ดูจิตต้องเข้าให้ถึงอธิจิต ไม่ใช่ดูจิตติดกับดักอาการของจิต
สืบเนื่องจากมีการสอนเรื่อง "ดูจิต" กันอย่างแพร่หลายอยู่ทุกวันนี้มีความเข้าใจกันไปต่างๆนานา คนละทิศคนละทาง ซึ่งมีทั้งที่เป็นของจริงและมีทั้งที่เป็นของผิดจากความเป็นจริง

ที่เป็นของจริงแท้นั้น ล้วนเป็นของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ฝ่ายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาสาย "พุทโธ" หรือฝ่ายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาในรูปแบบต่างๆอย่างจริงจัง

ถึงแม้ว่าการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานในบางรูปแบบที่มีอยู่นั้น จะไม่ใช่สัมมาสมาธิโดยตรงก็ตามที แต่ก็สามารถนำมาปรับเปลี่ยนให้พัฒนามาเป็นสัมมาสมาธิได้ในภายหลังได้เช่นกัน เมื่อได้รับการแนะนำให้ดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง จากพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา “พุทโธ” ที่เป็นพระแท้ ซึ่งยังคงมีหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

อย่างน้อยๆการที่ได้ฝึกฝนอบรมปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาบ้างนั้น ก็จะทำให้เราได้รู้จักการตะล่อมจิต หรือการประคองจิตให้อยู่ในทิศทางที่ตนเองต้องการได้ ไม่มากก็น้อย

ยังดีกว่าพวกที่ไม่เคยปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาเลย คนพวกนี้จะไม่รู้จักการตะล่อมจิต หรือ การประคองจิตให้สงบมีสติเป็นสมาธิมาก่อนเลย คนพวกนี้จะไม่เคยได้สัมผัสสภาวะจิตที่สงบ มีสติตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆได้เลย ถึงแม้จะเป็นการชั่วครั้งชั่วคราวก็ตามที

ไม่แตกต่างไปจากการสอน "ดูจิต" ที่ผิดจากความเป็นจริงที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นการดูอาการของจิต ที่ไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป หมุนเวียนเปลี่ยนไปตลอดเวลา ตลอดวัน ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า จนกระทั่งถึงเวลาเข้านอน เมื่อจิตไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ก็สอนให้ได้แต่รู้ ดูอยู่อย่างนั้น โดยไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง แล้วสติจะเกิดขึ้นได้เองอัตโนมัติ

ซึ่งเป็นไปไม่ได้ โดยเหตุผลตามความเป็นจริง ที่เป็นตรรกะเลย

การนำเอาสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตลอดวันตลอดคืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป เป็นเรื่องธรรมดาของโลก ที่มีอยู่ เป็นอยู่ แต่กลับนำเอามาสอนว่า นี่แหละคือ การ "รู้เห็นตามความเป็นจริง" ที่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา

เป็นการเข้าใจผิดไปจากความเป็นจริงกันเองว่าคือการปฏิบัติทางจิตที่เรียกว่า "จิตตานุปัสสนา" ในแบบ "ดูจิต" ที่มีการสอนกันอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เป็นการเข้าใจแบบผิดฝาผิดตัวของผู้สอนเอง ที่ไม่รู้จักสภาวะจิตที่แท้จริง เนื่องจากผู้สอนเองนั้น ก็ยังไม่เคยเข้าถึงสภาวะ "อธิจิต" หรือ "สัมมาสมาธิ" มาก่อนอย่างแน่นอน

การที่เราตามรู้ตามเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตประจำวันนั้น เราไม่เรียกว่าเป็นการรู้เห็นตามความเป็นจริง เราควรเรียกว่า "รู้เห็นอาการของจิตที่แสดงออกไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน" เท่านั้น เป็นเพียงการสำรวมระมัดระวัง กาย วาจา ใจ หรือ ที่เรียกว่า "อินทรีย์สังวร" ในขั้นอธิศีลนั่นเอง

โดยให้เราหมั่นจดจำสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เกิดอาการของจิตออกมา หรือเรียกว่าการที่จิตได้แสดงอาการออกไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด อันไม่พึงประสงค์ หรือพึงประสงค์ก็ตาม ในขณะนั้นๆ เมื่อรู้สึกตัวเพราะสัญญาจดจำได้จนกลายเป็นถิรสัญญา และมีการเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆให้มารู้สึกเฉยๆ (เฉยโง่)

ส่วนการ "ดูจิต" ที่เข้าถึง "อธิจิต" ที่เรียกว่า ระลึกรู้ (มีสติ) ต้องเพียรพยายาม สลัด สำรอกเพื่อปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ยินดียินร้าย ให้ออกไปจากจิตของตนเองให้ได้นั่นเอง ซึ่งต้องมีขบวนการในการฝึกฝนอบรมสัมมาสติ ให้มีขึ้นให้เกิดขึ้น ที่จิตของตนเองจนคล่องแคล่วเป็น "วสี" เท่านั้น

ปัจจุบันนี้ มีการสอนปฏิบัติธรรมโดยใช้หลักการแบบง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้น (บทเรียนลัด) ที่ได้รับความนิยม มีการอบรมมาจากผู้สอนแบบผิดๆ โดยการหลอกตนเองว่า ให้เราพยายามวางเฉยกับอารมณ์ความรู้สึก อันไม่พึงประสงค์หรือพึงประสงค์ให้ได้ โดยให้สติเกิดขึ้นเองอัตโนมัติเพราะเหตุใกล้ โดยไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องแทรกแซง ไม่ต้องเจตนาใดๆเลย

เป็นการสอนที่ขัดแย้งกันเองอย่างยิ่ง โดยการสอนในตอนต้นนั้น สอนให้พยายามจำจดสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นบ่อยๆ จนกลายเป็นถิรสัญญาให้ได้ แสดงว่าต้องมีการตั้งเจตนา หรือ ความตั้งใจไว้ก่อนหน้าแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นเองเลย

กาลต่อมากลับสอนให้ "รู้เฉยๆ" แล้วสติจะเกิดขึ้นได้เองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องแทรกแซง ไม่ต้องเจตนาใดๆ ซึ่งบางครั้งได้ลองพยายามวางเฉยแล้วแต่ไม่สำเร็จถึงกับต้องใช้วิธีพยายามเปลี่ยนเอาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ในทางอันเป็นกุศลเข้ามาแทนที่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอันไม่พึงประสงค์นั้น เมื่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นสงบลง ก็เข้าใจไปว่าตนเอง "วางเฉย" ได้แล้ว ทั้งๆที่ยังเป็นเฉยโง่อยู่ แท้จริงแล้วเป็นความคุ้นชินกับวิธีการเหล่านี้เสียมากกว่า

เมื่อทำจนรู้สึกคุ้นชินกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นได้ ก็จะรู้สึกเฉยๆไปเอง เพราะความคุ้นชินกับสิ่งต่างๆทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เป็นความคิดเองเออเองไปทั้งสิ้น จนเข้าใจผิดไปว่าตนเองสามารถ "วางเฉย" ได้แล้ว

หรือที่พยายามพูดโมเมกันขึ้นมาเองว่า มีสติเกิดขึ้นได้เองอัตโนมัติ ความจริงที่เป็นอยู่นั้น ล้วนเกิดจากถิรสัญญาที่ตนเองเคยตั้งใจไว้ เคยได้ตั้งจิตเจตนาเอาไว้ก่อนแล้ว ในการที่จะสำรวมระมัดระวัง กาย วาจา ใจของตนเอง หรือที่เรียกว่า"อินทรีย์สังวร" ไม่ให้ล่วงละเมิดศีลธรรมอันดีงามที่จะเกิดขึ้น จนเป็นความเคยชินที่เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เป็นของประจำจิตใจของตนเองไปแล้ว

โดยไม่ลองย้อนกลับมาพิจารณาให้เห็นอย่างถ่องแท้ ถึงเหตุที่ทำให้ตนเองสามารถ "วางเฉย" ต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นมาได้อย่างไร?

แท้จริงแล้ว เป็นเพียงความคุ้นชิน ที่เกิดจากถิรสัญญา ต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ที่ไม่พึงประสงค์ หรือพึงประสงค์เหล่านั้น ที่เรียกว่า "ติดกับดับอาการวางเฉยของจิต หรือติดจิตสังขารอย่างละเอียด" นั่นเอง ที่เรียกว่า "เฉยโง่" ไม่ใช่การ "วางเฉย" ได้ของจิต หรือ "อุเบกขาธรรม" อย่างแท้จริง

การ "วางเฉย" ได้ของจิตที่แท้จริง หรือ "อุเบกขาธรรม" นั้น ต้องสืบเนื่องมาจาก การที่จิตได้รับการฝึกฝนอบรม "อธิจิตสิกขา" หรือ "สัมมาสมาธิ" จะเรียกว่า "สติปัฏฐานสี่" ก็ได้ จนจิตเข้าถึงสภาวะธรรมที่เรียกว่า "อุเบกขาสติปาริสุทธิง" ิในฌานที่ ๔ ของสัมมาสมาธิ จนจิตมีสติกำกับอย่างต่อเนื่องเนืองๆ สามารถปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆทั้งที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ ออกไปจากจิตได้สำเร็จ

เกิดจากการที่จิต "วางเฉย" เพราะจิต สลัด สำรอก และปล่อยวางอารมณ์ต่างๆออกไปได้จริงไม่ใช่ "เฉย" แบบที่นึกเอา

การที่จิตได้ฝึกฝนอบรมสัมมาสมาธิหรือ "อธิจิต" จนคล่องแคล่วชำนิชำนาญในการเข้าออกจากสมาธิที่เราเรียกว่า "เป็นวสี" จึงจะเป็น "อุเบกขาธรรม" ที่แท้จริง ที่เกิดจากจิตที่ได้รับการฝึกฝนอบรมมาอย่างดีแล้วเท่านั้น คือจิตที่มี สัมมาวายามะ สัมมาสติ กำกับอยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติ หรือ ที่เรียกว่า "สติปัฏฐาน" ฐานที่ตั้งของสติอย่างต่อเนื่อง หรือที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านเรียกว่า ฐานเดิมของจิตนั่นเอง

การที่จิตมีฐานที่ตั้งของสติหรือ เรียกว่า "สติปัฏฐาน" นั้น
เกี่ยวพันอะไรกับ "อธิจิตสิกขา" ล่ะ ?

เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันอย่างยิ่ง การจะเข้าถึง "อธิจิต" ได้นั้น ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักคำว่า "อธิจิต" คือ "จิตอันยิ่ง" อะไรหละที่เรียกว่าจิตอันยิ่ง? จิตอันยิ่ง ก็คือ จิตที่ได้รับการฝึกฝนอบรมอริยมรรคมีองค์แปดในหมวดสมาธิ มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ กำกับอยู่ตลอดเวลา จนจิตมีสติสงบตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ ณ.ภายในจิต เป็นจิตที่มีคุณภาพอย่างยิ่ง อ่อน ควรแก่การงาน เป็นจิตอันยิ่ง(อธิจิต)

อธิจิต คือจิตที่รู้เห็นตามความเป็นจริง (จิตเห็นจิต) ว่า จิตสังขารหรืออาการของจิต ที่หวั่นไหวไม่สงบตั้งมั่น ส่งออกไปปรุงแต่งตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆทั้งหลายทั้งภายใน และภายนอกนั้น ล้วนต้องเกิด-ดับไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกเหล่านั้นเช่นกัน เมื่อรัก ชอบ ชังก็จะแสดงออกไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น

จิตจะเสวยอารมณ์ได้ ทีละอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด หรือที่เรียกว่า"เกิด-ดับไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทีละอารมณ์" นั่นเอง

ขณะที่จิตเสวยอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอยู่นั้น เป็นสภาวะจิตที่ขาดสติ หรือเผลอสติ จิตจึงแสดงอาการต่างๆออกไป ตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น เมื่อมารู้สึกตัวได้ในภายหลังเพราะเคยตั้งเจตนาไว้ว่า จะต้องสำรวมระมัดระวังกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม ก็จะเกิดความละอายแก่ใจ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและดับไปก่อนหน้าเหล่านั้น ทำให้หมั่นจดจำต่อสภาวะธรรมที่เกิด-ดับเหล่านั้น จนกลายเป็นถิรสัญญา และคอยระมัดระวังกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงามที่ตนเองต้องการ

เมื่อคอยสำรวมระมัดระวัง กาย วาจา ใจ ได้บ่อยๆเนืองๆ คือ ผ่านการศึกษา "อธิศีล" ได้แล้วควรนำสภาวะจิตที่มี "อินทรีย์แก่กล้า" นี้นำมาต่อยอดโดยลงมือปฏิบัติ "สัมมาสมาธิ" เพื่อให้จิตเข้าถึง "อธิจิต" อย่างแท้จริง นำจิตไปสู่ความเป็นผู้มีสติปัญญา รู้เห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นที่จิต

การที่จิตไม่สงบตั้งมั่นและยังหวั่นไหวต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอยู่นั้น เหตุเพราะจิตขาดกำลังของ สติ สมาธิ ปัญญา สืบเนื่องมาจากจิตที่ขาดการฝึกฝนอบรมการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา "พุทโธ" นั่นเอง จิตจึงมีกำลังไม่มากพอ ในการที่จะปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายออกไปจากจิตของตน

เมื่อเราได้รับการฝึกฝนอบรมจิต จนกระทั่งเข้าถึง "อธิจิต" ที่แท้จริงแล้ว จิตย่อมมีกำลัง หรือที่เรียกว่า "มีพละ" เกิดขึ้น มีศีล สติ สมาธิและปัญญามากพอ ที่จะนำพาให้เกิด "วิชชา จิตหลุดพ้น" เกิดขึ้นบริบูรณ์ ดังมีพระพุทธพจน์รับรองไว้ดังนี้

"อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา
จตฺตาโรสติปฏฺฐาเน ปริปุเรนฺติ,
จตฺตาโรสติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา
สตฺตโพชฺฌงฺเค ปริปุเรนฺติ,
สตฺตโพชฺฌงคา ภาวิตา พหุลีกตา
วิชฺชาวิมุตฺตึ ปริปุเรนฺติ แปลว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอานาปานสตินี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น
ทำให้บ่อยๆแล้วย่อมได้ชื่อว่า ทำสติปัฏฐานสี่ให้บริบูรณ์,
สติปัฏฐานสี่นี้ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
ย่อมได้ชื่อว่าทำโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์,
โพชฌงค์เจ็ดนี้ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
ย่อมได้ชื่อว่าทำวิชชาจิตหลุดพ้นทุกข์ให้บริบูรณ์ ดังนี้"


สรุปตามพุทธโอวาทที่ทรงตรัสไว้ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความใดๆเลย
การ "ดูจิต" ที่มีมาในมหาสติปัฏฐาน ๔ จะบริบูรณ์ได้นั้น
ต้องมีรากฐานมาจากการฝึกฝนอบรมปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
"อานาปานสติ" หรือ ภาวนา"พุทโธ" อันเป็นรากฐานสำคัญ
ที่จะทำให้การ "ดูจิต" ไม่ติด "คิด" จิตเห็นจิตตามความเป็นจริงนั่นเอง.


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 18 พฤษภาคม 2553
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:49:24 น.
Counter : 699 Pageviews.

59 comments
  
จับหลักการดูจิตได้เพี้ยนมากๆ
สมแล้วกับที่ต้องไปปฏิบัติธรรมและหลงเชื่อกับลัทธิเพี้ยนๆ

โดย: mammord IP: 183.89.206.148 วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:24:16 น
.............................
คุณmammord ครับ
ตกลงใครกันแน่ครับที่เพี้ยน
ถ้ากล่าวหาว่าคนอื่นจับหลักผิด ก็ต้องว่าที่ถูกมาซิ
อย่าใช้วิธีพล่าม แล้วมากล่าวร้ายมั่วไปหมด
สงสัยจริงๆ ดูจิตยังไง จึงชอบหลี...มั่วไปหมด

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:33:53 น.
  
ผมไม่ใช่คนโง่นะครับ ทุกวันนี้ผมถือศีล หาบุญกุศลใส่ตัวทุกวัน
รักษากุศลธรรมบถ 10 เพราะได้ไปวัดธรรมกายครับ
แก้ไขเมื่อ 18 พ.ค. 53 08:41:40
จากคุณ : ในความฝันของใครสักคน
เขียนเมื่อ : 18 พ.ค. 53 08:40:30
โดย: mammord IP: 183.89.206.148 วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:25:21 น.
.............................
คุณmammord ครับ
จะจับผิดคนอื่นทั้งที หัดเรียนแบบอย่างฤทธีบ้าง
รายนั้นต้องมีข้อมูลชัดเจนว่า ล๊อกอินนี้ใช้กันกี่คน
จะได้ไม่ต้องเดาสวดให้มั่วไปหมด อย่างที่พยายามทำอยู่

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:42:20 น.
  
คุณmammord ครับ
จะจับผิดคนอื่นทั้งที หัดเรียนแบบอย่างฤทธีบ้าง
รายนั้นต้องมีข้อมูลชัดเจนว่า ล๊อกอินนี้ใช้กันกี่คน
จะได้ไม่ต้องเดาสวดให้มั่วไปหมด อย่างที่พยายามทำอยู่

ธรรมภูต
-----------------------------------------------------------

ผมคงไม่เลียนแบบใครนะครับ

แล้วผมก็ไม่รู้ว่า login หนึ่งๆเค้าจะใช้กันหลายๆคน

โดย: mammord IP: 183.89.206.148 วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:23:23 น.
  
ซึ่งแตกต่างไปจากการสอนดูจิตที่ผิดจากความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการตามดูอาการของจิต โดยให้หมั่นจดจำสภาวะอาการของจิต หรือก็คือให้จิตจดจำเมื่อแสดงออกไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอันที่ไม่พึงประสงค์แล้ว และพยายามขจัดให้ออกไปจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง โดยใช้หลักการง่ายๆ สบายๆ คือการหลอกตนเองว่า ให้พยายามวางเฉยกับอารมณ์ความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์เหล่านั้นให้ได้ โดยให้สติเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีเจตนาใดๆ
-----------------------------------------------------------
1 การตามดูอาการของจิต เหตุเพราะการดูจิตเข้าไปตรงๆนั้นมันไม่มีอะไรให้ดู ไม่มีหลักสังเกตุ ท่านจึงสอนให้เรารู้ถึงเจตสิกต่างๆเหล่านั้น อย่างเป็นกลาง และถ้าหากยังไม่เป็นกลางในขั้นต้นๆ ก็ให้รู้ถึงจิตที่ยินดีหรือยินร้าย (จิตที่ไม่เป็นกลาง)
สรุปคือ สอนให้ "รู้" สภาวะตามความเป็นจริง
มีตรงไหนที่บอกให้หลอกตนเองครับว่าวางเฉยกับอารมณ์ความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์เหล่านั้นให้ได้???
โดย: mammord IP: 183.89.206.148 วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:17:07 น.

.............................
mammord
แสดงว่า สอนให้"รู้" สภาวะตามความเป็นจริง

แล้วโจรผู้ร้ายทั้งหลายที่ทำชั่วลงไป ก็รู้เห็นตามความเป็นจริงเช่นกันใช่มั้ย?

แบบนี้ยังไม่เรียกว่าหลอกตัวเอง แล้วจะเรียกว่าหลอกใครหละ

สภาวะตามความเป็นจริงในขณะนั้น จิตยังหวั่นไหวไปตามความรู้สึกนึกคิดอยู่ในขณะนั้นใช่มั้ย?

แต่กลับหลอกตัวเองไปวันๆว่า รู้สึกเฉยๆกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ได้ทำลงไป

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:11:43 น.
  

ซึ่งเป็นการสอนที่ขัดกันเอง เพราะในตอนต้นนั้น สอนให้ต้องจดจำสภาวะและพยายาม พอต่อมาสอนให้รอสติเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีเจตนาใดๆ ซึ่งบางครั้งถึงกับต้องใช้วิธีพยายามเปลี่ยนเอาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดในทางอันเป็นกุศลเข้ามาแทนที่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอันไม่พึงประสงค์
-----------------------------------------------------------
2 สอนให้ "รู้" และ จิตจะจดจำของเค้าได้เอง!!! และเมื่อจิตจดจำสภาวะต่างๆได้แล้ว สติจะเกิดขึ้นเอง เพราะสติก็เป็นอนัตตาสั่งให้เกิดไม่ได้!!!

ตรงไหนครับที่บอก...(ซึ่งบางครั้งถึงกับต้องใช้วิธีพยายามเปลี่ยนเอาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดในทางอันเป็นกุศลเข้ามาแทนที่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอันไม่พึงประสงค์ )???
โดย: mammord IP: 183.89.206.148 วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:21:24 น.
.............................
mammord
๒. ถ้าจิตจดจำของเค้าได้เอง!!!
อย่างนี้แสดงว่าพวกโจรผู้ร้ายและคนชั่วช้าทั้งหลาย ก็ต้องจกจำได้เองเช่นกันสิ
แล้วยังกลับมาทำชั่วได้อีกหรือ? ทำไมสติไม่เกิดขึ้นเองบ้างหละ?
เอาหลักฐานมาด้วยนะว่า ในพระสูตรมีตรงไหนกล่าวไว้ว่าสติเป็นอนัตตา อย่ามั่วเองสิ

การเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดตัวเองว่า โดยหลอกตัวเองว่าให้รู้เฉยๆ(อารมณ์กุศล)ไง

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:22:14 น.
  
จิตตานุปัสสนา - สติพิจารณาเห็นอาการของจิต(เจตสิก)หรือจิตตสังขาร, หรือสติพิจารณาใจหรือระลึกรู้เท่าทันใจที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้วเป็นอารมณ์ว่า ใจนี้ก็สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตน เรา เขา, กำหนดรู้จิตตามสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ, ดังเช่น จิตมี ราคะ โทสะ โมหะ ก็รู้ว่าจิตมี ราคะ โทสะ โมหะ, จิตปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ.(ข้อ ๓ ในสติปัฏฐาน ๔)
//nkgen.com/13.htm

โดย: mammord IP: 183.89.206.148 วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:28:03 น.
.............................
mammord
ไม่รู้หรือยังไงว่า จิตตานุปัสสนาก็คืออธิจิตสิกขาเช่นกัน

อธิจิตสิกขาในพระพุทธพจน์ก็กล่าวไว้ชัดเจนแล้วนะ

ถามว่าใครที่มีสติพิจารณาอาการของจิต?

ใครที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้วไปกับอาการของจิต?

ใครที่กำหนดรู้จิตตามสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ?

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:29:14 น.
  
ถาม-สงสัยจริงๆ ดูจิตยังไง จึงชอบหลี...มั่วไปหมด
ธรรมภูต
-----------------------------------------------------------
ตอบ-อย่าใช้วิธีพล่าม แล้วมากล่าวร้ายมั่วไปหมด
ธรรมภูต
โดย: mammord IP: 183.89.206.148 วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:30:31 น.
.............................
mammord
ความจริงหนีความจริงไม่พ้นหรอก จะพล่ามหรือไม่พล่ามไม่ใช่สาระ

แค่บรรทัดเดียว ยังถูกกล่าวหาว่าพล่ามเลย

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:36:29 น.
  
สุดท้ายนี้ก็ขออภัยที่ผม สุ่มสี่สุ่มห้า เข้ามาใน blog คุณเอง

โดย: mammord IP: 183.89.206.148 วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:41:00 น.
.............................
mammord
ถ้าเข้ามาเพื่อถกธรรม เพื่อค้นหาสัจจธรรม ยินดีเสมอ

แต่เข้ามาเพียงปกป้องสิ่งที่ตนเองเชื่อ จนเป็นอนุเสติแล้วละก้อ

ควรต้องยกเหตุผลมาด้วย ก้อเท่านั้น

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:41:02 น.
  
โมทนา สาธุ .....
เสียงหล่อเชียว


โดย: เสขะ บุคคล IP: 112.142.132.171 วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:21:06:33 น.
  
mammord
แสดงว่า สอนให้"รู้" สภาวะตามความเป็นจริง

แล้วโจรผู้ร้ายทั้งหลายที่ทำชั่วลงไป ก็รู้เห็นตามความเป็นจริงเช่นกันใช่มั้ย?

แบบนี้ยังไม่เรียกว่าหลอกตัวเอง แล้วจะเรียกว่าหลอกใครหละ

สภาวะตามความเป็นจริงในขณะนั้น จิตยังหวั่นไหวไปตามความรู้สึกนึกคิดอยู่ในขณะนั้นใช่มั้ย?

แต่กลับหลอกตัวเองไปวันๆว่า รู้สึกเฉยๆกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ได้ทำลงไป
ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 18 พฤษภาคม 2553 เวลา:20:11:43 น.
.........................................................
การที่โจรผู้ร้ายทำชั่วนั้น โจรผู้ร้ายมี สติ รู้ มั๊ยว่าอกุศลเกิดขึ้นจับจิต???
และการมี "สติรู้" นี่คุณเข้าใจว่าอย่างไร
รู้ว่าอะไร??? ถ้าเข้าใจ คำถามข้างบนนี่จะไม่เกิดขึ้น
โดย: mammord IP: 183.89.139.4 วันที่: 19 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:30:33 น
.............................
mammord
ทำไมเป็นคนกลับกลอกไปได้

พูดเองชัดๆว่า "สอนให้ "รู้" และ จิตจะจดจำของเค้าได้เอง!!!
และเมื่อจิตจดจำสภาวะต่างๆได้แล้ว สติจะเกิดขึ้นเอง"


ไหนบอกว่าจดจำสภาวะต่างๆได้ สติจะเกิดเองยังไงหละ?

รู้อะไร? โจรผู้ร้ายก็ต้องรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงสิ

แล้วทำไมสติไม่เกิดเองหละ?


เพราะสอนกันผิดๆอยู่แบบนี้นี่เอง ที่บอกว่าแค่รู้กายรู้ใจ แล้วสติจะเกิดเอง

ผมจึงยืนยันอยู่ตลอดเวลายังไงหละว่า สติต้องเพียรสร้างหรือเจริญให้เกิดขึ้น


ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:03:40 น.
  
mammord
๒. ถ้าจิตจดจำของเค้าได้เอง!!!
อย่างนี้แสดงว่าพวกโจรผู้ร้ายและคนชั่วช้าทั้งหลาย ก็ต้องจกจำได้เองเช่นกันสิ
แล้วยังกลับมาทำชั่วได้อีกหรือ? ทำไมสติไม่เกิดขึ้นเองบ้างหละ?
เอาหลักฐานมาด้วยนะว่า ในพระสูตรมีตรงไหนกล่าวไว้ว่าสติเป็นอนัตตา อย่ามั่วเองสิ

การเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดตัวเองว่า โดยหลอกตัวเองว่าให้รู้เฉยๆ(อารมณ์กุศล)ไง

ธรรมภูต

-----------------------------------------------------------
โจรผู้ร้ายจดจำอะไร?? โจรผู้ร้ายเจริญสติอยู่หรือไม่ในขณะจะทำความชั่ว??? แล้วจะเอาสติที่ไหนมาเกิด???
ไม่เข้าใจว่าโยงสะเปะสะปะอย่างนี้ได้อย่างไร
ต้องการเอาพระสูตร ผมว่าเอากันให้เข้าใจกันก่อนดีมั๊ยว่า
การดูจิตที่บอกว่าผิดๆ หน่ะมันผิดเพราะอะไร???
แน่ใจหรือว่าตัวเองเข้าใจคนที่คุณกล่าวหาถูกต้อง???
โดย: mammord IP: 183.89.139.4 วันที่: 19 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:36:08 น
.............................

mammord
เป็นคนพูดเองชัดๆ ยังจะมาถามคนอื่นเพื่ออะไร?

ไหนบอกเองว่า ถ้าจิตจดจำของเค้าได้เอง แล้วสติจะเกิดขึ้นเองยังไงหละ

โจรผู้ร้ายจดจำอะไร?? ถามทำไม? ก็จดจำสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงยังไงหละ

ก็พูดเองไม่ใช่หรือว่า สรุปต้องรู้สภาวะตามความเป็นจริง แล้วสติจะเกิดเอง

โจรผู้ร้ายเจริญสติอยู่หรือไม่ในขณะจะทำความชั่ว???
แล้วจะเอาสติที่ไหนมาเกิด???
ถามทำไมอีกหละ?

ก็บอกเองไม่ใช่หรือว่าสติมันจะเกิดขึ้นเอง เมื่อจิตจดจำสภาวะได้

ก็เชื่อที่เค้าสอนกันผิดๆว่า ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องเพียร แล้วสติจะเกิดขึ้นเอง

ถ้าไม่คิดจะยกเอาพระสูตรมายืนยัน วันหลังก็อย่าซี้ซั้วพูดสิ จำไว้

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:39:59 น.
  
มีสติรักษาจิต
คุณเข้าใจคำๆนี้ว่าอย่างไร??
โจรผู้ร้ายทำความชั่ว สามารถทำโดยมีสติได้หรือไม่??

โดย: mammord IP: 183.89.139.4 วันที่: 19 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:56:25 น.
.............................

mammord
มีสติรักษาจิต

อธิบายมาไม่รู้กี่บทความแล้วว่า

สติเกิดเองลอยๆไม่ได้ ต้องเพียรสร้าง ต้องเจริญให้เกิดขึ้นที่จิต

โดยการปฏิบัติกรรมฐานภาวนา "พุทโธ" เพื่อเป็นบาทฐาน

เป็นที่ตั้งของสติ เพื่อให้จิตมีสติตั้งอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

ซึ่งก็คือ การเจริญสติปัฏฐานสี่นั่นเอง หรือ เป็นสัมมาสติในพระพุทธศาสนา

ส่วนที่มีสอนๆกันอยู่นั้น สอนว่าสติจะเกิดเองเมื่อจิตจดจำสภาวะได้

จึงได้ถามไปว่า ในเมื่อโจรผู้ร้ายก็จดจำสภาวะที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงได้

แล้วทำไมสติไม่เกิดขึ้นเองบ้างหละ แล้วจะมาถามทำไม

ในเมื่อคิดและเชื่อไปแล้วว่า สติเกิดขึ้นเองได้เมื่อจิตจดจำสภาวะได้

ซึ่งเป็นการลบหลู่พระบรมครูอย่างยิ่ง

เพราะทรงสอนว่า สัมมาสติ เป็นมรรค เป็นทางเดินของจิตเพื่อความพ้นทุกข์

เป็นภาเวตัพพะ ต้องเจริญ ต้องทำให้มาก ต้องทำให้เกิดขึ้นที่จิต

ไม่เคยสอนไว้ ณ ตรงไหนเลยว่า สติเกิดได้เองเมื่อจิตจำจำสภาวะ

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:25:36 น.
  
ซึ่งแตกต่างไปจากการสอนดูจิตที่ผิดจากความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการตามดูอาการของจิต โดยให้หมั่นจดจำสภาวะอาการของจิต หรือก็คือให้จิตจดจำเมื่อแสดงออกไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอันที่ไม่พึงประสงค์แล้ว และพยายามขจัดให้ออกไปจากอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง โดยใช้หลักการง่ายๆ สบายๆ คือการหลอกตนเองว่า ให้พยายามวางเฉยกับอารมณ์ความรู้สึกอันไม่พึงประสงค์เหล่านั้นให้ได้ โดยให้สติเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีเจตนาใดๆ

ซึ่งเป็นการสอนที่ขัดกันเอง เพราะในตอนต้นนั้น สอนให้ต้องจดจำสภาวะและพยายาม พอต่อมาสอนให้รอสติเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องมีเจตนาใดๆ ซึ่งบางครั้งถึงกับต้องใช้วิธีพยายามเปลี่ยนเอาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดในทางอันเป็นกุศลเข้ามาแทนที่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอันไม่พึงประสงค์

------------------------------------------------------------
สองย่อหน้านี้ ไปเอามาจากไหน ใครเป็นคนพูด?????
จะกล่าวโทษว่าใครสอนผิด แต่ยังจับ "หลักสำคัญ" ที่คนนั้นสอนไม่ได้เลย
อย่างนี้มันผิดที่ใคร???
หลักสำคัญ 4 ข้อที่ท่านสอนจนปากเปียกปากแฉะ คืออะไร??? คุณตอบได้มั๊ย ก่อนจะมากล่าวโทษ
ถ้าตอบได้จะได้คุยลงรายละเอียดลึกกันต่อไป ว่ามันถูกหรือผิดอย่างไร
โดย: mammord IP: 183.89.139.4 วันที่: 19 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:52:58 น.
.............................

mammord
สองย่อหน้านี้ ไปเอามาจากไหน ใครเป็นคนพูด?????

ทำไมต้องไปเอามาจากไหน? ก็จากที่เห็นพวกดูจิตชอบคุยโม้ว่า เหตุใกล้ทำให้สติเกิด โดยไม่ต้องเจตนาใดๆทั้งสิ้นยังไง

ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้าเจ้าตัวไม่เคยตั้งเจตนาระมัดระวังไว้ก่อน มันจะเกิดขึ้นเองไม่ได้หรอก หรือว่าไม่จริง???????

จะกล่าวโทษว่าใครสอนผิด แต่ยังจับ "หลักสำคัญ" ที่คนนั้นสอนไม่ได้เลย
อย่างนี้มันผิดที่ใคร???


คนนั้นที่สอนหนะใคร? ใช่คนที่ชอบโกหกอยู่เป็นนิดใช่มั้ย?

ใครกันแน่ที่จับหลักไม่ได้ ใช่คนที่สอนคนนั้นมั้ย? ผิดที่คนสอนไม่รู้จริงใช่มั้ย?

หลักสำคัญ 4 ข้อที่ท่านสอนจนปากเปียกปากแฉะ คืออะไร???

จะต้องรู้ไปทำไม แค่หลักการเบื้องต้นง่ายๆ เรื่องจิตเรื่องเดียวก็ออกทะเลไปแล้ว

มีที่ไหนสอนไปได้ว่า "จิตเป็นกองทุกข์" "จิตเป็นวิญญาณขันธ์"

ต่อให้สอนจนปากฉีกไปถึงใบหู ถ้าลองสอนเรื่องจิตผิดไปจากความเป็นจริงแล้ว ก็จบกัน

ไม่ต้องไปพูดถึงการสอนเรื่องอื่นให้เสียเวลาไปทำไม? มันก็ผิดตลอดไปแนวอยู่ดี

การจะลงในรายละเอียดลึก รู้สึกข้อแม้เยอะเหลือเกินนะ

ก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่า สุ่มสี่สุมห้าบ้าเข้ามาเอง อย่าตั้งข้อแม้เยอะนักเลย

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 20 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:00:48 น.
  
ระมัดระวังกาย วาจา ใจให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม(ดูจิต) ก็จะเกิดความละอายแก่ใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและดับไปก่อนหน้าเหล่านั้น

คอยระมัดระวังกาย วาจา ใจได้บ่อยๆเนืองๆ...

^
^

ทำแบบนี้บ่อยๆ เนืองๆ จนเหมือนเป็นอัตโนมัติไปแล้ว
ไม่แน่ใจว่า จะใช้คำว่า
เมื่อเราตามรักษาจิต จิตจะรักษาเรา ได้รึเปล่าคะ

สวัสดีนะคะ ท่านธรรมภูต ไม่ได้แวะมานานเลยค่ะ
โดย: พ่อระนาด วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:31:37 น.
  
อีกอย่างนึงครับ

ตัวผมเองก็มีการใช้พุทโธเป็นวิหารธรรม
โดย: mammord IP: 183.89.205.181 วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:31:39 น.
  

ระมัดระวังกาย วาจา ใจให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม(ดูจิต) ก็จะเกิดความละอายแก่ใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและดับไปก่อนหน้าเหล่านั้น

คอยระมัดระวังกาย วาจา ใจได้บ่อยๆเนืองๆ...

^
^
ทำแบบนี้บ่อยๆ เนืองๆ จนเหมือนเป็นอัตโนมัติไปแล้ว
ไม่แน่ใจว่า จะใช้คำว่า
เมื่อเราตามรักษาจิต จิตจะรักษาเรา ได้รึเปล่าคะ
สวัสดีนะคะ ท่านธรรมภูต ไม่ได้แวะมานานเลยค่ะ

โดย: พ่อระนาด วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:31:37 น.

.............................

คุณปุ๊กครับ

ใช่ครับ เราตามรักษาจิต จิตก็จะรักษาเราเอง

แต่ต้องเป็นจิตที่มีสติ สมาธิ ปัญญากำกับอยู่ตลอดเวลาอย่าต่อเนื่อง

จะเกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนอบรมปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอย่างจริงจัง

ที่เราเรียกว่าวิธีตามรักษาจิตให้อยู่ในที่ตั้งของสติเท่านั้นครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:21:01:20 น.
  
โจรผู้ร้ายก็ต้องรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงสิ
แล้วทำไมสติไม่เกิดเองหละ?
-----------------------------------------------------------
นี่งัยหล่ะครับ!!!ที่ผมบอกว่าคุณไม่เข้าใจที่ท่านสอน
รู้นี้รู้อะไรครับ?
คุณเข้าใจคำว่า รู้"กาย"รู้"ใจ" ตามความเป็นจริงมั๊ยครับ!!!ไม่ใช่รู้สถานการณ์ตามความเป็นจริง หรือ แม้กระทั่งจิตเกิดความคิด ท่านก็สอนว่า เมื่อจิตคิด ให้รู้ว่าจิตคิด ไม่ใช่รู้เรื่องราวที่จิตคิด ไอ้การรู้เรื่องที่จิตคิด หมา-แมว มันก็รู้ได้!!!
คุณเข้าใจตรงนี้มั๊ยครับ???

โดย: mammord IP: 183.89.205.181 วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:34:16 น.
.............................

mammord
ทั้งหมดทีผมตอบไป คุณเป็นคนสรุปและพูดขึ้นเองทั้งนั้น

แล้วมายัดเยียดว่า ผมไม่รู้อย่างงั้น ไม่เข้าใจอย่างงี้

ที่ตอบมาก็เช่นกัน รู้สึกมั้ยว่าคุณพูดขัดกันเอง

เมื่อจิตคิด ให้รู้ว่าจิตคิด ไม่ใช่รู้เรื่องราวที่จิตคิ

ถ้าไม่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมาให้จิตคิด จิตมันจะคิดมั้ย???

เมื่อรู้ว่าจิตคิด ก็ควรต้องฝึกให้จิตหยุดคิดให้เป็น ใช่มั้ย???

หมา-แมวบ้านคุณเก่งจริงนะ รู้เรื่องที่จิตคิดได้ด้วย

ถ้ามันรู้เรื่องที่คิดจริง มันคงไม่มาเกิดเป็นหมาเป็นแมวหรอก จำไว้


ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:21:15:34 น.
  

mammord
เป็นคนพูดเองชัดๆ ยังจะมาถามคนอื่นเพื่ออะไร?

ไหนบอกเองว่า ถ้าจิตจดจำของเค้าได้เอง แล้วสติจะเกิดขึ้นเองยังไงหละ

โจรผู้ร้ายจดจำอะไร?? ถามทำไม? ก็จดจำสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริงยังไงหละ

ก็พูดเองไม่ใช่หรือว่า สรุปต้องรู้สภาวะตามความเป็นจริง แล้วสติจะเกิดเอง

โจรผู้ร้ายเจริญสติอยู่หรือไม่ในขณะจะทำความชั่ว???
แล้วจะเอาสติที่ไหนมาเกิด??? ถามทำไมอีกหละ?

ก็บอกเองไม่ใช่หรือว่าสติมันจะเกิดขึ้นเอง เมื่อจิตจดจำสภาวะได้

ก็เชื่อที่เค้าสอนกันผิดๆว่า ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องเพียร แล้วสติจะเกิดขึ้นเอง

ถ้าไม่คิดจะยกเอาพระสูตรมายืนยัน วันหลังก็อย่าซี้ซั้วพูดสิ จำไว้

ธรรมภูต

-----------------------------------------------------------
สงสัยว่าคุณธรรมภูติจะมีปัญหากะไอ้คำว่า "สภาวะตามความเป็นจริง" จึงเกิดความไม่เข้าใจ เพราะดูจากคำถามการยกตัวอย่างข้างบน
สภาวะตามความเป็นจริงทีท่านหมายถึง ก็คือ กายกับใจ นะครับ อย่างเช่น เมื่อจิตคิดเรื่องราวต่างๆมากมายออกไป เมื่อจะจะเจริญสตินั้น ไม่ใช่ว่าให้เรารู้"เรื่องราว"ที่เราคิด แต่ให้รู้ว่า จิตกำลังคิดอยู่!! เคยได้ยินคำนี้มั๊ยครับว่า "เมื่อรู้ว่าจิตคิด จะได้ต้นทางการปฏิบัติ"
นี่แหละคือสิ่งที่คุณเข้าใจคลาดเคลื่อน
ส่วนที่ว่าไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องเพียรแล้วสติจะเกิดเอง นี่ก็ไม่รู้อามาจากไหนอีก??
ท่านสอนแน่นอนครับเรื่อง "อย่าเพ่ง" แต่ไม่มีคำว่า "อย่าเพียร" และต้องหัดรู้กายรู้ใจอย่างถูกต้อง ตามความเป็นจริง!!! จึงจะเกิดสติ
โดย: mammord IP: 183.89.205.181 วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:46:00 น.

.............................

mammord
คุณถามมาผมตอบ ผมถามไปคุณเลี่ยงที่จะตอบ แต่กลับกล่าวหาต่างๆนานา

ใครกันแน่ที่มีปัญหากะไอ้คำว่า"สภาวะตามความเป็นจริง" คุณไม่ใช่เหรอ

คุณก็พยายามจังเลยนะที่จะบอกว่า ให้รู้ที่จิตคิด

คุณไม่รู้จริงๆหรือแกล้งไม่รู้กันแน่ว่า ถ้าจิตมันลองได้คิด ที่จะไม่ปรุงแต่งเป็นไม่มี

แล้วจะไปรู้ที่จิตคิดทำไม ทำไม่ไม่รู้ที่จะหยุดคิดหละ

ทำไมตอนนี้ จึงมีคำว่าเจริญสติขึ้นมาหละ ก็รอให้สติมันเกิดขึ้นเองสิ เห็นชอบไม่ใช่หรือ

คุณไม่รู้จริงๆหรือว่า คำว่าอย่าเพ่ง ก็เป็นการบอกอยู่แล้วว่าอย่าเพียร

การเพ่งนั้นหมายความว่า "การรู้อะไรอย่างต่อเนื่องเนืองๆอยู่" ก็เท่ากับความเพียรดีๆนี่เอง

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:21:38:00 น.
  
ส่วนเรื่องที่ว่า มีพุทโธเป็นบาท ที่คุณพูดถึง
หลวงพ่อท่านไม่เคยปฏิเสธเรื่อง พุทโธ เลย บางคนท่านก็ให้ใช้เป็นวิหารธรรม
เมื่อผู้ปฏิบัติเริ่มภาวนาพุทโธ ภาวนาไปเรื่อยๆ คุณธรรมภูติเคย หลุดจากคำบริกรรมไปคิดถึงเรื่องอื่นมั๊ยครับ เคยภาวนาแล้วอึดอัดมั๊ยครับ เคยภาวนาแล้วจิตเบาๆ มั๊ยครับ นั่นแหละคือ สภาวะตามความเป็นจริงที่ท่านสอนให้เรา "ตามรู้"
โดย: mammord IP: 183.89.205.181 วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:52:42 น.
.............................

mammord
ที่ผมรู้มาไม่ใช่อย่างที่คุณพูด

ถ้าผู้สอนเข้าถึง "จิตพุทโธ"จริง จะไม่เที่ยวสอนหรอกว่า "จิตเป็นกองทุกข์"

จิตมีหลายดวงเกิด-ดับเป็นว่าเล่น จิตเป็นวิญญาณขันธ์

ที่คุณพูดมาก็ไม่ใช่ สภาวะที่รู้เห็นตามความเป็นจริงเช่นกัน

ถ้ารู้เห็นตามสภาวะความเป็นจริงแล้ว การภาวนาจะมีการรู้สึกอึดอัดด้วยหรือ?

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:21:49:33 น.
  

mammord
สองย่อหน้านี้ ไปเอามาจากไหน ใครเป็นคนพูด?????

ทำไมต้องไปเอามาจากไหน? ก็จากที่เห็นพวกดูจิตชอบคุยโม้ว่า เหตุใกล้ทำให้สติเกิด โดยไม่ต้องเจตนาใดๆทั้งสิ้นยังไง

ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้าเจ้าตัวไม่เคยตั้งเจตนาระมัดระวังไว้ก่อน มันจะเกิดขึ้นเองไม่ได้หรอก หรือว่าไม่จริง???????

จะกล่าวโทษว่าใครสอนผิด แต่ยังจับ "หลักสำคัญ" ที่คนนั้นสอนไม่ได้เลย
อย่างนี้มันผิดที่ใคร???

คนนั้นที่สอนหนะใคร? ใช่คนที่ชอบโกหกอยู่เป็นนิจใช่มั้ย?

ใครกันแน่ที่จับหลักไม่ได้ ใช่คนที่สอนคนนั้นมั้ย? ผิดที่คนสอนไม่รู้จริงใช่มั้ย?

หลักสำคัญ 4 ข้อที่ท่านสอนจนปากเปียกปากแฉะ คืออะไร???

จะต้องรู้ไปทำไม แค่หลักการเบื้องต้นง่ายๆ เรื่องจิตเรื่องเดียวก็ออกทะเลไปแล้ว

มีที่ไหนสอนไปได้ว่า "จิตเป็นกองทุกข์" "จิตเป็นวิญญาณขันธ์"

ต่อให้สอนจนปากฉีกไปถึงใบหู ถ้าลองสอนเรื่องจิตผิดไปจากความเป็นจริงแล้ว ก็จบกัน

ไม่ต้องไปพูดถึงการสอนเรื่องอื่นให้เสียเวลาไปทำไม? มันก็ผิดตลอดไปแนวอยู่ดี

การจะลงในรายละเอียดลึก รู้สึกข้อแม้เยอะเหลือเกินนะ

ก็บอกเองไม่ใช่เหรอว่า สุ่มสี่สุมห้าบ้าเข้ามาเอง อย่าตั้งข้อแม้เยอะนักเลย

ธรรมภูต
-----------------------------------------------------------

อ้างโน่นอ้างนี่นะครับ
สุดท้ายก็คือ "ไม่รู้หลักคำสอน" นั่นเอง!!!!
แย่นะครับ ศึกษาท่านมาแบบงูๆปลาๆ แต่วิจารณ์ได้เป็นตุเป็นตะ
พระอาจารย์ท่านใดที่ผมไม่เคยศึกษาคำสอนท่านอย่างจริงๆจังๆ ผมจะไม่กล้า หน้าด้าน แอบวิจารณ์ท่านแบบผิดๆครับ
ในเมื่อท่านไม่อยากรู้ "หลักสำคัญ" เพราะอะไรๆก็ตามแต่ ผมก็คงไม่ต้องอธิบายใช่มั๊ยครับ???เพราะเดี๋ยวถามไล่จนจนมุมจะโดนหาว่าข้อแม้เยอะอีกทั้งๆที่สุ่มสี่สุ่มห้าเดินเข้ามาเอง

โดย: mammord IP: 183.89.205.181 วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:02:03 น.
.............................

mammord
ตรงไหนที่ผมอ้างโน้นอ้างนี่ ก็พูดไปตามที่รู้เหตุการณ์ตามความเป็นจริงเท่านั้น

ผมไม่เคยสนใจจริยาใครที่ทำอะไรไว้อยู่แล้ว

แต่ไม่ชอบคนที่เอาครูบาอาจารย์มาแอบอ้างทั้งที่ไม่เป็นความจริงเลย

ทั้งใจกล้าและหน้าด้านในการเอามาแอบอ้าง ทั้งที่รู้ว่าไม่เป็นความจริง

ถ้าจะคิดถกธรรมกับผม ควรเอาที่เนื้อธรรมไม่ใช่ตัวบุคคล ซึ่งเจ้าตัวไม่อาจมาถกเองได้

ใครกันแน่ที่กำลังจนมุม แม้คำถามที่ถามไปก็เลี่ยงที่จะตอบ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:22:02:20 น.
  
ผมจะขอสรุปสั้นๆอย่างนี้ได้มั๊ยครับว่า
1 คุณไม่รู้ ''หลักสำคัญของหลวงพ่อ'' แต่คุณกล้าวิจารณ์
2 คุณไม่เข้าใจแม้กระทั่งคำว่า "สภาวะตามความเป็นจริง" ที่หลวงพ่อท่านหมายถึง แต่ท่านก็มั่วเอาเองว่า สภาวะตามความเป็นจริงนั้นคือ สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เช่นสถานการณณืที่โจรจะไปประกอบกรม บลา บลา บลา อะไรเทือกนั้น
3 ท่านเข้าใจว่าต้องมีบริกรรมเป็นบาท แต่ท่านเข้าใจผิดว่าหลวงพ่อปฏิเสธการบริกรรม
4 อีกมากมายที่ท่าน ปัญญาเบา ไม่สามารถเข้าใจคำสอนท่านได้เอง แต่ ท่านก็กล้าที่จะวิจารณ์
โดย: mammord IP: 183.89.205.181 วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:08:24 น.

.............................

mammord
ผมจะขอสรุปสั้นๆอย่างนี้ได้มั๊ยครับว่า
๑.ที่กล้าวิจารณ์ ก็เพราะ รู้หลักการที่แท้จริงต่างหาก

๒.ใครกันแน่ที่ไม่รู้จัก สภาวะรู้เห็นตามความเป็นจริง จึงมั่วสอนแบบลักจำเอามาสอน

ที่สอนมามันไม่ใช่สภาวะตามความเป็นจริงสักหน่อยเลย

๓.หัดยอมรับความจริงซะบ้าง เห็นสอนไว้ตั้งมากมายหลายที่ว่า ไม่จำเป็นต้องทำสมาธิ

๔.ที่กล้าวิจารณ์ก็เพราะเข้าใจว่าคนเขลาเบาปัญญา จึงสอนขัดแย้งกับพระบรมครู

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:22:13:42 น.
  
ต้องเป็นจิตที่มีสติ สมาธิ ปัญญากำกับอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง

จะเกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนอบรมปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอย่างจริงจัง
^
^

ขอบคุณค่ะ ท่านธรรมภูต

กำลังเพียรอยู่ค่ะ
โดย: พ่อระนาด วันที่: 22 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:56:41 น.
  
อนุโมทนา สาธุ ค่ะ

วิญญาณธาตุ (ธาตุรู้) สืบต่อไปยังภพภูมิต่างๆตามกรรมที่สร้าง
วิญญาณขันธ์(วิญญาณในขันธ์๕) ขันธ์ ๕ ตายก็ตายด้วยไม่สืบต่อ

ตามมาอ่านค่ะ ขอบคุณค่ะ
โดย: sirisuk IP: 125.26.88.20 วันที่: 22 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:08:23 น.
  
ต้องเป็นจิตที่มีสติ สมาธิ ปัญญากำกับอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง

จะเกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนอบรมปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอย่างจริงจัง
^
^
ขอบคุณค่ะ ท่านธรรมภูต
กำลังเพียรอยู่ค่ะ

โดย: พ่อระนาด วันที่: 22 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:56:41 น.

......................................
อนุโมทนาครับคุณปุ๊ก
ความเพียรมีผล ความพยายามมีผลครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 24 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:42:26 น.
  
ขออนุญาตท่านธรรมภูต ร่วมแสดงคคหนะคะ

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้มีการยกเว้นว่า จิตพุทโธ อยู่นอก
เหนือจากนี้หรือครับ??

โดย: mammord IP: 183.89.221.35 วันที่: 24 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:19:47 น.

^

จิตพุทโธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ บรรลุพระนิพพาน
จิตของพระองค์เป็นพุทโธ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว

ทรงรู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง
จิตหลุดพ้นจากการถือมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕
เพระทรงรู้แล้ว เห็นแล้วว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

ถ้าจิตยังยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ อยู่
ก็ยังต้องเวียนเกิดเวียนตายในสังสารวัฏฏ์
ตกอยู่ในอำนาจพระไตรลักษณ์ อันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

จิตของพระองค์หลุดพ้นจากการถือมั่นในขันธ์ ๕ แล้ว
ไม่ต้องมาเวียนเกิดเวียนตายในสังสารวัฏฏ์แล้ว
ไม่ตกอยู่ในพระอำนาจพระไตรลักษณ์ อันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว


เพราะฉะนั้น ถ้า่จิตพุทโธ ยังเข้ากฏไตรลักษณ์อยู่ แล้วจะปฏิบัติไปเพื่ออะไร???

โปรดพิจารณา



โดย: ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ IP: 58.9.96.55 วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:31:29 น.
  
ที่ว่าจิตหลายดวง เกิด-ดับ เป็นว่าเล่น นั้นหมายถึง จิตนั้น
บางครั้งก็เป็นผู้รู้ บางครั้งก็เป็นผู้คิด ผู้ปรุง ผู้แต่ง ผูหลง
ฯลฯ ที่เราไม่เห็นว่ามันเกิด-ดับ เพราะ สันตติ ยังไม่ขาด
เราเลยเห็นมันต่อเนื่อง เนืองๆอยู่ยังงัยครับ ซึ่งจุดนี้ชี้ให้
เห็นว่า ท่านอาจจะภาวนามาไม่เห็นตัวนี้ จึงเห็นว่า มันต่อ
เนื่องกัน

โดย: mammord IP: 183.89.221.35 วันที่: 24 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:19:47 น.

^

ผู้ปฏิบัติทางจิต ต้องรู้เห็นตลอดสายในการปฏิบัติ

เพราะจิตคือธาตุรู้ ไม่ใช่ธาตุรู้บ้างไม่รู้บ้าง
ธาตุรู้ย่อมทรงความรู้ทุกกาลสมัย ไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นธาตุไม่รู้ได้
ไม่อาจแปรเปลี่ยนเป็นธาตุดิน น้ำ ลม หรือ ไฟ ได้

เพียงแต่ รู้ผิด หรือ รู้ถูก ต่างหาก

รู้ผิด เพราะเห็นขันธ์ ๕ เกิดดับ เลยเข้าใจว่าตน(จิต)เกิดดับ

รู้ถูก เพราะรู้แล้วเห็นแล้วว่า ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตน ตนไม่ใช่ขันธ์ ๕
ถึงขันธ์ ๕ จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ หรือ ดับไป จะแปรปรวนไปอย่างไรก็ตาม
ตน(จิต) ก็ไม่เกิืดขึ้น ตั้งอยู่ หรือดับไป ไม่แปรปรวนตามขันธ์ ๕ ที่แปรปรวนไป

เพราะตน(จิต) รู้อยู่ที่รู้ ไม่ไปรู้อยู่ที่เรื่อง
จิตไม่เกิดดับ แต่เรื่องที่จิตไปรู้ต่างหากที่เกิดดับ



โดย: ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ IP: 61.90.64.154 วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:47:42 น.
  
ส่วนเรื่องความอึดอัดนี้ น่าตลกมากๆเลยถ้าท่านบอกว่า
ความอึดอัดนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ขณะภาวนา ผมอยาก
ทราบว่าขณะที่เราอยู่กับคนที่ไม่ชอบ หรือต้องทำกิจกรรม
บางอย่างที่เราไม่เต็มใจ หรือ การอยู่ในสถานที่ที่เราไม่
ชอบใจ ในขณะที่ผมกล่าวมานี้ ท่านไม่ภาวนาอยู่หรือครับ
แล้วความอึดอัดไม่เกิดขึ้นหรือครับ หรือท่านจะสื่อว่าการ
บังคับใจของท่านทำให้สภาวะ อึดอัด ไม่เกิดขึ้น ถ้าเป็น
อย่างนั้น ท่านก็ไป "เพ่ง" หรือ "พยายาม" ดัดแปลงความ
จริงของจิต ไม่ใช่ "รู้" ความจริงของจิตที่เกิดขึ้นขณะนั้น



โดย: mammord IP: 183.89.221.35 วันที่: 24 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:19:47 น.

ู^

ก็ถ้ารู้อยู่ที่รู้ (เพียรเพ่งเผากิเลส)
ไม่ไปรู้อยู่ที่เรื่อง
ความอึดอัดจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

เพราะไม่ภาวนา ไม่เพียรเพ่ง แน่นอนความอึดอัดย่อมเกิดขึ้น
เพราะพยายามกดข่มจิตใจ พยายามดัดแปลงจิต
ไม่ให้แสดงอาการไม่พอใจออกมาต่างหาก

v

ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง
เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าประมาท
อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง
นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ

^

ตลอดพระชนม์ชีพ ทรงสอนให้พระสาวกเพียรเพ่งตลอด

โดย: ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ IP: 61.90.64.154 วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:55:08 น.
  
คุณขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ

อนุโมทนาในธรรมทาน เผื่อจะมีคนตาสว่างขึ้นมาได้บ้างครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:28:56 น.
  

ถ้าไม่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมาให้จิตคิด จิตมันจะคิดมั้ย???

เมื่อรู้ว่าจิตคิด ก็ควรต้องฝึกให้จิตหยุดคิดให้เป็น ใช่มั้ย???

หมา-แมวบ้านคุณเก่งจริงนะ รู้เรื่องที่จิตคิดได้ด้วย

ถ้ามันรู้เรื่องที่คิดจริง มันคงไม่มาเกิดเป็นหมาเป็นแมวหรอก จำไว้


ธรรมภูต
-----------------------------------------------------------
เรื่องหมาเรื่องแมวนี่คุณว่ามันไม่จริงเหรอที่ผมบอกว่ามันก็รู้เรื่องราวที่มันคิด ยกตัวอย่าง ว่าแมวมันอยากไปจับหนู มันก็รู้"ตัวมันเอง"อยากไปจับหนู แต่มันไม่รู้ว่ากิเลสเกิดขึ้นที่จิตของมัน ทำให้จิตของมัน "คิด" ......

ถูกต้องของคุณครับว่ามันต้องมีเรืองราวให้จิตมันคิด แต่การฝึกของเราต่างกันไป กิริยา หรือ verb ตัวเดียวที่เราทำก็คือ "รู้" ครับ ไม่ใช่ไปบังคับกายบังคับใจให้หยุด เพราะการฝึกการบังคับกายบังคับใจนั้น เบื้องหลังการฝึกมักจะแฝงด้วย โลภะเจตนา ซึ่งถ้าไม่ฝึก รู้สภาวะตามความเป็นจริง ก็จะไม่เห็นตัวโลภะนี้
โดย: mammord IP: 183.89.221.35 วันที่: 24 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:49:40 น.
...............................................
mammord
ผมไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมรู้ดีจังเลย เรื่องหมาๆเรื่องแมวๆ

คุณรู้ได้ยังไงว่าแมวมันอยากจับหนูกินเป็นอาหาร แสนรู้จริงๆ

อย่าลืมว่าสัตว์ทั้งหลายในโลก ล้วนทำไปด้วยสัญชาตญาณความหิวเป็นตัวพาไปเท่านั้น

ผมถามว่า เมื่อแมวมันหิว มันเดินไปเจอนก มันกินมั้ย??? หรือว่าต้องรอเจอหนูก่อนถึงจะค่อยกิน???

กิริยาหรือverb คืออาการของจิตที่ได้แสดงออกไปแล้ว เราจึงเรียกว่ากิริยาอาการที่แสดงออกไป

เมื่อรู้ อยู่ที่กาย วาจา ใจ ในขณะที่กำลังจะกระทำการในสิ่งที่ไม่ดีงาม คุณควรหยุดมันหรือปล่อยมันหละ???

จะต้องมีโลภะเจตนาด้วยหรือ? จึงจะบังคับกาย ใจให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงามได้???

การที่ควบคุมกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงามให้ได้นั้น

ก็เพื่อที่ต้องการจะลดความโลภะ ความโกรธ ความหลงไปใช่มั้ย???

ผมไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเวลาคุณภาวนาถึงได้มีปัญหาจากการภาวนาเยอะจัง

ก็เพราะมีโลภะเจตนา(ความทะยานอยาก)อยู่เบื้องหลังนั่นเอง เริ่มต้นผิด จะเอาความสงบมาจากไหนหละ???

หัดเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจเสียใหม่ เวลาภาวนาให้มีเจตนารู้อยู่ที่องค์ภาวนาอย่างเดียวเท่านั้นก็พอ

อย่าไปรู้ อยู่ที่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

ไม่ต้องไปตั้งความอยากลงไปด้วยหรอก เพราะคุณไม่รู้เห็นตามความเป็นจริง จึงตั้งเจตนาแบบผิดๆ

เมื่อตั้งเจตนาผิด จิตก็ไม่สงบตั้งมั่นสักที จึงมีแต่ความอึดอัดขัดข้อง ในเวลาปฏิบัติอยู่นั่นเอง

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:36:10 น.
  
คุณไม่รู้จริงๆหรือว่า คำว่าอย่าเพ่ง ก็เป็นการบอกอยู่แล้วว่าอย่าเพียร

การเพ่งนั้นหมายความว่า "การรู้อะไรอย่างต่อเนื่องเนืองๆอยู่" ก็เท่ากับความเพียรดีๆนี่เอง
ธรรมภูต
-----------------------------------------------------------
คุณไม่รู้จริงๆหรือครับว่า การเพ่งนั้น ไม่ใช่การเพียร??
การเพ่งนั้น คือการ ถลำหรือกดจิต เข้าไปแนบกับ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
การรู้อะไรต่างๆอย่างต่อเนื่องเนืองๆอยู่ นี้ไม่ใช่การเพ่งครับ
โดย: mammord IP: 183.89.221.35 วันที่: 24 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:55:41 น.
...............................................
mammord
การเพ่งแบบที่คุณพูดว่า คือการถลำหรือกดจิตนั้น เป็นการเข้าใจแบบคิดเองเออเอง

หรือเชื่อผู้พูดที่ไม่เคยรู้จักคำว่าเพ่งในทางพระพุทธศาสนาเลยนะ

คุณอยากรู้อะไรแบบต่อเนื่อง คุณต้องเพ่ง(รู้)อยู่ที่สิ่งนั้นมั้ย?

การถลำหรือกดจิตนั้น เกิดจากความทะยานอยาก(ตัณหา) ที่ต้องการเพราะขาดสติไปนั่นเอง

การเพ่งนั้นไม่ใช่ใช่ใช้ตาเนื้อในการเพ่ง แต่เป็นการใช้ตาในคือจิตผู้รู้เป็นตัวเพ่งต่างหาก

จะทำให้เกิดจักขุงอุทปาทิ ล้วนเกิดจากการเพียรเพ่งทั้งนั้น

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:10:52:19 น.
  
mammord
ที่ผมรู้มาไม่ใช่อย่างที่คุณพูด

ถ้าผู้สอนเข้าถึง "จิตพุทโธ"จริง จะไม่เที่ยวสอนหรอกว่า "จิตเป็นกองทุกข์"

จิตมีหลายดวงเกิด-ดับเป็นว่าเล่น จิตเป็นวิญญาณขันธ์

ที่คุณพูดมาก็ไม่ใช่ สภาวะที่รู้เห็นตามความเป็นจริงเช่นกัน

ถ้ารู้เห็นตามสภาวะความเป็นจริงแล้ว การภาวนาจะมีการรู้สึกอึดอัดด้วยหรือ?

ธรรมภูต
-----------------------------------------------------------

ผมขอไม่พูดเรื่อง จิตพุทโธ นะครับ แต่ขออนุญาติถาม
ครับว่า

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้มีการยกเว้นว่า จิตพุทโธ อยู่นอก
เหนือจากนี้หรือครับ??

ที่ว่าจิตหลายดวง เกิด-ดับ เป็นว่าเล่น นั้นหมายถึง จิตนั้น
บางครั้งก็เป็นผู้รู้ บางครั้งก็เป็นผู้คิด ผู้ปรุง ผู้แต่ง ผูหลง
ฯลฯ ที่เราไม่เห็นว่ามันเกิด-ดับ เพราะ สันตติ ยังไม่ขาด
เราเลยเห็นมันต่อเนื่อง เนืองๆอยู่ยังงัยครับ ซึ่งจุดนี้ชี้ให้
เห็นว่า ท่านอาจจะภาวนามาไม่เห็นตัวนี้ จึงเห็นว่า มันต่อ
เนื่องกัน

ส่วนเรื่องความอึดอัดนี้ น่าตลกมากๆเลยถ้าท่านบอกว่า
ความอึดอัดนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ขณะภาวนา ผมอยาก
ทราบว่าขณะที่เราอยู่กับคนที่ไม่ชอบ หรือต้องทำกิจกรรม
บางอย่างที่เราไม่เต็มใจ หรือ การอยู่ในสถานที่ที่เราไม่
ชอบใจ ในขณะที่ผมกล่าวมานี้ ท่านไม่ภาวนาอยู่หรือครับ
แล้วความอึดอัดไม่เกิดขึ้นหรือครับ หรือท่านจะสื่อว่าการ
บังคับใจของท่านทำให้สภาวะ อึดอัด ไม่เกิดขึ้น ถ้าเป็น
อย่างนั้น ท่านก็ไป "เพ่ง" หรือ "พยายาม" ดัดแปลงความ
จริงของจิต ไม่ใช่ "รู้" ความจริงของจิตที่เกิดขึ้นขณะนั้น

โดย: mammord IP: 183.89.221.35 วันที่: 24 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:19:47 น
...............................................
mammord
กฏไตรลักษณ์นั้น เป็นกฏที่ใช้กับเรื่องในโลกทั้งนั้น

เช่นอะไรที่ไม่เที่ยงนั้น ล้วนเป็นทุกข์ ย่อมพึงพาอาศัยไม่ได้ทั้งนั้น

แล้วจิตชั้นพุทโธ มีหรือว่าจะพึ่งพาอาศัยไม่ได้ เป็นโลกุตรจิต จิตที่พ้นโลกแล้ว

ยิ่งภาวนาเป็น จะยิ่งมีสติต่อเนื่องเป็นสันตติ จะยิ่งเห็นการเกิดดับของอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย

ใครเป็นผู้รู้เห็น ก็จิตนั่นเอง ไม่ใช่อย่างที่คุณพูดว่าบ้างครั้งจิตนั้นก็เป็นผู้รู้

จิตเป็นธาตุรู้หรือผู้รู้โดยปรกติอยู่แล้ว บางครั้งที่ไม่รู้เพราะขาดสติไป

เมื่อระลึกรู้ได้ในภายหลัง ก็ย่อมรู้ว่าที่เมื่อครู่ที่ไม่รู้(รู้ผิด)ไปเพราะขาดสติ

คุณก็พูดมั่วไปนะ ผมไม่เคยพูดเลยว่า "ความอึดอัดนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ขณะภาวนา"

ผมพูดไว้ว่า ถ้ารู้เห็นตามความเป็นจริงแล้ว เวลาภาวนาจะไม่รู้สึกอึดอัดขัดข้องต่างหาก

เพราะไม่รู้เห็นตามความเป็น จึงไม่รู้จักวิธีความควบคุมบังคับให้จิตอยู่ในร่องในรอยได้

ไม่ให้จิตออกไปรู้รับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย จิตก็จะไม่รู้สึกอึดอัดขัดข้องใดๆเลย

เมื่อจิตมาเพ่ง(รู้)อยู่องค์ภาวนาเพียงอย่างเดียว โดยมีเจตนารู้อยู่ที่รู้กับองค์ภาวนานั้น

จิตก็จะไม่รู้สึกอึดอัดขัดข้อง

แต่เพราะชอบไปคัดแปลงหน้าที่ของจิต ซึ่งมีหน้าที่สร้างสติให้เกิดขึ้นจากการเพียรเพ่งภาวนา

จึงได้ปล่อยจิตปล่อยใจให้ไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเรื่องราวต่างๆ

จนจิตรู้สึกอึดอัดขัดข้องไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเรื่องราวต่างๆทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:20:54 น.
  
สวัสดีค่ะ

มาชวนไปติดตาม วิมุตติรัตนมาลีค่ะ
โดย: ปุ๊ก IP: 110.49.204.166 วันที่: 25 พฤษภาคม 2553 เวลา:13:12:10 น.
  
คำว่าจิตพุทโธ หมายถึง จิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน..เพิ่งเข้าใจความหมายครับ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นจิตซึ่งบริกรรมพุทโธ
โดย: mammord IP: 183.89.212.48 วันที่: 27 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:55:41 น.
  
ธรรมภูต
หัดเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจเสียใหม่ เวลาภาวนาให้มีเจตนารู้อยู่ที่องค์ภาวนาอย่างเดียวเท่านั้นก็พอ

อย่าไปรู้ อยู่ที่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
-----------------------------------------------------------

รู้อยู่ที่องค์ภาวนาอย่างเดียว หมายถึง อยู่กับพุทโธ อย่าง
เดียวหรือครับ??

ผมไม่เข้าใจ!!

เมื่อเกิดความนึกคิด ปรุงแต่ง ถ้าเราไม่ได้ภาวนานั้นเราก็จะ
หลงไปกับ "เรื่องราวต่างๆ"ที่จิตคิด ซึ่งแน่นอนนี่คือการ
ขาดสติ หรือหลงนั่นเอง ดังนั้นเมื่อเราเกิดระลึกขึ้นมาได้
ว่า เมื่อกี้นี้เราหลงไป (เผลอ,ขาดสติ) เราก็จะเห็นสภาวะที่
เผลอ (ขาดสติ) ไป ซึ่งในขณะที่รู้นั้น สติเกิดขึ้นแล้ว

แต่ที่คุณธรรมภูติบอกให้ รู้อยู่ที่องค์ภาวนาอย่างเดียวนั้น
เวลาที่ออกมากระทบโลก แน่นอนว่าเราจะต้องมีการ
เผลอ... ซึ่งเวลาเรานึกจึ้นมาได้ว่าเผลอ ก็ให้เราบริกรรมพุ
ทโธ ไปเรื่อยๆ อย่างนั้นหรือครับ??

หรือในบางครั้ง จิตเรามีโทสะขึ้นมา โดยปกติผมก็จะรู้ ว่า
จิตมีโทสะอยู่ รู้อยู่เฉยๆ ก็เห็นว่าเมื่อมีเหตุมันถึงเกิด แต่ใน
การปฏิบัติจริงๆนั้น ก็จะเห็นว่า เมื่อไม่ไปปรุงแต่งมันต่อ มัน
ก็จะหายไปเอง

แต่ในการปฏิบัติของคุณธรรมภูตินั้น หมายความอย่าง
ไร?? เมื่อจิตเกิดโทสะ ให้บริกรรม และรู้อยู่ที่พุทโธ อย่าง
นั้นหรือครับ??
โดย: mammord IP: 183.89.212.48 วันที่: 27 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:53:11 น.

....................
ธรรมถูต
คุณอยากรู้อะไรแบบต่อเนื่อง คุณต้องเพ่ง(รู้)อยู่ที่สิ่งนั้นมั้ย?

การถลำหรือกดจิตนั้น เกิดจากความทะยานอยาก(ตัณหา) ที่ต้องการเพราะขาดสติไปนั่นเอง

การเพ่งนั้นไม่ใช่ใช่ใช้ตาเนื้อในการเพ่ง แต่เป็นการใช้ตาในคือจิตผู้รู้เป็นตัวเพ่งต่างหาก

----------------------------------------------------------
1 เพ่ง(รู้) อยู่ที่สิ่งใด?
2 เรื่องจิตผู้รู้นี้ บางคนก็เกิดสภาวะนี้แล้ว บางคนก็ยังไม่
เกิด แล้วคนที่ยังไม่เกิด จะมีวิธีฝึกปฏิบัติอย่างไร?? จะเพ่ง
อย่างไร??
โดย: mammord IP: 183.89.212.48 วันที่: 27 พฤษภาคม 2553 เวลา:9:00:27 น.

................................................................
mammord
ผมขอตอบแบบรวมๆไปนะ การที่เราชอบเผลอไปในขณะภาวนาอยู่นั้น
เพราะจิตคุ้นเคยกับการชอบออกไปรับรู้อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดนั้นเอง
เนื่องจากผู้ปฏิบัติขาดเจตจำนงอันแน่วแน่ในการที่จะรู้อยู่ที่องค์ภาวนา
เจตจำนงค์อันแน่วแน่ในองค์ภาวนาก็คือการรู้อย่างต่อเนื่องที่องค์ภาวนาหรือเพียรเพ่งนั้นเอง

เมื่อจิตมารู้อยู่ที่ความรู้สึกนึกคิดเรื่องราวต่างๆ องค์ภาวนาก็หายไป
เมื่อจิตกลับมารู้อยู่อย่างต่อเนื่องที่องค์ภาวนา เรื่องราวความรู้สึกนึกคิดก็หายไปเองใช่มั้ย???
นี่แหละคือเหตุที่เราจึงต้องสร้างให้เป็นนิสัยหรือที่เรียกว่า"วสี"เกิดขึ้นที่จิต ด้วยการเพียรเพ่งภาวนาเท่านั้น
เป็นการฝึกสร้างสติให้เกิดขึ้นที่จิตของตนเองจนเป็นนิสัยที่ถาวร โดยต้องภาวนาบ่อยๆเนืองๆ
เมื่อกระทบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดปุ๊บ จิตที่มีสติ(ฝึกมาดีแล้ว)
ก็จะละเรื่องราวอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นอยู่นั้นได้
มารู้อยูที่องค์ภาวนา จิตก็จะสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในทันทีเช่นกัน
เมื่อจิตสงบตั้งมั่นดีแล้ว ค่อยมาพิจารณาเรื่องราวความรู้สึกนึกคิดต่างๆที่เกิดขึ้นมานั้น
จิตก็จะรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า เพราะจิตคุ้นเคยกับการที่ชอบออกไปยึดถือเอาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดมาเป็นของๆตนนั่นเอง

*
เมื่อเกิดโทสะขึ้นก็รู้ แทนที่จะมัวคิดว่ารู้อยู่เฉยๆ เป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของเราเองเท่านั้น
แต่แท้จริงๆแล้ว ในจิตใจก็ยังคลุกกรุ่นด้วยอารมณ์โทสะนั้นอยู่ โดยที่ไม่แสดงออกไปเท่านั้นเองใช่มั้ย???

แทนที่จะคิดเองว่ารู้อยู่เฉยๆนั้น ให้มารู้อยู่ที่องค์ภาวนา"พุทโธ"แทนซะ อารมณ์ความรู้สึกนึกเหล่านั้น ก็จะจืดจางลงไปเอง
เมื่อเราฝึกฝนอบรมภาวนา"พุทโธ"บ่อยๆเนืองๆจนชำนาญเป็นวสีให้เกิดขึ้นที่จิตแล้ว
จนจิตกับ"พุทโธ"เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้นั่นแหละ จึงจะเรียกว่ารู้เห็นตามความเป็นจริง
ถึงจิตจะยังไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ"พุทโธ"แต่ก็ทำให้จิตรู้ทันอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆได้เร็วโดยลำดับ

การเพ่ง(รู้)นั้นให้เพ่งอยู่ที่องค์ภาวนา"พุทโธ"หรือที่ลมหายใจก็ได้ ล้วนอยู่ในสติปัฏฐาน
เนื่องจากจิตเป็นธาตุรู้ ไม่มีรูปร่างให้จับต้องได้ เราจึงต้องหมั่นฝึกฝนอบรมในการผูกจิต
ให้รู้อยู่ที่รู้(เข้าถึงจิตผู้รู้) อย่าให้ออกไปรู้อยู่ที่เรื่องราวความรู้สึกนึกคิดต่างๆ
เพราะโดยปรกติแล้วจิตมักชอบออกไปรับรู้เรื่องราวความรู้สึกนึกคิดต่างๆ
แล้วยึดมั่นถือมั่น ปรุงแต่งไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น จนเป็นความเคยชิน จนจิตเสียคุณภาพไป(ขาดสติ)
จึงต้องหมั่นฝึกฝนอบรมจิตให้กลับมามีคุณภาพดั่งที่เป็นอยู่เดิม(จิตเดิมแท้)

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 28 พฤษภาคม 2553 เวลา:11:05:07 น.
  
ขออนุโมทนาในคำตอบของคุณธรรมภูตค่ะ

ขออนุญาตร่วมแจมสักนิดค่ะ
เพราะประโยคที่มีผู้ยกมาข้างล่างนี้ มีการสอนกันในปัจจุบัน และมีผู้เข้าใจผิดกันมากมายค่ะ

v

เมื่อเกิดความนึกคิด ปรุงแต่ง ถ้าเราไม่ได้ภาวนานั้นเราก็จะ
หลงไปกับ "เรื่องราวต่างๆ"ที่จิตคิด ซึ่งแน่นอนนี่คือการ
ขาดสติ หรือหลงนั่นเอง ดังนั้นเมื่อเราเกิดระลึกขึ้นมาได้
ว่า เมื่อกี้นี้เราหลงไป (เผลอ,ขาดสติ) เราก็จะเห็นสภาวะที่
เผลอ (ขาดสติ) ไป ซึ่งในขณะที่รู้นั้น สติเกิดขึ้นแล้ว

โดย: mammord IP: 183.89.212.48 วันที่: 27 พฤษภาคม 2553 เวลา:8:53:11 น.

^
ที่พูดมานั้น ไม่ใช่สติในพระพุทธศาสนา แต่เป็นสัญญา-ความจำได้หมายรู้

เพราะการระลึกรู้หรือสติในพระพุทธศาสนานั้น หมายถึงสัมมาสติ
สัมมาสติ คือ การเจริญสติปัฏฐาน ๔
คือ การที่จิตมีสติตั้งอยู่ที่ฐานที่ตั้งสติอย่างต่อเนื่องเนืองๆไม่ขาดสาย

สติเกิดขึ้นแล้ว นั่นคือ จิตต้องระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งสติ
และไม่กระสับกระส่ายไปตามอารมณ์ที่มากระทบ

โดย: ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ IP: 58.9.97.63 วันที่: 29 พฤษภาคม 2553 เวลา:7:49:09 น.
  

เมื่อเกิดโทสะขึ้นก็รู้ แทนที่จะมัวคิดว่ารู้อยู่เฉยๆ เป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของเราเองเท่านั้น
แต่แท้จริงๆแล้ว ในจิตใจก็ยังคลุกกรุ่นด้วยอารมณ์โทสะนั้นอยู่ โดยที่ไม่แสดงออกไปเท่านั้นเองใช่มั้ย???
-----------------------------------------------------------
โดยส่วนใหญ่ผู้ปฏิบัตินั้นจะขาดความเป็นกลาง ในการรู้ จึง
ทำให้ยังไม่สามารถ รู้สภาวะที่เป็นจริงได้ เช่นเมื่อมีโทสะ
เกิดขึ้น จิตรู้ว่ามีโทสะ และจิตก็เกิดไม่ชอบตัวโทสะ...เช่น
นี้แล้ว ถ้าสามารถรู้ทันได้ว่าจิตยังไม่เป็นกลาง ก็จะเห็น
สภาวะได้ถูกต้อง และเมื่อหมั่นฝึกที่จะรู้อยู่เฉยๆ รู้สภาวะที่
ถูกต้อง คือรู้กายกับใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่น
และเป็นกลางนั้น สติตัวแท้ก็จะเกิดขึ้นเอง
โดย: mammord IP: 183.89.186.177 วันที่: 1 มิถุนายน 2553 เวลา:9:01:59 น.
............................................
คุณmammord
ก่อนอื่นคุณต้องรู้จักความเป็นกลางที่แท้จริงหรือที่เรียกว่าปัจจุบันธรรมได้ถูกต้องเสียก่อน
การรู้กายรู้ใจที่คุณบอกมานั้นว่า รู้เห็นตามความเป็นจริงนั้น มันไม่ใช่นะครับ
มันเป็นการรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกายใจที่เป็นจริง ซึ่งไม่ใช่ปัจจุบันธรรมเลย
ไม่มีทางที่จะเป็นกลางได้เลย เพราะขณะนั้นยังมีความรู้สึกนึกคิดครอบงำจิตอยู่
จิตมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เรื่องที่รู้กลายเป็นอดีตไปตลอดเวลา จะเป็นกลางได้รึ???

การจะเห็นสภาวะที่ถูกต้องได้นั้น ต้องอยู่ในปัจจุบันธรรมหรือจิตที่เป็นกลางใช่มั้ย???
การจะให้จิตเป็นกลางหรือปัจจุบันธรรมได้นั้น
คุณต้องลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาให้จิตมีฐานที่ตั้งของสติเท่านั้น
เมื่อจิตมีฐานที่ตั้งของสติมั่นคงแล้ว เมื่อเกิดโทสะขึ้นที่จิต
ก็มารู้อยู่ที่รู้คือฐานที่ตั้งของสติ นั่นหนะจึงจะเฉยจริง
หรือที่เรียกว่าดำเนินทางสายกลางโดยมีสัมมาสมาธิเป็นประธานนั่นเอง

ส่วนที่คุณบอกว่าหมั่นฝึกให้มารู้อยู่เฉยนั้น เป็นการคิดเองเออเองว่าเฉย
แต่เป็นการเฉยไม่จริง เพราะไม่มีที่ตั้งของสติกำกับ....
ทุกศาสนาเค้าก็สอนกันแบบที่คุณว่ามานั้นทุกศาสนา ให้รู้กายรู้ใจทั้งนั้นแหละ
แต่การปฏิบัติเพื่อให้จิตมีฐานที่ตั้งของสติ เป็นการชำระจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้วนั้น ศาสนาอื่นไม่มีครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 1 มิถุนายน 2553 เวลา:20:21:50 น.
  
ดังนั้นจิตพุทโธในความหมายของท่าน คงหมายถึงจิตที่วาง
จิตไปแล้ว จึงเป็นจิตที่เป็นผู้รู้ ตื่น เบิกบาน กิเลสไม่
สามารถย้อมติดได้อีกต่อไป

แต่ก่อนจิตจะวางจิตนั้น จิตต้องเห็นจิตเป็นกองทุกข์ก่อน
จึงจะวางเองได้ (ตามความเข้าใจของผม)
โดย: mammord IP: 183.89.222.137 วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:14:43:28 น.
  

คุณต้องลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาให้จิตมีฐานที่ตั้งของสติเท่านั้น
เมื่อจิตมีฐานที่ตั้งของสติมั่นคงแล้ว เมื่อเกิดโทสะขึ้นที่จิต
ก็มารู้อยู่ที่รู้คือฐานที่ตั้งของสติ นั่นหนะจึงจะเฉยจริง
หรือที่เรียกว่าดำเนินทางสายกลางโดยมีสัมมาสมาธิเป็นประธานนั่นเอง
-----------------------------------------------------------
คุณธรรมภูติครับ...
ผมไม่เข้าใจตรงที่ว่า "ให้จิตมีฐานที่ตั้งของสติเท่านั้น
ช่วยขยายความหน่อยครับ
ตามที่ผมเข้าใจนั้น คือควรฝึกให้มีสติรู้อยู่ที่กายหรือใจ
และตัวจิตเองนั้น เกิดที่ไหนก็ดับที่ตรงนั้น จิตไม่มีที่ตั้ง
การฝึกให้จิตมีฐานที่ตั้ง หมายถึง ฐานทั้ง4 คือ กาย
เวทนา จิต หรือ ธรรม หรือสติปัฏฐานนั่นเอง ถูกต้องมั๊ยครับ?
แต่ฝึกให้จิตมีฐานที่ตั้งของสติ?? ช่วยอธิบายขยายความ
และช่วยอธิบายถึงวิธีการฝึกด้วยครับ
ปล.ผมไม่แน่ใจว่าเราเพียงใช้คำพูด (wording)ที่ต่างกัน
หรือเรามีวิธีที่ต่างกันจริงๆ
ปฏิบัติด้วยครับ
โดย: mammord IP: 183.89.222.137 วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:10:52:05 น.

...................................
คุณmammord
สติปัฏฐานคือฐานที่ตั้งของสติอย่างต่อเนื่อง จิตมีฐานที่ตั้งของสติอย่างต่อเนื่อง

คุณลองเอาตัวจิตมาให้ดูหน่อยสิ จิตไม่มีรูปร่างใช่มั้ย??? รู้อยู่ที่ไหนจิตอยู่ที่นั่นใข่มั้ย???

ใช่ครับ รู้อยู่กาย เวทนา จิต ธรรม ต้องเริ่มต้นที่กายจึงจะเห็นจิตได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมที่สุด

ไม่ใช่ที่คำพูดเท่านั้น แต่ต่างกันที่ความเข้าใจเรื่องจิตที่ผิดไปจากความเป็นจริงนั่นเอง

ก็คุณเล่นปักใจเชื่อโดยไม่ยอมรับเหตุผล คุณจึงเข้าใจเรื่องจิตได้ยาก

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:20:09:28 น.
  
การรู้กายรู้ใจที่คุณบอกมานั้นว่า รู้เห็นตามความเป็นจริงนั้น มันไม่ใช่นะครับ
มันเป็นการรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกายใจที่เป็นจริง ซึ่งไม่ใช่ปัจจุบันธรรมเลย
----------------------------------------------------------
มันไม่ใช่รู้เหตุการณ์นะครับ แต่รู้นี่รู้ตรงที่จิตเลย ว่าจิตเกิด
ความรู้สึกเช่นใดเมื่อเจอเหตุการณ์ต่างๆ โดยที่เราไม่ได้
สนใจเหตุการณ์นั้นๆ เรารู้ลงตรงสภาวะของจิต ที่ถูกสิ่ง
รอบข้างมากระทบครับ
สิ่งที่เห็นก็คือจิตจะเกิดสภาวะบางอย่าง และสภาวะนั้นก็จะ
ตั้งอยู่ และดับไป ซึ่งนี่ก็คือไตรลักษณ์ มิใช่หรือ?
ดังนั้นถ้าเราเห็นว่าสิ่งใดเกิด สิ่งนั้นก็ดับไป ในจิตใจ เรายัง
ต้องหาฐานที่ตั้งของสติที่ตรงไหนอีกหรือครับ?
โดย: mammord IP: 183.89.222.137 วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:10:59:41 น.
...................................
คุณmammord
ไหนคุณลองอธิบายสิว่ารู้ตรงที่จิตยังไง? ที่คุณพูดว่า "จิตเกิดความรู้สึกเช่นใดนั้น"

ที่คุณพูดมานั้น มันอาการของจิตชัดๆ ที่บอกว่าไม่สนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น

แล้วคุณจะรู้ว่าจิตเกิดความรู้สึกเช่นใดไปทำไม??? มันขัดกันเองชัดๆนะ

ที่คุณบอกว่าเรารู้ลงสภาวะของจิตนั้น ถามว่าเราหนะใคร??? สภาวะของจิตใช่อาการของจิตมั้ย???

อะไรที่ตั้ง และดับไป??? ใครเป็นคนรู้ว่า อะไรที่ตั้ง และดับไป

เราเห็นสิ่งใดเกิด สิ่งนั้นดับไป เราหนะใคร??? บอกด้วย

ที่บอกว่าเราเห็นนั้น สัญญาล้วนๆ เห็นก็ต่อเมื่อเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นจนจิตเสียคุณภาพไปแล้วนะ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:20:26:54 น.
  

ส่วนการฝึกเพื่อให้สติเกิดนั้น มีอยู่สองทางคือ

1 ฝึกให้จิตมีตัวรู้ (อาจจะเป็นอย่างที่คุณธรรมภูติพยายาม
บอกอยู่) ซึ่งวิธีนี่จิตต้องมีสมาธิระดับหนึ่ง แต่คนบาง
ประเภทไม่สามารถทำสมาธิ ให้จิตสงบลงได้ ดังนั้นวิธีนี้จึง
เหมาะกับพวกทำสมถะยานิก คือฝึกให้ได้ฌาน4 (ขออภัย
ถ้าจำผิด) หรือให้ได้อุปจาระ แต่ในท้ายๆนั้น ก็ต้องมาเห็น
กันด้วยว่า จิตผู้รู้นั้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ จิตถึงจะวางจิต
และเกิดอริยมรรค
2 สำหรับคนที่ทำสมาธิไม่ได้นั้น ก็ให้ฝึกตามรู้หรือดูจิตไป
เลย (อย่างที่ผมพยายามอธิบาย) อันนี้คือการฝึกที่หลายๆ
คนทำกันอยู่ ซึ่งปัญหาก็คือท่านเห็นว่า"ผิด" อย่างนี้หรือ
เปล่าครับ?
ถ้าความเข้าใจตรงกันแล้ว จะได้ถกธรรมได้ถูกจุดมากขึ้น
โดย: mammord IP: 183.89.222.137 วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:11:12:02 น
...................................
คุณmammord
ที่คุณพูดมาทั้งหมดข้างบนนั้น เป็นความเชื่อของคุณเองที่เชื่อตามๆกันมาแบบนั้น โดยที่ไม่เคยพิจารณาเลย

เป็นไปได้ด้วยหรือที่ไม่ต้องผ่านสมาธิก็ดูจิตได้??? ไม่มีทางเป็นไปได้เลยนะ

ในพระพุทธพจน์มีกล่าวไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่าทางนี้เป็นทางไปอันเอก ทางนี้ทางเดียวเท่านั้น

เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย ทางนั้นคืออริยมรรคมีองค์แปดเท่านั้น

ในอริยมรรคมีองค์แปดก็มีสัมมาสมาธิอยู่ในนั้น ซึ่งเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาในตัวอยู่แล้ว

ถ้าขาดเรื่องสัมมาสมาธิ มรรคก็ไม่มีทางครบองค์แปด มรรคก็สมังคีไม่ได้

เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิ ก็ไม่มีสัมมาสติ ก็ไม่มีสัมมาวายามะ เพราะมรรคทั้งสามองค์คือองค์แห่งสมาธิ

ฉะนั้นของแบบนี้คิดเองเออเองไม่ได้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงภูมิจิต ภูมิธรรม ที่มีอยู่ของผู้สอน

ที่คุณบอกว่า "จิตผู้รู้นั้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์" ใครที่รู้ว่าจิตผู้รู้นั้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์??? ตอบให้ชัดเจนด้วย....

ความเข้าใจไม่มีทางตรงกันหรอก เพราะคุณเลือกที่จะไม่เชื่อไว้ก่อน ทั้งๆที่มีเหตุผลให้เห็นชัดๆ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:20:52:52 น.
  

คุณไม่รู้จริงๆหรือแกล้งไม่รู้กันแน่ว่า ถ้าจิตมันลองได้คิด ที่จะไม่ปรุงแต่งเป็นไม่มี

แล้วจะไปรู้ที่จิตคิดทำไม ทำไม่ไม่รู้ที่จะหยุดคิดหละ
-----------------------------------------------------------
อย่างประโยคที่คุณถามข้างบนนี้ ผมจะพูดง่ายๆคือเมื่อเกิด
สติเห็นว่าจิตคิด(ไม่ใช่เรื่องราวที่จิตคิดนะครับ) มันหยุด
ปรุงแต่งต่อโดยอัตโนมัติ

จึงจำเป็นต้องรู้ที่จิตคิด จนเห็นจิตไม่ใช่เรา เค้าคิดของเค้าได้เอง
โดย: mammord IP: 183.89.222.137 วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:14:14:05 น.
.........................................
คุณmammord
ที่คุณพูดหนะเป็นไปได้มั้ย? สติเห็นจิตคิด(อยู่ในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด)

ผมถามว่าสติเกิดขึ้นมาที่ไหน? ถ้าไมใช่ที่จิต?

เมื่อจิตคิดก็คือจิตกำลังอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอยู่ใช่มั้ย??? แล้วเอาสติมาจากไหนหละ?

อย่าจำมาตอบสิ ที่คุณพูดมันสัญญาชัดๆที่เห็นว่า เมื่อสักครู่นี้ที่ผ่านมานั้น จิตเผลออกไปคิดอยู่ใช่มั้ย???

ใครที่เห็นจิตไม่ใช่เรา??? ขอคำตอบที่ชัดเจนด้วยนะ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:21:07:02 น.
  
ผมขออธิบายตามความเข้าใจของผมนะครับเกี่ยวกับเรื่อง
โจรผู้ร้าย...

โจรผู้ร้ายไม่สามารถมีสติที่แท้จริงได้ เนื่องจากโจร
ผู้ร้าย "หลงความคิด" หรือ "หลง" ไม่ได้"รู้"สภาวะตามจริง
ดังนั้นโจรผู้ร้ายจึงไม่สามารถรู้ได้เลยว่า การตื่น หรือ การเห็นจิตที่คิด เป็นอย่างไร ไม่มีทางที่จะมีความเห็นว่ากายกับใจไม่ใช่เรา จึงไม่แปลกที่คนหลงความคิดที่
ไม่ดีจะกลับมาทำความผิดซ้ำๆ

โดย: mammord IP: 183.89.222.137 2 มิถุนายน 2553 14:21:57 น.
.................................................
คุณmammord

ขึ้นชื่อว่าปุถุชนแล้ว ล้วนหลงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดด้วยกันทั้งนั้น

ที่คุณพูดว่า "โจรผู้ร้ายไม่สามารถมีสติที่แท้จริงได้" แสดงว่าคุณมีสติที่แท้จริงแล้วหรือ???

คุณรู้ได้อย่างไรว่า โจรผู้ร้ายไม่เห็นที่จิตคิด ถ้าไม่เห็นที่จิตคิด แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังจะไปปล้น

ก็แสดงว่าต้องรู้สิว่า จิตคิดอะไรอยู่ใช่มั้ย???

ใครที่มีความเห็นว่ากายกับใจไม่ใช่เรา??? ขอคำตอบที่ชัดเจนนะ

ธรรมภูต


โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:21:45:09 น.
  
ถ้าผู้สอนเข้าถึง "จิตพุทโธ"จริง จะไม่เที่ยวสอนหรอกว่า "จิตเป็นกองทุกข์"
----------------------------------------------------------

ตรงนี้เป็นเรื่องลึกและละเอียดมาก เรื่องจิตเป็นกองทุกข์
และจิตพุทโธ
จากที่ได้ฟังมา ลพ.ท่านภาวนามาโดยมีจิตผู้รู้ หรือตัวรู้ ซึ่งในการภาวนาขั้นแรกๆ จะเห็นจิตผู้รู้ เป็นสุข เบา และจิตดวงนี้จะเห็นทุกสิ่งเกิดดับ
ผมได้ฟังต่อว่า เมื่อภาวนาไปถึงจุดๆหนึ่ง จิตดวงนี้จะกลับ
ข้างแสดงความทุกข์ให้เห็น ท่านเล่าว่า จะหนีไปไหนก็หนี
ไม่ได้ เป็นทุกข์อยู่อย่างนั้น นั่งภาวนาต่อไปก็คิดว่าไม่ตาย
ก็บ้า ซึ่งตรงนี้สิ่งเดียวที่จะช่วยได้ก็คือบารมีที่สะสมมา เมื่อ
ผ่านตรงนี้ไปได้คือยอมตายก็ตาย บ้าก็บ้า แล้วจึงจะเข้าใจ
ว่า จิตวางจิต เป็นอย่างไร ดังคำสอนที่ครูบาอาจารย์ท่าน
สอนมาว่า พบตัวผู้รู้ให้ทำลายตัวผู้รู้ พบจิตให้ทำลายจิต จึง
จะถึงความบริสุทธิ์ที่แท้จริง
ท่านเคยได้ยินที่ท่านเทศน์ตรงนี้มั๊ยครับ?

โดย: mammord IP: 183.89.222.137 วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:14:33:20 น.

...............................................

คุณmammord
คุณจะเล่าอะไรที่คุณเชื่อนั้น มันเป็นความเชื่อของคุณ

เพราะคุณเชื่อตามๆกันมาโดยขาดเหตุผลคุณก็จะเชื่อ

แต่ผมไม่ใช่อย่างนั้น เพราะที่ผมปฏิบัติมาเห็ว่าไม่ใช่อย่างนั้น

จิตไม่ใช่กองทุกข์ ที่จิตเป็นสุขหรือทุกข์นั้น ก็เพราะจิตเข้ายึดมั่นถือมั่น

ในสิ่งของต่างๆเหล่านั้นและอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดมาเป็นของๆตนใช่มั้ย???

ที่พูดว่าทุกข์แทบบ้า มันก็อาการของจิตชัดๆอยู่แล้วใช่มั้ย???

เมื่อจิตวางอาการของจิตลงได้ ทุกข์ที่ว่าแทบจะบ้านั้นก็หายไปเองใช่มั้ย???

การจะเลือกเชื่ออะไรนั้นต้องอยู่บนหลักเหตุผลเท่านั้น จึงจะเชื่อ

ไม่ใช่เห็นเพียงพูดวาจาไพเราะ หน้ตาดี ก็เลือกที่จะเชื่อเข้าไปแล้ว

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:22:08:37 น.
  
ดังนั้นจิตพุทโธในความหมายของท่าน คงหมายถึงจิตที่วาง
จิตไปแล้ว จึงเป็นจิตที่เป็นผู้รู้ ตื่น เบิกบาน กิเลสไม่
สามารถย้อมติดได้อีกต่อไป
แต่ก่อนจิตจะวางจิตนั้น จิตต้องเห็นจิตเป็นกองทุกข์ก่อน
จึงจะวางเองได้ (ตามความเข้าใจของผม)

โดย: mammord IP: 183.89.222.137 วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:14:43:28 น.

...............................................

คุณmammord
ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่า คุณเป็นพวกประเภทพูดเองเออเองก็เอา
คุณพูดเองข้างบนว่า "จิตที่เป็นผู้รู้ ตื่น เบิกบาน กิเลสไม่สามารถย้อมติดได้อีกต่อไป

ในขณะเดียวกัน ยังพูดว่า "จิตต้องเห็นจิตเป็นกองทุกข์ก่อน จึงจะวางเองได้"

จะเป็นไปได้หรือ ในเมื่อตัวมันเองเป็นกองทุกข์ กองทุกข์ก็คือกองทุกข์

คุณจะละจะวางยังไง มันก็ยังเป็นกองทุกข์อยู่ดี แก้ไขดัดแปลงไม่ได้อยู่ดีใช่มั้ย???

ทั้งสุขและทุกข์ล้วนเป็นอาการของจิต

ที่จิตแสดงออกเมื่อกระทบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ที่รัก ชอบ ชังใช่มั้ย???

ที่สอนอย่างนี้ไม่ใช่ว่าละเอียดลึกซึ้งอะไรเลย เป็นความไม่รู้จริงซะมากกว่านะ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 2 มิถุนายน 2553 เวลา:22:22:27 น.
  
ผมจะลองพยายามเรียบเรียงสภาวะจากประสบการณ์ของ
ตัวเองมาสนทนา และตอบคำถามคุณธรรมภูตินะครับ
สิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ที่เรารู้นั้นขึ้นอยู่กับว่า ณขณะ
นั้นๆเรารู้อะไร ถ้าเรารู้อยู่ที่อาการของจิต ก็จะเห็นว่าความ
รู้สึกต่างๆนั้นเกิดและดับไป แต่จากการภาวนาของผมนั้น
ได้สังเกตเห็นว่า กอนจะเกิดอาการต่างๆเหล่านั้น มันมีสิ่ง
นึงที่ทำให้เกิด นั่นก็คือ "ความคิด" ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรา
คิดถึงคนที่เรารัก ณขณะนั้นถ้าเรายังสติไม่เร็วพอ ความ
รู้สึกหรืออาการของจิต คือ ความคิดถึง จะเกิดขึ้นตามมา
การปฏิบัติของผมก็จะรู้ถึงอาการนั้นๆว่ามันเกิดขึ้น และดับ
ไป แต่ในบางขณะถ้าสติเร็วพอก่อนที่อาการของจิตคือ
ความคิดถึงจะปรากฎ ผมก็จะเห็นว่าจิตเกิด "ความคิด"
แล้วความรู้สึกตัวก็เกิดขึ้น (เรียกว่าสติได้หรือไม่??)
อาการที่จะตามมาก็จะไม่เกิดขึ้นเนื่องจาก "เรารู้ตัวขึ้นมา
แล้ว" นี่ก็เห็นอีกว่า ความคิด หรือ จิตที่คิด เกิดขึ้น และดับ
ไป แต่จิตที่คิดที่ดับไปสดๆร้อนๆนั้น บางครั้งก็เปลี่ยนเป็นผู้
รู้ตัว หรือบางทีก็เป็นผู้คิดต่อ หรือบางครั้งก็เป็นผู้บริกรรม
ภาวนา ในชั่วขณะเดียว

นี่คือคำตอบที่คุณถามว่า"อะไรตั้งและดับไป??" ผมจะตอบ
สั้นๆว่า อะไรเกิดขึ้น เมื่อเรารู้ตัว ก็จะเห็น สิ่งนั้นดับไป ผม
ยังไม่สามารถระบุเป็นรูปธรรมให้เห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่
ผมของอธิบายตามสภาวะครับ
ส่วนคำถามที่ว่า "เราเห็นสิ่งใดเกิด สิ่งนั้นดับไป เราหนะ
ใคร??? "
อย่าลืม นะครับว่าตัวผมเองยังเป็นคนธรรมดาอยู่ ดังนั้นจึง
มี "เรา" แต่ถ้าจะให้อธิบายตามความเข้าใจของคนธรรมดา
อย่างผม คำว่าเรา ก็คือคือไอ้ตัวที่ไปเห็นสิ่งที่มันเกิดดับนั่น
แหละครับ จะเรียกว่าจิตได้มั๊ย?? หรือเรียกว่าmammord?? หรือเรียกว่าสติ???

โดย: mammord IP: 183.89.206.152 วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:9:45:16 น.

...............................................

คุณmammord
การฝึกปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาก็เพือให้จิตมีฐานที่ตั้งของสติ หรือที่ชอบเรียกกันว่าสร้างจิตให้มีกำลังสติ

เมื่อจิตมีฐานที่ตั้งของสติ ที่หลวงปู่ดูลย์ท่านชอบกล่าวว่า จิตมีฐานที่ตั้งเดิมนั่นเอง

เมื่อจิตมีฐานทีตั้งที่ระลึกรู้อย่างมั่นคงแล้ว อะไรเกิดขึ้นก็รู้ อะไรดับไปก็รู้ใช่มั้ย???

เราเรียกว่ามีผู้รู้คือจิต และสิ่งที่ถูกรู้หรือที่เรียกว่าอาการของจิตที่แสดงออกมาใช่มั้ย???

การเกิดอาการของจิตขึ้นมาได้นั้น ก็เพราะที่จิตผู้รู้ขาดสติไปออกคิด ปรุงแต่ง จนเกิดอาการของจิตขึ้นมาใช่มั้ย???

ที่คุณพูดมานั้นยังไม่เรียกว่า"สติ" ยังเป็นเพียงสัญญเจตนา หรือความตั้งใจนั่นเอง

จึงได้มีอาการต่างๆนานา ประเดี๋ยวหยุดได้ ประเดี๋ยวปรุงต่อ ประเดี๋ยวเปลี่ยนเรื่องปรุงฯลฯ

ถ้าเป็นสติที่แท้จริงเกิดจากสัมมาสติแล้ว ย่อมรู้จักวิธีที่จะหยุดคิดให้เป็น จิตก็เย็นลงได้

ถึงจะช้าไปบ้างในตอนใหม่ๆนั้น เพราะยังไม่ชำนาญ แต่ที่สุดก็หยุดคิดลงได้นะ

ใครที่เห็นว่ากำลังคิด? ใช่จิตมั้ย? ก็จิตนั่นเองแหละที่เห็นตนเองกำลังคิดปรุงแต่งวุ่นวายอยู่

แต่หยุดคิดไม่เป็นเท่านั้นเอง เพราะไม่เคยฝึกฝนอบรมมาให้ชำนาญในการที่จะหยุดคิด

เราลองมาพิจารณาแบบที่จะเข้าใจได้ดังนี้ เมื่อจิตกำลังคิดวุ่นวายอยู่นั้น

ลองดึงจิตมารู้อยู่ที่ทุกลมหายใจเข้าออกเพียงเดียว ความคิดที่วุ่นวายนั้นก็จะดับไปใช่มั้ย???

สิ่งที่เกิดขึ้นที่จิตล้วนเป็นอารมณ์ความรู้สึกนึดคิดทั้งนั้นหรือที่เรียกว่าเจตสิก

อย่ากลัวคำว่า"เรา"เลยครับ เพราะจิตชอบยึดเอารูปวัตถุสิ่งของต่างๆ

และอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดหรือที่เรียกว่าขันธ์๕มาเป็นของๆเรา(จิต)

เมื่อจิตเกิดสติปัญญา จากการฝึกสัมมาสมาธิ ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า

รูปวัตถุสิ่งของต่างๆและอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น ไม่ใช่เรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:20:46:00 น.
  
คุณmammord
ไหนคุณลองอธิบายสิว่ารู้ตรงที่จิตยังไง? ที่คุณพูดว่า "จิตเกิดความรู้สึกเช่นใดนั้น"

ที่คุณพูดมานั้น มันอาการของจิตชัดๆ ที่บอกว่าไม่สนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น

แล้วคุณจะรู้ว่าจิตเกิดความรู้สึกเช่นใดไปทำไม??? มันขัดกันเองชัดๆนะ
-----------------------------------------------------------
บางครั้งเราก็เห็นอาการของจิต ถูกต้องครับ คือเห็นว่าโกรธ
บ้าง โลภบ้าง นั่นคือจิตเกิดความรู้สึกเช่นใด ก็รู้ครับแต่รู้
แล้วไปปรุงแต่งต่อ ก็หลงนะครับ!! เราจะรู้ว่าจิตเกิดความ
รู้สึกเช่นไร ก็เพื่อที่จะรู้แล้วจบลงที่รู้อย่างเป็นกลางงัยครับ
เพราะโดนปกติคนเรา ปรุงแต่งไปเรื่อยๆไม่เคยรู้ถึงจิตที่
คิดปรุงแต่งนั้น พอหันมาฝึกภาวนากันใหม่ๆก็เริ่มรู้ แต่รู้
แล้วไม่จบลงที่รู้ จะปรุงแต่งต่อและก็หลงไปในความคิดที่ปรุงขึ้นมา ดังนั้นการรู้ว่าจิตเกิดความรู้สึกเช่นใด ก็เพื่อให้ต่อไปการรู้นั้นจะเป็นกลางมากขึ้นและไม่หลงไป
กับ "ความรู้สึกเช่นใด" ครับ

โดย: mammord IP: 183.89.206.152 วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:9:55:19 น.
...............................................

คุณmammord

การที่รู้ว่าจิตมีความรู้สึกเช่นใดนั้น ไม่ได้ช่วยให้ความเป็นกลางเกิดขึ้นมาได้เลยนะ

ในเมื่อเรายังห้ามหรือปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นไม่เป็น ก็อย่าหวังเลยว่าจิตจะเป็นกลาง

คำว่าเป็นกลางนั้น คือ ไม่ไปข้างหน้า ไม่มาข้างหลัง ไม่ขึ้นข้างบน ไม่ลงข้างล่าง ไม่ไปทางซ้าย ไม่มาทางขวา

หรือที่นักปฏิบัติชอบพูดกันว่า รู้อยู่ที่รู้ เพราะปล่อยวางเรื่องราวอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดได้แล้ว

การที่ยังชอบส่งจิตออกไปรู้เรื่องราวอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดหรือจิตมีความรู้สึกเช่นใดนั้น

ล้วนเป็นการส่งจิตออกนอกทั้งนั้น ต้องฝึกให้จิตมารู้อยู่ที่รู้ คือรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติหรือสติปัฏฐานนั่นเอง

ของแบบนี้ต้องเพียรฝึกฝนอบรมบ่อยๆให้เกิดขึ้นที่จิต

จิตก็จะมีกำลังสติที่จะปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายเหล่านั้นได้ครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:21:05:33 น.
  

ขึ้นชื่อว่าปุถุชนแล้ว ล้วนหลงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดด้วยกันทั้งนั้น

ที่คุณพูดว่า "โจรผู้ร้ายไม่สามารถมีสติที่แท้จริงได้" แสดงว่าคุณมีสติที่แท้จริงแล้วหรือ???

คุณรู้ได้อย่างไรว่า โจรผู้ร้ายไม่เห็นที่จิตคิด ถ้าไม่เห็นที่จิตคิด แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังจะไปปล้น

ก็แสดงว่าต้องรู้สิว่า จิตคิดอะไรอยู่ใช่มั้ย?
------------------------------------------------------------

แน่นอนครับปุถุชนล้วนหลง..
ส่วนตัวผมนั้น บางครั้งก็หลงบ่อย บางครั้งก็หลงนาน วัน
ไหนหลงบ่อยเกิดสติมาก เพราะเห็นความหลง แต่วันไหน
หลงนาน วันนั้นแทบขาดสติทั้งวันครับ
เรื่องที่ผู้ร้ายรู้ว่าจะไปปล้นนั้นไม่ใช่รู้นะครับ ผมพยายาม
บอกหลายทีแล้ว โจรผู้ร้าย หลง ความคิดที่จะไปปล้น หรือ
พูดอีกมุมหนึ่งคือ รู้เรื่องราวที่คิดว่าจะไปปล้น ไม่ได้รู้ว่า
จิตคิด ไม่ได้รู้ว่าอกุศลเกิดขึ้น จึงหลงไปกับความคิดที่จะ
ไปปล้น
ดังนั้นจึงแสดงว่าโจร "รู้"ว่าจิต "คิดอะไร" อยู่ คือรู้เรื่องราว
ที่คิด แต่ไม่ได้"รู้ว่าจิตคิด" (ทำไมตรงนี่ผมอธิบายคุณยาก
จัง?)
โดย: mammord IP: 183.89.206.152 วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:10:04:43 น.
...............................................
คุณmammord

การที่คุณหลงมากไม่ได้ช่วยให้สติเกิดมากเลยนะครับ

กลับเป็นทิศทางตรงกันข้าม ยิ่งหลงมากเพราะยิ่งขาดสติมาก

ถ้ามีสติมากแล้วจะหลงมากได้อย่างใด??? ต้องหลงน้อยใช่มั้ย???

คุณบอกว่าสติเกิดมากนั้น มันเป็นเพียงความตั้งใจฝึกให้รู้ทันความคิดให้มากขึ้นเท่านั้นเอง

หรือที่เรียกว่าอินทรีสังวร คือรู้กาย วาจา ใจ ไม่ให้ออกนอกกรอบอันดีงาม

แต่ก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้างใช่มั้ย?? วันไหนทำได้มากหน่อยก็บอกว่าทำสติได้มากแล้วหรือ???

ส่วนเรื่องโจรผู้ร้ายนั้น ไม่ใช่คุณสื่อไม่เข้าใจ แต่เป็นความเข้าใจผิดของคุณเองที่เชื่อตามๆกันมาเท่านั้น

ไม่ว่าใครทำอะไรขึ้นมา เมื่อนำกลับมาคิดย่อมรู้ทั้งแหละว่า เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล

เพียงแต่พวกโจรผู้ร้าย จิตมีกำลังสติไม่มากพอที่จะไปยับยั้งการกระทำเหล่านั้นนั่นเอง

คุณเข้ามั้ยว่า รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ห้ามไม่ได้ เพราะไม่เคยฝึกฝนอบรมมาก่อน

ถึงจิตจะรู้ว่าจิตคิด แต่ห้ามความคิดหรือที่หลวงปู่ดูลย์กล่าวว่าหยุดคิดไม่เป็น

ก็ไม่เกิดประโยชนืใช่มั้ย???

ฉะนั้นการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา ก็เพื่อฝึกให้หยุดคิดให้เป็นยังไงหละ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:21:26:32 น.
  
ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่า คุณเป็นพวกประเภทพูดเองเออเองก็เอา
คุณพูดเองข้างบนว่า "จิตที่เป็นผู้รู้ ตื่น เบิกบาน กิเลสไม่สามารถย้อมติดได้อีกต่อไป

ในขณะเดียวกัน ยังพูดว่า "จิตต้องเห็นจิตเป็นกองทุกข์ก่อน จึงจะวางเองได้"

จะเป็นไปได้หรือ ในเมื่อตัวมันเองเป็นกองทุกข์ กองทุกข์ก็คือกองทุกข์

คุณจะละจะวางยังไง มันก็ยังเป็นกองทุกข์อยู่ดี แก้ไขดัดแปลงไม่ได้อยู่ดีใช่มั้ย???

ทั้งสุขและทุกข์ล้วนเป็นอาการของจิต

ที่จิตแสดงออกเมื่อกระทบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ที่รัก ชอบ ชังใช่มั้ย???

ที่สอนอย่างนี้ไม่ใช่ว่าละเอียดลึกซึ้งอะไรเลย เป็นความไม่รู้จริงซะมากกว่านะ
---------------------------------------------------------------
เรื่องจิตเป็นกองทุกข์นั้น ผมยอมรับว่ายังปฏิบัติไปไม่
ถึงตรงนั้น เพราะยังเห็นอยู่ว่า บางครั้งมันก็ทุกข์ บางครั้ง
มันก็สุข ก็เหมือนกับที่เห็นร่างกายว่าเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการยากที่จะคุย เพระภูมิของผมยังไม่เห็น
ว่ากายกับใจเป็นทุกข์ล้วนๆ จึงต้องจำคนอื่นมาพูดครับ
โดย: mammord IP: 183.89.206.152 วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:10:10:26 น.

...............................................
คุณmammord

ยิ่งคุณปฏิบัติสมาธิกรรมฐานเข้าถึงสภาวะ"ตทังควิมุตติ"

คุณจะยิ่งรู้ว่าจิตไม่ใช่อะไรทั้งนั้น เป็นเพียงธาตุรู้ แต่ที่ยังรู้ผิดอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมีอวิชชาครอบงำ

ที่เรามาฝึกฝนอบรมจิตก็เพื่อชำระและปล่อยวางอวิชชาที่ครอบงำอยู่ออกไปใช่มั้ย???

ถ้าจิตเองเป็นตัวทุกข์แล้ว คุณจะชำระยังไงก็ไม่ได้ใช่มั้บ???

เปรียบเหมือนจิตที่ตัวเองเป็นของเหม็น จะชำระยังไงก็เป็นชองเหม็นอยู่วันยังค่ำใช่มั้ย???

ส่วนที่คุณพูดกายใจล้วนเป็นทุกข์นั้นถูกต้อง อย่าเพิ่งงง

คำว่าใจนั้น เป็นอายตนะ๑ในหกอายตนะภายในกาย

เมื่อเป็นอายตนะก็เป็นช่องทางรับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดก็ย่อมเป็นทุกข์

แต่จิตอาศัยอยู่ในกายใจนี้

โดยอาศัยอายตนะภายในทั้ง๖นี้ เพื่อเชื่อมต่อกับอารมณ์ทั้งหลาย เกิดธรรมารมณ์ขึ้นที่ใจ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 4 มิถุนายน 2553 เวลา:21:44:30 น.
  
ดิฉันเริ่มบริกรรมพุทโธ มา 2 คืน แล้วค่ะ พยายามให้จิตแนบแน่นกับคำว่าพุทโธ แรกๆรู้สึกเหนื่อยเหมือนเรากลั้นหายใจ พอทำบ่อยๆในชีวิตประจำวันด้วย ดิฉันทำร้านขายยาค่ะ เวลาว่างไม่มีลูกค้าก็บริกรรมพุทโธไปค่ะ ก็ลืมตาเวลาอยู่ที่ร้าน แต่ทอดตาต่ำๆค่ะ ขอเล่าช่วงนั่งสมาธิ 2 ชั้น แรกๆเมื่อยๆหลังบ้าง น้ำลายเต็มปากบ้าง ตัวไม่นิ่งบ้าง คันในช่องหูบ้างก็พยายามแนบแน่นกับบริกรรม จิตเราอยู่กับพุทโธ สิ่งที่เรารู้สึกว่าเมื่อยหลัง ว่า ตัวไม่นิ่ง ว่าปวดมันจะไม่รบกวนเรา เมื่อคืนรู้สึกปวดเท้า แต่มีพื้นฐานเคยนั่งสมาธิในการฝึกแนวหนึ่ง ค่ะ ก็เลยมีความอดทนอยู่ค่ะ ขณะรู้สึกปวดเท้า พยายามให้จิตแนบแน่นกับพุทโธ บางครั้งความปวดก็แทรก คือจิตไปที่อาการปวด จึงท่องพุทโธเร็วขึ้น จนบางขณะเสียงเพี้ยนตั้งสติใหม่ พุทโธชัดๆๆช้า ๆ แล้วเร็วขึนอีก วันแรกนั่งสมาธิ 30 นาที วันที่ 2 เพิ่ม 1 ชั่วโมง ตลอดสายเห็นกิเลส ยังเห็นจิตแลบไปคิดบ้างแต่น้อยลงเรื่อยๆๆ แต่ไม่แน่นอนบางขณะก็แลบไปนานนิดหนึ่ง

เท่าที่ดิฉันได้ลองฝึกบริกรรมพุทโธโดยการศึกษาจากเวบ วัดป่าสันติพุทธารามโดยอาศัยอ่านจากการถามปัญหาของผู้ที่ปฏิบัติค่ะ

ทำมา 2 วัน รู้สึกจิตสงบมากขึ้นอยากถามว่า ตัวที่ไปรู้นั่นรู้นี่ คือ จิตหรือไม่ค่ะ ดิฉันเห็นตัวรู้ เวลามันไปที่เสียงค่ะและเห็นมันไปที่อารมณ์ มันไม่ออกไปรับรู้มันก็ไม่ทุกข์ค่ะ ดังนั้น การบริกรรมพุทโธ คือ การทำให้จิต(ตัวรู้)เรารู้อยู่กับพุทโธเป็นการควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจ จิตไม่ออกไปรับรู้ก็ไม่ทุกข์กับสิ่งนั้น จิตจะรู้อยู่ที่ฐาน ที่ชัดเวลาบริกรรมพุทโธ จนมันตั้งมั่นจิตไม่แลบออกไปไหน มันจึงจะ เห็นความลึกซึ้งของจิตเข้าไปอีก
ขอบคุณค่ะ
ตาสว่าง
โดย: ตาสว่าง IP: 118.173.127.165 วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:8:26:31 น.
...............................................

คุณตาสว่างครับ

ก่อนอื่นผมต้องขออภัยจริงๆ เป็นความสะเพร่าของผมเองครับ ที่ไม่ดูให้รอบคอบ

ผมขออนุโมทนาในผลการปฏิบัติครับ เป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติ

ใหม่ๆที่ลงมือปฏิบัติบริกรรม"พุทโธ" นั้น มักต้องมีอุปสรรคคอยมากั้นความดีแบบนี้เองครับ แต่บางคนก็ไม่เป็นนะครับ

แท้จริงแล้วเป็นการแสดงอาการดิ้นรนของจิตเอง ออกอาการปวดหลัง เมื่อยหลังบ้างหละ คันยิบๆยับๆตามตัวบ้างหละฯลฯ

เท่าที่อ่านข้อความของคุณ คุณเริ่มต้นมาได้ดีมากแล้วนิครับ มีความเพียรและความตั้งใจสูงในการภาวนา"พุทโธ"

ว่างเมื่อไหร่เป็นภาวนา หาน้อยคนที่ทำได้แบบนี้ครับ

การสร้างพฤติกรรมแบบนี้ในเวลาลืมตา จะช่วยส่งผลให้เวลาหลับตานั่งภาวนา

จิตจะรวมตัวและแนบแน่นกับองค์ภาวนาได้เร็วขึ้น ถึงอาจจิตรวมใหญ่ก็ได้นะครับ

ใช่ครับตัวที่ไปรู้นั่นรู้นี่คือจิตครับ

แต่คุณต้องคอยหมั่นสังเกตว่า เวลาจิตไปรู้นั่นรู้นี่แล้วมีอาการของจิตตามมาด้วยหรือไม่

คือเมื่อรู้แล้วมีอาการหวั่นไหวคล้อยตามอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น ก็ดึงจิตให้กลับมารู้อยู่ที่ฐาน(องค์ภาวนา)

แล้วสังเกตดูว่า จิตสงบตัวลงหรือไม่ ถ้าไม่สงบทำให้สงบลงให้ได้ด้วยองค์ภาวนา

ถ้าสงบดีแล้ว อย่าแช่อยู่ในความสงบนานนักนะครับ ต้องออกไปรับรู้อีกเช่นเคยครับ

เพื่อทดสอบจิตว่ายังรู้สึกหวั่นไหวกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นอยู่หรือไม่ครับ

ถ้าเอาไม่ลงจริงก็ต้องใช้วิธีของพ่อแม่ครูบาอาจารย์คือ พิจารณาไตรลักษณ์ให้ลงที่อสุภะครับ

ยิ่งคุณบอกว่าได้ฐานแล้ว ยิ่งวิเศษครับ หมั่นฝึกให้ชำนาญในการเข้าออกสมาธิครับ

การภาวนา"พุทโธ"นั้น เป็นการฝึกจิตให้มีกำลังหรืออำนาจในการควบคุมอาการของจิตให้อยู่

โดยไม่แสดงอาการใดๆออกไปครับ ให้รู้อยู่ที่ฐาน(องค์ภาวนา)

การฝึกปฏิบัติภาวนา"พุทโธ" ข้อสำคัญที่สุดเลย ก็คืออย่าใจเร็วด่วนได้ครับ

ไม่ใช่เพียงได้นิดได้หน่อยแล้วเข้าใจว่านั้นเป็นความสำเร็จแล้ว นั่นเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้นครับ

ต้องหมั่นฝึกฝนให้ชำนาญจริงๆครับ คือต้องเพียรให้ถึงจุดที่ไม่กลับอีกแล้วนั่นจึงจะถูกครับ

ท่านพระอาจารย์หลวงพ่อสงบ ท่านเองก็สอนได้ค่อยข้างครอบคลุมแล้วนะครับ

ธรรมภูต bhattara98@ฮอตเมล์.com
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 15 มิถุนายน 2553 เวลา:21:11:06 น.
  
อยากถามว่า
-แต่คุณต้องคอยหมั่นสังเกตว่า เวลาจิตไปรู้นั่นรู้นี่แล้วมีอาการของจิตตามมาด้วยหรือไม่
คือเมื่อรู้แล้วมีอาการหวั่นไหวคล้อยตามอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น ก็ดึงจิตให้กลับมารู้อยู่ที่ฐาน(องค์ภาวนา)
หมายถึง ให้ภาวนาพุทโธไว้ แล้วการใช้ความคิดพิจารณาแทน ได้หรือไม่ค่ะ

-ถ้าสงบดีแล้ว อย่าแช่อยู่ในความสงบนานนักนะครับ ต้องออกไปรับรู้อีกเช่นเคยครับ
เพื่อทดสอบจิตว่ายังรู้สึกหวั่นไหวกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นอยู่หรือไม่ครับ
หมายถึงว่า เราไม่จำเป็นต้องภาวนาพุทโธทั้งวันหรือเปล่าค่ะ ถ้าจิตสงบ ก็ไม่ต้องภาวนา แล้วเราทำอะไรค่ะ
จะใช้ปัญญาอย่างไรค่ะ หรือคอยดูว่าจิตสงบหรือไม่

-ขณะนั่งสมาธิ รู้ว่าถ้าจิตอยู่กับคำบริกรรมไม่ปวดเท้าค่ะแล้วอยากทราบว่า ให้บริกรรมอย่างนี้ไปเรื่อยๆๆ หรือว่า ต้องมาพิจารณาเวทนาค่ะ

ขอบคุณค่ะ

โดย: สอบถามเพิ่มเติมค่ะ IP: 118.173.129.163 วันที่: 16 มิถุนายน 2553 เวลา:9:12:26 น.

...............................................

คุณตาสว่างครับ

ใช่ครับให้กลับมารู้อยู่ที่องค์ภาวนา ซึ่งเราเองจะรู้สึกว่าจิตเริ่มสงบตัวลงได้ ยังไม่ต้องใช้ความคิดครับ แต่ให้สังเกตให้ดีๆสิครับที่ว่าสงบนั้น เป็นการสงบชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง ไม่ใช่สงบตั้งมั่นโดยลำพังตนเองหรือที่เรียกว่า"พุทโธ"กับจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันครับ ไม่ต้องนึก"พุทโธ"อีกแล้ว ต้องอาศัยความเพียรอย่างมากจริงๆครับ

การสงบชั่วครั้งชั่วคราวนั้น ยังมีโอกาสที่จิตจะแวบกลับออกไปที่ความรู้สึกนึกคิดเดิมที่จิตเคยประทับใจ ในช่วงแรกนี้ ผมเสนอแนะว่า ควรนั่งภาวนาให้ชำนาญจนเป็นวสีจริงๆก่อนดีกว่าครับ ว่างจากนั่งหลับตา ตอนลืมตาในชีวิตประจำวันก็ทำอย่างที่ทำอยู่ครับ เป็นการใช้ปัญญาระวังรักษาความคิด เมื่อคิดจนฟุ้งซ่านให้ดึงกลับมาที่องค์ภาวนา ทำสลับกันไปเรื่อยๆจนเป็นนิสัยครับ

ส่วนเรื่องทำความสงบนั้น เราต้องหมั่นทำความสงบให้เกิดขึ้นที่จิตบ่อยๆให้ได้ทั้งวันครับ แต่โดยความเป็นจริงแล้วเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้ที่ยังไม่ถึงจุดที่จิตกับ"พุทโธ"เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันครับ จิตมักหลงไปเผลอไป แวบออกไปรู้เรื่องราวอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ทั้งที่กำลังเกิดขึ้นหรือที่เกิดขึ้นไปแล้วจนกลายเป็นธรรมารมณ์ที่สะสมอยู่ที่จิตเสมอๆ

ให้หมั่นฝึกดึงจิตกลับมารู้อยู่ที่องค์ภาวนา เพื่อให้จิตได้สงบตัวลง นี่แหละครับเป็นการฝึกสร้างสติปัญญาให้เกิดขึ้น จิตก็จะเกิดสติปัญญาขึ้นมาโดยลำดับ เนื่องจากจิตรู้อยู่เห็นอยู่ตลอดเวลาว่า ตอนที่จิตฟุ้งซ่านหวั่นไหวไปกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดและเรื่องราวต่างๆนั้น จิตกระสับกระส่ายเป็นทุกข์ไปอย่างไรบ้าง พอดึงจิตกลับมารู้อยู่ที่องค์ภาวนาได้นั้น จิตก็จะสงบตั้งมั่นรวมตัวลงได้ ผู้ปฏิบัติเองต้องหมั่นสังเกตอาการต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านั้นจนชำนาญเป็นวสี เมื่อกระทบอารมณ์ปุ๊บ วางจิตอย่างไรจิตจึงจะมีสติสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ นี่แหละครับปัญญาอบรมสมาธิ

คุณเองก็เริ่มรู้จักเวทนาดีแล้วนิครับ เมื่อจิตอยู่กับการบริกรรม อาการปวดเท้าก็หายไปจากจิตเพราะจิตอยู่กับองค์ภาวนา ถ้าจิตหลุดออกจากองค์ภาวนามารู้อยู่ที่ปวดเท้า จิตก็พลอยปวดตามอาการปวดเท้าไปด้วยใช่มั้ยครับ???

เมื่อดึงจิตกลับมารู้อยู่ที่องค์ภาวนา อาการปวดเท้าก็หายไป จิตก็รู้อยู่ว่าเวทนาไม่ใช่เรา เป็นเรื่องของกาย จิตก็จะสงบตั้งมั่นมากยิ่งขึ้น ให้ประคองจิตรู้ไว้ในลักษณะนั้นไปเรื่อยๆไม่ต้องเร่งไปต้องรีบครับ ประคองให้ดีอย่าให้จิตแวบออกไปภายนอก จนกว่าจิตจะรวมลงเอง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ"พุทโธ"ครับ(จิตรวมใหญ่) เป็นหลักสำคัญที่ต้องทำให้ได้นะครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 16 มิถุนายน 2553 เวลา:21:50:56 น.
  
ผู้ปฏิบัติเองต้องหมั่นสังเกตอาการต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านั้นจนชำนาญเป็นวสี เมื่อกระทบอารมณ์ปุ๊บ วางจิตอย่างไรจิตจึงจะมีสติสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ นี่แหละครับปัญญาอบรมสมาธิ


คือไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็บริกรรมพุทโธอย่างเดียวไปก่อนนอกจากว่า มันไม่สงบลง ใช้ความคิดช่วยเช่น คนเราก็ตายเหมือนกันจะเอาอะไรมากมายหรือเวลาโกรธ มองว่าเค้าน่าสงสารกว่าเรา
ปกติถ้าทำงานอยู่ก็บริกรรมพุทโธในใจค่ะ ถ้าอยู่คนเดียวก็จะบริกรรมออกเสียง

ขอบคุณมากค่ะ
โดย: ตาสว่าง IP: 118.173.130.115 วันที่: 17 มิถุนายน 2553 เวลา:7:28:36 น.
  
คุณตาสว่างครับ

ผมขออนุโมทนาในกุศลกรรมครั้งนี้ด้วยครับ

ขอให้กุศลกรรมในครั้งนี้ช่วยให้คุณเข้าถึงสภาวะ"จิตเดิม"โดยไวนะครับ

ขอฝากพระพุทธพจน์ดังนี้

"ความเพียรมีผล ความพยายามมีผลครับ"

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 18 มิถุนายน 2553 เวลา:8:16:43 น.
  
สาธุค่ะ กำลังจะไปกราบหลวงพ่อสงบเร็วๆนี้ค่ะ
โดย: ตาสว่าง IP: 118.173.129.95 วันที่: 18 มิถุนายน 2553 เวลา:12:09:20 น.
  
รู้สึกเกรงใจ คุณธรรมภูต เลยไม่ค่อยกล้าถามค่ะ

ขอรบกวนนะค่ะ
1-2วันนี้ รู้สึกง่วงขณะนั่งสมาธิและรู้สึกปวดเท้ามากขึ้นค่ะ
เมื่อคืนนั่งสมาธิไปได้ 40 นาที(ตั้งใจว่า 1 ชั่วโมง)รู้สึกปวดเท้ามาก จึงลุกขึ้นเปลี่ยนเป็นเดินจงกรมแทนค่ะ(รู้สึกเคยอ่านในเวบไซค์หลวงพ่อสงบ ท่านบอกว่าลุกได้แต่ต้องอะไรไม่รู้จำไม่ได้ค่ะ)
เดินไปให้ครบชั่วโมงค่ะ และขณะเดินก็รู้สึกง่วงนอน
เมื่อเช้า ตั้งใจเดินจงกรม 1 ชั่วโมง บริกรรมพุทโธ ตรงปลายจมูก รู้สึกเริ่มง่วง ก็บริกรรรมพุทโธให้เร็วขึ้น บริกรรมไป 26 นาที รู้สึกแสบคอมากเลยค่ะ เสียงแหบ ก็เลยพัก
ขอคำแนะนำค่ะ รู้สึกกิเลสลากไปค่ะ ว่าค่อยทำเถอะ แสบคอไปหมดแล้ว
ขอบคณค่ะ

โดย: ตาสว่าง IP: 118.173.131.243 วันที่: 19 มิถุนายน 2553 เวลา:7:04:03 น.
.............................................................
คุณตาสว่างครับ

ไม่ต้องเกรงใจครับ ผมยินดีตอบให้เสมอ เพราะเป็นการสร้างกุศลให้เกิดขึ้นที่จิต

ให้ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ ของการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงสภาพธรรมที่แท้จริงของจิตนะครับ

การได้เข้าหาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่แท้จริงนั้น ดีมากครับ

เราจะได้ไม่เสียเวลาไปเปล่า ในการที่จะเข้าถึงอธิจิต เพราะเป็นของได้มาโดยยากครับ

ที่คุณเล่ามาว่า ใน๑-๒วันนี้ที่ประสบกับปัญหาเรื่องง่วงนอนกับปวดเท้านั้น เป็นเรื่องปกติของผู้หัดใหม่ทุกๆคนครับ

สืบเนื่องจากจิตยังไม่แนบแน่นกับองค์ภาวนา หรือฐานที่ตั้งของสตินั่นเองครับ

จิตคอยจะหลงไป เผลอไปกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดในขณะนั้น คือสติยังไม่มีกำลังมากพอครับ

จึงถูกอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นลากไปตามชอบใจ การเปลี่ยนอิริยาบทช่วยได้ครับ

ให้เรามากำหนดรู้ตัวทั่วพร้อม เพื่อเรียกสติคืนกลับมาก่อนครับ จึงจะเปลี่ยนอิริยาบทใหม่

ขณะเดินอยู่นั้นยังง่วงอยู่ ผมเสนอแน่ว่า(ลองทำดูนะครับ)

ให้หยุดสักครู่ เพื่อถอนหายใจเข้าลึกๆและอั้นไว้นิดหนึ่ง แล้วค่อยๆปล่อยออกช้าๆสัก๓ครั้ง

แล้วกำหนดเดินให้เร็วขึ้นสักนิดหนึ่งครับ ถ้ายังไม่ผ่านอีกจริงๆ ผมว่าพักบ้างก็ได้นะครับ

การเดินจงกรมนั้น เป็นวิธีนึงที่แก้ง่วงได้ดีที่สุดครับ คุณภาวนา"พุทโธ"เร็วขึ้นก็จริง แต่การเดินคุณกลับช้าลง

พอจิตเริ่มสงบ อาการง่วงก็จะตามมาเป็นธรรมดาของผู้ฝึกใหม่ทุกคนเพราะสติยังมีกำลังไม่พอนั่นเองครับ

แต่ก็ควรพอใจครับ แสดงว่าเราเริ่มทำจิตให้สงบเป็นแล้ว จึงเกิดอาการเหล่านี้

เพียงแต่ขาดประสบการณ์ในการต่อสู้ เพื่อผ่านด่านนิวรณ์ต่างๆให้ได้เท่านั้น

ทั้งหมดนี้สืบเนื่องจาก จิตยังมีสติไม่มากพอที่จดจ่ออยู่กับองค์ภาวนาอย่างต่อเนื่องนั่นเองครับ

ต้องอาศัยความเพียรอย่างต่อเนื่อง แล้วจิตจะพํฒนาขึ้นมาเอง โดยลำดับครับ

เรื่องถีนมิทธะนั้น ผมเองก็เจอหนักมากครับ ขนาดเพิ่งตื่นนอนขึ้นมาแท้ๆ พอนั่งกำหนดปั๊บ ง่วงทันที่เลย

ผมแก้อยู่นานพอสมควรครับ สารพัดวิธี ถึงกับเมื่อนั่งอยู่นั้น รู้สึกว่าง่วง ผมจะนอนเลยครับ

แต่กำหนดในใจว่า จะต้องลุกขึ้นมานั่งต่อใหม่ เมื่อนอนตื่นแล้ว ก็ไม่วายที่จะง่วงอีกเหมือนเดิม

บางครั้งที่ฝืนได้ จิตก็จะเกิดอาการสว่างโพลงขึ้นมาทั้งห้อง แต่อยู่ได้ไม่นานครับ

เนื่องจากไม่ได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์นั่นเอง จึงไม่ได้อุบายที่จะแก้อาการเหล่านี้

วิธีของผมที่เคยทำได้ผลมาแล้วนั้น คือการผ่อนอาหารในมื่อเย็นจนถึงทุกวันนี้ครับ

เมื่อกายเบาขึ้น ใจก็เบาตาม เป็นปัจจัยเกื้อหนุนกันครับ ประกอบกับความเพียรจึงผ่านพ้นมาได้ครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 19 มิถุนายน 2553 เวลา:10:43:23 น.
  
วันนี้ได้อ่านหัวข้อธรรมะของหลวงพ่อสงบ มนัสสันโต
เรื่อง ที่เป็นสัปปายะ หน้า 13 มีคนถามเข้ามาเรื่อง ปัญญาอบรมสมาธิ โดยอาศัยการฟังธรรมะ

ถาม : เป็นฉบับที่ ๒ กระผมเขียนถามปัญหาหลวงพ่อฉบับที่ ๒ กระผมสนใจ
เรื่องปัญญาอบรมสมาธิ ได้ฟังหลวงพ่อในเสียงหลายชุดแต่ยังไม่กระจ่างนัก จึงขอ
อนุญาตให้หลวงพ่ออธิบาย เรื่องปัญญาอบรมสมาธิให้กระจ่างครับ เรื่องปัญญาอบรม
สมาธิที่กระผมลองทำดู อยากให้หลวงพ่อตรวจให้หน่อยครับ ว่าถูกต้องหรือไม่ ผม
เข้าใจและปฏิบัติดังนี้ ปัญญาอบรมสมาธินั้นจะดีมากๆ ตอนฟังธรรมของครูบาอาจารย์
โดยเราจะคิดพิจารณาไปด้วยในข้อธรรมนั้นๆ ผมลองสังเกตตัวเอง พอฟังธรรมไป
นานๆ สัก ๒-๓ ชั่วโมง ขณะฟังก็กำหนดสติ ซึ่งคำว่าสติ ผมเข้าใจว่าคือการกำหนดให้
รู้สึกในความรู้สึกที่พิจารณาข้อธรรมนั้นไปอย่างต่อเนื่อง พอเสร็จแล้วผมก็รู้สึกว่า ใจนั้น
สงบเยือกเย็นมาก ไม่ต่างกับการพิจารณาพุทโธหรือกำหนดลมหายใจ ขอนมัสการด้วย
ความเคารพ ศิษย์ทางไกล หนองคาย
หลวงพ่อ : ตรงนี้ดีมาก ขณะที่ฟังก็กำหนดสติ ซึ่งคำว่าสติผมเข้าใจว่าคือการกำหนด
เห็นไหม ซึ่งคำว่าสติ ผมเข้าใจว่าคือการกำหนด ให้รู้สึกในความรู้สึกที่พิจารณาข้อธรรม
นั้น แหม..มันชัดนะ เนี่ยเวลาฟังธรรมไป ๒-๓ ชั่วโมงนี่คือปัญญาอบรมสมาธิ เพราะถ้า
ปัญญาอบรมสมาธิ เราจะคิดเองโดยไม่ต้องฟังก็ได้ ถ้าฟังเวลาฟังเทศน์ อาศัยว่าเสียง
เทศน์นั้นเป็นคำพิจารณาแทน แต่นี่เขาใช้ฟังเทศน์อันนี้มันเป็นอุบายเฉพาะบุคคล
ถ้าเราบอกอย่างนี้ถูก ผู้ที่ฟังในซีดีเรา จะบอกว่า ก็หลวงพ่อบอกเอง บอกว่าเวลา
ฟังครูบาอาจารย์ให้ตั้งสติไว้เฉยๆ แล้วเสียงจะมาเอง แต่นี่เขาบอกว่าตอนฟังครูบาอาจารย์
เวลาใช้ปัญญาอบรมสมาธิ หรือพิจารณาพุทโธ หรือดูลมหายใจเข้าออก อานา
ปานสติไม่ต่างกัน คำว่าไม่ต่างกันถ้าผลมัน การพิจารณาทุกๆ อย่างเราต้องการความสงบ
อย่างเดียว เราต้องการจิตตั้งมั่นอย่างเดียว ถ้าจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิถูกต้องหมด ไอ้นี่คือ
อุบาย วิธีการกับเป้าหมาย เป้าหมายคือความสงบ วิธีการมันแตกต่างหลากหลาย นี่คือ
วิธีการ วิธีการของใคร ถ้าวิธีการของใครถูกต้องดีงามกับจิตดวงนั้น ถ้าจิตมันเข้าสู่ความ
สงบเยือกเย็น ถูกต้องหมด ทีนี้ความสงบเยือกเย็นมันก็มีเริ่มต้น ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา
นั้นอีกเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งคือว่า ให้พิจารณาเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป
เท่าที่ยกมา อยากถามว่า เราจะรู้ยังไงค่ะ เราจะทำปัญญานำสมาธิหรือสมาธินำปัญญา จึงจะถูกจริตกับเราค่ะ
ขอบคุณค่ะ

โดย: ตาสว่าง IP: 118.173.134.195 วันที่: 19 มิถุนายน 2553 เวลา:11:50:54 น.
.................................................
คุณตาสว่างครับ

ขออนุโมทนาที่ยังหมั่นคอยฟังธรรมของพ่อแม่ครูบาอาจารย์อยู่เป็นประจำครับ

คุณลองหมั่นสังเกตุเองดูนะครับ ยิ่งคุณภาวนาได้ผลมากขึ้นเท่าไร คุณยิ่งจะฟังธรรมได้ลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้นครับ

ที่คุณถามว่า"เราจะทำปัญญานำสมาธิหรือสมาธินำปัญญานั้น" จึงจะถูกจริตกับเรา

เมื่อคุณเข้าใจคำว่า สติ สมาธิ ปัญญาแล้วคุณก็จะรู้เองล่ะครับว่า

ไม่ว่าจริตแบบไหนก็ตาม ต้องทำทั้งปัญญานำสมาธิและสมาธินำปัญญา ผมใช้คำว่า"และ" ไม่ใช่ "หรือ"นะครับ

สติอยู่ที่ไหนสมาธิก็อยู่นั่น สมาธิอยู่ไหนสติย่อมต้องอยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน

สติอยู่ที่ไหนปัญญาก็อยู่นั่น ปัญญาอยู่ที่ไหนสติย่อมต้องอยู่นั่นด้วยเช่นกัน

ฉะนั้น สติ สมาธิ ปัญญา ทั้งสามสิ่งล้วนเป็นอัญญะมัญญะปัจจัยซึ่งกันและกัน หมายถึงเกื้อหนุนซึ่งกันและกันครับ

คุณผ่านการปฏิบัติภาวนาพุทโธมาบ้างแล้ว คุณคงเคยประสบมา แต่ไมได้สังเกตุเองว่า

ขณะที่คุณภาวนาอยู่นั้น คุณก็ได้ใช้ปัญญานำสมาธิอยู่บ่อยครั้ง แต่คุณไม่รู้ตัวเองต่างหากครับ

เช่นเวลาที่คุณกำลังภาวนอยู่นั้น จิตแลบออกไปนึกคิดถึงอารมณ์อยู่นั้น บางครั้งก็นาน บางครั้งก็แป๊บเดียวใช่มั้ยครับ

เพราะอะไรคุณถึงสามารถดึงจิตออกจากอารมณ์เหล่านั้น กลับมาสู่องค์ภาวนาได้ ถ้าไม่ใช่เพราะมีปัญญา

การฝึกถาวนานั้นเป็นการฝึกทั้งสมถะและวิปัสสนาอยู่แล้วครับ แต่คนฝึกไม่ได้สังเกตุเองเท่านั้น

ถ้าไม่มีปัญญา(วิปัสสนา) ดีพอ เราจะสามารถปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด จนจิตเข้าสู่อัปปนาสมาธิได้หรือครับ

ปัญญาอบรมสมาธินั้นเราจะเห็นได้ชัดเจนก็ตอนลืมตาอยู่ในชีวิตประจำวัน

เพราะเราต้องคอยระวังกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในกรอบแห่งความคิด เพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านไปใช่มั้ยครับ

เมื่อเราคอยระมัดระวังจิตให้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นได้ดี

ก็เท่ากับเราใช้ปํญญาอบรมสมาธิ พอถึงเวลาต้องภาวนาพุทโธ สมาธิก็จะกลับมาอบรมปัญญาอีกทีหนึ่ง

สลับกันอยู่แบบนี้ตลอดของการปฏิบัติครับ ส่วนพวกที่บอกว่าอันนั้นดีกว่า อันนี้ดีกว่า

ไม่จริงหรอกครับ เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น ต้องทำควบคู่กันไปจึงจะถูกต้องครับ

ส่วนจะใช้อันไหนมากกว่าอันไหนนั้นต้องขึ้นอยู่กับเวลา ณ.ขณะนั้นๆเป็นตัวกำหนดครับ

เช่นฟุ้งซ่านมาก ในขณะที่กำลังภาวนาอย่าเคร่งเครียด ควรผ่อนออกมาพิจารณาว่าที่ฟุ้งซ่านเคร่งเครียดเพราะอไร???

พิจารณาหาเหตุหาผลดู แล้วลองพิจารณาตัดออกไปได้มั้ย??? ถ้ายังไม่ได้ก็ต้องหาวิธีอื่นแทน

เช่นเข้าหาครูบาอาจารย์หรือ นำเอาธรรมท่านมาฟังเพื่อผ่อนอาการเหล่านั้นให้ลดลง

เมื่อถึงเวลาลงมือภาวนาให้จิตสงบได้ เราก็จะเห็นเองว่า เพราะจิตขาดกำลังสติในการตัดนั่นเอง จิตจึงฟุ้งซ่านเคร่งเครียด

ผมหวังว่าพอจะเข้าใจได้นะครับว่า ปัญญาอบรมสมาธิและสมาธิอบรมปัญญานั้น เป็นสิ่งที่เกื้อหนุนกันเอง(อัญญะมัญญะปัจจัย)ครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 20 มิถุนายน 2553 เวลา:16:39:54 น.
  
เมื่อคืนรู้สึกคล้ายเจ็บคอ บริกรรมจนเสียงแห้งค่ะ
กิเลสมันหลอกว่า ระวังเป็นโรคร้าย

โดย: ตาสว่าง IP: 118.173.131.180 วันที่: 20 มิถุนายน 2553 เวลา:8:08:14 น
.................................................
คุณตาสว่างครับ

ขึ้นชื่อว่าความรู้สึกแล้ว เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังให้ดี ว่าเจือไปด้วยกิเลสหรือไม่

เพราะกิเลสมักชอบหลอกให้เราย่อหย่อนต่อความเพียรนั่นเอง

แต่บางครั้งความรู้สึกมาอาจจะเตือนเราก็ได้นะครับว่า เรากำลังใจเร็วด่วนได้อยู่หรือเปล่า?

ให้เราพิจารณาดีๆครับว่า เรามีหน้าที่เพียงต้องภาวนาพุทโธเท่านั้น ส่วนผลเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ

ผลจะออกมาดีหรือไม่ดีนั้น ก็ขึ้นอยู่กับหน้าที่ๆเราทำอยู่ใช่มั้ยครับ

ถ้าทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดแล้ว ส่วนผลจะออกมาเป็นยังไงไม่ต้องไปคาดหวังครับ....

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 20 มิถุนายน 2553 เวลา:16:52:15 น.
  
ช่วงนี้นั่งสมาธิบริกรรมเร็ว ค่ะ พอบริกรรมเร็วรู้สึกคำบริกรรมสั้นแต่ยังชัดเจนอยู่ค่ะ แล้วรู้สึกจิตมันวงแคบเข้ามา ก่อนๆรู้สึกจิตกระจายค่ะ

โดย: ตาสว่าง IP: 118.173.128.140 วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:8:21:25 น.

...........................................

คือ เสียงบริกรรมเบาลงด้วยค่ะ จะรู้สึกว่าการบริกรรมเร็วแต่ยังชัด เสียงเบาลงแต่ยังชัด มันลดช่องว่างที่จิตจะแลบไปค่ะ


โดย: ตาสว่าง IP: 118.173.128.140 วันที่: 23 มิถุนายน 2553 เวลา:8:23:58 น.
.............................................
^
^
คุณตาสว่างครับ

ดีมากครับ แสดงว่า "ความเพียรมีผล ความพยายามมีผล"

ให้หมั่นประคองจิตไว้ให้ดีครับ รู้อยู่ที่คำบริกรรม วงจะแคบเข้าเรื่อยๆ

แสดงว่าเรามีสติรู้อยู่อย่างต่อเนื่อง เมื่อวงแคบเข้าเรื่อยๆจิตก็จะรวมลงเองครับ

รอยต่อตรงนี้สำคัญมากครับ สังเกตุให้ดีๆ อย่าตกใจหรือตื่นเต้นไปกับสื่งที่ปรากฏให้รู้เห็นเฉพาะหน้า

ส่วนมากจะหลุดตอนจิตรวมครับ จิตจึงรวมลงได้ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น เพราะประคองจิตไม่สำเร็จ

ปล่อยให้เป็นไปตามลำดับครับ อย่ารีบอย่าเร่ง ประคองจิตให้รู้ไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องครับ

เมื่อจิตรวมลงได้แล้วอย่าลืมเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ ผมมีอะไรจะแนะนำครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 25 มิถุนายน 2553 เวลา:7:56:58 น.
  
ขอแสดงความเห็น การทำสมาธิในเบื้องต้นและปลายต้องผ่านการเพ่ง และประกอบด้วยความเพียรทั้งนั้น ไม่ว่าพระศาสดาและครูบาอาจารเจ้าทั้งหลายก็ต้องผ่านทางนี้ มีหลักอยู่ว่า การละกิเลสต้องทวนกระแสกิเลส ไม่ตามกระแสกิเลส ถ้าปล่อยกายใจไปตามกิเลสจะละกิเลสได้อย่างไร ก็คงเป็นพวกเดียวกับกิเลสนั่นเอง แล้วอย่างนี้เราจะมาปฏิบัติกันเพื่ออะไร ต้องอาศัยการเพ่งและเพียรอยู่ดีท่านผู้ปฎิบัติลองสัเกตุดู ไม่ว่าสายไหนต้องเพ่งและเพียรทั้งนั้นอย่าได้ปฏิเสธความจริงเลย เพียงแต่ว่าท่านจะเพ่งมากไปหรือน้อยไป หรือเบาสบายจนไม่รู้สึกว่าเพ่งก็ว่าได้ ขึ้นอยู่กับการวางอารมจิตในขณะปฏิบัติมากกว่า ยังไงก็มีเพียร เพ่ง อยู่ดีหนีไม่พ้น จะหวังเอาสบายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลำบากบ้าง สบายบ้างปนกันไปจึงเห็นธรรม พระศาสดาเห็นทุกข์ก่อนจึงเห็นธรรม ธรรมไม่เกิดแก่คนขี้เกียจ แต่เกิดกับผู้มีความเพียรเพ่งอยู่
โดย: พราหมญ์ทศ IP: 115.87.62.189 วันที่: 23 สิงหาคม 2553 เวลา:15:38:29 น.
  
ความเห็นต่างในกรณี manmod

การเคลื่อนจิตไปรู้ในอารมต่างๆ ที่ตั้งคำมาว่า จิตเกิดดับนั้น เป็นการโยกย้ายจิตโดยมีสติเข้าไปรู้นั้น จิตไม่มีพลัง อาจหลงไหลไปตามอำนาจแห่งกิเลสได้ง่าย ท่านจะมั่นใจอย่างไรว่าจิตของท่านในขณะนั้นมีกำลังแก่กล้าพอที่จะละกิเลสได้ ไม่แน่กิเลสมันอาจสะใจหัวเราะเยาะเอา "ว่าศิษย์ตถาคตนี้เบาปัญญาแท้ ทางพระศาสดาดีแท้ไม่เดิน กลับเดินหลงทางเสีย หลงกลเราเจ้าแห่งกิเลสมารเสียแล้ว" ต้องเดินทาสัมมาสมาธิ กำหนดหยุดอยู่ในฐานเดียว(ฐานที่ตั้งของสติ) ก่อนจึงจะมีพลัง และพึงเข้าใจว่า การที่ท่านกำหนดจิตใว้ฐานใด ฐานหนึ่งพร้อมทั้งบริกรรมภาวนาแบบไดก็ตามหรืไม่ภาวนาก็ตาม ถ้ามีการกำหนดก็ต้องมีการเพ่งอยู่ดี เพ่งหนัก เพ่งเบาแล้วแต่จะปรับ ในการเพ่งแต่ละที่ก็ต้องประกอบด้วยความเพียรเช่นกัน
โดย: พราหมญ์ทศ IP: 115.87.62.189 วันที่: 23 สิงหาคม 2553 เวลา:16:04:11 น.

ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต

หน้าแรก Blog ธรรมภูต

youtube ธรรมภูตสนทนาธรรม





Group Blog