ใช่ตัวทุกข์ล้วนๆแล้ว
ก็ยังไม่บรรลุนิพพานครับ
และจุดนี้เป็นด่านสุดท้ายก่อนจะเกิดอริยมรรค-ผลครั้งที่ 4 นั่นคือ ด่านของพระอนาคามีที่กำลังภาวนาเพื่อไปสู่ความหลุดพ้นที่แท้จริงครับ

(เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นนะครับ)
โดย: สมมติสัจจะ IP: 61.90.92.149 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2552 เวลา:22:29:53 น.
  
ขอแสดงความเห็นสักเล็กน้อยนะครับ
ที่คุณสรุปว่า "จิตไม่ใช่กองทุกข์" นั้น ผมคิดว่า ไม่เห็นด้วยครับ
เพราะ จิตนั้นมีธรรมดาเป็นไตรลักษณ์ในตัวมันเองอยู่แล้วคือ อนัจจัง ไม่เที่ยง ไม่ได้ตั้งอยู่อย่างถาวร
ทุกขัง เป็นทุกข์ คือถูกบีบคั้น อนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน บังคับมันไม่ได้จริง
อย่างเราจะห้ามจิตไม่ให้คิด ไม่ให้นึก ก็ไม่ได้ เพราะมันจะคิดมันจะนึก
จะห้ามจิตไม่ให้มีราคะก็ไม่ได้
เพราะมันมีเหตุให้เกิดราคะ ราคะจึงเกิดขึ้น เป็นต้น
เพราะฉะนั้นผู้ที่เห็นความจริงขั้นสูงสุดคือ เห็นจิตนี้แหละเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ
จึงปล่อยวางจิตไป (ก่อนจะถึงขั้นนี้ต้องปล่อยวางกายแล้ว)
ผู้ใดที่ปล่อยวางแม้กระทั่งจิตได้
จึงจะถึงอรหันต์
...................................
ท่านสมมติสัจจะครับ
ท่านพูดมั่วๆอยู่ที่พลังจิตแห่งเดียวก็น่าจะพอนะ
อย่ามาปล่อยเชื้อโรคแห่งความเขลาที่นี่เลย
ที่นี่ ผู้คนเค้าฉลาดกันแล้ว รู้จักแยกแยะถูกผิดได้ ไม่โดนหลอกง่ายๆหรอก

ถ้าจิตเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ ท่านก็ดับจิตไปสิ จะได้พ้นทุกข์ซะ เป็นไปได้มั้ย? ไม่ได้ ยังต้องกลับเกิดอยู่ดี
เพราะดับจิตทิ้งไปแล้ว แต่เชื้อโง่(อวิชชา)ยังอยู่ ก็ยังต้องกลับมาเกิดอยู่ดี

ท่านพูดว่า "จึงปล่อยวางจิต" ใครที่ปล่อยวางจิต
มีแต่จิตปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตนเองได้ต่างหาก

จิตที่ไหนเป็นอนัตตา ท่านจะมั่วไปถึงไหน ในอนัตตลักขณสูตรกล่าวไว้ตรงไหนว่าจิตเป็นอนัตตา

ผมขอถามว่า "โลกุตรจิตชั้นพระอรหันต์" นี้
เที่ยงหรือไม่เที่ยง??? ไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว
เป็นทุกข์หรือเป็นสุขหละ??? เป็นสุขอย่างยิ่ง
เป็นที่พึ่งได้หรือไม่ได้??? เป็นที่พึ่งที่อาศัยได้

ในมหาสติปัฏฐานสูตรกล่าวไว้ชัดเจน จิตไม่มีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตไม่มีราคะ
จิตที่ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ว่างหรือไม่ว่างจากอารมณ์หละ???
จิตในขณะนั้นยังต้องนึกคิดอยู่หรือ? แค่รู้ชัดว่าโดยไม่ต้องนึกคิดเลย

เลิกงมงายและมั่วๆ กับคำสอนผิดๆอยู่เลย

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 11 พฤศจิกายน 2552 เวลา:10:31:45 น.
  
ถ้ายังยึดสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่แม้แต่นิดเดียวนั้น
ก็มิใช่พระอรหันต์
กล่าวโดยย่อแล้วมีเพียง 2 สิ่งเท่านั้นที่ผู้ยังเดินทางอยู่ยังไม่สามารถปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นได้ คือ
รูปขันธ์ และ นามขันธ์ หรือ กายกับใจนั่นแหละ
แล้วเราก็ไปสำคัญมั่นหมายว่า กายนี้ใจนี้เป็น "ตัวเรา"
ทั้งๆที่ไม่มีตัวเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

เพราะฉะนั้นถ้ายังคงเห็นว่า
จิตนี้เป็นทุกข์บ้าง สุขบ้าง หรือไม่ใช่ตัวทุกข์เลยนั้น
ยังเป็นมิจฉาทิฐิอยู่ครับ
เพราะตราบใดที่ยังเห็นว่ามันไม่ใช่ตัวทุกข์
ตราบนั้นก็ไม่สามารถปล่อยวางมันได้
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า
"เพราะเห็นตามความเป็นจริง (กายใจเป็นทุกข์) จึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว"
และยังตรัสอีกว่า
"กายนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ จิตนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ"
มิใช่ "กายนี้จิตนี้เป็นทุกข์บ้างสุขบ้าง"

โดย: สมมติสัจจะ IP: 61.90.92.149 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2552 เวลา:22:29:53 น.
...................................
ท่านสมมติสัจจะครับ
ท่านพูดมั่วๆอยู่ที่พลังจิตแห่งเดียวก็น่าจะพอนะ อย่ามาปล่อยเชื้อโรคแห่งความเขลาที่นี่

ถ้ายังยึดสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่แม้แต่นิดเดียวนั้น
ก็มิใช่พระอรหันต์


ใครที่ไม่ยึด??? กายหรือจิตของพระอรหันต์ที่ไม่ยึด???
จิตที่บริสุทธิ์เปรียบเหมือนน้ำบริสุทธิ์ มีอะไรเจือปนสักนิดมั้ย???

จิตไม่ใช่ทั้งรูปขันธ์และนานขันธ์ ทั้งรูปนามเป็นอุปทานขันธ์๕
เพราะจิตปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในอุปทานขันธ์๕ จิตจึงหลุดพ้นจากอุปทานขันธ์๕

"เพราะเห็นตามความเป็นจริง (กายใจเป็นทุกข์) จึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว"

ท่านครับยกพระสูตรมาทั้งที่ ก็เล่นละเว้นคำบางคำไว้ "จิตจึงหลุดพ้น"
ถามว่า "หลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้น" ใครหรืออะไรที่ "รู้"ว่าหลุดพ้น หลุดพ้นลอยไม่มี
"กายนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ จิตนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ"
ท่านก็ไปตายซะ จะได้พ้นทุกข์
ถ้าจิตเป็นทุกข์ล้วน ทำไมบางเวลาจิตก็มีสุขกับเขาหละ??? งง

เลิกงมงายและมั่วๆ กับคำสอนผิดๆอยู่เลย

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 11 พฤศจิกายน 2552 เวลา:10:49:35 น.
  
ความจริงแล้วจิตเป็นธรรมชาติปรมัตถ์อย่างหนึ่ง แต่ถ้าจำต้องจำแนก "จิต" อยู่ในกองขันธ์ ย่อมต้องจัดอยู่ในวิญญาณขันธ์ นี่เป็นเพียงการจำแนกตามอภิธรรมเท่านั้น กระนั้นจำเป็นต้องทราบว่า "จิต" มีไวยพจน์มากมาย เช่น วิญญาณ มโน หทัย ฯลฯ ทั้งนี้แต่ละคำมีความหมายโดยรายละเอียดแตกต่างกันออกไปครับ (อย่าได้เรียกรวมๆว่าจิต และอย่าได้ใช่ปะปนกัน)

นอกจากนี้จิตยังมีความหมายครอบคลุมไปถึง "การชุมนุมของขันธ์" คือ เป็นเงาที่มีขึ้นจากการทำงานร่วมกันของเวทนา สัญญา สังขาร วัญญาณ เพราะจิตเป็นธรรมชาติรู้อารมณ์ (คุณภาพของวิญญาณ) เป็นสภาพนึกคิดปรุงแต่ง (คุณภาพของเวทนา สัญญา สังขาร) แบ่งออก (โดยชาติหรือการเกิด) เป็น อกุศลจิต ๑๒ กุศลจิต ๒๑ (พิสดารเป็น ๓๗) วิปากจิต ๓๖ (๕๒) และกิริยาจิต ๒๐

เหตุนี้โดยปกติแล้วจึงแยกขันธ์ 5 ออกเป็น 2 ส่วน คือ กาย (รูป) และใจ/จิต/จิตต์ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) และพระุุพุทธเจ้าท่านทรงชี้ชัดว่า (อุปาทาน)ขันธ์ 5 เป็นทุกข์ (ไม่ใช่ทุกข์บ้างสุขบ้าง) ดังนั้นถ้าปฏิบัติเพื่อเอาหรือรักษาธรรมชาติบางอย่างไว้ เพื่อสงวนว่า "ธรรมชาตินี้สุขเป็นที่พึ่งได้ เป็นตัวเราถาวร" อย่างนี้ผิดแน่ๆ (นิพพานเป็นธรรม) แต่ที่จิตมันสุขบ้างทุกข์บ้างนั้นเป็นเพียงความเห็นผิดครับ แท้ๆแล้วเป็นเรื่องของการทำงานของขันธ์ล้วนๆ พอทุกข์มันลดลงเพราะมีเหตุ เราก็อนุมานไปว่านี่สุข

***สุขแท้ สุขเดียวที่ศาสนาพุทธยอมรับคือ "สุขจากการหลุดพ้น" คือ "นิพพาน" (นิพพาน = ธรรมที่พ้นจากความปรุงแต่ง เป็นวิสังขาร วิราคะ พ้นจากขันธ์)

พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า "นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุุกข์ไม่มีอะไรดับไป" (นิพพานไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ได้ดับไป เป็นปรมัตถธรรมอย่างหนึ่ง) และ "ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา" (ท่านไม่ได้เว้นอะไรไว้แม้แต่นิพพาน) ส่วนคำสอนเรื่อง "จิตเดิมแท้" ไม่เกิดไม่ดับ เป็นธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ฯลฯ ตรงนี้ไม่ใช่คำสอนตามพุทธเถรวาท แต่พบในฝ่ายมหายาน และเซ็น ครับ

แสดงความเห็นฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ขออนุญาตและไม่ได้รับเชิญ ต้องขออภัยอย่างสูง
โดย: คนผ่านทาง IP: 110.164.92.167 วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:19:25:35 น.
  
ความจริงแล้วจิตเป็นธรรมชาติปรมัตถ์อย่างหนึ่ง แต่ถ้าจำต้องจำแนก "จิต" อยู่ในกองขันธ์ ย่อมต้องจัดอยู่ในวิญญาณขันธ์ นี่เป็นเพียงการจำแนกตามอภิธรรมเท่านั้น กระนั้นจำเป็นต้องทราบว่า "จิต" มีไวยพจน์มากมาย เช่น วิญญาณ มโน หทัย ฯลฯ ทั้งนี้แต่ละคำมีความหมายโดยรายละเอียดแตกต่างกันออกไปครับ (อย่าได้เรียกรวมๆว่าจิต และอย่าได้ใช่ปะปนกัน)

โดย: คนผ่านทาง IP: 110.164.92.167 วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:19:25:35 น.
......................................
ท่านคนผ่านทางครับ
ผมว่าท่านน่าจะเป็นคนหลงทางมากกว่านะ
มรรคคือทางเดินของจิต เมื่อท่านไม่รู้จักจิตที่แท้จริง ก็ย่อมเดินทางผิดแบบนี้เองหละ

คำว่าปรมัติ หมายถึงความจริงแท้แน่นอน แสดงว่าจิตเป็นธรรมชาติรู้หรือธาตุรู้ใช่มั้ย???
การไปจำแนกว่าจิตเป็นกองขันธ์หรือพูดง่ายๆว่าเป็นกองทุกข์นั้น เป็นความเขลาของผู้ไม่รู้นอกพุทธศาสนา

ถ้าจิตเป็นกองทุกข์ซะแล้ว การดับทุกข์ง่ายนิดเดียว ไปตายซะ(ดับจิต) ทุกข์ก็ย่อมดับไปด้วยใช่มั้ย???
แต่โดยความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ผู้นั้นยังต้องกลับมเกิดอยู่ดี
เนื่องจากยังมีกิเลส กรรม วิบากกดดันให้กลับมาเกิดอยู่ จิตยังมีอวิชชาครอบงำอยู่

ท่านอย่าเที่ยวจัดให้จิตไปอยู่ในหมวดนั้นหมวดนี้ โดยที่ไม่มีพระพุทธรองรับสิ

ในอนัตลักขณสูตร มีพุทธพจน์กล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่า จิตไม่ใช่วิญญาณดังนี้
เมื่อเบื่อหน่าย จิตก็คล้ายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัด จิตก็หลุดพ้นจากการถือมั่นในขันธ์๕เหล่านั้น
ไม่มีส่วนไหนในพระสูตรที่บอกว่าจิตคือกองขันธ์ มีแต่กล่าวไว้ว่า จิตเบื่อหน่ายในกองขันธ์๕เท่านั้น

คำว่า"ไวพจน์"หมายถึงคำที่ใช้แทนกันได้ แต่ความหมายต่างกันออกไป
ท่านกำลังสับสนกับคำว่า "วิญญาณธาตุ"กับคำว่า"วิญญาณขันธ์

วิญญาณธาตุนั้น เป็นธาตุ๑ใน๖ธาตุที่ประชุมกันขึ้นมาเป็นมนุษย์
ส่วนวิญญาณขันธ์นั้น เป็นขันธ์๑ในขันธ์๕ เท่านั้น มีในพระสูตรมากมายที่กล่าวไว้ว่า จิตไม่ใช่วิญญาณ

ไม่มีตรงไหนในพระพุทธพจน์ ที่ทรงตรัสว่าวิญญาณหลุดพ้นจากการถือมั่นในขันธ์๕

ธรรมภูต


โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:8:18:26 น.
  
ขออนุญาตร่วมวง
พระพุทธองค์ได้ทรงแสดง มหาประเทศ ๔ หลักวินิจฉัยธรรม ไว้ดังนี้

"ถ้ามีภิกษุมากล่าวอ้างว่านี่เป็นธรรม นี่เป็นวินัย
พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของภิกษุนั้น

ครั้นแล้วให้พึงเรียนบทและพยัญชนะให้ดี
แล้วนำไปสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย
(แสดงว่าพระอภิธรรมปิฎกยังไม่มีในพุทธกาล)

ถ้าหากลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า
นี่ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคย์แน่นอน และภิกษุนี้จำผิดมาแล้ว
ดังนั้น พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย

แต่ถ้าสอบสวนลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า
นี่เป็นคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคย์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว"

โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:8:32:17 น.
  
● จิตในพระอภิธรรมมีชื่อสำหรับเรียกขานเป็นไวพจน์แทนกันได้ ถึง ๑๐ ชื่อ ดังนี้คือ
จิต, มโน, หทัย, มนัส, ปัณฑระ, มนายตนะ,
มนินทรีย์, วิญญาณ, วิญญาณขันธ์, มโนวิญญาณธาตุ


● ชื่อจิตที่ใช้เรียกแทนกันทั้ง ๑๐ ชื่อเหล่านี้
เป็นจิตที่ถูกอารมณ์เข้าผสมปรุงแต่ง จนผิดไปจากสภาพเดิมแล้ว
ไม่ใช่ธาตุแท้ จึงเป็น จิตสังขาร


เมื่อเป็น จิตสังขาร ก็ย่อมมีการเกิดขึ้นและดับสลายไปเป็นธรรมดา หมายความว่า
ไม่สามารถรับรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้อย่างถาวรตลอดกาลได้
เมื่อเรื่องหนึ่งดับไปจากการรับรู้แล้ว
ก็ย่อมมีเรื่องอื่นทยอยกันเข้ามาสู่จิตต่อไปอีกตามลำดับ

เพราะฉะนั้น จิตสังขารในคัมภีร์พระอภิธรรม ที่เรียกกันในนามว่า "จิต" นี้
จึงเป็น วิบากจิต (ผลของการรับรู้อารมณ์แต่ละอย่าง)เท่านั้น
ไม่ใช่ฐานรองรับบุญและกรรมใดๆ
เกิดขึ้นแล้วก็ย่อมดับไปตามอารมณ์เป็นธรรมดา

● ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมรู้อยู่เสมอ ไม่ว่าจิตชนิดใดเกิดขึ้นหรือดับไปก็ตาม
โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:8:37:20 น.
  
● ชนิดของจิตในพระอภิธรรม

อกุศลจิต คือ อกุศล+จิต หมายความว่า
จิตมีอกุศลปรุงแต่งอยู่ ๑๒ ชนิด

อเหตุกจิต คือ อเหตุก+จิต หมายความว่า
จิตไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ,อโลภะ อโทสะ อโมหะเป็นเหตุให้เกิด ๑๘ ชนิด

กามาวจรจิต คือ กามาวจร+จิต หมายความว่า
จิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในอารมณ์อันน่ารักใคร่ ๒๔ ชนิด ได้แก่ บุคคลชั้นเทพ ๖ ชั้น

รูปาวจรจิต คือ รูปาวจร+จิต หมายความว่า
จิตที่ท่องเที่ยวในรูปพรหม ๑๕ ชนิด

อรูปาวจรจิต คือ อรูปาวจร+จิต หมายความว่า
จิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูปพรหม ๑๒ ชนิด

โลกุตตรจิต หมายความถึง
มรรคและผลที่เข้าไปประกอบจิตทำให้อยู่เหนือโลก (อารมณ์) รวม ๘ ชนิด
และในแต่ละชนิดเหล่านี้ ต่างก็มีปัญจมฌาน (ฌาน ๕) ประกอบอยู่ด้วย
ดังนั้น จึงเป็นจิตโดยละเอียด เท่ากับ ๘x๕ คือ ๔๐ ชนิด

เพราะฉะนั้น
ในพระอภิธรรมจึงมีจิต โดยย่อ ๘๙ ชนิด โดยละเอียด ๑๒๑ ชนิด

การที่เรียก จิต เป็น ชนิด ในที่นี้นั้น
เรียกตามชนิดของอารมณ์ที่เข้ามาปรุงแต่ง เพื่อให้เข้าใจง่าย
แต่ในพระอภิธรรม เรียกระบุเป็น ๘๙ ดวง และ ๑๒๑ ดวงทีเดียว

อ่านต็มๆที่นี่ครับ

โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:8:42:23 น.
  
อ่าน นกุลปิตาสูตร

● ปุถุชน กายกระสับกระส่าย จิตกระสับกระส่าย
เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนไป (กายกระสับกระส่าย)
ทุกข์จึงเกิดขึ้นที่จิต (จิตกระสับกระส่าย)


● พระอริยสาวก กายกระสับกระส่าย จิตหากระสับกระส่ายไม่
เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แปรปรวนไป (กายกระสับกระส่าย)
ทุกข์ไม่เกิดขึ้นที่จิต (จิตหากระสับกระส่ายไม่)


^
นกุลปิตาสูตร พระสูตรนี้ ชี้ชัดเจนให้เห็นว่า
วิญญาณขันธ์ไม่ใช่จิต และจิตไม่ใช่วิญญาณขันธ์

● แต่ปุถุชนไม่ได้รับการอบรมจิต
จิตมีอวิชชาครอบงำอยู่(ไม่รู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง)
หลงเข้าใจผิด ว่าขันธ์ ๕ ซึ่งก็รวม วิญญาณขันธ์ ด้วยเป็น ตน

จึงหลงเกิดตายตามขันธ์ ๕ หรือ ก็คือ เกิดดับตามวิญญาณขันธ์ นั่นเอง
จึงบอกว่า จิตเกิดดับ ด้วยอำนาจอวิชชาที่ครอบงำนั่นเอง
เพราะไม่รู้จักตนเองที่แท้จริง ว่าตนเป็นผู้รู้ ผู้เห็นอยู่
เมื่อขันธ์ ๕ แปรปรวนไป จิตจึงแปรปรวนตามขันธ์ ๕ ที่แปรปรวนไป



● เมื่อปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ตามเสด็จพระบรมศาสดา
เพราะอวิชชาดับไปจากจิต......วิญญาณดับ...ฯลฯ.....ทุกข์ดับ ปฏิจจสมุปบาทธรรมดับ

จิต ผู้รู้ ผู้เห็น รู้ผิดเห็นผิดไปจากความเป็นจริงมาตลอดเพราะอวิชชาครอบงำ
เกิดวิชชาขึ้นแทนที่ (รู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง)
จิตเป็นพุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

รู้เห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริงแล้ว เกิดญาณรู้แล้ว
ญาณรู้ คือ จิตผู้รู้ (พุทโธ = ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน)

จิต รู้อยู่ เห็นอยู่ ว่าขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตน
จิตปล่อยวางการยึดถือขันธ์ ๕ เป็นตน
เมื่อขันธ์ ๕ แปรปรวนไป จิตจึงไม่แปรปรวนตามขันธ์ ๕ ที่แปรปรวนไป


ยินดีในธรรมทุกๆท่านครับ

โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:8:52:50 น.
  
นอกจากนี้จิตยังมีความหมายครอบคลุมไปถึง "การชุมนุมของขันธ์" คือ เป็นเงาที่มีขึ้นจากการทำงานร่วมกันของเวทนา สัญญา สังขาร วัญญาณ เพราะจิตเป็นธรรมชาติรู้อารมณ์ (คุณภาพของวิญญาณ) เป็นสภาพนึกคิดปรุงแต่ง (คุณภาพของเวทนา สัญญา สังขาร) แบ่งออก (โดยชาติหรือการเกิด) เป็น อกุศลจิต ๑๒ กุศลจิต ๒๑ (พิสดารเป็น ๓๗) วิปากจิต ๓๖ (๕๒) และกิริยาจิต ๒๐

โดย: คนผ่านทาง IP: 110.164.92.167 วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:19:25:35 น.
......................................
ท่านคนผ่านทางครับ
ท่านก็ลองอ่านของท่านหนูเล็กนิดเดียว สักหลายๆรอบจะได้กระจ่างขึ้นอีกเยอะ
อย่าเป็นผู้ผ่านทางเพราะหลงทางเลย จงเป็นผู้ผ่านทางเพราะรู้จักทางเป็นอย่างดีเถิด....

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:9:37:01 น.
  
เหตุนี้โดยปกติแล้วจึงแยกขันธ์ 5 ออกเป็น 2 ส่วน คือ กาย (รูป) และใจ/จิต/จิตต์ (เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) และพระุุพุทธเจ้าท่านทรงชี้ชัดว่า (อุปาทาน)ขันธ์ 5 เป็นทุกข์ (ไม่ใช่ทุกข์บ้างสุขบ้าง) ดังนั้นถ้าปฏิบัติเพื่อเอาหรือรักษาธรรมชาติบางอย่างไว้ เพื่อสงวนว่า "ธรรมชาตินี้สุขเป็นที่พึ่งได้ เป็นตัวเราถาวร" อย่างนี้ผิดแน่ๆ (นิพพานเป็นธรรม) แต่ที่จิตมันสุขบ้างทุกข์บ้างนั้นเป็นเพียงความเห็นผิดครับ แท้ๆแล้วเป็นเรื่องของการทำงานของขันธ์ล้วนๆ พอทุกข์มันลดลงเพราะมีเหตุ เราก็อนุมานไปว่านี่สุข

โดย: คนผ่านทาง IP: 110.164.92.167 วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:19:25:35 น.
......................................
ท่านคนผ่านทางครับ
ท่านต้องเข้าเรื่องอายตนะให้กระจ่างก่อนนะ
ใจเป็นอายตนะ๑ใน๖อายตนะ มีหน้าที่รับรู้ธรรมมารมณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีธาตุรู้ซ้อนอยู่

ท่านอย่าใช้วิธีเอาภาษามาบังสภาวะธรรมสิ
ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจนั้นคือ ทุกข์
แล้วความสบายกาย ความสบายใจ คืออะไร??? ทุกข์น้อยรึ
แบบนี้เค้าเรียกว่า เอาภาษาบดบังสภาวะธรรมนะ

แล้วที่มีพระบาลีกล่าวไว้ว่า "นิพพานัง ปรมังสุขัง" หมายความว่าอะไร
อย่าใช้ภาษาเพียงเพื่อเอาชนะเท่านั้น เพียงต้องการให้เห็นว่าจิตเป็นกองทุกข์ให้ได้

ถ้าจิตเป็นกองทุกข์ซะแล้ว พระพุทธองค์ทรงให้ชำระจิตให้บริสุทธิ์
หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองไปเพื่ออะไร???

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:9:57:11 น.
  
***สุขแท้ สุขเดียวที่ศาสนาพุทธยอมรับคือ "สุขจากการหลุดพ้น" คือ "นิพพาน" (นิพพาน = ธรรมที่พ้นจากความปรุงแต่ง เป็นวิสังขาร วิราคะ พ้นจากขันธ์)

โดย: คนผ่านทาง IP: 110.164.92.167 วันที่: 6 ธันวาคม 2552 เวลา:19:25:35 น.
......................................
ท่านคนผ่านทางครับ
ท่านเล่นพูดเอาแต่ได้นิ ตอนแรกยังพูดอยู่หยกๆว่า มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิด มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่
มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับ มาตอนนี้มีสุขได้แล้วหรือ และก็ยอมรับซะด้วย เห็นปฏิเสธสุขอยู่หยกๆ

ขอถามว่า"สุขจากการหลุดพ้น" อะไรหละที่หลุดพ้น อย่าบอกนะว่าหลุดพ้นเฉยๆนั้นนะไม่มีหรอก
การหลุดพ้นนั้น เราต้องรู้และบอกได้สิว่าอะไรที่หลุดพ้น??? อย่านะว่าเราหลุดพ้น แล้วเราหนะใคร???

วิราคะธรรมพ้นจากขันธ์ ใครที่พ้นจากขันธ์๕หละ???

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:10:07:48 น.
  
ปรมัตถธรรม 4 รูป คือ รูปขันธ์ จิต คือ ธรรมชาติรู้

เจตสิก คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นิพพาน คือ ธรรมที่พ้นจากขันธ์

วิญญาณขันธ์อยู่ในข้อไหน รูป? เจตสิก? เพราะจิตกับนิพพานไม่ใช่วิญญาณขันธ์

แล้วอะไรคือจิตเข้านิพพาน? มีจิตออกนิพพานไหม? ชำระจิตให้บริสุทธิ์ด้วยการ....? แล้วพาจิตเข้านิพพาน?

ตายแล้วจิตดับ? คือ ขณะมีชีวิตจิตไม่ดับ? กิเลสเกิดดับ จิตไม่เกิดดับ? เจตสิกเกิดดับ จิตไม่เกิดดับ

ธรรมชาติที่เที่ยงมีอยู่คือจิต? นิพพานเป็นสุงอย่างยิ่ง (นิพพานัง ปรมังสุขขัง) และนิพพานเป็นอัตตา? ท่านป.อ. ปยุตโต สอนผิด?

อภิธรรมเชื่อถือไม่ได้ เพราะไม่ใช่คำสอนพระพุทธเจ้า?

ทั้งๆที่จิตมีไวยพจน์มากมาย แต่ทุกครั้งที่คำว่าจิตปรากฏในพระสูตร ต้องแปลเป็นความหมายเดียว?



ดูเหมือนผมจะหลงทางจริงๆ ขอโทษที่มารบกวน
โดย: ยิ่งคุย ยิ่งหลง IP: 110.164.13.162 วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:0:15:01 น.
  
ขออนุญาตคุณธรรมภูตตอบคุณ ยิ่งคุย ยิ่งหลง

ปรมัตถธรรม 4 รูป คือ รูปขันธ์ จิต คือ ธรรมชาติรู้

เจตสิก คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นิพพาน คือ ธรรมที่พ้นจากขันธ์

วิญญาณขันธ์อยู่ในข้อไหน รูป? เจตสิก? เพราะจิตกับนิพพานไม่ใช่วิญญาณขันธ์

แล้วอะไรคือจิตเข้านิพพาน? มีจิตออกนิพพานไหม? ชำระจิตให้บริสุทธิ์ด้วยการ....? แล้วพาจิตเข้านิพพาน?

ตายแล้วจิตดับ? คือ ขณะมีชีวิตจิตไม่ดับ? กิเลสเกิดดับ จิตไม่เกิดดับ? เจตสิกเกิดดับ จิตไม่เกิดดับ

ธรรมชาติที่เที่ยงมีอยู่คือจิต? นิพพานเป็นสุงอย่างยิ่ง (นิพพานัง ปรมังสุขขัง) และนิพพานเป็นอัตตา? ท่านป.อ. ปยุตโต สอนผิด?

อภิธรรมเชื่อถือไม่ได้ เพราะไม่ใช่คำสอนพระพุทธเจ้า?

ทั้งๆที่จิตมีไวยพจน์มากมาย แต่ทุกครั้งที่คำว่าจิตปรากฏในพระสูตร ต้องแปลเป็นความหมายเดียว?

ดูเหมือนผมจะหลงทางจริงๆ ขอโทษที่มารบกวน

โดย: ยิ่งคุย ยิ่งหลง IP: 110.164.13.162 วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:0:15:01 น.

^

ปรมัตถธรรม 4
รูป คือ รูปขันธ์ คืออารมณ์ของจิต
จิต คือ ธรรมชาติรู้ รับอารมณ์และปรุงแต่งไปตามอารมณ์
เจตสิก คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ คืออาการของจิต
นิพพาน คือ ธรรมที่พ้นจากขันธ์ คือจิตที่หลุดพ้นจากการถือมั่นในขันธ์ ๕
รู้ แต่ไม่รับอารมณ์และไม่ปรุงแต่งไปตามอารมณ์
อารมณ์นั้นๆก็ยังเป็นอารมณ์ แต่ไม่ใช่อารมณ์ของจิตดวงนี้


วิญญาณขันธ์อยู่ในข้อไหน รูป? เจตสิก? เจตสิกคืออาการของจิต
เพราะจิตกับนิพพานไม่ใช่วิญญาณขันธ์

วิญญาณขันธ์ คือ อาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ เป็นขันธ์กอง ๑ ในกองขันธ์ ๕
แต่จิตไม่ใช่ขันธ์ จิตไม่เป็นกอง จิตมีดวงเดียว(เอกจรํ)

วิญญาณมี ๖
จักษุวิญญาณ วิญญาณทางตา จิตรับรู้ อารมณ์(รูป) ที่เข้ามากระทบจิตทาง ตา
โสตวิญญาณ วิญญาณทางหู จิตรับรู้ อารมณ์(เสียง) ที่เข้ามากระทบจิตทาง หู
ฆานวิญญาณ วิญญาณทางจมูก จิตรับรู้ อารมณ์(กลิ่น) ที่เข้ามากระทบจิตทาง จมูก
ชิวหาวิญญาณ วิญญาณทางลิ้น จิตรับรู้ อารมณ์(รส) ที่เข้ามากระทบจิตทาง ลิ้น
กายวิญญาณ วิญญาณทางกาย จิตรับรู้ อารมณ์(กายสัมผัส) ที่เข้ามากระทบจิตทาง กาย
มโนวิญญาณ วิญญาณทางใจ จิตรับรู้ อารมณ์(ธัมมารมณ์) ที่เข้ามากระทบจิตทาง ใจ

เมื่ออารมณ์ ๖ หรืออายตนะภายนอก ๖ (รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ธัมมารมณ์)
เข้ามากระทบจิตทางอายตนะภายใน ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เป็นคู่ตามลำดับ
จิตรับรู้อารมณ์นั้นๆ ทางอายตนะนั้นๆ เกิด วิญญาณ ๖ ขึ้น(การรับรู้อารมณ์)
ทำให้เกิด เวทนา (สุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข) สัญญา สังขาร ตามมา

คือ เกิดขันธ์ ๕ ครบ อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ


โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:7:37:11 น.
  
แล้วอะไรคือจิตเข้านิพพาน? มีจิตออกนิพพานไหม? ชำระจิตให้บริสุทธิ์ด้วยการ....? แล้วพาจิตเข้านิพพาน?

มีตรัสไว้ว่า
จิตของเราสิ้นการปรุงแต่ง บรรลุพระนิพพานเพราะสิ้นตัณหาแล้ว
จิตสิ้นการปรุงแต่ง ก็คือ จิตที่บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสอย่างสิ้นเชิง

ชำระจิตให้บริสุทธิ์ด้วยการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘
เพื่อให้จิตสิ้นการปรุงแต่ง บรรลุพระนิพพานเพราะสิ้นตัณหาแล้ว

โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:7:38:01 น.
  
ตายแล้วจิตดับ? คือ ขณะมีชีวิตจิตไม่ดับ? กิเลสเกิดดับ จิตไม่เกิดดับ? เจตสิกเกิดดับ จิตไม่เกิดดับ

ตายแล้ว จิตไม่ได้ดับ แต่จิตจุติ (เคลื่อน)ไปสู่ภพใหม่ ตามกรรมที่ทำไว้ที่บันทึกที่จิต

ขณะมีชีวิตจิตไม่ดับ? กิเลสเกิดดับ จิตไม่เกิดดับ? เจตสิกเกิดดับ จิตไม่เกิดดับ

จิตไม่เคยดับ เพราะจิตคือธาตุรู้
ธาตุรู้ยังไงก็เป็นธาตุรู้ ไม่อาจแปรเปลี่ยนไปได้
ธาตุรู้ ไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม ได้
คงสภาพเป็นธาตุรู้ตลอดทุกกาลสมัย
แต่สิ่งที่ธาตุรู้ ไปรู้เข้าต่างหากที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา

กิเลสมาเกิดขึ้นที่จิต และดับไปจากจิต

เจตสิกก็คืออาการของจิตเนื่องด้วยอารมณ์ เกิดดับแปรเปลี่ยนตลอดเวลาตามอารมณ์ที่เข้ามากระทบจิต

จิตไม่เกิดดับ เพราะถ้าจิตเกิดดับ กรรมดีกรรมชั่วจะบันทึกได้ยังไงตอนจิตดับ
แล้วจิตที่เกิดใหม่ เกิดเป็นคนละดวงกับจิตดวงเก่า จะทำยังไง
งั้นจิตดวงเก่าที่ทำกรรมชั่วไว้ ก็โชคดีไปสิ ไม่ต้องชดใช้กรรม เพราะเป็นจิตดวงใหม่แล้ว
หลักของกรรมก็เสียหมดสิ

โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:7:38:24 น.
  
ธรรมชาติที่เที่ยงมีอยู่คือจิต? นิพพานเป็นสุงอย่างยิ่ง (นิพพานัง ปรมังสุขขัง) และนิพพานเป็นอัตตา?
ท่านป.อ. ปยุตโต สอนผิด?
จะสอนถูกหรือผิด ขอยกไว้


● ปุถุชน จิตติดในโลก จิตหลงผิดยึดขันธ์ ๕ เป็นตน
เพราะจิตไม่รู้จักอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง

เข้ากฏไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อนิจจัง มีความแปรปรวนตลอดเวลา
ทุกขัง เป็นทุกข์
อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่อาจพึ่งพาอาศัยได้

เพราะเมื่อขันธ์ ๕ แปรปรวน จิตของปุถุชนก็แปรปรวนตามขันธ์ ๕ ที่แปรปรวน


● พระอริยสาวก จิตหลุดพ้นจากโลก จิตไม่หลงผิดไม่ยึดขันธ์ ๕ เป็นตน
เพราะจิตรู้จักอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง

จิตพ้นจากไตรลักษณ์ ไม่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
(ส่วนนิจจัง สุขัง อนัตตา เนี่ยทำให้ไตรลักษณ์บิ่น เหลือทวิลักษณ์นะ)

เพราะเมื่อขันธ์ ๕ แปรปรวน จิตของพระอริยสาวกก็ไม่แปรปรวนตามขันธ์ ๕ ที่แปรปรวน
เพราะจิตของท่านรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตน ตนม่ใช่ขันธ์ ๕
โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:7:42:24 น.
  
อภิธรรมเชื่อถือไม่ได้ เพราะไม่ใช่คำสอนพระพุทธเจ้า?

พระอภิธรรมมีมาภายหลังพุทธกาล
โดยมีพระอรรถกถาจารย์หลายรูป นำเอาพุทธพจน์มาขยายความให้ละเอียดชัดเจน
สำหรับเอาไว้บรรยายถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้สนใจชั้นหลัง ได้ศึกษาธรรมะล้วนๆ เป็นขั้นๆ ตามลำดับ

คัมภีร์พระอภิธรรมมัตถสังคหะ เรียบเรียงโดยพระอนุรุทธาจารย์
เจตนาของท่านก็เพื่อรวบรวมสงเคราะห์หัวข้อธรรมะทั้งหลายให้เป็นหมวดหมู่
สำหรับกุลบุตร กุลธิดาในภายหลัง จะได้เรียนเข้าใจได้โดยง่าย ไม่สับสน
นับว่าเป็นเจตนาที่ดีและเป็นกุศลอย่างยิ่ง

แต่เนื่องจากได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน
จึงมีความผิดเพี้ยน,เพิ่มเติม,เสริมต่อกันบ้างในระหว่างนั้นเป็นธรรมดา

ดังนั้น จึงย่อมเกิดเป็นปัญหาขัดแย้งกันขึ้นเมื่อนำมาสนทนากัน จนไม่อาจตกลงกันได้ก็มี

ปัญหาขัดแย้งที่เกิดขึ้นเหล่านี้
ถ้าผู้สนทนาทุกฝ่ายเปิดใจของตนเองให้กว้าง เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริง
โดยใช้เหตุผลและสอบเทียบกับพระสุตตันตปิฎกแล้ว
เรื่องย่อมยุติลงอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น จึงไม่ใช่ว่าพระอภิธรรมเชื่อถือไม่ได้ ที่ดีก็มีมากมาย
ที่เป็นข้อขัดแย้ง ก็ต้องทำตามพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ว่า

"ถ้ามีภิกษุมากล่าวอ้างว่านี่เป็นธรรม นี่เป็นวินัย
พวกเธอไม่พึงชื่นชม ไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของภิกษุนั้น

ครั้นแล้วให้พึงเรียนบทและพยัญชนะให้ดี
แล้วนำไปสอบสวนในพระสูตร เทียบเคียงในพระวินัย
(แสดงว่าพระอภิธรรมปิฎกยังไม่มีในพุทธกาล)

ถ้าหากลงในพระสูตรไม่ได้ เทียบเคียงในพระวินัยไม่ได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า
นี่ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคย์แน่นอน และภิกษุนี้จำผิดมาแล้ว
ดังนั้น พวกเธอพึงทิ้งคำกล่าวนั้นเสีย

แต่ถ้าสอบสวนลงในพระสูตรได้ เทียบเคียงในพระวินัยได้
พึงถึงความตกลงในข้อนี้ว่า
นี่เป็นคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคย์แน่นอน และภิกษุนี้จำมาถูกต้องแล้ว"

โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:7:43:05 น.
  
ทั้งๆที่จิตมีไวยพจน์มากมาย แต่ทุกครั้งที่คำว่าจิตปรากฏในพระสูตร ต้องแปลเป็นความหมายเดียว?

จิตมีไวพจน์ที่ใช้แทนกันได้ถึง ๑๐ ชื่อ
ทั้ง ๑๐ ชื่อที่ใช้แทนกันนั้น หมายถึงจิตสังขาร หรือ จิตที่ปรุงแต่งไปตามอารมณ์แล้วนั่นเอง

เฉพาะตอนท้ายพระสูตรเท่านั้น ที่บ่งบอกชัดเจน เพราะมักตรัสว่า
จิตของ...ก็หลุดพ้นจากอาสวะ
จิตของ...ก็หลุดพ้นจากการถือมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕
จิตของเรา สิ้นการปรุงแต่ง ...

ซึ่งเป็นการแสดงความชัดเจนว่า จิตหลุดพ้นจากการถือมั่นในขันธ์ ๕
จิต ไม่ใช่ วิญญาณ
เพราะถ้าจิตคือวิญญาณขันธ์ อย่างที่เรียนกันมา
ทำไมไม่เคยมีท้ายพระสูตรไหน ตรัสว่า วิญญาณหลุดพ้นจากการถือมั่น...

โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:7:43:40 น.
  
ดูเหมือนผมจะหลงทางจริงๆ ขอโทษที่มารบกวน

หลงไม่รู้ว่าหลง
ไม่รู้ว่าหลง แต่รู้อย่างอื่น ไม่ใช่ไม่รู้ไรเลย...
เพราะยังมีจิตผู้รู้อยู่ เพียงแต่จิตผู้รู้ รู้ผิดจากความเป็นจริง
รู้สารพัดเรื่อง แต่ไม่รู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง
เลยไม่รู้ว่าหลงผิด ติดตำรา

หลงก็รู้ว่าหลง
ถึงรู้ว่าหลงเรื่องนี้ แต่เรื่องที่หลงนี้ก็แปรเปลี่ยนตลอดเวลา
เดี๋ยวก็วนกลับมา หลงไม่รู้ว่าหลงอีก
จะรู้ว่าหลงหรือไม่รู้ว่าหลง ก็ยังรู้เรื่องอื่นๆด้วย ไม่ใช่ไม่รู้ไรเลย
เพราะยังมีจิตผู้รู้อยู่ เพียงแต่จิตผู้รู้ รู้ผิดจากความเป็นจริง
รู้สารพัดเรื่อง แต่ไม่รู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง
เลยไม่รู้ว่าหลงผิด ติดตำรา


ต้องปฏิบัติอริยมรรค ๘ ตามเสด็จ
จิตรู้จักอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริงเมื่อไร
หลงก็รู้ว่าหลงนั้น จึงจะเป็นรู้ที่เกิดจากปัญญาญาณอย่างแท้จริง

ยินดีในธรรมครับ

โดย: หนูเล็กนิดเดียว วันที่: 12 ธันวาคม 2552 เวลา:7:44:46 น.
  
เก่งกันจังเลย
โดย: ยังไม่รู้ IP: 112.142.216.221 วันที่: 25 มกราคม 2553 เวลา:15:01:06 น.
  
ปฏิบัติธรรมวัดผลอย่างไร องค์ท่านพระประยุทธ์ ปยุตโต

1.มีความมั่นใจ มั่นใจในกุศลธรรมต่างๆมากขึ้น
2.มี ศีล ขึ้นไหม (ความสงบ/ปกติของ กาย วาจา ใจ)
3.มี สุตะ มากขึ้นไหม
4.มีความลดละกิเลสได้มากขึ้นไหม
5.มีปัญญา (ตัวคุมทั้งหมด) รู้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงมากเพียงใด
---------หากปฏิบัติจริงแล้ว-----------
ลักษณะของจิตที่เดินถูกทาง
1.ปราโมทย์ แช่มชื่น ร่าเริง เบิกบานใจ
2.ปีติ อิ่มใจ ปลาบปลื้มใจ ใจฟูขึ้น
3.ปัสสัทธิ รู้สึกผ่อนคลายกายใจ ใจเรียบรื่นระงับลง เย็นสบาย
4.สุข ความสุข คล่องใจ โปร่งใจ ไม่มีความติดขัด บีบคั้น
5.สมาธิ ความมีตั้งใจมั่น สงบ อยู่ตัว อยู่กับงานที่ทำหรือเรื่องที่เกี่ยวข้อง ไม่วอกแวก ฟุ้งซ่าน
แค่ข้อที่ 1 ก็ถูกทางแล้ว หวังลุถึงสันติบรมธรรมที่เป็นจุดหมาย(คาถาธรรมบทที่ 376,381)

---------------ให้ทุกคนที่สนใจ เก็บไว้ได้น่ะครับ------
ผมก็แค่คนเริ่มเดิน แต่ก็มั่นใจจะถึง เมื่อไหร่เมื่อนั้นครับ
โดย: มั่นใจ IP: 61.19.65.208 วันที่: 30 กรกฎาคม 2553 เวลา:10:37:40 น.
  
เรียนท่านธรรมภูต
ได้ฟังมาว่าเมื่อปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว จึงพบว่า
พระอาจารย์รุ่นก่อนๆ ใช้คำว่า "จิตต้นกำเนิด" บ้าง
"จิตอวิชา" บ้าง
กรุณาให้ความกระจ่างหน่อยว่าจิตนั้นเป็นเช่นไร
โดย: ธรรมฑูต IP: 58.9.223.71 วันที่: 23 กันยายน 2553 เวลา:10:44:20 น.
  
เรียนท่านธรรมภูต
ได้ฟังมาว่าเมื่อปฏิบัติถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว จึงพบว่า
พระอาจารย์รุ่นก่อนๆ ใช้คำว่า "จิตต้นกำเนิด" บ้าง
"จิตอวิชา" บ้าง
กรุณาให้ความกระจ่างหน่อยว่าจิตนั้นเป็นเช่นไร

โดย : ธรรมฑูต วันที่: 23 กันยายน 2553 เวลา: 10:44:20 น.
...........................................................................

สวัสดีครับคุณธรรมฑูต
ผมขอเริ่มที่จิตอวิชชาก่อนนะครับ จิตที่เข้ามาในโลกล้วนเป็นจิตอวิชชาทั้งสิ้น
เป็นจิตที่มีอวิชชาครอบงำอยู่ จึงกดดันให้เกิดกิเลส กรรม วิบาก
เวียนตายเวียนเกิดในวัฏฏะไม่รู้จักจบสิ้นครับ

จึงต้องเริ่มต้นลงปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา อย่างจริงจังด้วยความเพียร
เพื่อขจัดขัดเกลาอุปกิเลสทั้งหลายให้หมดไป(อวิชชา)จากจิตครับ
จิตก็จะบริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย
เข้าสู่สภาวะ "จิตต้นกำเนิด"หรือ "ฐิติจิต" หรือ "ธรรมธาตุ"นั่นเองครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 24 กันยายน 2553 เวลา:20:16:57 น.
  
ท่านธรรมภูตอธิบายเรื่องจิตได้เป็นตุเป็นตะ เป็นลูกศิษย์อาจารย์ชินเเชาหรือขอรับ
โดย: คนละเรื่องเดียวกัน IP: 58.9.145.173 วันที่: 25 กันยายน 2553 เวลา:9:17:47 น.
  
จิตต้นกำเนิด เป็นเหตุให้เกิดขันธ์อื่นๆ อีกจำนวนมาก อีกชื่อหนึงเรียกว่า จิตอวิชชา
โดย: คนละเรื่องเดียวกัน IP: 58.9.145.173 วันที่: 25 กันยายน 2553 เวลา:11:39:57 น.
  
ดูจิตที่รู้ผิดจากความเป็นจริง ย่อมเห็นจิตเป็นกองทุกข์(ก็ยังดี ทุกข์ต้องรู้)
ดูจิตตามความเป็นจริง ย่อมเห็นจิตเป็นกองทุกข์
เข้าหลักอริยสัจจ์
การดูจิต จึงเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้นได้

โดย: ด้วยความเคารพ IP: 58.9.223.93 วันที่: 1 ตุลาคม 2553 เวลา:10:04:28 น.

.............................
^
^
ทุกข์ต้องกำหนดรู้ ใครกำหนดรู้ครับ ใช่จิตมั้ยครับ?

ถ้าจิตเป็นกองทุกข์ซะเองแล้ว ทำไมบางครั้ง จิตจึงเป็นสุขได้ครับ
แสดงว่าจิตเป็นได้ทั้งกองสุข และกองทุกข์เพราะอะไรครับ?

การดูจิตนั้น ต้องรู้จักจิตที่แท้จริงเสียก่อนครับ
จึงจะดูจิตเป็น เห็นจิตได้ใช่มั้ยครับ?

เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริง จิตจึงจะหลุดพ้นได้ครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 1 ตุลาคม 2553 เวลา:11:37:09 น.
  
ขออภัยท่านธรรมภูต เท่าที่ผมศึกษามา ทุกข์ไม่ต้องกำหนดรู้ เมื่อมีทุกข์ให้รู้ซื่อๆ จิตเป็นธาตุรู้ ไม่ต้องเสี่ยงกำหนดหรอกครับ
ถ้าจิตมีดวงเดียว แสดงว่าจิตตามความหมายของท่านจิตก็เป็นอัตตาใช่มั้ยครับ
จิตเที่ยงอีกด้วยใช่มั้ยครับ
ผมศึกษามาว่าจิตของอเสขะบุคคลจิตท่านไม่มีขอบมีวงครับผม
จิตท่านไม่ถูกอาสวะครอบงำได้อีก จิตไม่ใช่ตัวตน
ถือว่าผมเสนออีกเหลี่ยมมุมหนึ่งของจิตให้ท่านทราบก็แล้วกันครับ

โดย: ด้วยความเคารพ IP: 58.9.126.78 วันที่: 1 ตุลาคม 2553 เวลา:21:13:37 น.

.........................

คุณเรียนมาจากไหนครับ พระพุทธพจน์ก็ชัดเจนอยู่แล้วครับ
ทุกข์ ควรกำหนดรู้
สมุทัย ควรละ
นิโรธ ควรกระทำให้แจ้ง
มรรค ควรเจริญให้ยิ่งๆขึ้นใช่มั้ยครับ?

ถ้าคุณไม่ฝึกกำหนดรู้ทุกข์ คุณจะรู้มั้ยว่านั่นหนะทุกข์
โดนกิเลสหลอกไปว่านั่นหนะสุข ทุกข์ที่ไหนกันเพราะอะไร?
เพราะไม่เคยกำหนดรู้ทุกข์ใช่มั้ยครับ?
รู้ซื่อๆเพราะกิเลสพาไป รู้ซื่อๆจริงหรือ หลอกตัวเองมากกว่า

จิตจะเป็นอัตตาได้อย่างไร?
ในเมื่อจิตไม่มีรูปร่างให้จับต้องได้ใช่มั้ยครับ?
แต่จิตที่ฝึกฝนอบรมดีแล้ว ย่อมเป็นที่พึ่งที่อาศัยได้ใช่มั้ยครับ?

โลกกุตรจิตของอริยชั้นพระโสดาบันนั้น
เที่ยงตรงต่อพระนิพพานแล้วใช่มั้ยครับ?

จิตไม่มีรูปร่างให้จับต้องได้
คุณไปเอาขอบเอาวงมาจากไหนครับ
ของแบบนี้คิดเองเออเองไม่ได้นะครับ

คุณพูดว่า "จิตไม่ใช่ตัวตน"
แสดงว่าจิตพึ่งพาอาศัยไม่ได้ใช่มั้ยครับ?
แม้จิตที่ฝึกฝนดีแล้วอย่างท่านอเสขะบุคคล ก็พึ่งพาไม่ได้สิ?

คุณไม่ได้เสนออะไรเพิ่มเติ่มหรอก
คุณเสนอแบบที่คุณเข้าใจเองเออเองครับ

พระพุทธพจน์ชัดเจนครับ "เอก จรํ" ดวงเดียวเที่ยวไปครับ...

ธรรมภูต



โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 2 ตุลาคม 2553 เวลา:10:30:15 น.

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์